รถอุบาทว์

 


สมัยหนุ่มผมอยู่ที่ถนนสุทธิสาร ใกล้ๆ กับถนนวิภาวดีรังสิต ถ้ามาจากต้นทางคือแถวอโศก-ดินแดง ผ่านสนามกีฬากองทัพบกไม่ไกลนักก็จะมีทางเลี้ยวซ้าย ผ่านศาลเจ้าและตึกแถวยาวเหยียดที่อยู่ฝั่งซ้ายไปทะลุถนนสุทธิสารได้ครับ ตึกแถวใกล้ๆ กับศาลเจ้าเป็นตึกร้างที่ดูเยือกเย็นวังเวงใจ...ไม่ใช่ตึกเก่าแก่ที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา รอโอกาสเหมาะๆ ที่จะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เหมือนตึกร้างทั่วไป แต่เป็นตึกร้างเพราะยังสร้างไม่เสร็จ เจ้าของก็ทอดทิ้งไปกลางคันดื้อๆ เหตุการณ์ที่เล่ามานี้เกิดก่อนยุคฟองสบู่แตกราวสิบปีมาแล้ว! ถนนวิภาวดีรังสิตได้ชื่อว่าเป็นถนนมรณะมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละครับ คือก่อนที่จะสร้างถนนรัชดาภิเษกด้วยซ้ำ...ตั้งแต่ยังชื่อถนนซูเปอร์ไฮเวย์ รถราก็ยังไม่หนาแน่นเหมือนทุกวันนี้ ทำให้บรรดาตีนผีตีนปีศาจเหยียบคันเร่งสะบัดช่อ เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนนิดหน่อยก็แหลกเละไปหมด ไม่ว่ารถหรือคน บาดเจ็บสาหัสเป็นหมื่น ล้มตายเป็นพันศพมาแล้วครับ ทางการติดป้ายบอกสถิติเอาไว้ตามสี่แยกให้เห็นชัดๆ แต่จำนวนคนเจ็บคนตายไม่ได้ลดน้อยลงเลย จนต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างเกาะกลางถนนยาวเหยียด ช่วยลดอุบัติเหตุได้พะเรอ ว่าแต่ว่าผีดุมากน้อยยังไงมั่ง?! เรื่องนี้ขอให้หายห่วงได้เลยครับ ถนนรัชดาที่ว่าผีดุน่ะมาทีหลัง แถมกลายเป็นผีเด็กๆ อีกต่างหาก...ตอนดึกๆ ที่มีรถซิ่งกันบ้าเลือด เพราะไม่มีสถานบันเทิงมากมายเหมือนถนนรัชดาในยุคหลัง...มีคนที่โดนผีหลอก เกิดอุบัติเหตุปางตายมาเล่าให้ฟัง ล้วนแต่น่าขนพองสยองเกล้าทั้งนั้นเลย ขับรถมาดีๆ ก็มีคนวิ่งตัดหน้าระยะกระชั้นชิด หักหลบจนกระเด้งขึ้นไปบนเกาะกลางถนนดื้อๆ เมื่อลากสังขารออกมาจากรถพังยับเยินก็ไม่เห็นวี่แววของใครแม้แต่คนเดียว เป็นที่รู้จักกันในหมู่คนใช้รถใช้ถนนสายนี้ ถ้ามีใครมาวิ่งตัดหน้าให้พุ่งชนไปเลย...มีแต่อากาศว่างเปล่าเท่านั้นเอง! รอดตายมาเล่าให้ฟังก็จริงอยู่ แต่ขนหัวลุกชัน มืออ่อนตีนอ่อนจนไม่กล้าขับรถไปตั้งหลายวัน! อีกรายเห็นรถเก๋งขับรถนำหน้าอยู่ที่เลนขวา จู่ๆ ก็มีสองขาเล็กๆ ของเด็กอายุราว 2-3 ขวบทะลุพรวดขึ้นจากหลังคา...แกว่งเร่าๆ อยู่ในอากาศโดยไม่เห็นลำตัว ไม่รู้ว่าเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา ที่ร้ายกาจสุดๆ ก็คือ ขับรถมาคนเดียวดีๆ แต่ดันผ่ามีสาวสวยมานั่งเคียงข้างหน้าตาเฉย ไม่ได้เกรงใจหรือแยแสรูปหลวงปู่หลวงตา รวมทั้งยันต์ศักดิ์สิทธิ์หน้ารถแม้แต่น้อย รายนี้เลิกขับรถไปเลยครับ คืนหนึ่งผมก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา! คืนนั้นผมไปงานแต่งงานลูกสาวหัวหน้าที่โรงแรมหรูย่านอโศก สนุกครึกครื้นกันจนสามทุ่มกว่า...พวกเพื่อนๆ ชวนกันไปต่อที่ผับใกล้ๆ โรงแรม มีเหล้าฝากตั้งครึ่งค่อนขวดเพราะเป็นเมมเบอร์ มีดนตรี มีโชว์โป๊ๆ เปลือยๆ พอหอมปากหอมคอ...กว่าจะแยกย้ายกันกลับก็ปาเข้าไปห้าทุ่มเศษ ผมขับรถไปตามถนนที่รถราบางตา รู้สึกเปล่าเปลี่ยวเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก...คงเป็นเพราะออกจากผับอื้ออึงมาหยกๆ ก็เป็นได้ ผ่านสนามกีฬาทัพบกไปแล้ว ผมเพิ่งสังเกตว่ารถเก๋งสีครีมที่ขับอยู่ข้างหน้ามีอะไรสะดุดตาชอบกล...นั่นปะไร! กระโปรงท้ายกระดกวูบขึ้นไป ก่อนจะปิดผางลงมาทันทีทันใด รถนั่นขับไม่ช้าไม่เร็วอยู่เลนซ้าย...ผมกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น สังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึง เลยหักออกเลนขวา คิดจะแซงไปให้พ้นๆ น่ะซีครับ เพราะใกล้จะถึงทางแยกเข้าบ้านแล้ว แต่รถคันนั้นกลับเร่งความเร็วขึ้นดื้อๆ ผมไม่อยากขับตีคู่ไปด้วยเลยตัดสินใจอยู่เลนซ้ายตามเดิม... คุณพระช่วย! ท่ามกลางแสงไฟถนนเย็นเยือก ผมเห็นเลือดแดงฉานไหลทะลักจากท้ายรถคันนั้น...ไหลลงมาเจิ่งนองถนนเป็นสายเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น! ผมแทบกลั้นใจขณะที่ขับรถทับกองเลือดนั้น ขนลุกขนพองไปหมด...ไม่รู้ว่าเลือดอะไรกันแน่? คนหรือสัตว์...ทำไมต้องมาทะลักทลายออกมาท้ายรถอุบาทว์นั่นตอนนี้ด้วย? มันแล่นเลยไปทางสี่แยกสุทธิสารแล้ว ปากคอผมแห้งผากไปหมด เลี้ยวรถข้ามคูเข้าซอยบ้าน...นึกถึงล้อรถทั้งสี่ที่คงจะเปรอะเปื้อนเลือดสดๆ เดือดร้อนต้องมาทำความสะอาดกันยกใหญ่ แต่นั่นยังไม่เท่ากับความขยะแขยงจนน่าคลื่นไส้สุดขีด ผ่านศาลเจ้าและตึกแถวร้างไปถึงบ้านเรียบร้อย...นรกเป็นพยาน! ล้อทั้งสี่แห้งผากสะอาดสะอ้าน ไม่มีร่องรอยว่าเพิ่งแล่นทับกองเลือดมาหยกๆ แม้แต่น้อยนิด! ขนหัวลุกซีครับ....



เมื่อ : 02 มิ.ย. 54 14:29:58
โดย : *-*