แรงเงา ตอนที่ 7

 


แรงเงา ตอนที่ 7

   เจนภพหลับไปแล้ว นพนภานอนอย่างสุขสมกอดด้านหลังของเจนภพอย่างรักใคร่ มือถือดังขึ้น

       
       “ว่าไงยายนภิศ มีอะไร” นพนภาหน้าเครียดขึ้นทันที “ฉันไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
       นพนภานั่งอยู่ตรงหน้าเนตรนภิศและรัชนก ที่ผมและหน้ารัชนกยังมีรอยเปื้อนหมึกจางๆ นพนภามองรัชนก อย่างเอาเรื่อง
       “นี่ อีดอกส้มนั่นมันกลับมาแล้ว ทำไมเธอถึงไม่รายงานฉัน”
       รัชนกกลัวหลบตา ไม่กล้าพูด
       “ต๊าย ใครบอกพี่นภาคะ”
       “ก็ผู้หวังดีน่ะซียะ มันส่งแมสเสจมา”
       “เฮ้อ นี่หนูนกเพิ่งมารายงานหนูเดี๋ยวนี้เองล่ะค่ะ ถึงได้เรียกพี่นภามานี่ไงคะ”
       เนตรนภิศพูดเสียงหวาน พยักเพยิดกับรัชนก นพนภาขมวดคิ้ว
       “มีอะไรก็บอกมา ฉันไม่ใช่เจ้านางจะได้ต้องมีพิธีรีตอง”
       “ต๊าย ทำไมพี่นภาดูไม่ตื่นเต้นเลย”
       “ตื่นเต้นอะไร เมื่อกี้คุณภพนั่งยันนอนยันกะฉันว่าเขากะมันเลิกกันเด็ดขาดตอนนี้นังนั่นหันไปเกาะตากิจอีกแล้ว”
       เนตรนภิศทำทอดถอนใจ
       “แล้วพี่นภาก็เชื่อหรือคะ”
       “ทำไม แกไปรู้อะไรมา”
       “งั้นพี่นภาก็ฟังจากหนูนกเองก็แล้วกันค่ะว่าทำไมหนูนกถึงไม่กล้าพูด”
       “วันนี้ วันนี้พี่ตากับ ผ.อ.เข้าไป เอ้อ มีอะไรกันในห้องกินกาแฟ มีเอาน้ำแดงราดตัวกันค่ะ” นพนภาตาเบิกโพลง
       “ว้าย”
       “แล้วพี่ตาก็เข้ามาหาเรื่องคุณปริม หาเรื่องนกค่ะ ทั้งตบทั้งตี แล้วยังสาดหมึกพิมพ์ราดนกกับพี่ปริมทั้งตัว”
       รัชนกสะอื้นน้ำตาไหลริน
       “อะไรนะ”
       “แล้วพี่ตาก็ประกาศว่าให้รีบไปบอกคุณนภา ให้ไปตบพี่ตารอบสอง พี่ตาจะล้างหน้ารอค่ะ”
       “นี่มัน มันกล้าพูดขนาดนั้นเชียวหรือ”
       นพนภาดวงตาวาว เนื้อตัวสั่นด้วยโทสะ
       
       รถของพงศกรแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านเนตรนภิศ เห็นรถของศักดิ์ชายจอดอยู่ ศักดิ์ชายยืนกอดอกอยู่ข้างรถ ใส่เสื้อโชว์กล้ามเช่นเคยรถของนพนภาจอดอยู่อีกมุม ภายในรถพงศกรกับอมรมองเขม้น
       “ใครน่ะ”
       พงศกรตาวาววับ
       “อ๋อ พี่ชายของรัชนกครับ”
       “รู้จักด้วยเหรอ”
       “คุณรัชนกแนะนำตอนที่ผมไปส่งเธอที่หอพัก”
       อมรมองอย่างสงสัย ทั้งสองลงจากรถ ศักดิ์ชายรีบไหว้อมรทันที
       “สวัสดีครับ”
       “พี่ชายรัชนกเหรอครับ” อมรรับไหว้ศักดิ์ชาย
       “ครับผม ผมมาส่งนกน่ะครับ คุยธุระอยู่กับคุณนภา นภิศ”
       “อ้าวพี่นภามาเหรอ อ้าว แล้วคุณไม่เข้าไปรอในบ้านล่ะ”
       “ไม่ล่ะครับ ผมสูบบุหรี่ เดี๋ยวจะไปรบกวนเปล่าๆ”
       “พงศ์ เข้าบ้านก่อนไหม”
       “ไม่ล่ะครับ วันนี้หวดลูกหนังเสียแขนล้าผมกลับดีกว่า”
       “เจอกัน สวัสดีนะ”
       “ครับ” ศักดิ์ชายไหว้ลา อมรเข้าบ้านไป พงศกรมองศักดิ์ชายแล้วยิ้มตาเป็นประกาย “ไงครับ ตัดสินใจรึยัง”
       “เรื่องอะไรครับ”
       “จะเป็นนายแบบให้ผมไง”
       พงศกรยิ้มรับ
       
       วันต่อมารถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้ากระทรวง มุนินทร์ก้าวลงมาจากรถ มองไปเห็นเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ยืนชะเง้อรออยู่ มุนินทร์สบตาทั้งสามยิ้มกระเรี่ยกระราดดูมีพิรุธ มุนินทร์ไม่สนใจเดินเข้าไป เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เดินตาม
       วีกิจก้าวลงมาจากรถ ผูกเนคไทเส้นใหม่ วีกิจมองดูเงาตัวเองในกระจกข้างพลางขยับปมเนคไท อรพิมและทิพอาภาวิ่งหน้าตาตื่นมา
       “คุณกิจขา ตาล่ะคะ”
       “วันนี้ตาว่าจะมาเองครับ ป่านนี้คงถึงแล้ว”
       “โอ มายก็อด”
       “ทำไงดีล่ะ”
       วีกิจสังหรณ์ใจวูบขึ้น
       
       ที่จอดรถข้าราชการระดับสูงเจนภพลงจากรถยุโรปคันยาวเดินไปยังบันไดแล้วชะงักเมื่อเห็นเนตรนภิศยืนอยู่
       “คุณนภิศ มาทำอะไรที่นี่”
       เนตรนภิศยิ้มพราย
       “มาดูอะไรดีๆ ค่ะ”
       
       มุนินทร์เดินขึ้นบันไดมาแล้วต้องแปลกใจที่เห็นคนในกองยืนออเหมือนรอ มุนินทร์หยุดเหลือบมองไปข้างหลัง เห็นเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ก้าวตามมา มุนินทร์ยักไหล่เดินต่อปริมและรัชนกยืนชิดราวบันไดมองนิ่งมีแววประหลาด มุนินทร์เดินผ่านไปอย่างไม่แยแส
       “เชิดไปเถอะ เดี๋ยวก็รู้สึก”
       “พี่ปริม นกไม่สบายใจเลยค่ะ”
       รัชนกมีท่าทุกข์ร้อนจริงๆ ปริมมองอย่างหมั่นไส้ ทั้งคู่เดินตามไป
       ที่หน้าบันไดผู้คนที่รออยู่บอกต่อคนที่เพิ่งมามีการฮือฮารีบเดินตาม ผู้คนจึงออแน่น วีกิจ ทิพอาภา อรพิมวิ่งมาถึงกับต้องแหวกคนขึ้นไป
       “ขอโทษครับ ขอโทษครับ”
       
       มุนินทร์ก้าวขึ้นสู่ลานกว้างที่มีกระถางไม้ประดับ นพนภาก้าวมาดวงตาวาวโรจน์
       “เดินบานแปดกลีบสิบสองกลีบมาเชียวนะ”
       “คะ”
       “ฉันขอพูดอะไรด้วยหน่อย”
       มุนินทร์ขมวดคิ้วมองดูนพนภา บรรดาไทยมุงเริ่มรุมล้อมเข้ามา นพนภาเห็นท่าทีงงงันแปลกใจก็คิดว่าเป็นการเสแสร้ง
       “อะไรนะคะ”
       “ต๊าย ยังจะมาทำหน้าซื่อ ฉันมาพูดเรื่องแกกับคุณภพ”
       มุนินทร์เพิ่งรู้ว่าคือนพนภา เธอมองนิ่งดวงตาเข้มขึ้น
       “นี่น่ะหรือ นพนภา”
       “ต๊าย แกทำเป็นจำฉันไม่ได้หรือ” มุนินทร์ยักไหล่ไม่ตอบ “เอาล่ะ ยุคนี้เศรษฐกิจมันยังไม่ฟื้น ถ้าหล่อนไม่มีที่ไป
       อยากจะแบกหน้ากลับมาที่นี่ก็ทำไป” บรรดาไทยมุงผิดคาด เลอลักษณ์ ฉกรรจ์ นักรบชูมือถือถ่ายกันสลอน “แต่ฉันขอให้แกทำงานแค่บนโต๊ะ อย่าได้ตะกายไปทำงานบนเตียงกับผัวฉันอีก”
       บรรดาไทยมุงฮือฮา วีกิจ อรพิม ทิพอาภาแหวกคนเข้ามา เจนภพ เนตรนภิศก้าวมา เจนภพหน้าชา เนตรนภิศยิ้มสาใจแล้วพบว่าตนเองยืนข้างแจงจิต แจงจิตมองอย่างรู้ทัน เนตรนภิศเมินทำไม่รู้ไม่ชี้ วีกิจขยับจะก้าวออกไป แต่ประสิทธิ์ชัยดึงไว้ ปริม รัชนกมองดูตาเป๋ง
       “เฮ้ย อย่าเพิ่ง”
       
       “ยุทธการปราบเมียน้อย ภาค 2”

 มุนินทร์ยืดตัวตรง ไม่ได้มีแววกลัวเกรง ดวงตาเป็นประกายกล้า นพนภาก้าวมาใกล้

        
       “แต่ฉันสงสัยว่าน้ำหน้าอย่างแกจะอดได้หรือ สันดานร่าน วัวเคยขาม้าเคยขย่ม รู้เอาไว้ว่าผัวฉันมันไม่เคยจริงจังกับใครหรอก” เจนภพหน้าม้าน หลายคนหันมาดูเจนภพ “อีคนไหนง่าย มาแบให้เขา เขาก็เอาทั้งนั้น”
       “หรือคะ งั้นคุณนพนภาก็คงเคยง่ายแบให้มาก่อนซีคะถึงได้หนีบเอาไว้อยู่”
       นพนภาอ้าปากค้าง ไทยมุงผิดคาดร้องอุทานกันเซ็งแซ่ กลุ่มปริมอึ้ง กลุ่มอรพิมสะใจ
       “ว้าย”
       “ลูกคนแรกน่ะท้องก่อนแต่ง ถึงขั้นต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยไม่ใช่หรือคะ”
       มุนินทร์พูดหนึ่งในข้อมูลที่ซุบซิบในอินเตอร์เน็ต นพนภาหน้าร้อนผ่าว
       “แก”
       “น่าเวทนานะคะ แก่จนต้องไปดึงไปทึ้งทั้งตัวแบบนี้แล้ว ยังหาความสุขสงบไม่ได้ต้องวิ่งแร่ตามผัวไปทุกทิศ จนคนเขาสังเวชกันทั้งเมือง”
       นพนภาเต้นเร่าๆ ชี้นิ้วระริกระรัว
       “แก อีปากนรกแตก อย่ากล้ามาตีฝีปากกับฉัน ฉันเคยเตือนแกแล้ว เสียดายที่คราวนั้นฉันส่งไปแค่คนเดียว ถ้ารู้ว่าแกคันขนาดนี้ คราวหน้าฉันจะส่งไปซักสิบคน”
       “ตาย ระวังผลกรรมมันจะไปตกกับญาติฝ่ายหญิงของคุณนะคะ ยิ่งมีลูกสาวตั้ง 2 คนแบบนี้”
       นพนภาตัวสั่น ไทยมุงร้องฮือ วีกิจขยับตัว ประสิทธิ์ชัยดึงไว้ เจนภพเหงื่อแตกซิก
       “ว้าย แก อีผีเจาะปาก นี่แน่ะ”
       นพนภาถลันเข้าไปเงื้อมือขึ้นตบลง มุนินทร์ใช้แขนกัน เบี่ยงตัวผลักไปอย่างชำนาญ นพนภาเสียหลักเซไปบรรดาไทยมุงสมหวัง แม้จะผิดคาด ร้องฮือกัน
       นพนภาหันมา มุนินทร์เงื้อมือขึ้นตบฉาดลงมา นพนภาหน้าสะบัดร้องกรี๊ดเซไปปะทะกระถางไม้ประดับล้มลงแตกกระจาย มุนินทร์ก้าวตามติด วีกิจ เจนภพตกตะลึงพรึงเพริด ปริม รัชนก เนตรนภิศ งงงันอ้าปากค้าง เลอลักษณ์ นักรบชูมือถือถ่ายแข่งกัน นพนภาตั้งตัวได้ลุกขึ้นเงื้อมือร่าเข้ามาหามุนินทร์ แต่มุนินทร์เบี่ยงตัวหลบ มือนพนภาพลาดไป มุนินทร์ยกกระเป๋าสะพายขึ้นจับด้วยสองมือฟาดเข้าเต็มหน้านพนภา แจงจิตตาเหลือก อรพิมปรบมือ ทิพอาภากระโดด มุนินทร์ฟาดขวาแล้วซ้ายอีกทีหนึ่ง นพนภาเซมาเหนือบันได รองเท้าส้นตึกพลิก บรรดาไทยมุงเงียบงัน
       นพนภากลิ้งตกบันไดลงมาราว 5 ขั้น มากองตรงชานพัก ค่อยๆ มองขึ้นไป มุนินทร์ก้าวมายืนเด่น
       “จำใส่สมองไว้ มุตตาไม่ใช่เหยื่อของแกอีกแล้ว”
       นพนภากรีดร้อง พยายามตะกายลุก ข้อเท้าที่พลิกเจ็บจนหวีดร้องทรุดลงไปใหม่ ชี้นิ้ว
       “อี อีกเฬวราก”
       เจนภพ เนตรนภิศได้สติ เข้าไปประคองนพนภา วีกิจกระโจนพรวดไปหามุนินทร์
       “คุณตา”
       ปริมมีอาการเหมือนเมายา ประสิทธิ์ชัยอ้าปากค้างคล้ายปัญญาอ่อน รัชนกพิศวงระคนทึ่ง อรพิมยิ้มร่า ทิพอาภาเอามือปิดปากตัวสั่น แจงจิตกระพือแฟ้ม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ลดมือถือลง มีอาการเบลอๆ ไทยมุงอื่นๆ
       วิจารณ์แซ่ดแซ่ซ้อง ยิ่งกว่าตลาดสี่มุมเมือง
       มุนินทร์ยังคงตาวาว สะบัดมือวีกิจออกแล้วกระชากเสียง
       “ปล่อยฉัน”
       “ตา”
       “ปล่อยเถอะค่ะ”
       มุนินทร์บอกเสียงอ่อนลง วีกิจเหลือบมองดูนพนภา แล้วแตะข้อศอกหญิงสาว
       “คุณตา เข้าไปข้างในกับผมเถอะครับ”
       เนตรนภิศ เจนภพประคองนพนภา นพนภาปากแตก แก้มเป็นรอยแดง ข้อเท้าบวมเป่งขึ้นมา เนตรนภิศระล่ำระลักแต่ดวงตาสะใจ
       “พี่นภา พี่นภาเป็นไงบ้างคะ”
       “ฉันจะฆ่ามัน ฮือ เจ็บ”
       “อยู่เฉยๆ เถอะ อย่าเพิ่งขยับ”
       “ไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ โธ่ พี่นภา พี่นภา ทำไมเป็นยังงี้ไปได้”
       “นี่ หยุดคร่ำครวญนะ อีน้องบ้าจะช่วยฉันก็ไม่มี นี่ อุ้มฉันเดี๋ยวนี้นะภพ”
       “หลังผมเจ็บอยู่ ไม่ไหวหรอก เฮ้ย มานี่หน่อย แกสามคนนะแหละ” นักการ 3 คนถือกรรไกรตัดแต่งต้นไม้ ตัวเป็นมันเลื่อมด้วยเหงื่อเข้ามา “อุ้มคุณนภาไปรถฉันที”
       “ว้าย เรื่องอะไรให้พวกจับกังมาอุ้มฉัน”
       “อย่าเรื่องมากน่า ไป”
       นักการทั้ง 3 แบกนพนภาไป เนตรนภิศหิ้วรองเท้านพนภาวิ่งตาม เจนภพเงยหน้าดูมุนินทร์มองตอบอย่างเย็นชา
       “ไปเถอะค่ะ คุณกิจ”
       มุนินทร์หมุนตัวเดินไปกับวีกิจ เจนภพสะบัดหน้าตามกลุ่มนพนภาไป บรรดาไทยมุงวิจารณ์แซ่ซ้อง เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เช็คคลิปในมือถือ พอใจกับภาพที่ได้
       “ต๊าย 2012 เมียน้อยถล่มโลก”
       
       มุนินทร์กลับมาที่ห้องทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ลงมือทำงานอย่างปกติ ไม่ยี่หระกับเหตุการณ์เมื่อครู่
       วีกิจยืนดูอย่างประหลาดใจ
       “นี่ผมไม่อยากเชื่อเลยนะฮะนี่”
       “คุณก็เห็นกับตาแล้วไม่ใช่หรือคะ หรือว่าคุณอยากให้ฉันขอโทษญาติของคุณ”
       “ถ้าคุณไม่อยากพูด ผมคงไม่บังคับให้คุณขอโทษหรอกฮะ”
       “ค่ะ ฉันไม่ขอโทษ แล้วก็ไม่เสียใจด้วย”
       วีกิจมองมุนินทร์มีแววปรามผสมกับความอ่อนโยน
       “แต่ผมเป็นห่วงสิ่งที่จะตามมาต่างหาก”
       “อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดเถอะค่ะวีกิจ ฉันตัดสินใจสู้และฉันจะไม่ถอยด้วย”
       “ถ้าเขาบีบให้คุณออกจากงานล่ะฮะ”
       “ฉันไม่คิดว่าฉันจะทำงานที่นี่ตลอดไปหรอกค่ะ ฉันแค่มาสะสางอะไรต่ออะไรที่มันคั่งค้างเท่านั้นเอง” มุนินทร์มองเลยไป ดวงตาวาววับเหี้ยมเกรียม แล้วสบตาวีกิจแววตาก็อ่อนลง “คุณกลับไปทำงานเถอะค่ะ”
       “ครับ”
       วีกิจออกไป แจงจิต ทิพอาภา อรพิมเข้ามา ทิพอาภา อรพิมเข้ามาใกล้ ทิพอาภาจับแขนมุนินทร์บีบน้ำตาหยด
       “ตา ฮือ”
       “ว้าย นังบ้า ร้องไห้ทำไมยะ”
       “เธอเป็นอะไรนี่”
       “ฉันดีใจที่เธอตบนัง เอ๊ย คุณนพนภาซะคว่ำ”
       “ยายตา ข้าน้อยขอคารวะ เธอเด็ดจริงๆ นังหน้าบวมเท่ากะโล่”
       แจงจิตทำหน้าเซ็ง
       “มุตตานะมุตตา”
       “อะไรคะ พี่แจง”
       “เธออยากให้เป็นเรื่องตาต่อตา ฟันต่อฟันหรือ”
       “มันก็ยุติธรรมดี ไม่ใช่หรือคะ”
       “เธอไม่เคยได้ยินบ้างหรือ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ เธอยิ่งต่อมันก็ยิ่งไม่มีวันจบ” มุนินทร์นิ่งฟัง แต่ก็มีแววดื้อดึง แจงจิตตัดบท “เอ้า พอๆ ไปทำงานทำการ เห็นแก่ประชาชนผู้เสียภาษี”
       
       ทุกคนแยกย้ายกันไป มุนินทร์นั่งลงพยายามทำงาน

  ที่โรงพยาบาล ห้องคนไข้หรูหราคล้ายห้องสวีทของโรงแรมมีส่วนรับแขกด้านนอกมีห้องนอนคนไข้ด้านในพร้อมระเบียงชมวิว นพนภานอนบนเตียงคนไข้ แก้มบวม หน้าแดงเป็นปื้น ปากแตก แถวขมับเขียวช้ำ ข้อมือมีผ้าพันยึดกล้ามเนื้อ ข้อเท้าก็พันไว้เป็นก้อนใหญ่ นภางค์ยืนกระพือพัด เนตรนภิศคอยดูแล

        
       “นี่มันยังไงกัน ยายนภา”
       “หนูก็ไม่รู้ค่ะว่ามันหลบไปฝึกวิชามาจากไหน”
       “แล้วตบกันประสาอะไร ถึงต้องแอดมิดแบบนี้”
       “มันตบน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่พี่นภาเกิดใส่ส้นตึกไป พอมันตบพี่นภาส้นตึกพลิกก็เลยหัวทิ่มตกลงไปค่ะ”
       นพนภาตาเขียวคว้าหนังสือธรรมะชำระใจที่หัวเตียงปาใส่เนตรนภิศ เนตรนภิศหลบทัน
       “หุบปากเลย ไม่ต้องจาระไน สาระแนนัก อยู่ก็อยู่ตรงนั้นจะช่วยฉันตบมันซักนิดก็ไม่มี”
       “ใครจะกล้าคะ มันตบซ้ายตบขวายังกะนักวอลเลย์”
       “พอ ถ้าแกพูดอีก ฉันจะตบแกแทน”
       “ต๊าย ฉันก็คิดว่าแกจะไปตบมันรอบสอง เฮ้อ นี่โลกมันจะแตกจริงๆ มั้งนี่เมียหลวงถึงเดินตรอก เมียน้อยขี้ครอกเดินถนน”
       เนตรนภิศรินน้ำส้มส่งให้นพนภา
       “ทานน้ำส้มให้เย็นใจก่อนเถอะค่ะ”
       จนภพเปิดประตูเข้ามา นพนภาปาแก้วน้ำส้มใส่ เจนภพหลบทัน
       “หมอว่ายังไงบ...เฮ้ย”
       “ไม่ต้องมาถาม ไม่ต้องมาทำเป็น เป็นห่วงฉัน”
       “มาแล้วหรือนายตัวดี”
       “โธ่ คุณแม่”
       “ฉันยกลูกสาวให้ไปตบแต่ง ไม่ใช่ให้แต่งไปโดนตบ”
       “โธ่ คุณแม่ ผมกับเด็กนั่นเลิกกันแล้วจริงๆ”
       “เลิกน่ะเลิกอะไร เลิกผ้าเลิกผ่อนกันนะซี”
       เจนภพถอนใจเข้ามาดูที่เตียง นพนภาขยับหนีแล้วเจ็บขา
       “เป็นยังไงบ้าง”
       “ก็แหกตาดูซี ไม่มีตาหรือ ไปบอกนังนั่นนะว่าฉันไม่เป็นไร แค่มาเช็คร่างกายออกไปเมื่อไร ฉันจะเอาคืนเป็นสิบเท่า”
       “โธ่ อย่าให้มีเรื่องมีราวกันอีกเลย ผมเป็นข้าราชการนะคุณ”
       “ข้าราชกามน่ะซี อ้อ นี่ คุณเอาไปรายงานมันหรือว่าฉันท้องยายต้องก่อนแต่ง”
       นภางค์ค้อนเจนภพ เนตรนภิศกลั้นยิ้ม
       “บ้าซี ใครจะเอาไปพูด”
       “ไม่พูด แล้วอีนั่นมันจะแส่รู้ได้ยังไง”
       หมอกับพยาบาลเข้ามา ทุกคนรีบทำตัวเป็นสุภาพชน
       “เชิญคุณนพนภาเช็คร่างกายได้แล้วครับ”
       
       หมอลงทุนเข็นรถเข็นเอาใจคนไข้ นพนภานั่งยิ้มบนวีลแชร์ นางพยาบาลเดินนำ เจนภพ นภางค์ เนตรนภิศเดินตามมาเป็นหาง ทั้งคณะผ่านมาที่เคาน์เตอร์ มีพยาบาล 4-5 นางมาสุมหัวดูจอคอมพิวเตอร์ พลางวิจารณ์กันแซ่ด
       “ใช่จริงๆ แหละเธอ”
       “ไหนบอกว่าปีนไปห่มผ้าภูเขาทองแล้วตกลงมาไง”
       “ก็ใครจะมาบอกล่ะว่าโดนเมียน้อยตบมา”
       “นี่เขาบอกว่านี่เป็นภาคต่อ คลิปแรกชื่อว่า ตบน้อยหน้ากระทรวง”
       นพนภาตาเบิกโพลง นางพยาบาลที่เดินนำพยายามส่งซิกแต่ไม่ได้ผล พยาบาลที่เคาน์เตอร์โบกมือเรียก
       “มานี่เร็วเธอ คลิปเด็ด”
       เจนภพหน้าซีด นภางค์ถลึงตาใส่นพนภาตัวสั่น หมอกระแอม
       “นี่ พวกคุณ”
       พยาบาลทั้งสี่หันมาเห็นนพนภาเต็มตาก็สะดุ้งราวเห็นผี พับโน้ตบุ๊คปิดฉับ
       “ดูอะไรกัน” นพนภาถามเสียงห้วน
       “อุ๊ย ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณนพนภา”
       นพนภาลุกพรวดขึ้นแล้วเซ หมอยื่นแขนให้จับ นพนภาโผไปเกาะเคาน์เตอร์
       “ไม่มีอะไร ก็ขอฉันดูหน่อย”
       พยาบาลหน้าเสียสบตาหมอ หมอพยักหน้า นางพยาบาลเปิดโน้ตบุ๊คอย่างอิดออด นพนภาเข้าไปปาดนางพยาบาลออกนั่งลงดู เจนภพเข้าไป
       “คุณจะดูไปทำไมกัน”
       “ก็ดูให้มันจำไง ว่ามันทำกับฉันอย่างไงบ้าง”
       “ใช่ค่ะ ต้องดู คุณแม่มาดูซีคะ ว่านังดอกส้มดอกชมพูมันตบพี่นภายังไง”
       “แก พูดน้อยๆ หน่อยเถอะยายนภิศ”
       นภางค์ เนตรนภิศเข้าไปสุมหัว นางพยาบาล เข้าไปเกาะกลุ่มกัน
       คลิปโหลดสำเร็จภาพในจอเริ่มเป็นภาพจากมือถือเลอลักษณ์ ถ่ายช่วงการด่าทอนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นภาพนพนภาโผนมาตบ โดนมุนินทร์ตบกลับ นพนภาตัวสั่น นภางค์อ้าปากค้าง เนตรนภิศตาวาว หมอสบตาเจนภพ
       ภาพในคลิป มุนินทร์บนพนภาด้วยกระเป๋าถือ นพนภาเซตกบันได นพนภาร้องกรี๊ดสุดเสียง
       
       ที่ห้องทำงานวีกิจ เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ก็กำลังดูคลิปนพนภาถูกตบเหมือนกัน ทั้งสามนั่งทำท่าปลาบปลื้มภาคภูมิใจ ทางด้านหลังมีปริม รัชนก ประสิทธิ์ชัย มองดูอย่างสยองนิดๆ แถมมีคนแผนกอื่นมาดูด้วย 5-6 คน
       “ต๊าย ดูยอดวิวของหล่อนซียะ ขึ้นเป็นสองหมื่นแล้ว ขนาดเพิ่งอัพไป 2 ชั่วโมงเอง”
       “ไหน ไหนดูคลิปของฉันบ้าง”
       “ก็ไปดูโต๊ะหล่อนซียะ”
       “ไม่ได้ย่ะ เดี๋ยวไม่ใช่คลิปแบทเทิ่ล”
       ภาพคลิปจากมือถือนักรบ มุมต่างกันนิดหน่อยแต่จบลงที่มุนินทร์ยืนเด่น
       “ต๊าย ยอดวิวฉันชนะเลิศ” นักรบหันมาหาปริม รัชนก ประสิทธิ์ชัย “ไงคะ ลงคะแนนซิว่าชอบคลิปไหนมากกว่ากัน”
       วีกิจอยู่ที่โต๊ะ เหลือบมองแล้วพยายามทำงานต่อ
       “เชอะ ฉันชอบคลิปก่อนมากกว่า คลิปตบน้อยหน้ากระทรวงน่ะ”
       “อุ๊ยตาย ไม่ชอบคลิปตบหลวงหน้ากองหรือคะ”
       ปริมทำหน้าแสยะ
       “แต่ผมชอบ 2 คลิปนี้มากกว่า เมีย ผ.อ.เจอของแข็งซะมั่ง”
       “คุณสิทธิ์ พูดอะไรคะ”
       รัชนกบุ้ยบ้ายไปทางวีกิจว่ายังไงนพนภาก็เป็นอาสะใภ้วีกิจ วีกิจมองมานิ่งๆ ประสิทธิ์ชัยคอหดยิ้มแหยๆ
       “ขอโทษว่ะ”
       “อุ๊ย ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ดูท่าคุณกิจก็ชอบคลิปตบหลวงหน้ากองมากกว่าเข้าข้างกันซะขนาดนั้น” ปริมบอก
       “ไม่ว่าคลิปไหน ผมก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละฮะ ผมว่าคนเราไม่ควรแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง”
       มุนินทร์เดินเข้ามาพอดี ชะงักกึกได้ยินคำพูดของวีกิจ ปริมมองเลยไปแล้วยิ้มเยาะ
       “อย่ามาบอกฉันเลย ฉันไม่เคยรุนแรงกับใครบอกคนที่ชอบก่อแต่ความรุนแรงดีกว่า”
       วีกิจชะงักหันมามองมุนินทร์ มุนินทร์เหยียดยิ้มมองปริม
       “แน่ใจหรือคะว่าคุณไม่เคยทำรุนแรงกับใคร บางทีความรุนแรงมันอาจไม่ได้อยู่แค่ การลงไม้ลงมือหรอกค่ะ การพูดจาส่อเสียด ซุบซิบนินทาใส่ร้าย ป้ายสี มันก็เป็นความรุนแรงแบบหนึ่งเหมือนกัน”
       ปริมชะงักเถียงไม่ออก เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ พยักเพยิดเห็นด้วย
       “จริงแท้แน่นอน”
       
       “ถูก”

มุนินทร์เดินเข้ามาใกล้ คลิปในจอวนมาจบคลิปที่ภาพฟรีซมุนินทร์อีกครั้งพอดี

        
       “ส่วนคนที่เผยแพร่ความรุนแรงออกไปในวงกว้างเพื่อความสนุกหรือความสะใจก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรงเหมือนกัน”
       กลุ่มกะเทยชะงัก พวกแผนกอื่นขยับถอยกลัวมีการตบ
       “อุ๊ยไม่จริง เราไม่ได้ทำเพื่อความสะใจ”
       “เราไม่ได้สนุกสนานอะไรซักหน่อย”
       “แล้วทำไปทำไมคะ”
       ฉกรรจ์ นักรบ พยายามหาข้อแก้ตัว แต่นึกไม่ออก เลอลักษณ์เกิดปัญญาพวยพุ่ง
       “เราก็แค่อยากให้โลกเห็นตัวอย่างที่...ง่า...ไม่ดี สังคมจะได้ฉุกใจได้คิดกัน”
       “ใช่ๆ เพื่อปลุกจิตสำนึก”
       “เพื่อเรียกร้องศีลธรรมให้กลับมา”
       มุนินทร์ เลิกคิ้ว ยิ้ม
       “ตายจริง พูดเหมือนหนังสือซุบซิบดาราที่ลงแต่ภาพหลุดแล้วอ้างว่าเพื่อผดุงศีลธรรม ให้ดาราทำตัวให้ดี ใช่ไหมคะ” กลุ่มกะเทยชูคางสูงตั้งคืบ มุนินทร์กวาดตามองไปยังรัชนก “ทั้งที่ความจริง ฉันว่าทุกคนก็มีเรื่องแย่ๆ ซุกซ่อนเอาไว้พอๆ กัน ยิ่งแสนดีเท่าไร เบื้องลึกก็อาจจะยิ่งร้ายเท่านั้น”
       รัชนกมองมุนินทร์อย่างอ่อนโยนปลอบใจ
       “พี่ตา”
       มุนินทร์ยิ้มอย่างยกย่องการไม่หลุดบทของรัชนกกลุ่มกะเทยค้อน
       “ไม่จริง พวกเราไม่เคยมีเรื่องซุกเรื่องซ่อนอะไรทั้งนั้น”
       “ช่าย เราไม่ใช่อีแอบ”
       “พวกเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
       “แน่ใจนะคะ”
       กลุ่มกะเทยหูตาล่อกแล่กแว่บหนึ่ง แล้วมองหน้ารวมพลังทำแข็งขึ้น
       “จริงแท้แน่นอน”
       มุนินทร์ยิ้ม ดวงตาฉายแววร้าย
       “งั้นก็ขอให้ความจริงคุ้มครองทุกคนก็แล้วกันค่ะ”
       วีกิจก้าวมามองอย่างขอร้องแกมบังคับ
       “เที่ยงแล้ว ออกไปกินอะไรกันข้างนอกดีกว่าฮะ”
       มุนินทร์ยิ้มเดินไปกับวีกิจ ปริมเชิด แก๊งค์กะเทยค้อนขวับ คนแผนกอื่นวิจารณ์แซ่ด
       
       วีกิจและมุนินทร์เดินมาในศูนย์การค้าหรู ทั้งคู่มาหยุดหน้าวินโดว์ดิสเพลย์ของร้านหนึ่งที่โชว์ชุดบางเบาสีสวยหวานอย่างที่มุตตาชอบ
       “จะเข้าไปดูไหมฮะ”
       “ไม่ไหวล่ะค่ะ ใส่แล้วเดี๋ยวน้ำตาลขึ้น”
       “สวยดีออกฮะ แต่ไหนแต่ไรมาก็เห็นคุณชอบแต่งแต่แบบนี้”
       มุนินทร์ยกมือหนึ่งทาบกับกระจกมองเข้าไปนิ่ง เงาสะท้อนของเธอทาบทับกับชุดบนหุ่นโชว์ มุนินทร์น้ำตาเอ่อขึ้น
       “ต่อไปจะไม่ได้เห็นแล้วค่ะ มุตตาคนเดิมไม่มีอีกต่อไปแล้ว”
       มุนินทร์เงยหน้าหันมาดวงตากลายเป็นแข็งกร้าว วีกิจมองอย่างสะเทือนใจ
       “จะกินอะไรกันดีฮะ ไปฟู้ดคอร์ทหรือไปร้านประจำของคุณ”
       “ร้านกิฟท์ช็อปนั่นน่ะหรือคะ ไม่เอาค่ะ”
       “งั้นร้านนี้ไหมฮะ เป็นเบเกอรี่ แต่ว่ามีอาหารจานเดียวง่ายๆ ด้วย”
       วีกิจชี้ไปที่มุมอาหารกาแฟ เบเกอรี่ ที่กางร่มจัดโต๊ะไว้ท่ามกลางกระถางไม้ประดับ มุนินทร์พยักหน้า สาวสวยคนหนึ่งแต่งตัวแบบสาวออฟฟิศเดินสวนมา แล้วชะงักทำตาโต
       “มายก็อด นิน”
       “ศร”
       ทั้งคู่จับไม้จับมือ จูบแก้มซ้ายย้ายขวา วีกิจมองอย่างงงๆ
       “กลับมาตั้งแต่เมื่อไรนี่” ลูกศร เพื่อนสนิทของมุนินทร์ถาม
       มุนินทร์หันมาหาวีกิจ
       “วีกิจไปจองที่ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมีใครตัดหน้า”
       ลูกศรยิ้มให้วีกิจ วีกิจค้อมศีรษะให้แล้วเดินไปรอที่โต๊ะหนึ่ง
       “นี่ ฉันถามว่าเธอกลับมาจากนิวยอร์คตั้งแต่เมื่อไร”
       “สิบกว่าวันแล้ว”
       “มิน่าล่ะ จู่ๆ ก็หายไป เฟซบุ๊คก็ไม่เข้า ฉันโทรไปเซลโฟนเธอก็ไม่เปิด”
       “ตอนนี้ฉันใช้เครื่องอื่นอยู่ ตอนนี้ที่บ้านฉันมีเรื่องยุ่งๆ ก็เลยยังไม่ได้ติดต่อศร”
       “ยุ่งอะไรนักหนา”
       “ยุ่งอย่างที่ไม่รู้จะเล่ายังไงเลยล่ะ ตอนนี้ฉันกำลังสะสางอยู่”
       “งานน่ะรอเธออยู่นะจ๊ะ บอสถามฉันว่าเมื่อไร มิสมุนินทร์ถึงจะมารายงานตัวซักที”
       “คงอีกไม่นานนักหรอก”
       ลูกศรหันไปดูวีกิจที่กำลังจิบกาแฟรอ
       “แล้วนั่นใคร ทำไมไม่แนะนำให้ฉันรู้จัก เสียมารยาท”
       มุนินทร์อมยิ้ม
       
       มุนินทร์เดินมาที่โต๊ะวีกิจลุกขึ้นต้อนรับแล้วนั่งลงพร้อมกัน บริกรเอาเมนูมาให้
       “ทานอะไรดีฮะ”
       “คุณสั่งก็แล้วกันค่ะ ขอกาแฟอีกที่นะคะ”
       “เพื่อนคุณตาหรือฮะ”
       “ค่ะ เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน”
       “ท่าทางเปรี้ยวดีนะฮะ”
       “ฉันถึงได้ไม่แนะนำให้คุณรู้จักไงคะ”
       วีกิจชะงักหน้าแดงนิดๆ มุนินทร์มองดูมีแววเอ็นดู
       “โธ่ เห็นผมเป็นคนไว้ใจไม่ได้ไปได้”
       “ใครบอกคะ ฉันไม่ไว้ใจเพื่อนฉันต่างหาก เมื่อกี้ยังชมเลยว่าคุณน่ารัก” วีกิจเขินถึงขั้นเกาจมูก “ฉันพูดเล่นน่ะค่ะ ยายลูกศรแค่ดูเปรี้ยวเท่านั้นล่ะค่ะ จริงๆ แล้วคอนเซอเวทีฟจะตาย”
       “รู้ไหมเดี๋ยวนี้คุณพูดไทยคำฝรั่งคำบ่อยขึ้น”
       “หรือคะ เป็นนิสัยที่ไม่ดีใช่ไหมคะ”
       “เอ คุณลูกศรเขาเรียกคุณว่าอะไรฮะ”
       “อะไรหรือคะ” มุนินทร์ทำหน้าซื่อ
       “ผมได้ยินคุณลูกศรเรียกคุณว่านิน”
       “อ๋อ ชื่อเล่นสมัยมหา'ลัยน่ะค่ะ ตอนนั้นฉันเรียนไปทำงานไปก็เลยต้องแว่บไปแว่บมาอาจารย์ก็เลยเรียกฉันว่า แม่นินจา”
       “แปลว่าคุณต้องโดดเรียนบ่อยๆ หรือฮะ”
       “ก็ใช่นะซีคะ เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะค่ะไม่อยากให้คุณรู้เรื่องแย่ๆ ของฉันมากไป”
       “เอ จะคุยเรื่องอะไรดีล่ะฮะ”
       “เรื่องเนคไทเส้นใหม่ของคุณดีไหมคะ” วีกิจยิ้มเขินๆ “ตอนนี้มันกำลังแย่งกาแฟคุณกินอยู่ค่ะ”
       
       วีกิจชะงัก ก้มดูเห็นเนคไทเส้นใหม่จุ่มลงในถ้วยกาแฟ

เป็นเวลาช่วงบ่าย แจงจิตกำลังพูดโทรศัพท์กับเจนภพ

       
       “ค่ะ ผ.อ.จะเลยไปศูนย์ประชุมเลยใช่ไหมคะ ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะตามไปค่ะ” มุนินทร์นั่งพิมพ์งาน ยิ้มเยาะนิดๆ อรพิม ทิพอาภาเหลือบดู “ที่นี่หรือคะทุกอย่าง ปกติดีค่ะ” แจงจิตมองมายังมุนินทร์ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ ค่ะ เดี๋ยวเจอกันค่ะ” แจงจิตวางหูแล้วรวบแฟ้มลุกขึ้น “เอ้า พวกหนูๆ”
       อรพิม ทิพอาภา เพื่อนร่วมงานอีกสองคนทำหน้างงเอามือชี้หน้าอกตัว แจงจิตมองอย่างรู้เช่นเห็นชาติ
       “แมวไม่อยู่ อย่าร่าเริงกันให้เกินเหตุนะจ๊ะ”
       “แหม ไม่หรอกค่ะ”
       “เราเห็นแก่ประเทศชาติและผู้เสียภาษีค่ะ”
       แจงจิตส่ายศีรษะเดินไปยังไม่ทันลับตัวดี เพื่อนร่วมงานสองคนก็เข้าเช็คคลิปในยูทูบสุมหัวพูดกันเบาๆ
       เหลือบดูมุนินทร์ไปด้วย อรพิม ทิพอาภาเลื่อนเก้าอี้พรวดมาคุยกับมุนินทร์
       “ต๊าย สะใจสะบะละฮึ่มที่สุด คลิปตบหลวงลงไปกอง”
       “ตบหลวงหน้ากองย่ะ นังบ้า”
       “ความจริงพวกที่เอาคลิปไปลงนี่ ถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะ”
       “จะแจ้งลบไหมล่ะตา”
       “อุ๊ย พอลบได้ 5 นาทีก็มีอีพวกที่โหลดไว้เอามาลงใหม่ ดูอย่างคลิปก่อนซีคุณกิจแจ้งลบตั้งร้อยหนได้”
       มุนินทร์เลิกคิ้ว ครึ่งหนึ่งซาบซึ้งน้ำใจวีกิจ อีกครึ่งก็ยิ่งเจ็บแค้นแก๊งค์กะเทย
       “คนที่ละเมิดคนอื่น เวลาที่ถูกเขาละเมิดบ้างจะทำหน้ายังไงนะ”
       มุนินทร์คลิกหน้าจอขึ้นลิสต์อีเมล์ของเจ้าหน้าที่กองมีอีเมล์ของเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ขึ้นมา
       
       คืนนั้นระหว่างอยู่ที่ห้องมุนินทร์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค รัวนิ้วบนแป้นพิมพ์อย่างชำนิชำนาญ
       ที่ห้องนอนเลอลักษณ์ เลอลักษณ์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังแชทอยู่กับเด็กมัธยมต้น มุนินทร์อยู่หน้าคอมฯ กำลังหาทางเข้าแอคเคาน์อยู่
       ที่ห้องนอนนักรบ นักรบอยู่หน้าคอมฯ กำลังเล่นแคมฟร็อก ฉกรรจ์ยังคงแต่งชุดทำงาน ผูกไทมาชะโงกดู แล้วนั่งเบียด แชทกับฝรั่งด้วย
       มุนินทร์ยังอยู่หน้าคอมฯ ยิ้มอย่างชั่วร้าย
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น ที่หน้ากระทรวง บรรดาข้าราชการและลูกจ้างมากันแล้วค่อนข้างหนาตา ทุกคนกำลังซุบซิบกันอยู่
       วีกิจและมุนินทร์เดินมาจากลานลอดรถ วีกิจมีท่าทางเป็นห่วงพร้อมประคับประคองแต่มุนินทร์เดินอย่างผ่อนคลายคล้ายสุขใจบางอย่าง
       “เป็นไงบ้างครับ”
       “ง่วงค่ะ เมื่อคืนฉันท่องไซเบอร์สเปซเพลินไปหน่อย”
       มุนินทร์มองไปเห็นเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์กำลังเดินลัดเลาะมา
       “อุ๊ยตาย มาพร้อมกับเราเลย”
       “ดูซิตัว คนทั้งกระทรวงมาออกันเต็มกะไดเลย”
       “จะอะไร ก็มารอดูหนังหน้ายายมุตตาน่ะแหละ”
       มุนินทร์และวีกิจเดินมาถึง บรรดาชาวกระทรวงมองมุนินทร์บ้างแต่ไม่สนใจนัก กลุ่มกะเทยผิดสังเกต
       “อุแม่เจ้า ทำไมไม่มีใครสนใจเลย”
       “หรือว่าชาวกระทรวงเราลืมง่าย”
       “อย่างงี้แปลว่าต้องมีข่าวอื่นมากลบแน่ๆ เลย”
       “พวกเรากอสซิปเกิร์ล ตกข่าวไปได้ยังไงยะ”
       บรรดาแก๊งค์กอสซิปเกิร์ลวิจารณ์ไป เดินมาถึง บรรดาคนที่ออกันเต็มมองมาแล้วมีอาการฮือฮาชี้ชวนกัน บ้างซุบซิบ บ้างหัวเราะ บ้างมองหัวจรดเท้า เลอลักษณ์ทำตาปริบๆ เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล นักรบและฉกรรจ์แอบขยับถอย เลอลักษณ์เดินขึ้นบันได บรรดาไทยมุงเริ่มมีการผิวปาก เฮฮา เสียงแซวเลอลักษณ์
       “หน้าซื่อๆ ไม่นึกเลย”
       “ไงจ๊ะ แม่แมวยั่วสวาท”
       เลอลักษณ์แน่ใจตาเบิกกว้าง หน้าซีด
       “แม่แมวกินเด็กชายไปกี่ศพแล้วจ๊ะ”
       มุนินทร์ชะงักฝีเท้าเหลือบมาดู
       
       ปริมอยู่ที่โต๊ะทำงานยังไม่ตื่นดีนัก หาวหวอดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วคลิกดูอีเมล์ ภาพในจอปรากฏ ปริมตาเบิกโพลง
       “ต๊าย รูปลามก”
       ประสิทธิ์ชัย รัชนกขยับมาดู ภาพในจอ มีรูปเลอลักษณ์แต่งหน้าวูบอยู่ในชุดแคทวูแมนที่เปิดเปลือยกว่าต้นฉบับ แต่ยังมีหน้ากากทำให้ไม่รู้ว่าใคร เป็นคลิปที่เอาภาพนิ่งมารวมแถมมีเพลงประกอบ
       “เอ ดูคุ้นๆ นะครับ”
       ภาพต่อไปเห็นนางแมวป่ากำลังคลอเคลียเด็กชายในชุดลูกเสือ เด็กยังไม่ 15 ดี มีท่าทางตื่นๆ กลัวๆ
       “ว๊ายตายแล้ว เด็กจับหัวแมว แมวกินหัวเด็ก”
       ภาพต่อไป นางแมวยืนผงาด เด็กคลานอยู่ที่พื้น นางแมวตวัดแส้รัดคอไว้
       “รูปสุดท้าย ไม่ใส่หน้ากากค่ะ”
       รัชนกบอก รูปสุดท้ายเลอลักษณ์นั่งคร่อมเก้าอี้ เอาศอกวางบนพนักแบมือรองหน้าทำปากเผยอเซ็กซี่ ไม่ใส่หน้ากากเห็นหน้าที่แต่งวูบ ปริม ประสิทธิ์ชัย รัชนกตาเหลือกเหมือนเห็นผี
       “อี...เอ๊ย...ยายเลอลักษณ์”
       เลอลักษณ์ก้าวพรวดมาในห้องเห็นภาพเต็มตาก็คุกเข่าแปะลงไปกับพื้น นักรบ ฉกรรจ์ไปยืนห่างเกาะกันทำท่ารังเกียจ ปริม รัชนก ประสิทธิ์ชัยยืนพูดไม่ออก ที่หน้าประตู แจงจิต อรพิม ทิพอาภา มายืนออ มุนินทร์ยืนกอดอกยิ้มนิดๆ แววตาสะใจวีกิจมองดูท่าทีมุนินทร์
       “นี่ไงคะ เบื้องหลังความบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
       “เหมือนที่คุณพูดไว้เมื่อวานเลย”
       “ทุกคนมีโครงกระดูกในตู้ทั้งนั้นแหละค่ะ”
       
       วีกิจไม่แน่ใจ แต่คิดว่าหญิงสาวต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง

วันเดียวกันนั้นขณะที่ทุกคนกำลังทำงานง่วนอยู่ ทันใดก็มีอีเมล์เข้าที่คอมพ์แจงจิต ทิพอาภา อรพิม และพื่อนร่วมงานอีกสองคน ทุกคนคลิกดู

       
       “อะไรอีกล่ะ คงไม่ใช่รูปลามกอีกนะ”
       “เมื่อเช้ายังซวยลูกกะตาอยู่เลย”
       “แหม คงไม่มีอะไรทุเรศกว่ายายเลอลักษณ์แล้วค่ะ ว้าย”
       ทิพอาภาชะงักกึก แล้วกรีดร้องสุดเสียง มุนินทร์ยิ้มนิดๆ นั่งพิมพ์งานไม่รู้ไม่ชี้
       
       นักรบและฉกรรจ์เดินบิดมายังโรงอาหาร
       “มันหลุดไปได้ยังไงยะ”
       “ฉันว่าอีเด็กลูกเสือนั่นต้องคิดจะแบลคเมล์นังลักษณ์แน่ๆ เลย”
       “สมน้ำหน้านาง”
       “หน้าเหมือนปลาบู่ ดันแต่งเป็นนางแมวป่า ฮิ ฮิ ฮิ”
       นักรบกับฉกรรจ์ก้าวเข้ามาในโรงอาหาร เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของโรงอาหารเงียบลงจนผิดปกติ ฉกรรจ์กับนักรบมองไปเห็นผู้คนสะกิดกันมองมา บ้างหัวเราะ บ้างขยะแขยง บ้างดูถูกเหยียดหยาม บางคนทำหน้าอ้วกแตก นักรบกับฉกรรจ์หน้าเหรอ มองหน้ากัน เหงื่อกาฬเริ่มแตก
       
       ขณะนั้นปริม ประสิทธิ์ชัย รัชนก วีกิจนั่งตกตะลึงพรึงเพริดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของปริม
       “นี่ นี่ใช่อย่างที่ฉันเห็นหรือเปล่า”
       “คุณตาไม่ฝาดหรอกฮะ”
       “ตายแล้ว”
       “ไม่ต้องถามความเห็นผมนะฮะ”
       นักรบและฉกรรจ์วิ่งพรวดพราดเข้ามา ทั้งสี่หันมาดู มองสองคนอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นักรบและฉกรรจ์เพ่งดูในจอคอมพิวเตอร์แล้วร้องกรี๊ดพร้อมกัน
       ภาพในจอเป็นภาพนักรบและฉกรรจ์เปิดเปลือยคลอเคลียกันเป็นภาพเคลื่อนไหว ปริมลุกขึ้นยืน ประสิทธิ์ชัย วีกิจขยับถอยมีอาการกลัวๆ
       “นี่หล่อน 2 คน กินกันเองหรือยะ”
       “ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างที่เห็นนะคะ”
       “มันมีปาร์ตี้น่ะค่ะ”
       “ก็เลยเมาแล้วฟาดกันเอง”
       “ไม่ใช่ค่ะ ในปาร์ตี้มันมีเกมทรูธออร์แดร์ค่ะ”
       “ฮือ ฮือ อย่า”
       อรพิม ทิพอาภา มุนินทร์เดินผ่านมา คุยกันให้เสียงดังเข้ามา
       “อย่างนี้ถือได้ว่าเป็นเลสเบี้ยนไหมคะ”
       “เขาเรียกรสสวาทคนกันเองไงยะ”
       ฉกรรจ์ นักรบกุมมือกัน ทำหน้าจะร้องไห้ มุนินทร์ก้าวเข้ามามีแววยิ้มเยาะเปิดเผย ฉกรรจ์และนักรบมองดูมือตัวเองแล้วสะบัดออกรีบแยกจากกัน
       “เที่ยงกว่าแล้ว ยังไม่ไปกินข้าวอีกหรือคะ”
       “ผมมัวแต่เช็คเมล์อยู่นะฮะ” วีกิจบอก สองกระเทยค้อนขวับ
       “วันนี้เราคงกินที่โรงอาหารได้มังคะ”
       “ทำไมหรือฮะ”
       “ก็วันนี้มีภาพตัวอย่างที่ไม่ดี ที่ไม่ผดุงศีลธรรมเสียจนเรื่องของฉันกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลยน่ะซีคะ”
       วีกิจมองอย่างรู้ทันว่าต้องเป็นฝีมือหญิงสาว
       “ฝีมือใครกันแน่นะนี่”
       “ไม่ใช่ฝีมือตาแน่ๆ ค่ะ ตาไม่มีทางมาตอบโต้อะไรแบบนี้”
       มุนินทร์มีแววขมขื่น เศร้า เจ็บแค้นวูบหนึ่ง
       “แล้วที่คุณทำกับอานภาเมื่อวานนี้ล่ะฮะ”
       “นี่คุณยังไม่หิวหรือคะ แต่ฉันหิวจนแสบท้องแล้ว”
       มุนินทร์เปลี่ยนเรื่อง ยิ้มกับวีกิจ วีกิจอ่อนใจ
       
       รถคันยาวของนพนภาแล่นมาจอดหน้าเทอเรซ นายชมลงมาเปิดประตูให้ เจนภพประคองนพนภาลงมา นพนภายังคงปั้นปึ่งเล็กน้อย ต่อ ต้อม แต้วออกมารับ
       “อ้าว ตายจริง ทำไมไม่ไปโรงเรียนกันลูก”
       “ผมอยากรอรับแม่ฮะ อยากดูให้แน่ใจว่าแม่ไม่เป็นอะไร”
       ต่อมองเจนภพตาขุ่น เจนภพขมวดคิ้ว นพนภาปลาบปลื้มลูกชายนัก
       “โถ ลูก”
       “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่าล่ะ อ้อนกันเข้าไป” เจนภพเหน็บ
       “ทำไมคุณแม่หน้าบวมคะ” ต้องสงสัย
       “ต๊าย ขาก็เป๋ด้วยหรือคะ” แต้วจงใจเยาะ
       “อีนังแต้ว”
        
       นพนภาแว๊ดใส่สาวใช้ปากดี

ต่อกอดแขนนพนภาเข้ามา เจนภพอุ้มต้อมตามมา แต้วขนของตามมา นพนภามองดูต้องที่นอนเล่นเฟซบุ๊คในโทรศัพท์อยู่
       
       “แม่ไม่เป็นอะไรหรอกลูก แค่ตกบันไดขาเจ็บก็เลยถือโอกาสเช็คร่างกายประจำปีไปเลย”
       “แล้วเป็นอะไรหรือเปล่าฮะ”
       “ก็มีความดันนิดหน่อยลูก ไม่มีอะไรมาก”
       “แต่ไขมันในเส้นเลือดไม่ใช่นิดหน่อยนะ”
       นพนภาตาเขียวใส่เจนภพ เลยพาลกับต้อง
       “นี่นังต้อง แม่ไม่สบายกลับมาจะกระดิกตัวมาดูซักนิดก็ไม่มี”
       “ก็หนูดูอยู่นี่ไงคะ” ต้องตอบโดยไม่เงยหน้า แต่ยังเล่นมือถือง่วน
       “คุณยายบอกว่า คุณแม่หึงผัวจนประสาทแดกเข้าโรงพยาบาล” ต้อมบอก
       “เฮ้ย”
       “ว้าย ยายต้อม อย่าพูดลูก ไหน หน้าน่ะแทบจะติดกับมือถือแกดูอะไรฉัน”
       ต้องเงยหน้ายิ้ม ชูมือถือให้ดูหน้าจอทั่วๆ
       “ก็ดูคลิปตบหลวงหน้ากองไงคะ”
       “แก อีลูกบ้า”
       ต่อผวามากระชากมือถือไปดูแล้วอึ้ง
       “มันกล้าทำกับแม่อย่างนี้เชียวหรือฮะ นี่ พ่อให้ท้ายอีนังนั่นจนมันได้ใจขนาดนี้เชียวหรือ”
       “ไอ้ต่อ แกเป็นเด็กอย่าแส่เรื่องของผู้ใหญ่”
       
       พอเข้ามาในห้องนพนภาปากระเป๋าในมือใส่เจนภพ กระเป๋ากระแทกใส่หน้า เจนภพคว้ากระเป๋าไว้หน้าแดง
       “ไล่มันออกไปนะ ถ้าเอามันออกไม่ได้ ฉันจะหย่ากับคุณ”
       “นภา พูดอะไรอย่างนั้น”
       “ตั้งแต่อีนี่เข้ามาเกี่ยวข้อง บ้านเราเหมือนตกนรก อีนังนี่มันตัวเสนียด ตัวกาลกิณี” นพนภาทรุดนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเห็นเงาตัวเองก็ร้องกรี๊ดเอามือแตะโหนกแก้ม “แล้วดูมันทำกับฉันซี เจ็บใจนัก อีกกี่วันจะหายก็ไม่รู้”
       “ผมจะเรียกเขามาเตือน”
       “เตือน เตือนอะไร เตือนให้มาขึ้นเตียงหรือ”
       “นภา ผมไม่มีสิทธิ์ไล่คนออกได้ง่ายๆ นะ โทษที่จะไล่ออกได้มันต้องเป็นเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องแบบนี้”
       “อ๋อ แล้วจะเก็บมันไว้บูชาหรือ”
       “เอายังงี้ ผมจะให้เขามาขอโทษ มาขอขมาคุณ”
       “ฉันไม่มีวันยกโทษให้มัน ต่อให้มันมากราบเท้าฉัน ฉันก็จะเหยียบมันให้จมดิน”
       “แล้วอย่างนี้เมื่อไรเรื่องมันจะจบ”
       “อ้อ แล้วไอ้คนไหนล่ะที่มันเริ่มเรื่องเอาไว้ อย่ามาโทษฉันนะคุณนั่นแหละคือตัวต้นเหตุ”
       “ผมไปทำงานล่ะ จะบ่ายอยู่แล้ว”
       “ถ้าคุณไม่ไล่มันออก ก็ไม่ต้องมาพูดกันอีก”
       เจนภพเดินออกไป นพนภามองดูเงาในกระจกอีกแล้วคว้าตลับแป้งมากดปิดรอยฟกช้ำ แล้วเจ็บจนร้องออกมา
       
       วีกิจเดินมาอย่างอารมณ์ดี สวนกับเจนภพที่หิ้วกระเป๋าเอกสารเข้ามา
       “อ้าว อาภพ เพิ่งมาหรือครับ”
       “เพิ่งส่งนภากลับบ้านมาเดี๋ยวนี้เอง ฉันไม่เข้าใจเลยทำไมมุตตากล้าทำอย่างนั้น”
       “ตาเปลี่ยนไปมาก อาภพเองก็รู้ไม่ใช่หรือครับ”
       “เขาพูดอะไรเรื่องเมื่อเช้าวานบ้าง”
       “เปล่านี่ครับ หรือถ้าตาพูดก็ไม่ได้พูดกับผม นี่อานภาเป็นยังไงบ้างฮะ”
       “กลับไปอยู่บ้านแล้ว ร่ำร้องว่าจะเอาเรื่องให้ได้”
       “แล้วอาภพจะทำยังไงฮะ”
       “มุตตาทำไม่ถูก อย่างน้อยก็ต้องมาขอโทษนภาเขา”
       วีกิจชะงักหน้าขรึมลง
       “หรือฮะ”
       “ก็เขาเป็นคนก่อเรื่องนี่ ก็ต้องเป็นคนขอโทษซี”
       “แล้วคราวที่แล้วล่ะฮะ มีใครมาขอโทษตาไหม”
       เจนภพอึ้งมองวีกิจ วีกิจประสานสายตาเจนภพยักไหล่
       “ผู้หญิงทำให้โลกยุ่งเสมอแหละนายกิจ แกเองก็ระวังไว้ก็แล้วกัน”
       เจนภพเดินไป วีกิจมองตาม
       
       ที่สวนหย่อมข้างๆ ตึก มีโต๊ะกับม้านั่งให้คนในกระทรวงมานั่งเล่น มุนินทร์ อรพิม ทิพอาภามานั่งย่อยอาหาร แต่เดี๋ยวเดียวก็มีขนมกับผลไม้มาเต็มโต๊ะ
       “เมื่อกี้ฉันเห็นคุณนักรบกับคุณกันไปเดินแก้ตัวทุกแผนกเลย ว่าเป็นรูปถ่ายกันเล่นๆ”
       “แต่ยายเลอลักษณ์น่ะ แก้ตัวไม่ออก เผ่นแน่บกลับบ้านไปตั้งแต่ตอนเช้า”
       “ทำกับเขาไว้ยังไงก็โดนอย่างงั้น กรรมใดใครก่อจริง”
       “บางทีถ้ากรรมมันทำงานช้านัก เราคงต้องช่วยเร่งกรรมให้ทำงานอีกแรงนึง”
       “อย่าบอกนะ ว่านี่ฝีมือตา”
       มุนินทร์ยิ้มนิดๆ ส่ายหน้า
       “ไม่ใช่ฝีมือตาหรอก” มุนินทร์จิ้มขนมกิน “ขนมรถเข็นนี่หน้าตารสชาติเหมือนร้านป้าแอนเลย แต่ราคาถูกกว่ากันตั้งครึ่ง”
       ปริมกับรัชนกเดินเข้ามา
       “แหม ความจริงไม่น่าจะต้องแคร์เรื่องถูกเรื่องแพงเลยนะ ออกจะมีสปอนเซอร์ขนาดนี้”
       “ยังไงประหยัดไว้ก็ดีกว่า”
       “เพราะไม่รู้ว่าจะตกงานวันไหนใช่ไหม”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันต้องประหยัดไว้ เพราะมีคนบอกว่าถ้าไปตบใครเข้าต้องเสียค่าปรับครั้งละห้าร้อยต่างหากคะ”
       ปริมอ้าปากค้างถอยไป อรพิม ทิพอาภากลั้นหัวเราะ วีกิจเดินเข้ามา
       “อ้าว บอกจะมานั่งย่อยอาหารไงฮะ ทำไมมีของกินงอกมาเต็มโต๊ะขนาดนี้ล่ะ”
       “ซื้อเผื่อเปรตน่ะค่ะ แถวนี้ชอบมีเปรตโผล่มาขอส่วนบุญบ่อยๆ”
       ปริมตาเขียว
       “นี่ ฉันไม่ได้มาต่อปากต่อคำกับเธอหรอกนะ แต่ฉันมีข่าวล่ามาบอก”
       “ผ.อ.ตามหาพี่ตาอยู่ค่ะ ว่าให้เชิญพี่ตาไปพบที่ห้องด่วน” รัชนกบอก
       “อ้อ หรือจ๊ะ หนูนกเลยกลายเป็นอีกาคาบข่าวไปเลย” รัชนกอึ้ง “ขอบใจนะจ๊ะ หนู”
       “หมดธุระก็เชิญซียะ”
       ปริมกับรัชนกออกไป วีกิจ ทิพอาภา อรพิมคอหอยตีบตันแต่มุนินทร์กินอย่างเพลิดเพลิน
       “ตา จะมีเรื่องอะไรอีกก็ไม่รู้ ฉันกินไม่ลงแล้ว”
       “อะไร ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ลองนี่ดูซีคะวีกิจฉันว่าอร่อยดี”
       “ทำไมสั่งมาเยอะจังล่ะครับ”
       “ฉันต้องกินเยอะๆ ค่ะ เผื่อเขาจะปล้ำฉันอย่างวันนั้นฉันจะได้มีแรงสู้”
       “ว้าย ยายตา”
       “คุณนี่ พูดอะไร”
       
       วีกิจนิ่วหน้าอ่อนใจ

  เจนภพดูนาฬิกาที่ผนังมันบอกเวลา 13.15 น. เจนภพเอานิ้วเคาะโต๊ะอย่างหงุดหงิดแล้วคว้ามือถือมาจะโทรออก แต่ประตูเปิดออกมุนินทร์ก้าวเข้ามาใบหน้าตกแต่งนวลเนียนดูเข้มกว่าเคย 

       
       เจนภพมองดูรู้สึกวูบวาบแต่ทำขรึม พยักหน้าให้นั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ
       “มาแล้วหรือ นั่งซี ต้องคุยกันนานหน่อย”
       “ค่ะ”
       มุนินทร์รับคำ แต่กลับเดินไปนั่งที่ชุดโซฟาที่วางห่างออกมา
       “อ้าว ทำไมไปนั่งที่โน่น”
       “เพราะฉันไม่ชอบให้ใครมาบงการมังคะ”
       มุนินทร์ยกขาขึ้นไขว่ห้าง กระโปรงแหวกขึ้นไปเห็นต้นขาวับแวม เจนภพอึ้ง มุนินทร์เอนตัวพิงพนักมือหนึ่งม้วนผมตัวเองเล่น เจนภพมองไล่ตามแนวขา
       “จะพูดธุระก็มองหน้าฉันซีคะ ทำไมถึงมองต่ำนัก”
       เจนภพเกือบสะดุ้ง มองหน้ามุนินทร์ แล้วพยายามทำขรึมอีก
       “ทำไมตาถึงทำอย่างนั้น คุณก็รู้ว่าเขาเป็นอย่างไงคุณไม่มีสิทธิ์จะไปแตะต้องเขา”
       “แปลว่าเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์แตะต้องใครต่อใครหรือคะ”
       “ตา คุณทำอย่างนั้นทำไม”
       “ฉันทำอย่างนั้นเพราะว่าฉันเป็นคน หรือคุณคิดว่าพวกคุณเท่านั้นที่เป็นคน แต่คนอื่นเป็นแค่สัตว์เดียรัจฉาน”
       “ตา ทำไมพูดยังงั้น”
       “นี่ฉันพูดเบากว่าที่ฉันอยากพูดแล้ว”
       เจนภพลุกขึ้น
       “ตา เดี๋ยวไปกับผม”
       “ไปไหนหรือคะ”
       “ไปขอโทษนพนภา ไปขอขมาเขาซะจะได้เลิกแล้วต่อกัน”
       มุนินทร์ลุกขึ้นช้าๆ ดวงตาเจิดจ้า
       “เมื่อเขามาตบตีตาครั้งนั้น มีใครหน้าไหนบอกให้เขามาขอโทษ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบ้างไหม”
       “ตา อย่าพูดอะไรอีกเลย ไปกับผม ไปขอโทษเขาให้จบเรื่อง ไป”
       “งั้นขอฉัน นับเงินดูก่อนก็แล้วกัน”
       “นับเงิน นับทำไม”
       “ค่าปรับสำหรับตบตีทะเลาะวิวาท มันครั้งละห้าร้อยไม่ใช่หรือคะ” มุนินทร์เปิดกระเป๋า คลี่เงินออกมาราวพัด
       “ตอนนี้ฉันมีอยู่ห้าพัน คงตบเมียคุณได้อีกสิบครั้ง”
       เจนภพถอยไป
       “ตา ให้ตายเถอะ คุณทำให้ผมไม่มีทางเลือกนะ”
       มุนินทร์ก้าวมาใกล้เจนภพ
       “คุณจะไล่ฉันออกหรือคะ” เจนภพเมินไป “อย่าเลยค่ะ ไล่ออกด้วยเรื่องผัวๆ เมียๆ แบบนี้ มันเสื่อมเสียศีลธรรม สำหรับข้าราชการระดับสูงเปล่าๆ”
       “ตา”
       “ฉันจะไปเอง”
       “ก็ได้ ยื่นใบลาออกมาผมจะอนุมัติทันทีเลย”
       “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ไม่จำเป็น เพราะตาลาจากที่นี่ไปนานเหลือเกินแล้ว”
       มุนินทร์คล้ายมีน้ำตาคลอ ทันใดก็กลายเป็นแข็งกร้าว หมุนตัวเดินออกไป
       
       มุนินทร์หยิบข้าวของของมุตตาชิ้นสุดท้ายวางลงในกล่อง แจงจิตยืนกอดอกดูอยู่ ทิพอาภาน้ำตาร่วง อรพิมยืนฮึดฮัดขัดใจ ตรงหน้าโต๊ะวีกิจยืนเกาะโต๊ะอยู่
       “โธ่เอ๋ย ตา”
       “ร้องไห้ทำไม น่าจะช่วยดีใจกับฉันมากกว่า”
       “เธอเป็นเหยื่ออีกแล้วนะตา”
       “อย่าห่วงเลย ต่อไปฉันจะเป็นนักล่าบ้าง”
       “ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกมาได้เลยนะตา”
       “ก็คงต้องขอให้เธอไปช่วยงานศพมั้งจ๊ะ”
       วีกิจขมวดคิ้ว
       “คุณพูดอะไรอย่างงั้น ไม่น่าฟังเลย”
       “คนทุกคนเกิดมาก็ต้องตายไม่ใช่หรือคะ”
       มุนินทร์ยกกล่องขึ้น แจงจิตขยับก้าวมา
       “มุตตา ฉันเองน่ะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่ฉันว่าดีแล้วถ้าเธอจะไปให้พ้นจากมนุษย์เห็นแก่ตัวพวกนี้เสียที”
       ทุกคนมองแจงจิตที่ไม่เคยหลุดบทด่านายมาก่อน
       “พี่แจงจิตคะ พี่เคยเตือนให้ฉันทำอะไรให้ถูกต้อง”
       “ใช่ เพราะฉันไม่อยากให้เธอทำผิดอีก”
       “ค่ะ แต่คนเราบางทีก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำหรือกำลังจะทำ มันถูกหรือผิด”
       “ใช้สติ ใช้ปัญญาใคร่ครวญซี แล้วเธอก็จะรู้เอง”
       มุนินทร์พยักหน้ารับ
       
       วีกิจถือกล่องใบใหญ่ มุนินทร์ถือถุงใส่ของกระจุกกระจิกตามลงมา บรรดาข้าราชการมุงดู ชะโงกหน้ากันมาดูเป็นทิวแถว นักรบ ฉกรรจ์ ปริมวิจารณ์แซ่ด รัชนกทำหน้าซึม
       “น่าเสียดายจัง ฉันกำลังคุ้นเคยกับสังคมที่นี่อยู่เชียว” มุนินทร์บ่นอย่างเสียดาย
       “ผมว่าเอาเข้าจริง ที่ทำงานก็เป็นแบบนี้ทุกที่แหละ”
       “ไม่จริงหรอกค่ะ ที่ทำงานเก่าฉันไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เลย”
       “หือม์ คุณเคยทำงานที่อื่นมาก่อนด้วยหรือฮะ”
       “อ้าว คุณไม่รู้หรอกหรือคะ เอ นี่คุณจะเดินไปไหนคะ”
       “ไปรถผมไงฮะ”
       “แล้วคุณจะโดดงานหรือ”
       “ผมเส้นใหญ่ คุณก็รู้อยู่”
       “ฉันกะให้คุณไปส่งฉันขึ้นแท็กซี่”
       “ถ้าอยากเสียเงินก็จ่ายเงินค่าแท็กซี่ให้ผมก็แล้วกัน ตอนนี้ยิ่งปลายเดือนด้วย”
       “แต่ฉันไม่อยากให้คุณเสียงาน”
       วีกิจเดินนำไปที่รถเปิดกระโปรงหลังเอากล่องวาง แล้วหันมา
       “ขอถุงด้วยฮะ” มุนินทร์ส่งถุงให้ วีกิจวางลงแล้วปิดกระโปรงหลัง ผายมือ “เชิญขึ้นรถได้ครับ”
       “ตอนเด็กๆ นี่ คุณดื้อมากเลยใช่ไหมคะ”
       วีกิจยิ้ม ทั้งคู่ขึ้นรถ ครู่หนึ่งรถวีกิจเคลื่อนผ่านมายังหน้าตึก มุนินทร์เหลือบมองขึ้นไปยังตัวตึก เห็นเจนภพยืนอยู่ตรงหน้าต่างมองมาหน้าเครียด
       
       มุนินทร์ยิ้มเยาะสะใจ

ที่ร้านอาหารข้างหอพัก มุนินทร์นั่งคนเครื่องดื่มอย่างปลอดโปร่งโล่งใจผิดกับวีกิจหนักใจจนแทบไม่แตะต้องกาแฟตรงหน้า
       
       “ลาออก แล้วคุณจะทำยังไง”
       “ก็หางานใหม่ซีคะ”
       “งานสมัยนี้มันหากันได้ง่ายๆ ที่ไหน ผมเองก็นึกอะไรไม่ออกเลย”
       “มาห่วงฉันทำไมนักหนา ฉันยังไม่ห่วงตัวฉันเองเลย” วีกิจมองค้อนๆ
       “ใช่ ช่วง 2-3 วันมานี่ คุณไม่ห่วงตัวเองเลย”
       “ที่จริงตอนนี้ฉันมีงานรออยู่แล้วล่ะ คุณอย่าห่วงเลย”
       “ขอให้จริงเถอะ ตา ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย คุณบอกมาได้เลยนะฮะ”
       “อย่ากลุ้มอกกลุ้มใจแทนฉันเลยค่ะ วีกิจ ยังไงฉันก็ยังอยู่ได้ มนุษย์เราควรเกิดมาที่จะอยู่ค่ะ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้ และตาย”
       มุนินทร์มองเลยไป
       “เฮ้อ ตอนขับรถมา ผมพยายามนึกคำพูดดีๆ ไว้ปลอบคุณแทบตาย แต่ตอนนี้คุณกลับเป็นคนให้กำลังใจผมแทน”
       “ได้กำลังใจไปแล้ว งั้นอย่าเอาค่าแท็กซี่เลยนะคะ”
       “ถ้าผมลาออกบ้าง ผมกะจะไปขับแท็กซี่ป้ายดำอยู่เชียว”
       วีกิจหัวเราะ มุนินทร์ยิ้ม
       
       คืนนั้นขณะที่ต้องนั่งคอมฯ อยู่ในห้อง แจ็คแอดเข้ามา ต้องรับ ภาพแจ็คปรากฏในจอยิ้มร่า ต้องดูเครียดขึ้นมาทันที
       “มีอะไร”
       “ต้องมีอะไรด้วยเหรอ”
       “อย่ามาน้ำเน่ากับฉัน มีอะไรก็ว่ามา”
       “ชู่ว์ ขนมที่เธอชอบกิน ตอนนี้มาแล้วนะ”
       ต้องตาโตยินดีแต่รู้ว่าผิด
       “จะยังไงล่ะ ให้ฉันแวะไปที่คอนโดแกหรือ หรือคืนนี้แกอยู่ที่ไหน”
       “ยังไงก็ได้ แต่ว่าของฟรีไม่มีในโลกนะจ๊ะ ทีนี้อยากได้ก็ต้องจ่ายเงินแล้วจ่ายรวมกับของเก่าที่ค้างชำระด้วย”
       “เออ รู้แล้ว”
       ประตูเปิดออก นพนภาโผล่มา ต้องสะดุ้งรีบปิดหน้าจอทันที นพนภาเดินกะเผลกเข้ามา
       “แม่ ทำไมไม่เคาะประตู”
       “เคาะทำไม เคาะแกก็รู้ตัวก่อนซี เผื่อแกเข้าเว็บโป๊ฉันจะได้จับแกได้คาหนังคาเขา”
       นพนภาเข้ามา ต้องยิ้ม
       “สมัยนี้ใครเขาเข้าเว็บโป๊กันคะ เขาเล่นแคมฟร็อก โชว์จริง เล่นจริง เจ็บจริงไม่มีสแตนอินกันทั้งนั้น”
       “ว้าย นังลูกคนนี้ แล้วนี่แกแคมฟร็อกกับใครอยู่ถึงได้เกือบจะแก้ผ้า” นพนภาเปิดจอ แต่ไม่พบอะไร “อย่าบอกนะว่าแกคุยกับผู้ชาย แล้วเปิดผ้าให้มันดูด้วย”
       “งั้นมังคะ”
       “นังต้อง แกกล้ามากนะพูดอย่างนี้ จะลองดีกับฉันเหรอ”
       “ค่ะ ก็หนูมันเลือดพ่อนี่”
       “ฉันอ่อนใจกับแกจริงๆ นะ เอาอย่างต่อมันบ้างซี วันๆ มันวาดรูป เล่นกีฬา อ่านหนังสือหาความรู้ ไม่มาหมกมุ่นเรื่องกามอย่างแกหรอก”
       “แม่แน่ใจนะว่าลูกชายแม่ไม่หมกมุ่นเรื่องกาม ลองเข้าไปเช็กในคอมมันดูซีคะ เผื่อจะเจออะไรดีๆ”
       นพนภาชักลังเล
       “อย่ามาใส่ความน้องนะ พิลึกจริงพี่กับน้องไม่รู้จักรักกัน”
       “คงรักหรอกค่ะ มีแม่คอยตอกลิ่มอยู่ทุกวันแบบนี้”
       “แกอย่ามาโทษฉัน ฉันไปดูเจ้าต่อดีกว่า”
       “เคาะประตูซะก่อนนะคะ เดี๋ยวจะเจอทั้งหนังทั้งเขา”
       นพนภาค้อนลูกสาวตาคว่ำ แล้วรีบออกไปห้องต่อด้วยความสงสัยเช่นกัน
       
       ขณะนั้นต่อใส่เสื้อกล้ามอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ กำลังแชทอยู่กับพี่ก้องที่ถอดเสื้อโชว์กล้ามเช่นกัน
       ต่อไม่รู้ตัวเลยว่านพนภาย่องเข้ามาในห้องเงียบๆ ได้ยินทุกอย่าง
       “ผมเป็นแฟนลิเวอร์พูลครับ ไม่ใช่แมนยู ผมบอกชื่อผมไปแล้ว พี่จะไม่บอกชื่อจริงผมเหรอครับ รู้จักแต่ชื่อ แอนโนนิมัส”
       “พี่ชื่อก้องครับ น้องต่อ”
       “สวัสดีครับพี่ก้อง”
       นพนภาเห็นหน้าก้องชัดเจน
       “ได้แต่คุยกันออนไลน์ มาเจอกันหน่อยไหมครับ”
       “พี่นัดมาก็แล้วกันครับ”
       “ใครน่ะต่อ” ต่อสะดุ้งเฮือกหันขวับมามองแม่ ก้องอึ้งไป “คุยกับใครน่ะลูก”
       
       “เพื่อนใหม่นะครับ ชื่อพี่ก้อง”
       ก้องยกมือไหว้นพนภา
       “สวัสดีครับคุณแม่”
       “สวัสดีจ้ะ”
       “งั้นไม่รบกวนแล้วครับ พี่ไปนะต่อ”
       “ครับพี่”
       ก้องปิดจอไป ต่อยังใจเต้น นพนภายังสงสัย
       “เดี๋ยวนี้รู้จักกันทางเน็ตเหรอลูก เป็นใครล่ะ”
       ต่อนึกหาคำตอบ
       “พี่เขาเป็นครูสอนยิมน่ะครับ ผมเจอเขาในเว็บสุขภาพก็เลยปรึกษาเขาเรื่องเพาะกาย”
       “งั้นซี ตัวล่ำบึ้กเลย ดีลูก รักษาสุขภาพนะ ลูกแม่ถึงได้หล่อขนาดนี้ แล้วนี่ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ”
       “เรียบร้อยแล้วครับ กำลังจะนอนแล้ว”
       ต่อลุกมาที่เตียง นพนภานั่งลงด้วย
       “คราวนี้จะเอาสี่ทุกตัวมาอวดแม่หรือเปล่า”
       “จะพยายามครับ นี่แม่ยังไม่นอนอีกหรือฮะ”
       “แม่นอนไม่ลง พ่อแกไม่รู้ไปหายหัวอยู่ที่ไหน”
       “ทำไมแม่ถึงไม่ทำใจบ้างล่ะฮะ แม่ก็รู้ว่าพ่อเขาเป็นอย่างนี้เข้าสายเลือดแล้ว”
       “แล้วจะให้แม่ยอมแพ้ อีหน้าด้านพวกนี้หรือ ไม่มีทาง แม่ไม่มีวันแพ้ใคร แม่จะตีมันให้แตกใน 3 วัน 7 วัน”
       “แล้วก็มีใหม่มาอีก”
       นพนภาอึ้ง แล้วถอนใจ
       “มีผัวผิดคิดจนตัวตาย ต่อดูเอาไว้นะลูก อย่าเป็นคนสำส่อนบ้ากามไม่รู้จักจบเหมือนพ่อ”
       ต่อทำหน้ารังเกียจอย่างล้ำลึก
       “แม่รู้เอาไว้เลยฮะ ต่อขยะแขยงคนพวกนี้ ต่อไม่มีวันเป็นพวกสำส่อนแบบนี้เด็ดขาด”
       “ต่อน่ะได้เลือดแม่ ไม่เหมือนนังต้อง ดูเหมือนจะเอาเลือดพ่อมาเต็มตัวดูมันคันเหลือเกิน” แสงไฟรถสาดวูบผ่านหน้าต่างมา นพนภาลุกผึง “มาแล้ว ดูซิ ไปไล่อีนั่นออกอีท่าไหน ถึงกลับมาเอาป่านนี้”
       
       นพนภาลืมลูกก้าวขมีขมันออกไป ต่อมองดูคอมพิวเตอร์ ท่าทางลังเลว่าจะเปิดใหม่ไหม

เจนภพโยนกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟาแล้วปลดเนคไท นพนภาลงบันไดมาอย่างรีบร้อน

        
       “เดินช้าๆ คุณ ขายังไม่หาย เดี๋ยวก็ตกบันไดหรอก”
       “ไม่ต้องมาแช่งฉัน ไปไหนมาถึงกลับมาดึกขนาดนี้ ไปไล่อีนั่นออกหรือว่าไปเข้าๆ ออกๆ ม่านรูดอยู่กับมัน”
       “อย่าบ้าน่ะ คุณให้ไล่ออกก็จัดการให้ตามบัญชาแล้วไง”
       “จริงหรือ ไหนตอนแรกบอกไล่มันออกไม่ได้กลัวมันฟ้องศาลปกครองไง”
       “ผมก็ไม่ได้ไล่”
       “นี่ยังไงกันแน่ พูดมาดีๆ นะไล่มันออกหรือว่าไม่ได้ไล่”
       “เขาพิจารณาตัวเองไปแล้ว”
       “แปลว่าอะไร มันลาออกเองหรือ”
       “ผมคิดว่ายังงั้น”
       เจนภพนั่งลงบนโซฟา นพนภาเดินงุ่นง่านขากระเผลก เจนภพดึงกระเป๋าสตางค์มาถือ
       “แล้วนี่มันส่งใบลาออกหรือยัง”
       “ยัง”
       “แล้วมันลาออกประสาอะไร ใบลงใบลาไม่ส่ง เดี๋ยวพอเผลอมันก็เผยอหน้ามาบานแบะอยู่ในกองอีก”
       “เขาลาออกไปแล้วก็ช่างเขาเถอะ อย่าไปสนใจนักเลย”
       “ฉันสนใจ ฉันอยากรู้ว่ามันออกไปหากินอยู่ซ่องไหน สันดานใจง่ายแบบนี้คงไม่แคล้วหรอก ไม่ไปเป็นหมอนวดก็ไปเป็นนังเมียน้อย เอ๊ะ หรือที่มันรีบออกเพราะไปนอนแบะแซให้คุณเลี้ยง”
       นพนภาพูดเอง เออเอง เจนภพเซ็ง
       “ว่าเข้าไป ผมคงมีปัญญาหรอก”
       “ว่าได้เหรอ นังนั่นน่ะเสน่ห์มันแรงจะตาย หัวทิ่มหัวตำทั้งอาทั้งหลาน”
       “อย่าห่วงผมเลย ห่วงไอ้ไก่อ่อนนั่นเถอะเห็นขนของไปส่งทำพิรี้พิไรกันนี่มันกลับมาหรือยังล่ะ”
       “อ้อ นี่หึงมันล่ะซี ถึงได้พาลนายกิจ นี่ ถ้าอยากจะเลี้ยงเมียน้อยก็เอาเงินเดือนคุณเลี้ยงมันให้พอ อย่ามาใช้เงินกงสี อย่ามาก่อหนี้ให้ฉันอีก”
       นพนภาคว้ากระเป๋าสตางค์เจนภพมาจากมือ ดึงการ์ดดำมา เอากรรไกรที่วางไว้ตัดซองจดหมายแถวนั้นตัดการ์ดฉับ เจนภพอึ้ง ต่อ ต้องโผล่มาดู ต่อสะใจ
       “การ์ดนี่ ไม่ต้องใช้แล้ว”
       “นี่คุณ ทำอะไรคิดถึงใจผมบ้าง”
       “แล้วคุณล่ะ ทำอะไร คิดถึงใจฉันบ้างไหม”
       นพนภาเซแซ่ดๆ ต่อรีบเข้าประคอง
       “แม่ขึ้นไปพักดีกว่าฮะ”
       “จ้ะ อุ๊ย ช้าๆ ลูก”
       ต่อประคองนพนภาขึ้นไป ต้องเดินมาเก็บซากการ์ดขึ้น
       “ดูนะ ต้อง ดูแม่แกทำ”
       “แหม คุณพ่อจะไปเดือดร้อนอะไรคะ ทำใหม่วันสองวันก็ได้”
       “ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนลูก มีธุระอะไรกับพ่อหรือเปล่า”
       “เปล่าหรอกค่ะ หนูแค่อยากคุยกับพ่อบ้างเท่านั้นเอง”
       ต้องนั่งลงใกล้เจนภพ เจนภพมองดูเห็นแววกังวลสับสน
       “หนูเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “หนูไม่รู้ค่ะ บางทีหนูก็เหงาจังเลย ไม่มีใครคุยด้วยเลย”
       เจนภพโอบไหล่ลูก
       “เหงาอะไรกัน คนออกเต็มบ้าน”
       “ค่ะ คนเต็มบ้าน แต่พูดกับใครไม่ได้ซักคน พ่อคะ หนูอยากคุยกับพ่อหลายเรื่องเลย”
       “วันหลังเถอะลูก วันนี้พ่อเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
       เจนภพออกไป ทิ้งให้ต้องนั่งอยู่ลำพัง ต้องทั้งน้อยใจทั้งเหงาเปล่าเปลี่ยว
       
       วันต่อมาห้องทำงานมุตตาดูเงียบเหงา อรพิม ทิพอาภานั่งทำงานกันเงียบๆ วีกิจกำลังเอาเอกสารมาให้แจงจิตอธิบาย โต๊ะทำงานของมุตตาว่างเปล่า วีกิจเหลือบดูโต๊ะมุตตา
       วีกิจถือเอกสารเดินกลับเข้าห้อง ปริมนั่งอยู่ที่โต๊ะปรายตาดู รัชนกกำลังพิมพ์เอกสาร ประสิทธิ์ชัยเดินเอาแฟ้มแจกตามโต๊ะต่างๆ
       “กลัวแต่ว่าตอนนี้เลิกกินเงินเดือน “หลวง” แต่หันไปกินเงินเดือน “น้อย” แทน”
       ปริมพูดขึ้นลอยๆ วีกิจชะงักแล้วนั่งลง
       “เป็นยังไงฮะ เงินเดือนน้อย”
       “ก็เงินประจำตำแหน่งเมียน้อยน่ะซีคะ”
       “พี่ปริมคะ อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ สงสารคุณกิจ” รัชนกบอกเสียงเบา
       “ฮึ หมั่นไส้”
       ประสิทธิ์ชัยเหลือบมองรัชนก แล้วหยิบโบร์ชัวร์มาโบก
       “เออ ลองวีคเอนด์นี้ใครมีโปรแกรมอะไรบ้าง นี่ผมสะสมพ้อยท์บัตรเครดิต ได้บังกาโลว์ 1 ห้อง 2 ห้องนอนเลยนะครับ ไปเช้าวันเสาร์กลับบ่ายวันจันทร์” ปริมตาลุก ดึงโบร์ชัวร์ไปดู ตาลุก “คุณนกไปด้วยกันนะฮะ”
       “นกต้องขออนุญาตพี่ชายก่อนค่ะ”
       “งั้นปริมไปด้วยนะคะ ทะเลที่นี่สวยสะเด็ด รีสอร์ทก็หรูสมฐานะเรา”
       ประสิทธิ์ชัยงง ที่ปริมเสนอตัวโดยที่ไม่ได้ชวน
       “เฮ้ย ว่าไง ไอ้กิจไปด้วยกันไหม”
       “ขอบายว่ะ ข้ามีโปรแกรมอื่นแล้ว”
       “ต๊ายน่าเสียดาย น่าจะไปด้วยกัน” วีกิจมอง “เวลาเราทำอาหารกิน จะได้มีคนคอยล้างชาม เพราะเห็นถนัดล้างชามให้ชาวบ้านนัก”
       “ของบางอย่างมีค่าฮะ ถึงต้องแปดเปื้อนไปบ้างก็ยังล้างออกและมีค่าเหมือนเดิมแต่ของบางอย่างต่อให้ไม่เปื้อนอะไร แต่เนื้อแท้มันสกปรก ใช้น้ำยาฟอกขาวก็ล้างไม่ออกต้องปาทิ้งสถานเดียว”
       ปริมอ้าปากค้าง รัชนกเหลือบดูมีแววสะใจ วีกิจลุกหนีไป ประสิทธิ์ชัยเอาโบร์ชัวร์คืนมา มองรัชนกอย่างหมายมาด
       “เอ่อ คุณนกรีบขอพี่ชายเลยนะครับ”
       “ค่ะ”
       “แล้วก็เจ๊ปริม อย่าไปเลยนะ งานยุ่งไม่ใช่เหรอ”
       “ไม่ยุ่ง อ้อ จะไปกันสองคน เดี๋ยวก็ได้เป็นข่าวลือทั้งกระทรวงเหมือนครั้งนังมุตตากับ ผ.อ.”
       
       รัชนกยิ้มเจื่อนๆ กับประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยหัวเสีย

ในคลับคาราโอเกะห้อง VIP สรรค์และเจนภพนั่งบนโซฟา ทีวีจอยักษ์ฉายเอ็มวีเพลงเก่าคลาสสิค แต่ตัวเอ็มวีกลับเป็นนางแบบนู้ดกำลังโพสต์ท่าเซ็กซี่ต่างๆ ห่างออกไปมีสาวน้อย 2 นางแต่งตัววับแวมอยู่ที่สเตชั่นเหล้ากำลังชงเหล้า แล้วเอามาเสิร์ฟสรรค์ สรรค์กระชากมานั่งตัก สาวน้อยหัวเราะระริกค่อยๆ ป้อนเหล้าให้

        
       “ขอบใจจ้ะ น้องแอ๋ว”
       “หนูไม่ได้ชื่อแอ๋วซักหน่อย” เจนภพจิบเหล้าอย่างเซ็งๆ สาวน้อยบนตักสรรค์ยิ้มยั่วแล้วสะดุ้งเฮือก “ว้าย”
       “อะไรจ๊ะ”
       สาวผุดลุกขึ้นมองดูเป้ากางเกงสรรค์ เห็นผ้ากางเกงสั่นไหว
       “อะไรคะนั่นน่ะ”
       “อย่าคิดมาก มือถือจ้ะ”
       สรรค์ล้วงมือถือที่ตั้งระบบสั่นออกมา สาวน้อยโล่งอก สรรค์มองดูเห็นรูปแอ๋วทำหน้ายักษ์บนหน้าจอแล้วเซ็ง เจนภพดู คว้ารีโมทปิดเสียงเพลง
       “ยังไงวะ”
       “ไม่ยังไง ก็รับซีวะ”
       สรรค์กดปุ่มรับ
       “ฮัลโหล โทรมาทำไม กำลังประชุมอยู่”
       แอ๋วนั่งหน้าหงิกบนโซฟา สาวใช้ทอมนั่งข้อกางดูทีวี
       “ประชุมอะไรดึกป่านนี้แล้ว”
       “ก็ฟังเสียงดูซี”
       สรรค์กดปุ่มบนมือถือแอ๋วฟังเสียงได้ยินเสียงแอมเบี้ยนเป็นห้องประชุมการค้าโลกดังอื้ออึง มีเสียงไทย แขก ฝรั่ง จีน พูดกันสับสน
       “แล้วไป เลิกประชุมก็กลับมาบ้านล่ะ อย่าไปแวะโนแฮนด์คาราโอเกะที่ไหน”
       เสียงแอ๋วดังออกมาได้ยินกันแว่วๆ สรรค์คอย่น เจนภพทำท่าสยองแทน สาวน้อย 2 นางปิดปากหัวเราะ
       “โธ่ ไม่มีจ้ะ แค่นี้นะ” สรรค์วางหู
       “อะไรวะ”
       “แอพใหม่โว๊ย ตัดเสียงแบคกราวน์แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงที่ไหนก็ได้สนามบินเครื่องลง รถติดบนถนน สำนักปฏิบัติธรรมมีหมด”
       “เข้าท่าดีว่ะ”
       สาวน้อยเอาแก้วสรรค์ไปชงเหล้าใหม่
       “เออ เรื่องเด็กเอ็งน่ะยังไง”
       “ก็คงเลิก ตายังสาวยังสวยจะได้เริ่มต้นใหม่”
       “นี่กัดฟันพูดหรือเปล่าวะ เด็กหลงเอ็งขึ้นสมองจะตัดใจได้ง่ายๆ หรือ ยิ่งถึงขนาดตบเมียเอ็งปากฉีกนี่ แปลว่าเด็กมันลุยแล้วนะโว๊ย”
       “ลุยกะพ่อเอ็งแน่ะ เขาทำเย็นชา ไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้ด้วยซ้ำ”
       “ตั้งแต่กลับมานี่ เอ็งไม่ได้ บะโอบะเลยหรือวะ”
       “บะบ้าอะไร วันก่อนข้าปล้ำจูบ แม่คุณเอาน้ำแข็งราดข้าเฉยเลย”
       “ราดอะไรวะ”
       “ราดเป้าน่ะซี”
       “เออ ฮ่ะ ฮ่ะ นี่มันเด็กทีเด็ดนี่หว่า”
       “ตอนนี้คบอยู่กับนายกิจ นายกิจวิ่งติดต่อหางานให้วุ่น”
       “เด็กเอ็งหันไปหาหลานชายเอ็งหรือ แปลกว่ะ”
       “แปลกยังไง”
       “แน่ใจหรือว่าเขาไม่ได้แกล้งทำประชดแกล้งยั่วให้เอ็งหึง”
       เจนภพตาสว่างวาบเชื่อตามนั้นทันที สองสาวมานั่งขนาบสรรค์และเจนภพป้อนเหล้า สาวน้อยนางที่สองมองเจนภพแบบหลงใหล เจนภพยิ้มกริ่มเลิกเซ็งกลับมาเชื่อมั่นใหม่
       
       คืนเดียวกันนั้นมุนินทร์นั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊คที่โต๊ะเครื่องแป้ง พรนั่งอยู่บนเตียง
       “ทำไมไปยอมแพ้มันง่ายๆ โธ่ เสียทั้งตัว เสียทั้งใจ แถมยังต้องมาเสียงานอีก”
       “ตาเสียอะไรมากกว่านั้นค่ะ”
       “ถึงว่าซี แต่ยังไงก็ได้ตบมันตกกะได คุ้มสุดๆ แหม นังศรีมันเปิดยูทูบให้พี่ดูหนูน่ะนักตบมือวางอันดับหนึ่ง”มุนินทร์ถอนใจ “เออ หนูไปไถ่เอาสร้อยมาหรือยัง”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       “เออดี นี่ไอ้เสี่ยนายพี่น่ะ มันทวงเงินแล้วนะ”
       “สามหมื่นใช่ไหมคะ”
       “จ้ะ พี่ว่าชักดาบมันดีกว่า ถือเป็นค่าที่มันแต๊ะอั๋งหนูวันนั้น”
       “อะไรนะคะ” มุนินทร์ทำเสียงตกใจ
       “ว้ายหนู ลืมได้ยังไง ก็วันที่ไปยืมเงินมันหลอกให้พี่ไปหยิบของอยู่กับหนูตามลำพัง แล้วมันก็...จนหนูวิ่งกระเจิงออกมาไง”
       “งั้นคืนนี้ไปกันเถอะค่ะ”
       “ไปทำไม ไปใช้หนี้มันหรือ”
       “ค่ะ ใครก่อหนี้ไว้ คนนั้นก็ต้องชดใช้ไงคะ”
       มุนินทร์ยิ้มเหี้ยมเกรียมกับเงาในกระจก
       
       ที่ส่วนคาเฟ่มีแขกไม่มากมายนักจนนักร้องสาวในชุดเปิดล่างเปิดบนต้องลากไมค์มาร้องตามโต๊ะลูกค้า ถ้าไม่โดนแขกไขว่คว้าก็ลงไปนั่งเสียดสีกับแขกเอง ที่ห้อง VIP คาราโอเกะ อันมีกระจกใสมองออกไปด้านนอกได้ เสี่ยมองดูพลางหัวเราะชอบใจ พรยิ้มพยักอยู่ข้างๆ ส่วนมุนินทร์แต่งหน้าจัด เสื้อเปิดเปลือยแผ่นหลัง กระโปรงมีรอยผ่าสูง มองดูอย่างสังเวชใจเล็กน้อย
       “เข้าท่า เข้าท่า เสี่ยบอกให้น้องจุ๊ทำแบบนี้เองแหละ”
       “น้องจุ๊เขายังเรียนอยู่เลยไม่ใช่หรือเสี่ย”
       “แต่เวลาใครเขาด่าว่าน้องทำศีลธรรมเสื่อม เขาไม่ยักกะด่าแขกหื่น หรือว่าด่าเสี่ยนะคะ”
       เสี่ยสะดุ้งเฮือกมองมุนินทร์ค้อนๆ มุนินทร์ยิ้มยวน เสี่ยหายโกรธ นั่งลงบนโซฟาพลางตบเบาะข้างๆ ตัว
       “แหม หนูชอบล้อเล่น มาๆ นั่งคุยกันก่อน”
       มุนินทร์นั่งลงห่างเสี่ยมาพอควร วางกระเป๋าสะพายลงข้างตัว พรนั่งลงตาม
       “ค่ะ คุยกันเรื่องใช้หนี้”
       “โธ่ ความจริงเสี่ยก็แค่ถามหนูพรว่าหนูเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้ทวงหนี้ทวงสินอะไรหรอก เงินก็นิ๊ดส์นึง ขนหน้าแข้งเสี่ยไม่ร่วง”
       “ต๊าย งั้นก็ยกหนี้ให้หนูด้วยอีกคนซีคะ”
       “ฮ่า ไม่เหมือนกันน่อ ของลื้อน่ะมันต้นทบดอก ดอกทบต้น ดอกบานอล่างฉ่างจนไม่เห็นต้นแล้ว” พรค้อนขวับ
       “ยังไงก็เอาคืนไปเถอะค่ะ ฉันไม่ชอบเป็นหนี้ใคร เพราะฉันกลัวเวลาจ่ายดอก”
       “โธ่ เสี่ยจะไปคิดดอกอะไรหนู กลัวอะไรก็ไม่รู้”
       “กลัวซีคะ คนบางคนมันไม่เอาดอกเป็นเงิน มันจะเอาเป็นอย่างอื่น”
       เสี่ยยิ้มกระเรี่ยกระราด
       “ฮ่อ อาพรไปหยิบกระเป๋าที่เคาน์เตอร์ข้างนอกให้อั้วที”
       “เอ๊ะ มันคุ้นๆ นะเสี่ย คราวก่อนเสี่ยให้ฉันไปหยิบของขลังฉันกลับมาก็เห็นเสี่ยของขึ้นจนหนูตาต้องเผ่น”
       เสี่ยยิ้มกระเรี่ยกระราดอีก
       “ของขึ้นอะไร เข้าใจผิดกันน่อ”
       “พี่พรไปเถอะค่ะ วันนี้เสี่ยคงไม่เล่นของมังคะ”
       พรลุกออกไปยังไม่ทันลับตัวดี เสี่ยก็ขยับปุ๊บมาชิดมุนินทร์
       “หนูนี่สวยจริงๆ สวยไปหมดทั้งตัว”
       “รู้ได้ยังไงคะ”
       “รู้ซี อยู่ใกล้หนู มันสปาร์คเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต ยิ่งแต่งตัวแบบนี้เหมือนท้าพิสูจน์”
       “หรือคะ”
       “เงินสามหมื่นไม่ต้องเอามาคืนหรอก เสี่ยจ่ายให้หนูเดือนละห้าหมื่นเลย หนูจะเอาอะไรอีกก็บอกมาเสี่ยจัดให้”
       “เอาคอนโดริมน้ำ แหวนเพชรเจ็ดกะรัต แล้วก็เบนซ์เจ็ดร้อยดีไหมคะ”
       “ฮ่า หนูชอบพูดเล่น” เสี่ยวางมือแปะไว้บนหัวเข่า ลูบไล้ไปมา มุนินทร์ยิ้ม “เห็นไหม แตะตัวหนูแล้วเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต”
       “หรือคะ งั้นให้หนูแตะเสี่ยมั่ง”
       มุนินทร์ล้วงอะไรอย่างหนึ่งจากกระเป๋า ขยับถอยออก
       
       “แน่ะ หนูมีลูกเล่น”

   มุนินทร์จี้ของสิ่งนั้นลงบนพุงเสี่ยหื่นกาม เสี่ยแผดร้องสุดเสียงลงไปล้มกลิ้งชักกระตุกที่พื้น มุนินทร์ลุกขึ้นยกเครื่องช็อตไฟฟ้ามาดู แสงไฟสปาร์คเป็นเส้นแสง ดวงตาวาววับ พรเข้ามา

        
       “ว้าย เสี่ย ของขึ้นอีกแล้วหรือ หนู หนูไปทำอะไรเสี่ย”
       “ไม่ได้ทำอะไรหรอกค่ะ แค่ให้เสี่ยดูของขลังของฉันบ้าง” มุนินทร์เก็บที่ช็อตไฟฟ้าลงกระเป๋า หยิบธนบัตรปึกหนึ่งโยนลงบนพุงเสี่ย “หมดหนี้หมดสินกันแล้วนะคะ เสี่ย”
       “อั้วซี้”
       “กลับกันเถอะค่ะ”
       “จ้ะ ว้าย”
       พรลื่นอะไรบางอย่าง ไปเกาะแขนมุนินทร์ไว้
       “อะไรเนี่ย ว้าย เยี่ยว เสี่ยเยี่ยวราด แหวะ”
       
       วันต่อมาวีกิจแต่งตัวลำลองนั่งอยู่ที่โซฟา โทรทัศน์เปิดอยู่มีพวกละครเช้า สร้อยคำนั่งดูอยู่ห่างออกมา วีกิจไม่ได้สนใจแต่เอามือถือมาถือไว้พลางเช็คดูเวลา นาฬิกาบนหน้าจอบอกเวลา 8.55 น.
       “ดูซิ ใจจดใจจ่ออยู่แต่ผู้หญิง ลืมแม่ลืมเชื้อหมด”
       วีกิจสะดุ้งหน้าเหรอ
       “อะไรนะฮะ แม่ว่าใคร”
       “ก็พระเอกนี่ไง”
       สร้อยคำพยักหน้าไปที่จอ
       “โธ่ คิดว่าว่าผม”
       “ทำไม หรือว่าตอนนี้แกไปติดผู้หญิงที่ไหนอยู่”
       “ไม่มี๊”
       ละครเบรกโฆษณา สร้อยคำลุกขึ้น
       “เดี๋ยวจะออกไปไหนหรือเปล่า กลางวันแม่ว่าจะทำข้าวน้ำพริกลงเรือ”
       “ยังไม่รู้เลยฮะ เดี๋ยวค่อยถามใหม่นะฮะ”
       สร้อยคำทำหน้าหมั่นไส้ลูกแล้วเดินไปครัวสั่งบัวดังมาแว่วๆ
       “บัวเอ๊ย บอกบ้านโน้นว่ากลางวันมีน้ำพริกลงเรือ”
       วีกิจดูมือถือใหม่ เห็นว่าเวลา 8.58 น. ลังเลนิดหนึ่งแล้วกดเบอร์มุตตา บัวแอบมองอยู่ มุนินทร์งัวเงียขึ้นมารับโทรศัพท์ พูดอู้อี้
       “ฮัลโหล วีกิจหรือคะ”
       “ครับ เอ้อ นี่ผมปลุกคุณตาหรือฮะ”
       “ฟังเสียงก็น่าจะรู้แล้วนะคะ” วีกิจหน้าเสีย
       “ขอโทษฮะ ผมคิดว่าคุณตื่นแล้ว”
       “เมื่อคืนฉันไปผจญภัยมานิดหน่อยค่ะ เข้านอนตอนเกือบเช้า นี่ยังลืมตาไม่ขึ้นเลย”
       “งั้นผมไม่กวนแล้ว คุณนอนต่อเถอะฮะ ผมขอโทษจริงๆ สวัสดีฮะ”
       “เดี๋ยวค่ะ วันนี้คุณว่างไหมคะ”
       “ว่างครับ ทำไมหรือฮะ”
       “ฉันจะเลี้ยงข้าวกลางวันคุณน่ะค่ะ มารับฉันตอนเที่ยงก็แล้วกัน ตอนนี้ขอฉันนอนต่อก่อน แล้วเจอกันนะคะ บาย”
       มุนินทร์วางสาย วีกิจหน้าบาน วางโทรศัพท์ลงแล้วทำท่าเหมือนเด็กฮิปฮอป บัวยิ้ม
       “เยส วู้”
       สร้อยคำเดินกลับมาพอดี มองวีกิจเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด วีกิจยิ้มแห้งๆ แล้วกลับขึ้นบันไดไป
       “ใครโทรมา บัว”
       “เห็นเรียกชื่อคุณตา ก็คงคุณมุตตาน่ะค่ะ”
       สร้อยคำมีสีหน้าไม่สบายใจนัก
       
       ที่คอนโดรัชนก ประสิทธิ์ชัยแต่งตัวหล่อเป็นพิเศษกดกริ่งหน้าประตู ประตูเปิดแง้มออก ประสิทธิ์ชัยยิ้มหรู
       “ประสิทธิ์ชัยมาแล้วจ้ะ”
       คนเปิดประตูคือศักดิ์ชาย ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงยีนส์เห็นมัดกล้าม ประสิทธิ์ชัยหน้าแตก ศักดิ์ชายมีรอยยิ้มนิดๆ แต่ดวงตามีแววประหลาด
       “จ้ะ”
       “เอ้อ ผมนัดกับคุณนกไว้ครับ”
       “เข้ามาก่อนซีครับ”
       ศักดิ์ชายเดินนำประสิทธิ์ชัยเข้ามาข้างใน รัชนกในชุดลำลองลากกระเป๋าออกมาจากห้องนอน
       “มาแล้วหรือคะ คุณสิทธิ์คะ นี่พี่ชาย พี่ชายคะ นี่ไง คุณสิทธิ์ที่นกเล่าให้ฟัง”
       ศักดิ์ชายมองประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยวางหน้าไม่สนิทนัก ศักดิ์ชายยื่นมือให้จับ
       “ได้ยินนกพูดถึงตั้งหลายครั้ง ไม่ได้เจอตัวซักที”
       “ครับ สวัสดี เหมือนกันเลยครับ”
       “แล้วนี่มีใครไปอีก”
       “ก็มีพี่ปริมที่พี่เคยเจอแล้วไงคะ”
       “แล้วจะไปทำอะไรกันมั่ง”
       “ก็มีดำน้ำดูปะการัง มีตกปลาครับ”
       “มีตกปลาด้วยหรือ โห...ผมน่ะเซียนตกปลาเลยนะ”
       ประสิทธิ์ชัยกลั้นใจพูด
       “ไปด้วยกันไหมล่ะครับ ยิ่งหลายคนก็ยิ่งสนุก”
       “ก็ดีนะ ไม่ได้ไปทะเลมานานแล้ว วันนี้ผมว่างเสียด้วย”
       ประสิทธิ์ชัยเจื่อนไปเลย รัชนกเข้ากอดแขนศักดิ์ชาย
       “ดีใจจัง พี่ชายไปด้วย”
       “งั้นขอไปจัดกระเป๋าก่อน”
       ศักดิ์ชายลุกไปจะเข้าห้อง ประสิทธิ์ชัยอยากจะร้องไห้
       “อ้อ นก เตรียมถังตกปลาอันใหญ่ไปด้วย คราวนี้อาจได้ปลาตัวโต”
       ศักดิ์ชายยิ้มกับรัชนกอย่างมีเลศนัย
       “ค่ะ ให้ปลาฮุบเหยื่ออย่างที่เคยนะคะ”
       
       ศักดิ์ชายเข้าห้องไป รัชนกยิ้มให้ประสิทธ์ชัย ประสิทธิ์ชัยได้แต่เซ็ง

 ปริมนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้คอนโดรัชนก กระเป๋าใบใหญ่เกินตัว ประสิทธิ์ชัยเดินลงมาท่าทางเบื่อๆ พร้อมรัชนก ประสิทธิ์ชัยช่วยลากกระเป๋าของรัชนกมาด้วย 

        
       “กว่าจะลงมา นั่งรอตั้งนาน”
       “โทษค่ะพี่ปริม พี่ชายนกขอไปด้วย เลยเสียเวลาจัดกระเป๋า”
       “อะไร จะชวนพี่ชายไปด้วย แหม ประหยัดดีเนอะ เห็นของฟรีเลยพากันมาถล่มทั้งครอบครัว”
       “ใช่...เบื่อมากๆ เลยพวกไม่ลงทุน เห็นแก่ของฟรีเนี่ย”
       รัชนกอมยิ้มเพราะรู้ว่าประสิทธิ์ชัยด่าปริม
       “ยายนก เธอก็ห้ามพี่ชายเธอไม่ให้ไปซี เฮ้อ ชักไม่สนุกแล้วล่ะ สี่คนจะนั่งเบียดกันในรถได้ยังไง”
       ขาดคำศักดิ์ชายเข้ามาในชุดเสื้อกล้าม เห็นกล้ามเป็นมัดๆ สะพายเป้ แว่นดำ ยิ้มเท่ห์กับปริม ปริมตาค้าง
       “อุ๊ย...ยินดีให้เบียด” ปริมพูดอย่างเผลอตัว
       “หวัดดีครับ น้องปริมใช่ไหม”
       “ค่ะ” ปริมยิ้มหวานให้ศักดิ์ชาย
       “แหม สวยอย่างที่น้องนกเล่าให้ฟังเลย”
       “อิอิ เหรอคะ แต่น้องนกไม่ยักเล่าว่ามีพี่ชายหล่อล่ำขนาดนี้”
       ศักดิ์ชายและปริมหัวเราะพร้อมกัน 
       “ขึ้นรถได้ยัง”
       “ไปค่ะ”
       “มา ผมช่วย “
       ศักดิ์ชายขนกระเป๋าให้ปริม ยิ่งหนักกล้ามยิ่งขึ้นชัด พาออกไปก่อน
       “อุ๊ย สุภาพบุรุษ แข็งแรงจัง หนูนก ฉันเริ่มสนุกแล้วล่ะ”
       ปริมตามไป รัชนกอมยิ้ม ประสิทธิ์ชัยส่ายหน้าระอาใจ
       
       ชายหาดทอดยาวสุดตา ทะเลสีครามจัด คลื่นซัดสาดสู่ฝั่งเป็นฟองขาว ท้องฟ้ากระจ่าง บรรยากาศสดใส
       บริเวณโรงแรมจัดสวนลดหลั่นมาถึงชายทะเลอย่างงดงาม วางโต๊ะกางร่มขาวสลับกับกระถางไม้ดอกเป็นระยะ วีกิจแต่งตัวลำลอง มุนินทร์ใส่เสื้อตัวเล็กเปลือยหลังกับกางเกงผ้าบางพลิ้ว ทั้งคู่เดินลุยน้ำทะเล ตื้นๆ
       “ปีนึงแล้วนะฮะ ที่เรามาที่นี่กันคราวก่อน” มุนินทร์หยุดคิด
       “หรือคะ”
       “แต่วันนี้อากาศเป็นใจ ไม่ฟ้ามืดมัวหม่นเหมือนคราวนั้น”
       วีกิจล้วงกล้องดิจิตอลออกจากกระเป๋ากางเกง มุนินทร์ยิ้ม
       “นี่พกกล้องมาด้วยหรือคะ ทำเป็นแจแปนิสท์ทัวริสต์เชียว”
       “เอามือถือถ่ายมันไม่สะใจฮะ ตอนอยู่มหา'ลัยผมเป็นประธานชมรมถ่ายรูปเชียวนะฮะ โพสต์หน่อยครับ”มุนินทร์หัวเราะ วางท่าไม่ขัดเขิน วีกิจถ่าย 2-3 รูป “สวยมากฮะ” มุนินทร์เดินไปนั่งที่ขอนไม้ ดอกผักบุ้งทะเลออกดอกพราว โพสต์ให้วีกิจถ่ายอีก วีกิจลดกล้องลงเดินมาตรงหน้า “คุณดูรื่นเริงจัง ไม่เหมือนกับ...”
       “ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งถูกไล่ออกจากงานใช่ไหมคะ ที่จริงฉันก็เครียดนะคะถึงต้องชวนคุณมากินข้าวถึงที่นี่ไงคะ”
       วีกิจมองดูทะเล
       “ผมชอบทะเลฮะ มันอิสระดี”
       “ฉันไม่ค่อยชอบทะเลเท่าไหร่หรอกค่ะ ฉันชอบภูเขามากกว่า มันท้าทายให้ปีนขึ้นไปสูงที่สุด เท่าที่จะสูงได้”
       วีกิจมองหญิงสาวเห็นท่าทีเชื่อมั่น ผิดจากมุตตาคนเดิมโดยสิ้นเชิง ความพอใจมีมากกว่าความแปลกใจ จึงยิ้มล้อๆ
       “ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวนะครับ”
       “ฉันทนได้ค่ะ”
       
       ร้านอาหารริมทะเลตกแต่งเรียบง่าย วีกิจและมุนินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะหนึ่งในศาลาที่ยื่นไปในทะเลคลื่นไหวเป็นระลอกน้อยๆ สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
       “ผมรู้จักคุณตามาตั้งปีแล้ว แต่ผมรู้อะไรเกี่ยวกับคุณน้อยจัง” มุนินทร์มองนิ่ง “รู้แต่ว่าบ้านคุณอยู่เพชรบูรณ์ เป็นไร่ดอกไม้ แต่ปลูกอะไรบ้างยังไม่รู้เลย”
       “มีตั้งหลายอย่างค่ะ ส่วนใหญ่เป็นกุหลาบ นี่ฉันเพิ่งขยายทำไร่ทานตะวันเพิ่ม”
       “อยากไปเห็นจัง คงสวยมากนะฮะ”
       “ความสวยขึ้นอยู่กับสายตาคนมองค่ะ แต่ก่อนบ้านฉันเป็นร้านกาแฟอยู่ในตลาดเก่า ตอนนี้เขาทุบทิ้งทำเป็นโรงแรมใหญ่ ฉันก็เลยเสนอให้พ่อกับแม่เปลี่ยนไปทำสวนดอกไม้แทน”
       “ที่พี่สาวคุณตาส่งเงินมาให้ลงทุนใช่ไหมฮะ”
       มุนินทร์ชะงักแล้วจิบเครื่องดื่มเพื่อซ่อนท่าที
       “ตาเคยพูดถึงพี่สาวด้วยหรือคะ”
       “ฮะ เคยพูดถึงหนหรือสองหนนี่ล่ะฮะ”
       “พูดว่ายังไงบ้างคะ”
       “เอ จำไม่ค่อยได้แล้ว รู้สึกเคยบอกผมว่า พี่สาวกับคุณตาไม่มีอะไรเหมือนกันเลย”
       มุนินทร์เลิกคิ้วยิ้มขื่นนิดๆ มองดูเงาสะท้อนในแจกันแก้ว เงานั้นมองตอบมา
       “หรือคะ ใช่ค่ะ เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย”
       “เห็นว่าไปทำโทแล้วทำงานไปด้วย ส่งเงินกลับมาบ้านปีนึงเป็นล้าน”
       “บางทีก็มากกว่านั้นค่ะ”
       “แล้วก็บอกว่า พี่สาวคุณตาเป็นลูกคนโปรดของพ่อแม่ แต่คุณตาเป็น...”
       “เป็นลูกชังหรือคะ ไม่จริงหรอกค่ะ” วีกิจงง
       “อ้าว ก็คุณเล่าอย่างนั้นนี่ฮะ”
       “ที่จริงแล้วเราสองคนพี่น้อง ถูกเลี้ยงดูมาผิดๆ ทั้งคู่ต่างหากค่ะ”
       “หรือฮะ”
       “เราสองคนเลยกลายเป็นคู่แข่ง คอยแย่งความรักจากพ่อกับแม่กัน”
       มุนินทร์ยิ้มมีแววขมขื่น สลดใจ โกรธแค้นปนเปกัน
       “หรือฮะ ไอ้ผมก็ลูกคนเดียวเสียด้วย เลยไม่ต้องแข่งกับใคร”
       “คุณคงนึกไม่ออก ที่พี่กับน้องคอยประชันขันแข่งกัน”
       “ใครว่าล่ะฮะ ผมเห็นอยู่ทุกวัน พวกหลานๆ ผมไง ทะเลาะกันตีกันเหมือนไม่ใช่เด็กๆ”
       “พวกลูกๆ เขาน่ะหรือคะ”
       “ฮะ อาภพกับอานภาก็เลี้ยงลูกมาผิดๆ เหมือนกัน”
       
       มุนินทร์ถอนใจนิดๆ เหม่อมองดูทะเล

 อีกด้านหนึ่งที่บังกะโลรีสอร์ทหรูริมทะเล ประสิทธิ์ชัยนอนบนเก้าอี้ใต้ร่มชายหาด มองดูรัชนกในชุดเสื้อตัวเล็กโชว์หน้าท้อง ท่อนล่างเป็นบิกินีมีผ้าบางพันไว้ มีเข็มกลัดพลอยเทียมติดปมผ้าบาง กำลังคุยวิ่งเล่นร่าเริงกับศักดิ์ชายและปริม ประสิทธิ์ชัยมองอย่างเซ็งๆ ปริมเริงร่ากับศักดิ์ชายในทะเลอย่างไม่อายผู้คน ศักดิ์ชายยกปริมขึ้นอุ้มอย่างโชว์พลัง ปริมร้องกรี๊ดกร๊าด พักใหญ่ทั้งสามวิ่งกลับมาที่ใต้ร่มของประสิทธิ์ชัย 

        
       “คุณสิทธิ์ เห็นไหมพี่ศักดิ์ชายอุ้มปริมด้วย แข็งแรงอะไรขนาดนี้”
       “นั่นซี เจ๊ปริมก็ไม่ใช่ตัวเล็กๆ”
       “คนออกกำลังทุกวันก็อย่างนี้ล่ะครับ” ศักดิ์ชายงอแขนโชว์กล้าม “เฮ้ยสิทธิ์ สนใจไปตกปลาไหม เกาะน้อยนั่นเป็นแหล่งปลาชุมเลยนะ”
       “วันนี้ผมแพ้แดดน่ะครับ ขออยู่ในร่มดีกว่า”
       “งั้นผมคงไปคนเดียว”
       “ใครบอกล่ะคะ ปริมจะไปด้วย”
       “กลับมาก็เย็นเลยนะครับ น้องปริมจะไหวเหรอ”
       “ไหวซีคะ มีพี่ศักดิ์อยู่ด้วย น้องปริมไม่กลัวอะไรในทะเลทั้งนั้น ทั้งฉลาม ทั้งกระเบน หรือ...สึนามิ”
       “ได้ใจจริงๆ งั้นเราไปกันเลย พี่เรียกเรือมาแล้ว”
       “ค่ะ”
       ศักดิ์ชายและปริมลุกพร้อมกัน
       “พี่ศักดิ์ครับ กลับมาเย็นเลยเหรอครับ”
       “ช่าย ดูแลนกด้วยนะ”
       “ครับผม”
       ประสิทธิ์ชัยเกิดความหวังขึ้นมาทันที ศักดิ์ชายและปริมแยกไป ประสิทธิ์ชัยหันมามองรัชนกแล้วยิ้มหื่นๆ
       “งั้นเราก็อยู่กันสองคน แน้ คุณสิทธิ์มองอะไรคะ”
       “ไม่เคยเห็นคุณนกแต่งตัวแบบนี้เลยน่ะซีฮะก็ต้องมองหน่อย”
       รัชนกค้อน ดวงตาหยาดเยิ้มแล้วเอนตัวลงนอน ประสิทธิ์ชัยรินพั้นช์ให้
       “อะไรคะนี่ สีสวยจัง”
       “พั้นช์พิเศษของที่นี่ฮะ รสชาติสุดยอด”
       “เขาใส่แอลกอฮอลล์หรือเปล่าคะ”
       “ไม่ใส่หรอกฮะ” รัชนกดื่ม
       “รสชาติดีจังค่ะ”
       รัชนกจิบซ้ำแล้วซ้ำอีกจนหมดแก้ว ประสิทธิ์ชัยเติมให้ ดวงตามีแววประหลาด
       “เขาคงใส่ส่วนผสมพิเศษน่ะฮะ”
       
       เวลาประมาณ 16.00 น. ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ที่ริมชายหาด วีกิจและมุนินทร์ยืนเคียงกัน มีเด็กชาวบ้านนุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เนื้อตัวดำปี๋ ถ่ายรูปให้ ทำท่าราวมืออาชีพ
       “ชิดๆ กันหน่อย” วีกิจขยับชิดมุนินทร์อย่างเกรงใจ มุนินทร์ขำเด็ก เด็กถ่ายรูปกริ๊ก “เอ้า เปลี่ยนท่าได้” ทั้งคู่ขยับตัวเปลี่ยนท่า มุนินทร์โอบเอววีกิจ เอียงศีรษะกับไหล่วีกิจ วีกิจขัดเขินขึ้นมา “พี่ผู้ชายยิ้มหน่อย” เด็กถ่ายรูปให้ ทั้งสองขยับออก “ทำท่าซารางเฮโย”
       วีกิจอ่อนใจเด็ก มุนินทร์งง วีกิจเดินมาหาเด็ก
       “ไม่เอา พอแล้ว ขอบใจมาก”
       เด็กฉีกยิ้ม ยื่นกล้องให้วีกิจแล้ววิ่งตื๋อไป วีกิจหันมาหามุนินทร์ มุนินทร์เดินมาใกล้
       “ท่าอะไรนะคะ”
       “ท่าซารางเฮโยฮะ”
       “โคเรียนฟีเวอร์หรือคะ มันทำท่ายังไงหรือคะ”
       วีกิจงงเล็กน้อย
       “คุณตาไม่รู้จักจริงน่ะ”
       “ฉันควรรู้จักหรือคะ”
       “ไม่น่าเชื่อเลย ก็เขาจะยืนเอาหัวชน ยกมือขึ้นเหนือหัวมาต่อกันเป็น เอ้อ...”
       “รูปหัวใจหรือคะ โอ น่ารักดีออก ทำไม คุณไม่ยอมถ่ายล่ะคะ” วีกิจอึกอัก
       “ผมไม่ใช่เด็กแล้วน่ะซีครับ”
       “แต่บางทีคุณก็ดูเด็กนะคะ”
       “ผมแก่กว่าคุณตั้งเกือบปีนะฮะ”
       วีกิจหงุดหงิดใจเล็กน้อย มุนินทร์ขบขัน
       “รู้ไหมคะ คนเรานี่แปลกจัง ผู้หญิงน่ะกลัวใครว่าแก่ แต่ผู้ชายจะกลัวใครว่ายังเด็กอยู่”
       “ผู้ชายก็กลัวแก่เหมือนกันล่ะครับ อย่างอาภพไงฮะ วันๆ กินวิตามินกันแก่ไม่รู้วันละกี่ขนาน”
       “หรือคะ วันนี้บรรยากาศดี อย่าพูดชื่อนี้ให้เสียบรรยากาศเลย”
       มุนินทร์หงุดหงิดขึ้นมา วีกิจกลัวมุนินทร์โกรธ
       
       ส่วนที่บังกะโลรีสอร์ทหรูริมทะเลประสิทธิ์ชัยประคองรัชนกที่หน้าแดงก่ำ ตาหรี่ปรือเข้ามายังห้องนอนบังกะโล
       “เดินดีๆ ครับ”
       ประสิทธิ์ชัยประคองรัชนกให้นอนลงบนเตียง แล้วเดินไปรูดม่านปิด
       “โอย โลกหมุนไปหมดเลยค่ะ”
       “นอนพักเถอะฮะ เดี๋ยวก็หาย”
       ประสิทธิ์ชัยนั่งลงบนเตียง รัชนกบิดตัว ขยับขาผ้าแหวกสูง ประสิทธิ์ชัยมองล่างมองบน
       “แน้ มองอะไรคะ”
       “ไม่มองได้ยังไง คุณนกสวยขนาดนี้”
       “ร้อนจังเลยค่ะ”
       ประสิทธิ์ชัยลุกขึ้นไปเร่งแอร์
       “เดี๋ยวผมเร่งแอร์ให้ เอ รีโมทอยู่ไหน”
       รัชนกมองดูแผ่นหลังประสิทธิ์ชัย ดวงตาขบขัน ไม่มีวี่แววเมา แล้วยกมือไขว้ปลดเสื้อทางด้านหลัง ประสิทธิ์ชัยเจอรีโมทคว้ามากดเร่งความเย็น แล้วหันมาก็ตกตะลึง บนเตียงรัชนกดวงตาหรี่ปรือ มือถือเสื้อตัวน้อยแกว่งแล้วปล่อยตกลงข้างเตียง ผมรุ่ยร่ายแล้วล้มตัวลงตะแคง ผมสยายปิดอกวับแวม
       “คุณนก”
       
       ประสิทธิ์ชัยก้าวมาช้าๆ

  วีกิจ มุนินทร์ กำลังเลือกของทะเลสดๆ ในตลาดด้วยกัน วีกิจกำลังนั่งยองๆ เลือกปลา โดยแง้มดูเหงือกข้างแก้มของปลา มุนินทร์มองอย่างสงสัย แล้วชี้ปลาให้แม่ค้าหยิบ

        
       “ตัวนี้ค่ะ”
       แม่ค้าจะหยิบ
       “แม่ค้าวางเลย ไม่เอา นี่ เอาสองตัวนี้ ผมเลือกแล้ว แม่ค้าทำให้ผมด้วย”
       “ค่า”
       แม่ค้าค้อน หยิบปลาตามที่วีกิจสั่ง เริ่มแล่เกล็ดและเอาเครื่องในออก
       “ทำไมต้องเป็นคุณเลือกด้วย” มุนินทร์ถาม
       “ตัวที่คุณเลือกมันไม่สดแล้ว ปลาแช่น้ำแข็งมาตั้งแต่เช้าหาที่สดยากตัวที่ผมเลือกนี่แหละสดที่สุดแล้ว”
       “แล้วคุณดูยังไง”
       “เหมือนดูสาวไงครับ ตาต้องใส เหงือกต้องแดง ลูบลงไปที่เกล็ดต้องเรียบลื่น นุ่มชื้น นี่ล่ะครับถึงจะถือว่าสด น่ารับทาน”
       “มองไปทางอื่นได้ไหมคะ ฉันไม่ใช่ปลา”
       วีกิจหัวเราะ มุนินทร์หัวเราะตาม แม่ค้าพลอยหัวเราะไปด้วย
       “เดี๋ยวแม่ค้า หันตาชั่งมาให้ดูหน่อย อย่าขายเองดูเอง”
       “อุ๊ย ไม่โกงหรอกค่ะคุณ”
       แม่ค้าหันตาชั่งมาให้ดู มุนินทร์ขำกิ๊ก
       
       หลังจากได้ปลาแล้ว วีกิจและมุนินทร์กำลังเลือกอาหารทะเลอื่นๆ เป็นที่สนุกสนาน วีกิจหยิบปลาหมึกตัวโตมาแหย่ใส่หน้ามุนินทร์ มุนินทร์ร้องหวีดกระโดดหนี มุนินทร์ส่ายหน้าไม่ยอมทานของมีชีวิต จะกินแต่ของที่ตายแล้วเท่านั้น วีกิจหยิบกุ้งตัวใหญ่มาให้มุนินทร์ดู มุนินทร์ส่ายหน้า
       วีกิจล้างมือที่ก๊อกน้ำ มีขันใส่สบู่ มะนาวและเกลือแช่น้ำ มุนินทร์ยื่นมือมาล้างบ้าง วีกิจจับมือมุนินทร์แล้วช่วยล้างให้อย่างทนุถนอม ทั้งสองประสานสายตากัน
       
       ที่บังกะโลรีสอร์ทหรูริมทะเล ประสิทธิ์ชัยอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ บนเตียงรัชนกนอนระทดระทวยมีผ้าบางคลุมกายหมิ่นเหม่ดูมึนเมาสลบไสล ทันใดรัชนกก็ลืมตา ดวงตาสมใจระคนขบขัน แล้วขยับตัวพิงพนักเตียงมองทางห้องน้ำ
       แล้วหยิบเข็มกลัดที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมา ใบหน้ามีรอยยิ้ม รัชนกเอาเข็มปักลงตรงนิ้วชี้โดยไม่มีท่าทีเจ็บปวด เลือดไหลซึมออกมาจากปลายนิ้ว รัชนกจรดนิ้วกับผ้าปูเตียง
       บานเลื่อนส่วนอาบน้ำเปิดออก ประสิทธิ์ชัยนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาแล้วชะงัก เมื่อเห็นรัชนกซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นไห้ ประสิทธิ์ชัยรีบเข้าไปหา แล้วชะงักอีกหนเมื่อเห็นหยดเลือดบนที่นอน ประสิทธิ์ชัยตกใจ ภูมิใจ ลิงโลด กังวลระคนกัน
       “คุณนก โธ่ อย่าร้องไห้เลยฮะ”
       “ทำไมคุณสิทธิ์ทำกับนกอย่างนี้ เสียแรงที่นกวางใจคุณ”
       “เพราะผมรักคุณนกมากน่ะซีฮะ”
       “รัก รักหรือคะ รักแล้วทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย”
       “ผมผิดเองที่ผมอดใจไว้ไม่ได้ คุณนก ผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”
       “นกกลัวค่ะ นกกลัว”
       รัชนกน้ำตาไหลพรั่งพรู ประสิทธิ์ชัยโอบกอด รัชนกซบกับไหล่สะอื้นจนตัวโยน ประสิทธิ์ชัยลูบผมปลอบโยน
       “ไม่มีอะไรต้องกลัว เชื่อผม ผมไม่มีวันหลอกลวงคุณ”
       รัชนกยังสะอื้นตัวสั่นแต่ดวงตาสนุกสนาน ริมฝีปากยิ้มขบขัน
       “ค่ะ คุณจะไม่หลอกลวงนก”
       
       ทางด้านวีกิจกับมุนินทร์ ขณะนั้นทั้งคู่กำลังย่างอาหารทะเลกินกัน วีกิจเอาบาร์บีคิวซอสพรมจนเกิดควันโขมง มุนินทร์ถือจานกระดาษรอ
       “เฮ้อ แถวนี้มีร้านชวนชิมอยู่ตั้งหลายร้านไม่ใช่หรือคะ”
       “ดีแต่ราคาคุยน่ะซีฮะ สดก็ไม่สด ทำก็ไม่สะอาด แล้วก็ไม่มีซอสยี่ห้อนี้ด้วย”
       “นี่คุณแม่ เลี้ยงคุณมาดีมากเลยใช่ไหมคะ”
       “ฮะ แต่ผมเองไม่ค่อยรักดีเท่าไร”
       “หอมจังเลย เอาขึ้นได้หรือยังคะ”
       “เดี๋ยวพรมซอสอีกหน กลับอีกทีก็ใช้ได้แล้วฮะ”
       วีกิจพรมซอสบาร์บีคิวอย่างแคล่วคล่อง มุนินทร์มองอย่างเพลิดเพลิน
       “ฉันน่ะไม่เอาไหนเลยค่ะ เรื่องทำกับข้าว”
       “ได้แล้วครับ ลองดูซีฮะ”
       วีกิจเอากุ้งใส่จาน เอาส้อมแกะเปลือกออกให้อย่างแคล่วคล่อง แล้วใช้ส้อมจิ้มส่งให้มุนินทร์ลองชิมแล้วทำตาโต
       “อร่อยจังเลยค่ะ อย่างนี้ไปเปิดร้านได้สบายเลย”
       “ให้ผมโดนไล่ออกก่อนก็แล้วกัน อุ๊ย ผมขอโทษฮะ”
       “ฉันไม่ได้เซนซิทีฟขนาดนั้นหรอกค่ะ เอานี่ค่ะ ชิมฝีมือคุณดูบ้าง”
       มุนินทร์เอาส้อมจิ้มกุ้งป้อนให้วีกิจ วีกิจเก้อเขินเล็กน้อย กินแล้วร้องอุทาน
       “อุ๊ย ร้อน”
       “ก็ใช่น่ะซีคะ” มุนินทร์หัวเราะ
       
       คืนเดียวกันนั้นประสิทธิ์ชัยกำลังปิ้งย่างอาหารทะเลอยู่หน้าบังกะโล รัชนกมีสีหน้าเศร้าซึม ประสิทธิ์หยิบจานของทะเลมาวางตรงหน้า
       “นกครับ ยังโกรธผมอยู่เหรอ”
       “นกกลัวพี่ชายรู้เรื่อง”
       “อย่าไปบอกซีครับ”
       “ได้ค่ะ แต่คุณสิทธิ์ต้องสัญญาลูกผู้ชายกับนกนะว่าจะรับผิดชอบในตัวนก”
       “สัญญาครับ”
       มือถือรัชนกดังขึ้น
       
       “อุ๊ย พี่ชายโทรมาแล้ว พี่ชายอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่กลับ”

   ศักดิ์ชายนั่งอยู่ที่บาร์เบียร์ริมหาด ขณะที่ปริมฟุบหน้ากับโต๊ะท่าทางหมดสภาพ 

        


       “น้องนก พี่กลับไม่ได้แล้วคืนนี้
       “ทำไมคะ”
       “น้องปริมน่ะซี เมาเรือขนาดหนัก จนต้องค้างบนเกาะหนึ่งคืนกลับไม่ไหว นกอยู่กับคุณสิทธิ์นะ”
       “ได้ค่ะ พรุ่งนี้พี่ชายรีบกลับนะนกเป็นห่วง”
       “จ้ะ”
       ศักดิ์ชายเลิกสาย ประสิทธิ์ชัยดีใจเมื่อรู้ว่าคืนนี้ศักดิ์ชายจะไม่กลับ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “พี่ชายกลับมาไม่ได้ ต้องค้างที่เกาะ คุณปริมไม่สบาย”
       “ไชโย เราได้อยู่กันสองต่อสองทั้งคืน งั้น เมื่อกี้เรียกการแต่งงาน แต่คืนนี้เราจะฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”
       “คุณสิทธิ์น่ะ พูดอะไร”
       ประสิทธิ์ชัยกอดรัชนก หอมแก้มอย่างรักใคร่ รัชนกแอบยิ้มเยาะๆ
       ศักดิ์ชายยกเหล้าดื่มแล้วเทเหล้าพิเศษลงในแก้วปริม ปริมเงยหน้าขึ้น เหงื่อท่วมตัว หน้าซีด
       “พี่ศักดิ์ ปริมอยู่ไหนคะ”
       “บนเกาะน่ะ น้องไม่สบายนะ เราต้องค้างคืนที่นี่ เอ้า ดื่มเสียหน่อยจะช่วยให้หายเมาคลื่น”
       ปริมดื่มตามที่ศักดิ์ชายบอก
       “เอ้ก อ้วก”
       ปริมวิ่งไปอาเจียนที่หาดอย่างหมดไส้หมดพุง ศักดิ์ชายยิ้มหยันๆ
       
       หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ววีกิจและมุนินทร์นั่งคุยกันที่ระเบียงมองดูท้องฟ้าเบื้องบน
       “แน่ะ ดาวขึ้นแล้ว”
       “มีไม่กี่ดวงเองค่ะ แสงสีของที่นี่กลบหมด”
       “แต่ก็ยังดีกว่ากรุงเทพฯนะฮะ เหมือนเห็นอยู่แค่ 2 ดวง คือดาวประจำเมืองกับดาวประกายพรึก”
       “นั่นมันดวงเดียวกันต่างหากคะ”
       “ผมรู้หรอกน่า ว่าคือดาวพระศุกร์”
       “ดาวศุกร์เฉยๆ ค่ะ ถ้าดาวพระศุกร์น่ะยังไม่รีเมคค่ะ”
       วีกิจหัวเราะ
       “คุณนี่”
       “บ้านฉันที่เพชรบูรณ์นะคะ พอคืนเดือนมืดจะเห็นดาวเต็มไปหมดทั้งท้องฟ้า แต่ฉันแทบไม่เคยได้อยู่เห็นมันเลย”
       จู่ๆ มุนินทร์ก็รู้สึกสลดใจขึ้นมา วีกิจยิ้มปลอบใจ
       “มีอะไรมากมายที่ฉันคิดไว้ว่าจะทำ แต่กลับปล่อยให้มันล่วงเลยไป จนในที่สุดก็สายเกินไป”
       “งั้นคุณก็ต้องทำลิสท์สิ่งที่ต้องทำแล้วล่ะฮะ แล้วค่อยทำมันไปวันละอย่าง สองอย่าง ทีนี้ก็จะไม่มีอะไรสายเกินไปอีก”
       “ขอบคุณค่ะ” วีกิจมองด้วยความหวังดี มุนินทร์ซาบซึ้ง แล้ววีกิจก็เริ่มหาว “สงสัยรายการแรกในลิสท์ของคุณคือต้องนอนแล้วมังคะ”
       “โธ่ ยังไม่ดึกเลย ผมยังไม่ง่วงซักหน่อย”
       ขาดคำวีกิจก็หาวอีก มุนินทร์ยิ้ม
       “ค่ะ แต่ว่าตอนนี้ฉันง่วงแล้ว”
       “โอเคครับ”
       มุนินทร์ลุกขึ้น วีกิจเดินตาม มุนินทร์เดินไปที่ประตูห้องนอนด้านในแล้วหยุดหันมา
       “กู้ดไนท์ค่ะ”
       “ราตรีสวัสดิ์ ถ้ามีอะไรเรียกผมนะฮะ”
       “คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณไปนอนเถอะ”
       “ครับผม”
       “แล้วอย่าลืมสระผมด้วยนะคะ อยู่ห่างขนาดนี้ยังได้กลิ่นบาร์บีคิวเลย” วีกิจสะดุ้ง ยกแขนมาดมดู “หวัดดีอีกครั้งค่ะ”
       มุนินทร์ก้าวเข้าห้องปิดประตูลง วีกิจหันกลับมาก้าวไปที่ระเบียงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างมีความสุข
       
       เช้าวันรุ่งขึ้นมุนินทร์ใส่ชุดลำลองเดินออกมาจากห้องนอนได้ยินเสียงฮัมเพลงอยู่ในห้องครัว มุนินทร์เข้ามาดู
       พบว่าวีกิจใส่เสื้อกล้ามกำลังทำครัว ข้าวต้มกำลังร้อนน่าทาน กลิ่นได้ที่
       “อื้อฮือ หอมจังเลย ข้าวต้มอะไรคะ”
       “ปลาแซลม่อนที่เหลือจากเมื่อคืนไงครับ มาทำเป็นข้าวต้มปลา ลองชิมดูครับ รับรองไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่นิด”
       วีกิจตักซุบปลาให้มุนินทร์ได้ชิม มุนินทร์พยักหน้า
       “ลาออกจากกระทรวงเถอะค่ะ”
       “ลาออกทำไมครับ”
       “มาช่วยฉันเปิดร้านอาหารดีกว่า ฉันลงทุน คุณเป็นพ่อครัว”
       วีกิจมองมุนินทร์อย่างเอาจริง
       “อย่าพูดเล่นนะครับ ผมเอาจริงนะ”
       ทั้งสองหัวเราะให้กัน
       “ก็คุณทำอาหารเก่งออกอย่างนี้ จะมาเป็นข้าราชการอยู่อีกทำไม”
       “พูดเล่นหรือพูดจริงครับ”
       “ตอนนี้พูดเล่นค่ะ รอให้ฉันมีทุนก่อนฉันต้องการให้คุณร่วมหุ้นกับฉันแน่ๆ”
       “แค่หุ้นส่วนร้านอาหารเหรอครับ ผมไม่ได้แค่เก่งแค่ปรุงอาหารนะ ผมยังเก่งในการปรุงรส...”
       “อะไรคะ”
       มุนินทร์ชะงักมองหน้าวีกิจนิ่งจนวีกิจต้องหลบตา แล้วหันไปยุ่งกับหม้อข้าวต้มต่อ
       “รสชาติชีวิตมังครับ”
       วีกิจพูดแล้วหัวเราะเขินๆ มุนินทร์มองวีกิจที่เขินอย่างเอ็นดูเป็นปลื้มที่วีกิจจีบ แต่แล้วสายตามุนินทร์ก็ต้องหม่นลงเพราะรู้ว่าเขารักแค่มุตตา ถ้ารู้ความจริงว่าเธอไม่ใช่ เขาก็คงหมดรักเช่นที่มุนินทร์เคยเจอมา
       “หิวแล้วค่ะ ทานได้รึยัง”
       “นั่งเลยครับ เดี๋ยวผมจัดการให้”
       มุนินทร์นั่งลง วีกิจปรนนิบัติอย่างดี มุนินทร์มองวีกิจแล้วทอดถอนใจสีหน้าหม่นลงกลายเป็นสลดในที่สุด 
       
       มุนินทร์แต่งตัวสวยเตรียมพร้อมกลับบ้าน เดินออกมาหน้าบ้านพักแล้วพบวีกิจแต่งตัวพร้อมเดินทางเช่นกัน แต่นั่งหลับไม่รู้เรื่องอยู่ที่เก้าอี้ยาวหน้าบ้านพัก แขนวางพาดราวเก้าอี้ไว้ มุนินทร์มองวีกิจอย่างเอ็นดู แล้วนั่งลงข้างๆ วีกิจมองวีกิจอย่างทอดถอนใจ มุนินทร์นึกถึงอนาคตข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นแล้วรู้สึกสะท้อนใจ เธอตัดสินใจพิงร่างกับร่างของเขา วีกิจกระชับร่างของเธอให้เบียดกับร่างเขาโดยที่ยังหลับอยู่ มุนินทร์มองหน้าวีกิจว่าแกล้งหลับรึเปล่า แต่ก็พบว่าวีกิจหลับจริงๆ มุนินทร์ยิ้มออกมาแล้วซบกับไหล่ของวีกิจ แอบหยิบมือถือออกมาแล้วถ่ายรูปตัวเองกับวีกิจ ที่กำลังซบไหล่วีกิจที่กำลังหลับ มุนินทร์มองรูปถ่ายนั้นแล้วมีความสุข ซบไหล่วีกิจแล้วหลับตาลง รู้สึกทั้งอบอุ่น และคลายใจ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า ธัญญาเรศ
เมื่อ : 21 ต.ค. 55 20:27:36
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน