การเดินทางของความรัก

 


ความรักเป็นรื่องมหัศจรรย์ของมนุษย์ ดังนั้นการรักใครสักคนจึงเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการคาดเดา เราไม่สามารถบังคับตัวเองให้รักใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคน ๆ นั้น คนที่เราเห็นแล้วหัวใจกระตุก อยากมองดูเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เจอกันก็ยังคิดถึง อยู่ในความคิดของเรา และเกิดความรู้สึกแปลก ๆ เมื่อเจอกัน .....ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ตัวเราเองเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า คือ รู้สึกรัก ความจริงรู้สึกรักเกิดขึ้นทีหลัง เพราะก่อนที่จะรู้สึกรัก มันต้องรู้สึกชอบขึ้นมาก่อน และรู้สึกดีกับคน ๆ นั้น แล้วถึงจะเป็นความรู้สึกรัก และเพราะผ่านกระบวนการความรู้สึกมามากมาย ทำให้เมื่อรักใครสักคนแล้ว...รักนั้นจึงอยากจะทอนตัว แต่ว่า...รัก ไม่ใช่สิ่งที่ใครกำหนดหรือบังคับให้เกิดขึ้นในใจของใครได้ เรารักเขา ไม่ได้แปลว่าเขาจะรักเราเสมอไป โจทย์ของความรัก บางครั้งแม้จะพยายามแก้สักเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราตั้งใจ แต่เมื่อเราเริ่มรัก หัวใจก็เริ่มเรียกร้อง เริ่มคาดหวัง เริ่มจะให้เค้ารักเราตอบ...และยิ่งพอจะเห็นหนทางของความน่าจะเป็นไปได้ เราก็ยิ่งพยายามปลูกต้นรักให้เกิดขึ้นในใจของเขาให้ได้ ระหว่างนั้นไม่รู้พลังแห่งความมุมานะ เด็ดเดี่ยว พุ่งจี๊ดมาจากไหน พยายามตามใจ พยายามทุกอย่างเพื่อให้เขาหันมารักเราอย่างไม่มีย่อท้อ ขอบอกว่าการพิชิตรักนี่แหละ สนุกที่สุดแล้ว สำหรับช่วงเวลาก่อรักกับใครสักคน เพราะช่วงนั้นเราอาจมีแต่ความรู้สึกดี ๆ คิดแต่สิ่งดี ๆ พูดแต่สิ่งดี ๆ และทำแต่สิ่งดี ๆ ให้เขาคนนั้นรับรู้ได้ถึงความรู้สึกดี ๆ ของเรา…เห็นไหม มีแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น ฉะนั้นช่วงนี้แหละที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาแห่งรักบริสุทธิ์ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนอะไรมากมาย แบบว่าขอแค่ได้รักเขาก็พอใจแล้ว และเพียงเขาตอบรับมาด้วยรอยยิ้มเท่านั้นก็ทำให้ใจของเราพองฟูคับอก ทุกอย่างสดใสไปหมดใจริง ๆ นะ ขอบอกว่า ช่วงเวลา ณ ตรงนี้เป็นช่วงเวลาที่คนมีรักเบิกบานในใจที่สุดไม่เชื่อลองตั้งโจทย์พิชิตรักกับใครสักคนสิ แล้วจะรู้ว่ามันสนุกและรู้สึกดีขนาดไหน แต่ไม่รับประกันความเจ็บช้ำในภายหลังนะ....ทำไมต้องเจ็บนะเหรอ ตอบง่าย ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราพิชิตรักอยู่นั้น จะรักเราตอบหรือป่าว ถ้าเค้ารักเราตอบ...ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะความดีใจอุดปากไว้จนขยับไม่ได้เลยล่ะ ถ้าเขาไม่รักตอบเรา... ก็ตัวใครตัวมันนะ เจ็บใครเจ็บมัน บาดแผลใครบาดแผลมัน ดูแลกันเอาเอง พูดอย่างนี้ไม่ได้คิดหรือจะทิ้งหรือจะชิ่งกันกลางทางหรอกนะ แต่เพราะผมเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย กับไอ้เรื่องไปแอบหลงรักเขาข้างเดียวเนี่ย...แต่จะบอกว่ารักข้างเดียวมันก็ไม่เชิงนะ ผมว่าครั้งหนึ่งความรักของผมมันเคยเกิดขึ้น เพียงแต่ยังอยู่แค่ในช่วงถูกใจซึ่งกันและกันเท่านั้น แล้วมันก็ถูกหยุดไว้แค่ตรงนั้น ไม่ได้พัฒนาหรือเดินหน้าไปต่อ จนทำให้ผมคิดว่าตัวเองรักเขาข้างเดียว... แต่พอนึกความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีร่วมกัน รวมถึงพฤติกรรมและเหตุผลของเธอที่ยกมาประกอบในการหยุดความสัมพันธ์ ก็ทำให้ผมต้องสับสนว่า ควรทำยังไงดี ผมควรจะตัดสินใจจากเธอ แล้วเผชิญกับสภาวะอกหัก ยอมรับว่าความรักของเขาไม่มีจริง หรือยังควรเชื่อในรักของตัวเอง ว่า ความรักจะทำให้เธอใจอ่อนในสักวัน ผมหาคำตอบในตัวเองไม่ได้จริง ๆ บางคำตอบจากปากของเธอทำให้ผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก...เหมือนคนโง่ที่หรอกตัวเองไปวัน ๆ อุปโลกน์ความรู้สึกดี ๆ จอมปลอมเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเอง เพราะยังไม่ตัดขาดจากเธอ...และอีกหนึ่งคำถามที่อยากรู้ก็คือ ความรักของเธอมีจริงหรือป่าว และความรักของผมจะช่วยให้รักที่เคยมีเกิดขึ้นอีกครั้งไหม สาเหตุของความรู้สึกสันสนในใจของผมเกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่ง...วันที่ผมยังมีความสุขกับความเหงา อาจมาจากความเคยชินที่ต้องอยู่คนเดียวมานาน เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนตาบอดมาจริงจังอยู่ข้าง ๆ กันสักที แต่ผมก็ไม่ได้รีบร้อนกับความรักนะ ถึงจะเหงาจนเจียนขาดใจก็เถอะ ผมไม่ชอบเดินตามหาความรัก เพราะผมมีความเชื่อที่ว่า ทุกคนต้องมีคู่ของแต่ล่ะคน ซึ่งจะเดินทางมาหาเราเองในเวลาที่เราไม่ได้ตั้งตัว เมื่อถึงเวลาของมันจริง ๆ แล้วความเชื่อของผมก็เป็นจริง...เพราะความรักของผมเกิดขึ้น ดดยที่ผมไม่ทันตั้งตัวจริง ๆ เกิดขึ้นดว้ยความไม่ตั้งใจ แต่กลับฝังใจจนยากที่จะลืมเลือน ก็อย่างที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านนี้แล้ว ผมไม่มีแฟนและมีสภาวะของความเหงาเป็นระยะ ๆ เข้ามาในจิตใจ ของผม ทำให้เพื่อนสนิทที่แสนดี แปลงร่างกายเป็นกามเทพชักจูงเธอคนนั้นเข้ามาให้ผมรู้จัก ความสุขตอนได้มีความรักอีกครั้ง ทำให้คนเหงาอย่างผมเพ้อไปเลย เอ่อ ต้องขอโทษด้วยที่เชื่อคนง่ายเข้าข่ายใจง่ายขนาดนั้น แหะ ๆ แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้จริง ๆ ก็คนมันเหงา ก็เลยอยากมีสีสันในชีวิตให้จิตใจกระชุ่มกระชวยบ้างเท่านั้นเอง เกือบ 3 สัปดาห์ที่เราต้องทำงานด้วยกัน สาบานว่าตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากมาย ก็คิดแค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานเท่านั้นเอง แต่ผมดันทะลึงส่งข้อความไปหาเธอก่อน “ขอให้งานผ่านฉลุยนะ เป็นกำลังใจให้คับ” แต่ตอนที่เธอส่งข้อความตอบกลับมาว่า “ขอบคุณค่ะ งานผ่านไปด้วยดี ว่าง ๆ เราไปทานข้าวด้วยกันสักครั้งนะค่ะ” แค่นั้นแหละ มันเหมือนมีอะไรมาจุดประกายให้เราต้องเดินหน้าต่อไป อืม...เธอเล่นกับผมนิ แต่ผมก็ยังคิดว่าเป็นการชวนไปทานข้าวตามปกติเหมือนกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ แล้วผมก็ส่งข้อความตอบกลับตามปกติ “อยากไปกินที่ร้านไหนดีคับ” แล้วข้อความที่ส่งกลับมาก้ทำให้ผมต้องคิดมากกว่าเดิม ทำให้หัวใจผมพองโตอีกครั้ง เพราะไม่ได้ออกเดดกับสาวสองต่อสองนานมากแล้ว “งั้นเจอกันเย็นนี้นะค่ะ หวังว่าจะไม่ต้องไปนั่งรอเก๋ออยู่คนเดียวที่ร้านนะค่ะ” คือถ้าผมจะคิดกับเธอว่าเธอโอเคคงจะไม่ผิดนักใช่ไหมคับ ผมไม่ได้เล่นเองเออเองคนฝ่ายเดียว ซึ่งตอนนี้ผมก็ยอมรับว่าผมสนใจเธอแล้ว ก็แหม เธออุตสาห์ให้โอกาศเราขนาดนั้น เป็นให้ก็ไม่ยอมปล่อยให้พลาดโอกาศไปหรอก หลังจากที่เราได้ไปกินข้าวด้วยกันวันนั้น ความสัมพันธ์ของผมกับเธอก็เริ่มต้นขึ้น เรามีโทรศัพท์คุยกัน และส่งข้อความหากันเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแนวห่วงใจกัน ส่วนเรื่องงานจะคุยกันเฉพาะที่ทำงานเท่านั้น หลังจากพูดคุยและส่งข้อความหากันทุกวันโดยที่เห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียว กลับทำให้ผมหลงรักเธอเขา และมันก็คงที่อยากจะทอนตัวแล้ว ผมเลยตัวสิ้นใจเดินหน้าต่อไป จะเป็นไงเป็นกันกับรักครั้งนี้ของผม ผ่านมาเกือบ 3 สัปดาห์ เธอก็มาเซอร์ไพรส์ผมถึงที่ทำงาน เธอเดินตรงมาหาผม แล้วเธอก็แนะนำตัวให้ให้เพื่อน ๆ ที่อยู่ที่ทำงานของผมรู้จัก ผมไม่เคยมีผู้หญิงในลักษณะนี้มาหานอกจากเพื่อน ๆ ที่สนิทกันในที่ทำงานเท่านั้น และก็ไม่เคยมองใครหรือสนใจเรื่องแบนี้ ทุกคนต่างก็ตื่นตาตื่นใจเพราะไม่เคยมีใครจะเชื่อว่าผมจะมีผู้หญิงมาหา (อยากเรียกว่าแฟนแต่มันยังไม่ถึงขนาดนั้นคับ) ซึ่งเป็นเธอ ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเลย ได้แต่นั่งฟังและก็พยายามตั้งสติของตัวเอง อะไรมันจะกระทันหันแบบนี้ โดยผมไม่ทันตั้งตัวเลย หลังจากนั้นต่อมาเราก็เริ่มต้นรู้จักกันมากขึ้นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น จนใคร ๆ ต้องอิจฉาเลยทีเดียว ความสัมพันธ์ของผมกับเธอก็ดำเนินต่อไปตามสเต็ป เราได้ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยขึ้น เราได้ไปดูหนังด้วยกันบ่อยขึ้น ส่งข้อความหากันวันละหลาย ๆ ครั้ง ละเราโทรคุยกันทุกวัน วันล่ะหลาย ๆ ชั่วดมงเลย คุณเชื่อไหม เคยคุยกันตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 6 ทุ่มเลยล่ะ เรารู้จักกันมากขึ้นและมากขึ้น และด้วยความที่รู้จักกันมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมีมากขึ้นโดยมีคำว่า “เพื่อน” มาคั่นกลาง “แต่ว่า... ผมจะเรียกว่าเพิ่มหรือลดลงดีล่ะ” ก็ไม่รู้เหมือนกัน ......แต่ผมรู้แต่ว่าเธอบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะมีใคร อยากมีเพื่อนมากกว่า เพราะยังเข็ดกับความรักที่ผิดหวังอยู่ ขอขยายความว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีที่อกหักมาตลอด...น่าแปลกนะ ไม่รู้ทำไม เหตุผลที่ยกมาทำให้ผมตัดสินใจเป็นเพื่อนกับเอตามที่เธอต้องการ...เพราะตัวผมเองถึงจะสนใจเขามากก็จริง แต่ก้ยังไม่ถึงขั้นอินเลิฟอะไรมากมายนัก แค่อยากรู้จักเธอมากขึ้น ซึ่งในฐานะเพื่อนมันก็ไม่เลวนักหรอก เพื่อนที่ยกระดับเป็นแฟนมันก็มีให้เห็นกันเยอะแยะ...เพราะผมยังแอบหวังอยู่ในใจ แล้วมันก็เป็นดังหวัง...ความสัมพันธ์ของเราก็ยังดำเนินต่อไป เราสนิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และมากกว่าเดิม กว่าแต่ก่อนหลายเท่า แล้ววันหนึ่งความสัมพันธ์ก็ดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง...จุดแห่งร่างกาย ที่ชายละหญิงมีความต้องการต่อกัน ใช่คับเรามีอะไรกัน ซึ่งมันเป็นความเต็มใจของผมและเธอเอง ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ฟังยังไงดีล่ะ ต้องไปลองเองคับ ความลับของเราสองคน เอาเป็นว่าผมมีความสุขที่สุด ตั้งแต่มีอะไรกับใครมา และเธอบอกอีกว่า เป็นความตั้งใจของเธอที่อยากมีอะไรกับผม...มันอาจจะดูดิบเถื่อนและหื่นกามมาก ๆ แต่ถ้าได้มองตาอย่างที่ผมได้เห็นแล้ว จะรู้สึกเหมือนผมว่าที่เธอพูดมันออกมาหมายถึง ความจริงจากใจเธอ เวลาอยู่กับเธอทำให้ผมมีความสุขมาก ความรู้สึกมันบอกไม่ถูก ผู้ชายเหงา ๆ คนนึงที่เฝ้าฝันถึงคู่แท้...แล้วก็เป็นเธอที่ยื่นความรักมาให้ตรงหน้า...เป็นใครจะไม่ดีใจกับความสมหวังนี้ ถ้าคุณเคยคิดถึงใครคนหนึ่งว่า คน ๆ นั้นคงไม่มีทางเหลียวมามองเราแน่ ๆ มันเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น แต่แล้วคน ๆ นั้นกลับมายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าคุณด้วยแววตาที่อบอุ่น เชื่อเถอะว่าคุณต้องใจอ่อนแน่นอน..และมันก็เป็นที่สุดของความประทับใจ ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าถูกหรอกหรือป่าวนะ และผมก็ไม่แคร์ด้วย เพราะผมเติมใจที่จะรักเธอและมีความสุขกับมันมากจริง ๆ แต่ถ้าเขามาหรอกเราจริง ๆ ถึงตอนนั้นผมก็คงจะเสียใจมากเลยทีเดียว แต่แล้วความสุขของผมก็ต้องจบลงอย่างรวดเร็ว แปลกใจใช่ไหมคับว่าเพราอะไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็อยากรู้คำตอบว่า ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็เริ่มห่างกัน เธอเริ่มงานยุ่ง ไม่มีเวลาคุยกันนาน ๆ เหมือนเมื่อก่อน ไม่เคยโทรมาหา แต่ถ้าผมโทรไป เธอก็รีบรับเหมือนเดิม พูดคุยกันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย คือ กินข้าว ดูหนัง และเวลาอยู่ด้วยกันอีก เธอบอกว่างานยุ่งมากจริง ๆ ซึ่งผมเองก็เข้าใจ ถึงจะมีเหตุผลสวยหรูแค่ไหน แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และเริ่มไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของเรา และผมก็เริ่มถาม...ซึ่งเธอก็ตอบว่า งานยุ่งและยังไม่พร้อมมีใคร เราเป็นเพื่อนกันนะ ผมถามลัฟังคำตอบจนเริ่มท้อใจ คิดว่าเธอคงไม่ชอบผม อย่าที่ผมชอบเธอ เพราะว่ายังไงเธอก็ยังยืนยันคำว่า “เพื่อน” อยู่ดี ผมจึงเริ่มตัดใจ แตเธอก็ถ่วงรั้งผมไว้โดยการบอกว่า “ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบผมนะ แต่ตอนนี้อยากทำงานมากกว่า เธอไม่อยากเป็นห่วงใคร หรือพะวงหาใคร มันทำให้เธอเสียงาน อยากให้ผมเข้าใจนะ” ผมก็ยังคิดในใจนะว่า “ทำไมต้องเสียงาน ผมก็ทำงานเหมือนกัน ยังมีเวลาให้คุณเลย แล้วคุณจะแบ่งเวลาให้ผมบ้างได้ไหมล่ะ” ผมก็เข้าใจนะ เข้าใจว่าเธอไม่ชอบผมเหรอ เพราะคนรักกัน เห็นความสำคัญของกันและกัน มันก็ต้องมีเวลาให้กัน คิดถึงกันและเป็นห่วงกันไม่ใช่หรือ .....อกหักนี่เจ็บจังเลยนะ และการเยียวยารักษาบาดแผลอกหักที่ดีที่สุด คือ การถอยหลังจากต้นเหตุ แต่ผมก็ททำไม่ได้...ไม่ใช่เพราะเรื่องส่วนตัวอย่างเดีย ทั้งเรื่องทำงาน และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เราทำงานร่วมกันและเขาก็ไว้ใจเรา การไว้ใจในเรื่องงานและเรื่องเงิน จะแปลว่า เราเป็นคนพิเศษได้ไหมนะ...คงไม่ได้หรอก เพราะคนทำงานก็คือเพื่อนร่วมงาน งานไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว...ผมรู้ดี แล้วผมควรมำยังไง ความสัมพันธ์ของผมกับเธอเปลี่ยนไปแล้ว..ผมอกหักแล้วใช่ไหม ผมควรจะกลับตับกลับใจมาสานสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนต่อกับเธอ ดีกว่าจะดันทุรังให้เธอหันกลับมารักผมใช่ไหม เพื่อที่เธอและงานจะคงอยู่ตลอดไป เธอย้ำเสมอว่า อยากคบกับผมให้นานที่สุด และความเป็นเพื่อนจะทำให้เราคบกันได้ถนัดใจที่สุด เธอไม่อยากรักใครแล้วต้องเลิกอีก เธอไม่อยากเลิกคบผม ไม่อยากเลิกคบคนดี ๆ อย่างผม ความจริงผมก็รู้นะว่า สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนที่ดี เป็นเรื่องที่วิเศษ...แต่ผมไม่ได้รู้สึกดีกับเธอแบบเพื่อนนี้น่า การที่ต้องได้ทำงานใกล้ชิดกันบ่อย ๆ ทำให้ผมคิดมาก...ผมชอบคิดไปเอง ถ้าผมหลบไปอยู่ที่ไกล ๆ อยู่เงียบ ๆ คงจะรู้สึกดีมาก ๆ เลย แต่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เธอเป็นเพื่อนที่ดีของผมจริง ๆ รับฟังปัญหาของผมเสมอ ไม่ว่าโทรไปเมื่อไหร่ ก็จะรับสายตลอด และไม่ว่าจะถามอะไร ก็ตอบไม่เคยปิดบัง ซึ่งผมควรจะดีใจไหมกับความรู้สึกดี ๆ ที่เธอมีให้..ผมควรรับในสิ่งดี ๆ ที่เธอมีให้ ไม่ควรไปยัดเยียดอะรให้เธอต้องหนักใจ แต่ว่า...ผมอยากรู้จริง ๆ ว่า เราเคยรักกันหรือป่าว...หรือว่าไม่เคยรักกันเลย หรือผมแค่หลงเงาแห่งความรักเท่านั้น ไม่ควรรั้งรอที่จะพิสูรน์อะไรให้เจ็บปวดอีกใช่ไหม ควรตัดใจจากคนที่ไม่เคยรักผมสักที แต่ผมก็โง่...ผมไม่กล้าตัดใจอย่างเด็ดขาด ผมพยายามยกสิ่งดี ๆ ฉันเพื่อนมาเป็นข้ออ้างเพื่อหล่อเลี้ยงความรู้สึกดี ๆ ของตัวเองไว้ ผมรักเธอข้างเดียวผมรู้ดี แต่ผมก้กลัวเจ็บและยังแอบหวังว่า มันน่าจะมีความเป็นไปได้ ความรักทำให้คน ๆ หนึ่งไม่กล้ายอมรับความจริง ซึ่งก็คือตัวผมเอง ผมไม่ยอมรับความจริง และถ้าผมอยากจะแสดงความรู้สึกรักกับเธอต่อไป เพราะมันทำให้ผมรู้สึกดี หรือว่าผมควรทำยังไงดีล่ะ ที่ต้องแอบเศร้าอยู่ในใจแบบนี้ อีกไม่นานแล้ว ผมต้องกลับไปอยู่จุด ๆ เดิม...มีความเหงา และความว่างเปล่าเป็นเพื่อน ความจริง...สิ่งที่ผมต้องยอมรับ ผมต้องยอมรับมัน และต้องทำให้ได้ สุดท้ายการเดินทางของรักของผม ก็คือ การรักเขาข้างเดียว แต่ยังไงก็คงหนีไม่พ้นกับคำว่าผิดหวังและเสียใจแน่นนอนครับ จะอยู่จะไปก็เจ็บช้ำพอกัน เพราะรักเขาแต่เขาไม่รักเราตอบ แต่เรื่องการจะรักใครสักคนมันก็เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ในขณที่จะบังคับใจเขาให้มารักเราก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าผมคิดว่า การไม่ยอมรับความจริง มันทำให้คุณมีความสุขที่จะรักเขาต่อไป บางทีการหลอกตัวเองต่อไปก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็ได้ ดีกว่าที่ผมจะหักห้ามใจจากเขาให้ได้ ซึ่งเป็นทางแก้ที่อยากกว่า และก็หนีไม่พ้นการหรอกลวงตัวเองอยู่ดี เพราะผมต้องฝืนในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ ผมต้องเลือกเอาเองว่าจะหลอกตัวเองว่าอะไรดี หลอกตัวเองว่าเขาน่าจะรักเราสังวันหนึ่ง เพราะว่าเรายังทำงานด้วยกันอยู่ กับหลอกว่าเราม่รักเขาแล้ว ซึ่งทั้งสองทางนี้น่าจะเจ็บช้ำพอกัน แต่เจ็บแป็บเดียวแล้วหายบางที่มันก็ดีกว่าการเจ้บทีละนิดไปเรื่อย ๆนะผมว่า ผมต้องนึกไว้เสมอว่า “เราจะไม่เป็นไร” สิ่งที่เราเป็นไปนั้นเป็น “เรื่องธรรมดา” เรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา และเมื่อถึงในวันที่ใจอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรง สักแค่ไหน ขอเพียงอย่าเพิ่งหมด “กำลังใจ” ทำใจให้ดีแล้วพยายามสร้างพลังใจขึ้นมาใหม่ ต่อสู้และแก้ปัญหา ต่อไปอย่าได้ท้อถอย แล้วค่อยๆเดินก้าวไปข้างหน้า ก้าวช้า ช้าอย่างสุขุมและรอบคอบกว่าเดิม ถือเสียว่าสิ่งที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ชีวิต สอนให้เรารู้จักคิด รู้จักใช้ปัญญา อย่าให้ปัญหามาบั่นทอนจิตใจ ต้องคิดให้ได้ว่าชีวิตต้องดำเนินไป ถึงจะยากเย็นเพียงไรก็ต้อง “อดทน” ไว้อย่าได้ยอมแพ้และขอให้อย่าลืมคำ คำนี้ไว้ว่า “เราจะไม่เป็นไร” สักวันทุกอย่างที่เป็นมา มันก็จะผ่านไป แล้วชีวิตก็จะพบกับสิ่งใหม่ๆอีกครั้ง ความสุขก็ยังรอเราอยู่เช่นเดิม อย่าลืมว่า การจะอยู่อย่างมีความสุขนั้น มันเริ่มจากที่จิตใจ ของเราเอง



เมื่อ : 10 ธ.ค. 53 18:30:47
โดย : soonsoy