อุบัติเหตุ ตอนที่ 1

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 1

อุบัติเหตุ ตอนที่ 1

 

ณ โรงแรมหรูริมทะเลในยามค่ำคืน...รถลิมูซีนติดตราโรงแรมแล่นเข้ามาจอดด้านหน้า ต่อท้ายจากรถของแขกอื่นๆ ที่ทยอยเข้าพัก พนักงานต้อนรับตรงเข้ามาเปิดประตูรถตอนหลัง เพื่อให้ผู้โดยสารก้าวออกมา

       
       ซึ่งเธอคือ...วิศนีที่ใส่รองเท้าส้นสูงยี่ห้อหรู เสื้อผ้าและการแต่งตัวเปรี้ยวเก๋ หญิงสาวเพิ่งลงจากเครื่องบินแล้วต่อรถมาที่โรงแรมเลย
       วิศนีเป็นลูกสาวคนเดียวของอำนวย สุริยาทิตย์ นักธุรกิจเจ้าของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เธอถูกส่งไปเรียนที่เมืองนอกตั้งแต่วัยรุ่น เพราะอำนวย เลิกกับแวว ภรรยาของเขาที่ติดเหล้า และการพนันอย่างหนัก ทำให้เขาต้องทำงานหนักกว่าจะร่ำรวยในปัจจุบัน
       นั่นทำให้วิศนีกลายเป็นคนขาดความอบอุ่น โหยหาความรักจากพ่อแม่ และพยายามทำตัวขบถประชดพ่อเสมอ
       ในความมั่นใจตัวเองสูงที่แสดงออกมา แต่ลึกๆ แล้ว วิศนีเป็นคนอ่อนไหวง่าย และเสียใจอย่างที่สุดเมื่อรู้ว่าพ่อจะแต่งงานใหม่กับกรแก้ว ที่มาจากครอบครัวผู้ดีเก่า มีชื่อเสียงเด่นดังในแวดวงสังคม
       
       ทุกก้าวย่างขณะเดินเข้ามาในโรงแรม ความสวยเด่นของวิศนีเหมือนมีออร่าเปล่งประกายรอบตัว จนทำให้แขกหนุ่มๆ แถวนั้นหันมามองด้วยความสนใจเป็นตาเดียวกัน แต่วิศนีไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น เธอเดินเชิดๆ มั่นๆ ขึ้นบันไดโรงแรม
       วิศนีเดินผ่านประตูเข้าไป เห็นป้ายของโรงแรมที่บอกทางไปห้องจัดเลี้ยงต่างๆ หญิงสาวหยุดมอง บนป้ายระบุงานเลี้ยงต่างๆ รวมถึงงานแต่งงานของอำนวยกับกรแก้วด้วย เธอมองดูป้ายแล้วแค่นยิ้มนิดๆ ก่อนจะเดินเลยไปจัดการเรื่องเช็คอินที่เคาน์เตอร์ ท่าทางและบุคลิกของวิศนีดูระเหิดระหงจนใครๆ ต่างก็มองตาม
       
       บริเวณเคาน์เตอร์เดียวกันแต่อีกฝั่งหนึ่ง อารุม ผู้จัดการแผนกหนึ่งในบริษัทของอำนวย กับนนทลียืนติดต่อกับพนักงานอยู่
       นนทลี เป็นคนรักของอารุม ทำงานบริษัทเดียวกัน ฐานะพื้นเพปานกลางถึงลำบาก เพราะพ่อแม่เสียชีวิตนานแล้ว จึงต้องส่งเสียให้นีรนุช น้องสาวคนเดียวของเธอเรียนหนังสือจนจบ ขณะเดียวกันก็มีความทะเยอทะยานอยากสุขสบายอยู่ลึกๆ เป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่าย ขี้น้อยใจ นนทลีหันมาเห็นวิศนีเดินผ่านไปก็เผลอมองเพลินแล้วรำพึงออกมาเบาๆ
       “ผู้หญิงคนนั้นสวยจัง...”
       อารุมนั้นเป็นคนเอาการเอางาน จริงจังกับชีวิต บุคลิกเลยค่อนข้างเงียบขรึม และเคร่งเครียด เพราะพื้นฐานวัยเด็กที่ต้องสู้ชีวิตมาตลอด...อารุมกำลังอ่านเอกสารในแฟ้มที่ถือติดมือมาด้วย เลยไม่ได้สนใจมองตาม แต่ถามเอาใจ
       “ผู้หญิงคนไหน”
       นนทลียิ้มขำ
       “ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่น เขาคงรีบหันขวับไปมองแล้วว่าสวยแค่ไหน มีแต่อารุมนี่แหละ ถามแต่ก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาดู”
       อารุมละสายตาจากแฟ้มขึ้นมามองนนทลียิ้มๆ
       “ก็ผมไม่ได้อยากมองผู้หญิงคนไหนนอกจากนน”
       นนทลีมองอารุมขำๆ เอ็นดู พนักงานต้อนรับคุยโทรศัพท์เสร็จพอดีจึงหันมาบอก
       “คุณอำนวยพร้อมให้ขึ้นไปพบแล้วค่ะ”
       “ขอบคุณครับ” อารุมหันไปบอกนนทลี “นนรอแถวนี้นะ เดี๋ยวผมมา”
       นนทลีพยักหน้าแล้วหันมองไปรอบๆ โรงแรม แล้วเดินออกไปหาที่นั่งรอ

  วิศนีเปลี่ยนชุดราตรีสั้นดีไซน์หรูและเก๋ เข้ามานั่งรอเวลาที่โซฟาในล็อบบี้ ดูสวยสะดุดตา หนุ่มฝรั่งเศส 2 คน เดินผ่านมาเห็นวิศนีก็หยุดมองแบบปิ๊ง ก่อนจะพยักเพยิดชวนกันเดินมาหา พูดภาษาไทยแปร่งๆ
       
       “ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”
       วิศนีเหลือบตามองทั้งสอง แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไม่สนใจ หนุ่มฝรั่งคู่หูถือวิสาสะนั่งลงทันที
       “มาเที่ยวคนเดียวเหรอครับ อยากได้เพื่อนไหม”
       ฝรั่งทำเจ้าชู้ใส่ วิศนีทำหูทวนลมไม่สนใจ ฝรั่งยักไหล่หันไปคุยกับเพื่อนแบบฉุนกึ่งเหยียด นินทาต่อหน้าเพราะคิดว่าวิศนีฟังไม่ออก
       “Regard! Elle a l’air snob. Elle pense peut etre que je suis pauvre” (ยายนี่หยิ่งชะมัด สงสัยจะคิดว่าฉันจนมั้ง)
       “Bien sur! Les thailandaises n'aiment que notre argent. Donne la quelque et elle va parler avec toi toute la nuit.” (แหงอยู่แล้ว สาวไทยชอบเงินฝรั่ง ลองควักเงินให้สิ รับรองว่าเธอคุยกับนายทั้งคืนแน่)
       ฝรั่งสองคนหัวเราะเยาะใส่กันอย่างลำพอง คนหนึ่งหยิบกระเป๋าตังค์ ยื่นแบงค์ยูโรโบกใส่วิศนียั่วๆ
       “อยากได้ไหม”
       วิศนีวางหนังสือหันมายิ้มให้ แล้วดึงเงินมา ฝรั่งยิ้มให้กันแบบว่าแล้ว แต่วิศนีเอาเงินนั้นหย่อนลงถังขยะหน้าตาเฉย ฝรั่งทั้งสองหน้าเจื่อนไป วิศนียิ้มหวาน ก่อนจะตอบเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบคล่องปรื๋อ
       “Je vais pas parler avec vous. C’est pas parce que vous etes pauvre, mais c’est que vous etes impoli. Excusez moi…” (ฉันไม่คุย - ไม่ใช่เพราะพวกคุณจน - แต่เพราะพวกคุณมันไร้มารยาท - ขอตัวนะคะ...)
       วิศนีพูดจบก็ลุกหนีไปแบบเชิดๆ ทิ้งให้หนุ่มฝรั่งนั่งอึ้ง คาดไม่ถึง
       
       อำนวยอยู่ในห้องแต่งตัวของโรงแรม เซ็นเอกสารในแฟ้ม แล้วส่งคืนให้อารุมที่ยืนรออยู่...
       “เรียบร้อยแล้วอารุม ขอโทษด้วยนะที่ต้องเรียกมากะทันหันแบบนี้”
       “ไม่เป็นไรครับ”
       อำนวยหันไปขยับเนคไทแต่งตัวต่อ อารุมกำลังจะออกไปอำนวยก็นึกได้
       “เออ คุณจะลงไปร่วมงานไหม ผมจะบอกคุณกรแก้วให้”
       “ไม่เป็นไรครับท่าน ผมว่าจะกลับเลย ขอแสดงความยินดีอีกครั้งนะครับ”
       อำนวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วหันไปแต่งตัวต่อ อารุมออกไป
       
       อารุมกับนนทลีเดินออกมาหน้าโรงแรมเตรียมไปขึ้นรถ
       “อารุมไม่น่าปฏิเสธเลย ไหนๆ ก็มาแล้ว นนอยากเห็นว่างานแต่งงานท่านประธานจะไฮโซขนาดไหน” นนทลีบ่นอย่างเสียดาย
       “แต่มันเป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัวกับแขกผู้ใหญ่ เราโผล่ไปคงไม่เหมาะ เพราะคนที่บริษัทก็ไม่มีใครได้รับเชิญ”
       “ไม่อยากให้เอิกเกริก แล้วจะจัดงานในโรงแรมห้าหกดาวแบบนี้ทำไม คุณกรแก้วภรรยาท่านนี่ก็แปลก”
       อารุมนิ่งไป ไม่อยากออกความเห็นขัดคอ นนทลีพูดต่อฝันๆ
       “แต่นนแอบไปดูหน้างานมาแล้วล่ะ จัดริมหาด วิวสวยโรแมนติกมากเลย เห็นแล้วอยากให้งานเราเป็นแบบนี้บ้าง อารุมคิดว่าไง”
       “คงใช้เงินไม่ใช่น้อยเลยนะ”
       “แพงก็แพงสิ งานแต่งงานมันควรจะสมเกียรติคนที่เราเลือกมาเป็นคู่ชีวิตนี่นา”
       นนทลีมองอารุมทีเล่นทีจริง อารุมไม่ตอบอะไร เปิดประตูขึ้นรถ แต่ในใจเริ่มกลุ้มนิดๆกับความคิดของคนรัก
       
       วิศนีเดินออกมาพูดโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในโรงแรม แล้วมองไปที่บริเวณจัดงานริมหาดที่มีไฟระยิบระยับ
       “ใกล้จะถึงหรือยังคะ...โอเค ฉันจะไปรอข้างใน”
       
       วิศนีกดตัดสาย แล้วทอดมองออกไปที่ริมหาด ยิ้มลึกลับ เพราะคิดจะทำอะไรบางอย่าง

งานเลี้ยงคอกเทลสวยงามในบรรยากาศริมหาด ไม่หรูหราเป็นทางการจนเกินไปนัก แขกเหรื่อหลายๆ กลุ่มเดินกันขวักไขว่ กรองทองกับแกมกาญจน์ พี่สาวทั้งสองของกรแก้วเดินปะปนอยู่ 
       
       กรองทองเป็นพี่ใหญ่ มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมกว่าแกมกาญจน์ พี่สาวคนรองซึ่งค่อนข้างใจร้อน และเจ้ากี้เจ้าการ ไฮโซกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มเม้าท์เจ้าภาพอย่างออกรส
       “นึกว่าคุณกรแก้วจะเป็นโสดตลอดชีวิต ที่ไหนได้ ดันมาเป็นเจ้าสาวตอนแก่”
       “ฉันเห็นกรแก้วมาตั้งแต่ผูกคอซอง สมัยนั้นเธอก็สวยเด่น แต่ใครมาจีบก็ไม่เอา คอยจะหาข้อติว่าเขาต่ำต้อยตรงนั้นตรงนี้ สุดท้ายก็ค้างเติ่งบนคาน”
       ไฮโซหัวเราะครืนใส่กัน ไม่ทันเห็นว่ากรองทองกับแกมกาญจน์เดินผ่านมา ไฮโซอีกคนแย้งขึ้น
       “ค้างเติ่งตรงไหน ก็ได้แต่งแล้วนี่ เจ้าบ่าวก็นักธุรกิจร้อยล้านเชียวนะ”
       “เขาเรียกช้าๆ ได้พร้าเล่มงามไงล่ะ”
       ไฮโซหัวเราะกันอีก แกมกาญจน์ได้ยินก็ฉุน ทำท่าจะเข้าไป กรองทองได้ยินเหมือนกัน
       “จะไปไหนยายกาญจน์”
       “คุณพี่ไม่ได้ยินเขานินทาน้องเราหรือไงคะ”
       “ช่างเขา งานนี้เป็นงานมงคล เธออย่าทำให้มันเป็นอัปมงคล”
       แกมกาญจน์เห็นสายตาปรามของพี่สาวก็ขัดใจ แต่ก็ยอมเดินเลี่ยงตามไป กลุ่มไฮโซเม้าท์ต่อ
       “แหม พร้าตัดหญ้าของแท้เลยล่ะเธอ พื้นเพมาจากไหนก็ไม่รู้ พวกเศรษฐีใหม่”
       “นึกแล้วก็ขำ ตอนลูกนายพลมาจีบเธอไม่เอา ดันมาเอาลูกชาวนา”
       ทันใดนั้นเสียง วิศนีก็ดังขึ้น
       “แต่ชาวนาก็ปลูกผักปลูกข้าวให้ทุกคนได้กินไม่ใช่เหรอคะ”
       กลุ่มไฮโซชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งแหวกเข้ามา หันไปมอง เห็นวิศนียืนง่วนอยู่ที่โต๊ะคอกเทลใกล้ๆ ก้มหน้าก้มตาจิ้มอาหารใส่จานของตัวเอง แล้วหันมายิ้มหวานใส่ทุกคน
       “แทนที่พวกคุณหญิงจะเอาเวลามาเม้าท์กันจนท้องกิ่ว ทำไมหาอะไรทานล่ะคะ เผื่ออิ่มแล้วจะได้สำนึกว่าที่ไม่ต้องอดตาย ก็เพราะผักหญ้าที่พวกชาวไร่ชาวนาเก็บเกี่ยวให้ทั้งนั้น”
       วิศนียื่นจานที่ตัวเองถือ ยิ้มเชื้อเชิญให้หยิบ เหล่าไฮโซหน้าม้าน แตกกระจายไปแบบเจื่อนๆ วิศนีมองตามสะใจ ลึกๆอดไม่ได้ที่จะโกรธที่พ่อโดนดูถูก แต่ความเคืองพ่อก็ยังมีอยู่
       
       บรรยากาศของงานดำเนินไปเรื่อยๆ จนพิธีกรขึ้นมากล่าวบนเวที
       “ครับ ก็ถึงวาระอันสมควรเจ้าภาพทั้งสองท่านของงาน จะได้ขึ้นมากล่าวอะไรสักเล็กน้อยก่อนที่ทุกคนจะได้สนุกกันต่อ ขอเรียนเชิญคุณอำนวยกับคุณกรแก้ว สุริยาทิตย์ครับ”
       กลุ่มแขกตีวงกันเข้ามารออยู่หน้าเวที กรองทองกับแกมกาญจน์อยู่แถวหน้าสุด ทุกคนพากันปรบมือ เมื่ออำนวยกับกรแก้วจูงมือกันขึ้นไปบนเวที
       อำนวยรับไมค์มาด้วยท่าทางเคอะเขิน
       “ผมก็ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่มาเป็นเกียรติแสดงความยินดีกับพวกเราในวันนี้นะครับ...นี่อาจจะเป็นครั้งแรกสำหรับบางท่าน ที่ได้มางานแต่งงานของผม ส่วนท่านที่มาเป็นครั้งที่สอง ยังไงท่านก็มีเพื่อนครับ...เพราะผมก็มาเป็นครั้งที่สองเหมือนกัน”
       แขกในงานฮาครืน อำนวยยิ้มเขินๆ สบตากับกรแก้วที่อมยิ้มเขินเหมือนกัน
       “แต่ผมยืนยันกับท่านได้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ เพราะผมแน่ใจแล้วว่าตัวเองได้เจอกับคู่ชีวิตที่เหมาะสมที่สุด คงจะไม่มีใครเติมเต็มผมได้เท่าคุณกรแก้วอีกแล้ว”
       อำนวยมองตากรแก้วลึกซึ้ง กรแก้วยิ้มเขิน กรองทอง แกมกาญจน์ปลาบปลื้มใจ วิศนีที่ยืนอยู่ในแถวหลังๆ ของกลุ่มแขกที่ไม่มีใครสังเกต มองดูอำนวยด้วยสายตาเจ็บปวด
       “พวกเราดีใจที่ได้เห็นหน้าเพื่อนฝูงและคนที่เรารักพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่ที่นี่ในวันนี้ และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ขอให้ทุกท่านฉลองกันอย่างเต็มที่ รอยยิ้มและความสุขของท่านคือคำอวยพรที่มีค่าที่สุดสำหรับเราสองคนครับ”
       แขกเหรื่อปรบมือให้อำนวยและกรแก้วอีก แต่พอเสียงปรบมือซาลงก็มีเสียงปรบมือสวนขึ้นมา ทุกคนหันไปมองอย่างสนใจ อำนวยกับกรแก้วมีสีหน้าแปลกใจ และเปลี่ยนเป็นช็อคเมื่อเห็นวิศนีเดินปรบมือแหวกกลุ่มแขกเข้ามา
       “หวังว่า คนที่เรารักที่พ่อพูดถึงจะมีหนูรวมอยู่ด้วยนะคะ”
       กรแก้วชะงัก
       “หนูวิศนี...”
       “ยายหนู”
       อำนวยอึ้ง พูดอะไรไม่ออก วิศนีแค่นยิ้มอย่างรู้ทัน หน้ายิ้ม แต่สายตาเจ็บลึก
       “แต่เอ...จะมีได้ยังไง ในเมื่อพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนูจะมาที่นี่ จริงไหมคะ”
       
       “ยายหนู”

อำนวยพูดซ้ำๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร แล้วทำท่าขยับเข้าหา แต่วิศนีถอยหนี
       
       “แต่ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงหนูก็มาแล้ว และมาพร้อมของขวัญสำหรับคุณแม่คนใหม่ด้วย”
       วิศนีปรายตาไปที่กรแก้วที่ยังมึนงงอยู่ ส่วนกรองทองและแกมกาญจน์ก็งงพอกัน คนอื่นๆ เริ่มซุบซิบนินทากันเพราะความคาดไม่ถึง แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังมึนงงว่าอะไร ก็มีเสียงดังขึ้น
       “มอออออ”
       ทุกคนหันขวับไปมองที่ต้นเสียง เห็นผู้ชายกำยำแต่งชุดโคบาลเดินจูงวัวนมสีขาวดำ ผูกโบว์สีชมพูขนาดใหญ่ ดูน่ารักและตลกในเวลาเดียวกัน เข้ามาในงาน ตรงมาส่งให้วิศนี ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด ขณะที่วิศนีรับเชือกจูงวัว แล้วเดินเข้าไปยื่นให้กรแก้ว
       “สำหรับคุณค่ะคุณกรแก้ว ฉันเลือกวัวตัวที่แก่ที่สุดในฟาร์มมาให้แล้ว ส่วนหญ้าอ่อนก็...”
       วิศนีจงใจทอดสายตามองหน้ากรแก้วแทนการพูด กรแก้วหน้าเสีย แกมกาญจน์ฮึดฮัดเพราะแปลความหมายได้ แต่กรองทองจับแขนปรามไว้ อำนวยดุลูกสาว แต่ไม่กล้าเสียงดัง
       “ยายหนู หยุดนะ !”
       วิศนียิ้มหยัน
       “รับไปสิคะ...คุณแม่เลี้ยง”
       กรแก้วทำหน้าไม่ถูก ได้แต่หันไปมองอำนวยอย่างขอความช่วยเหลือ อำนวยเข้าประคอง
       “เอาไป เอาไปให้พ้น !”
       กรแก้วมองวัวตื่นๆ จับมืออำนวยแน่น วิศนีพยักให้โคบาลมาจูงวัวไป
       “ไม่ชอบเหรอคะ งั้นบางทีพ่ออาจจะชอบของขวัญชิ้นนี้มากกว่า”
       วิศนียิ้มเจ้าเล่ห์ หันไปที่ทางเข้างาน แล้วปรบมือ 2-3 ครั้ง เหล่าแดนเซอร์หญิงกรูกันเข้ามา พร้อมกับเพลงแดนซ์เร่าร้อนดังขึ้น แขกเหรื่อในงานแตกฮือ อำนวยกับกรแก้วก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก แดนเซอร์เริ่มออกมาวาดลวดลายตามเพลง แล้วพยายามดึงเอาแขกมาร่วมเต้นด้วย พวกคุณหญิงคุณนายถอยหนีอย่างรับไม่ได้ ผู้ชายบางคนเผลอลืมตัวจะเข้าไปเต้นด้วย เมียต้องเข้ามาฉุดกระชาก ดูวุ่นวาย อำนวยกับกรแก้วยืนตะลึงด้วยความอับอาย หน้าถอดสี วิศนีมองทั้งสองอย่างสะใจ
       
       อำนวยลากแขนวิศนีมาที่หน้าบ้านพัก พนักงานยกกระเป๋าวิศนีจากรถเข็นกระเป๋าเข้าบ้าน วิศนีขัดขืน
       “นี่มันเรือนหอของพ่อไม่ใช่เหรอคะ จะลากหนูมาทำไม”
       “หุบปาก แค่นี้แกยังทำให้ฉันอายไม่พออีกหรือไง”
       กรแก้วโผล่หน้าออกมา เห็นกรองทองกับแกมกาญจน์ตามมาห่างๆ ยังไม่แยกไปเพราะห่วงน้อง
       ”คุณคะ”
       กรแก้วจะปรามไม่ให้เอะอะ เพราะอายพนักงาน วิศนียิ้มเยาะ
       “มาตามพ่อฉันไปเข้าห้องหอเหรอคะ ใจร้อนจริง”
       “มานี่เลย !”
       อำนวยทนไม่ไหว ตรงเข้าลากแขนวิศนีเข้าบ้านไป กรแก้วกับพี่ๆ มองตื่นๆ
       
       อำนวยเข้ามาอย่างเดือดดาล ตรงข้ามกับวิศนีที่นั่งไขว่ห้างฟังพ่อพูดอย่างไม่ยี่หระ
       “แกเป็นอะไรของแก ถึงได้ทำบ้าๆ พูดบ้าๆ แบบนั้น”
       “หนูก็แค่อยากจะแสดงความยินดี”
       วิศนีพูดอมยิ้ม แต่อำนวยดูออกว่าเป็นอารมณ์แกล้ง อยากป่วน เพราะจริงๆ ไม่ได้ยินดีเลย
       “พ่อโกรธเพราะมันเป็นเซอร์ไพรส์ใช่ไหมล่ะ หนูก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน นี่ถ้าหนูไม่เผอิญเปิดหนังสือพิมพ์ไทยอ่าน ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแม่ใหม่”
       อำนวยอึ้งๆ ละอายที่ปิด
       “ฉันไม่อยากบอกแกก็เพราะไม่อยากให้แกกระทบกระเทือนใจ”
       “อ๋อ พ่อก็รู้เหมือนกันว่าหนูจะรู้สึกยังไง แต่พ่อก็ยังทำ”
       อำนวยอึ้ง
       “วิศนี!”
       “พ่อเป็นโสดมาได้ตั้งเกือบยี่สิบปี ผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร ถึงทำให้ตบะแตกได้คะ”
       “อย่าพูดถึงคุณกรแก้วแบบนั้นนะ เขาเป็นคนดี เป็นผู้ดี”
       วิศนียิ้มเยาะ
       “งั้นแสดงว่าของขวัญหนูก็คงถูกใจเขาน่าดู”
       อำนวยถอนใจ ไม่อยากทะเลาะให้หงุดหงิด พยายามข่มใจ
       “เอาล่ะ ฉันยอมแพ้ ฉันขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่บอกแก พอใจไหม ถ้าพอใจแล้วก็ไปอาบน้ำนอนให้สบาย แล้วพรุ่งนี้พ่อจะให้เลขาหาตั๋วกลับฝรั่งเศสให้”
       “ไม่ค่ะ”
       อำนวยงง
       “แกจะเอาอะไรอีก”
       “หนูไม่เอาอะไรทั้งนั้น เพราะว่าหนูจะกลับมาอยู่ที่บ้านเรา...ถาวร”
       
       วิศนีตอบฉะฉาน อำนวยอึ้งไป
       
       อารุมถือแฟ้มรีบเดินตรงมาที่ลิฟต์ เห็นลิฟต์ตัวนึงจะปิด ก็รีบพุ่งเข้าไปกดเปิดไว้ ลิฟต์เปิดออก วิศนียืนอยู่ในลิฟต์ มีเบลบอยกับรถเข็นกระเป๋าคั่นกลาง อารุมมองวิศนีอย่างสะดุดตา แต่ไม่ได้สนใจอะไร ก้าวตามเข้าไปยืนข้างๆ ก่อนจะพูดอย่างเร็ว
       “ชั้น 10 ครับ ขอบคุณครับ”
       
       เบลบอยกดเลขชั้นแล้วปิดประตูลิฟต์ อารุมกับวิศนียืนชิดกันในลิฟต์ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้สนใจกัน

แกมกาญจน์เดินไปเดินมา โวยวายอย่างว้าวุ่นอยู่ในห้องรับแขก

       
       “ตายๆ เด็กอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”
       กรแก้วไม่พอใจ
       “ไม่เด็กแล้วล่ะค่ะ 24 ย่าง 25 แล้ว”
       กรองทองหันไปถามน้อง
       “เธอกับสามีไม่ได้บอกข่าวเรื่องจะแต่งงานให้แกรู้เลยเหรอ”
       กรแก้วอึดอัดใจ
       “หนูวิศนี...แกไปอยู่เมืองนอกนานแล้วค่ะ คุณอำนวยก็เลยคิดว่าเดี๋ยวจะค่อยๆ บอก”
       “ค่อยๆ บอก ก็แปลว่ารู้ว่าถ้าบอกตรงๆ จะเกิดเรื่อง”
       กรแก้วนิ่ง ยอมรับว่ากรองทองพูดถูก แต่ก็รีบออกตัว
       “แต่กรจะพยายามไม่ให้เกิดเรื่องน้ำเน่าระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงค่ะ เพราะมันคงไม่ดีกับพวกเรา”
       “ตอนนี้อย่าห่วงพวกพี่เลย ห่วงครอบครัวใหม่ของเธอดีกว่า”
       กรแก้วถอนใจหนักหน่วง ยังคิดไม่ออกว่าจะเผชิญหน้ากับวิศนียังไงดี
       
       อำนวยระเบิดออกมาด้วยความผิดหวัง หลังจากวิศนีประกาศว่าจะไม่กลับไป
       “สุดท้ายแกก็ทิ้งเรื่องเรียนอย่างที่ฉันคิดจริงๆ อุตส่าห์ส่งไปอยู่เมืองนอกเกือบ 10 ปี แทนที่จะได้ดีเหมือนลูกคนอื่น ก็ดันเรียนไม่จบอะไรเลย”
       วิศนีไม่แคร์
       “หนูเรียนรู้มามากพอแล้วค่ะที่นั่น”
       “ใช่สิ ! ตอนอยู่อังกฤษแกก็ไปเรียนอย่างนึง พอเบื่อก็ย้ายเยอรมัน พอไม่จบเยอรมันก็ไปต่อฝรั่งเศส ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย”
       “แล้วพ่อรู้ไหมล่ะคะว่าหนูทำอย่างนั้นทำไม”
       “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง วันๆ ฉันก็ทำงานงกๆ หาเงินส่งไปให้แกถลุงเล่น ชีวิตแกสุขสบายทุกอย่าง มีกินมีกินใช้ไม่เคยต้องอด แต่แกมันไม่รักดีเอง”
       วิศนีอึ้งไป ตัดพ้ออำนวยอย่างน้อยใจ
       “คนเราไม่ใช่ว่าอยู่ดีกินดี มีเงินใช้จะแปลว่าสุขสบายนะคะ พ่อเคยถามหนูสักคำไหมว่าอยู่ที่โน่นหนูเป็นยังไงบ้าง ขนาดหนูนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล พ่อก็ทำได้แค่ให้เลขาส่งเงินค่าหมอมาให้ แต่ไม่เคยถามหนูสักคำว่าเจ็บป่วยอะไร อาการเป็นยังไง” วิศนีเสียงเครือ “อยากกลับบ้านหรือเปล่า”
       “อ้อ แกก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างทำตัวเหลวแหลกประชดฉัน แล้วแกรู้บ้างไหมว่าไอ้ความเละเทะของแกมันทำให้พ่ออย่างฉันปวดหัวแค่ไหน”
       วิศนีเจ็บปวดกับคำพูดทิ่มแทงของอำนวยจนน้ำตารื้น แต่พยายามกล้ำกลืนไว้
       “ก็ถ้าหนูเป็นพ่อแม่คน หนูจะทำให้ลูกรู้สึกว่าแกเป็นเด็กที่มีพ่อมีแม่ที่รับฟังทุกข์สุข พร้อมที่จะเช็ดน้ำตาให้ ไม่ใช่ปล่อยให้โตขึ้นตามยถากรรม แล้วค่อยมาปวดหัวกับพฤติกรรมของมัน”
       อำนวยโกรธจัดปัดแจกันบนโต๊ะหล่นดังเพล้ง เขาทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่ลูกไม่เคยเห็นความดี
       “เนี่ยเหรอ ที่ลูกมันพูดกับพ่อ ถ้า 10 ปีที่เมืองนอกมันสอนแกให้ดีได้แค่นี้” อำนวยตะคอกลั่น “ก็ไม่ต้องกลับไปอีกแล้ว”
       อำนวยเดินปึงๆ ออกไปจากห้องทำงานทันที วิศนีมองตามพ่อไปอย่างน้อยใจ น้ำตาซึมออกมา กรแก้วโผล่หน้าเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเพล้ง วิศนีรีบเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เห็นความเศร้า กรแก้วมองเห็นแจกันแตกก็เดินเข้ามา
       “ตายจริง”
       กรแก้วเดินมาหยิบ
       “แพงเหรอคะ”
       กรแก้วเงยหน้าขึ้นมองงงๆ เห็นวิศนียิ้มเชือดเฉือนให้
       “ของเก่าๆ ดีๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เปราะบาง ต้องคอยทะนุถนอมไว้บนที่สูง แต่สุดท้ายพอตกแตกมันก็เป็นแค่เศษดินเหมือนกัน”
       
       วิศนีลุกหันหลังเดินออกไปจากห้อง กรแก้วมองตาม เจ็บลึก เผลอกำเศษแจกันในมือจนสะดุ้งเฮือก พอก้มดูก็เห็นเลือดซึมออกมา

กรแก้วนั่งลูบมือที่ปิดผ้าพันแผลอย่างใจลอยหน้าครุ่นคิดอยู่ในห้องนอน อำนวยเดินเข้ามาเห็น

       
       “มือคุณเป็นอะไรไป”
       อำนวยดึงมาดู
       “โดนแก้วบาดนิดหน่อยค่ะ”
       กรแก้วไม่อยากพูดมาก เลยลุกหนีมานั่งที่เตียงเตรียมจะนอน แต่หน้าครุ่นคิดจนอำนวยเป็นห่วง
       “คุณคิดมากเรื่องวันนี้หรือเปล่า ผม...ผมขอโทษแทนลูกด้วย”
       “ฉันแค่ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอแกกะทันหันแบบนี้”
       อำนวยเดินมาโอบอย่างเอาใจ
       “วิศนีเป็นเด็กหัวดื้อ แต่แกไม่มีอะไรหรอก ผมรับรอง”
       “แล้วยายหนูแกจะมาอยู่กี่วันคะ”
       อำนวยลำบากใจ
       “แกจะไม่กลับไปเมืองนอกแล้ว”
       กรแก้วอึ้งไป เพราะรู้ว่าท่าทางชีวิตคู่กับอำนวยคงจะยุ่งยากกว่าที่คิด
       
       วิศนีเข้าห้องปิดประตู แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างอ้างว้างภายในห้อง เธอค่อยๆแกะเครื่องประดับต่างหู สร้อยข้อมือ แหวนที่พราวอยู่ทั่วตัวออก ระหว่างที่แกะสีหน้าก็ค่อยๆ จืดจางเป็นทุกข์ระทมมากขึ้นเรื่อยๆ เธอกลับมาเป็นคนที่อ่อนแอและไม่มีความสุข เสียงต่อว่าของอำนวยยังก้องอยู่ในหัวเพราะจริงๆ แล้วคนที่เธอแคร์ที่สุดก็คือพ่อ
       “อุตส่าห์ส่งไปอยู่เมืองนอกเกือบ 10 ปี แทนที่จะได้ดีเหมือนลูกคนอื่น ก็ดันเรียนไม่จบอะไรเลย”
       “ชีวิตแกสุขสบายทุกอย่าง มีกินมีกินใช้ไม่เคยต้องอด แต่แกมันไม่รักดีเอง”
       “แล้วแกรู้บ้างไหมว่าไอ้ความเละเทะของแกมันทำให้พ่ออย่างฉันปวดหัวแค่ไหน”
       คำพูดเหล่านี้สะท้อนไปมา ยิ่งทำให้วิศนีเจ็บปวดจนน้ำตาซึม น้อยใจที่พ่อมองปัญหาชีวิตของเธออย่างฉาบฉวยเพียงแค่การเรียนไม่สำเร็จ ทำตัวเกเร ไร้สาระ แต่ไม่เคยมองถึงต้นเหตุว่าทุกอย่างมาจากปัญหาภายในที่พ่อไม่เคยเอาใจใส่ดูแลลูกคนนี้มาตั้งแต่ต้น วิศนีนิ่งไปเหมือนรู้ตัวว่ากำลังจะร้องไห้ เธอพยายามตั้งสติ เพราะไม่อยากร้อง
       
       อารุมกับนนทลีนั่งกินอาหารค่ำกันที่ร้านอาหารริมทะเล บรรยากาศหรูหรา โรแมนติก นนทลีมองรอบๆอย่างภูมิใจ
       “นนอยากมาร้านนี้ตั้งนานแล้ว เห็นพวกไฮโซชอบมา”
       อารุมส่ายหน้า บ่น
       “อาหารแพงทุกจาน อร่อยก็ไม่อร่อย”
       เด็กเสิร์ฟเอาสลิปบัตรมาให้เซ็น อารุมเซ็นแล้วส่งคืน
       “น้องครับ ห่อสองจานนี้ให้พี่ด้วย”
       อารุมชี้จานที่มีอาหารเหลือ นนทลีตกใจ
       “อารุมจะเอาไปทำไม”
       “ไปฝากไอ้ตูบหน้าคอนโดผม”
       นนทลีรีบบอกเด็กเสิร์ฟ
       “ไม่ต้องค่ะ แฟนพี่พูดเล่นน่ะ”
       เด็กเสิร์ฟงงๆ แล้วออกไป นนทลีจ้องดุใส่อารุม
       “ร้านแบบนี้ไม่มีใครห่ออะไรกลับบ้านหรอก อายเขา”
       นนทลีพูดจบก็ลุกเดินออกไป อารุมมองตามอย่างไม่เข้าใจ เดินตามนนทลีออกมาหน้าร้าน บ่นต่อ
       “ทำไมต้องอายด้วย พวกกินทิ้งกินขว้างสิต้องอาย”
       “นี่มันร้านอาหารไฮโซนะ ทำตัวเหมือนคนอดอยากมันจะดูไม่ดี”
       นนทลีพูดแล้วเดินนำไป ไม่ทันมองชายขี้เมาที่โซเซแซงหน้าขึ้นมา แล้วทำท่าจะอ้วกใส่ นนทลีตกใจ
       “ว้าย !”
       อารุมรีบดึงนนทลีหนี ชายขี้เมาปรือตามอง แล้วยกมือขอโทษ ก่อนจะยืนเท้ารถอ้วกอยู่ตรงนั้น นนทลีมองอย่างรังเกียจ ขณะเดินตามอารุมมาที่รถ อารุมพยักหน้าให้มองขี้เมาเยาะๆ
       “แล้วนนว่าไฮโซที่เมาอ้วกหน้าร้าน ดูดีไหมล่ะ”
       นนทลีพูดไม่ออก มองอารุม
       “ไฮโซหรือชาวบ้านก็คนเหมือนกัน มีแต่นนนั่นแหละที่คิดว่าเขาไม่เหมือนกัน”
       
       อารุมเดินนำไปที่รถ นนทลีมองตาม ค้อนนิดๆ ที่อารุมไม่เข้าใจ

วันใหม่...รถตู้ของอำนวยแล่นมาตามถนน แล้วตรงเข้ามาในคฤหาสน์โอ่อ่าอลังการของเขา วิศนีนั่งมากับอำนวยและกรแก้ว เธอมองดูตัวบ้านเพราะยังไม่เคยเห็น รถแล่นจอดที่หน้าตึก กลุ่มคนใช้ประมาณ 4 คน ยืนเรียงรอต้อนรับ 

       
       ทุกอย่างดูเป็นระเบียบซึ่งเป็นสไตล์ส่วนตัวของกรแก้ว อำนวยพากรแก้วกับวิศนีเดินลงมา พวกคนใช้ก็พร้อมตัวกันไหว้อย่างพร้อมเพรียง...คนใช้แบ่งเป็นสองชุดคือ ประยุทธเป็นคนขับรถ ละอองเป็นแม่บ้านเก่าแก่ สมจิต โตกว่าวิศนีนิดหน่อย ทำงานให้อำนวยมาก่อน ส่วนอีก 2 คนเป็นคนรับใช้ของกรแก้วที่เป็นคนยึดติดสิ่งเก่าๆ แต่งงานก็เอาคนใช้ตัวเองตามมารับใช้ด้วย
       “ละอองใช่ไหม...ส่วนนี่ก็สมจิตฉันจำได้” วิศนีทักอย่างไม่ถือตัว
       “สองคนนั่นเป็นคนของคุณกรแก้วเขา”
       อำนวยพยักเพยิดไปยังสาวใช้อีกสองคนท่าทางเรียบร้อยสงบเสงี่ยม ทั้งสองไหว้วิศนีอีกครั้ง
       “แหม คนทำงานเยอะกว่าเจ้าของบ้านอีกนะคะ” วิศนียิ้มๆ
       กรแก้วปรายตามอง รู้สึกเหมือนโดนเหน็บ
       “มีคนเยอะๆ หนูกับคุณพ่อจะได้สบายไงจ๊ะ”
       “ก็ดีค่ะ แต่ไม่ค่อยชิน”
       วิศนีส่งยิ้มประหลาดให้กรแก้ว แล้วเดินเข้าบ้านไป
       
       วิศนีเดินเข้ามาในตัวบ้าน กวาดตาดูรอบๆ เหมือนชมพิพิธภัณฑ์ อำนวยกับกรแก้วตามเข้ามา
       “เป็นไงลูก บ้านใหม่ พ่อปลูกมาได้ห้าปีแล้ว หนูชอบไหม”
       “อะไรๆ มันก็ใหม่ทั้งนั้นเลยนะคะสำหรับหนู ทั้งบ้านใหม่ รถใหม่ แล้วก็แม่ใหม่” วิศนีปรายตามองกรแก้ว “ไม่รู้ว่าพ่อเองก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ด้วยหรือเปล่า”
       อำนวยเหลือบมองกรแก้วอย่างอึดอัดใจ
       “พูดอะไรอย่างนั้น พ่อก็ยังเป็นพ่อแกอยู่วันยังค่ำ”
       กรแก้วตัดบท
       “หนูวิศนีเพิ่งมาเหนื่อยๆ น่าจะขึ้นไปพักผ่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะให้ละอองพาไปดูว่าหนูอยากนอนห้องไหน” กรแก้วหันไปเรียก “ละออง”
       “เห็นไหมคะ แม้แต่ห้องหนูยังไม่มีเลย แล้วจะให้หนูแน่ใจได้ยังไงว่าพ่อยังเป็นพ่อของหนูอยู่”
       วิศนียิ้มเยาะ แล้วจะเดินตามละอองไป อำนวยเริ่มยัวะ
       “ก็ที่ฉันยังไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้แก ก็เพราะแกมันเอาใจยากอย่างนี้ไง ฉันทำอะไรมันก็ไม่ถูกใจแกทั้งนั้นแหละ”
       อำนวยทำท่าจะตามขึ้นไปโวย แต่กรแก้วจับแขนไว้เป็นเชิงปราม วิศนีเดินลิ่วๆ ขึ้นบันไดตามละอองไป ทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่จริงๆ ซ่อนสีหน้าเจ็บปวดไว้
       
       อำนวยเปลี่ยนชุดใหม่ เพราต้องออกไปข้างนอกอีก ปากก็บ่นไปด้วย
       “นี่ถ้าผมไม่ได้นัดตีกอล์ฟกับท่านรัฐมนตรี ก็อยากจะอยู่คุยกับมันให้รู้เรื่อง มันจะมาทำท่าจองหองพองขนกับเราแบบนี้ไม่ได้”
       “อย่าเพิ่งเลยค่ะ คุณเองก็กำลังร้อน หนูวิศนีก็ไม่ใช่คนลดราวาศอก คุยกันไปก็มีแต่จะทำให้เกิดเรื่อง”
       อำนวยอึ้งไป ตอบเบี่ยงๆ
       “ยายหนูมันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีใคร แล้วก็ไม่เคยคิดจะยกย่องใคร แต่ถ้ามันยังมีสำนึกของความเป็นลูกที่ดี มันก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของผม”
       “คุณว่าฉันควรจะทำยังไง”
       “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะทำเอง แล้วผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งมันจะรู้ว่าทำไมผมถึงรักคุณ”
       
       อำนวยกุมมือกรแก้วให้กำลังใจ

 วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นประยุทธกำลังเช็ดถูรถคันงามของกรแก้วอยู่อย่างทะนุถนอม

       
       “พ่อออกไปข้างนอกแล้วเหรอ”
       “ครับ”
       “งั้นฉันขอกุญแจรถคันนี้หน่อย”
       ประยุทธงง
       “คุณหนูจะเอาไปทำอะไรครับ”
       วิศนีเล่นมุก ตีหน้าตาย
       “กินได้ไหมล่ะ จะได้เอาไปกิน” หญิงสาวเห็นประยุทธทำหน้างงก็รำคาญ “ฉันจะใช้รถ!”
       “แต่ว่า...”
       ประยุทธจะบอกว่าเป็นรถกรแก้ว
       “เงอะงะอยู่นั่นแหละ”
       วิศนีไม่รอ เดินตรงไปเปิดประตูรถ เห็นกุญแจเสียบอยู่พอดี ก็ก้าวขึ้นรถไปนั่งแล้วติดเครื่อง ประยุทธร้องลั่น
       “อย่าครับคุณหนู อย่า...”
       วิศนีไม่สนใจ เบิ้ลเครื่องดังขึ้นเหมือนจะยั่วประยุทธ แล้วขับออกไป ประยุทธตกใจวิ่งตาม ร้องห้าม...กรแก้วเดินลงมาจากชั้นบน ได้ยินเสียงประยุทธแว่วๆ เห็นสาวใช้ยืนชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านก็สงสัย
       “เสียงเอะอะอะไร”
       “ค...คุณผู้หญิงเอารถคันใหญ่ไปขับค่ะ”
       กรแก้วหน้าเข้มทันที
       “คุณผู้หญิงบ้านนี้มีคนเดียว”
       สาวใช้ทั้งสองหัวหด กรแก้วเดินออกไปดูอย่างไม่สบอารมณ์...ประยุทธวิ่งไล่ตามวิศนี ปากก็ร้องตะโกน
       “คุณหนู อย่าครับ อย่าเพิ่งไป”
       วิศนีเห็นประยุทธวิ่งตามก็นึกสนุก แกล้งหักเลี้ยววนกลับเข้ามา ประยุทธถอนใจเฮือกอย่างโล่งใจ แต่แล้วก็หน้าตาตื่นเมื่อวิศนีจงใจวนกลับมาขับไล่กวดตนเสียเอง
       “ฮึ้ย คุณหนู อย่าครับ อย่า”
       วิศนีแกล้งขับรถจี้ตูด คราวนี้กลายเป็นประยุทธวิ่งแจ้นหนีรถ แต่ก็ดันวิ่งเป็นวงกลม วิศนีขับตามวนไปมาอยู่หน้าบ้าน
       “คุณหนู อย่าทำโผ้ม!”
       กรแก้วโผล่ออกมาเห็นวิศนีเบิ้ลเครื่องเสียงดัง แถมยังขับรถวนไปก็ตกใจ เพราะเป็นรถของตัวเอง
       “หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้ ! ประยุทธ !”
       วิศนีไม้ได้ยิน แต่เห็นสีหน้าตื่นของกรแก้วก็ยิ่งสนุก ไล่ประยุทธใหญ่ ประยุทธวิ่งหนีออกไปทางหน้าบ้าน รถวิศนีพุ่งตามไปอย่างเร็วจนเฉี่ยวกับกระถางต้นไม้ตรงขอบถนน แตกกระจาย ประยุทธกระโจนหนีล้มลุกคุกคลาน
       “อุ๊บส์”
       วิศนีสะดุ้งเอามือปิดปาก จะจอดลงไปดู แต่เห็นจากกระจกข้างว่ากรแก้ววิ่งหน้าตื่นลงมาดูก็ยิ้มขำ แล้วเปลี่ยนใจเร่งเครื่องขับหนีไปทันที กรแก้วมองวิศนีที่ขับหนีไปอย่างตกใจ แล้วตรงไปดูกระถางต้นไม้ที่แตกอยู่ข้างประยุทธที่พยายามลุกขึ้น
       “เล่นบ้าๆ อะไรกันประยุทธ นั่นมันรถของฉันนะ”
       “ผมพยายามห้ามแล้วครับคุณผู้หญิง”
       ประยุทธรายงานหน้าแหย กรแก้วมองออกไปทางหน้าบ้านอย่างเดือดๆ ห่วงรถตัวเอง
       
       วิศนีขับรถไปหัวเราะไปเมื่อนึกถึงสีหน้ากรแก้วที่เหวอสุดขีด เธอไม่รู้ว่าเป็นรถกรแก้ว แต่ขำที่ได้แกล้งมือก็ควานเปิดเครื่องเล่นซีดีในรถ หาเพลงฟัง แต่เปิดไปก็เจอแต่เพลงไทยสุนทราภรณ์ วิศนีเปลี่ยนแทร็คไปเรื่อยๆ ก็เจอแต่เพลงเก่าๆ รุ่นคุณแม่ยังสาว เลยเปลี่ยนไปจูนคลื่นวิทยุแทน จนเจอเพลงแดนซ์มันส์ๆ แบบเลดี้กาก้า ก็ถูกใจ เลยเร่งเสียงดังลั่น เธออารมณ์ดีสุดขีด ขับรถไปร้องเพลงไปดังลั่นอย่างได้ปลดปล่อยความอึดอัดของตัวเอง เธอเปิดเพลงดังออกมา จนรถคันข้างๆ มอง
       อารุมขับรถมาตามถนน โดยมีเดชชาตินั่งคู่มา เดชชาติ เป็นเพื่อนสนิทของเขา เป็นเซลส์ขายรถในบริษัทของอำนวย ช่างพูด อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่บวก จริงใจ มีน้ำใจกับทุกคน เดชชาตินั่งๆ อยู่ก็ได้ยินเพลงเลดี้กาก้าแว่วมาก็โยกหัวตามเพลินๆ
       “เฮ้ย วิทยุแกทำไมเสียงเบานักวะอารุม ฉันว่าไอ้รถวัยทองของแกมันใกล้ไปเต็มทีแล้วนะเว้ย”
       “อะไรของแก”
       “ก็วิทยุแกเนี่ย เสียงเบาไป”
       เดชชาติเอื้อมมือไปจะเร่งเสียงวิทยุ อารุมดึงมือออกจะเปิดให้
       “เฮ้ย อย่ายุ่ง เดี๋ยวพัง ฉันเปิดให้”
       สองคนมัวแต่ง่วนกัน จังหวะนั้นไม่ได้มองถนนข้างหน้ากันทั้งคู่
       
       วิศนีโยกตัวร้องเพลงไป อีกมือก็ควานกระเป๋าหยิบโทรศัพท์จะมาดูแผนที่บ้านแม่
       “อยู่ไหน อ้อ เจอละ”
       วิศนีหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดูแผนที่ มือนึงก็จับพวงมาลัย ไม่ได้มองถนนเหมือนกัน
       
       อารุมเปิดวิทยุให้เดชชาติ แต่กลายเป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้ เดชชาติงง
       “อ้าวเฮ้ย หายไปไหนแล้วอะ เมื่อกี้ยังเป็นกาก้าอยู่เลย ฉันอยากฟัง”
       “ก็มันมาจากในรถฉันที่ไหนเล่า”
       “แล้วมาจากไหนวะ”
       เดชชาติงง มองไปที่ถนน แล้วตาเหลือก
       “เฮ้ยๆๆๆ อารุมระวัง!”
       อารุมตกใจ มองไปข้างหน้า เห็นรถของวิศนีแถออกมาจากเลนสวน...วิศนีง่วนอยู่กับโทรศัพท์ แต่ได้ยินเสียงบีบแตรลั่นก็เงยหน้าขึ้นมอง ถึงเห็นรถตัวเองแถออกจากเลน วิศนีตกใจ
       “ว้าย !”
       วิศนีตกใจรีบหักหลบกลับเข้าเลน แต่ไม่พ้นเฉี่ยวรถของอารุมดังโครม วิศนีเซ็งเลย
       
       “อีกแล้วเหรอ”

รถยนต์สองคันชนกันอยู่กลางถนน มีรถผ่านไปมาชะลอดู วิศนีรีบลงจากรถมาชะโงกดูรอยชน แล้วมองไปที่คู่กรณีหน้าเสีย จนกระทั่งอารุมเปิดประตูลงมาจากรถ วิศนีเงยหน้ามองแล้วก็อึ้งๆ ไปเหมือนสะดุดตาในความหล่อ 
       
       ขณะที่อารุมจำวิศนีได้ เผลอพูดออกมา
       “คุณ...”
       วิศนีรีบยกมือไหว้
       “ฉันขอโทษค่ะ ฉันผิดเอง ยอมรับผิดทุกอย่าง”
       เดชชาติรีบตามลงมา แล้วรีบพูดเชียร์ให้ซื้อใหม่ทันที
       “เฮ้ย เป็นไงบ้างวะอารุม รถแกพังหรือเปล่า ถ้าพังก็ซื้อใหม่เลยเพื่อน เดี๋ยวฉันจัดราคาให้แบบพิเศษๆ รับรองถูกเหมือนได้ฟรี...” เดชชาติเสียงเบาลงเพราะหันมาสบตากับวิศนีแล้วตะลึงไป “อุ้ย นางฟ้า”
       วิศนีส่งยิ้มหวานให้เดชชาติด้วยความละอายใจ เขายิ่งตะลึงตะลาน
       “ขอโทษจริงๆ นะคะ ฉันมัวแต่ดูโทรศัพท์เลยไม่เห็นรถคุณ”
       เดชชาติลืมตัว
       “ไม่เป็นไรครับ”
       อารุมโพล่งขึ้นมา
       “ไม่เป็นไรได้ยังไง ! คุณไม่รู้เหรอว่ากฎหมายเขาไม่ให้ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ”
       วิศนีเป็นฝ่ายเหวอบ้าง เพราะไม่คิดว่าอารุมจะเหวี่ยง
       “คือฉัน...”
       “ถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่เคยศึกษากฎจราจร ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา มันฟังไม่ขึ้นหรอก”
       “เปล่าค่ะ ฉันกำลังจะบอกว่าฉันรู้ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
       “ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะตั้งใจเอารถหรูๆ ของคุณมาชนกับผมอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณผิดน้อยลง”
       เดชชาติเห็นท่าไม่ดี
       “อารุม ใจเย็นๆ น่า”
       “ฉันรู้ว่าฉันผิด แล้วฉันก็กำลังจะชดใช้ให้นี่ไง”
       วิศนีเริ่มเซ็งๆ หยิบกระเป๋าเงินออกมา
       “คุณจะเอาเท่าไรล่ะ ตกลงกันตรงนี้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตำรวจ ฉันรีบ”
       อารุมยังไม่ทันตอบ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เลยกดรับ
       “ฮัลโหล ว่าไงนน”
       อารุมเดินเลี่ยงออกไปคุยโทรศัพท์ ไม่สนใจคุยกับวิศนีต่อ วิศนียิ่งเซ็ง เพราะกำลังรีบๆ อยู่
       
       นนทลีเดินคุยโทรศัพท์มา บรรยากาศด้านหลังคึกคักเพราะมีงานรับปริญญา
       “อยู่ไหนแล้วคะอารุม ใกล้จะได้เวลาแล้วนะคะ”
       “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะนน”
       นนทลีตกใจ
       “แล้วคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ไม่หรอก แค่เฉี่ยวชนกันนิดหน่อย”
       อารุมหันหลังคุยโทรศัพท์ วิศนียืนรอ เริ่มหงุดหงิดว่าทำไมอารุมไม่มาเจรจาต่อซักที
       “อาคุณเนี่ย ทำอะไรชักช้าอย่างนี้ตลอดเลยเหรอคะ”
       เดชชาติชะงัก
       “ฮะ...อาผม”
       “ก็ฉันเห็นคุณเรียกเขาว่าอา”
       เดชชาตินึกได้ก็ขำ
       “โธ่ มันไม่ใช่อาผมหรอกครับ มันชื่อ อา-รุม!”
       “ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเกรงใจ”
       วิศนีพูดจบก็เดินฉับๆ ตรงไปหาอารุมที่ยังคุยโทรศัพท์อยู่ แล้วตรงไปดึงโทรศัพท์จากมือเขาแล้วกดปิดทันที
       “เดี๋ยวผมจะรีบ...เฮ้ย” อารุมหันมาโวย “อะไรของคุณเนี่ย”
       “คุณไม่เข้าใจภาษาคนที่ฉันพูดว่ารีบหรือไงคะ”
       “แล้วคุณล่ะ รู้จักคำว่ามารยาทบ้างไหม”
       นนทลียังงงอยู่ที่จู่ๆ โทรศัพท์ของอารุมก็หลุดไป
       “ฮัลโหลอารุม ฮัลโหล”
       
       กุสุมาที่เดินมาด้วยกัน มองนนทลีอย่างแปลกใจ

 กุสุมาเป็นเพื่อนรักของนนทลีตั้งแต่สมัยเรียนและเป็นเพื่อนของอารุมด้วย เธอทำงานในแผนกเดียวกับนนทลี กุสุมานั้นเป็นคนจืดชืด เรียบร้อย สงบเสงี่ยมกว่านนทลี ดูแสนดี แต่จริงๆ แล้วเก็บกดความร้ายกาจ ขี้อิจฉาเอาไว้ เพราะแอบหลงรักอารุมมาก่อนนนทลี

       
       “มีอะไรเหรอนน”
       “อารุมเกิดอุบัติเหตุ”
       กุสุมาตกใจ เป็นห่วงมาก
       “หา ! อะไรนะ แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       นนทลีมองอาการของกุสุมางงๆ
       “ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้สุ อารุมไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่จะมาช้าหน่อย ไปหานุชกันเถอะ”
       นนทลีเดินนำไป แต่กุสุมายังมีทีท่าไม่สบายใจนัก หยิบโทรศัพท์มากดโทร
       
       วิศนีกับอารุมจ้องหน้ากัน โทรศัพท์ดังขึ้นอีก อารุมเอื้อมมือจะไปหยิบมากดรับ แต่วิศนีดึงหนี
       “เอาโทรศัพท์ผมมา”
       “ไม่ให้ คุยกับฉันให้รู้เรื่องก่อน”
       เดชชาติเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย
       “เอ่อ ใจเย็นกันนะครับๆ”
       อารุมกับวิศนีแย่งโทรศัพท์กัน เดชชาติเข้าไปห้ามยื้อกันไปยื้อกันมาจนโทรศัพท์หลุดมือ
       “เฮ้ย !”
       โทรศัพท์กระเด็นไปกลางถนน รถบรรทุกคันใหญ่แล่นมาแล้วเหยียบดังกร๊อบ อารุมมองตาค้าง แล้วรีบวิ่งไปที่ถนน หยิบโทรศัพท์ที่แบนแต๊ดแต๋ขึ้นมา วิศนีหน้าเสีย
       “คุณขับรถชนรถผมแล้วยังทำลายโทรศัพท์ผมอีกนะ”
       “ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็คุณมัวแต่จะคุยโทรศัพท์ ไม่ยอมตกลงกับฉันซักทีว่าจะเอายังไง”
       อารุมก้มดูโทรศัพท์ในมืออย่างเดือดดาล วิศนียิ่งรู้สึกผิด เปิดกระเป๋าหยิบเงินเพิ่ม
       “อ่ะ ฉันให้ เอาไปหมดนี่เลย แค่นี้คุณก็กำไรแล้ว ทั้งค่ารถค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่”
       อารุมมองเงินที่วิศนียื่น แล้วเงยหน้ามองแบบโมโหกว่าเดิม
       “พวกเศรษฐี ใช้เงินแก้ปัญหาตลอด”
       “แล้วจะให้ฉันทำยังไง จะให้ก้มกราบเท้าไหม จะได้จบๆ ไปสักที”
       วิศนีทำท่าจะถอดรองเท้า แล้วลงคุกเข่า เดชชาติรีบเข้ามาห้าม
       “อย่าๆๆๆๆ อย่าครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ผมขอโทษคุณแทนเพื่อนผมด้วยก็แล้วกันนะครับ”
       “ไอ้ชาติ ไปขอโทษเขาทำไม ฉันเป็นผู้เสียหายนะโว้ย”
       “เอาน่า มัวแต่เถียงกันอย่างนี้ เดี๋ยวแกก็ไปไม่ทันงานรับปริญญา โดนยายนุชแหกอกเอาไม่รู้ด้วยนะ” เดชชาติหันไปหาวิศนี “เอางี้นะครับคุณ ผมชื่อเดชชาติ ผมขออนุญาตรับเอาไว้ให้ แล้วเป็นอันว่าตกลงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเองครับ”
       เดชชาติรับเงินจากวิศนีมาอย่างเกรงใจ วิศนีมองอารุมขุ่นๆ
       “แค่นี้ก็หมดเรื่อง มัวแต่โยกโย้ หาเรื่องอยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “นี่คุณ !”
       อารุมขยับจะเข้าไปเล่นงานอีก แต่เดชชาติกันไว้ วิศนีแกล้งทำลอยหน้าล้อเลียนแล้วรีบหนีไปขึ้นรถ...อารุมเข้ามานั่งในรถอย่างฉุนๆ
       “ผู้หญิงอะไร หน้าตาก็แย่ นิสัยก็ใช้ไม่ได้”
       “เฮ้ย...” เดชชาติจ้องตาเพื่อน “แกตากแดดจนเบลอหรือเปล่าวะอารุม โห่ อย่างนั้นเหรอเรียกว่าหน้าตาแย่ งั้นฉันยอมรักคนขี้เหร่ก็ได้วะเอ้า”
       อารุมมองขวางๆ
       “ไอ้ชาติ แกมันก็เป็นซะอย่างงี้ เห็นคนสวยทีไรก็มืออ่อน ยอมเขาหมดทุกอย่าง”
       “แล้วแกจะให้เขาทำยังไง เขาก็ยอมรับผิดชดใช้ให้แล้ว แกเองก็มัวแต่ลีลา ดูซิจากตอนแรกแค่รถบุบ ก็ได้มือถือบู้บี้มาอีกเครื่องเลยเนี่ย”
       เดชชาติหยิบโทรศัพท์มาดู อารุมเห็นแล้วยิ่งเซ็ง เดชชาติปลอบ
       “เอาน่า ถือว่าฟาดเคราะห์ แกอาจจะมีดวงได้มือถือใหม่กับรถใหม่พอดีก็ได้นะเว้ย เดี๋ยวไปเลือกกันเลยเพื่อน ฉันช่วย แฮ่ๆๆ”
       “เงินยายนั่น ฉันจะเอาไปทำบุญล้างซวย จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก”
       อารุมมองไปทางรถวิศนีที่ขับออกไปอย่างเคืองๆ ก่อนจะออกรถ
       
       วิศนีขับรถมาตามถนน แล้วเลี้ยวเข้าซอย ปากก็ยังบ่นถึงอารุมไม่เลิก
       “คนบ้า ทำเสียเวลาชะมัดเลย”
       วิศนีหยิบโทรศัพท์ออกมาดูแผนที่อีกที แล้วมองซอยข้างหน้าก่อนจะเลี้ยวเข้าไป ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา วิศนีรีบเปิดกระจกถาม
       “ขอโทษนะคะ ฉันจะไปบ้าน...” วิศนี่บอกเลขที่บ้าน “อยู่ในซอยนี้เปล่าค่ะ”
       ชาวบ้านพยักหน้าแล้วชี้เข้าไป
       “ขอบคุณค่ะ”
       วิศนีรีบขับรถเข้าไปในซอยอย่างดีใจ แล้วมองดูเลขที่บ้าน พอเห็นบ้านแววก็น้ำตารื้น หญิงสาวจอดรถที่หน้าบ้านแล้วรีบลงไปกดกริ่งอย่างดีใจ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
       “แม่คะแม่ ! นี่หนูเอง”
       วิศนีชะเง้อมองเข้าไปด้านในบ้าน เห็นบ้านเงียบกริบ แต่เห็นประตูรั้วปิดไว้แต่ไม่ได้ล็อค เลยเปิดเข้าไป...เธอเดินเข้าไปในบ้าน กวาดตามองรอบๆ บ้านเห็นบ้านทรุดโทรม เก่าและรกเรื้อแบบไม่ได้ดูแล
       
       พลันก็นึกถึงความหลังขึ้นมาจนน้ำตาปริ่ม

  ในอดีต ขณะที่วิศนี อายุ 5 ขวบ อำนวยยกกระเป๋าจูงวิศนีที่กำลังร้องไห้ออกมา อำนวยแต่งตัวดีแบบชุดทำงานออฟฟิศทั่วไป แววเดินถือขวดเหล้าโซเซตามหลัง สภาพเยินๆ ผมเผ้าทรุดโทรมแบบคนเมาเหล้าจนไม่ดูแลตัวเอง 

       
       แววนั้นเป็นคนติดเหล้าและการพนันงอมแงม ไม่สนใจหน้าที่แม่และเมีย รักตัวเองมากกว่าลูก โลภมาก เห็นแก่เงิน ขี้โมโห ปากร้าย
       “ไป! ไปให้พ้นเลย ไอ้ผัวเฮงซวย! หนอย อดอยากมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง ถุย! ไอ้คนเลว”
       “ฉันบอกเธอแล้วนะแววว่าถ้าเธอทิ้งลูกไปเล่นไพ่อีกครั้งเดียว เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”
       “ก็อยากไม่ให้ตั้งวงในบ้านนี่หว่า แล้วบ่อนก็อยู่ใกล้แค่นี้ จะอะไรนักหนา”
       “งั้นต่อไปนี้ก็เชิญตั้งวงไพ่ตามสบาย แต่ฉันกับลูกจะไม่อยู่ที่นี่” อำนวยจับมือวิศนี “ไป ยายหนู”
       “ไม่! หนูไม่ไป หนูจะอยู่กับแม่! ฮือๆ”
       วิศนีกรีดร้อง วิ่งเข้ามากอดแววแน่นร้องไห้โฮๆ อำนวยต้องเข้ามาดึง
       “ไม่เอาลูก ไปกับพ่อ”
       วิศนีร้องไห้กอดแววแน่น ในขณะที่แววยืนโงนเงน ตาแดงก่ำเพราะความเมา ไม่มีสติสัมปชัญญะ พอถูกกอดรัดมากๆ เข้าก็รำคาญ ดึงแขนวิศนีออกแล้วผลักอย่างแรง จนวิศนีล้มตึง
       “โอ๊ย รำคาญ ไปเลย ไปกันให้หมด ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน จะไปตกนรกที่ไหนก็ไป ไป๊!”
       แววมองอย่างรำคาญแล้วเดินโซเซเข้าบ้านไป วิศนีร้องไห้จ้า อำนวยรีบเข้ามาอุ้มประคองวิศนีอย่างทนุถนอม แล้วมองแววอย่างไม่พอใจ
       
       วิศนีน้ำตาคลอ เจ็บปวดที่นึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ก็ไม่โกรธแม่ รีบปาดน้ำตา ร้องเรียกอีก
       “แม่คะ แม่อยู่บ้านหรือเปล่า หนูมาเยี่ยม”
       ชีพที่นอนฟุบอยู่ข้างๆ ขวดเหล้าได้ยินเสียงวิศนีแว่วๆ ก็สะดุ้ง ชีพเป็นสามีใหม่ของแวว ติดพนัน ติดเหล้าพอกับแวว เป็นคนเกียจคร้าน อาศัยความหนุ่มกระชุ่มกระชวยเกาะแววกินไปวันๆ เห็นแก่เงิน โลภมาก ไม่ค่อยฉลาด
       “ใครวะมาขัดจังหวะ คนกำลังฝันดีๆ”
       “มีใครอยู่ไหมคะ แม่”
       “โธ่เว้ย”
       ชีพบ่นออย่างรำคาญ ลุกขึ้นเดินโซเซลงไปดูทั้งที่ยังเมาอยู่
       
       วิศนีถือวิสาสะเปิดประตูบ้านเข้ามา แต่มองเข้าไปก็ไม่เห็นใคร เลยเดินเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเป็นบ้านตัวเอง หญิงสาวเดินไปหยุดดูที่รูปถ่ายเก่าๆ ที่ยังแขวนติดผนัง เห็นเป็นรูปตัวเองตอนเด็กๆ ถ่ายกับอำนวยและแวว
       
       สมัยนั้นฐานะอำนวยยังไม่ดีนัก เป็นแค่พนักงานบริษัททั่วไป วิศนีมองเห็นรูปตัวเองก็อมยิ้มออกมา เดินดูเพลิน ไม่เห็นว่าชีพเดินลงบันไดมายืนมองเงียบๆ
       “เฮ้ย นางฟ้าที่ไหนมาโปรดไอ้ชีพแต่วันเลยวะเนี่ย หึๆๆ” ชีพพึมพำ
       ชีพยืนโงนเงน แต่ตาเยิ้ม ยิ้มกริ่ม แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไป วิศนีเดินดูรูป แล้วไปหยุดที่รูปตัวเองที่ต่างประเทศที่ส่งมาให้แววและแววเอาใส่กรอบไว้ แต่พอจะหยิบมาดูก็ถูกรวบกอดจากด้านหลัง
       “ว้าย! อะไรเนี่ย”
       ชีพรวบตัวกอดวิศนีแน่น สูดกลิ่นตัว ตาเคลิ้ม
       “อื้อหือ นุ๊มนุ่ม หอมที่ซู้ดด”
       “ใครน่ะ ปล่อยฉันนะ”
       วิศนีพยายามดิ้น แต่ไม่ถนัด
       “ปล่อยให้โง่สิ อยู่ๆ ก็มีสาวๆ เนื้อหอมๆ มาให้กอดถึงบ้าน อย่างนี้มันต้องจัดหนัก”
       ชีพยื่นหน้ามาจะหอม วิศนีดิ้นขัดขืน
       “แกเป็นใคร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
       “พี่ก็เป็นคนที่จะให้ความสุขน้องได้ไงล่ะจ๊ะ”
       ชีพกอดปล้ำ พยายามจะจูบ วิศนีอ้าปากงับแขนชีพเต็มแรง ชีพร้องลั่น แล้ววิศนีก็กระทืบเท้า
       “โอ๊ย !”
       วิศนีถือโอกาสสะบัดหลุด แล้วจะวิ่งหนี แต่ชีพตามไปกระชากตัวไว้
       “จะไปไหน !” ชีพยิ้มหื่น “นี่น้องคงจะรู้ใช่ไหมจ๊ะว่าพี่ชอบความรุนแรง”
       ชีพโผเข้าใส่แล้วล้มโครมลงกับพื้น วิศนีร้องอย่างตกใจ พยายามดิ้นจนมือไปแตะร่มที่พาดอยู่ข้างผนัง ก็ดึงมาทันที
       “ชอบความรุนแรงใช่ไหม นี่ไง แรงพอไหม”
       วิศนีฟาดโครมที่หัวอย่างแรง ชีพหงายหลังไป
       “โอ๊ย !”
       วิศนีตั้งหลักได้ ฟาดซ้ำ
       “นี่ๆๆๆๆ เอาแรงกว่านี้อีกไหมฮะ เอาอีกไหมๆๆๆๆ”
       “โอ๊ยๆๆๆ อีบ้า เจ็บนะโว้ย ช่วยด้วยๆ”
       ชีพร้องลั่นปัดป้อง แต่วิศนีฟาดไม่นับ
       
       แววกับหงวน สาวใช้ลงรถสองแถว แล้วกำลังจะเดินเข้าบ้าน แต่เห็นรถจอดอยู่ หงวนแปลกใจ
       “เอ๊ะ รถใครคะคุณ”
       แววชะงัก ล่อกแล่ก
       “อีคุณนายลำเจียกมาทวงหนี้หรือเปล่า แกเข้าไปดูซิ บอกว่าฉันไม่อยู่นะ”
       แววทำท่าจะหนีไปซ่อน แต่ได้ยินเสียงร้องโวยวายของชีพดังลั่นมาซะก่อน
       “เสียงคุณชีพนี่คะ”
       แววตกใจ
       “ฮะ ชีพ!”
       คราวนี้แววลืมตัว รีบวิ่งแจ้นเข้าไปดูอย่างไม่คิดชีวิต หงวนรีบวิ่งตามไป...แววกับหงวนวิ่งเข้ามาในบ้าน เห็นวิศนีเอาร่มฟาดชีพที่ดิ้นทุรนทุรายก็ตกใจ
       “ว้าย ตายแล้ว ! ชีพ ชีพของพี่” แววยังไม่เห็นหน้าวิศนี “แก...แกเป็นใคร นังหงวนเรียกตำรวจเร็วเข้า”
       แวววิ่งเข้ามากระชากแขนวิศนี
       “หยุดนะนังบ้า หยุดเดี๋ยวนี้ แกเป็นใคร”
       วิศนีเงยหน้ามองเห็นเป็นแววก็ชะงัก
       “แม่!”
       แววมองวิศนีอย่างงงๆ ยังจำไม่ได้แต่คลับคล้ายคลับคลา
       “หนูเองค่ะ”
       “หนู” แววเริ่มจำได้ “ย...ยายหนู” แววดีใจมาก “ว้าย ยายหนู ยายหนูของแม่!”
       
       แววโผเข้ากอดวิศนีอย่างดีใจ วิศนีก็กอดแววดีใจเหมือนกัน หงวนถือโทรศัพท์ค้าง แล้วมองชีพที่นอนแผ่หลาอยู่กับพื้น ร้องโอดโอยอยู่อย่างนั้น

หงวนเอาน้ำมาเสิร์ฟวิศนีที่นั่งคุยอยู่กับแวว 

       
       “ชีพเป็นยังไงบ้างนังหงวน”
       “โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนังหนาจะตายไปคุณชีพน่ะ ให้กินยาแก้ปวดก็ไม่กิน เอาเหล้ามากินต่อจนหลับไปแล้วค่ะ”
       วิศนียังโกรธไม่หาย
       “ผู้ชายคนนั้นเขาจะปล้ำหนูค่ะแม่”
       แววกับหงวนสะดุ้ง
       “หนูเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ก็เลยเดินเข้ามา แต่อยู่ๆ เขาก็กระโจนเข้ามาจะทำร้ายหนู”
       แววรีบแก้ตัวแทน
       “อุ้ย ชีพเขาคงดื่มเยอะนะลูก แล้วบ้านมันก็ไม่ได้เปิดไฟ เขาคงเข้าใจผิดละมั้ง ก็เลยเล่นอะไรพิเรนทร์ หุ่นหนูกับแม่ก็ใกล้ๆ กันนี่”
       แววหัวเราะกลบเกลื่อน หงวนอึ้ง
       “ต๊าย กล้าพูด”
       แววเสียงเขียวใส่หงวน
       “แกว่าอะไรนังหงวน”
       “ป...เปล่าค่ะ หงวนกำลังจะบอกว่าคุณผู้หญิงกล้าพูดได้ถูกเผงเลยค่ะ”
       หงวนหัวเราะร่วน
       “ตกลงเขาเป็นใครคะแม่”
       หงวนสอดทันที
       “ก็เป็นผ...”
       แววตวาดแว๊ด
       “อีหงวน !”
       หงวนรีบหุบปาก ยิ้มแฉ่งพูดใหม่
       “เป็นหวานใจของคุณผู้หญิงค่ะ”
       แววค้อนหงวนอย่างหมั่นไส้ แต่วิศนีหน้าเสีย ผิดหวัง
       “นี่แม่ก็แต่งงานใหม่เหมือนกันเหรอคะ”
       หงวนสอดอีก
       “วุ้ย แต่งเติ่งอะไรกัน หนีตามกันมามากกว่าค่ะคุณ แต่คุณชีพน่ะเป็นฝ่ายหนีตามคุณผู้หญิงมานะคะ”
       หงวนหัวเราะคิกคัก แววหันไปดุ
       “อีหงวน งานการไม่มีทำใช่ไหม จานชามล้างหรือยัง ฉันจ้างแกมาทำงานนะ ไม่ได้จ้างมาปากมาก”
       หงวนคอหด รีบลุกไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะยังอยากเม้าท์ต่อ แววมองตามคันไม้คันมือ แล้วหันกลับมายิ้มให้ลูก แต่เห็นวิศนีหน้างอ ไม่สบอารมณ์
       วิศนีออกมานอกบ้านด้วยความเซ็ง ผิดหวังที่พ่อกับแม่มีครอบครัวใหม่ทั้งคู่ แววรีบตามออกมา
       “ยายหนู...โกรธแม่เหรอลูก”
       “สรุปว่าพ่อกับแม่ก็มีครอบครัวใหม่กันทั้งคู่”
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ยังไงแม่ก็ยังรักหนูเหมือนเดิม” แววทำเป็นเศร้า “แต่หนูไม่อยู่กับแม่ แม่ก็เหงาน่ะสิ เลยต้องหาใครมาอยู่เป็นเพื่อน”
       “งั้นหนูมาอยู่กับแม่ได้ไหมคะ หนูไม่อยากอยู่บ้านพ่อ”
       แววตกใจ เจื่อนทันที เพราะจริงๆ อยากอยู่กับชีพตามลำพังมากกว่า อีกใจก็อยากจะให้วิศนีอยู่ก่อกวนกรแก้วไม่ให้เป็นสุขแทนตัวเองด้วย
       “อุ๊ย ทำไมล่ะจ๊ะ บ้านนั้นออกจะสุขสบาย หรือว่านังแม่เลี้ยงไฮโซนั่นมันรังแกหนู บอกแม่มาซิ แม่จะไปตบมัน”
       วิศนีจ๋อยไป เห็นท่าทางแววก็รู้ว่าแววไม่ได้ต้องการตนอยู่ดีนั่นแหละ
       “เปล่าหรอกค่ะ”
       “งั้นก็อยู่ไปก่อนเถอะลูก บ้านนั้นก็มีแค่พ่อหนูกับนังกรแก้วอยู่ ขืนหนูทิ้งมามันจะได้ฮุบไปหมดปะไร หนูต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง สมบัติของพ่อหนูมันก็ต้องเป็นของหนูคนเดียว จำไว้นะ อย่าให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ”
       แววสั่งฉอดๆ ด้วยความหมั่นไส้กรแก้ว แต่พอเห็นวิศนีหน้าเศร้าลงก็กอดเอาใจ
       “แต่ถ้าหนูจะมานอนกับแม่บ้างก็ได้ ยังไงก็บอกล่วงหน้านะลูกนะ แม่จะได้ทำความสะอาดบ้านรอ รกเหลือเกิน จะสร้างใหม่ก็ไม่มีปัญญา พ่อหนูก็พึ่งอะไรไม่ได้ เลิกกันไปเขาก็เป็นคนอื่น”
       “หนูนึกว่าพ่อยังต้องให้เงินแม่ทุกเดือนเสียอีก”
       แววสะอึก เพราะจริงๆ ก็ยังได้เงินค่าเลี้ยงดูอยู่ แต่ก็รีบแก้ตัว
       “โอ๊ย เงินแค่หยิบมือมันจะไปพออะไร ค่ากินอยู่อย่างเดียวก็หมดแล้วลูก คงไม่ได้เสี้ยวนึงที่เขาจ่ายให้นังแม่เลี้ยงหนูหรอก นังนั่นมันคงสูบเอาสูบเอา”
       วิศนียิ่งฟังก็ยิ่งอึดอัด ไม่อยากฟังแววด่าพ่อกับกรแก้วแล้ว เลยตัดบทดื้อๆ
       “หนูกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วหนูจะมาเยี่ยมใหม่”
       “จ้ะๆ ขับรถดีๆ นะลูก แล้วอย่าลืมที่แม่บอก คอยดูนังกรแก้วไว้ ของมีค่าในบ้านถ้ากลัวหายก็เอามาฝากไว้ที่แม่ แม่จะดูให้ ชักช้าเดี๋ยวมันเอาไปหมด”
       วิศนีพยักหน้าแบบขอไปที แล้วยกมือไหว้ลา ก่อนจะเดินออกมาอย่างอ่อนใจ วิศนีหันกลับไปมองก็เห็นแววโบกมือให้ยิ้มๆ แล้วรีบกลับเข้าบ้าน หมดความสนใจต่อลูกแค่นั้น
       
       วิศนียิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้าง เหมือนตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย

ทางด้านอารุมกับเดชชาติเดินปะปนกับฝูงชนเข้าไปในมหาวิทยาลัย นนทลีกับกุสุมามองเห็น ก็โบกมือเรียก

       
       “อารุม! ทางนี้ค่ะ”
       อารุมกับเดชชาติรีบเข้ามาอย่างยิ้มแย้ม กุสุมารีบปรี่เข้ามาดู
       “นนบอกว่าอารุมรถชน เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       กุสุมาจะเข้าไปจับตัวแต่ชะงักไว้ อารุมบอกเรียบๆ
       “ผมไม่เป็นไรสุ”
       “แน่ใจเหรอ ไปหาหมอมาหรือยัง”
       เดชชาติมองหน้ากุสุมา
       “โอ้โห นี่สุ ฉันก็นั่งไปกับอารุมมันนะ ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเหรอจ๊ะ อารุมมันมีคนห่วงอยู่แล้วนะ โน่นไง”
       เดชชาติพยักไปทางนนทลี กุสุมาเจื่อน เหมือนรู้สึกตัว
       “ฉันก็บอกแล้วว่าคุณสองคนไม่เป็นอะไร ยายสุตื่นตูมไม่เข้าเรื่อง” นนทลียิ้มขำ
       อารุมหันมาถาม
       “แล้วนุชอยู่ไหน”
       “โน่นไงคะ”
       นนทลีชี้ไปที่กลุ่มนักศึกษาที่ล้อมวงกันบูมอยู่ นีรนุชอยู่กลางวง เมื่อเสียงบูมจบลง นีรนุชก็หันมาเห็นอารุมพอดี ยิ้มกว้างดีใจ
       “พี่อารุม !”
       นีรนุชวิ่งออกมากลางวง แล้วตรงเข้ากอดอ้อนอารุมอย่างดีใจ...นีรนุชเกาะแขนอารุมแจอย่างสนิทสนมขณะเดินคุยกัน
       “นุชนึกว่าพี่จะไม่มาซะแล้ว”
       “ต้องมาสิ วันสำคัญของนุชทั้งที” อารุมส่งกลองขวัญให้ “ยินดีด้วยนะจ๊ะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       นีรนุชหยิบกล่องของขวัญมาพลิกดูอย่างปลาบปลื้ม เดชชาติส่งให้บ้างอย่างกลัวน้อยหน้า
       “อ่ะ อันนี้ของพี่ รับรองว่าใหญ่กว่าแพงกว่าของอารุมมันแน่นอน”
       นีรนุชไม่สนใจ
       “โอ๊ย ถือไว้ก่อนสิพี่ชาติ นุชจะดูของพี่อารุมก่อน”
       “ปัดโธ่ มันน่าให้ไหมเนี่ย เอาไปให้น้องบัณฑิตสวยๆ ตรงโน้นดีกว่า เชอะ”
       เดชชาติแกล้งถือของขวัญเดินออกไป นีรนุชรีบตามไปอ้อน
       “โอ๋ พี่ชาติ งอนเป็นผู้หญิงไปได้ มาๆๆ เอาก็ได้”
       “มาถ่ายรูปกันดีกว่า”
       นนทลีโบกมือเรียกให้ทุกคนไปยืนรวมกันแล้วหยิบกล้องมาถ่าย...ทั้ง 5 ถ่ายรูปด้วยกันที่มุมต่างๆ สลับกันเป็นตากล้อง จนในที่สุดก็เหลือแต่ อารุม นนทลี นีรนุชอยู่ในภาพ โดยนีรนุชจะยืนติดอารุมแจตลอด สักพักเดชชาติก็เลี่ยงออกมาถ่ายรูปให้ อารุม นีรนุช นนทลี กุสุมาเลยถูกกันออกมาด้วย
       “ยายนุชนี่ติดอารุมจังเลยนะชาติ ดูสิต้องยืนใกล้กันตลอด ใครก็เห็นก็คงนึกว่าเป็นแฟนอารุม แบบนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าจีบ” กุสุมาพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ แต่แอบอิจฉา
       เดชชาติถ่ายรูปไปพูดไป
       “ยายนุชมันก็ไม่สนหนุ่มคนไหนอยู่แล้วนี่ ออกจะบูชาอารุมเป็นไอด้อลซะขนาดนั้น”
       “แต่มันดูไม่ดีเลยนะ ว่าที่พี่เขยแท้ๆ ออเซาะอย่างกับเป็นแฟนตัวเอง”
       เดชชาติแกล้งแซว ไม่ทันคิดอะไร
       “แหม ที่พูดเนี่ยสุหึงหรือเปล่า อย่าบอกนะว่า...”
       กุสุมาถูกจี้ใจดำ ปรี๊ดอย่างลืมตัว
       “หึงบ้าอะไรล่ะ อย่ามาพูดอย่างนี้นะ ฉันไม่ชอบ”
       เดชชาติอึ้งไปที่โดนกุสุมาเหวี่ยงแรง กุสุมารู้สึกตัวว่าหลุด รีบทำหน้าเฉย
       “เอากล้องมา ฉันถ่ายให้ ชาติไปนั่งพักก่อนไป”
       กุสุมารับกล้องมาจากเดชชาติ แล้วถ่ายรูปให้ทั้งสามคนต่ออย่างยิ้มแย้มเหมือนไม่มีเรื่องขุ่นข้องใดๆ เดชชาติเกาหัว งงกับท่าทางของกุสุมาเพราะไม่เคยเห็นเธอปรี๊ดแตกแบบนี้
       “อะไรของเขาวะ มีอารมณ์นี้ด้วย”
       
       อำนวยเดินไปมารอวิศนีอย่างกระวนกระวาย โดยมีกรแก้วนั่งอยู่ สักพักก็มีเสียงรถแล่นเข้ามา เขาจำเสียงรถได้ก็เตรียมจะออกไป
       “ค่อยๆ พูดกันนะคะคุณ” กรแก้วรีบปราม
       อำนวยมองกรแก้วอย่างข่มใจ แต่ไม่รับปาก แล้วรีบออกไป...วิศนีขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน แล้วลงจากรถ ก็เห็นอำนวยกับกรแก้วถลันออกมาพอดี
       “นี่คิดถึงหนูมากเลยเหรอคะ ถึงต้องพากันออกมารอรับ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะ”
       วิศนี่ยิ้มยั่ว อำนวยถามเสียงเข้ม
       “แกไปไหนมา!”
       “หนูไปหาแม่มา ทำไมเหรอคะ”
       “แล้วทำไมต้องเอารถคุณกรแก้วไป”
       วิศนีทำหน้าแปลกใจ เพราะไม่รู้มาก่อน กรแก้วเลยพูดขึ้น
       “หนูคงไม่ทราบว่ารถคันนั้นมันเป็นรถส่วนตัวของฉัน ไม่ใช่ของคุณพ่อหนู”
       “เหรอคะ ไม่ทราบจริงๆ ด้วยค่ะ” วิศนีหันไปหาประยุทธ “ทำไมไม่บอกฉันล่ะ”
       ประยุทธเอ้ออ้า จะอธิบายว่าพยายามจะบอกแล้ว แต่วิศนีไม่สนใจฟัง
       “อ๋อ ถึงว่าสิ เมื่อเช้าคุณถึงได้หน้าตาตื่นนักตอนที่ฉันขับชนกระถางต้นไม้ ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีที่หน้ารถอีกแผล เพราะฉันขับไปเฉี่ยวกับรถชาวบ้านมาด้วย จะได้ซ่อมทีเดียว”
       กรแก้วตกใจ รีบถลาลงไปดูที่รถอย่างเป็นห่วง วิศนีจะเข้าบ้าน แล้วเปลี่ยนใจหันมาบอก
       “คราวหน้าแปะชื่อไว้สิคะ อะไรที่เป็นของคุณ ฉันจะได้ไม่แตะ”
       
       วิศนี่เดินเชิดไป

วิศนีกำลังจะเดินขึ้นห้อง แต่อำนวยตามมา

       
       “วิศนี! ทำไมแกทำตัวอย่างนี้”
       วิศนีหยุดเดิน ถอนใจเบื่อๆ หันมา
       “แกคิดจะแกล้งคุณกรแก้วเขาใช่ไหม”
       “ก็บอกแล้วว่าหนูไม่รู้ว่ามันเป็นรถของเขา”
       “แต่แกจะไปไหนก็ควรจะบอกกล่าวคุณกรแก้วเสียก่อน”
       “หนูโตแล้วนะคะพ่อ ไม่ใช่เด็กอมมือที่ไปไหนมาไหนแล้วต้องขออนุญาตพ่อแม่ แล้วที่สำคัญ...เขาไม่ใช่แม่หนู”
       “แต่เขาเป็นเมียฉัน ถ้าแกรักจะอยู่ที่เมืองไทยก็ต้องยอมรับความจริงว่าชีวิตที่นี่มันไม่เหมือนตอนที่แกเป็นเด็กๆ อีกแล้ว”
       วิศนีเจ็บใจ
       “หนูรู้แล้วค่ะว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่พ่อพาหนูออกมาจากบ้านแม่แล้ว”
       วิศนีพูดจบก็วิ่งขึ้นบันไดไป อำนวยมองตามอย่างกลุ้มจัดที่วิศนียังกล่าวโทษเขาด้วยเรื่องเก่าๆ
       
       วิศนีเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างเซ็งๆ เห็นสมจิตกำลังยกกล่องขนาดใหญ่มาวางไว้ในห้อง
       “อะไร”
       สมจิตตกใจ รีบคุกเข่าลงนั่งพับเพียบราบกับพื้น นบนอบสุดชีวิต เป็นมารยาทที่ถูกกรแก้วฝึกมา
       “ของเก่าๆของคุณค่ะ คุณผู้หญิงเห็นว่าคุณจะนอนห้องนี้ก็เลยให้หนูเอาของส่วนตัวของคุณที่คุณผู้ชายเก็บไว้มาให้คุณเลือก เผื่อคุณจะใช้อะไรค่ะ”
       “ขอบใจนะ”
       สมจิตรับคำแล้วค่อยๆ คลานเข่าจะออกไปจากห้อง จะคลานไปเปิดประตูแล้วค่อยลุกขึ้น วิศนีเห็นสมจิตดูเก้ๆ กังๆก็พูดขึ้น
       “อยู่กับฉันทำตัวปกติก็ได้นะสมจิต เก็บเข่าไว้คลานให้พวกผู้ดีเขาดูเถอะ”
       สมจิตหันมายิ้มแหยๆ ให้วิศนี แล้วยกมือไหว้ ก่อนจะค่อยๆ ลุกแล้วเดินค้อมตัวออกไป
       
       อำนวยเดินกลับออกมาดูกรแก้ว ที่ยังสำรวจรถด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
       “เป็นยังไงบ้าง”
       “ก็มีรอยถลอกทั้งสองข้างแหละค่ะ รู้ไหมคะว่าแกไปชนกับใคร”
       อำนวยส่ายหน้า แต่พอเห็นกรแก้วกลุ้มหนักก็ปลอบ
       “พรุ่งนี้ผมจะให้ศูนย์มาเอาไปเข้าอู่แต่เช้า ระหว่างนี้คุณก็ใช้คันอื่นไปก่อนแล้วกันนะ”
       “ปกติฉันไปสมาคมหรือไปงานก็ใช้คันนี้ตลอด ถ้าเปลี่ยนเป็นคันเล็กก็คงดูไม่ดี คงต้องงดออกงานสักพักล่ะค่ะ”
       อำนวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ รู้ว่ากรแก้วเป็นคนห่วงหน้าตาตัวเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
       “แต่ขอร้องนะคะ คุณหารถคันใหม่ให้หนูวิศนีแกใช้ดีกว่า ฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
       กรแก้วพูดแกมสั่งแล้วเดินเข้าบ้านไป อำนวยถอนใจเหนื่อยๆ
       
       วิศนีหยิบของในกล่องออกมารื้อๆ ดู มีของเล่นสมัยเด็กหลายชิ้น แต่ค้นไปถึงก้นกล่อง วิศนีก็เจอสมุดพกผลการเรียนสมัยเด็ก หญิงสาวหยิบขึ้นมาเปิดดู เห็นบางหน้าถูกฉีกขาดหายไป ก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น
       ในอดีต...บ้านหลังเก่า เป็นบ้านที่อำนวยพาวิศนีออกมาอยู่ด้วยหลังจากเลิกกับแวว ก่อนย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่ที่อยู่ปัจจุบันนี้ วิศนีวัยถือสมุดรายงานผลการเรียนมาให้อำนวยที่ทำงานอยู่บนโต๊ะอย่างภูมิใจ
       “พ่อคะ หนูสอบได้ที่หนึ่งอีกแล้ว”
       อำนวยพูดโดยไม่เงยหน้า
       “เก่งจังเลยลูก”
       “พ่อดูหน่อยสิคะ แล้วเซ็นให้หนูด้วย พรุ่งนี้หนูต้องส่งคืนครู”
       “พ่อยุ่งมากเลยลูก เดี๋ยวพ่อจะเซ็นให้นะ”
       อำนวยเงยหน้ารับสมุด แล้วก้มหน้าทำงานต่อ วิศนีมองจ๋อยๆ
       
       วันต่อมา...วิศนีในชุดนักเรียนเข้ามาในห้องทำงานของอำนวย ละอองเดินไปหยิบสมุดพกให้
       “พ่อเซ็นให้หรือยังละออง”
       ละอองหน้าเสีย
       “เอ่อ ยังค่ะ”
       วิศนีมองดูสมุดที่ช่องลายเซ็นยังว่างเปล่าอย่างเสียใจ แล้วฉีกหน้านั้นออกมาเป็นชิ้นๆ ทันที ละอองตกใจ
       “คุณหนู ทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ”
       วิศนีไม่ตอบ แต่น้ำตาไหลพรากขณะเอามือฉีกสมุดเป็นชิ้นๆ แล้วขยำระบายอารมณ์
       
       ขณะที่วิศนีอายุ 15 ปี...อำนวยโยนสมุดรายงานผลการเรียนใส่หน้าเธออย่างโมโห
       “นี่มันอะไรกัน ทำไมผลการเรียนแกถึงได้แย่แบบนี้ บอกมาซิ”
       วิศนีไม่แคร์
       “หนูขี้เกียจเรียน”
       “พูดมาได้ยังไงขี้เกียจ เมื่อก่อนแกเคยเรียนได้ดีกว่านี้”
       “ก็ไม่รู้จะขยันไปทำไม ยังไงพ่อก็เลี้ยงหนูได้สบายอยู่แล้วนี่คะ”
       วิศนีลอยหน้าตอบ อำนวยกัดฟันกรอดอย่างโมโห
       
       วิศนีในชุดนักเรียนลงจากรถแล้วจะเดินเข้าบ้าน อำนวยรีบตามลงมา แล้วตรงไปคว้าแขนไว้
       “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะตากหน้าไปฟังครู ประจานพฤติกรรมหนีเรียนของแก”
       อำนวยควักเอาซองตั๋วเครื่องบินในสูทออกมาชี้หน้าวิศนี
       “เตรียมตัวเก็บกระเป๋า ฉันจะส่งแกไปเมืองนอก แล้วถ้าเรียนไม่จบก็ไม่ต้องกลับมา”
       วิศนีอึ้ง
       “หนูไม่ไป”
       “แกต้องไป ให้มันรู้ไปสิว่าฉันจะลากแกไปไม่ได้”
       อำนวยเหวี่ยงตั๋วเครื่องบินใส่หน้าลูกสาว แล้วเดินลิ่วเข้าบ้านไป วิศนีก้มลงมองตั๋วอย่างเจ็บปวด
       
       วิศนีดึงตัวเองกลับมาพลางก้มลงมองสมุดพกในมือที่ถูกฉีกขาด แล้วปิดหยิบใส่ลังไว้ตามเดิม เจ็บปวดจนไม่อยากเห็นอีก

 นนทลีจัดปาร์ตี้หมูกระทะเล็กๆ ที่ม้าหินหน้าบ้าน บรรยากาศชื่นมื่นเป็นกันเอง นีรนุชคอยเอาอกเอาใจอารุม

       
       “ทานอีกนะคะพี่อารุม เป็นเจ้ามือต้องทานเยอะๆ”
       นีรนุชคีบใส่จานอารุมเป็นการใหญ่ เดชชาติมองตาปริบๆ
       “นี่ยายนุช พี่ก็หุ้นกับอารุมมันเหมือนกันนะ คีบให้มันหมดแล้วฉันกินอะไรล่ะ”
       “ก็นี่ไง กินไปสิ”
       นีรนุชคีบผักกับ หมูชิ้นไหม้ๆ ส่งให้ เดชชาติมองค้อน แกล้งแหย่
       “อื้อหือ ชักเชื่อแล้วว่าเธอเอาใจอารุมมันออกนอกหน้าแบบนี้ คิดอะไรอยู่หรือเปล่า”
       “ก็กำลังคิดว่าจะให้พี่ชาติกินกระทะอันนี้แทนหมูกระทะดีไหม โทษฐานที่คิดอกุศลน่ะสิ”
       นีรนุชลุกขึ้นเตรียมจะผลักกระทะใส่เดชชาติ อารุมกับนนทลีรีบห้าม
       “ไม่เอาน่านุช แกก็ยั่วนักนะไอ้ชาติ”
       “ฉันไม่ได้ยั่ว ก็แค่อยากเตือนยายนุชว่าอีกไม่นานแกก็จะเป็นพี่เขยอย่างเป็นทางการแล้ว แกไปเกริ่นเรื่องฤกษ์กับหลวงตามาแล้วไม่ใช่เหรอ”
       เดชชาติโพล่งออกมา นนทลีกับนีรนุชแปลกใจ ในขณะที่กุสุมาอึ้งไป
       “จริงเหรอคะพี่อารุม” นีรนุชหันมาถามอารุม
       อารุมกำลังอึ้งอยู่ เพราะยังไม่คิดจะเปิดเผยกับใคร กุสุมารีบพูดกลบเกลี่อนความตกใจ
       “นั่นสิ ทำไมกะทันหันแบบนี้ล่ะจ๊ะ แล้วนนจะว่ายังไง”
       นนทลีอึ้งๆ มองอารุม เพราะไม่เตรียมเนื้อเตรียมตัวมาก่อน รีบตัดบท
       “อย่าเพิ่งพูดเลย กินก่อนเถอะ ไหม้แล้วเห็นไหมเนี่ย”
       นนทลีกุลีกุจอคีบหมูแจกจ่ายคนนั้นคนนี้ ทำเป็นไม่สนใจเรื่องที่ได้ยิน อารุมก็ลอบมองท่าทางของนนทลี อยากรู้เหมือนกันว่าจะว่ายังไง
       
       หลังเลิกงาน...เดชชาติกับนีรนุชกำลังช่วยกันล้างจานชามอยู่ในอ่าง
       “พี่อารุมจะมาขอพี่นนจริงเหรอพี่ชาติ”
       “ก็จริงน่ะสิ พี่ไปหาหลวงตามากับมัน แล้วมันก็แวะไปดูแหวนแต่งงานมาแล้วด้วย”
       นีรนุชตาโต
       “ฮ้า!”
       เดชชาติเม้าท์ต่ออย่างมันปาก โดยไม่เห็นว่ากุสุมาช่วยเก็บจานเข้ามาในครัวพอดี
       “แล้วหลวงตาว่ายังไงบ้างล่ะพี่ จะได้ฤกษ์เมื่อไร”
       “ปีนี้ฤกษ์ดีมีน้อย ถ้าจะแต่งจริงๆ ก็ต้องก่อนออกพรรษา”
       “ก็เดือนหน้าแล้วสิ!”
       ขาดคำของนีรนุชก็มีเสียงเพล้ง ดังมาจากด้านหลัง ทั้งสองหันไปมองอย่างตกใจ กุสุมายืนหน้าตาตื่น จานชามหล่นกระจายอยู่ที่พื้น
       “พี่สุ”
       กุสุมารีบกลบเกลื่อน
       “เอ่อ ขอโทษจ้ะ พอดีมือพี่ลื่นน่ะ”
       กุสุมาจะก้มลงเก็บ แต่มือสั่น นีรนุชเข้าไป
       “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนุชจัดการเอง”
       กุสุมาพยักหน้าแบบตื่นๆ แล้วหันหลังเดินออกไปอย่างช็อคๆ นีรนุชเก็บเศษจานแล้วกลับมาช่วยเดชชาติล้างจานต่อ
       “แล้วไงต่อพี่ชาติ”
       “อารุมมันก็ตกลง เพราะมันอยากจะแต่งภายในปีนี้ แต่นุชอย่าเพิ่งไปบอกนนนะ ให้เขาขอกันเองดีกว่า”
       “จริงเหรอเนี่ย นุชจะมีพี่เขยแล้วเหรอ ไชโย”
       นีรนุชยกไม้ยกมือ กระโดดโลดเต้น ฟองจากน้ำยาล้างจานกระเด็นใส่หน้าเดชชาติเต็มๆ
       “โอ๊ย ยายบ้า!”
       เดชชาติแกล้งเอาฟองป้ายกลับ แหย่กันไปมาสนุกสนาน...ด้านนอกห้องครัว กุสุมาแอบฟังอยู่อย่างกดดัน มือสองข้างกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
       
       ค่ำนั้น อารุมขับรถมาโดยมีกุสุมานั่งเคียงคู่ กุสุมาดูหน้าแช่มชื่นมีความสุข เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ใกล้ชิดกับอารุมตามลำพัง
       “สุเกรงใจจังเลยที่ต้องติดรถอารุมกลับบ้านเกือบทุกวัน”
       “คิดมากน่า ก็บ้านเราไปทางเดียวกันนี่”
       อารุมหันมายิ้มให้ กุสุมาก็ยิ่งปลื้ม แล้วแกล้งพูดเกริ่น
       “แต่อีกหน่อยอารุมแต่งงานกับนนแล้ว บ้านเราก็คงคนละทางแล้วสินะ หรืออารุมจะให้นนย้ายมาอยู่ที่คอนโดด้วยจ๊ะ”
       “ไม่รู้เหมือนกัน คงแล้วแต่นนมั้ง”
       “แต่สุว่านนคงไม่ยอมแน่ๆ เขาเคยบอกนนนะว่าอยากมีเรือนหอเป็นบ้านหลังใหญ่ๆ มีคนใช้คอยรับใช้ งานแต่งงานก็ต้องจัดหรูๆ ในโรงแรมห้าดาว”
       กุสุมาทำเป็นพูดเรื่อยๆ แต่อารุมได้ยินแล้วสะอึก นึกถึงท่าทางเพ้อฝันของนนทลีที่งานแต่งอำนวย
       “นนบอกว่าเขาอยากแต่งงานแค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วอารุมล่ะจ๊ะ วางแผนไว้ยังไง”
       อารุมนิ่งไปนาน เริ่มเครียดเมื่อถูกกุสุมาตอกย้ำความทะเยอทะยานของนนทลี
       “ผม...ผมยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย บางทีอาจจะไม่ใช่ปีนี้ก็ได้”
       
       อารุมพูดจบก็เผลอขบกรามเป็นสันอย่างเครียดๆ กุสุมาลอบมองแล้วยิ้มพอใจที่เสี้ยมสำเร็จ

กุสุมาลงจากรถที่หน้าบ้าน ยื่นหน้าไปคุยกับอารุมอย่างแจ่มใส

       
       “ขอบใจมากนะจ๊ะที่มาส่ง ขับรถดีๆ นะ”
       ป้ากุสุมาเดินออกมาจากในบ้าน แล้วชะเง้อมอง แต่ก็เห็นอารุมขับรถออกไปเสียก่อน
       “กลับมาแล้วเหรอ แฟนแกมาส่งอีกล่ะสิ”
       กุสุมาหันกลับไปยิ้มหวานให้กำไล ตอบอย่างภูมิใจ
       “ใช่จ้ะ...อารุมมาส่ง”
       ป้าบ่น
       “แล้วเมื่อไรจะพามาไหว้ป้าสักทีล่ะ เห็นเทียวรับเทียวส่งแบบนี้ตั้งหลายปีแล้ว”
       กุสุมายิ้มหวานมากกว่าเดิม นัยน์ตาฝันเฟื่องเต็มที่
       “เร็วๆ นี้แหละป้า เตรียมคิดไว้แล้วกันว่าจะเรียกสินสอดเขาเท่าไร”
       “ฮ้า! นี่แกจะแต่งงานเหรอ”
       กุสุมาไม่ตอบเดินยิ้มมีความสุขเข้าบ้านไป ป้ามองตามอึ้งๆ...กุสุมาโกหกป้าว่าอารุมเป็นแฟน เพราะมั่นใจว่าในที่สุดจะต้องได้อารุม
       
       กุสุมานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอน บนโต๊ะมีเพียงโคมไฟอันเดียวที่ให้แสง เธอใช้กรรไกรตัดกระดาษ ตัดหน้าตัวเองออกจากรูปถ่าย เธอหยิบรูปถ่ายที่ถ่ายวันนี้ขึ้นมาดู เป็นรูปคู่นนทลีกับอารุมที่โอบกอดเคียงกัน แล้วเอาใบหน้าตัวเองที่ตัดออกมาแปะกาวทับลงไปที่หน้าของนนทลียิ้มมีความสุข
       “อีกไม่นาน อารุมจะได้รู้ว่าฉันเหมาะสมกับเขาที่สุด”
       กุสุมาหยิบรูปใบหน้าตัวเองแปะทับหน้านนทลีขึ้นมาดูชื่นชม แล้วยิ้ม เธอมีปัญหาทางจิตๆเล็กๆ ไม่ได้เป็นบ้า แต่เป็นคนเก็บกด เป็นคนที่มีด้านมืดอยู่ในตัวเองไม่กล้าแสดงออก เพราะกลัวจะไม่ถูกรัก กลัวจะไม่มีเพื่อน ความรักที่กุสุมามีต่ออารุมก็ต้องซ่อนไว้เพราะเขาเป็นแฟนของเพื่อน ถ้าเปิดเผยก็กลัวว่าจะถูกเลิกคบ
       
       ความเก็บกดนี้ทำให้กุสุมาต้องสร้างโลกส่วนตัวมาปลอบใจตัวเอง
       
       นีรนุชเอาปริญญาของตัวเองออกมาตั้งโชว์ไว้ที่ตู้ นนทลีเดินเข้ามากอดคอน้องสาวอย่างภูมิใจ
       “พี่ภูมิใจในตัวนุชมากเลยนะ จบเกียรตินิยมซะด้วย”
       นีรนุชหันไปอ้อนพี่ปลื้มๆ
       “นุชขอบคุณนะคะ ที่พี่นนยอมเหนื่อยเลี้ยงดูนุชมาแทนพ่อแม่”
       “ก็เราเหลือกันสองคนพี่น้องนี่”
       “นุชจะรีบหางานดีๆ ทำ ถ้าได้เงินเดือนเยอะๆ แล้วนุชจะเอามาเลี้ยงพี่นนบ้าง อ้อ แล้วถ้าพี่นนแต่งงานมีลูก นุชก็จะเลี้ยงหลานให้พี่ด้วย”
       นนทลีหัวเราะ โยกหัวน้องเอ็นดู
       “คิดไปไกลถึงนั่น ยังไม่ใช่เร็วๆนี้หรอก”
       นีรนุชผิดหวัง
       “อ้าว ทำไมล่ะคะ”
       “พี่ยังไม่พร้อม อารุมก็ยังไม่พร้อม ถ้าแต่งงานตอนนี้ ต่างคนก็ต้องปากกัดตีนถีบ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข พี่ไม่เอาด้วยล่ะ ถ้าพี่จะสร้างครอบครัวพี่ก็อยากสบาย เพราะเราลำบากกันมาเยอะแล้ว”
       “แต่พี่อารุมเขา...”
       นนทลีนิ่งคิด
       “อารุมเขารู้ว่าพี่ต้องการอะไร เขายังไม่เร่งพี่หรอก เชื่อสิ”
       นนทลีเดินออกไป นีรนุชมองตาม เสียดาย เพราะอยากให้ลงเอยกันเสียที
       
       นนทลีเดินเข้ามาแปรงผม เตรียมจะนอน นีรนุชตามเข้ามา
       “แต่พี่อารุมเขารักพี่นนม๊ากมากนะ นุชดูออก พี่นนปล่อยให้เขารอแบบนี้ ไม่สงสารเขาเหรอ”
       นนทลีวางแปรง แล้วเดินมานั่งกับนีรนุชที่เตียง ยีหัวน้องสาวยิ้มๆ
       “ยุ่งเรื่องของพี่จริง ว่าแต่เรื่องของเราเถอะ เรียนจบแล้ว จะพาแฟนมาเปิดตัวได้หรือยังจ๊ะ”
       “มีที่ไหนล่ะพี่นน นุชบอกแล้วไงว่าถ้าหาไม่ได้อย่างพี่อารุม นุชจะอยู่เป็นโสด”
       นีรนุชพูดแล้วล้มตัวลงนอนตักนนทลีอ้อนๆ นนทลีแกล้งจับจมูกบิดเล่นอย่างหมั่นเขี้ยว
       “จ้า แม่คนช่างเลือก ถ้าขึ้นคานก็ไปตกลงกับนายชาติแล้วกันนะ เพราะรายนั้นก็คงขึ้นคานเหมือนกัน”
       “โฮ้ย ถ้าต้องลงเอยกับตาคนนั้น นุชยอมเป็นทอม”
       สองพี่น้องหัวเราะกันอย่างมีความสุข
       
       เดชชาติกำลังแปรงฟันอยู่ที่ก๊อกน้ำข้างบ้านจู่ๆ ก็จามฮัดชิ้วออกมาจนฟองยาสีฟันกระเด็นเต็มหน้า
       เดชชาติลูบหน้า
       “ฮึ้ย ! จามแรงขนาดนี้ต้องโดนนินทาเผาขนแน่ๆ ใครวะ หรือว่าจะเป็นยายนุช”
       
       เดชชาติแยกเขี้ยวยิงฟันไปทางหน้าต่างห้องนีรนุช ที่อยู่หลังกำแพงบ้านเพราะบ้านติดกัน แล้วแปรงฟันต่อ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 28 ต.ค. 55 20:52:58
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน