แรงเงา ตอนที่ 6

 


แรงเงา ตอนที่ 6

       มุนินทร์ พี่สาวฝาแฝดของมุตตา ผู้ที่ทุกคนต่างเข้าใจว่าคือ “มุตตา” ถามซ้ำ ฤดีอึกอักแล้วตอบไปน้ำขุ่นๆ

       
       “ไงคะ ลงท้ายเป็นยังไง”
       “ลงท้าย ง่า...ลงท้ายหนูก็กลับมา แหม แม่คุณ กำลังคิดถึง”
       “คุณตา มาเมื่อไรคะ”
       “มาไม่นานนักหรอก แต่ก็นานพอ”
       มุนินทร์บอก ฤดีออกจากเคาน์เตอร์มาจับไม้จับมือพิศดู มุนินทร์มองฤดีอย่างเพ่งพิศ และประเมินค่าจากนั้นก็มองดูรอบๆ
       “ต๊าย หนูสวยขึ้น แปลกหูแปลกตาไปหมด”
       “คุณตาดัดผมหรือคะ เจิ๊ดเจิด”
       “หนูตากลับบ้านเก่าแล้วสบายใจน่ะซี”
       “ค่ะ ตากลับไปบ้านเก่าแล้ว อ้อ ฉันจะขึ้นห้องแล้วขอกุญแจด้วยค่ะ”
       “อ้าว แล้วกุญแจหนูล่ะ”
       “หาทั่วแล้ว แต่หาไม่เจอค่ะ”
       ฤดีกลับเข้าเคาน์เตอร์หน้างอเพราะความงก
       “จะมาขอใหม่น่ะ มันก็มีมาสเตอร์คีย์แค่ชุดเดียวจะทำให้ก็เสียตังค์หลายสิบบาทนะ”
       มุนินทร์เปิดกระเป๋าแบรนด์เนมหรู หยิบกระเป๋าสตางค์ดีไซเนอร์ดังมาเปิดเห็นธนบัตรใบละพันเป็นปึก
       “พันนึงพอทำได้ไหมคะ”
       ฤดีกระชากเงินไปฉีกยิ้ม
       “จ้า พอจ้า เอ้านังศรีไปไขห้องให้คุณตาเร็ว”
       ศรีรับคำกุลีกุจอมาหยิบกระเป๋าเดินทางเล็กๆ แต่ดูหรูขึ้น มุนินทร์เดินไปแล้วชะงักหันมา
       “อ้อ เรื่องนางฟ้านางสวรรค์น่ะ มันเป็นยากค่ะ สู้เป็นนางมารร้ายไม่ได้งานถนัดฉันเลย”
       มุนินทร์เดินไป ฤดีกับศรีอ้าปากค้าง ศรีรีบวิ่งตาม ฤดีมองใบละพันในมือแล้วยิ้ม
       “ต๊าย ส้มหล่น เอ๊ะ อ้าวลืมทวงค่าเช่า”
       
       ศรีหิ้วกระเป๋าอีกมือถือม็อบ เดินนำมุนินทร์เข้าลิฟต์ มุนินทร์กวาดตาดูรอบๆ
       “คุณตา กดลิฟท์ทีค่ะ หนูไม่มีมือ”
       “ชั้นไหนล่ะ”
       “ชั้นสี่ซิคะ อุ๊ยตาย กลับบ้านไปอาทิตย์เดียว ลืมเลยหรือคะว่าอยู่ห้องไหน”
       หญิงสาวยักไหล่ เอื้อมมือไปกดปุ่มลิฟต์
       
       ประตูห้องมุตตาเปิดออก ศรีเดินนำมุนินทร์เข้ามา วางกระเป๋าลงที่ไซด์บอร์ดยาว มุนินทร์มองดูรอบห้องอย่างสำรวจ ศรีเอานิ้วป้ายโต๊ะเครื่องแป้งมาดู
       “ต๊าย ฝุ่นหนาตั้งคืบนึง นี่ขนาดเพิ่งดูไปแหม็บๆ เดี๋ยวหนูถูให้ค่ะ”
       “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันทำเอง”
       “จะดีหรือคะ คุณตาเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ”
       “เหนื่อยยังไงก็ไม่ถึงตายหรอก ฉันว่าเธอรีบไปทำกุญแจห้องให้ฉันดีกว่า”
       “ค่ะๆ”
       ศรีมองอย่างงงๆ แล้วออกไป มุนินทร์เดินไปเปิดม่านระเบียง แสงสว่างเข้ามา แล้วกวาดตามองดูทั้งห้อง ดูชั้นวางของที่วางของกระจุกกระจิกแนวหวาน พลิกดูหนังสือโรแมนซ์ ดีวีดีหนังรัก มุนินทร์มานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นรูปมุตตาที่ถ่ายคู่กับวีกิจ หญิงสาวหยิบมาดู
       “นายคนนี้หรือ”
       มุนินทร์วางรูปลงและเห็นดอกไม้คริสตัลมันส่งประกายวาววับจึงหยิบมาดูแล้วยิ้มอย่างถูกใจ มุนินทร์เห็นกล่องกระดาษเล็กๆ จึงเปิดออก พบการ์ดหลายใบในนั้น มีตั้งแต่การ์ดใบจิ๋ว ใบขนาดโปสการ์ด ไปจนถึงการ์ดดนตรีใบยักษ์ เธอหยิบมาดูทีละใบ
       “สุขสันต์วันเกิดครับ ประสิทธิ์ชัยของคุณตา”
       มุนินทร์เปิดสมุดฉีกบนโต๊ะ คว้าปากกามาเขียนชื่อ ประสิทธิ์ชัย แล้วดูการ์ดแผ่นต่อไป
       “ขอโทษที่ไม่ได้ไปงาน แต่ขอให้เธอมีความสุข รอบคอบกับชีวิต และทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้อง แจงจิต”
       มุนินทร์เขียนชื่อ แจงจิต ลงในสมุดฉีก ตามด้วยชื่อ อรพิม ทิพอาภา มุนินทร์หยิบการ์ดแผ่นต่อไปมาดู
       “สุขสันต์วันเบญจเพส ขอให้มีความสุขมากๆ ครับ วีกิจ”
       มุนินทร์เขียนชื่อ วีกิจ ลงในสมุดฉีก ต่อจากชื่อกลุ่มเพื่อน
       “วีกิจ”
       
       มุนินทร์หยิบเสื้อกระโปรงขึ้นมาจากกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่วางอยู่บนเตียงมันเป็นแนวสูท คัตติ้งเนี้ยบ 2-3 ชุด เธอหยิบมันพาดแขนแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นชุดบางเบาสีหวานหลากสีเป็นสิบชุด มุนินทร์ย่นจมูกใส่ชุดเหล่านั้น
       “หวานซะไม่มี”
       มุนินทร์รูดชุดเหล่านั้นให้เหลือที่ว่างเพื่อแขวนชุดสูทแล้วชะงักเมื่อเห็นกล่องใหญ่ก้นตู้
       กล่องใหญ่ถูกวางลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง มุนินทร์เปิดกล่องแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นชุดแต่งงานจึงดึงออกมาคลี่ดู ดวงตามีแววสะเทือนใจระคนกราดเกรี้ยว เธอโยนมันลงกับพื้นแล้วนั่งลงที่สตูล ดูของในกล่องต่อ หยิบขวดน้ำหอม หนังสือโรแมนซ์คลาสสิค เธอเปิดหนังสือโรแมนซ์ดู ที่หน้าในมีลายมือเจนภพเขียนถึงมุตตา
       “ให้ตาไว้อ่าน แน่ใจว่าตาต้องชอบ”
       มุนินทร์วางหนังสือลง หยิบช่อดอกลิลลี่แห้งมาดูแล้วพบกล่องเครื่องประดับดูมีราคา เธอเปิดออกมันว่างเปล่า แต่มีการ์ดในกล่อง เธอหยิบมาอ่าน
       “สุขสันต์วันเกิด...ตาคือชีวิตของผม”
       มุนินทร์ครุ่นคิด เขียนเครื่องหมายปรัศนีย์ลงในลิสต์ต่อจากชื่อวีกิจ แล้วหยิบเชือกผูกผมมาดูแล้วก็เห็นภาพมุตตาผูกคอตาย
       
       มุนินทร์ตัวสั่น กำเชือกในมือแน่น

  พรใส่ชุดอยู่บ้านเปิดประตูห้องออกมาเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาวางแปะไว้ที่พื้นข้างประตู ประตูห้องมุตตาที่ติดกันเปิดออก “มุตตา” ในสายตาพรก้าวออกมา ยังคงใส่กางเกงสูทสีเข้มกับเสื้อขาว 

       
       “ตา ต๊าย กลับมาตั้งแต่เมื่อไร”
       พรเข้ามาจับไม้จับมือ มุนินทร์มองดูพรเห็นแววจริงใจก็ยิ้มน้อยๆ
       “เมื่อเช้านี้เองค่ะ”
       “กลับไปแค่อาทิตย์นึง แต่ทำไมดูแปลกไป ผิวก็คล้ำลงด้วย”
       “ที่เพชรบูรณ์แดดจัดมังคะ”
       “แล้วทำไมแต่งตัวเป็นบิสซิเนสเกินเชียว แล้วไปดัดผมมาเหรอ เปี้ยวเชียวยังกะไม่ใช่มุตตาคนเดิม”
       “ก็ไม่ใช่น่ะซีคะ”
       พรคิดว่ามุตตาพูดถึงการอกหักเสียผู้เสียคนแต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว จึงดึงมือมุตตามานั่งเก้าอี้หวายข้างลิฟต์ กุมมือปลอบใจ
       “ดีแล้วหนู เข้มแข็งขึ้นก็ดีแล้ว นี่ ตอนตาไม่อยู่ อีตาคนหนุ่ม ชื่ออะไร กิจๆ นะ”
       มุนินทร์นึกนิดหนึ่ง
       “วีกิจค่ะ”
       “เขาแวะมาตั้งสองหน ถามว่าตากลับหรือยัง แต่ ผ.อ.ของหนูน่ะ ไม่เคยโผล่หัวมาเลย”
       มุนินทร์ตาสว่างวาบ
       “ผ.อ.หรือคะ”
       “แล้วนี่หนูทำไมไม่เปิดมือถือ พี่เองก็โทรไปตั้งหลายหน”
       “มือถือตาหรือคะ ยังหาไม่เจอเลยค่ะ”
       “อุ๊ยตาย โธ่เอ๋ย เลยป้ำๆ เป๋อๆ ไปแล้ว เฮ้อ ไปยุ่งกับคนมีเมียแล้วมันก็ซวยอย่างนี้แหละ” มุนินทร์ขมวดคิ้วอีก มีท่าทางประมวลข้อมูล “แล้วเรื่องงานเรื่องการจะทำยังไงนี่”
       “ฉันจะไปทำวันจันทร์นี้ค่ะ”
       “เออ ตาดูแปลกไปจริงๆ คงเป็นเพราะผมนี่ละมั้ง”
       “หรือคะ งั้นเดี๋ยวฉันไปยืดดีกว่าจะได้เหมือนมุตตาคนเดิม”
       “อุ๊ยดี พี่ไปด้วย คันมาตั้งแต่เช้าแล้ว”
       ศรีออกมาจากลิฟต์พอดี
       “หา คันอะไรจ๊ะ พี่”
       “คันหัวย่ะ ไม่ใช่คันหู รอเดี๋ยวนะหนูตาพี่ไปใส่ยกทรงก่อน”
       พรผลุบเข้าห้องไป ศรียื่นกุญแจกับคีย์การ์ดให้มุนินทร์
       “นี่กุญแจกับคีย์การ์ดค่ะ”
       “เร็วดีจัง แถวนี้มีร้านทำเหรอ”
       “อู้ยไม่ได้ไปปั๊มใหม่หรอกค่ะ ยายป้าน่ะมีสำรองเป็นร้อยแต่แกล้งโยกโย้ จะฟันเงินคุณเพิ่มไงคะ คีย์การ์ดนี่ร้อยนึง กุญแจนี่สิบบาท แกก็คิดร้อยนึงเหมือนกัน นี่ค่ะเงินทอนแปดร้อย”
       “ขอบใจ หนูเก็บเอาไว้เถอะ” ศรีตาโต “เออ พี่คนเมื่อกี้ชื่ออะไรนะ”
       “ใครคะ พี่พรนะหรือ”
       พรถือกระเป๋าสตางค์ออกมา พลางขยับนมให้เข้าล็อค
       “ไปเร็วหนู อีเจ๊นี่ บางทีคนน้อยมันจะปิดร้านคุยกับผัว”
       พรดึงมุนินทร์เดินเข้าลิฟท์ ศรีเกาหัวแกรก
       “อะไรวะ สนิทกันปานจะแหก...ดม ดันจำชื่อไม่ได้” ศรีคลี่เงินดู “ต๊าย อยู่ดีๆ เธอก็ให้มา”
       
       มุนินทร์และพรนั่งอยู่หน้ากระจกในร้านเสริมสวย พรม้วนโรลใหญ่เต็มหัว กางเท้าให้ลูกมือเจ๊ทำเล็บเท้า เจ๊เองก็เลื่อนที่อบผมมาครอบหัวให้ มุนินทร์นั่งห่างออกมาบนศีรษะมีฟอยด์ยืดผม เจ๊เดินมาแกะดูแล้วห่อไว้ใหม่
       “แหมคราวก่อนเจ๊ชวนให้หนูทำผมเป็นลอนก็ไม่ยอมทำ บอกไม่ชอบแล้วยังไงถึงไปดัดมาทั้งหัว”
       “ตาเคยบอกเจ๊อย่างนั้นหรือคะ”
       “อ้าว ก็หนูพูดเองจำไม่ได้หรือ แต่แปลกหนูไปดัดร้านไหนมานี่ ยังกะผมหยิกธรรมชาติแน่ะ” มุนินทร์ไม่ตอบ แต่ยิ้มขื่นๆ แวบหนึ่ง “ที่จริงผมหยิกน่ะเข้ากะหนูออก ไม่น่ารีบยืดเลย”
       “แม่ฉันเคยพูดค่ะ ว่าผมตรงน่ะผมนางฟ้า แต่ผมหยิกน่ะ ผมนางยักษ์”
       มุนินทร์มีแววเจ็บอยู่ลึกๆ บางอย่าง เจ๊หัวเราะคิกเอามือขยำผมดัดฟูของตัวเอง
       “ต๊าย งั้นอย่างเจ๊ก็เป็นนางผีเสื้อสมุทรเลยซี”
       
       ฤดีและศรีอยู่ที่เคาน์เตอร์ ประตูเปิดออก พรทำผมเป็นช่อชั้นทั้งหัว เล็บมือเล็บเท้าส่งแสงแวววับ ตามมาด้วย มุนินทร์ที่แต่งหน้าจางๆ ผมถูกยืดสลวยดูอ่อนหวาน แต่ดวงตายังคงคมกล้า
       “ต๊าย หนูตาทำผมมาซะสวยเชียว”
       “ค่ะ ขอบคุณ”
       “อ้าว แล้วจะไม่ชมฉันบางหรือป้า”
       “อ๋อ สวยจ้ะ สวยเหมือนแม่ค้ากะหรี่ปั๊บ”
       “ต๊าย ใช่เลยป้า ฉันกำลังกะจะทำเป็นอาชีพเสริมอยู่”
       พรหัวเราะคิกคัก ฤดีค้อนขวับ
       “อ้อ หนูอย่าว่าป้าฤดีงกเลยนะ แต่ว่าเงินล่ะจ๊ะ”
       “เงินอะไรคะ”
       “ว้าย ถามได้ ก็เงินค่าห้องน่ะซีจ๊ะ ค้างมาครึ่งเดือนแล้วนะ”
       “เท่าไรคะ”
       “หาก็สี่พันน่ะซีจ๊ะ เอ้า นังศรีหาบิลค่าน้ำไฟโทรศัพท์ด้วย”
       มุนินทร์เปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละพันมาปึกหนึ่ง แล้วกรีดออกมา 5 ใบ
       “นี่ค่ะ”
       “ขอบใจจ้ะ ต๊าย หนูตาไปร่ำรวยอะไรมา”
       “อ๋อ เงินช่วยงานน่ะค่ะ ที่บ้านเพิ่งมี “งาน” มา”
       
       มุนินทร์พลันมีแววตาเคร่งเครียด และดูแข็งกระด้างขึ้นมา แล้วเดินเข้าสู่ชั้นในไปทั้งสามนางมองตาม

   มุนินทร์ก้าวมาในห้องแล้วเดินไปที่เตียง ดึงผ้าคลุมเตียงออก โทรศัพท์มือถือของมุตตากลิ้งออกมากลางพื้นเตียง มุนินทร์หยิบมันขึ้นมา

       
       มุนินทร์เสียบชาร์จเจอร์เข้ากับโทรศัพท์รอนิดหนึ่งก็เปิดมือถือ มีแมสเสจเข้ามาหกเจ็ดครั้ง มุนินทร์กดไล่ดูทีละแมสเสจ
       “วีกิจ...วีกิจ...พร...พร...ทิพ อรพิม”
       มุนินทร์อ่านข้อความอย่างรวดเร็ว แล้วกดไล่ไปถึงชื่อบอส
       “บอส”
       มุนินทร์กดดูข้อความพบว่าเป็นข้อความเสียง จึงกดฟัง
       “ตา ผมเองนะ ทำไมตาถึงไม่ไปตามนัด ผมเป็นห่วงตามากนะ แล้วผมจะโทรมาใหม่ ผมรักตา”
       มุนินทร์เลิกคิ้วสูงมองดูโทรศัพท์ ตาวาว ปากเหยียดยิ้ม แล้วกดดูเมสเสจเก่าๆ เฉพาะของชื่อบอส อ่านดูข้อความหวานๆ ที่มุตตายังเก็บไว้
       “ตา ตาคือดอกลิลลี่สีขาว บริสุทธิ์ นิยายที่ผมให้ตามันจบเศร้า แต่เรื่องของเราจะจบด้วยความสุข...ผมจะจำฮันนีมูนของเราตลอดไป”
       มุนินทร์ยิ้มเยาะข้อความนั้น พลางกดดูหมายเลขโทรศัพท์
       
       น้ำจากก๊อกไหลแรงลงอ่างล้างหน้า มุนินทร์ล้างหน้าไล่ความหดหู่แล้วเปิดตู้หาพวกสบู่ แชมพู แต่เจอกล่องใบหนึ่ง มุนินทร์หยิบมาดูเป็นกล่องชุดทดสอบการตั้งครรภ์
       “นี่ใช่ไหม ผลพวงจากการฮันนีมูนของเธอ ตา”
       มุนินทร์พูดราวถามเงาสะท้อนในกระจก
       
       คอมพิวเตอร์แลปท็อปวางอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มุนินทร์เช็กดูสัญญาณอินเตอร์เน็ตแล้วกูเกิลหาข้อมูล พลางพิมพ์ลงไป กองบริหารจัดการ กรม...มุนินทร์คลิกอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็วดวงตาคมกล้าคล้ายจะจดจำข้อมูลทุกอย่างเข้าสมอง
       กระจกเงาโต๊ะเครื่องแป้งว่างเปล่า มุนินทร์ใส่ชุดบางพลิ้วของมุตตาก้าวเข้าไปยืนหน้ากระจก มันสะท้อนภาพของมุตตาที่อ่อนหวาน ผมเหยียดตรงเป็นมัน ใบหน้าแต่งอ่อนจาง มีเพียงดวงตาที่เจิดจ้ากล้าแข็ง มุนินทร์หมุนตัวจากกระจกเงาก้าวไปเลื่อนประตูระเบียงออก แล้วออกไปเห็นกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แสงไฟระยิบระยับ ลมแรงพัดมาจนผมและชายผ้าปลิวสะบัด ดวงตามุ่งมั่น ริมฝีปากแย้มนิดๆ แต่กลับดูเหี้ยมเกรียม
       
       วันต่อมารถของวีกิจแล่นมาจอดในลานจอดรถของหอพักที่ค่อนข้างว่าง วีกิจก้าวลงมา
       ที่เคาน์เตอร์ ฤดีกับศรีไม่เป็นอันทำอะไรเพราะตาจับจ้องทีวีจอใหญ่ที่กำลังมีละครน้ำเน่า ฤดีกับศรีจ้องเขม็ง เมื่อมีฉากตบจูบแล้วเบรกโฆษณา ศรีเอามือกุมอกปากเผยอ ฤดีเองก็หอบนมกระเพื่อม
       “แหม แปลกนะป้า คนดีแสนดี อีนังนางเอกก็ไม่รัก ดันไปรักพระเอก เลวจะตาย”
       “อ้าว ไม่งั้นมันจะชื่อเรื่อง เสน่หาซาตานหรือยะ”
       “พูดแล้วนึกถึงพี่มุตตา แฟนแกคนแรกน่ารักจะตายดันไม่เอา หนูล่ะช้อบ ชอบ”
       วีกิจก้าวเข้ามาชะงักกึก
       “แกน่ะไม่รู้อะไร หนุ่มๆ น่ะมันไก่อ่อน แต่ไอ้แก่น่ะทีเด็ดมันแพรวพราวแม่มุตตาถึงเสร็จไง” วีกิจอึ้ง
       “อุ๊ยตาย พูดเหมือนป้าเคยลอง เอ๊ะ แต่ป้าไม่เคยมีผัวไม่ใช่หรือ”
       “อุ๊ยนังนี่ เรื่องมันซับซ้อนแกอย่ารู้เลย”
       “แต่พี่มุตตาเลือกคนแก่ก็ดี เผื่อคนหนุ่มเขาจะหันมาหาหนู ฮิฮิฮิ”
       “เออใช่ เขาจะได้เอาแกไปขัดส้วมไง”
       ศรีร้องวี๊ดเบาๆ ค้อนฤดี หันมาเห็นวีกิจเข้าพอดี
       “แหม ป้า ว้าย ตาเถรหก คุณมาตั้งแต่เมื่อไร”
       “มาตั้งแต่ละครเบรกโฆษณาฮะ” ฤดีกับศรีหน้าเจื่อน “นี่ตากลับมาหรือยังฮะ”
       “เพิ่งมาเมื่อวานนี้เองค่ะ”
       “เดี๋ยวหนูโทรตามให้ ว้าย บุพเพอาละวาด มาพอดี” ประตูด้านในเปิดออก มุนินทร์ในชุดบางพลิ้วก้าวออกมา
       “พี่ตาขา มีแขกค่ะ”
       มุนินทร์มองตรงมาที่วีกิจ จำได้ มีท่าทางแข็งกระด้างขึ้น วีกิจยิ้มกว้างเดินไปหา
       “คุณตา ผมดีใจจริงๆ ที่คุณกลับมา”
       มุนินทร์มองท่าทีเปิดเผยจริงใจของวีกิจแล้วอ่อนลง
       “เชิญนั่งก่อนค่ะ”
       ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟา ฤดีกับศรีพร้อมใจกันปิดทีวีหันมาดูทางโซฟาแทน
       “ตอนเห็นคุณครั้งสุดท้าย เหมือนกับว่าคุณจะไม่กลับมาอีก”
       “ใช่มั้งคะ มุตตาคนเดิมจะไม่กลับมาแล้ว”
       “ตาคิดถูกแล้วที่กลับมา ตามีสิทธิ์”
       “แล้วถ้า ไม่กลับมาล่ะคะ”
       “ผมก็คงผิดหวังที่คุณไม่ทำอะไรเพื่อตัวเองเลย มันไม่ใช่ความผิดของคุณต้นเหตุคือ “เขา” ต่างหาก”
       มุนินทร์พยักหน้า แววตาคมกล้า
       “เขา คือต้นเหตุ”
       “นี่เที่ยงแล้ว ตาหิวหรือยังฮะ”
       “ที่ลงมานี่ก็จะมาหาอะไรกินน่ะค่ะ”
       “งั้นไปหาอะไรกินกันเถอะฮะหรือว่าคุณจะกินที่นี่”
       “อย่าเลยค่ะ แถวนี้มีหูมีตามากไป จะกินไม่ลงเปล่าๆ ไปเถอะค่ะ”
       
       มุนินทร์ลุกขึ้นเดินนำไป วีกิจเดินตาม ฤดีกับศรีทำตาปริบๆ

 ที่ร้านอาหารแสนหวานที่วีกิจเคยพามุตตามาหลายครั้ง วีกิจเลื่อนเก้าอี้ให้มุนินทร์นั่งเธอพึมพำขอบใจ แล้วเหลือบดูรอบๆ

       
       “นี่ร้านอาหารแน่หรือคะ ตกแต่งยังกะกิฟท์ช็อป”
       “อ้าว ก็นี่ร้านโปรดคุณไม่ใช่หรือฮะ”
       “หรือคะ”
       บริกรเดินเข้ามาส่งเมนู
       “ขอกาแฟที่นึง คุณตาล่ะฮะ”
       “ขอกาแฟเหมือนกันค่ะ”
       บริกรรับคำเดินไป วีกิจมองมุนินทร์อย่างงงๆ
       “อ้าว คุณตากินกาแฟตั้งแต่เมื่อไร คุณเคยบอกว่ากินแล้วใจสั่นไม่ใช่หรือฮะ”
       “ตอนนี้ใจฉันแข็งแรงแล้วค่ะ ไม่อ่อนแอเหมือนแต่ก่อนแล้ว”
       วีกิจเข้าใจว่ามุนินทร์พูดประชดชีวิต หญิงสาวยิ้ม
       “คุณตาอย่าทำอะไรประชดชีวิตเลยฮะ”
       “ฉันไม่ได้ประชดชีวิตหรอกนะคะ แค่ฉันอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่นั้นถือว่านี่เป็นอย่างแรกๆ ที่ฉันเปลี่ยนไปก็แล้วกัน”
       “ผมดีใจที่คุณยังยิ้มได้”
       “หมดเวลาที่จะร้องไห้แล้วค่ะ”
       “คุณพูดเหมือนคุณปลงตกแล้ว”
       “ปลงตกหรือคะ ฉันอยู่ห่างไกลจากคำนั้นมากค่ะ”
       “ชีวิตมันก็อย่างนี้ล่ะฮะ เอาแน่อะไรไม่ได้ เรื่องนี้ผมไม่อยากโทษอาภพคนเดียว” มุนินทร์เลิกคิ้วทวนคำ
       “อาภพ”
       “คุณตาเองก็รู้ว่าหวังอะไรไม่ได้จากคนมีลูกมีเมียแล้ว”
       มุนินทร์ยิ้มเยาะ
       “แต่ก่อนตาคงหวังไว้มากน่ะค่ะ”
       “แล้วต่อไป คุณจะทำยังไงฮะ”
       “ไปยุ่งกับคนมีลูกมีเมียแล้ว ฉันควรจะทำยังไงดีล่ะคะ”
       “ผมบอกไม่ได้หรอกฮะ แต่ผมไม่คิดว่าอาภพจะทิ้งลูกทิ้งเมียมาเลือกคุณ”
       “แต่ตาเป็นคนเสียหาย สูญเสียจนหมดสิ้นไม่ใช่หรือคะ” วีกิจถอนใจ
       “ครอบครัวทำให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เขาไม่มีวันทำลายตัวเอง”
       “แต่ทำลายคนอื่นได้ใช่ไหมคะ”
       “คุณตา ผมเป็นห่วงคุณ”
       มุนินทร์สบตาวีกิจ ท่าทีแข็งกร้าวอ่อนลง
       “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับความหวังดี”
       บริกรเอากาแฟมาเสิร์ฟ แล้วรอรับออเดอร์ วีกิจคว้าเมนูมาเปิด
       “คุณจะกินอะไรดี”
       “คุณสั่งเถอะค่ะ ดูเหมือนฉันจะจำไม่ได้แล้วว่าฉันเคยชอบกินอะไร” วีกิจหัวเราะ
       “คุณพูดอะไร พิลึกจัง”
       วีกิจสั่งอาหาร มุนินทร์มองดูเขานิ่ง
       
       วีกิจขับรถกลับเข้าบ้าน เห็นที่สนามบ้านเจนภพกำลังมีบาร์บีคิวปาร์ตี้ ต่อกับสร้อยคำกำลังปิ้งย่างอยู่หน้าเตา นพนภาใส่ชุดอยู่บ้านกรุยกรายอยู่ที่รถเข็นผสมเครื่องดื่ม ต้องกับต้อมกำลังกินหมับๆ บัวและแต้วคอยวิ่งวุ่นเสิร์ฟ
       วีกิจลงจากรถมองดูความสุขของภาพครอบครัวตรงหน้าแล้วถอนใจนิดหนึ่ง
       “ไง นายกิจ มากินด้วยกันซี”
       “นี่ฉลองอะไรกันครับนี่”
       “ลองถามอานภาแกดูซี ว่าฉลองอะไร”
       “ฉลองเตาบาร์บีคิวใหม่ ซื้อมาให้เข้ากับศาลากลางสวนจ้ะ”
       “เตาอะไรตั้งเกือบหมื่น เอาเตาปิ้งลูกชิ้นก็ได้ สามร้อยเอง”
       “ช่างมันเถอะค่ะ ลงทุนซักหน่อย เพื่อความอบอุ่นของครอบครัว”
       “หวังว่าคงไม่อุ่นจนร้อนนะฮะ”
       ต้องเดินมาปิ้งบาร์บีคิวร่วมกับต่อ
       “ช่วงนี้พ่อกับแม่คืนดีกันแล้วนะ ตั้งแต่ยายเมียน้อยออกจากที่ทำงาน”
       “เชื่อเหรอว่าดีกัน ฉันว่าคลื่นใต้น้ำยังมาอีกหลายลูก”
       “เฮ้อ...ความสุขในบ้านเราทำไมมันสั้นนัก”
       “อ้อ นายเลยต้องไปหาความสุข ด้วยการแช็ทกับหนุ่มๆ ในเน็ตใช่มะ”
       “อย่าหาเรื่อง เพื่อนเล่นกีฬาด้วยกันทั้งนั้น”
       “กีฬาฟันดาบ หรือกระบี่กระบอง”
       “แล้วพี่ล่ะ คุยกับไอ้แจ็คถึงเช้า รับขนมมาจากมันด้วยนี่ ทั้งขนมทั้งน้ำแข็งเลย” ต้องหน้าเครียดทันที
       “อย่าพูดมากนะแก”
       ต่อยิ้มหยันแล้วแยกไป สร้อยคำเข้ามา
       “บาร์บีคิวได้ที่แล้วมังลูก อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ หน้าเครียดทั้งวันเรานี่ คิดอะไรอยู่” สร้อยคำถามต้อง
       “คิดถึงความสุขค่ะ มันไม่เคยอยู่กับเราได้นานเลย”
       สร้อยคำมองต้องอย่างเข้าใจ ดึงต้องมากอดไว้
       เจนภพส่งเบียร์ให้วีกิจ
       “เอาซะหน่อยซี นายกิจ”
       “ไม่ล่ะฮะ เพิ่งกินมาเมื่อกี้นี้เอง”
       “กับสาวที่ไหนล่ะ ถึงได้หน้าระรื่นขนาดนี้”
       “นี่เห็นชัดขนาดนั้นเชียวหรือครับ คงงั้นมังครับ ตอนนี้ผมสบายใจมาก”
       “ว่าไง สาวที่ไหน ฉันรู้จักหรือเปล่า”
       “คงรู้จักดีมังครับ อาจรู้จักดีกว่าผมก็ได้”
       วีกิจเปลี่ยนจากรื่นรมย์สาใจเป็นเจ็บแปลบ เจนภพขมวดคิ้ว
       “ใคร”
       “ผมไปกินข้าวกับตามา”
       “ตากลับมาแล้วหรือ”
       ทั้งคู่เหลือบดูนพนภา เจนภพมีท่าทีระแวงวีกิจหมั่นไส้จึงโกหก
       “ฮะ กลับมาตั้งแต่เมื่อวาน”
       “นี่ตานัดแกไปเจออย่างงั้นหรือ”
       “คงยังงั้นมังครับ”
       “ตาว่ายังไงบ้าง”
       “ก็ไม่เห็นว่าอะไรนี่ฮะ นอกจากบอกว่าจะไปทำงานพรุ่งนี้”
       “เขาไม่ได้พูดถึงฉันเลยหรือ”
       “ไม่นี่ฮะ เราคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้มากกว่า”
       “นี่สองคนนั้นน่ะ ซุบซิบๆ อะไรกัน มาทางนี้ มาลองเนื้อโกเบนี่หน่อย”
       นพนภายิ้มระรื่น
       
       คืนนั้นมุนินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง กำลังหาข้อมูลในคอมฯ มุนินทร์พิมพ์คำว่า ภพ...ผู้อำนวยการกอง ลงในช่อง แล้วกดเซิร์ช มีรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ ขึ้นมา เธอคลิกดู ภาพเจนภพปรากฏขึ้นในจอภาพ มองออกว่าดูหล่อ หรู มีเสน่ห์ โทรศัพท์มือถือดังขึ้น มุนินทร์มองดูมือถือราคาถูกของมุตตาวางอยู่ข้างสมาร์ทโฟน มุนินทร์หยิบมือถือมุตตาขึ้นมาดู ชื่อคนโทร.เข้า “บอส” มุนินทร์เลิกคิ้ว ยิ้ม แล้วกดรับ
       “ฮัลโหล”
       “ตา กลับมาแล้วหรือ”
       เจนภพหลบมาโทรศัพท์ในห้องสมุดและกำลังเหลียวซ้ายแลขวา
       “ฉัน กลับมาแล้ว”
       “ตา ไม่สบายหรือเปล่า เสียงตาไม่เหมือนเดิมเลย เหมือนคนเป็นหวัดหรือว่า ตาร้องไห้”
       มุนินทร์ยิ้มเครียด ตาเป็นประกายวาววับ
       “หมดเวลาสำหรับน้ำตาแล้วค่ะ”
       “ถ้าตายังโกรธผมอยู่ก็ไม่เป็นไร ผมดีใจที่ตากลับมา อย่าลาออกเลยนะงานหายากจะตายสมัยนี้” มุนินทร์นิ่งเจนภพยิ้ม “จะฟังอย่างเดียว ไม่พูดกับผมซักคำหรือ แล้วเจอกันที่ที่ทำงานพรุ่งนี้”
       “ค่ะ ฉันจะไปเจอหน้าคุณ พรุ่งนี้”
       ประตูเปิดออก นพนภาเข้ามาเจนภพสะดุ้ง
       “นพนภามาแล้ว แค่นี้นะ”
       เจนภพกดตัดสายแต่ทำพูดต่อ นพนภาเดินมาหา
       “เออ มีบาร์บีคิวปาร์ตี้ นภาก็บ่นถึงนายอยู่ แค่นี้นะ”
       เจนภพวางมือถือลงหันมาโอบนพนภา นพนภายิ้มปัดป้อง
       “คุณสรรค์หรือคะ ฮื้อ ไม่เอาค่ะ ผมเหม็นควันหึ่งแบบนี้”
       
       ที่ห้องมุตตา มุนินทร์เซิร์ชหาคำใหม่ว่า นพนภา ภูวนารถ...มุนินทร์มองดูภาพในจอคอมพิวเตอร์ ใบหน้าเคร่งเครียด

 รถวีกิจจอดอยู่ที่ลานจอดรถ วีกิจนั่งอยู่หลังพวงมาลัยกำลังเอาไม้แขวนเสื้อที่มีเนคไทแขวนอยู่ 5-6 เส้นมาเลือกดู วีกิจเลือกเส้นค่อนข้างเล็กมาเส้นหนึ่งแล้วผูก สายตามองตรงไปเห็น “มุตตา” ในชุดบางพลิ้วสีหวาน ผมยาวมันวับ หน้าแต่งบางเบาอ่อนหวาน แต่คิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกายเดินตรงมา 

       
       วีกิจมองดูไม่วางตาในใจที่ผูกพันฉันเพื่อนกลับหวั่นไหว ประทับใจขึ้นมาอย่างประหลาด
       มุนินทร์เดินมาถึงรถวีกิจแล้วก้มลงเคาะกระจก วีกิจสะดุ้งรีบลงจากรถ
       “หวัดดีฮะ”
       “ค่ะ สวัสดี รอนานไหมคะ”
       “นานแค่ชั่วผูกเนคไทฮะ”
       มุนินทร์มองดูเนคไทเส้นเล็กของวีกิจแล้วย่นจมูกนิดหนึ่ง
       “นี่เป็นมาตรวัดเวลาแบบใหม่หรือคะ”
       วีกิจอมยิ้ม
       “ฮะ ใหม่ล่าสุดเลย” วีกิจเดินไปเปิดประตูให้ หญิงสาวขึ้นรถไป วีกิจเดินมาขึ้นรถ “เราจะออกเดินทางกัน ณ บัดนาว”
       วีกิจออกรถ มุนินทร์ขบขัน
       
       วีกิจขับรถไปเรื่อยๆ มุนินทร์มองดูแล้วเมินไปนอกหน้าต่างรถ
       “ทำไมคุณเงียบไป คิดอะไรอยู่หรือฮะ”
       “หลายอย่างค่ะ แล้วแต่ละอย่างก็ไม่ใช่เรื่องดีด้วย”
       “ไม่มีอะไรดีงามได้ตลอดหรอกครับ ขึ้นอยู่กับเราต่างหากที่จะเป็นคนเลือก”
       มุนินทร์มองหน้าวีกิจพลางยิ้ม
       “ถ้าฉันเลือก “เขา” ล่ะคะ”
       “ผมก็จะเสียดายแทนคุณ เสียดายแทนคุณพ่อคุณแม่คุณ”
       “ค่ะ พ่อกับแม่ คงเสียใจมาก”
       มุนินทร์มองเลยไป ดวงตาสะเทือนใจ
       
       บริเวณลานจอดรถหน้ากระทรวงใกล้จะเต็ม รถของประสิทธิ์ชัยแล่นมาจอด ประสิทธิ์ชัย รัชนกลงมา ใกล้ๆ กันรถนักรบก็มาจอด ปริม นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์ลงมาสมทบ ปริมมองรอบๆ
       “แหม คุณกิจยังไม่มาอีก”
       “ทำไมหรือฮะ”
       “เมื่อคืนเขาโทรไปหา แหม ทำเป็นคุยเรื่องงาน เรื่องโน้นเรื่องนี้”
       “อ้าวก็คุยเรื่องงาน แล้วจะทำไมหรือ”
       “อุ๊ย เรื่องงานน่ะ เก็บมาถามวันนี้ก็ได้ หาเหตุจะโทรไปน่ะซี”
       ปริมยิ้มระรื่นตาแพรวพราว ทุกคนทำตาปริบๆ
       “เชื่อแบบนั้นแล้วสบายใจก็เชื่อเถอะค่ะ”
       “เห็นไหมคะ นี่ขนาดใช้ชุดน้ำแตกหาครบชุดไม่”
       “งั้นวันนี้ซื้อยกเซ็ทเลย”
       “แน่ะ คุณกิจมาแล้วค่ะ”
       รถวีกิจแล่นมาจอดห่างออกไปพอควร
       “เอ๋ มากับใครน่ะ”
       ประตูรถเปิดออกวีกิจก้าวลงรถพลางขยับไทให้แน่น ประตูอีกด้านเปิดออกทุกคนมองดูแล้วสะดุ้งเฮือก ปริมร้องอุทาน รัชนกหน้าเปลี่ยนวูบแล้วบริสุทธิ์ใจเหมือนเคย นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์เอามือทาบอกตามแต่จริตตน
       “ว้าย” / “แม่จ้าว” / “โอว ก็อด” / แม่มึง” /และ “หอย”
       วีกิจมองดูกลุ่มประสิทธิ์ชัย
       “อ้าว นั่นนายสิทธิ์มาพอดี”
       “ประสิทธิ์ชัย” มุนินทร์ทบทวนชื่อ
       วีกิจและมุนินทร์เดินตรงมารวมกลุ่ม
       “คุณตา สวัสดีครับ”
       “ค่ะ สวัสดี”
       มุนินทร์มองดูปริมและรัชนก ปริมยิ้มเยาะ รัชนกยิ้มอ่อนๆ สามนางยิ้มแหยๆ
       “นกดีใจที่พี่ตากลับมาค่ะ”
       “ค่ะ”
       มุนินทร์มองรัชนกอย่างประเมิน แล้วมองปริม เมื่อเห็นท่าทีปริมก็ขมวดคิ้ว
       “ไปกันเถอะครับ”
       มุนินทร์มองดูวีกิจเห็นเนคไทเบี้ยวไปนิดหนึ่งก็เข้าไปจัดเนคไทให้เข้าที่ วีกิจนิ่งงัน ปริมเลือดขึ้นหน้า รัชนกตาโต นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์เซอร์ไพร์ส
       “วีกิจคะ”
       “ครับ”
       “ช่วยเดินไปส่งฉันที่แผนกหน่อยซีคะ”
       “โธ่ นึกว่าอะไร ได้ซีฮะ”
       มุนินทร์ปรายตามองปริมแล้วยิ้มเยาะ มีแววอยากแกล้ง แล้วเดินเคียงวีกิจไป ทุกคนมองตาม บ้างอึ้ง บ้างงง บ้างขยะแขยง
       “ต๊าย ออเซาะ สันดานเมียน้อย” ปริมบอกอย่างหมั่นไส้
       “ตกลงจะซื้อยกเซ็ทหรือเปล่าคะ” ฉกรรจ์ถาม
       
       “ไม่เอา ไม่ต่งไม่แตกแล้ว”

     ตรงทางเดินในแผนกยามนั้น มุนินทร์เดินเคียงมากับวีกิจ เนื่องจากใกล้เวลางาน ผู้คนจึงขวักไขว่ บรรดาคนที่เดินสวนมา มองมุนินทร์เป็นตาเดียว

       
       บ้างร้องอุทาน บ้างสะกิดกันให้ดู บ้างซุบซิบซึ่งหน้า บ้างเดินชนตู้น้ำกด มุนินทร์มองดูท่าทีนั้น แล้วหน้าเครียดขึ้น วีกิจสบตาอย่างปลอบ
       “คุณตา อย่าสนใจเลยฮะ”
       “ใครว่าคะ น่าสนใจจะตาย”
       มุนินทร์พลันเชิดหน้า ริมฝีปากยิ้มนิดๆ ดวงตาวาวมองตอบฝูงชนอย่างไม่แยแส วีกิจงงไป
       
       แจงจิตกำลังจัดเอกสารอยู่ที่โต๊ะ อรพิมกำลังเช็คอีเมล์ ทิพอาภากำลังเตรียมพิมพ์งาน เพื่อนร่วมงานอีกสองคนอยู่ที่เครื่องถ่ายเอกสาร ประตูเปิดออกวีกิจก้าวมา พลางผายมือเชิญ
       “มาส่งถึงที่แล้วฮะ”
       มุนินทร์ก้าวตามมา
       “ขอบคุณค่ะ วีกิจ คุณไปได้แล้วค่ะ”
       “โอเคครับ หวัดดีฮะ ทุกคน”
       วีกิจออกไป มุนินทร์หันมามองดูทุกคนอย่างค่อนข้างว่างเปล่า อรพิม ทิพอาภาถลามา แจงจิตตามมา เพื่อนร่วมงานอีกสองคนมองหน้ากันแล้วตัดสินใจยิ้มรับ ทิพอาภาเขย่ามือมุนินทร์น้ำตาคลอ
       “ตา ดีใจจัง ตากลับมาแล้ว”
       “ฉันก็ดีใจ โธ่เอ๋ย ตานะตา”
       “นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว อย่าไปคิดอะไรมากเลย ชีวิตมันก็อย่างนี้ ถ้าชีวิตมันต้องเป็นไปก็ต้องเป็นไป”
       มุนินทร์รับรู้ถึงความหวังดีจริงๆ ตาอ่อนแสงลง ปากยิ้มนิดๆ
       “เกซเซรา เซรา หรือคะ”
       แจงจิตงงไปนิด
       “ใช่ ถึงผิดพลาดไปแล้วก็เริ่มใหม่ได้ เคยมีบทเรียนแล้ว ก็ใช้บทเรียนสอนตัวเอง”
       “ค่ะ ขอบคุณ”
       มุนินทร์มองดูโต๊ะที่ว่างเปล่า อรพิม ทิพอาภาแทบจะจูงมาโต๊ะ มุนินทร์วางกระเป๋าลงแล้วนั่งลงช้าๆ อรพิม ทิพอาภายืนมองอยู่
       “เฮ้อ ตานะตา ไม่รู้ว่าเธอปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้ยังไง”
       “เป็นกรรมของตามั้ง”
       “นี่ ผ.อ.ยังไม่มาเลย”
       “รู้ไหม หลังจากวันโลกาวินาศวันนั้น เมีย ผ.อ.มาเฝ้าอยู่ทุกวัน ตั้ง 2 อาทิตย์”
       “นพนภาน่ะหรือ”
       “ใช่ คุณนพนภามาคุมทุกวัน จนเห็นตาหายไปถึงได้เลิกคงนึกว่าตาออกไปแล้ว”
       มุนินทร์พยักหน้าแล้วมองไปยังห้องเจนภพ มุนินทร์มองอย่างมาดมั่นแจงจิตหอบแฟ้มมา
       “ทำงานเถอะ อย่าไปคิดอะไรเลย เธอสองคนด้วย”
       “ค่ะ คุณแม่”
       อรพิม ทิพอาภายอมกลับไปโต๊ะ แจงจิตวางแฟ้มลง
        “จะให้ฉันทำอะไรดีคะ”
       “ก็พิมพ์งานน่ะซีจ๊ะ นี่รายงานการประชุม”
       “จะพยายามค่ะ”
       มุนินทร์เปิดคอมพิวเตอร์ เจอหน้าจอให้ใส่พาสเวิร์ด ก็ชะงัก
       “เอ พาสเวิร์ดอะไรคะ”
       “อ้าวแม่คุณ ไม่ได้มา 3 อาทิตย์ จำไม่ได้แล้วหรือ”
       “เราก็ไม่รู้”
       มุนินทร์ยักไหล่ แจงจิตกลับโต๊ะไป
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวก็คงเข้าได้” มุนินทร์ลองพิมพ์ 1,2,3,4 แต่ไม่ใช่ “งั้นลองวันเกิด” มุนินทร์พิมพ์เลขวันเกิดลงไปแล้วเข้าได้ มุนินทร์ถึงกับถอนใจ “เธอไม่รู้จักปกป้องตัวเองเลยนะ มุตตา”
       อรพิม ทิพอาภามองหน้ากัน
       
       เจนภพเดินมาตามทางเดิน สวนกับปริม นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์ ที่กำลังเม้าท์แตก
        “หน้าด้านสะพานหัวช้างจริงๆ”
       “ใช่ หน้าด้าน ทำท่าจะจับคุณกิจไว้ในอุ้งมือมารให้ได้”
       “ใช่ ละเมอเพ้อพกอยู่มิเว้นรายวัน”
       ปริมไม่ได้สังเกตว่า 2 นางไม่ได้หมายถึงมุตตา เลอลักษณ์กลั้นหัวเราะ
       “เดี๋ยวอา เดี๋ยวหลาน นี่ ผ.อ.รู้หรือยังนี่ ว่ามันรีเทิร์นแล้ว”
       “ว้าย พูดถึงก็มาเลย”
       ทั้งสี่ทำสงบเสงี่ยมแต่ตามีพิรุธ ยืนยกมือไหว้เจนภพ เจนภพไม่รับไหว้มองอย่างเอาเรื่องทั้งสี่หลบตาวูบ
       
       ประตูห้องเปิดออกร่างสูงของเจนภพก้าวเข้ามา อรพิม ทิพอาภา แจงจิต มองดูเจนภพสลับกับ “มุตตา” เจนภพมองดูร่างระหงที่นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ ใจเจนภพวูบวาบ มุนินทร์กำลังพิมพ์คอมอย่างระมัดระวังแกมสนุก
       “ฐ ฐาน อยู่ไหนน้า”
       จู่ๆ มุนินทร์ก็รู้สึกถึงความเงียบรอบตัวจึงเงยหน้าขึ้นเห็นเจนภพที่ก้าวมาใกล้ เจนภพมองเธอด้วยสายตาเล้าโลมวิงวอน มุนินทร์มองตอบดวงตาเป็นประกายกล้าแล้วหรี่ลงอย่างระงับท่าที ปากแย้มเหยียดมีแววเยาะ อรพิม ทิพอาภา และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ ผ.อ.”
       “ตามาทำงานแล้วค่ะ”
       แจงจิตเดินมาหาเจนภพ ในมือถือเอกสารมาด้วย
        “มีเรื่องต้องอนุมัติด่วนค่ะ”
       เจนภพมองดูหญิงสาวอีกแวบหนึ่งแล้วเดินไปห้องทำงานกับแจงจิต แจงจิตเปิดประตูให้ เจนภพหันมามอง “มุตตา” อีกแวบหนึ่ง
       
       มุนินทร์มองตอบเลิกคิ้วมีแววท้าทายแล้วก้มลงพิมพ์งานอย่างไม่แยแส

 นาฬิกาบอกเวลาเที่ยง วีกิจโผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงาน อรพิมกำลังส่องกระจกตลับแป้ง

       
       “ว้าย สังขยาฟักทอง”
       อรพิมซับหน้ากดเติมแป้ง วีกิจเดินมาโต๊ะมุตตาเห็นหญิงสาวกำลังพิมพ์งาน
       “ขยันจริงฮะ”
       “ใครบอกคะ พิมพ์ผิดต้องมาคอยแก้ต่างหาก โอเค เสร็จแล้ว”
       มุนินทร์จัดการเซฟจัดไฟล์ วีกิจมองดูอย่างเพลิดเพลิน
       “ไปกินข้าวกันหรือยังฮะ”
       “ไปซีคะ ฉันหิวแล้ว”
       “ไปกินข้างนอกกันดีกว่า อย่ากินโรงอาหารเลย”
       “จริงด้วย” ทิพอาภาเห็นด้วย
       “เออใช่ กินข้างนอกเหอะ”
       “ทำไมล่ะคะ”
       มุนินทร์ถามอย่างสงสัย ทุกคนแปลกใจ
       “ก็ ใครๆ เขารอดูคุณอยู่”
       “หรือคะ” มุนินทร์ลุกขึ้นยืดกาย “งั้นก็ไปให้เขาดูให้เต็มตาเลยดีกว่า” มุนินทร์คว้ากระเป๋าสตางค์ วีกิจ ทิพอาภา อรพิมงุนงง “ไปกันเถอะ อรพิม ทิพอาภา”
       ทุกคนพยักหน้ารับ ประตูห้องเจนภพแง้มออก เจนภพมองออกมา มุนินทร์พลันยิ้มพริ้มพรายเกาะแขนวีกิจเดินออกไป อรพิม ทิพอาภาเดินตามอย่างงงๆ ทั้งสี่ออกไป เจนภพก้าวออกมา
       
       เมื่อพ้นสายตาเจนภพ มุนินทร์ก็ลดมือลงเดินเคียงวีกิจตามปกติ อรพิม ทิพอาภาเดินตาม วีกิจเหลือบดู ท่าทางเชื่อมั่นหน้าเชิดตัวตรงย่างเท้าอย่างมั่นคงของมุตตาอย่างพิศวง
       “คุณดูแปลกไป”
       “ยังไงคะ”
       “บอกไม่ถูก รู้แต่ว่าคุณแปลกไปไม่เหมือนเก่า”
       “คุณบอกว่าไม่อยากให้ฉันเป็นเหมือนเก่าไม่ใช่หรือ”
       “ผมดีใจที่คุณเข้มแข็งขึ้น”
       วีกิจยิ้ม มุนินทร์ยิ้มตอบ
       
       ทั้งคู่เดินมาถึงโรงอาหาร มุนินทร์หยุดเดินมองวีกิจ
       “เมื่อก่อนนี้ฉันแย่มากหรือคะ”
       “แย่สุดๆ”
       “แล้วทำไม คุณถึงยังเป็นเพื่อนฉันอยู่”
       “เพราะผมสัญญาไว้แล้วจะเป็นเพื่อนคุณตลอดไป”
       ความรู้สึกดีท่วมท้นขึ้น มุนินทร์ยิ้มแล้วยักไหล่
       “ช่างมันเถอะค่ะ ถึงแล้วใช่ไหมคะ แคนทีน”
       วีกิจงงเล็กน้อย มุนินทร์ก้าวนำเข้าไป อรพิม ทิพอาภาเดินตามมาทัน
       
       มุนินทร์ก้าวเข้ามาในโรงอาหาร วีกิจ อรพิม ทิพอาภาก้าวตาม คนในโรงอาหารมองมาแทบทุกสายตาหันมามองมุนินทร์เป็นตาเดียวกันเสียงพูดคุยดูเงียบไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นการซุบซิบพยักเพยิด บ้างสงสาร บ้างยิ้มเยาะ บ้างดูแคลน บ้างจงชัง
       อรพิมหน้าบึ้ง ทิพอาภาแทบร้องไห้ วีกิจมีท่าทีปกป้อง แต่มุนินทร์กลับดูซุ้มอาหารต่างๆ อย่างร่าเริงคล้ายแกล้งทำ
       “แหม ดูน่ากินจัง ฉันอยากกินให้หมดทุกร้านเลย”
       “นั่งก่อนมั้ยฮะ เดี๋ยวผมซื้อให้เอง”
       “ใช่ ไปนั่งเถอะตา”
       “แต่ฉันอยากเดินดูทั่วๆ คุณไปจองที่เถอะ”
       “ก็ได้ฮะ”
       วีกิจแทบไม่อยากแยกไป ทิพอาภา อรพิมก้าวมาทำหน้าที่องครักษ์ ปริมและรัชนกเดินมา นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์ชะเง้ออยู่ซุ้มใกล้ๆ
       “ตา กินอะไรดี”
       “ว่าจะเอามัสมั่นกับผัดโป๊ยเซียน”
       “ต๊าย ชอบทั้งอาหารจีน อาหารไทย” มุนินทร์เลิกคิ้วหันไปมองปริม “มิน่าถึงมีพฤติกรรมเจ๊กลากไป ไทยลากมา”
       “ว้าย / อี” ทิพย์อาภากับอรพิมโกรธแทนมุนินทร์
       “พี่ปริม”
       มุนินทร์ทำหน้าซื่อยิ้มจนตาพราวก้าวไปหา ปริมขยับถอย
       “เผอิญเป็นคนแบบนี้ค่ะ ชอบทั้งสองอย่าง แต่ยังไงก็ดีกว่าคนที่ไม่มีใครมาลากทั้งไทย ทั้งเจ๊ก”
       ปริมอ้าปากค้าง รัชนกอึ้ง มุนินทร์ยิ้มพรายหันไปสั่งอาหาร นักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์สะใจ อรพิม ทิพอาภามองมุนินทร์อย่างทึ่ง ทิพอาภาปาดน้ำตา
       “ตา เจิดมาก”
       
       วีกิจนั่งจองที่มีน้ำวางอยู่สี่แก้ว มุนินทร์เดินมาวางถาดลง เป็นข้าว 2 จานกับอาหาร 3 อย่าง
       “กินได้หรือเปล่าคะ”
       “กินได้ซีฮะ ของชอบด้วยซ้ำ” มุนินทร์นั่งลง “คุณเจออาภพแล้วใช่ไหมฮะ”
       “เจอแล้วซีคะ”
       “แล้วยังไงฮะ”
       “ก็ไม่เห็นเป็นไงนี่คะ”
       “แปลว่าคุณตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลิกกับอาภพใช่ไหมฮะ”
       “เปล่าค่ะ”
       “หมายความว่ายังไงฮะ”
       “หมายความว่าฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ ฉันไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไม่ใช่หรือคะ”
       วีกิจถอนใจมีแววผิดหวัง
       “ฮะ เมื่อวานอานภาถามถึงคุณ”
       “หรือคะ”
       “อานภาคิดว่าคุณลาออกแล้ว ผมก็ไม่ได้พูดอะไร”
       มุนินทร์ยิ้ม ดวงตาวาว พูดช้าชัด
       “กลับไปบอกอานภาของคุณว่าฉันไม่ลาออก ฉันจะไม่ไปจากที่นี่ ถ้าเป็นไปได้ก็บอกทั้งสองคนว่า มุตตา...จะไม่ตาย จะอยู่ค้ำฟ้าไปจนกว่าเขาสองคนจะพินาศก่อน”
       วีกิจอึ้ง มองอย่างปลอบโยน
       “ตา อย่าโกรธผมเลยที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา”
       “ฉันไม่ได้โกรธคุณ ฉันโกรธตัวเองต่างหาก โกรธที่ตายอมเป็นเครื่องเล่นของคนอื่นยอมให้ชีวิตแปดเปื้อน”
       “ผมดีใจที่คุณคิดได้ แต่อยากให้คุณรู้ว่า ผู้ชายบางคนไม่คิดว่านั่นคือความแปดเปื้อน”
       มุนินทร์ชะงักมองวีกิจ แล้วยิ้มนิดหนึ่ง
       “นี่ คุณพูดเหมือนคุณจีบฉัน”
       “คุณกับผมคบกันมานานจนผมไม่รู้แล้วว่ารู้สึกยังไงกันแน่”
       “แต่ที่ฉันรู้สึกคือ คุณปรารถนาดีกับตาจริงๆ”
       “ผมชักเบื่อเป็นพระรองผู้แสนดีแล้วนะนี่”
       “แปลกใจจัง ทำไม ตาไม่เลือกคุณ”
       “คุณพูดอะไรแปลกๆ อีกแล้ว”
       อรพิมและทิพอาภาถือถาด มีของกินล้นหลามมาวางลง แล้วเข้านั่งที่ ชักชวนกันกิน
       วีกิจตักอาหารให้ผู้หญิงตรงหน้าที่เขาคิดว่าเป็น “มุตตา” และมุนินทร์ยิ้มขอบคุณ

ประตูห้องน้ำเปิดออก ปริม รัชนก เลอลักษณ์ นักรบ และฉกรรจ์เข้ามาหน้ากระจก บ้างซับหน้า บ้างเติมแป้ง บ้างเติมปาก

       
       “ต๊าย ไม่คิดเลยว่านังมุตตาจะหน้าด้านขนาดนี้ แค่กลับมาทำงานก็ว่าหน้าด้านแล้ว แต่นี่ทำท่ากระดิ๊กกระดี๊ไปเดินโชว์ทั่วโรงอาหาร”
       “ใครมอง ก็หาได้แคร์ไม่”
       “แถมยังทำแรดกับคุณกิจอีก”
       “ตรงนี้แหละค่ะ คุณปริมถึงเป็นเดือดเป็นแค้นนัก”
       “เชอะ ถ้าจะใฝ่ต่ำ ไปล้างชามล้างไหล้างหม้อให้อาตัวเองก็เชิญเถอะ”
       “นกคิดว่าพี่ตาจะไม่กลับมาแล้วซะอีก”
       “คงกลับมาอ้างสิทธิ์น่ะหนู”
       “สิทธิ์อะไรกันยะ”
       “ก็สิทธิ์สภาพนอกอาณาเขตของนังเมียน้อยน่ะซี”
       ในห้องน้ำมุนินทร์ยืนกอดอกฟังคำสนทนาเบื้องนอกที่มีเสียงหัวเราะหยาบหยามไม่ขาดระยะ
       “นางหายหน้าไปเกือบเดือนแบบนี้ จะทำเรื่องลาย้อนหลังได้ไฉนนี่”
       “จะยากอะไรก็อ้างว่าไข้ขึ้น”
       “ขึ้นอะไรยะ”
       “ขึ้นขาหยั่งขูดมดลูกไง”
       “ว้าย เห็นควรด้วย แต่ก่อนโอ้กๆ อ้ากๆ หน้าซีดเหมือนจูออน แต่กลับมานี่เด้งซ้า”
       “อย่างงี้ โบราณเขาเรียกว่าไป ปารีด”
       “ตกลงจะลากิจไปไหนกันแน่คะ ปารีดหรือหนองขาหยั่ง”
       ทุกคนเว้นรัชนกร้องกรี๊ดสะใจกัน มุนินทร์ยิ้มดวงตาเอาเรื่อง
       “นี่ ใครจะเป็นคนรายงานคุณนพนภา ว่านังดอกส้มกลับมาเผยอกลีบในกองอีกแล้ว ฮึ ยายรัชนก”
       ปริมมองดูรัชนก รัชนกหน้าซีด สั่นหน้า
       “นกไม่เกี่ยวนะคะ นกไม่ได้เป็นสปายของใครนะคะ”
       “เธอไม่บอก งั้นฉันบอกเองก็ได้ นังมุตตาจะได้ถูกเมีย ผ.อ.ตบเฟสสอง”
       “ต๊าย อย่าเพิ่งนะยะ รอให้ฉันซื้อกล้องดีวีดีก่อน”
       “ใช่ ที่ใช้มือถือถ่ายคราวนั้น ไม่ชัดเท่าที่ควร”
       “ถ้ามีภาค 2 จริง คราวนี้ลงเฟซบุ๊คด้วยดีกว่า”
       “ต๊าย กดไลค์ 100 ครั้ง”
       “คลิปก่อนน่ะฉันเปิดยูทูบดูซักร้อยหนได้ที่พีคสุดๆ ก็ตอนสร้อยไข่มุก”
       “ยังไงคะ”
       “ก็สร้อยไข่มุกที่ ผ.อ.ขโมยหลวงมาให้น้อยนะซี คุณนพนภากระชากขาด ไข่มุกกระจาย พุ่งออกมายังกะหนังสามมิติ ต๊ายสะเทือนใจ สไตล์น้ำเน่าสุด”
       “รู้ป่าว คลิปตบน้อยหน้ากระทรวงน่ะ คนเข้ามาวิวสองแสนแล้วนะยะ”
       “แต่ตบน้อยหน้ากระทรวง เดอะ ซีเควล ยอดวิวน่าจะทำลายสถิติเดิม”
       
       มุนินทร์เก็บข้อมูลทุกอย่างเข้าสมอง ดวงตามีแววจะเอาคืน
       
       นาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงกว่าแต่บรรดาสาวๆ ยังคงคุยกันอยู่ที่โต๊ะมุตตา บนโต๊ะมีผลไม้ทั้งสดและดอง มีพริกกะเกลือ น้ำจิ้ม น้ำปลากะปิหวานทะลักล้น
       “ฉันชอบจังเลยที่เธอตอกหน้านังปริมที่โรงอาหาร”
       “ยายปริมหน้าแหกไปเลย”
       “ไม่เหมือนแต่ก่อน พอใครว่าอะไรนิดนึง เธอก็มัวแต่หน้าซีดเป็นนางในอยู่”
       “คนเราจะปล่อยให้คนอื่นทำอยู่ข้างเดียวได้ยังไง ต่อไปฉันจะเป็นฝ่ายล่าบ้าง”
       ดวงตามุนินทร์วาววับมองเลยไป เจนภพเข้ามาจากด้านนอก ยิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี
       “ไง สาวๆ ไปกินข้าวที่ไหนกันมา”
       “ที่แคนทีนค่ะ คนเยอะดี ทีนี้ฉันรู้แล้วว่าพวกดาราเขารู้สึกยังไง เวลาถูกคนเป็นร้อยมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราที่มีคลิปฉาวแบบฉันด้วย” มุนินทร์บอก ทิพอาภา อรพิม อ้าปากค้าง เจนภพอึ้ง “แล้วผ.อ.ไปหากินที่ไหนมาคะ”
       “วันนี้ผมมีนัดทานข้าวข้างนอกพอดี”
       “กินข้าวกับน้ำพริกถ้วยเก่าแห้งๆ กรังๆ หรือเปล่าคะ”
       “ตา”
       ทิพอาภา อรพิม สะดุ้งอีก แจงจิตโผล่มา
       “อ้าว แม่คุณทั้งหลาย มีงานด่วน ปาร์ตี้ของดองน่ะเลิกได้แล้ว”
       อรพิม ทิพอาภา เคลียร์ของแยกย้าย เจนภพขยับมาพูดเบาๆ กับมุนินทร์
       “ตา เย็นนี้รอผมด้วย”
       “อ๋อ ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีนัด” มุนินทร์บอกเสียงดังฟังชัด
       “นัดอะไร”
       “ฉันมีนัดกับวีกิจค่ะ”
       “เรื่องอะไรหรือ”
       “ไม่มีอะไรมากหรอก แค่จะไปซื้อเนคไทสวยๆ แพงๆ ให้วีกิจเท่านั้นแหละค่ะ”
       “แล้วเมื่อไรตาถึงจะว่างสำหรับผมซักที”
       “อดใจรอซักนิดเถอะค่ะ แล้วคุณจะได้ “เจอ” ฉันสมใจแน่”
       เจนภพชะงัก มุนินทร์เปิดคอมฯ เริ่มลงมือทำงาน เจนภพมองคิดว่าเป็นแค่แง่งอน
       
       เย็นวันนั้นวีกิจและมุนินทร์เดินเคียงกันมาที่รถวีกิจ วีกิจเปิดประตูให้มุนินทร์ขึ้นรถแล้วจึงขึ้นรถ รถเคลื่อนมาสวนกับเจนภพตรงที่จอดรถวีไอพี วีกิจมองดูเจนภพ มุนินทร์หรี่ตาลงยิ้มพรายคุยกับวีกิจไปเรื่อยๆ เจนภพนิ่งแล้วยิ้มนิดๆ ไม่แยแส อีกด้านหนึ่ง ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ชะเง้อดู พลางวิพากษ์เซ็งแซ่
       “อาภพ คุณเห็นหรือเปล่า”
       วีกิจถามมุนินทร์
       “เห็นซีคะ คนตัวยังกะกระบือ” วีกิจเกือบขำ “คุณจะไม่ถามหรือว่า ฉันทนเผชิญหน้าเขาได้ยังไง”
       “ตา ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยนะ”
       “ค่ะ คุณไม่ใช่คนแบบนั้น”
       “ผมไปส่งคุณที่หอเลยก็แล้วกันนะฮะ”
       “ดีเหมือนกันค่ะ ฉันอยากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
       “แปลว่าอะไรฮะ”
       “ฉันขอไปเปลี่ยนชุดก่อน แล้วจะชวนคุณไปเดินช็อปปิ้งมอลล์นะซีคะ”
       “ก็ได้ฮะ คุณจะซื้ออะไร”
       “เนคไทค่ะ” วีกิจงง “ฉันว่าจะซื้อเนคไทเส้นใหม่ให้คุณ”
       “หือม์ ทำไมฮะ เนคไทผมมันเป็นยังไง”
       “มันก็เชยนะซีคะ สมัยนี้ไม่มีใครผูกเนคไทเส้นเล็กๆ แบบนี้แล้ว”
       “โธ่ แต่ผมเกลียดเนคไทใหญ่เท่าใบพายจะตาย”
       “ก็หาที่มันทางสายกลางซีคะ ไม่เห็นจะยากเลย”
       วีกิจยิ้ม มองดูมุนินทร์อย่างพอใจและแปลกใจ
       เจนภพก้าวขึ้นรถยุโรปคันยาว กระแทกประตูปิดโดยแรงแล้วเอากำปั้นทุบพวงมาลัย ท่าทีไม่แยแสกลายเป็นขัดใจอย่างแรง
       
       นพนภาเงื้อมือตบฉาด มุตตาเซถลา นพนภาตามติดตบซ้ายตบขวา ภาพนั้นคือภาพในจอคอมพิวเตอร์แลปท็อปที่วางบนโต๊ะเครื่องแป้ง มุนินทร์เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกางเกงขายาวกับเสื้อเชิ้ตนั่งมองดูภาพอย่างสะเทือนใจ ในจอภาพ มุตตายกแขนปิดป้อง นพนภาจิกผม มุตตาล้มลุกคลุกคลาน นพนภาจิกผมมุตตาดึงขึ้น มุตตายืนขึ้นตามแรงมือน้ำตาไหลเลอะ มุนินทร์นิ่งขึงมือกำแน่น นพนภาขบเขี้ยว ยื่นมือไปกำสร้อย
       “นี่เป็นสัญญารักจอมปลอมของผัวฉันซีนะ”
       นพนภากระชากสร้อย มุกขาดร่วงพรูกระจัดกระจาย
        
       มุนินทร์กดปิดคลิป ปิดโน้ตบุ๊คลง มองดูเงาในกระจก ดวงตาเจิดจ้า

 

       วีกิจขับรถมาตามถนนกรุงเทพยามค่ำคืน มุนินทร์นั่งอยู่ข้างๆ แต่เงียบขรึม แววตาโกรธแค้น วีกิจเหลือบมอง

       
       “ไม่เคยเห็นคุณตา แต่งตัวแบบนี้”
       “ก็นี่ฉันคนใหม่ไงคะ”
       “ทำไม คุณเงียบไป”
       “หรือคะ” วีกิจยังคงเหลือบมองอย่างรอคำตอบ มุนินทร์ถอนใจ “เอาเป็นว่า เมื่อกี้ฉันเช็คอีเมล์ แล้วเจอข่าวร้ายเข้า”
       วีกิจพยักหน้า
       “นี่คุณซื้อคอมแล้วหรือ พีซีหรือโน้ตบุ๊คฮะ”
       “เครื่องเก่าน่ะค่ะ ใช้มา 2 ปีแล้ว เป็นแลปท็อปค่ะ”
       “รู้ไหมฮะ ท่านผู้รู้เขาบัญญัติศัพท์ให้เรียกว่า คอมพิวเตอร์วางตัก”
       “หรือคะ ฟังดูปัญญาอ่อนจัง”
       มุนินทร์ยิ้มหัวเราะเบาๆ วีกิจยิ้ม
       
       ที่ดีพาร์ทเมนท์สโตร์แผนกเครื่องสำอาง รัชนกยืนอยู่กับประสิทธิ์ชัย พนักงานขายคลี่แผ่นตัวอย่างน้ำหอมส่งให้รัชนก รัชนกขอลองน้ำหอมจริง พนักงานขายฉีดน้ำหอมให้ที่หลังมือ
       “หอมจังเลย”
       “โอ้โฮ กลิ่นเซ็กซี่จัง”
       รัชนกตวัดสายตาค้อน ประสิทธิ์ชัยอมยิ้ม
       “ราคาเท่าไรครับ”
       “สี่พันเก้าค่ะ”
       “หา ซื้อทองได้ตั้งเกือบสลึงนึง เอาไว้ก่อนดีกว่าไหมฮะ”
       พนักงานขายทำเย็นชา
       “แต่นกอยากได้นี่คะ รู้ไหมคะคุณสิทธิ์ ตั้งแต่เล็กจนโต นกไม่เคยได้ใช้อะไรดีๆ เลย ไม่มีของเล่น ไม่มีตุ๊กตา นกได้แต่ฝันว่าซักวันหนึ่งนกจะมีทุกอย่างที่อยากได้ แต่มันก็เป็นแค่ความฝันเท่านั้นเอง”
       รัชนกพูดเสียงอ่อน แต่แววตาหม่นเศร้า ประสิทธิ์ชัยใจอ่อนยวบ
       “โอเค เอาขวดนี้ครับ”
       “ขอบคุณค่ะ คุณสิทธิ์”
       รัชนกแตะแขนประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยล้วงกระเป๋าหยิบเครดิตการ์ด พนักงานขายมองรัชนกแววตารู้ทันแกมนับถือ รัชนกหรี่ตานิดหนึ่ง
       
       ที่แผนกเสื้อผ้าชาย วีกิจยืนเอามือจับคางอย่างครุ่นคิด มุนินทร์ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือสองข้างยกชู มีเนคไท 2 เส้น พนักงานขายชายยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
       “ว้า เอาเส้นไหนดีล่ะฮะ”
       “รักพี่เสียดายน้องหรือไงคะ”
       “เส้นนั้นก็ดี เส้นนี้ก็รักตะหากฮะ”
       “งั้นฉันตัดสินใจให้เอง เอา 2 เส้นเลยซีคะ”
       พนักงานขายลืมตัว แล้วยิ้มเจื่อนๆ เมื่อวีกิจกับมุนินทร์มองหน้า
       “ดีฮ่ะ”
       “ว้า ก็เกินงบผมซีฮะ”
       “จะเป็นไรไปคะ ฉันบอกแล้วว่าฉันจะซื้อให้”
       “เรื่องอะไร ไม่เอาฮะ”
       “ทำไมคะ”
       “โธ่ ก็ไม่มีโอกาสพิเศษอะไรซักอย่างเลยนี่ฮะ”
       “แต่ฉันไม่อยากรออีกต่อไปแล้วค่ะ ฉันเคยทำไม่ดีกับคนๆ หนึ่ง ฉันอยากจะขอโทษ อยากจะทำดีแก้ตัว แต่ฉันก็ไม่ได้ทำมัวแต่รีรออยู่จนกระทั่ง ทุกอย่างมันสายเกินไป จนแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”
       มุนินทร์มองเลยไป ดวงตาวาววับด้วยความโกรธตัวเองเจือด้วยความเสียใจ วีกิจไม่กล้าถามว่าหมายถึงใคร เรียกชื่ออย่างปลอบประโลม
       “ตา”
       “ค่ะ ตา” มุนินทร์มองหน้าวีกิจ วีกิจงง มุนินทร์พูดต่อ “ที่ผ่านมา ตาเคยให้อะไรคุณบ้างคะ”
       “คุณให้ผมยืมหนังสือนิยายไงฮะ”
       “แปลว่า ตาไม่เคยให้อะไรคุณเลย นี่ไงคะ ที่ฉันยิ่งต้องให้คุณ คุณทำอะไรให้ตามามากมาย ขอให้ฉันได้ตอบแทนบ้างเถอะค่ะ”
       “นี่ผมไม่รู้จะเถียงคุณว่ายังไงแล้ว”
       “ไม่มีใครเถียงชนะฉันมานานแล้วค่ะ”
       มุนินทร์ยิ้มพราย หยิบบัตรเครดิตสีดำจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้พนักงานที่ยิ่งนบนอบมากกว่าเดิมสิบเท่า พนักงานเอาเนคไทเดินไป
       “โอ้โฮ แพลทตินั่มการ์ดเชียวหรือฮะ”
       “อย่าลืมซีคะ ว่าฉันเป็นเจ้าของไร่ดอกไม้ที่ใหญ่ติดท็อปไฟว์ของเพชรบูรณ์”
       วีกิจยกสองมือทำท่ายอมแพ้ มุนินทร์ยิ้ม
       
       มุนินทร์จรดปากกาลงบนสลิป พลางเซ็นชื่อเป็นภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็ว รัชนกก้าวมาใกล้ มุนินทร์ส่งสลิปให้แคชเชียร์หันมาพลางเลิกคิ้ว รัชนกยิ้มอ่อนๆ มีแววขอโทษจริงใจ
       “พี่ตาคะ นกไม่มีโอกาสได้คุยกับพี่ตาเลย ตั้งแต่วันนั้น”
       “วันนั้นน่ะ วันไหนคะ”
       “เอ้อ”
       “อ๋อ วันที่พี่ตาโดนตบน่ะหรือคะ”
       มุนินทร์พูดหน้าตาเฉย รัชนกพูดไม่ออก งงไปแวบหนึ่ง
       “พี่ตาคะ นกไม่ใช่คนเอาเรื่องของพี่ตาไปบอกคุณนพนภานะคะ ตอนที่มีคลิปแรกน่ะ”
       “คลิปแรก”
       “คลิปแรกที่มีคนขโมยมือถือพี่นักรบส่งไปให้คุณนพนภาน่ะค่ะ นกคิดว่าต้องเป็นฝีมือพี่ปริมแน่ๆ เลย” มุนินทร์นิ่งฟัง “ส่วนคลิปที่สอง นกคิดว่าก็คงเป็นฝีมือพี่ปริมอีก”
       “อ้อ ร้ายจังนะคะ”
       “นกเคยพูดจาแรงๆ กับพี่ตา แต่ที่จริงนกอยู่ข้างเดียวกับพี่ตา”
       “หรือคะ”
       “รู้ไหมคะ แม่นกเป็นเมียน้อยเขา ตลอดเวลาที่นกโตขึ้นมา นกต้องทนเห็นแม่ใหญ่มาระราน ต้องเห็นแม่ขมขื่น เจ็บปวด นกถึงไม่อยากให้พี่ตาต้องเป็นอย่างแม่”
       รัชนกน้ำตาคลอ มุนินทร์มองนิ่ง
       “ตาย ช่างอุทิศตนเหลือเกินนะคะ”
       “พี่ตา พี่ตาเข้าใจนกใช่ไหมคะ”
       “ค่ะ เข้าใจว่าหนูอยากให้ใครต่อใครเห็นว่าหนูเป็นคนดี พี่เข้าใจหนูแล้วค่ะ”
       
       มุนินทร์พูดพลางยิ้มจริงใจ รัชนกงงกับทั้งคำพูดและท่าที ได้แต่ยิ้มตอบ

วีกิจยืนอยู่กับประสิทธิ์ชัย ถือถุงของห้างพะรุงพะรัง ทั้งคู่มองดูสองสาวที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์

       “เฮ้ย ตกลงเอ็งจะรับล้างชามให้อาเอ็งจริงๆ เหรอ”
       
       “อย่าพูดหมาๆ อย่างงี้อีกนะ”
       วีกิจโกรธ ประสิทธิ์ชัยหน้าเจื่อน
       “ล้อเล่น”
       “เออ ทีหลังก็อย่าล้อเล่นแบบนี้อีก”
       “นั่นคุณนกดีกับคุณตาแล้ว เดี๋ยวโกรธกัน เดี๋ยวดีกัน ผู้หญิงนี่ เข้าใจยากจังว่ะ”
       วีกิจเหลือบดูรัชนก
       “แต่แฟนเอ็ง ดูจะเข้าใจยากที่สุด”
       “ยิ่งเข้าใจยาก ก็ยิ่งน่าค้นหาโว๊ย”
       “ขอให้เอ็งเจอดี เอ๊ย เจอแต่สิ่งดี”
       “อะไรนะ”
       “ข้าหมายความว่า ขอให้เอ็งเจอแต่สิ่งดีๆ”
       มุนินทร์และรัชนกเดินมารวมกลุ่ม ยิ้มแย้มพูดจากัน แต่มุนินทร์ยิ้มเพียงปาก ดวงตาครุ่นคิด
       
       รถวีกิจแล่นมาติดไฟแดง วีกิจใส่เบรคมือหยิบเนคไทมาดูอย่างชื่นชม มุนินทร์ตะแคงตัวดูวีกิจ
       “พรุ่งนี้ ผมใส่เส้นไหนดีฮะ”
       “คุณกับเขา เป็นอาหลานกันแน่หรือคะ”
       “คุณถามอะไรน่ะ คุณก็รู้ว่าเขาเป็นน้องชายพ่อผม”
       “ก็จริงๆ นี่คะ คุณกับเขาดูต่างกันเหลือเกิน” วีกิจยิ้ม
       “ผู้ชาย จริงๆ แล้วก็ไม่ต่างกันนักหรอกฮะ ชอบควบคุม ถือตัวเองเป็นใหญ่ชอบเอาชนะ แล้วแต่ว่าจะมากน้อยต่างกันแค่ไหนเท่านั้นเอง”
       มุนินทร์ยักไหล่
       “หรือคะ ผู้หญิงบางคนก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ชอบควบคุม ถือตัวเองเป็นใหญ่ ชอบเป็นผู้ชนะ แล้วก็เจ้าคิดเจ้าแค้น อาฆาตพยาบาทด้วย”
       มุนินทร์พูดกึ่งเล่นกึ่งจริง วีกิจทำหน้ากลัว
       “ว้า งั้นก็ร้ายกว่าผู้ชายน่ะซีฮะ”
       มุนินทร์หัวเราะเบาๆ
       
       ที่เทอเรซบ้านวีกิจ เจนภพนั่งจิบเบียร์กับกับแกล้มดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลา 20.30 น. สร้อยคำถือเบียร์มาอีกขวดหนึ่ง เจนภพพยายามซ่อนความกระวนกระวายไว้
       “นายกิจยังไม่กลับมาซักทีนะฮะ พี่สร้อย”
       “เดี๋ยวก็คงกลับค่ะ คงไม่ดึกหรอก เพราะเขาสั่งให้ทำของโปรดเอาไว้”
       “ไม่แน่นะฮะ อาจไปเจอของโปรดนอกบ้าน จนลืมของโปรดที่บ้านก็ได้”
       “อ๋อ นายกิจมันไม่ใช่พวกใจง่ายค่ะ” สร้อยคำแอบกัดยิ้มละไม เจนภพมองหน้า สร้อยคำทำหน้าซื่อมองไป “นั่นไง มาแล้ว”
       วีกิจเดินขึ้นมาบนเทอเรซ วางถุงเนคไทลงบนโต๊ะอย่างจงใจ
       “ไง”
       “อานภาไม่อยู่หรือฮะ”
       “เห็นว่าเขาอยากเปิดผับ ไปหารือกับนายประพงส์อยู่มั้ง”
       “คุณนภานี่พิลึก นายคนนี้ ประวัติดีที่ไหน”
       “อานภา คงชอบคนมีประวัติมังฮะ”
       สร้อยคำสบตาลูกชายแอบยิ้ม
       “กินเบียร์เป็นเพื่อนอาภพไปก่อนก็แล้วกัน”
       สร้อยคำเดินเข้าข้างใน
       “นี่เนคไทซีนะ”
       “ได้มาสองเส้นเลยฮะ”
       “นี่เขาเป็นไง รายนั้นน่ะ”
       “รายไหนหรือฮะ”
       “ก็...”
       “อ๋อ อาภพหมายถึงตาหรือฮะ ผมก็ดูเขาสบายดีนี่ฮะ”
       “เขาคงสบายใจขึ้นแล้ว กลับบ้านไปตั้งหลายวันนี่”
       “ก็ไม่เห็นตาว่าอะไรนี่ฮะ”
       “ตาพูดอะไรถึงฉันบ้าง”
       “ไม่เห็นพูดอะไรนี่ฮะ”
       วีกิจพูดเรียบๆ เจนภพผิดหวังพูดเยาะๆ
       “มุตตายังเด็ก คงลืมอะไรได้ง่ายๆ”
       “แต่สิ่งที่ตาเจอ คงลืมได้ไม่ง่ายนักหรอกฮะ”
       วีกิจแกะกล่องเนคไทมาดูเหมือนแกล้งยั่ว เจนภพเทเบียร์ลงคอหมดแก้ว
       “รู้ว่าเขาสบายดีก็ดีแล้ว” เจนภพลุกขึ้น สร้อยคำถือแก้วเบียร์มา “เนคไทมันก็เหมือนบ่วงผูกคอนะนายกิจ อย่าเอาบ่วงของคนอื่นมาผูกคอ จะดีกว่า”
       เจนภพเดินไป วีกิจยิ้มนิดๆ สร้อยคำนั่งลง วางแก้วเบียร์ลงตรงหน้าลูกชาย
       “อะไรกันเนี่ย พูดจากันพิลึก”
       “มุตตากลับมาแล้วฮะ”
       “เวรกรรม แล้วจะยังไงกันนี่”
       “ผมไปเทคแคร์มุตตาฮะ เขาก็เลยหึงผม แขวะแม้กระทั่งเนคไทที่ตาซื้อให้”
       สร้อยคำมองลูกชายพูดอย่างจริงจัง
       “แรงแบบนี้ อย่าเชียวนะตากิจ”
       “ผมแค่เป็นห่วงตาเท่านั้นเองฮะแม่ ผมกับตาไม่มีอะไรกันแล้ว”
       “ให้มันจริงเถอะ ถ้ามันเกิดเป็นรักสามเส้าสี่เส้าขึ้นมาแม่คงอกแตกตาย”
       “โธ่แม่ แค่สองเส้ายังหาไม่ได้เลย”
       
       วีกิจพูดเล่น แต่สร้อยคำกลับเริ่มหวั่นใจ

นพนภาเดินหัวฟูมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย เที่ยวมองหาเจนภพตามที่ต่างๆ แล้วเดินออกมาที่ระเบียงชั้นบน เห็นเจนภพนั่งบนเก้าอี้นอนเงียบๆ ตามองไปไกล

       
       “นี่มานั่งทำอะไรมืดๆ”
       “เปล่า เพิ่งกลับมาหรือ”
       “ใช่ ไปทำงานเลี้ยงลูกเลี้ยงผัว กว่าจะเสร็จก็ค่อนคืน เหนื่อยสายตัวแทบขาด” เจนภพถอนใจเฮือก “อ้อ เห็นเมียแล้วอ่อนอกอ่อนใจ”
       “เปล่า แค่อยากอยู่เงียบๆ”
       “ทำไม นั่งเพ่งกสิณให้อีนังนั่นมันกลับมาหรือ”
       “นี่ อย่าเริ่มอีกเลยนะ”
       เจนภพเกือบสะดุ้ง รีบทำรำคาญกลบเกลื่อน นพนภาก้าวมาใกล้
       “ฉันน่ะเหรอคนเริ่ม คนเริ่มน่ะคือผู้ชายส่ำส่อนกับอีเด็กร่านผัวคนอื่นไม่เห็นเขามีเรื่องแบบนี้”
       “ผู้ชาย มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ผมไม่ได้เป็นคนเริ่ม เด็กมันเริ่มก่อน มาให้ท่า ผมก็แค่สนองให้มันแค่นั้นเอง”
       “อ้อ ทีหลังอีดิ๊กมันมายกหางให้ก็สนองให้มันด้วยซี” เจนภพลุกพรวด
       “นี่คุณพูดจาให้เกียรติกันบ้าง”
       “คุณมีด้วยหรือเกียรติน่ะ อยากรู้นักว่านังนั่นมันคิดยังไง อยากรวยทางลัดเป็นเมียน้อย มันคงคิดว่าคุณรวยน่ะซี ถ้ารู้ว่ามีแต่เปลือกเกาะเมียเป็นปลิงอยู่ มันจะเอามั้ย”
       เจนภพสะบัดเดินเข้าห้อง ปิดประตูกระแทกโครม
       
       ต้องนั่งอยู่บนโซฟาบนอกมีแมกกาซีนวัยรุ่นเปิดเปลือยเหลือบสายตาดูเพดาน ต่อนั่งเล่นเกมส์ในมือถือ ต้อมมีลูกบาศก์ไม้ต่อรอบตัวเป็นกองอิฐ ตาดูการ์ตูนในโทรทัศน์
       “อย่ามาปิดประตูกระแทกหัวฉันนะ ต๊าย หลานพระยานาหมื่นแตะไม่ได้”
       เสียงนพนภาดังออกมา
       “เอาอีกแล้วหรือ”
       “ก็รู้ๆ อยู่”
       “แม่นี่น่าเบื่อจริง อย่างนี้แหละพ่อเขาถึงต้องแว่บไปหาอะไรนอกบ้าน”
       “พ่อเองก็น่าเบื่อเหมือนกันแหละ”
       “เอ แกเป็นผู้ชาย แกน่าจะเข้าใจผู้ชายด้วยกันนะ”
       “ผู้ชายแบบพ่อ ผมไม่มาเห็นใจหรอก”
       “เหรอ หรือว่าแกไม่ใช่ผู้ชาย”
       ต้องลอยหน้า ต่อเม้มปากลุกขึ้น
       “นี่ หุบปากนะ”
       “ต๊าย อย่ามาทำท่าดราม่าควีนแบบนั้นนะ ฉันไม่กลัวแกหรอก”
       “ผมก็ไม่กลัวเหมือนกัน”
       ต้อมร้องวี๊ด หันมา
       “จะแหกปากกันไปถึงไหน ดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว กัดกันยังกะหมา”
       “อีเด็กบ้า นี่แน่ะ”
       ต้องคว้ารีโมทเปลี่ยนช่องเป็นช่องนักกล้ามเต้นแอโรบิค
       “ดูการ์ตูน ดูการ์ตูน พ่อขา แม่ขา อีต้อง เอารีโมทมานะ”
       “อ๋อได้”
       ต้องปารีโมทหมุนคว้างไปโดนเข้ากลางหัวต้อม นพนภาลงมาพอดี
       “อะไร อะไรกัน ว้าย ตายแล้ว อีต้อง ทำอะไรน้อง”
       “สอนมารยาทค่ะ”
       นพนภาเข้ามาดูต้อม ต้อมแหกปากร้อง ต้องเดินขึ้นชั้นบน ต่อสะใจนิดหน่อย แต้วคว้ายาสำหรับถูนวดมาอย่างรู้งานด้วยท่าทางเซ็ง
       
       มุนินทร์ใส่เสื้อยืดตัวยาวกับกางเกงขาสั้นเป็นชุดนอนนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ล้วงกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาหยิบสลิปบัตรเครดิตออกมาใส่ซองยาวสำหรับใส่สลิปบัตรโดยเฉพาะ แล้วเปิดสมุดโน้ตเล็กๆ เขียนบัญชีรายรับรายจ่ายลงไปอย่างละเอียด เช่น อาหารกลางวัน 95 บาท ผลไม้ 30 บาท เนคไท 1,198 บาท แล้วเงยหน้ามองดูรูปวีกิจที่ถ่ายกับมุตตาที่วางไว้ข้างๆ ดอกไม้เจียระไน
       มีเสียงเคาะประตู มุนินทร์เดินไปเปิดประตู พรมีโรลเต็มหัว ใส่เสื้อนอนเบบี้ดอลเดินเข้ามานั่งแปะบนเตียง
       “ไง หนู ไปทำงานวันแรก”
       “สนุกดีค่ะ”
       “นาย ผ.อ.ของหนูเป็นยังไงบ้าง”
       “ยังกินดีอยู่ดีอยู่ค่ะ”
       “แล้วหนูจะทำยังไง จะยูเทิร์นมาหาคนหนุ่มกรุบกริบเหรอ ชื่ออะไรนะ”
       “วีกิจค่ะ”
       “แหม ถ้าเป็นพี่ พี่ไม่ถอยง่ายๆ หรอก อีนังเมียหลวงนั่นมันแสบนัก น่าจะทำให้มันกระอักบ้าง” มุนินทร์นิ่ง “เอายังงี้ซิหนู พ่อหนุ่มนี่ก็ทำงานที่เดียวกะหนูใช่ไหม หนูก็แกล้งเฟลิตกับพ่อหนุ่มยั่วให้ตาแก่หึง ยิ่งกลัวหนูหลุดมือก็ยิ่งตามไขว่คว้า ทีนี้แหละ ได้อยู่ไม่สุขทั้งผัวทั้งเมีย”
       “จะดีหรือคะ”
       มุนินทร์พูดแต่มีแววสะใจและจะทำแบบนั้นแน่ๆ พรมองดูพลางตีแขนเผียะ หัวเราะชอบใจจนอกเกือบพลัดออกนอกชุด
       
       วีกิจยิ้มย่องผ่องใส เอาเนคไทแขวนบนที่แขวนเนคไทใส่ในตู้เสื้อผ้า แล้วคิดอะไรออกเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักหยิบกล่องแบนใส่สร้อยไข่มุกที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาเปิดออกดู
       ที่โต๊ะอาหารบ้านเนตรนภิศ เนตรนภิศนั่งอยู่กับรัชนก บนโต๊ะมีอาหารหรูเลิศราคาแพง 6-7 อย่างเต็มโต๊ะทั้งคู่
       “คุณนภิศจะให้หนูเรียนคุณนภาหรือยังคะ”
       “มันเป็นยังไงบ้างล่ะ นังนั่นน่ะ”
       “ก็ ดูปกติดีนี่คะ”
       “แล้วกับพี่เขยฉันล่ะ”
       “เท่าที่หนูสังเกตดู แทบไม่มองหน้ากันเลยค่ะ”
       “ต๊าย ไม่มองสูง แต่มองต่ำอยู่ล่ะมั้ง”
       เมื่ออยู่กับรัชนก ความหวานอ่อนโยนของเนตรนภิศก็หายไปลีลาการพูดแทบไม่ต่างจากนพนภาและนภางค์
       “แหม แต่พี่ตาดูเย็นชา ดูแข็งๆ และก็ไม่แคร์สายตาใครทั้งนั้นค่ะ แล้วก็กลับไปควงคุณวีกิจใหม่”
       “ตาย นายคนนี้ก็แปลก สงสัยชาติก่อนเอาของเหลือเดนใส่บาตร”
       “แหม”
       “แต่ฉันว่านะ พี่เขยฉันกะนังนั่น วัวเคยขาม้าเคยขี่มีหรือจะอดได้ พอคนเผลอพี่เขยฉันกับนังนั่นก็คงใส่อานใส่บังเหียน ควบโขยกจนตัวสั่นล่ะไม่ว่า”
       “ตกลงคุณนภิศจะให้หนูรอไปก่อนหรือคะ”
       “รอไปอีกสักหน่อยก็ได้ พี่สาวฉันเพิ่งจะสบายใจได้ไม่กี่วัน ถ้าไปบอกเข้าก็คงเต้นเร่าๆ อีก น่าสงสาร รอไปอีกหน่อย รอให้...”
       
       “ให้ ผ.อ.กับพี่ตามายุ่งกันใหม่ก่อนหรือคะ”

เนตรนภิศยิ้มใบหน้างดงามดูแสยะจนน่าชัง ประตูเปิดออกพงศกรกับอมรกลับมาจากวิ่งในพาร์ค เนตรนภิศกลายร่างเป็นแสนหวานลุกขึ้นไปเกาะแขนสามี รัชนกไหว้ทั้งคู่

       
       “หวัดดีฮะ คุณนภิศ อ้อ สวัสดีหนู”
       “สวัสดี”
       “ทานข้าวด้วยกันก่อนซีคะ”
       “ไม่ไหวล่ะฮะ ยังหมดแรงอยู่เลย” พงศกรสบตาอมรแวบหนึ่ง รัชนกมองดูพลางยิ้มในหน้า “ผมกลับก่อนดีกว่า”
       “หนูเองก็ต้องขอตัวเหมือนกันค่ะ”
       “ติดรถผมไปก็ได้”
       “ดีจัง ขอบคุณค่ะ” อมรเม้มปากมีแววไม่พอใจ “สวัสดีค่ะ คุณนภิศ คุณอมร”
       “อย่าลืมส่งข่าวก็แล้วกันนะหนู”
       “ค่ะ”
       “เฮ้ยกลับแล้วว่ะ ไปนะครับคุณนภิศ ไว้วันหลังจะมาขอยืมนายอมรอีก”
       “เชิญเลยค่ะ”
       พงศกรออกไปกับรัชนก อมรมองตาม เนตรนภิศเบียดชิดสามี อมรมีแววขุ่นมัว
       “นี่วางแผนอะไรกันอยู่อีก”
       “แหม เปล่านะคะ หนูนกแค่มารายงานเรื่องพี่เขยฉันแค่นั้น”
       “นี่คุณ ออกไปห่างๆ หน่อย เหงื่อท่วมตัวอย่างงี้ อย่าเพิ่งมายุ่งกับผม”
       เนตรนภิศหน้าเสียเลิกทำตัวเป็นชะนี ขยับถอยออกมา
       “ก็ไปอาบน้ำก่อนซีคะ ฉันจะรอทานข้าว”
       “ไม่ต้องรอ กินไปก่อน ผมไม่หิว”
       อมรเดินขึ้นบันไดไป เนตรนภิศกระแทกตัวนั่งลงอย่างขัดใจ
       
       รัชนกนั่งในรถพงศกร ชำเลืองมองพงศกรอย่างหวานเชื่อม พงศกรมีอาการเกร็งๆ
       “คุณพงศกรเป็นเพื่อนกับคุณอมรมานานแล้วหรือคะ”
       “ครับ ตั้งแต่สมัยเรียน ตอนเรียนไม่ได้สนิทอะไร แต่จบออกมาแล้วถึงซี้กัน”
       “ผู้ชายนี่ดีจังนะคะ มิตรภาพในความเป็นเพื่อนมักจะมั่นคงกว่าของผู้หญิง”
       “จริงเหรอครับ”
       “จริงค่ะ อย่างนกเนี่ยมีเพื่อนผู้หญิงนับคนได้ ผิดกับพี่ชายนก เพื่อนฝูงนายแบบด้วยกันคบกันเหนียวแน่นเลยค่ะ จนบางทีนกอดสงสัยไม่ได้ว่า...”
       รัชนกอมยิ้ม
       “อะไรครับ”
       “เกย์รึเปล่าน่ะซีคะ” พงศกรนิ่งไป
       “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะครับ”
       “แหม ก็เพื่อนนายแบบด้วยกัน หล่อ ล่ำ กันทุกคนนี่คะ พูดเล่นค่ะ พี่ชายไม่เป็นหรอก แฟนสาวเยอะเสียขนาดนั้น”
       “พี่ชายคุณนกเป็นนายแบบเหรอครับ”
       “สมัครเล่นน่ะค่ะ ที่จริงเขาเป็นช่างภาพแต่พี่ชายเขารักษารูปร่างดีก็เลยเป็นนายแบบจำเป็นเป็นบางครั้ง คุณพงศกร นกมีรูปด้วยนะคะ อยากดูไหม”
       “ก็ได้ครับ”
       พงศกรจอดรถติดไฟแดงพอดี รัชนกกดมือถือให้ดูรูปพงศกรดูรูปแล้วนิ่งไป รูปศักดิ์ชายเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อสวยงาม หน้าตาหล่อเหลา
       “หล่อนะครับ”
       “ค่ะ เออ คุณพงศ์ ส่งนกตรงนี้ก็ได้ค่ะ นกเรียกวินต่อเข้าซอยไปเอง”
       “อันตรายครับ ผมไปส่งที่คอนโดเลยดีกว่า”
       “ขอบคุณค่ะ”
       รัชนกแอบยิ้มพราย
       
       พงศกรจอดรถหน้าคอนโดรัชนก
       “ขอบคุณนะคะคุณพงศกร”
       “ไม่เป็นไรครับ”
       รัชนกลงจากรถ
       “อุ๊ย พี่ชายลงมาพอดีเลยค่ะ” พงศกรมองศักดิ์ชายที่ใส่เสื้อกล้ามเดินออกมาจากตึก กำลังเดินไปร้านค้าใต้ถุน พงศกรมองตาวาวเพราะสเป็คแท้ๆ “พี่ชายคะ” ศักด์ชายหันมา แล้วเดินตรงมา “คุณพงศ์คะ มารู้จักกับพี่ชายหน่อยเถอะ” พงศกรลงรถอย่างเต็มใจ เผชิญหน้ากับศักดิ์ชาย “คุณพงศกรค่ะ พี่ชาย เพื่อนของสามีคุณนภิศ วันนี้ไปบ้านคุณนภิศ คุณพงศ์เลยมาส่ง”
       “สวัสดีครับ”
       “ครับผม ขอบคุณมาก โอ้โฮ หล่อขนาดนี้น่ามาเป็นนายแบบสังกัดผมนะครับ”
       “โธ่ ไม่ได้หล่อขนาดนั้นหรอกครับ เอ แต่ก็น่าสนใจนะ”
       “นี่ครับ นามบัตรผม”
       ศักดิ์ชายส่งนามบัตรให้ พงศกรรับมาแล้ววูบขึ้นทันทีเมื่อมือของศักดิ์ชายลูบใต้ฝ่ามือพงศกร พงศกรมองศักดิ์ชายอย่างงงๆ แต่ศักดิ์ชายสีหน้ายิ้มแย้มเป็นปรกติ
       “ถ้าสนใจก็ติดต่อได้ทุกเวลา”
       “ครับ”
       “ผมรออยู่นะ”
       พงศกรหน้าแดงร้อนไปทั้งตัว แล้วกลับขึ้นรถไปยังมองศักดิ์ชายด้วยความเสน่หา รถแล่นจากไป
       “เทสต์แล้ว ใช่ไหมคะพี่ชาย”
       “ร้อยเปอร์เซนต์”
       ทั้งสองยิ้มให้กัน ศักดิ์ชายโอบน้องสาวขึ้นตึก
       
       เช้าวันรุ่งขึ้นยายแหวงกับแต้วกำลังจัดเตรียมอาหารเช้า เจนภพเดินถือกระเป๋าเอกสารมาจากชั้นบน แล้วหลบไปมุมหนึ่งล้วงโทรศัพท์มือถือมาโทรออก
       “ฮัลโหล”
       มุนินทร์อยู่ที่ห้อง กำลังนิ่งฟังโทรศัพท์มือถือของมุตตา
       “ว่าไงคะ”
       “ตา ตื่นนานหรือยัง”
       “จะถามหาอาวุธอะไรหรือคะ”
       “ตารีบอาบน้ำแต่งตัวนะ ผมมีเรื่องต้องคุยกับตาเยอะแยะ ผมจะรีบไปรับตอนเจ็ดโมงตรงนะตา แค่นี้นะจ๊ะ เดี๋ยวเจอกัน บาย”
       เจนภพวางสาย แต้วกับยายแหวงมองตาเป๋งพยักเพยิด เจนภพมองมา สองสาวใช้ทำจัดของง่วน เจนภพเดินมา
       “ข้าวต้มหรือวันนี้ กับข้าวมีอะไร”
       “ยำเมียเผลอ เอ๊ย เมียเบื่อค่ะ”
       เมื่อเจนภพวางสายไปแลว มุนินทร์กดโทรออก
       “ฮัลโหล คุณวีกิจหรือคะ”
       
       รถคันยาวของเจนภพแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถหอพัก นาฬิกาในรถบอกเวลา 7.00 น. ประตูล็อบบี้เปิดออก มุนินทร์ก้าวออกมา แต่งกาย หน้า ผม อย่างประณีตบรรจง เจนภพยิ้มมองอย่างหลงใหลขยับตัวก้าวลงจากรถ มองไปแล้วชะงัก เมื่อวีกิจก้าวเดินตามมุนินทร์ออกมาถือถุงปาท่องโก๋ มือก็ส่งปาท่องโก๋เข้าปาก ทั้งสองเดินไปยังรถวีกิจ
       “ไม่ลองแน่หรือฮะ เจ้านี้เจ้าดังนะ”
       “ไม่เอาค่ะ มันเยิ้มขนาดนี้” มุนินทร์ดูนาฬิกา “เจ็ดโมงจะทันหรือเปล่าคะนี่”
       “ผมแชมป์ฟอร์มูล่าวัน ทันแน่นอนฮะ”
       “พรุ่งนี้ฉันขึ้นรถตู้ไปเองดีกว่า คุณไม่ต้องมารับหรอกค่ะ”
       “ทำไมฮะ”
       “ฉันเกรงใจค่ะ”
       วีกิจมองอย่างอ่อนโยน
       “คุณเพิ่งจะเหมือนมุตตาคนเดิมก็ตอนนี้แหละ”
       มุนินทร์ชะงัก
       “ทำไมคะ”
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนเดิมน่ะแหละดีแล้ว”
       ทั้งคู่เดินมาถึงรถวีกิจพอดี วีกิจทำท่าจะล้วงกุญแจ
       “เดี๋ยวค่ะ”
       วีกิจเลิกคิ้ว มุนินทร์ส่งทิชชู่ให้ วีกิจยิ้มรับทิชชู่มาเช็ดมือล้วงกุญแจออกมา กดปลดล็อคแล้วเปิดประตูให้ มุนินทร์หยุด ทอดสายตาไปยังรถเจนภพ มีแววยิ้มเยาะท้าทายแล้วก้าวขึ้นรถวีกิจ วีกิจเดินมาขึ้นรถ รถวีกิจเคลื่อนออกไป
       
       เจนภพก้าวกลับขึ้นรถ กระแทกประตูปิดอย่างแรง หน้าเคร่งพยายามข่มความรู้สึกไว้
       

 มุนินทร์นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ อรพิมเงยหน้าจากงาน มองดูทิพอาภา

       
       “นี่เย็นนี้ไปเดินคลองถมกันไหมยะ ดูของเสร็จแล้วฉันจะพาไปกินของดี”
       “อะไร”
       “ไอติมย่ะ ไอติมไข่แข็ง”
       “ว้าย นังทะลึ่ง นังลามก”
       “นังสนิมสร้อย มีจริงนะยะ ไอติมโบราณ ไม่เชื่อก็ถามพี่แจงดู”
       แจงจิตหน้าบึ้งถือเอกสารเดินมาพอดี
       “อ้อ เห็นฉันแก่มากหรือยะ อะไรโบราณต้องมาถามฉัน เธอสองคนน่ะทำงานเข้าจะไข่อ่อนไข่แข็งอะไรกันตอนนี้” อรพิมค้อนขวับ ทิพอาภาคอหด แจงจิตเดินมาที่มุนินทร์ “นี่แม่คุณ แม่ทูนหัว ทำไมถึงพิมพ์ผิดแยะนัก”
       “ผิดหรือคะ แหม อุตส่าห์ดูแล้วดูอีก”
       “ไม่ใช่พิมพ์ผิด แต่สะกดการันต์ผิดตั้งหลายตัว แต่ก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้”
       มุนินทร์ยักไหล่
       “ลืมไปค่ะ ว่าฉันสอบภาษาไทยได้ที่โหล่ทุกที”
       “นี่โปรแกรมมันก็เตือนไม่ใช่หรือเวลาสะกดผิด”
       “บางทีมันก็เตือนแบบปัญญาอ่อนนี่คะ ฉันก็เลยไม่รู้ว่าผิดแน่หรือเปล่า”
       “จริงค่ะ หนูเจออยู่บ่อยๆ”
       “มันได้แต่เตือนว่าผิดค่ะ ไม่เห็นมันบอกว่าที่ถูกเขียนยังไง”
       “ทีหลังฉันเขียนโปรแกรมตรวจปรู๊ฟแก้คำผิดอัตโนมัติมาขายหาเงินดีกว่า”
       อรพิมและทิพอาภางง
       “อย่าเพิ่งฝันเฟื่องไปถึงโน่นเลย มาแก้คำผิดให้ฉันก่อนเถอะ”
       “ค่ะ ถ้าทีนี้ยังผิดอีก ฉันลาออกไปเป็นโคโยตี้ดีกว่าเมื่อคืนฉันดูเขาออกทีวีเงินเดือนเดือนละแสนได้มังคะ ไม่เห็นต้องทำอะไรมาก แค่เลื้อยไปเลื้อยมาแค่นั้นเอง”
       “ใช่ บาทเดียวดูเพลิน”
       “บ้า ไม่ใช่เมียงูย่ะ”
       มุนินทร์เดินไปตู้เอกสาร เพื่อนร่วมงานสองคนชะโงกมา
       “พูดจาเป็นคนละคน หรือว่าโดนตบซะสมองฝ่อไปแล้ว”
       “ใช่ เมีย ผ.อ.น่ะแม่ค้าตัวจริง ด่าทีสมองฝ่อเหลือเท่าเม็ดละมุด”
       อรพิมกับแจงจิตสะดุ้งเฮือก ทิพอาภาไม่รู้เรื่อง
       “เป็นหนูลาออกไปนอนแบ เอ๊ย นอนบ้านให้ ผ.อ.เลี้ยงดีกว่า”
       “ปี 2012 เมียน้อยสูญพันธุ์แล้วย่ะ เดี๋ยวนี้ของฟรีเต็มบ้านเต็มเมือง”
       “ต๊าย นานๆ พูดที แต่ชีแรงจริงอะไรจริงนะยะ”
       “เธอสองคนก็ระวังตัวเองให้ดีก็แล้วกัน อย่าไปเที่ยวแจกฟรีใครเขา” แจงจิตต่อว่า ขณะนั้นมุนินทร์ถือพจนานุกรมเดินมาพูดต่อยิ้มๆ
       “แต่บางคน ให้ฟรีก็ไม่มีใครเอาค่ะ”
       เพื่อนร่วมงานสองคนอ้าปากค้าง แจงจิต อรพิม ทิพอาภาทำตาปริบๆ มุนินทร์เปิดพจนานุกรมทำงานไม่สนใจใคร
       
       ในห้องกินกาแฟ มุนินทร์รินน้ำแดงใส่แก้วน้ำแข็งแล้วยกขึ้นจิบ วางลงที่โต๊ะ ทันใดก็มีมือมาโอบกอดจากด้านหลัง เจนภพซุกไซ้ซอกคอ
       “ตา ตาสุดที่รักของผม” มุนินทร์ดิ้น เจนภพยิ่งรัดแน่น มุนินทร์จึงยืนเฉยๆ “ตา เลิกโกรธผมซะที”
       “งั้นก็ปล่อยฉันก่อนซีคะ”
       เจนภพปล่อย มุนินทร์หันมาเผชิญหน้า เจนภพออดอ้อน
       “ตา ผมรักตาเหลือเกิน”
       “รักหรือว่าหื่นคะ นี่ที่ทำงานนะคะ ไม่ใช่ที่ทำง่าน”
       “ตา ทำไมพูดยังงี้”
       “ต๊าย ผู้ดี ฟังไม่ได้ แต่ทำได้ยิ่งกว่านั้นใช่ไหมคะ”
       “ตา ตาก็รู้ว่าตาเหมือนกับไฟ” เจนภพออดอ้อนตาเชื่อม มุนินทร์เลิกคิ้วกับสำนวนลิเก “แต่ตาก็คือน้ำทิพย์ที่ดับไฟนั้นด้วย”
       มุนินทร์ยิ้ม สะบัดผม ปากเผยอดวงตายวนยั่ว เจนภพยิ้มกริ่มภูมิใจตัวเอง
       “อะไรจะน้ำเน่าขนาดนี้ ฉันคือน้ำทิพย์ที่ดับไฟหรือคะ”
       “จ้ะ”
       “งั้นเตรียมรอน้ำทิพย์นะคะ”
       มุนินทร์ดึงหัวเข็มขัดเจนภพ นิ้วดึงขอบกางเกง เจนภพตัวชา หญิงสาวยิ้มยั่วแต่ดวงตาวาว เจนภพเคลิบเคลิ้ม ทันใดนั้นมุนินทร์ก็คว้าแก้วเทกรอกน้ำแดงน้ำแข็งลงในช่องกางเกงที่เผยอไว้
       “เฮ้ย เว๊ย”
       มุนินทร์ขยับถอยออก ดวงตาชิงชัง เจนภพขยับตัว น้ำแข็งร่วงพรูมาตามขากางเกง กางเกงสีอ่อนของเจนภพแดงฉาน
       “หวังว่าไฟคงดับแล้วนะคะ”
       
       แจงจิต อรพิม ทิพอาภาเดินมา ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เดินมาเป็นระลอกสอง ประตูห้องกินกาแฟเปิดออก มุนินทร์เดินยิ้มนิดๆ ออกมา เจนภพถลาตาม
       “ตา”
       มุนินทร์เดินแหวกคนออกไป เจนภพชะงักเมื่อเห็นทุกคน ทุกคนก้มดูเป้ากางเกงเจนภพเป็นตาเดียว เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ชูมือถือขึ้นเตรียมถ่ายโดยอัตโนมัติ เจนภพตาวาวชี้หน้า สามนางยิ้มแหยลดกล้อง
       “อย่าเชียวนะ”
       เจนภพลดมือลง น้ำแข็งร่วงกราวมาอีก เจนภพผลุบกลับเข้าห้องกินกาแฟกระแทกประตูปิดปัง กลุ่มปริมตาวาวรวมกลุ่มกันซุบซิบ แจงจิตยังคงอึ้ง
       “ต๊าย ไอติมไข่แข็ง”
       “นั่นไอติมถ้วยไม่ใช่เหรอ แต่นี่มันไอติมแท่ง”
       อรพิม แจงจิตมองหน้าซื่อของทิพอาภา
       
       “ต๊าย นังทะลึ่ง นังลามก”

   วีกิจกำลังรื้อค้นเอกสารอยู่ทางหนึ่ง ปริม ประสิทธิ์ชัย รัชนก เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์วิจารณ์กันแซ่ดราวได้ดูหนังมหากาพย์แห่งสยามประเทศ

       
       “ต๊าย เข้าไปบะโอบะกันในห้องกาแฟ”
       “ไม่รู้ว่าเล่นกันอีท่าไหน เอาน้ำแดงราดกันด้วย”
       “ต๊าย หรือว่าเอาน้ำแดงราดแล้วเลีย”
       รัชนกหน้าแดง
       “พี่ปริม”
       “อะไรไม่เท่าน้ำแข็งเต็มเป้าผ.อ.เลย” ฉกรรจ์เม้าท์ต่อ
       “สงสัยคุณเธอจะรับบทคุณบุญเลื่องในจันดารา”
       “แหม คุณปริม ทำไมรู้เรื่องหนังอีโรติกเยอะจัง” ประสิทธิ์ชัยแกล้งถาม ปริมค้อนขวับ วีกิจเดินมา ปริมยิ้มเยาะ
       “ต่อไปที่ทำงานเราคงต้องติดวงจรปิด รับรองคลิปบิ๊กขี้หลีคนไหนก็สู้คลิปกองเราไม่ได้”
       วีกิจนั่งลงทำงานต่อไม่สนใจ แต่เมื่อดูใกล้ๆ จะเห็นดวงตาสะเทือนใจ
       
       ร้านอาหารเล็กๆ ใกล้กระทรวง มุนินทร์และวีกิจนั่งอยู่มุมหนึ่งกินอาหารกลางวันง่ายๆ แบบอาหารจานเดียว มุนินทร์มองดูวีกิจที่ขรึมไป
       “ทำไมต้องออกมากินข้างนอกคะ แพงกว่าแคนทีนตั้งเยอะ”
       “ช่างมันเถอะครับ ผมเลี้ยงเอง”
       “หรือว่าวันนี้มีข่าวกอสซิปชั้นดี คุณเลยไม่อยากให้ฉันเป็นขี้ปากคนในโรงอาหาร” วีกิจอึ้งไป มุนินทร์ยิ้ม “อย่าประคับประคองฉันนักเลย ฉันว่าการเจออะไรร้ายๆ เยอะๆ จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”
       “แต่มันจะทำให้คุณแข็งกระด้างด้วยซีฮะ”
       “ฉันจะพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้นค่ะ ทำไมคุณไม่ใส่ไทเส้นใหม่มาอวดฉันล่ะคะ”
       วีกิจยิ้มเขินๆ
       “ผมกลัวคุณว่าผมเป็นไอ้บ้าเห่อ”
       “ทำไมคุณต้องกลัวใครต่อใครว่ายังงั้นยังงี้ด้วยล่ะคะ”
       “มีคนเคยบอกว่าผมเป็นผู้ชายไทยแท้หัวโบราณเต็มขั้น” มุนินทร์ยิ้ม “วันนี้ เขาเป็นยังไงบ้างฮะ”
       “อ๋อ วันนี้อาภพของคุณพยายามจะปล้ำฉันค่ะ”
       “แล้วคุณทำยังไง”
       “ก็ไม่ยังไง แค่เอาน้ำแดงใส่น้ำแข็งราดเป้ากางเกงให้เขาเย็นลงก็แค่นั้นเอง”
       “คุณนี่ ร้ายจริงๆ เมื่อเช้านี้คุณเห็นเขาหรือเปล่าที่หน้าหอพัก”
       มุนินทร์เลิกคิ้ว
       “นี่คุณเห็นเขาด้วยหรือคะ ไม่เห็นคุณพูดอะไรเลย”
       “ผมไม่รู้ว่าผมควรพูดอะไรนะซีฮะ”
       “เขาโทรมาหาฉันตั้งแต่เช้ามืดค่ะ บอกว่าจะมารับฉันก็เลยโทรหาคุณ” วีกิจถอนใจ
       
       ปริมประจงวาดปากอยู่หน้ากระจกเงา รัชนกอยู่ข้างๆ เหลือบดูปริม
       “วันนี้พี่ตาไปกินข้าวข้างนอกกับคุณกิจค่ะ”
       “คงไปกินเศษกินเดนกันมั้ง”
       “พี่ตาอาจจะเลิกกับ ผ.อ.จริงๆ ก็ได้นะคะ”
       “เลิกแน่ แต่ว่าเป็นเลิกผ้าก็เห็นอยู่ฟัดกันสนั่นลั่นห้องกินกาแฟแบบนั้น” ในห้องน้ำ มุนินทร์กอดอกนิ่งฟังอยู่ “นี่ ตกลงเธอจะรายงานคุณนพนภาไหม”
       “พี่ปริมคะ ที่นกเป็นหูเป็นตาให้คุณนพนภา นกไม่ได้ทำเพื่ออามิสสินจ้างอะไรหรอกนะคะ นกทำเพื่อความถูกต้องแค่นั้นเอง”
       “ความถูกต้องอะไร”
       “พี่ปริม ถ้าพี่ปริมเป็นนก พี่ปริมจะรู้ แม่นกเป็นเมียหลวงเป็นเมียแต่ง”
       ในห้องน้ำมุนินทร์เลิกคิ้วอย่างพิศวง ด้านนอกรัชนกทำหน้าหมองเศร้า น้ำตาเอ่อ ปริมเริ่มอินยกมือไม้จะปลอบ แต่ว่าร้ายจนเคยเลยปลอบไม่เป็น
       “พ่อทิ้งแม่ทิ้งนกไปอยู่กับเมียน้อย แถมยังมารีดไถตบตีแม่ บังคับเอาเงินไปปรนเปรอนังเมียน้อยแม่นกเลี้ยงลูกทุกคนมาตัวคนเดียว เหนื่อยสายตัวแทบขาด ตลอดเวลานกต้องเห็นแม่ทรมานขมขื่น นกถึงได้เข้าข้างคุณนพนภามากกว่าพี่ตา”
       “โถ หนู”
       มุนินทร์ยิ้มกับตัวเอง
       
       ที่ห้องทำงานวีกิจ วีกิจกับประสิทธิ์ชัยเปิดเครื่องถ่ายเอกสารเตรียมเติมหมึก ปริม รัชนก เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ กำลังเม้าท์แตกรอบบ่าย
       “ตัว เมื่อกี้ฉันเห็น ผ.อ.นุ่งกางเกงตัวใหม่เข้ามา”
       “จะไม่เปลี่ยนได้ไงยะ แดงเถือกตั้งแต่เป้าไปถึงตาตุ่ม”
       “ไม่รู้ว่าปล้ำกันภาษาอะไร ถ้าไม่รู้ก็คงคิดว่าลิซซี่ระเบิด”
       ประตูเปิดออกมุนินดทร์ก้าวเข้ามา กลุ่มปริมสะดุ้ง มุนินทร์เดินแทรกอย่างไม่แยแสไปหาวีกิจทุกคนมองตาม ปริมหายใจขัดด้วยความหึงหวง
       “วีกิจคะ”
       “ห่างๆ หน่อยฮะ ผมเปื้อนหมึกอยู่ เดี๋ยวคุณจะโดนไปด้วย มีอะไรหรือฮะ”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่มาบอกว่าเย็นนี้ขอกลับด้วยคน”
       “โธ่ นึกว่าอะไร”
       “มานี่หน่อยซีคะ”
       วีกิจงงก้าวมาใกล้ มุนินทร์ดึงทิชชู่มาเช็ดแก้มที่เปื้อนหมึกให้ วีกิจหน้าแดง ทุกคนมองเป็นตาเดียว ประสิทธิ์ชัยกระแอม ปริมตาวาว
       “เอ หน้าผมเปื้อนบ้างหรือเปล่าครับ”
       “ให้น้องนกเช็ดให้จะดีกว่าค่ะ”
       “ต๊าย เช้าเช็ดน้ำแดง เย็นเช็ดหมึกพิมพ์ จะขยันเช็ดอะไรขนาดนั้น”
       “เวลาถูกคนสาดโคลนบ่อยๆ ก็คงต้องล้างต้องเช็ดกันบ่อยหน่อยมังคะ”
       “รอยเปื้อนบางอย่างมันเช็ดไม่ออกหรอกนะ”
       “ค่ะ โดยเฉพาะรอยเปื้อนในหัวใจคน”
       “เธอว่าใคร”
       “อ้าว จะมีใครรับหรือคะว่าเป็นคนใจสกปรก”
       ปริมตัวสั่น มุนินทร์ยิ้มยั่ว วีกิจอึ้ง ประสิทธิ์ชัย รัชนกงงงัน เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ฟังอย่างเพลิดเพลิน
       “ก็ ก็ ก็ดีกว่านังคนที่สกปรกทั้งกายทั้งใจ รู้ไหมสารรูป ผ.อ.เมื่อเช้าเหมือนอะไรเหมือนผู้หญิงไปทำแท้งจนเลือดท่วมหน้าขา”
       มุนินทร์ขบกรามแล้วยิ้ม
       “คุณปริมมีประสบการณ์ตรงมาแล้วหรือคะ ถึงได้รู้ดีนัก”
       “แก” ปริมโกรธจนเนื้อตัวสั่น

     ปริมถลันเข้าไป มุนินทร์เบี่ยงตัวหลบ ผลักปริมเซแซ่ดๆ ไปหน้าทิ่มช่องใส่หมึก ผงหมึกกระจาย ปริมล้ม ก้นจ้ำเบ้า หน้าดำเป็นแถบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์ และนักรบร้องอุทานพร้อมๆ กัน

       
       “ว้าย นางพญาหน้าด่าง”
       รัชนกก้าวไปจะพยุงปริม มุนินทร์ยื่นเท้าขัด รัชนกร้องวี๊ดล้มทับปริม
       “อีนกบ้า ไปนะ”
       ปริมผลักรัชนกเซล้มไป แบ่งปันความเปื้อนไปพอควร ปริมตะกายลุกขึ้นมาหามุนินทร์
       “แก แกทำฉัน”
       “รู้หรือยังคะ ว่าคนโดนสาดโคลนเป็นยังไง”
       “แก”
       ปริมถลาไปหามุนินทร์ มุนินทร์ยกมือกันปาดออก เปื้อนหมึกตรงแขน ประสิทธิ์ชัยเข้าดึงปริม วีกิจดึงมุนินทร์ออกแล้วพูดขรึมๆ
       “พอได้แล้วฮะ”
       รัชนกลุกมาหามุนินทร์ น้ำตาเอ่อ วิงวอนแผ่วเบา
       “พี่ตาขา อย่ามีเรื่องกันเลยค่ะ นกอยู่ข้างพี่ตานะคะ”
       “ต๊าย ปลื้มใจจัง” รัชนกยิ้มออก “เออ หนูนกนี่ชื่อเต็มๆ ว่าอะไรนะคะ” รัชนกทำหน้างง
       “คะ นกชื่อรัชนกไงคะ”
       “อ๋อ หรือคะ พี่คิดว่าย่อมาจากนกสองหัวซะอีก”
       “พี่ตา”
       วีกิจดึงมุนินทร์ไปที่ประตู มุนินทร์ขืนตัวไว้
       “อ้อ แล้วช่วยคาบข่าวไปบอกนังคุณนพนภาด้วยนะคะ ว่าฉันกลับมาแล้วถ้าอยากจะตบรองสองก็เชิญ ฉันเตรียมหน้าเอาไว้ให้แล้ว”
       วีกิจดึงมุนินทร์ออกไป ปริมแค้นร้องไห้ผะอืดผะอม ประสิทธิ์ชัยเช็ดน้ำตาให้ยิ่งเลอะไปกันใหญ่ รัชนกยืนนิ่ง
       
       วีกิจหน้าเคร่งจับข้อมือหญิงสาวเดินกึ่งลากมาตามทางเดิน หญิงสาวยิ้มพริ้มพราย ดวงตาสะใจ
       “นี่คุณไม่ได้เข้าไปเพื่อบอกให้ผมรอกลับบ้านใช่ไหม”
       “เครื่องซีร็อกซ์คุณนี่หมึกดำเข้มดีนะคะ”
       “แต่คุณก็เปื้อนไปด้วย ไม่เห็นหรือ”
       “เห็นค่ะ แต่มันก็คุ้มไม่ใช่หรือคะ”
       “ซักวันหนึ่งคุณก็จะรู้ว่าไม่มีอะไรคุ้มค่าหรอก ยิ่งต่อความก็ยิ่งเปื้อนมากขึ้น”
       วีกิจมองมุนินทร์แบบจะดุ แต่มุนินทร์ยิ้มสดใสจนวีกิจดุไม่ลง มุนินทร์เอามือเกาแก้มตัวเอง แก้มเปื้อนสีดำจางๆ วีกิจหัวเราะเบาๆ
       “คุณนี่ ร้ายจริงๆ”
       วีกิจล้วงผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดแก้มให้ มุนินทร์มองท่าทางปกติ แต่วีกิจกลับหน้าแดงเอง เจนภพโผล่มาจากห้อง
       “ทำอะไรกัน”
       “ไม่มีอะไรครับ หมดแล้วฮะ อ้อ เหลือที่มือคุณอีกนิดหนึ่ง”
       “งั้นขอผ้าเช็ดหน้าไว้ก่อนนะคะ”
       วีกิจส่งผ้าเช็ดหน้าให้ มุนินทร์เอามาเช็ดแขน
       “นี่ไม่ทำงานทำการหรือวีกิจ มามัวทำอะไรอยู่”
       “แล้วอาภพล่ะฮะ มามัวทำอะไรอยู่”
       “สงสัยมายืนอวดกางเกงตัวใหม่มังคะ แต่ฉันว่าตัวเมื่อเช้าเข้าท่ากว่า ขอตัวนะคะ”
       มุนินทร์เดินไป เจนภพอึ้ง วีกิจเดินแยกไป เจนภพมองตามมุนินทร์อย่างหมายมั่น
       
       ค่ำวันเดียวกันนั้น วีกิจนั่งจิบเบียร์รอมุนินทร์อยู่ที่ร้านอาหารข้างหอพัก ฤดีกับศรีโผล่มาดูเป็นระยะ มุนินทร์แต่งตัวลำลองดูทะมัดทะแมง หน้าตาสดใสเดินมา วีกิจลุกขึ้นรับหญิงสาวนั่งลง
       “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันอาบน้ำนานไปหน่อย”
       “ไม่เป็นไรฮะ”
       “นี่คุณยังไม่สั่งอะไรมากินเลยหรือคะ”
       “ก็เบียร์นี่ไงฮะ”
       มุนินทร์ย่นจมูกชะเง้อหาบริกร พรแต่งตัวชะเวิกชะวากถือใบจดออร์เดอร์มายืนยิ้ม
       “นี่ พี่มาทำอะไรคะนี่”
       “แหมหนู พี่ก็มาช่วยเขาเสิร์ฟอยู่บ่อยๆ จะทานอะไรดีคะคุณ”
       “ให้ตาเป็นคนสั่งก็แล้วกันฮะ”
       “อุ๊ยตาย ตามใจกันซะตั้งแต่ป่านนี้”
       วีกิจอึ้ง มุนินทร์สั่งของกินง่ายๆ 2-3 อย่าง พรจดยิกๆ แล้วเดินไป
       “ผมมีอะไรให้คุณ”
       วีกิจล้วงกล่องแบนออกมา มุนินทร์เลิกคิ้ว วีกิจส่งกล่องให้
       “อะไรคะนี่” มุนินทร์เปิดกล่องดูเห็นสร้อยไข่มุกและเพชรวูบวาบ “ของขวัญหรืออะไรกันคะ”
       วีกิจแปลกใจนิดหน่อย
       “นี่ คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือฮะ” มุนินทร์ยิ้ม ส่ายหน้า “นี่สร้อยของคุณที่อานภากระชากขาด วันนั้นไงฮะ วันที่อานภาไปอาละวาดตบตีคุณที่กระทรวง” มุนินทร์ชะงักสีหน้าเปลี่ยนไปทันที มุนินทร์กำสร้อยไว้มองดูมัน แล้วเงยหน้ามองวีกิจ “ผมเก็บเอาไว้ให้”
       “ทำไมคะ”
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเก็บมันเอาไว้ แล้วก็ไปให้ร้านเครื่องเพชรซ่อมจนเหมือนเดิม”
       “ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอกค่ะ”
       “ตา ผมอยากให้คุณเห็นว่าถึงอานภาจะกระชากมันขาดจนกระจายเกลื่อนแต่มันก็ดีเหมือนเดิมได้”
       “ฉันบอกแล้วไงคะ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว คุณคิดว่าฉันจะใส่มันลงหรือคะ”
       “คุณจะใส่หรือไม่ใส่ก็แล้วแต่คุณซีฮะ แต่ผมอยากให้คุณเก็บไว้”
       “เก็บไว้เตือนสติตัวเองใช่ไหมคะ”
       มุนินทร์ยิ้มเยาะดวงตาวาววับ วีกิจมองอย่างปลอบประโลม
       “ตา อย่าโทษตัวเองนักซีฮะ เรื่องทั้งหมด ผมว่าทุกคนมีส่วนผิดด้วยกันทั้งนั้น”
       “โอเคค่ะ ฉันจะเก็บมันเอาไว้ วันดีคืนดี ฉันอาจเอาไปขาย เอาเงินไปทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้...” มุนินทร์มองเลยไปที่เสาประดับกระจกมองดูเงาตัวเอง ตัวสั่นขึ้นนิดหนึ่ง วีกิจมองอย่างห่วงใย คล้ายได้สติมุนินทร์ยักไหล่ “ให้ ผ.อ.กับเมียเขา”
       “ก็ดีฮะ เขาสองคนจะได้หมดเวรหมดกรรมกับคุณซะที”
       มุนินทร์วางสร้อยลงในกล่อง มองไปเห็นพร ฤดี ศรี ชะเง้อคอยาวพยักเพยิดกัน มุนินทร์ยิ้มความเคร่งเครียดลดลง
       “นี่ สงสัยคนแถวนี้ คิดว่าคุณขอหมั้นฉันแน่เลยค่ะ”
       “คุณพูดอะไร คุณนี่ ไม่เหมือนตาคนเดิมเลย”
       “คุณบอกเองว่าอยากให้ฉันเป็นคนใหม่ ฉันก็เป็นคนใหม่แล้วไงคะ”
       
       วีกิจขัดเขินนิดหน่อย มุนินทร์มองอย่างขอบใจ

  กล่องสร้อยมุกใบใหม่ที่เปิดออกเห็นมุกพราวพร่าง มุนินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งมองดูสร้อยมุกอย่างสะเทือนใจ ประตูห้องเปิดออกพรถือกาแฟเข้ามา 2 แก้ว วางให้หญิงสาวแก้วนึง แล้วไปนั่งบนเตียงคุยไปกินไป

       
       “ยังไงกันจ๊ะ มีการให้สร้อยกันด้วย”
       “สร้อยเก่าน่ะค่ะ เขาเอาไปซ่อมให้”
       “อ๋อ อีเส้นนั้นเองน่ะหรือ เฮ้อ เวรกรรม”
       “พี่พรมีธุระอะไรหรือเปล่า”
       “เอ้อ อ้า อย่าว่าพี่พรงกเลยนะ แต่ว่าช่วงนี้เห็นหนูอู้ฟู่หนูพอจะใช้หนี้พี่ได้หรือยัง” มุนินทร์ถอนใจ
       “ตายืมเงินพี่ไปเท่าไรคะ”
       “หมื่นนึงจ้ะ”
       มุนินทร์เปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินมานับส่งให้พร
       “นี่ค่ะ”
       “ขอบใจจ้ะหนู เออ แล้วสร้อยทองที่หนูจำนำไว้น่ะ อย่าลืมไปต่อดอกนะจ๊ะ นี่ตอนนี้หนูมีเงินพี่ว่าไปไถ่มาดีกว่า”
       “ค่ะ”
       “นี่หนู พี่ว่าหนูเอาเงินเข้าแบงค์เสียไม่ดีกว่าหรือพกเงินเยอะอย่างนี้มันอันตรายนะเดี๋ยวก็เกิดเรื่องอีก”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ก็ที่นังเมียหลวงมันส่งไอ้โจรมาซ้อมหนูแล้วก็กระชากกระเป๋าไง เงินตั้งสองหมื่นที่ไอ้เสี่ยมันให้ยืมไง สูญไปในพริบตา” มุนินทร์ขบกรามตาเป็นประกาย “หนูแน่ใจใช่ไหมว่าไอ้โจรเนี่ยมันคนเดียวกับที่มาปล้ำหนูถึงในห้อง” มุนินทร์ตัวแข็งมองดูรอบๆ ห้อง “มันทำกับหนูถึงขนาดนี้ พี่ถึงว่าอย่าไปยอมมันง่ายๆ ยังไงก็ทำให้มันเจ็บแสบบ้าง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้มันรู้กันไป”
       มุนินทร์มองดูเงาในกระจก เงานั้นมองตอบมาดูชั่วร้ายอาฆาตพยาบาท
       
       ห้องพักปริมเป็นคอนโดรากหญ้าสภาพดูปานกลางแต่บางอย่างค่อนไปทางแย่ ปริมนั่งอยู่หน้ากระจกเงาหน้ามีรอยล้างจนเป็นรอยแดง แต่รอยด่างสีเทาครึ่งหน้าก็ยังอยู่ ปริมเอาเอสตริงเจนถูซีกดำอย่างเมามัน แล้วเอาสำลีมาดู เห็นสำลีดำปี๋
       “ว้าย”
       ปริมคว้ามือถือขึ้นมากดพิมพ์
       
       ที่ห้องนั่งเล่นบ้านเจนภพมีบรรยากาศครอบครัวสุขสันต์ นพนภา ต่อ ต้องอยู่บนโซฟา ต้อมนั่งอยู่กับพื้น
       แต้วและยายแหวงนั่งอยู่ในระยะห่าง ทุกคนมองดูโทรทัศน์จอยักษ์ ภาพในจอเป็นการแสดงบนเวทีของงานอีเวนท์งานหนึ่ง มีบรรดานักกล้ามนุ่งผ้าเตี่ยวแบกดาราสาวในชุดอลังการมีปีกบางใส ชุดที่ใส่ปิดในที่ไม่ควรปิด แต่เปิดในที่ไม่ควรเปิด มีบรรดาแดนเซอร์แต่งเป็นดอกไม้นานาพรรณ เอาดอกไม้ใหญ่เท่ากระจาดประดับไว้บนหัว ครอบครัวสุขสันต์ของเจนภพดูพลางวิจารณ์กันแซ่ด
       “ยังกะเรื่องเจ้าหญิงหัวแม่มือเลย”
       “คอสตูมง่อยจังเลย เสื่อม”
       “ต๊าย ซิกซ์แพคเน้นๆ”
       “ตั้งแต่นังนางเอกไปแย่วผัวเขานี่ มันใจกล้าหน้าด้านกว่าเดิมเยอะเลยนะป้า”
       “พอตกต่ำขีดสุดสงสัยไปถ่ายนู้ด”
       “ต๊าย คอนโดเฟสหน้า ต้องใช้ออร์แกไนเซอร์เจ้านี้ดีกว่า” นพนภาคว้ามือถือมาจะโทรออก ทันใดก็มีแมสเสจเข้ามา “อะไรอีกล่ะ”
       หน้าจอบอกว่าจากเบอร์ Unknown นพนภากดอ่าน นพนภาหน้าเปลี่ยนแล้วร้องกรี๊ดครอบครัวสุขสันต์ผวาแตกกระเจิง มีแสงไฟรถสาดวูบมา นพนภาปามือถือวิ่งถลันไป
       
       รถวีกิจแล่นมาช้าๆ ตามถนนในบ้าน วีกิจขับรถช้าๆ มองไป ทันใดมีร่างหนึ่งถลันมาขวางหน้ารถ วีกิจร้องเฮ้ยเบรคเอี๊ยด
       “เฮ้ย”
       วีกิจหัวทิ่ม มองไปเห็นนพนภายืนตาถลนอยู่ วีกิจลงจากรถ นพนภาก้าวมา
       “อะไรกันฮะ อานภา”
       “อีนังนั่นมันกลับมาแล้วหรือ ทำไมเธอไม่บอกอา”
       “ผู้หวังดีโทรมาบอกอีกแล้วหรือฮะ”
       “หวังดีหรือหวังร้ายก็ช่างเถอะ แต่จริงใช่ไหม”
       “ตาไม่ได้ลาออกนะฮะ เขามีสิทธิ์ที่จะกลับมาทำงานใหม่ อานภาฮะ ที่ผมไม่บอกก็เพราะผมว่าตากับอาภาไม่มีอะไรกันอีกแล้วล่ะฮะ”
       “เธอรู้ได้ยังไง”
       “ตาไม่ยอมเข้าใกล้อาภพเลยฮะ ช่วงหลังนี่”
       “มันเล่นละครให้เธอดูอยู่มั้ง อย่าลืมซีว่ามันเคยเล่นละครหลอกเธอ หลอกอามานานแค่ไหน” วีกิจอึ้ง มีแววระแวงระวังเกิดขึ้น “นังนี่มันคงคิดว่าอาเธอรวยล้นฟ้า มันถึงได้คิดจะจ้องจับ อีพวกนี้เหมือนปลิงไม่คิดทำมาหากิน หวังแต่คอยจะสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น”
       “อานภาอย่าเพิ่งคิดมากเลยฮะ”
       “วัวเคยขา ม้าเคยขี่ มีหรือมันจะไม่ยุ่งกันอีก ถ้าวันไหนมันยังมาขี่กันอีกอาจะจัดหนักให้ยิ่งกว่าเดิม คอยดูนะ”
       นพนภาเดินฉับๆ ไป วีกิจกังวลแทน
       
       เจนภพเปิดประตูห้องนอนเข้ามา แล้วต้องสะดุ้งเมื่อเห็นนพนภายืนกอดอกอยู่
       “ไปไหนมา”
       “ไปไดรฟ์กอล์ฟ”
       “กอล์ฟหลุมไหนล่ะ หลุมนังมุตตาหรือ”
       “อะไรอีกล่ะ จะบ้าหรือ”
       “ใช่ ฉันเป็นบ้า อีนังนั่นมันกลับมาแล้วใช่ไหม ไหนคุณบอกฉันว่ามันลาออกไปแล้ว”
       “ผมจะไปรู้หรือ ออกหรือไม่ออกมันเรื่องของเขา เขาไม่ได้ยื่นใบลาออกซักหน่อย”
       “ก็มันหายหัว หายหอยไปไหนมาตั้งเดือนล่ะทำไมไม่สั่งไปว่ามันขาดงานแล้วไล่มันออกซะ”
       เจนภพดึงเนคไทออก
       “ทำยังงั้นไม่ได้หรอก มันต้องตั้งกรรมการสอบสวนก่อน”
       “ก็ทำซะเองซี ทั้งสอบทั้งสวนให้มัน มันแลบออกมาจากปากเลย”
       “พูดอะไร อย่าให้มันหยาบคายนักเลย”
       เจนภพแกะกระดุมกางเสื้อถอดออกเห็นแผงอกกว้าง
       “ใช่ ฉันมันนังแม่ค้า มันก็หยาบอย่างนี้แหละไม่เหมือนนังหน้าซีดทำเป็นผู้ดีแต่แย่งผัวชาวบ้านน่ะคล่องนัก”
       เจนภพโยนเสื้อไป เดินมาใกล้ๆ นพนภา นพนภาเบี่ยงตัว เจนภพจับต้นแขนไว้
       “นภา เด็กนั่นกับผม ไม่มีอะไรกันแล้ว”
       “ให้มันจริงเถอะ ถ้าฉันรู้ว่าคุณยังมีอะไรกับมันอีก ฉันจะฉีกอกมัน ฉีกอกคุณด้วย”
       “ไม่ต้องกลัวหรอก โน่น นายกิจมันรับล้างชามไปเรียบร้อยแล้ว” นพนภาชะงัก
       “จริงเหรอ”
       “ก็ถามมันดูซี มันจับคู่ระริกระรื่น จนคนเขาเห็นกันทั้งกรม”
       “ว้าย ตากิจนี่คิดยังไง ผู้หญิงดีๆ มันสูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรือยังไง มิน่าถามอะไรมันแก้แทนให้ทุกคำ”
       “นั่นไง น่า เชื่อผมบ้าง สบายใจได้แล้ว”
       เจนภพบีบแขนลูบคลำนพนภา แนบตัวเข้าเบียดชิด เจนภพก้มลงจูบซอกคอนพนภา นพนภาผวาเยือก
       “บ้า ไปฟิตมาจากไหน น้ำท่าก็ไม่อาบ”
       “ผิดกลิ่นดูบ้างซี นภา”
       
       เจนภพเขี่ยแขนเสื้อนอนสองข้างตกจากไหล่นพนภา แล้วดึงมาประจันหน้า ก้มลงจูบดูดดื่ม เสื้อนอนพนภาลงไปกองเป็นวงที่พื้น

 

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า ธัญญาเรศ
เมื่อ : 21 ต.ค. 55 20:18:07
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน