เรื่องย่อละคร แรงเงา ตอนที่ 5/3

 
เรื่องย่อละคร แรงเงา ตอนที่ 5/3

แรงเงา ตอนที่ 5/3

 เจนภพพูดอย่างหนักแน่น นพนภายิ้มแย้มอย่างพอใจ

       
       “แน่หรือ ไม่มีเยื่อใยอะไรเลยหรือ”
       “ก็ให้มีเยื่อใยอะไร ก็แค่เด็กใจแตกที่ผ่านเข้ามาเหมือนคนก่อนๆ นะแหละ”
       เจนภพเหลือบดูนาฬิกาที่ผนัง มุตตายืนนิ่งเหมือนโลกที่ฝันไว้เริ่มถล่มลง
       “มันบอกว่าคุณรักมันแทบตาย บอกว่าคุณจะหย่าฉันมาแต่งงานกับมัน”
       “ไปฟังอะไรเด็กนั่นฮะ นภา เราอยู่ด้วยกันมานาน คุณก็รู้ว่าผู้ชายมันก็ต้องมีแว่บบ้าง เรื่องธรรมดา ยิ่งเด็กมุตตานี่ มันยั่วผมเหลือเกิน” มุตตาแทบทรุดลง เอามือยันผนังไว้ “ผมก็แค่ตอบสนองให้ มันก็แค่เซ็กส์ ไม่มีเรื่องรักเรื่องใคร่อะไรทั้งสิ้น”
       นพนภายิ้มสมใจ เบียดตัวเข้าหาเจนภพ
        “แน่นะคะ”
       “คุณก็รู้ว่าเงินทองผมไม่เคยกระเด็น บางทีค่ากินค่าม่านรูด เด็กมันจ่ายเองด้วยซ้ำ”
       เจนภพมุ่งแต่โกหกเอาใจให้นพนภากลับไปเร็วที่สุด นพนภายิ่งเห็นจริง ลืมเลือนเรื่องสร้อยมุก เจนภพเหลือบดูนาฬิกาอีก
       “น่าสงสาร มันคิดว่าคุณรักมัน”
       “นภา ผมรักคุณคนเดียว เด็กนั่นไม่มีความหมายอะไร คุณเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม คุณเป็นเมีย เป็นแม่ของลูก เป็นกำลังใจ เป็นแรงหนุนให้ผมมีวันนี้” นพนภาแทบสำลักคำหวาน ลูบไล้แผงอกเจนภพ มุตตาพิงตัวกับผนังหน้าขาวเผือด ดวงตาร้าวราน “ผมไม่เคยรักเด็กคนนั้น นภา...ผมบอกคุณล้านครั้งแล้วว่า คุณคือสิ่งมีค่าที่สุด ในชีวิตผม คุณคือทุกสิ่งทุกอย่าง คือชีวิต คือลมหายใจของผม”
       “ภพ”
       เจนภพก้มลงจูบ นพนภาหลับตาพริ้ม เจนภพเหลือบดูนาฬิกา มุตตาทรงตัวขึ้นจนยืนตรงหันไปมองประตูที่แง้ม ภาพที่เห็นทำให้ใจกระตูกวูบ เจนภพจูบนพนภามือลูบไล้ นพนภาหน้าแดงหายใจถี่ ผลักเจนภพออก
       “พอ พอค่ะ นี่มันห้องทำงานนะ”
       “ล็อคประตูซะ ก็เป็นห้องส่วนตัวแล้ว”
       “บ้า คุณเนี่ย ฉันจะกลับล่ะ”
       เจนภพดูนาฬิกา มันบอกเวลา 6.33 น.
       “ผมจะไปส่งคุณที่รถ”
       เจนภพโอบนพนภาก้าวออกมายังห้องทำงานด้านนอก ทุกอย่างยังคงว่างเปล่าเงียบสนิท ทั้งคู่เดินออกไป
       มุตตาก้าวออกมาจากซอกตู้เอกสาร ห้องทั้งห้องยิ่งเวิ้งว้างว่างเปล่า มุตตาก้าวช้าๆ มากลางห้อง หยุดยืนหน้าโต๊ะตัวเองวางมือบนโต๊ะ น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนพื้นโต๊ะเป็นดวง มุตตามองดูรอบๆ ห้องนิ่งนาน เสมือนเป็นการดูครั้งสุดท้าย
       
       ตรงทางเดินด้านหลังตึกเป็นทางแคบยาวขนาบด้วยแนวระเบียงและเสาค้ำมากมาย มุตตาเดินมาตามทางอย่างไร้ชีวิตจิตใจ ดวงตาว่างเปล่ามองตรงไปเบื้องหน้า รัชนก ปริม เลอลักษณ์ เดินมาจากด้านหน้าเพื่อเข้าห้องน้ำ
       “ว้าย ยายมุตตา”
       “ต๊าย นางกล้านะยะ”
       มุตตาเดินมาถึงแยก มองดูทั้งสามด้วยสายตาว่างเปล่า รัชนกมองอย่างพิศวง
       “พี่ตา”
       มุตตาคล้ายไม่ได้ยิน เดินผ่านไปเงียบๆ
       “ต๊าย หน้าตายังกะเพิ่งโดนผีหลอกมา”
       “ผีหลอกยังไง ก็ไม่น่ากลัวเท่าคนด้วยกันหลอกหรอกย่ะ”
       ปริมปรายตาดูรัชนก รัชนกทำท่าไม่รู้เท่า ทั้งสามมองตามมุตตา
       
       วีกิจขับรถมาจอดติดไฟแดงตรงทางที่จะเลี้ยวเข้าประตูกระทรวง วีกิจมองไปเห็นมุตตาอยู่ที่ป้ายรถเมล์ที่ไม่มีใครอื่นเลยอย่างน่าพิศวง ลมยามเช้าทำให้ผ้าพันคอมุตตาปลิวไสว วีกิจไขกระจกลง
       “คุณตาครับ คุณตา”
       มุตตาหันมามอง ผ้าพันคอปลิวสยายชายหนึ่งสูงไปในอากาศราวเชือกแขวนคอ มุตตามองดูวีกิจ มีแววต่างๆ ผุดขึ้น ตั้งแต่ขอบใจ ขออภัย อับอาย ล่ำลา วีกิจเห็นสายตานั้นก็ชะงักไป ใจหายวูบ มุตตามองวีกิจแล้วสายตาก็เปลี่ยนเป็นว่างเปล่าหันไปทางถนน วีกิจตัดสินใจก้าวลงจากรถเป็นจังหวะเดียวกับที่แท็กซี่แล่นมาจอด มุตตาก้าวขึ้นรถแท็กซี่ไป วีกิจมองตาม
       
       นาฬิกาฝาผนังบอกเวลา 7.15 น. เจนภพยืนเกาะกรอบหน้าต่างมองออกไป แจงจิตมาถึงแล้วกำลังเตรียมงาน อรพิมและทิพอาภาเข้ามา มองเจนภพอย่างแปลกใจ
       “หวัดดีค่ะ ผ.อ.”
       “เห็นมุตตาบ้างไหม”
       “ไม่เห็นค่ะ ทำไมคะ ตาจะมาหรือ”
       “นัดกันไว้หรือคะ”
       ทิพอาภาหลุดปาก แจงจิตมองตรงมา เจนภพมองทิพอาภาหน้าเคร่ง
       “สนใจแต่เรื่องตัวเองดีกว่า”
       เจนภพเดินกลับเข้าห้อง ทิพอาภาเบะหน้า อรพิมแปลความให้
        “แปลว่า อย่าเฉือก”
       “ฮือ”
       
       เจนภพนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างรอคอย เคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะ แสงจากภายนอกมืดวูบลงจนห้องสลัวรางเพราะเมฆฝน
       ขณะนั้นมุตตากลับมาถึงหอแล้ว ห้องมุตตามืดสลัวด้วยเมฆฝนภายนอก มุตตายืนอยู่หน้ากระจกเงาเอาชุดแต่งงานมาทาบตัว มองดูเงาสะท้อนอย่างขมขื่น แล้วทรุดนั่งลงบนสตูลหน้ากระจก ชุดแต่งงานพาดอยู่กับตัก เงาสะท้อนที่มองตอบมาดูน่ากลัว มือมุตตาลูบไล้เลื่อมปักแผ่วเบา ฟ้าแลบสว่างจ้าเข้ามาทั่วทั้งห้อง มุตตานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างเธอกับเจนภพ
       “สำหรับผมเขาเป็นแค่คนอื่น ไม่มีความหมายอะไร เทียบตาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”
       ฟ้าแลบสว่างทาบลงบนใบหน้ามุตตา
       “นภา ผมรักคุณคนเดียว เด็กนั่นไม่มีความหมายอะไร คุณเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม”
       มุตตามองกระจกนิ่ง น้ำตาเอ่อขึ้นเต็มตา
       “ผมรู้แต่ว่าผมรักตา ตาคือทุกสิ่งทุกอย่าง คือชีวิต คือลมหายใจของผม”
       “นภาผมบอกคุณล้านครั้งแล้วว่า คุณคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตผม คุณคือทุกสิ่งทุกอย่าง คือชีวิต คือลมหายใจของผม”
       มุตตาน้ำตาไหลพรากหยดลงบนชุดแต่งงาน
       “ให้ลูกผมโตกว่านี้อีกหน่อย จากนั้นตาก็จะมีลูกทีเดียว 3 คนไงจ๊ะ”
       มุตตาปัดชุดแต่งงานตกจากตักลงไปกองที่พื้นมือลูบไล้กลางลำตัว
       “ทำไม”
       ฟ้าแลบสว่างจ้าภาพสะท้อนมุตตาในกระจกขาวเผือด แต่ตาเข้มวาววับ ริมฝีปากเป็นสีจัด
       “ทำไมน่ะหรือ เพราะเธอมันหน้าโง่ไง คิดว่ามันรักเธอด้วยความรักอันสูงส่งหรือมันหลอกเธอเหมือนกับที่หลอกผู้หญิงหน้าโง่มานับไม่ถ้วน”
       มุตตาเบิกตากว้างมองดูเงาตัวเอง
        “แต่เรา เรามีลูกด้วยกัน”
       “ไม่ใช่เรา ลูกของเธอคนเดียว ลูกที่จะเกิดมาประจานความโง่ของเธอ คิดหรือว่ามันจะยอมให้เด็กเกิดมา คิดหรือว่าเด็กคนนี้จะมีพ่อ”
       มุตตาสะอื้น
       “แล้วฉัน ฉันจะทำยังไง”
       เงาในกระจกคลี่ยิ้มดูชั่วร้าย เหลือบตาต่ำลง มุตตามองต่ำลงบนพื้นโต๊ะเครื่องแป้ง นิตยสารบันเทิงหน้าโฆษณาย่อยถูกเปิดไว้ กรอบๆ หนึ่งเขียนไว้เด่นชัด “มีปัญหาเรื่องประจำเดือน เราช่วยคุณได้”

  บริเวณย่านแออัดถนนซอยแคบ รถเข้าซอยติดเป็นทางยาว สายไฟดูรุงรังสกปรก มีโรงน้ำชา คาเฟ่ อาบอบนวดอยู่ติดๆ กัน คนเที่ยว คนขาย คนเชียร์ทำกิจกรรมกันแข็งขัน แสงไฟนีออน ป้ายไฟ ป้ายโฆษณาสีสันแสบตา มุตตาเดินตัวลีบท่ามกลางความวุ่นวาย มุตตาเดินผ่านอาซิ้มที่ออกมาเผากระดาษเงินกระดาษทองในถังโลหะเปลวไฟลุกควันโขมง มุตตาเดินมาหยุดที่คลินิกไร้ชื่อ ผนังกระจกติดฟิล์มมืดสนิทบานใหญ่ เขียนตัวอักษรปรึกษาปัญหาประจำเดือน วีดี ตรวจเลือด ฯลฯ

       มุตตายืนลังเลหน้าซีด ยายซิ้มเหลือบมองมีแววดูแคลน หญิงสาวสองคนเดินสวนมาซุบซิบกัน มุตตาคิดไปเองว่าหมายถึงตน มุตตาผลักประตูเข้าไป กระดาษลุกเป็นเปลวลอยขึ้น
       ภายในคลินิกเถื่อน ไฟนีออนบนเพดานทำให้สว่างโพลนน่าเกลียด ด้านหนึ่งเป็นม้านั่งยาวมีคนไข้หญิง บ้างคนสวมแว่นดำ บ้างคนก้มหน้าโทรศัพท์ บ้างคนกางหนังสือพิมพ์ ที่เคาน์เตอร์มีพยาบาลนั่งอยู่สองคน มุตตาเกาะเคาน์เตอร์ไว้ อับอาย หวาดหวั่น
       “ประจำเดือนขาดไปนานหรือยังคะ” พยาบาลถามมุตตา
       “เดือนเดียวค่ะ”
       “ดีแล้วค่ะที่รีบมา เชิญนั่งรอก่อนนะคะ”
       มุตตานั่งลงที่ม้านั่งยาว หญิงข้างๆ เหลือบดูแล้วเมินไป
       ประตูเปิดออก หญิงสาววัยรุ่นหน้าตาสดใส แต่งเครื่องแบบนักศึกษาเดินมาที่เคาน์เตอร์ มุตตามองดู เด็กสาวจ่ายเงินพลางรับยามา
       “วิตามินหรือคะ แหม ต้องกินด้วยหรือคะ”
       พยาบาลอีกคนส่งบัตรให้
       “นี่เป็นบัตรแข็งนะคะ ถ้ามาคราวหน้าหรือพาเพื่อนมา แสดงบัตรนี้นะคะเราลดให้ 20 เปอร์เซนต์ค่ะ”
       เด็กสาวยักไหล่เก็บบัตรลงกระเป๋าแล้วหันมาเจอสายตามุตตา เด็กสาวชะงักแล้วชักสีหน้าว่า “หล่อนไม่ดีไปกว่าฉันหรอก” แล้วเดินฉับๆ ออกไป มุตตาถอนใจ ทันใดประตูด้านในเปิดผางออกหญิงสาวในชุดคนไข้ก้าวเซซังออกมา เลือดสีแดงเปรอะชุดเป็นวง มีเลือดไหลรินมาตามขาหยดลงพื้น หญิงสาวหน้าขาวซีด ดูเกือบไม่มีสติสัมปชัญญะ
       “ลูก ลูกจ๋า”
       คุณหมอหน้าตาแสนดีกับสามีท่าทางวัยรุ่นวิ่งมาคว้าแขน พยาบาลที่เคาน์เตอร์วิ่งออกมาช่วย คนไข้ที่นั่งรอลุกขึ้นกันหมด
       “ช่วยกันหน่อยเร็ว”
       “อีนี่ มึงบ้าหรือ ก็ตกลงกันแล้ว”
       หญิงสาวชี้มือเปื้อนเลือดไปที่หมอและสามี
        “แก แกฆ่าลูกฉัน”
       หญิงสาวเซมาตรงหน้ามุตตา มุตตาตะลึง หญิงสาวทรุดฮวบลงมือเกาะขามุตตา เลือดเปื้อนชายกระโปรงมุตตา หมอและพยาบาลดึงตัวไว้แล้วลากกลับห้องชั้นใน มุตตาหน้าซีดถอยกรูดไปชนผนัง
       “ไม่มีอะไรนะคะ เรื่องปรกติค่ะ”
       มุตตาตัดสินใจหมุนตัววิ่งออกไป
       
       มุตตากลับมาที่หอพักยังคงใส่ชุดเดิมนั่งอยู่กับพื้นห้องน้ำเปิดน้ำฝักบัวรินรดตัว สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวสับสน รอยเลือดที่กระโปรงกลับไม่จางหาย มุตตาสะอื้น
       เวลาผ่านไป มุตตาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งอยู่บนเตียง มุตตาพับชุดวิวาห์ลงกล่องกระดาษใบใหม่ แล้วหยิบขวดน้ำหอมที่เจนภพให้ใส่ตามไป ใส่เชือกผูกผม ใส่ช่อดอกลิลลี่ที่แห้งเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งนิยายโรแมนซ์คลาสสิคของเจนภพ และปิดฝากล่องลงเอากล่องไปใส่ไว้ในก้นตู้เสื้อผ้า
       มุตตานั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักหยิบกล่องของกระจุกกระจิกมาดูการ์ดวันเกิดของอรพิม ทิพอาภา ประสิทธิ์ชัย และมาถึงของวีกิจ มุตตาอ่านและยิ้มเศร้า หยิบรูปที่ถ่ายที่ชายทะเลมาดู รูปกับทิพอาภา อรพิม ประสิทธิ์ชัย ลงท้ายก็คือรูปคู่กับวีกิจ มุตตาเอารูปวีกิจพิงกระจกไว้แล้วหยิบดอกไม้คริสตัลมาดู มันส่งประกายงดงาม มุตตาแตะมันแผ่วเบาแล้ววางลงกับรูปวีกิจ มีเสียงโทรศัพท์ดัง มุตตาหยิบมันขึ้นแล้วน้ำตาคลอ กดรับ
       “พ่อจ๋า”
       “เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมหมู่นี้พ่อติดต่อหนูไม่ได้เลย”
       มุตตายิ้มขมขื่น
       “หนูทำมือถือตกแตกจ้ะ เพิ่งจะซื้อเครื่องใหม่”
       “แล้วไป พ่อคิดว่าเกิดเรื่องเกิดราวอะไรซะอีก”
       มุตตาสะอึกอึ้ง
       “จ้ะ”
       “แล้วเรื่องงานเรื่องการเป็นยังไงบ้างลูก ที่หนูบอกว่ามีเรื่องมีราวกับหัวหน้าเรื่องเป็นยังไงแล้ว”
       มุตตาน้ำตาไหล
        “มันจบไปแล้วจ้ะ ไม่มี ไม่มีอะไรแล้ว”
       “ดีแล้วลูก บางครั้งยอมแพ้ซะ อโหสิกรรมกันให้หมด มันก็ดีกว่าเอาชนะคะคานนะลูก”
       มุตตานิ่งฟัง ในใจสงบขึ้นเล็กน้อย
       “หรือจ๊ะ”
       “ทางโลกเขาบอกให้สู้ให้มุ่งเอาชนะใช่ไหมลูก แต่ทางธรรมกลับสอนตรงกันข้าม”
       “พ่อจ๋า ตาคิดถึงพ่อ คิดถึงบ้าน”
       “วันไหนกลับได้ ก็มาซีลูก”
       
       มุตตายิ้มเศร้าๆ

 มุตตาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่เพชรบูรณ์ มุตตาก้าวเข้ามามาปลดผ้าคลุมผมจากศีรษะ มองดูบ้านที่ตัวเองละทิ้งไปเพื่อชีวิตอิสระ มุตตาน้ำตาเอ่อคลอ ลมแรงพัดมาจนหนาวสะท้าน

       มุตตาก้าวเข้ามาในบ้าน มองดูรอบๆ ห้อง พิณก้าวมาจากครัว
       “อ้าว ยายตาหรือ”
       มุตตายกมือไหว้มารดา
       “นี่ทำอะไรคะนี่”
       “เปลี่ยนเบาะ เปลี่ยนผ้าใหม่ แต่ม่านใหม่ยังติดไม่เสร็จ รับยายนินกลับบ้าน”
       “พี่นินจะกลับมาแล้วหรือจ๊ะ”
       “เออ อีกวันสองวันนี่แหละ ทีแรกว่าจะมาวันนี้ แต่เห็นว่าเลื่อนฟ้งเลื่อนไฟ้อะไรไม่รู้เลยไม่รู้จะมาวันไหนแน่ ไอ้เราก็อยากไปรับที่สนามบิน ยายนินดันมาห้ามซะนี่” มุตตายิ้มฝืนๆ “แกมาก็ดีแล้วจะได้เจอพี่”
       “พี่นินคงไม่อยากเจอหนูนักหรอกค่ะ”
       พิณตาเขียวใส่ลูกสาว
       “ต๊าย เบื่อน้ำหน้าจริงๆ พูดแต่แบบนี้ พี่น้องอะไรไม่รักกัน ยายนินน่ะ ช่วงหลังๆ เนี่ย เขาถามถึงแกตลอดนะยะ”
       “หรือคะ”
       มุตตาไม่ค่อยเชื่อ
       “ไอ้บริษัทคอมพิ้วที่พี่แกทำที่เมืองนอก มันมาเปิดสาขาในเมืองไทย เขาก็เลยโยกย้ายยายนินมาแถมเลื่อนตำแหน่งให้ด้วย ยายนินเองมันก็บอกว่าเบื่อเมืองนอกเต็มทน”
       มุตตารับฟัง แต่ในใจหนักอึ้งเกินจะต่อความ
       “แล้วนี่พ่ออยู่ไหนจ๊ะ”
       “ก็ลงไปดูไร่น่ะซี แกไม่อยู่ พ่อเขาก็ต้องทำแทน ลูกจ้างน่ะไว้ใจมันเต็มร้อยล่ะก็เสร็จทุกราย”
       มุตตาสะเทือนใจ
       
       พิณเปิดหน้าต่างห้องนอนมุตตาให้แสงส่องเข้ามา มุตตามองดูรอบๆ ห้อง เห็นว่ามีการจัดใหม่ ผ้าคลุมเตียง ม่าน โคมไฟเข้าชุดกัน
       “แม่จะให้พี่นินนอนกับหนูหรือคะ”
       “ก็ใช่น่ะซี ห้องเขาที่ว่างไว้รอให้เขามาจัดเอง ไปอยู่ที่โน่นสี่ซ้าห้าปีกลายเป็นแหม่มแก้มแดงหรือเปล่าก็ไม่รู้ จัดให้เดี๋ยวไม่ถูกใจขึ้นมา”
       “จ้ะ”
       “เอ๊ะ หรือว่าแกอึดอัด”
       “ไม่หรอกจ้ะ ตอนอยู่ร้านก็นอนด้วยกันตลอด”
       “ก็ใช่น่ะซี ร้านเก่าพ่อแกน่ะแคบยังกะรังหนู ไม่ได้ยายนินก็ไม่มีบ้านไฮโซอย่างนี้หรอก อยู่ด้วยกันจะได้คุยกันให้หายคิดถึง” มุตตายิ้มฝืน พิณมองดูเพดานบนขื่อมีโมบายหมุนวนอยู่ “อุ๊ยตาย เพิ่งกวาดไปแหม็บๆ อีแมงมุมมาชักใยอีกแล้ว”
       “เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ”
       “ไป รีบอาบน้ำอาบท่า จะได้กินข้าวกัน”
       พิณเดินออกจากห้อง มุตตานั่งลงบนเตียงเหม่อมองไปไกล
       
       มุตตาเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ก้าวออกมาที่ระเบียง เห็นพ่อกำลังดูกระถางเพาะชำในมุมหนึ่งที่ทำเป็นโรงเรือนเล็กๆ มุตตาน้ำตาคลอ
       “ไงลูก”
       แปลกถามลูกสาว มุตตาเข้ามากราบที่อกพ่อ แปลกงงงันไปวูบหนึ่งแล้วลูบผมลูกอย่างเคอะเขิน มุตตาผละออก
       “พ่อจ๋า”
       “หนูผอมไปนะลูก แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ดีไปอยู่ตัวคนเดียวได้ พึ่งพาตัวเองได้อีกหน่อยจะได้เก่งเหมือนยายนิน”
       “ไม่หรอกค่ะ ถ้าหนูเป็นเหมือนพี่นินก็คงไม่เป็นอย่างนี้”
       แปลกมองรู้ว่าลูกสาวมีเรื่องมาแต่คิดว่าเป็นเรื่องงาน
       “ใจเย็นๆ ลูก ไว้ค่อยคิดค่อยอ่านกัน” มุตตาฝืนยิ้ม
       “ค่ะ นี่พ่อทำอะไรอยู่คะ”
       “รู้ไหมนี่อะไร” มุตตาส่ายหน้า “หัวลิลลี่ไงลูก พ่อเอามาลองเพาะดูแต่ว่าบ้านเรามันคงร้อนไป เลยไม่งอกซักที”
       มุตตาสะเทือนใจ
       “พ่อปลูกให้หนูหรือคะ”
       “ลิลลี่มันบริสุทธิ์สะอาดเหมือนหนูไงลูก”
       
       มุตตาสะอึกเบือนหน้าไปซ่อนน้ำตา
       
       มุตตาตักข้าวต้มใส่ชามเลื่อนให้พ่อกับแม่ แล้วเลื่อนเครื่องปรุงให้
       “อ้าว แล้วหนูไม่กินหรือลูก”
       “หนู กินอะไรตอนเช้าไม่ค่อยได้ค่ะ”
       “ต๊าย พวกคนกรุง กินกาแฟแก้วเดียวอยู่ได้ไปถึงเที่ยง”
       “ยายตามันกินกาแฟได้ที่ไหน ยายนินตะหากชอบกินกาแฟ”
       แปลกพูด มุตตายิ้ม
       “เออใช่ แกน่ะกินได้แต่ชากับโกโก้ แต่แกน่ะชงกาแฟเก่ง ยายนินน่ะชงอะไรรสชาติเหมือนน้ำล้างถ้วย”
       พ่อกับแม่พูดถึงความหลัง มุตตาซาบซึ้งจึงลุกขึ้นไปชงกาแฟมา 2 ถ้วย
       “ขอบใจลูก”
       “มาเอาอกเอาใจอะไรฉัน กาแฟฝรั่งฉันชอบกินที่ไหน”
       “ใช่ แกน่ะชอบแบบที่ผสมเม็ดมะขามคั่ว”
       “หนูแค่ อยากทำอะไรให้พ่อกับแม่บ้าง”
       มุตตาว่าพลางมองพ่อกับแม่เหมือนจะจดจำไว้ตลอดกาล
       “หนูกลับมากลางอาทิตย์แบบนี้ ลางานมาหรือลูก”
       “เปล่าจ้ะ”
       “อ้าว แล้วยังไงกัน” แปลกฉงน
       “เออ ดี จะให้เขาไล่แกออกหรือไงยะ” พิณหงุดหงิดทันที
       
       “หนูคงไม่กลับไปอีกแล้วจ้ะ” มุตตาบอก

 พิณฟังแล้วกระแทกช้อนดังโครม

       
       “แกนะแก ฉันกะอยู่แล้วเชียวว่าจะไปได้ซักกี่น้ำ อู๊ย กระเสือกกระสนจะไปทำงานกรุงเทพฯให้ได้ ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง อวดเก่งอวดดี อยากจะเป็นเหมือนพี่ พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เรื่อง”
       “ถ้ามันหนักหนานักกลับมาก็ดีแล้ว มาช่วยพ่อดูแลไร่”
       “ใช่ น้ำหน้าอย่างแกคงต้องดักดานอยู่ในไร่ไปจนตาย พี่เขาน่ะเก่งแสนเก่งแต่แกไม่ได้ความซักอย่าง ดีอยู่อย่างเดียวที่ยังไม่ก่อเรื่องงามหน้าให้พ่อกับแม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัว”
       มุตตาหน้าเผือด
       “นี่ พอซะที แกนี่”
       “แม่พูดถูกแล้วค่ะพ่อ หนูไม่น่าเกิดมาเลย”
       มุตตาลุกขึ้นช้าๆ เดินออกไป พิณเริ่มคลายโกรธ แปลกมองอย่างตำหนิ พิณทำไม่แยแสแต่ก็มองตามลูก
       
       มุตตาเดินช้าๆ เข้ามาในไร่ แม้ดอกไม้รอบกายจะชูช่อบานสะพรั่งแต่เมฆทะมึนเบื้องบนทำให้ทุกอย่างดูหม่นหมอง คนงานคนหนึ่งหอบดอกกุหลาบกองหนึ่งมาโยนโครมลงใกล้มุตตาที่ยืนอยู่กับคนงานอีกคน
       
       “พวกไม่ได้ขนาดกับโดนแมงกินครับ ตอนนี้เขาเข้มงวดกว่าแต่ก่อน ถ้ามีพวกไม่ได้เกรดปนไปล่ะก็มีเรื่อง”
       “แล้วตอนนี้ พวกนี้ทำยังไงจ๊ะ” มุตตาถาม
       “ก็เอาไปส่งพวกดอกไม้กำในตลาด ขายถูกๆ ก็ยังไม่ค่อยมีคนซื้อเลยครับ”
       “ทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือจ๊ะ ของมีตำหนิก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปแล้ว”
       มุตตาหยิบดอกกุหลาบขึ้นมาพิศดูมัน
       
       มุตตาขี่จักรยานมาตามถนนลูกรังเห็นบ้านของรินลดาอยู่ตรงหน้า มุตตาจอดจักรยานลงยืนคร่อมมองดูบ้านอย่างแปลกใจ บ้านรินลดาดูโทรม ต้นไม้รก หญ้าวัชพืชขึ้นรุงรัง บ้านปิดประตูหน้าต่าง ที่บ้านชั้นบนหน้าต่างหนึ่งเปิดอยู่ รินลดาดูผอมบางยืนเหม่อมอง
       “ริน ริน”
       มุตตาตะโกนเรียก รินลดามองมาแล้วปิดหน้าต่างลง มุตตาแปลกใจ จึงเดินไปที่ประตูกดกริ่ง มุตตายืนรออยู่หลายนาที ลัดดามาชะเง้อที่ประตูรั้วดูหม่นหมองคล้ำเครียด
       “น้าดาสวัสดีค่ะ รินกลับมาหรือคะ”
       “ตาหรือ”
       “รินกลับมาหรือคะ” ลัดดาพยักหน้า
       “รินมันไม่สบาย มันไม่อยากเจอใคร เออ น้าตั้งแกงไว้ น้าไปดูก่อนนะ”
       ลัดดากลับเข้าบ้านไป มุตตาแปลกใจ
       
       คืนนั้นขณะที่แปลกนอนดูรายการข่าว พิณกำลังคุยอวดกับเพื่อนบ้านที่มานั่งดูโทรทัศน์ LCD จอใหญ่ มุตตานั่งห่างออกมาเอาดอกไม้ที่ถูกคัดทิ้งมาจัดแจกัน
       “ฉันอยากทำบุญเลี้ยงพระเลี้ยงคนซักสามวันต้อนรับยายนิน” แปลกอ่อนใจเมีย “ความจริงน่ะฉันอยากให้มันทำปริญญาเอกต่อ จะได้เป็นด็อกเตอร์คนแรกของละแวกนี้”
       “ตอนนี้ปินยาตรีน่ะไม่พอแล้ว ฉันน่ะอุตส่าห์ส่งอีนังลูกสาวให้ต่อโท ดั๊นไปมีผัวก็เลยโทต้องท้องโย้กลับมา”
       พิณหัวเราะคิก มุตตากำก้านกุหลาบแน่น
       “แหม ถึงจะท้องก่อนแต่ง แต่ก็ยังได้แต่งเป็นเรื่องเป็นราว ลูกเขยแม่สายถึงไม่ร่ำไม่รวยแต่ก็รับผิดชอบดี”
       “เนี่ย ทีนี้ก็เลยรอมันทำเอกต่อ”
       “หา เอกอะไร”
       “ก็เอกดอก ออกเด็กไง พี่แปลก”
       แปลกอ่อนใจ พิณกับเพื่อนบ้านหัวเราะกัน มุตตาคลายมือออกเลือดซึมจากนิ้วเป็นดวง
       
       มุตตานั่งนิ่งอยู่กลางห้องพระมองดูพระพักตร์สงบนิ่งของพระพุทธรูปแล้วก้มลงกราบพระ แปลกก้าวเข้ามา
       “ทำไมไม่จุดธูปจุดเทียนก่อนล่ะลูก”
       “พ่อจุดซีจ๊ะ”
       แปลกจุดเทียนธูป ควันธูปลอยตลบขึ้น แสงเทียนมลังเมลือง แปลกคุกเข่าลง
       “สวดมนต์กับพ่อไหมลูก แต่ก่อนหนูเด็กๆ หนูสวดมนต์กับพ่อบ่อยๆ”
       “จ้ะ”
       “พอสวดมนต์เสร็จ หนูก็อธิษฐานซะนานเลย ใครถามว่าขออะไรพระหนูก็ไม่ยอมบอก”
       มุตตายิ้มขมขื่น
       “หนูขออะไรพ่อรู้ไหมจ๊ะ หนูขอให้หนูสวยมากๆ สวยกว่าพี่นิน ให้ใครเห็น ใครก็รักมากกว่าพี่นิน”
       “ก็จริงนี่ลูก ยายนินน่ะดื้อหน้าหงิกหน้างอ ถูกแม่เขาตีไม่เว้นแต่ละวัน”
       “ถ้าหนูรู้หนูจะไม่อธิษฐานอย่างนั้น มันบาปใช่ไหมคะพ่อ”
       “อย่าคิดมากไปเลย คนเราน่ะสร้างกรรมอยู่ตลอดแหละลูก พระท่านถึงสอนให้อโหสิกรรมเป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำไงลูก” มุตตาพยายามฟัง ควันธูปอวลอบมากขึ้น ทันใดมุตตาก็ขยักขย้อน “อ้าว เป็นอะไรลูก”
       “เหม็นควันธูปค่ะ”
       
       มุตตาลุกพรวดวิ่งออกไปจากห้อง

 

กลางดึกคืนนั้นขณะที่มุตตานอนหลับอยู่บนเตียง เธอก็กระสับกระส่ายอยู่ในห้วงของฝันร้าย มุตตากำลังฝันถึงช่วงวันเด็กของตัวเองกับมุนินทร์ มุนินทร์เข้าแย่งยื้อมงกุฎดอกไม้ มุตตาดิ้นรนไม่ยอม มุนินทร์จึงสะบัดสุดแรง ทำให้มุตตาตกน้ำโครม

       
       มุตตาร้องวี๊ดก่อนที่ร่างจะจมหายไปเหลือมงกุฎดอกบัวลอยอยู่บนผิวน้ำ มุนิทร์ยืนเท้าสะเอวยิ้มอย่างสาแก่ใจ
       “ดี สม”
       มุนินทร์มองลงไปในน้ำเห็นฟองอากาศผุดพรายก็ชะงักหน้าเสีย
       มุตตาในชุดนอนบางพลิ้วร่างเธอจมดิ่งลงช้าๆ ผมยาวสยาย อาการดิ้นรนหายไป ดวงตาเบิกกว้างปราศจากชีวิต มุตตาตื่นจากฝันร้ายกุมอกลุกขึ้นมาบนเตียง แล้วเห็นเงาตนเองในกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง ด้วยแสงสลัวในห้อง ทำให้เงาสะท้อนนั้นดูลึกลับชั่วร้าย
       “เธอน่าจะตายซะตั้งแต่วันนั้น จะได้ไม่ต้องโตขึ้นก่อเรื่องน่าอับอายให้พ่อกับแม่”
       เงามุตตาที่อยู่ในกระจกบอก มุตตาเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ ไฟสว่างขึ้น มุตตามองดูเงาสะท้อนตัวเองที่ดูไร้พลังชีวิตอีกต่อไป
       มุตตาเอนตัวลงนอนเหม่อมองดูขื่อไม้มืดทะมึนเบื้องบน โมบายหมุนวนช้าๆ
       
       เช้าวันรุ่งขึ้นแปลกถือถุงใส่ปาท่องโก๋และหนังสือพิมพ์เข้ามา พิณกำลังดูโทรทัศน์รายการเล่าข่าวยามเช้าอยู่
       “เช้านี้มีอะไรกิน”
       “ถามแม่ลูกสาวคนโปรดดูซี เห็นลุกมาทำครัวตั้งแต่ตีห้า”
       มุตตากำลังคนโจ๊กที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าเศร้ามีแววสงบแบบแปลกๆ แล้วหันมาใส่ชิ้นปลากระพงที่หั่นไว้ลงไป แล้วหันมาอีกทางเอาไข่ที่แช่ในน้ำร้อนขึ้น
       
       ชามใหญ่มีฝาปิดเข้าชุดถูกวางลงบนโต๊ะอาหารที่จัดเป็นพิเศษ พิณกับแปลกมองดูอย่างแปลกใจ มีจานเล็กที่แบ่งเป็นช่องใส่ผักโรย ขิงซอย หมี่ทอดกรอบ น้ำส้มพริกดอง ทุกอย่างอยู่ในจานชามเข้าชุด และจัดหั่นมาอย่างงดงามเป็นพิเศษ
       “อะไรกันฮึ ลูก”
       “โจ๊กปลากระพงค่ะ”
       “เออดี พ่อซื้อปาท่องโก๋มาให้หนูพอดี กินกะโจ๊กเข้ากันดี”
       “แล้วทำไมต้องมาจัดให้มันเลิศหรูฟู่ฟ่าอะไรขนาดนี้”
       มุตตาต่อยไข่ลวกใส่ชามให้แปลกและพิณ
       “หนูอยากทำให้พ่อกับแม่ เป็นพิเศษหน่อยนะจ๊ะ” มุตตาตักโจ๊ก ใส่ขิง ต้นหอม แล้วนั่งลงดูพ่อกับแม่กิน “อร่อยไหมจ๊ะ”
       “ดีลูก”
       “ปลาสดดี ขอขิงแม่อีกนิดซิ” มุตตาใช้ช้อนเล็กตักให้
       “เอ้า มานั่งดูพ่อกับแม่กินทำไม หนูก็กินซิลูก”
       มุตตาตักโจ๊กเพียงทัพพีเดียว
       “ต๊ายกินเหมือนแมวดมแบบนี้ ไม่แคล้วเป็นโรคกระเพาะ ถึงได้คลื่นเหียนอยู่เรื่อยๆ”
       มุตตานิ่งอั้น
       “แล้ววันนี้หนูจะทำอะไรลูก”
       “หนูอยากขี่รถไปดูทั่วๆ ค่ะ เออ หนูว่าจะแวะไปเยี่ยมรินซักหน่อย เห็นว่าไม่สบาย”
       แปลกชะงัก พิณตาเหลือก
       “ว้าย อย่าไปนะ”
       “ทำไมหรือจ๊ะ”
       “ก็ความลับมันไม่มีในโลกน่ะซี ต๊าย นังรินบอกว่าทำงานดิบดี มาสร้างบ้านอวดรวย บอกเป็นพริตตี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ที่แท้ก็รับจ๊อบขายตัวให้เสี่ยด้วย” มุตตานิ่งอึ้ง “มาคราวก่อนทำหน้ามายังกะดาราเกาหลี กลับมาคราวนี้ ต๊าย โทรมยังกะศพก็จะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เอดส์”
       “โธ่เอ๋ย ริน”
       “เมื่อเช้าที่ร้านกาแฟเขาพูดกันว่า มีลูกติดท้องมาด้วย”
       “ว้าย แล้วลูกจะติดโรคไหมนี่”
       “น่าเวทนาเด็ก ไม่รู้ไม่เห็นอะไรต้องมารับกรรม” มุตตาตัวชา
       “พวกมักง่ายใจง่ายก็ยังงี้แหละ เป็นอีตัวก็เท่ากับแย่งผัวชาวบ้านเขาเหมือนกันท้องก็หาพ่อไม่ได้”
       มุตตาตัวสั่น ดวงตาเจ็บปวดรวดร้าว
       “นี่ไม่ใช่แค่รินที่แอบอยู่แต่ในบ้านนะลูก แม่ลัดดาแม่มันก็ไม่ยอมไปไหนมาไหนหลบอยู่แต่ในบ้านเหมือนกัน ไอ้ปากคนแถวนี้ก็เหลือเกิน”
       แปลกปรายตามาทางพิณด้วย แต่พิณไม่รู้เรื่อง
       “ก็ใช่น่ะซี คนแถวบ้านเราน่ะ ไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์แบบนี้ นี่ไม่รู้มันจะกลับมาประจานตัวเองทำไม”
       มุตตาขรึมเศร้าเหม่อมองไปทิศบ้านรินลดา
       “หรือจ๊ะ แต่หนูว่ารินก็ยังดีกว่าหนู”
       “ว้าย แกพูดอะไรของแก”
       “หนูพูดอะไรลูก ดีกว่ายังไง”
       “ก่อนตาย รินยังได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ตั้งมากมายไงจ๊ะ”
       “ฮื้อ พูดอะไรยังงั้น ไม่เอาลูก”
       “แต่จริงนะ ไม่รู้ว่านังรินมันจะกลับมาประจานพ่อประจานแม่มันทำไมแบบนี้ ตายซะดีกว่า”
       พิณทำหน้าแสยะเหยียดหยาม
        
       แปลกมองอย่างทุเรศทัศนคติเมีย ไม่ได้มองมุตตาที่ชาไปหมดทั้งตัว ดวงตามุตตาหวั่นไหวถึงขีดสุด

 

ถนนลูกรังสองข้างทางเป็นไร่ดอกไม้มุตตาขี่จักรยานมาใบหน้าเรียบเฉย ดวงตามีแววตัดสินใจแล้ว มุตตาขี่จักรยานผ่านโรงเรียนเก่าเป็นอาคารไม้สองชั้นดูเก่าแก่ ที่บึงน้ำ ดอกบัวยังคงออกดอกพราว มุตตามองน้ำที่กระเพื่อมเป็นระลอก

       
       มุตตาขี่จักรยานผ่านบ้านรินลดา ที่ตะกร้าหน้ารถมีดอกบัวจากบึงหลายดอก มุตตาหยุดมองบ้านรินลดา หน้าต่างห้องรินลดาปิดเงียบ
       เวลาเย็นที่วัดเล็กๆ คนแก่ 4-5 คนนุ่งขาวห่มขาวถือของใช้เดินไปยังอุโบสถ มุตตาอยู่ใต้ต้นลั่นทม รถจักรยานพิงอยู่ มุตตามองดูอุโบสถเล็กๆ นั้น ลมพัดดอกลั่นทมปลิวลง มุตตาหันหลังให้วัดขี่จักรยานออกมาจากที่นั่น
       ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แสงสีส้มอาบไปทั่ว มุตตายืนอยู่หน้าบ้านมองไปทางไร่และมองดูรอบๆ ตัว ราวจะจดจำไว้เป็นครั้งสุดท้าย รถโฟร์วีลคันหนึ่งขับมาจอดลงใกล้ตัวมุตตา หมอบีก้าวลงมา มุตตาหันไปดูยิ้มให้แต่หม่นเศร้า
       “หมอบี คิดว่าหมอยังอยู่อังกฤษซะอีก”
       “กลับมาแล้วซี ไปครบปีแล้วนี่”
       “ใช่ซี ปีนึงแล้ว อะไรทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว”
       “นี่ตาพูดถึงรินหรือเปล่า”
       “ตาพูดถึงทุกคนต่างหากหมอ”
       “นี่เราเพิ่งไปเยี่ยมรินมา ความจริงรินน่ะยังไม่เป็นอะไรมาก ยาสมัยนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ ค่ายาก็ไม่แพงแล้ว แต่...”
       “แต่ทำไมจ๊ะ”
       “แต่รินไม่มีกำลังใจที่จะสู้แล้วน่ะซี โรคนี้ถ้าไม่มีแรงใจแล้วล่ะก็...”
       มุตตายิ้มเศร้าๆ
       “เรา เข้าใจรินดี”
       
       แปลกยืนมองมุตตาคุยกับยหมอบี พิณมาชะเง้ออีกคนแล้วหน้าบึ้ง
       “นั่นไอ้เจ้าหมอบีมาทำไม”
       “แกนี่ มีหมอไปมาหาสู่ยังไม่ดีอีกรึ”
       “จะดีได้ยังไง ไม่ใช่ไอ้หมอนี่หรือ ร้านเราถึงไฟไหม้เกือบวอดทั้งหลัง”
       “ปู้โธ่ มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้แน่ แกนี่เหลือเกินจริงๆ”
       พิณค้อนผัว
       
       หมอบีก้าวขึ้นรถ มุตตายืนส่งมองอย่างอ่อนโยน
       “เรากลับก่อนล่ะ”
       “จ้ะ หมอบี ตอนตาไม่อยู่แล้ว ตาฝากดูแลพ่อกับแม่ด้วยนะจ๊ะ”
       หมอบียิ้ม เข้าใจว่ามุตตาหมายถึงการไปอยู่กรุงเทพฯ
       “ได้ซี แต่แม่คงไม่อยากให้เราดูแลเท่าไร แต่ไม่เป็นไรหมอบีซะอย่าง เออ เราไปจริงๆ ล่ะ”
       “ลาก่อนนะหมอ ลาก่อน”
       หมอบีออกรถ รถโฟร์วีลเคลื่อนวนออกไปทางหน้าบ้าน มุตตามองตาม
       
       คืนนั้นมุตตาอาบน้ำแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าดูนวลผ่องอย่างประหลาด มุตตานั่งพับเพียบบนเสื่อที่ระเบียงตรงหน้ามีถาดใส่มะลิ กุหลาบสีม่วง มุตตาร้อยพวงมาลัยดอกมะลิสลับกลีบกุหลาบอย่างตั้งใจ
       แปลกและพิณนั่งดูละครหลังข่าวอยู่บนโซฟายาว แปลกไม่สนใจนักแต่พิณนั้นอินสุดชีวิตจนกระทั่งจบ มุตตาถือพานวางมาลัยมะลิ อุบะกุหลาบม่วงมา 2 พวง แล้วเดินไปตรงหน้าคุกเข่าลง แปลกยกรีโมทปิดเสียงทีวี
       “นี่อะไรของแกฮึ ยายตา”
       “ตาอยากกราบพ่อ กราบแม่จ้ะ”
       มุตตาวางมาลัยลงในมือแปลก พิณ พิณขัดเขินเล็กน้อย แปลกยิ้มรับมาพิศดู
       “ขอบใจลูก”
       “สวยดี แกน่ะทำอะไรแบบนี้ได้ดี ไม่เหมือนยายนินทำไม่เป็นซักอย่าง”
       มุตตายิ้มเศร้าๆ ก้มลงกราบเท้าพ่อกับแม่ น้ำตาหยดหนึ่งหยดลง แปลกลูบผมลูกสาว
       “ตาลา พ่อกับแม่จ้ะ”
       “เฮ้อ กลับมาประเดี๋ยวประด๋าวก็จะไปอีกแล้ว ไม่รอเจอพี่สาวแกก่อนหรือ”
       “คงไม่เจอกันแล้วจ้ะ”
       “จะไปแล้วหรือลูก ทำไมเพิ่งมาบอก”
       “แม่จ๋า พ่อจ๋า หนูขอโทษด้วยนะจ๊ะ”
       “มาขออโหสิกรรมอะไรกันฮึ ลูกคนนี้”
       “หนูไม่เคยทำอะไรได้อย่างใจพ่อกับแม่เลย”
       “แกน่ะมันคิดมาก ฉันก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ”
       “พ่อกับแม่ไม่ถือโทษอะไรหนูหรอกลูก”
       มุตตายิ้มจางๆ ก้มลงกราบอีกครั้ง
       
       มุตตาวางแจกันดอกบัวที่เก็บมาสี่แจกัน วางลดหลั่นลงบนโต๊ะหมู่บูชาแล้ววางมาลัยดอกมะลิลงบนพานแก้ว แล้วจุดเทียนทีละดวง จุดธูป ใบหน้าสงบนิ่งนวลกระจ่างจนดูเผือด มุตตาทรุดลงกับพื้นลงกราบพระ ฟ้าแลบสว่างเข้ามาทางหน้าต่างทาบลงบนร่างมุตตา
       มุตตานั่งอยู่หน้ากระจกเงา กำลังเขียนจดหมายสั้นๆ ข้อความหนึ่งอย่างสงบ แล้วพับใส่ซอง เขียนหน้าซองว่า “พี่นิน” แล้วเอามันใส่ลงในลิ้นชัก ปิดลิ้นชักลง มองดูกระจกเงาแล้วแปรงผมช้าๆ มองดูเงาสะท้อนอย่างสงบนิ่งแล้วลุกขึ้นหันมากลางห้อง ที่ขื่อไม้มีเชือกเส้นใหญ่ผูกปมห้อยมาดูเป็นสีดำราวอสรพิษ
       ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา บ้านนายแปลกปิดไฟมืดเหลือเพียงไม่กี่ดวง รถตู้แล่นมาจอด ร่างในสูทยาวที่ใช้ผ้ากันน้ำได้ก้าวลงมา
       
       ภายในห้องมุตตายามนั้น มุตตาก้าวขึ้นบนเก้าอี้ที่วางไว้ใต้เชือกขึ้นยืนตรง บ่วงเชือกแขวนอยู่ตรงหน้า มุตตามองบ่วงเชือกนั้นนิ่งแล้วคิดถึงเหตุการณ์ระหว่างเธอกับเจนภพตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน มุตตายืนนิ่งอยู่หน้าบ่วงเชือกจากเศร้าสร้อยขมขื่น ค่อยๆ สงบนิ่ง แล้วปลงตกพูดออกมาอย่างแผ่วเบา
       “อโหสิกรรม”
       มุตตาหลับตาลง พูดแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง ฟ้าแลบเข้ามาวูบวาบ
       “อโหสิกรรม”
       มุตตายิ้มเศร้าๆ ปากพูดอโหสิกรรมแต่ไม่มีเสียง แล้วหลับตาลง เท้ามุตตาถีบเก้าอี้ล้มลง เก้าอี้ล้มฟาดลงกับพื้นพร้อมเสียงฟ้าผ่ากัมปนาท
       ลมแรงพัดเข้ามาที่โต๊ะหมู่บูชา ไฟเทียนไขที่ริบหรี่ดับวูบลงเหลือเพียงควันเทียนลอยเป็นสาย
       ที่หน้าห้องมุตตา ร่างระหงร่างหนึ่งผลักประตูห้องเปิดเข้าไป จึงเห็นว่าร่างมุตตาแขวนอยู่เบื้องหน้า ฟ้าแลบสว่างทาบลงบนร่างมุตตาที่แขวนอยู่ ดวงหน้านั้นสงบไม่น่าเกลียด ฟ้าแลบสว่างจ้า
       
       พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นรถพาร่างมุตตามาตามทางเดินยาวสู่ห้องฉุกเฉิน หมอบีก้าวมาตกใจสุดขีด แต่พยายามระงับสติอารมณ์ไว้ ร่างมุตตาถูกเข็นเข้าไป
       หน้าห้องฉุกเฉิน แปลกนั่งนิ่งพิงผนัง ดวงตาเจ็บปวดเสียใจ ไม่เข้าใจ พิณร้องไห้คร่ำครวญรำพันพลางดมยาดม ขณะที่ร่างๆ หนึ่งยังอยู่ในเสื้อโค้ทสีเข้มที่ใช้กันฝนยืนมองผ่านช่องกระจกเข้าไปข้างในห้องฉุกเฉิน หมอบีและพยาบาลพยายามดึงรั้งชีวิตมุตตากลับคืนมา
       
       มุตตาดวงตาปิดสนิท ใบหน้าสวยสงบงดงามอย่างน่าประหลาด

 

 แสงฟ้าแลบจางๆ สว่างมาจนถึงเตียง เจนภพนอนกระสับกระส่าย นพนภานอนกอดก่ายสามีไว้

       
       “ตา” เจนภพผวาลุกขึ้น “ตา”
       นพนภาลุกตามขึ้นมา เจนภพรู้สึกตัวเต็มที่
       “คุณเป็นอะไร”
       “ไม่มีอะไร ผมฝันร้ายน่ะ”
       “อ๋อเหรอ ฝันร้าย ร้ายยังไง ร้ายมากไหม”
       “โธ่ จะมาถามอะไรตอนนี้”
       “ต้องถามซี ก็ฉันได้ยินคุณเรียกชื่ออีนังนั่น”
       “โธ่”
       “ฝันร้าย หรือว่าฝันเปียกกันแน่ฮะ”
       เจนภพไม่พูดด้วย ขยับตัวนอนหันหลังให้ นพนภาค้อนผัวแล้วลงนอนหันหลังให้เช่นกัน แต่เจนภพตาสว่างโพลงไม่อาจหลับลงได้
       
       สร้อยคำกำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว วีกิจใส่ชุดนอนเดินเข้ามา สร้อยคำดูนาฬิกาเห็นว่าเพิ่งตีห้า
       “ตื่นขึ้นมาทำไมแต่เช้ามืดฮะตากิจ หรือว่าแฮงค์” วีกิจค้อนแม่
       “โธ่ ผมออกจะเป็นคนดี เมื่อคืนไม่ได้กินเหล้าซักหยดนึง”
       สร้อยคำหลงเชื่อ บัวถือขันตักบาตรทองเหลืองมา
       “ค่ะ แต่ว่ากินเบียร์เข้าไป 2 ขวด”
       “ต๊าย น้องคนดี”
       วีกิจทำหน้าปูเลี่ยน
       “แต่ผมไม่ได้ตื่นมาเพราะแฮงค์จริงๆ นะฮะ ตื่นขึ้นมาซักตี 3 เห็นจะได้ แล้วก็นอนไม่หลับอีกเลย มันไม่สบายใจยังไงไม่รู้”
       “ฝันร้ายหรือเปล่า”
       “ผมว่าเปล่านะฮะ หรือว่าผมจำไม่ได้มั้งฮะ แต่มันไม่สบายใจฮะ”
       “นั่นแหละแฮงค์”
       วีกิจเกาหัว บัวหัวเราะคิก
       “ทำบาปมาเยอะแล้วมาทำบุญบ้าง มาช่วยแม่ทำกับข้าวใส่บาตรมา”
       “ทำอะไรฮะวันนี้”
       “แม่ว่าจะทำหมูทอด”
       “ผมอยากใส่บาตรหลายๆ องค์ฮะ ซักเก้าองค์ได้ไหมครับ”
       “มีหมูสับอยู่ 2 แพ็คเอง ทำหมูทอดไม่พอแน่ ต้องเปลี่ยนเมนูแล้วลูก”
       สร้อยคำเปิดตู้ดูของสด วีกิจรื้อดูของแห้งดึงได้วุ้นเส้นออกมา
       “ทำแกงวุ้นเส้นดีไหมฮะ”
       “ได้ๆ มีเครื่องครบพอดี” วีกิจจัดแจงแช่วุ้นเส้น เห็ดหอม สร้อยคำเอาซองดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ เห็ดหูหนูมาอีก พลางดูลูก “ต๊ายคล่องเชียว อีกหน่อยต้องไปทำกับข้าวให้เมียกินแน่”
       “ก็ดีซี แต่เขาต้องหาเลี้ยงผมนะฮะ”
       สร้อยคำยี้ลูก บัวหัวเราะคิก วีกิจแกะซองแช่เครื่องแกงร้อนอย่างชำนาญ
       วีกิจและสร้อยคำตั้งโต๊ะเล็กหน้าประตูรั้ว วางขันข้าว ถาดใส่ถุงอาหาร ขนม และผลไม้ พระสงฆ์เดินมาเป็นทิวแถว สองแม่ลูกช่วยกันตักบาตร
       
       ที่กระทรวงโต๊ะทำงานมุตตายังว่างเปล่า อรพิมถือแจกันแก้วยาวใส่ลิลลี่ดอกเดียวมาวางลง ทิพอาภาหยุดพิมพ์งานหันมามอง
       “ดอกไม้อะไร ใครให้เหรอ”
       “จะมีไอ้หอยที่ไหนให้ ซื้อเองย่ะ”
       “วางไว้โต๊ะตาก็ดี เห็นโต๊ะโล่งๆ แล้วใจหาย”
       “ตาไม่มาทำงานสามอาทิตย์แล้วซีนะ”
       “เขาว่าเมื่อวันอังคาร อี เอ๊ย ยายปริมเห็นว่าตามา แต่ว่าเมีย ผ.อ.เกิดมาพอดี ตาก็เลยหลบหายไปเลย” ทิพอาภากระซิบบอก
       “เฮ้อ ไม่งั้นคงได้ลงยูทูปรอบสอง”
       แจงจิตฟังแล้วถอนใจ
       “โทรไปก็เหมือนปิดเครื่องตลอดเลย”
       “ตาคงอยากตัดขาดทุกอย่างแล้วล่ะมั้ง”
       ประตูเปิดออก เจนภพเดินเข้ามา
       “ตามาหรือ ดอกไม้อะไร”
       “เปล่าค่ะ ดอกไม้หนูเองค่ะ เห็นแล้วนึกถึงตาก็เลยซื้อมา”
       อรพิมจงใจกัด เจนภพพยักหน้าเดินเข้าห้องทำงานไป ทิพอาภาค้อน
       “ก็ยังดี ยังรู้สึกรู้สมบ้าง ผู้หญิงทั้งคนต้องเสียผู้เสียคนขนาดนี้”
       “เอาเถอะถือว่ามุตตาไปดีแล้ว” แจงจิตบอก อรพิมกับทิพอาภาพยักหน้า “แต่เธอสองคนระวังไว้นะจะไปไม่ดี”
       อรพิมกับทิพอาภาสะดุ้ง ค้อนแจงจิตขวับ
       
       ที่โซฟาในล็อบบี้หอพัก พรกำลังคุยกับวีกิจ ฤดีชะเง้อคอฟังอยู่ที่เคาน์เตอร์แต่ศรีมาจัดหนังสือพิมพ์ไม่รู้จักเสร็จมองวีกิจพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
       “หายไปจะอาทิตย์นึงแล้วค่ะ เห็นว่าจะกลับไปบ้าน”
       “ดีแล้วฮะ”
       “เอ ที่ไหนนะพะเยาหรือดอกคำใต้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “เพชรบูรณ์ครับ”
       “เออใช่ ที่คุณมาคราวก่อน เห็นหรือเปล่าคะว่าตาบาดเจ็บ”
       “ฮะ ตาบอกผมว่าหกล้ม”
       “ค่ะ หกล้มจมเท้า ก็อีตา ผ.อ.หัวหน้าอะไรนี่แหละ เมียเขาน่ะร้ายสุดๆ เลยนะคะ”
       “ห๊ะ” วิกิจตกใจ
       “มันโทร.มาด่าตานับครั้งไม่ถ้วน แถมยังส่งไอ้โจรมาซ้อมปล้นเงินตาจนหมดตัว” วีกิจถอนใจ “ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ นังเมียหลวงยังคงให้ไอ้โจรคนเดิมเข้าไปข่มขืนตาถึงในห้อง” วีกิจตาเบิกกว้าง ตกใจสุดขีด “แต่ไม่สำเร็จค่ะ พวกฉันเข้าไปช่วยทัน”
       
       “นี่ทำกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ” วิกิจสะท้อนใจ นึกสงสารมุตตาจับจิต

 

 ที่บ้านเจนภพคืนนั้น นพนภายิ้มพริ้มพรายนั่งดูสมุดภาพจิตรกรรมไทยกับต่อ เจนภพนั่งโซฟาอีกตัวกับต้อมกำลังพลิกดูการ์ตูนภาพเล่มใหญ่ เป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ นพนภาปรายตาดูเจนภพ

       
       “เอาภาพนี้ซิลูก”
       “แหม มันวาดยากนะฮะ”
       “ทำไมหรือ จะทำอะไรกัน” เจนภพถาม
       “อ๋อ ตาต่อจะส่งภาพจิตรกรรมไทยเข้าประกวด ก็เลยดูรูปวาดเก่าๆ หาแรงบันดาลใจ”
       “เออ เข้าท่าดี แล้วจะวาดรูปอะไรล่ะ”
       ต่อสบตานพนภาที่ยิ้มสมใจ
       “ภาพนรกฮะ โลหสิมพลีนรก”
       “แปลว่านรกต้นงิ้ว สำหรับพวกผิดศีลข้อกาเม เขาว่าต้นงิ้วมีหนามเป็นเหล็กยาวเป็นฟุตแถมลุกเป็นไฟ ผู้หญิงอยู่ทางยอด ผู้ชายอยู่โคนต้น ปีนไปข้างบนก็มีอีกาปากเหล็กคอยจิกลูกตา ข้างล่างก็มีนายนิรยบาลคอยเอาหอกแทง ก็ปีนสวนกันไปสวนกันมา ไม่ได้เจอกันตลอดชาติ”
       เจนภพรู้ว่าตกหลุมที่นพนภากับลูกชายขุดล่อ หน้าตึง ปิดหนังสือปัง
       “ยี้ คุณแม่เล่านิทานเพ้อเจ้อ”
       “ใช่ลูก”
       “มันต้องมีจริงย่ะ ไม่งั้นเขาจะคิดขึ้นมาจากไหน”
       “ต่อว่ามันอยู่ในใจมากกว่าฮะ ใครที่ทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ ตัวเองก็ทุกข์ด้วย”
       “ใช่ ตกนรกในใจชาตินี้ ตกนรกจริงๆ ชาติหน้า”
       “แล้วคุณล่ะ กะเอาไว้ว่าจะขึ้นสวรรค์ขุมไหน ขุมปั่นหุ้น ขุมโกงเงิน หรือขุมเผาไล่ที่”
       “คุณ”
       “ไอ้ต่อ ทีหลังก็วาดนรกขุมอื่นๆ ให้แม่แกดูบ้าง”
       เจนภพเดินปึงๆ ไป นพนภากลัวแล้วรีบตัดออกจากสมองยิ้มกับต่อ แล้วปรายตาดูต้อม เห็นกำลังฉีกหนังสือการ์ตูน แต้วยกถาดขนมมา
       “ว้าย ยายต้อม ฉีกทำไม เล่มละตั้งพัน”
       “การ์ตูนทุเรศ นางเอกหน้าเบี้ยวตาก็เหลือก นางแม่มดปลาหมึกเหมือนครูใหญ่บ้านล่าฝัน” ต่อเก็บหนังสือมาดูอย่างเสียดาย “พี่ต่อ วาดการ์ตูนให้หนูที”
       “วาดให้แกฉีกทิ้งเหรอ เด็กบ้าชอบทำลายข้าวของ ไม่รู้ดูตัวอย่างมาจากไหน”
       นพนภาพยักเพยิด แต้วปรายตามอง คุกเข่าลงวางขนม
       “จริงด้วยค่ะ ไม่รู้เอาแบบอย่างมาจากไหน”
       “เอ๊ะ นังต้องล่ะ ไปเรียกมันมากินขนมไป”
       “ซุกหัวอยู่แต่ในห้องค่ะ”
       “ต๊าย งสัยเอาซีดีโป๊มาดู เลือดพ่อมันแรงนัก”
       “โธ่แม่ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้แล้วฮะ เข้าเน็ตคลิกเดียวก็ป๊อบอัพมาฟาดหน้าแล้ว”
       “ว้าย ตายแล้ว”
       ที่ห้องนอนต้อง โทรทัศน์จอกว้างขนาดย่อมกำลังมีมิวสิควิดีโอสาวฟังค์ร็อคชื่อดัง ดนตรีโหยหวนไพเราะน่าขนลุก ต้องนอนหงายสะลึมสะลือบนเตียง ดวงตาเคลิ้มฝัน ข้างตัวมียาเม็ดสีสวยกระจายจากขวดที่ล้มกลิ้งอยู่
       
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่หอพักฤดี ร่างสูงระหงก้าวมาแหงนมองตัวตึกนิ่ง ขณะนั้นที่เคาน์เตอร์ ฤดีกำลังทำบัญชี ศรีกำลังเป็นโอเปอเรเตอร์
       “ต๊าย หายไปเจ็ดวันแล้วยังไม่เสด็จกลับ แล้วค่าห้องฉันจะเก็บที่ไหนยะ”
       “หรือว่าคุณตาหลบไปคลอด”
       “นังบ้า เพิ่งท้องได้เดือนสองเดือน ฉันกลัวจะไปหาหมอเฉพาะทางให้ทำคลอดก่อนกำหนดมากกว่า”
       “ว้ายป้า”
       “ถ้าคนทำมีความรู้น่ะยังไม่เป็นไร ถ้าไปเจอหมอเถื่อนมีหวังเลือดออกไม่หยุดตายคาเขียง”
       ฤดีกับศรีกำลังเม้าท์กันอย่างเมามัน จึงไม่ได้สังเกตร่างระหงที่ก้าวมาเงียบๆ
       “คุณตาตายเหรอ ไม่มีทาง คุณตาไม่ตายหรอก”
       ร่างระหงนั้นเหมือนชะงักไปหยุดยืนนิ่ง มือกำกระเป๋าเดินทางเล็กๆ แน่น
       “เฮ้อ แม่มุตตานี่ไม่คิดเลยจริงๆ ทีแรกน่ะเหมือนนางฟ้านางสวรรค์ แต่ลงท้าย...”
       “ลงท้ายเป็นยังไงหรือคะ” เสียงใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้น
       ฤดีกับศรีตาเหลือกหันมาดูเห็นมุนินทร์ยืนอยู่คิดว่าเป็นมุตตา แต่กลับดูผิดแผก ชุดที่ใส่มีสีเข้มคัทติ้งเป็นเส้นเฉียบ ผมเป็นคลื่น กายยืดตรงดูแข็งแกร่ง ดวงหน้าดูขาวซีด แต่ดวงตาเข้มเป็นประกายเจิดจ้า ร่างระหงก้าวขยับมาใกล้เคาน์เตอร์เลิกคิ้ว
       
       “ไงคะ? ลงท้าย เป็นยังไง” มุนินทร์ถามย้ำเสียงเรียบเฉย



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา
เมื่อ : 16 ต.ค. 55 21:25:56
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน