อุบัติเหตุ ตอนที่ 2

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 2

อุบัติเหตุ ตอนที่ 2

เช้าวันใหม่...อำนวยแต่งชุดทำงาน กำลังกินอาหารเช้าอยู่กับกรแก้ว โดยมีละอองกับสมจิตเข้ามารับใช้

       
       “เย็นนี้ ดิฉันจะเลี้ยงอาหารแขกที่บ้าน คุณรีบกลับหน่อยนะคะ”
       อำนวยพยักหน้ารับรู้ หันไปพูดกับละออง
       “คุณวิศนียังไม่ตื่นอีกเหรอละออง”
       “ตื่นตั้งแต่เช้ามืดแล้วค่ะ”
       “อ้าว แล้วอยู่ไหนล่ะ ทำไมไม่ลงมากินข้าว”
       สมจิตหันมาบอก
       “เธอออกไปเต้นแอโรบิกที่หน้าหมู่บ้านค่ะ”
       อำนวยได้ยินก็สำลักกาแฟพรวด วางแก้วทันที
       “ว่าไงนะ”
       
       อำนวยกับกรแก้วเดินจ้ำอ้าวตรงมาที่หน้าสวนหย่อม ได้ยินเสียงเพลงแอโรบิกดังลั่น บนเวที วิศนีแต่งตัวครบในชุดกีฬาสีเปรี้ยว แขนสั้น ขาสั้นจู๋ รัดทรวดทรงองค์เอว กำลังนำเต้นอยู่ประกอบเพลง ส่งเสียงฟิ้วฟ้าว บิวท์คนเต้นไปด้วย กรแก้วเห็นแล้วรู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก ตัดสินใจไม่เดินต่อ
       “คุณจัดการเองแล้วกันนะคะ ฉันจะไปรอที่บ้าน”
       กรแก้วหันหลังเดินกลับไปทันที อำนวยจำใจต้องตรงเข้าไปตาม
       “อ้าว มาเต้นด้วยกันสิคะพ่อ”
       วิศนีประกาศออกไมค์
       “ทุกท่านคะ ขอเสียงปรบมือให้พ่อดิฉันด้วยค่ะ”
       ทุกคนปรบมือตามวิศนีอย่างว่าง่าย อำนวยยิ่งอาย
       “ตอนนี้น่าจะเหนื่อยกันทุกคนแล้ว มาคูลดาวน์กันดีกว่าค่ะ”
       วิศนีเริ่มนำท่ายืดตัวด้วยอิริยาบถต่างๆ ทั้งก้ม เงย ยืดตัว ชายหนุ่มในกลุ่มนักเต้นชะเง้อมองดูวิศนีทำท่าต่างๆ อย่างหลงใหล เพราะมันดูเย้ายวน หลายคนถึงกับหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่าย อำนวยเห็นแล้วทนไม่ไหว ตรงรี่ไปที่เวที ขณะที่วิศนีเต้นเสร็จพอดี
       “เอาล่ะค่ะ ขอบคุณทุกท่านมากนะคะ เจอกันพรุ่งนี้เช้าค่ะ”
       “นี่แกทำอะไรของแก”
       “ออกกำลังกายไงคะ พ่อก็น่าจะเริ่มบ้างนะคะ เอาไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูไปปลุกแต่เช้า”
       วิศนีพูดไปก็หันไปโบกมือให้หนุ่มที่เข้ามาลา แบบผูกมิตรกับทุกคน
       “แล้วทำไมแกต้องมาเต้นแร้งเต้นกาอยู่ที่นี่”
       “ก็ทำไมละคะ สนุกดีออก ได้เพื่อนเยอะด้วย”
       “ไม่เห็นหรือไงว่าสายตาพวกผู้ชายมันมองแกยังไง แล้วแต่งได้ยังไงเสื้อผ้าแบบนี้”
       “นี่มันชุดออกกำลังกายนะคะพ่อ”
       “แต่มันไม่เหมาะ”
       วิศนีกรอกตาอย่างเซ็งจัด ทำอะไรก็ไม่ถูกใจอำนวย
       “ฉันเห็นจะปล่อยให้แกอยู่บ้านเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วตามพ่อไปที่บริษัท”
       “ไปทำไมคะ”
       “ก็ไปทำงานน่ะสิ”
       อำนวยสั่งแล้วเดินออกไป วิศนีเหวอๆ ตั้งตัวไม่ทัน
       
       บรรยากาศบนถนนหนทางที่แออัดในชั่วโมงเร่งด่วน นนทลีนั่งโบกลมอยู่ในรถที่เปิดกระจกทิ้งไว้ ขณะที่อารุมเปิดฝากระโปรงซ่อมรถอยู่
       “ตกลงรถเป็นอะไรคะอารุม”
       “สงสัยหม้อน้ำจะรั่วน่ะ นนลองติดเครื่องอีกทีสิครับ”
       นนทลีเซ็งๆ เอื้อมมือไปบิดกุญแจ แต่เครื่องยนต์ไม่ติด เลยลงไปหา อารุมก้มๆ เงยๆ
       “ไม่รู้เป็นเพราะที่ชนเมื่อวานหรือเปล่า”
       “รถมันก็เก่าแล้วด้วยแหละ นนบอกให้อารุมเปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนสักที เป็นผู้จัดการแต่ใช้รถมือสองเก่าๆ อยู่ได้ ไปไหนก็อายเขา”
       นนทลีถือโอกาสบ่นไปเรื่อย ขณะที่อารุมซ่อมรถยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม
       “ชาติก็บอกว่าถ้าเราใช้สิทธิ์พนักงาน ยังไงก็ซื้อได้ถูกกว่าลูกค้า...”
       อารุมไม่อยากฟัง
       “นน...รถคันนี้มันยังใช้งานได้ งอแงแค่ไม่กี่ครั้งเอง เราจะฟุ่มเฟือยกับสิ่งที่ยังไม่จำเป็นไปทำไม”
       นนทลีเซ็ง
       “งั้นก็ซ่อมเร็วๆ แล้วกัน เพราะนนรีบ”
       นนทลีเดินหน้างอกลับไปนั่งที่รถ อารุมมองตามเพลียๆ แล้วซ่อมรถต่อ
       
       อำนวยกับวิศนีนั่งรถเข้ามาที่บริษัทด้วยกัน ผ่านกลุ่มพนักงานที่กำลังเดินทางมาทำงาน ยุพเยาว์กับวิเวียนกำลังเดินเข้าบริษัท เห็นวิศนีนั่งอยู่ในรถอำนวยพอดี สองคู่หูประจำบริษัท ทำงานอยู่คนละแผนกแต่มักแอบคู่เม้าท์กันเสมอ ยุพเยาว์เป็นเลขาอำนวยเป็นคนชอบนินทา ชอบเอาข่าววงในที่คิดเองมาขยาย ส่วนวิเวียนอยู่ฝ่ายบัญชี ชอบปั้นน้ำเป็นตัว ขี้อิจฉา
       “แกเห็นอะไรไหมเยาว์” วิเวียนสะกิด
       ยุพเยาว์พาซื่อ จ้องหน้า
       “อะไรวิ ตีนกาแกเหรอ”
       “นังบ้า ฉันหมายถึงในรถโน่น”
       ยุพเยาว์มองตาม เห็นประยุทธจอดรถแล้วอ้อมมาเปิดประตูให้อำนวย วิศนีเดินลงมาจากอีกข้าง ท่าทางระเหิดระหง ชุดทำงานสุดเปรี้ยว การแต่งตัวดูโดดเด้งออกมาจากสถานที่ พนักงานหนุ่มๆ ที่อยู่แถวนั้นเห็นวิศนีก็มองตามไม่ละสายตา แต่เธอไม่สนใจใครตามเคย เดินมาหาอำนวยจะขึ้นตึกด้วยกัน แล้วเกิดสะดุดส้นสูงเกือบพลิก จึงรีบคว้ามือเกาะแขนอำนวยไว้เพื่อประคองตัว อำนวยหันมามองแบบดุๆ แต่เธอทำไม่รู้ไม่ชี้ ยุพเยาว์กับวิเวียนแอบมองตาค้าง
       
       วิศนีเดินเกาะแขนอำนวยมาจะขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน
       “แค่มาทำงาน ทำไมจะต้องแต่งตัวเหมือนมาเดินแฟชั่น” อำนวยมองเขม่น
       “ถ้าไม่สวยก็ไม่มีกะจิตกะใจทำงานสิคะ”
       อำนวยส่ายหน้าระอา จะเดินเข้าลิฟต์ แล้วนึกได้
       “แกยังไม่มีรถใช้นี่ ไปเดินดูก่อนก็ได้แล้วค่อยตามพ่อขึ้นไป”
       
       วิศนีพยักหน้าแล้วปล่อยให้อำนวยขึ้นลิฟต์ไปตามลำพัง แล้วเดินแยกออกมาทางโชว์รูม

   วิศนีเดินเรื่อยๆ ออกมาที่โชว์รูม ลูกเกดที่นั่งแต่งหน้าอยู่ที่เคาน์เตอร์เหลือบมองวิศนีที่แต่งเนื้อแต่งตัวฉูดฉาดด้วยความไม่ถูกชะตา เพราะคิดว่าเป็นพนักงานใหม่จึงเชิดใส่

       
       “ถ้าจะมาสมัครงาน ตอนนี้ออฟฟิศยังไม่เปิดนะคะ เชิญนั่งรอก่อน”
       วิศนีเหวอไปแป๊บนึง
       “เปล่าค่ะ ฉันมาดูรถ”
       “รถในโชว์รูมตรงนี้เป็นระดับไฮเอนด์ ถูกจองไว้หมดแล้วทุกคันค่ะ ส่วนพวกมือสองอยู่ข้างนอก”
       ลูกเกดตอบปัดๆ แล้วแต่งหน้าต่อไม่สนใจ วิศนีไม่รู้จะถามอะไรต่อ เลยยักไหล่เดินเลี่ยงไป ชมพู่เดินออกมาที่เคาท์ตอร์ ทั้งสองเป็นพนักงานต้อนรับคู่หูกัน ลูกเกดนั้นสวย เริด เชิ่ด หยิ่ง ทำตัวไฮโซเวอร์ ส่วนชมพู่ จ๋อยๆเจียมๆ กว่า เป็นลูกไล่ของลูกเกดประเภทว่าไงว่าตามกัน
       ชมพู่เห็นวิศนีก็ปรี่มากระซิบถาม
       “ใครน่ะลูกเกด แต่งตัวอย่างกับนางแบบ”
       ลูกเกดค้อน
       “ยายชมพู่ หล่อนมองยังไงถึงคิดว่าเป็นนางแบบยะ โลว์จะตาย ฉันว่าคงเป็นคนอีหนูใครซักคนมากกว่า ทำเป็นมาดูรถแพงๆ เชอะ แน่จริงก็เอาสปอนเซอร์มาสิ”
       วิศนีได้ยินพอดีเลยหันมามอง ลูกเกดเชิดหน้าท้าทายตอบ วิศนีไม่อยากมีเรื่องเลยเดินออกไป
       
       วิศนีออกมาเดินดูรถอยู่ที่เตนท์ โดยหยุดที่รถคันหนึ่ง ซึ่งเป็นรถมือสองแต่สภาพใหม่เอี่ยม เดชชาติประจำการอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็ปรี่เข้าไปหา โดยที่ยังไม่รู้ว่าเป็นวิศนี เพราะเห็นแค่ด้านหลัง
       “อะแฮ่ม เลือกได้เหมาะมากเลยครับคุณผู้หญิง รถคันนี้กำลังร้องหาเจ้าของใหม่อยู่พอดีเลยครับ ได้ยินไหมครับ”
       เดชชาติยื่นมือไปกดแตร ปรี้นๆ แล้วหัวเราะร่วน วิศนีหันกลับมามอง เดชชาติตกใจ
       “อ้าว คุณนั่นเอง มาดูรถใหม่เหรอครับ นี่เลย ผมแนะนำคันนี้แหละ เจ้าของเพิ่งเอามาปล่อยเมื่อวาน เอาไปขับสองวันแล้วไม่ชอบ บอกว่าสีไม่ถูกโฉลก คุณดูสิ เพิ่งวิ่งได้ 10 กิโลเอ๊ง เครื่องยนต์ยังใหม่กิ๊ง กลิ่นขี้เจ็กยังติดเบาะอยู่เลย ไม่เชื่อคุณดมดู อ้ะ”
       เดชชาติพูดเป็นชุดแล้วยื่นจมูกลงไปดมกลิ่นเบาะ แล้วกวักมือเรียก วิศนียิ้มขำในความช่างพูด
       “คุณทำงานที่นี่เหรอคะ”
       “ผม...เอ่อ” เดชชาตินิ่งคิด แล้วจับเนคไท กระแอมอวด “อันที่จริงผมเป็นลูกชายท่านประธานบริษัทน่ะครับ พอดีวันนี้พนักงานของเราโดดงาน คุณพ่อท่านก็เลยให้ผมลงมาช่วย”
       วิศนีอมยิ้ม เพราะรู้ว่าเดชชาติโกหก
       “เหรอคะ” หญิงสาวแกล้งพูด “ว้า ฉันว่าจะมาดูรถใหม่ซักหน่อย”
       เดชชาติกระตือรือร้น
       “โอ๊ย ไม่มีปัญหาคร้าบ ซื้อกับผมได้เลย คุณชอบใจคันนี้ไหมล่ะ ผมลดให้พิเศษอีกห้าหมื่น”
       วิศนีทำเป็นต่อรอง
       “ลดซักแสนนึงไม่ได้เหรอคะ”
       เดชชาติชะงัก
       “โหคุณ ขนาดนั้นค่าคอมผมก็ไม่เหลือสิคร้าบ แล้วแม่กับน้องผมจะเอาอะไรกิ๊น”
       เดชชาตหลุดปาก วิศนีแกล้งแย่
       “เอ๊ะ คุณเป็นลูกท่านประธาน แม่คุณกับน้องคุณก็ไม่น่าจะลำบากนี่คะ”
       เดชชาติสะอึก รู้ตัวว่าหลุดปากไป ได้แต่ยิ้มแหยๆ ยังไม่ทันแก้ตัวประยุทธก็วิ่งมาหา
       “คุณหนูครับ ท่านให้มาเชิญครับ”
       วิศนีพยักหน้ากับประยุทธ แล้วหันกลับมาหาเดชชาติ ชี้หน้าเดชชาติแบบนึก
       “คุณ...ชื่ออะไรนะคะ”
       เดชชาติรีบตอบ
       “เดชชาติครับ”
       วิศนียิ้มๆ
       “เดชชาติ เราคงได้เจอกันอีกนะคะ”
       วิศนีส่งยิ้มหวานให้แล้วเดินตามประยุทธไป เดชชาติมองเคลิ้มๆ แล้วสะดุ้งนึกได้ก็ตะโกนถาม
       “อ้าว คุณครับ ! แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ อย่าขี้โกงสิ เฮ้อ”
       เดชชาติมองวิศนีที่เดินหายไปแล้วอย่างเสียดาย
       
       ยุพเยาว์ วิเวียน กุสุมากับเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มนินทากัน อารุม นนทลี เดินเข้ามาเห็นก็แปลกใจ นนทลีเข้าไปถาม
       “มีอะไรกันเหรอ”
       กุสุมาหันมาบอก
       “ยุพเยาว์กับวิเวียนเขาบอกว่าท่านประธานพาเมียน้อยมาบริษัท”
       นนทลีหน้าตื่น
       “หา...ท่านเพิ่งแต่งงานนะ”
       วิเวียนเบ้หน้า
       “ก็เพราะแต่งแล้วน่ะสินน ถึงได้ควงเมียน้อยเปิดเผย ยังไงเมียแต่งก็เปลี่ยนใจไม่ทันแล้วนี่”
       ยุพเยาว์เม้าท์แตก
       “พวกฉันเห็นกับตานะนน สาวกว่า สวยกว่า เปรี้ยวกว่าคุณกรแก้วตั้งเป็นกอง อ้อ อารุม เดี๋ยวคุณก็คงเห็น ตอนนี้แม่นั่นอยู่ในห้อง ท่านบอกว่าถ้าคุณมาให้เข้าไปพบด้วย”
       
       อารุมทำหน้างงว่าเกี่ยวอะไรกับตน แต่ก็รีบเดินแยกไป นนทลีมองตาม แล้วเข้ามาร่วมนินทาต่อ

 อารุมเคาะประตูจนได้รับเสียงอนุญาตแล้วรีบเปิดเข้าไป เห็นอำนวยยืนอ่านแฟ้มอยู่หัวโต๊ะ วิศนีนั่งที่เก้าอี้ของอำนวย แต่หันหลังดูรูปภาพ เก้าอี้ตัวใหญ่บังอยู่เลยยังไม่เห็น

       
       “เอ้า มาแล้วเหรอ เชิญๆ”
       อำนวยเดินไปโอบไหล่อารุมเข้ามาอย่างถูกชะตา หน้ายิ้มกริ่มจนอารุมแปลกใจ
       “ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”
       “ผมหาเลขาคนใหม่ให้คุณได้แล้วนะ” อำนวยหมุนเก้าอี้ที่วิศนีนั่ง “วิศนี”
       วิศนีหันมาเผชิญหน้า พอต่างฝ่ายต่างเห็นกันก็ชะงักไป อำนวยไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางตกใจในทีแรก เพราะมัวแต่จะสั่งงาน
       “นี่คุณอารุม ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา...ฝากด้วยคุณนะ เด็กใหม่ เพิ่งกลับจากฝรั่งเศส จะให้ทำอะไรก็ฝึกกันเอาเอง” อำนวยสังเกตได้ “เอ้า เลยมองกันนิ่งเลย มีอะไรหรือเปล่า”
       อารุมตั้งสติ ส่ายหน้า
       “เอ่อ เปล่าครับ...”
       วิศนีสวนขึ้นมาพอดี
       “หนูไม่อยากเป็นเลขา”
       “อย่าเรื่องมาก ตอนนี้เราเป็นแค่เด็กฝึกงาน ให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไว้ให้เก่งก่อนแล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้”
       วิศนีหน้างอ อำนวยไม่ใจอ่อน หันไปมองอารุม
       “ผมให้คนจัดโต๊ะทำงานอีกชุดไว้ในห้องคุณแล้ว เชิญ”
       อำนวยส่งสายตาไล่ วิศนีจำต้องเดินตามอารุมออกไป
       
       อารุมเดินนำลิ่วออกมาจากห้องอำนวย มีวิศนีเดินตาม พนักงานออฟฟิศชูคอมอง วิศนีหันไปมอง ทุกคนหลบวูบ เมื่อเดินผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ภายในเธอหยุดอ่าน อารุมเดินนำไปสักพักก็สังเกตว่าวิศนีไม่ตามมา เลยหันไปมอง แต่วิศนีทำเป็นยืนอ่านไม่สนใจ อารุมกระแอมเสียงดังเรียก เธอมองตาใส ทำเป็นไม่เข้าใจว่าอารุมเรียก
       “คุณจะตามมาไหมครับ”
       วิศนีชักสีหน้าหมั่นไส้ แล้วเดินตามไป
       
       อารุมนั่งเครียดอยู่ที่โต๊ะทำงานทอดสายตามองวิศนี ที่เดินสำรวจไปรอบๆ ห้องทำงานราวกับอารุมไม่มีตัวตน อารุมนึกถึงเหตุการณ์ที่เผชิญหน้ากัน นึกถึงคำพูดที่พวกผู้หญิงนินทา...
       “ยุพเยาว์กับวิเวียนเขาบอกว่าท่านประธานพาเมียน้อยมาบริษัท”
       “พวกฉันเห็นกับตา สาวกว่า สวยกว่า เปรี้ยวกว่าคุณกรแก้วตั้งเป็นกอง”
       อารุมถอนใจเครียดๆ จนวิศนีได้ยิน เลยหันกลับมา
       “ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เซ็งว่าโลกมันกลมขนาดนี้ ฉันก็เซ็ง”
       “ผมเป็นลูกจ้าง ผมไม่มีสิทธิ์เลือก” อารุมข่มใจพูดเรื่องงาน “คุณทำอะไรเป็นบ้าง”
       วิศนีทำเป็นนึก
       “กิน นอน เที่ยว”
       อารุมยิ้มเยาะ
       “ไม่บอกผมก็รู้”
       วิศนียัวะ
       “หมายความว่ายังไง”
       อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปเปิดตู้เอกสาร วิศนีมอง แล้วเดินตามไปยืนจี้ เอาเรื่อง
       “ฉันถามหมายความว่ายังไง”
       อารุมหันกลับมา เห็นวิศนียืนจี้อยู่เกือบชิดหน้าก็ตกใจ ผงะหนี
       “ทำหน้าอย่างกับเห็นผี” วิศนียิ้มขำ
       อารุมกลบเกลื่อน ทำตัวไม่ถูกกับท่าทางของวิศนี
       “แล้วคุณจะมายืนทำไมตรงนี้ ไปนั่งที่โต๊ะโน่น เดี๋ยวผมเอางานไปให้ทำ”
       วิศนีรู้ว่าอารุมเขิน อยากแกล้ง
       “ฉันไม่ไปจนกว่าคุณจะตอบคำถาม ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไง”
       อารุมเขินเมื่อวิศนีเข้ามาใกล้ พยายามเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง ไม่อยากได้กลิ่นน้ำหอม เขารีบพูดให้จบๆ
       “ก็หมายความว่าคุณดูเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกแล้วน่ะสิ”
       “ก็แค่นั้นแหละ”
       วิศนียักไหล่ แล้วเดินกลับมานั่งโต๊ะ หญิงสาวไม่ถือ แต่อยากแกล้งยั่วชายหนุ่มมากกว่า อารุมเหลือบมองใจยังเต้นไม่หาย ทำเป็นเปิดแฟ้มอ่าน พยายามหางานให้เธอทำ
       “คุณแปลเอกสารได้หรือเปล่า”
       “อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส จะเอาภาษาไหนล่ะคะ”
       “อังกฤษก็พอ แปลจดหมายฉบับนี้มาให้ผม”
       อารุมดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มไปวางตรงหน้า วิศนีหยิบมาอ่าน เลิกคิ้วแบบไม่หนักใจอะไร
       
       ยุพเยาว์วิ่งแจ้นมาที่ห้องชงกาแฟ ขณะที่นนทลี กุสุมา วิเวียนกำลังพัก นั่งดื่มกาแฟอยู่
       “นี่ พวกเธอรู้ไหมว่าตอนนี้ยายวิศนีนั่นอยู่ไหน”
       กุสุมางงๆ
       “ใครเหรอเยาว์”
       “ก็ยายเมียน้อยท่านประธานไง” ยุพเยาว์หันมองด้านหลังเลิ่กลั่ก “ท่านให้ไปทำงานเป็นเลขาของอารุม”
       ทุกคนหันมองนนทลีเป็นตาเดียว นนทลีอึ้งไปเล็กน้อย
       “งานเข้าแล้วสิยายนนเอ๊ย”
       
        วิเวียนมองนนทลีอย่างสะใจ

วิศนีนั่งอ่านจดหมายแบบเบื่อๆ แล้วเหลือบมองอารุมที่นั่งพิมพ์อะไรง่วนอยู่ ก่อนจะชวนคุย

       
       “นี่คุณ...คุณมะรุม”
       อารุมหันมามองดุๆ
       “ผมชื่ออารุม”
       วิศนีแกล้งกวน
       “ฉันอยากเรียกคุณว่ามะรุม ไม่ได้เหรอ”
       อารุมหยุดพิมพ์ มองวิศนีเต็มตา
       “งั้นถ้าผมเรียกคุณว่าชะนีบ้าง คุณจะยอมไหมคุณวิศนี”
       “ก็เรื่องของคุณสิ”
       อารุมส่ายหน้าเอือม
       “ทำงานไป”
       “โต๊ะฉันยังไม่มีคอมพิวเตอร์ จะให้แปลใส่อะไรล่ะ”
       อารุมรำคาญที่วิศนีกวนการทำงานเหลือเกิน ดึงกระดาษออกจากปรินเตอร์ข้างโต๊ะ หยิบปากกาที่เสียบไว้บนโต๊ะไปด้วย แล้วเดินเอามาวางให้
       “เขียนใส่กระดาษ ตัวบรรจง ขอให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงนะ”
       วิศนีเงยหน้าขึ้นจ้องอารุม ยิ้มลอยหน้าล้อเลียน
       “ค่ะ คุณมะรุม”
       อารุมมองวิศนีเอือมๆ แล้วกลับมาทำงานต่อ วิศนีแอบมองตาม ขำๆ
       
       ยุพเยาว์ วิเวียน กุสุมารุมนินทา ให้ระแวงวิศนีมาระหว่างทาง
       “จะบ้าเหรอ ก็ไหนเธอบอกว่าเขาเป็น...คนของท่านประธาน แล้วเขาจะมายุ่งกับอารุมทำไม”
       นนทลีพยายามแย้ง วิเวียนใส่ไฟ
       “โอ๊ย ผู้หญิงอย่างนั้น ยุ่งได้ทุกคนแหละที่เป็นผู้ชาย เชื่อฉันเหอะว่ายายนั่นไม่ธรรมดา”
       นนทลีหนักใจ
       “แล้วพวกเธอจะให้ฉันทำยังไง”
       กุสุมายุ
       “ก็แอบไปดูสิ”
       นนทลีมองกุสุมาเหวอๆ อย่างไม่แน่ใจว่าควรจะทำจริงหรือเปล่า
       
       อารุมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นวิศนียื่นกระดาษที่แปลจดหมายด้วยลายมือมาตรงหน้า
       “เสร็จแล้วค่ะเจ้านาย”
       อารุมรับกระดาษมาอ่าน แล้วขมวดคิ้ว หยิบปากกามาขีดๆ วงๆ
       “ภาษาไทยอะไรของคุณ สะกดผิดสะกดถูก”
       วิศนีหน้าแหย
       “ก็ฉันไม่ค่อยได้ใช้”
       “งั้นก็เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ นี่คุณอยู่เมืองไทย ไม่ใช่ยุโรป”
       อารุมผลักกระดาษคืนไปตรงหน้า วิศนีดันคืนมาตรงหน้าอารุมอีก ท้าทาย
       “คุณก็แก้ให้ฉันสิ ฉันแก้เองจะถูกได้ยังไง”
       “ผมเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ครูภาษาไทยของคุณ”
       อารุมมองดุใส่ วิศนีหน้าง้ำ เดินกระแทกเท้ากลับมานั่งที่โต๊ะเริ่มแก้งานใหม่
       
       นนทลีถูกยุพเยาว์กับวิเวียนผลักให้มาชะโงกดูที่กระจกหน้าประตู มีกุสุมาตามมาด้วย นนทลีไม่ค่อยอยากทำเพราะรู้ว่าเสียมารยาท แต่ก็จำต้องยื่นหน้าไปแอบดูอย่างเสียไม่ได้ แต่พอเห็นหน้าวิศนีก็อึ้งไปเพราะเคยเห็นวิศนีที่โรงแรม
       “เอ๊ะ ผู้หญิงคนนั้น”
       กุสุมาแปลกใจ
       “อะไรเหรอนน”
       “ฉันเจอเขาที่โรงแรม วันงานแต่งงานท่านประธานด้วย”
       วิเวียนหน้าตื่น
       “จริงเหรอ...ต๊าย เห็นไหม บอกแล้วว่ามันร้าย ไหนดูซิว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนจะแอบดูบ้าง แต่นนทลีรีบลากทั้งสองออกไป
       “พอได้แล้ว ไปทำงาน”
       
       นนทลีพาทุกคนออกไป แต่ไม่วายเหลือบมองไปทางห้องอารุมอย่างกังวล
       
       อารุมนั่งทำงานเคร่งเครียด วิศนีนั่งแก้จดหมายใหม่ แล้วเงยหน้าถาม
       “คุณมะรุม”
       อารุมไม่เงยหน้ามอง
       “ถ้าคุณไม่เรียกชื่อผมให้ถูก ผมจะไม่สนใจคุณอีก”
       วิศนีเบ้ปาก
       “คุณอารุม!”
       อารุมยอมเงยหน้าขึ้นมอง
       “คำว่า บรรทัด สะกดยังไงคะ”
       “บ.ใบไม้ ร.หัน ท.ทหาร ไม้หันอากาศ ด.เด็ก”
       “แล้ว ยนตรกรรม ล่ะ”
       “ย.ยักษ์ น.หนู ต.เต่า ร.เรือ ก.ไก่ ร.หัน ม.ม้า”
       วิศนีเขียนลงไปตามคำบอก แล้วถามต่อ
       “ภัณฑารักษ์ ล่ะคะ”
       “ภ.สำเภา ไม้หันอากาศ ณ.เณร ฑ.มณโฑ...” อารุมนึกได้ “มันมีในจดหมายด้วยเหรอ”
       วิศนีพูดหน้าตาย
       “ไม่มีค่ะ ถามไว้ประดับสมอง”
       วิศนียิ้มกวนๆ แล้วก้มหน้าแก้จดหมายต่อ อารุมมองยัวะๆ แล้วเดินไปเปิดตู้เอกสาร วิศนีทำงานไปอมยิ้มไป แล้วสะดุ้งเมื่อพจนานุกรมเล่มโตวางปึ้งลงตรงหน้า
       “สงสัยคำไหนก็เปิดดูเอาเอง”
       อารุมมองวิศนีดุๆ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ วิศนีแกล้งพูดล้อเลียนแบบไม่ออกเสียงไล่หลังไป แต่พออารุมหันมาก็รีบก้มหน้าทำงานไม่รู้ไม่ชี้
       
       อารุมเหล่อมองวิศนี แล้วส่ายหน้าเพลียๆ

 ขณะที่เดชชาติเดินเตร็ดเตร่ผ่านมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าโชว์รูม ลูกเกดมองเห็น

       
       “มองหาใครเหรอนายชาติ”
       เดชชาติยิ้มกลบเกลื่อน
       “เอ่อ คุณผู้หญิงคนสวยๆ น่ะ”
       ลูกเกดสะบัดผมใส่
       “สวยแบบนี้พอไหม”
       เดชชาติยิ้ม ส่ายหน้า
       “ไม่พอจ้ะลูกเกด”
       ลูกเกดปรี๊ด เตรียมจะเหวี่ยง แต่เดชชาติพูดขึ้นเสียก่อน
       “ผมหมายถึงคุณคนผมยาวๆ หุ่นดีๆ แบบนี้ ที่ใส่ชุด…”
       เดชชาติอธิบายตามชุดวิศนี ชมพู่โพล่งออกมา
       “อ๋อ เมียน้อยท่านน่ะเหรอ”
       เดชชาติตกใจ
       “ท่านไหน”
       “ก็ท่านประธานน่ะสิ เขาเม้าท์กันไปทั่วออฟฟิศแล้ว ฮันนีมูนปุ๊บก็พาเมียน้อยมาเปิดตัวปั๊บ”
       “ตายล่ะไอ้ชาติ เกือบหัวขาดแล้วไหมล่ะ งั้นอย่าบอกใครนะว่าผมมาถามหา ไปทำงานล่ะ ฮึ้ย”
       เดชชาติรีบออกไปทำงานต่อ ลูกเกดกับชมพู่มองขำๆ
       
       อารุมไล่สายตาอ่านจดหมายอย่างเข้มงวด วิศนีมองลุ้นๆ อารุมอ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย แล้วพยักหน้าพอใจ
       “ใช้ได้”
       วิศนียิ้มแป้น แต่แล้วก็หุบยิ้มเมื่ออารุมขยำกระดาษแผ่นนั้น แล้วโยนลงถังขยะข้างโต๊ะ
       “คุณทำอะไรน่ะ”
       “ทิ้งขยะ”
       วิศนีเริ่มยัวะ
       “นี่คุณสั่งให้ฉันนั่งแปลเป็นชั่วโมงแล้วเอามาโยนทิ้งขยะอย่างนี้เนี่ยนะ มากไปแล้ว”
       “คุณมาฝึกงาน ผมก็ให้คุณฝึกแปล จะได้รู้จักใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น ต่อไปคุณจะได้รู้ว่าตัวเองจะมีประโยชน์อะไรในบริษัทนี้”
       อารุมอธิบายจบก็หันกลับไปพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์ต่อ
       “ฉันทำงานด้วยความตั้งใจ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”
       อารุมทำหูทวนลม วิศนีได้แต่โมโห หันหลังจะเดินออกจากห้อง แต่นึกได้ เลยอ้อมไปด้านหลังแล้วดึงปลั๊กคอมพิวเตอร์ของอารุมออก คอมพิวเตอร์ดับวูบ
       “นี่คุณ ทำอะไรเนี่ย”
       วิศนีลอยหน้า
       “ทีนี้รู้สึกยังไง เวลาที่งานที่คุณทำมันโดนลบทิ้งหมด”
       อารุมมองวิศนีโกรธ แล้วจะดึงปลั๊กไฟคืน วิศนีไม่ยอมให้
       “เอามานี่”
       อารุมยื้อแย่งกับวิศนี จนวิศนีเสียหลักหงายหลัง
       “ว้าย !”
       วิศนีเซล้มลงมาบนตักของอารุม สายตาทั้งคู่จ้องกันอย่างตะลึง ครู่เดียววิศนีก็รีบลุกขึ้น แล้วมองอารุมอย่างเขินๆ เพราะไม่ตั้งใจจะใกล้ชิดกันขนาดนั้น แต่พอทำอะไรไม่ถูกก็รีบเดินหนีออกจากห้องไปเลย อารุมมองงงๆ ยังใจเต้นโครมครามไม่หาย
       
       อารุมยืนรายงานอำนวยอย่างเกรงใจ
       “ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับท่าน แต่ผมคิดว่าคุณ...วิศนีเธอไม่ค่อยเหมาะกับงานของผมเท่าไร”
       “อ้าว ทำไมล่ะ ยายหนูก็เรียนด้านเลขานุการมานะ”
       อารุมทำหน้างงเล็กน้อยที่อำนวยเรียกยายหนู แต่ยังไม่ติดใจอะไร
       “แต่ผมว่าเธอ” อารุมพยายามเรียบเรียงคำพูด “เธออาจจะไม่ชอบ”
       อำนวยมองหน้าอารุมอย่างเข้าใจ แล้วถอนใจยาว
       “วิศนีเป็นคนหัวดื้อ เวลาสั่งให้ทำอะไรแรกๆ ก็มักจะต่อต้าน ผมอยากให้คุณอดทนหน่อย เพราะอีกไม่นานเขาก็จะต้องมาคุมบริษัทนี้แทนผม”
       อารุมงง
       “คุม”
       “ผมมีลูกสาวคนเดียวนะคุณอารุม”
       อารุมงงกว่าเดิม
       “ลูกสาว...คุณวิศนีเป็นลูกสาวท่านเหรอครับ”
       “ก็ใช่น่ะสิ แล้วคุณคิดว่าวิศนีเป็นใคร”
       อารุมอึกอัก ไม่กล้าบอก ได้แต่ยิ้มเก้อๆ
       
       ภายในโรงอาหารของบริษัท...นนทลีฟังเรื่องจากอารุมแล้วหัวเราะออกมา
       “อะไรนะคะ ตกลงคุณคนนั้นเป็นลูกสาวท่านเหรอ”
       “ใช่ ผมเกือบปล่อยไก่ต่อหน้าท่านไปแล้ว”
       อารุมเหล่ยุพเยาว์กับวิเวียน
       “นนก็ว่าแล้ว อารุมจำได้ไหมที่นนเจอผู้หญิงคนนึงสวยๆ ที่โรงแรมหัวหินน่ะ คุณคนนี้แหละ”
       “ว้า ไม่มันส์เลยอะ ไปหาขนมกินดีกว่าเยาว์”
       วิเวียนรีบออกไปกับยุพเยาว์ กุสุมาหันมาเสี้ยมอารุม
       “ค่อยยังชั่วเนอะ นนไม่สบายใจตั้งแต่เช้าแล้ว กลัวว่าอารุมจะต้องไปใกล้ชิดกับของรักของหวงของท่าน”
       “ฉันเปล่าไม่สบายใจซักหน่อยนะสุ มีแต่พวกเธอที่พยายามบิ๊วฉัน แต่ไม่สำเร็จหรอก” นนทลีมองอารุมยิ้มๆ “ฉันกับอารุมเชื่อใจกัน”
       
       อารุมมองนนทลีอย่างรักใคร แล้วแตะมือกุมเบาๆ จ้องตาหวานใส่กัน กุสุมาลอบมองทั้งสองอย่างริษยา ขัดใจ

 เดชชาติเดินขัดๆ ถูๆ รถที่ตัวเองดูแลอยู พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นวิศนียืนกอดอกยิ้มแต้ เลยสะดุ้ง จะรีบเดินหนี

       
       “จะไปไหนล่ะคะ คุณเดชชาติ”
       เดชชาติปากคอสั่น
       “เอ่อ คุณวิศนี ผ...ผม...ผม...”
       “รู้จักชื่อฉันด้วยเหรอคะ” หญิงสาวอมยิ้ม “ฉันกำลังจะออกไปทานข้าวกับพ่อคุณ ไปด้วยกันไหมคะ”
       เดชชาติหน้าหดเหลือสองนิ้ว อับอายขายหน้าที่ถูกจับโกหกได้ ไม่รู้จะทำยังไงก็ยกมือท่วมหัว
       “ผมผิดไปแล้วคร้าบ ผมมันไม่เจียมตัว คิดจะตีเสมอท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจครับ” เดชชาตทรุดลง “อย่าให้ท่านไล่ผมออกนะครับคุณ ผมยังมีแม่มีน้องจะต้องเลี้ยงอีกหลายปากหลายท้อง ฮือๆๆ”
       เดชชาติเบะปากจะร้องไห้ วิศนีมองไปรอบๆ อย่างอายแทน แล้วรีบเข้าไปพยุง
       “ลุกขึ้นเถอะค่ะ”
       เดชชาติรีบดิ้นหนี
       “โอ๊ยๆๆๆ อย่าๆ ครับ ผมยังไม่อยากตาย ผมลุกเองได้”
       วิศนีงง
       “ทำไมคุณจะต้องตาย”
       “ก็คุณมาแต๊ะอั๋งผมแบบนี้” เดชชาติมองซ้ายขวากลัวๆ “เดี๋ยวท่านมาเห็นก็หิ้วผมไปซ้อมเท่านั้นเอง”
       วิศนีขำ
       “พ่อฉันไม่โหดขนาดนั้นหรอกค่ะ”
       เดชชาติชะงัก
       “พ่อ”
       “ใช่ค่ะ พ่อฉัน ทำไมเหรอ”
       “คุณไม่ได้เป็น...”
       วิศนีมองหน้าเดชชาติแบบสงสัยว่าอะไร
       
       วิศนีกับอำนวยเดินเข้าบริษัทมาหลังจากไปกินกลางวัน พอเห็นพนักงานมองมา วิศนีก็จงใจเกาะแขนอำนวยหมับ พนักงานอื่นๆ แอบมองแล้วหลบสายตาวูบ วิศนีสะใจ แกล้งออเซาะ เดินซบอำนวย อำนวยส่ายหน้า รู้เรื่องแล้วเหมือนกัน
       “ท่าทางฉันคงต้องแนะนำตัวแกให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วมั้ง ไม่งั้นคงเสียชื่อกันทั้งพ่อทั้งลูก”
       “ไม่ดีเหรอคะ เขาจะได้คิดว่าพ่อยังเสน่ห์แรงไงคะ”
       “ไร้สาระน่า”
       อำนวยส่ายหน้าเดินหนีไป วิศนีเกาะแขนไม่ปล่อย แต่โปรยยิ้มไปทั่ว พนักงานอื่นๆ เริ่มรู้แล้วว่าวิศนีเป็นใคร ทุกคนรีบพากันยกมือไหว้ วิศนีแจกยิ้มโปรยใส่ทุกคนอย่างเป็นมิตร...วิศนีเดินเกาะแขนอำนวยเข้ามา ลูกเกดกับชมพู่เห็นเข้าก็หลบวืด เพราะรู้เรื่องแล้ว วิศนีเห็นท่าทางทั้งสอง ก็แกล้งพูดกับอำนวยเสียงดัง
       “ป๋าขา หนูว่าแผนกต้อนรับของเราใช้คนเยอะไปนะคะ มีแค่คนเดียวก็พอแล้ว หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี”
       ลูกเกดกับชมพู่สะดุ้งผวา อำนวยมองแล้วส่ายหน้าอ่อนใจ
       “ไอ้ลูกคนนี้ เลิกแกล้งคนอื่นได้แล้ว ไปทำงาน”
       อำนวยกระตุกแขนลากลูกสาวไป วิศนียิ้มระรื่นเย้ยทั้งสองคน ลูกเกดกับชมพู่มองหน้ากัน เหวอๆ ลูกเกดตกใจ
       “ลูก!”
       ชมพู่หน้าเสีย
       “แขวะกิ๊กท่านประธานก็ว่าแรงแล้ว นี่กลายเป็นแขวะลูกท่าน แกซวยแน่ๆ”
       ลูกเกดเบะปาก แล้วเอามือปิดหน้าร้องไห้หวาดกลัวตกงาน
       
       วิศนีเปิดประตูกลับเข้ามาทำงานต่อ เจออารุมนั่งขรึมรออยู่ มีแฟ้มเป็นตั้งอยู่บนโต๊ะ
       “เวลาพักเที่ยงคือสิบเอ็ดโมงครึ่งถึงบ่ายโมง คุณไม่ควรจะมาเลทกว่านั้น”
       “ฉันออกไปกับคุณพ่อ”
       “คุณจะไปกับใครมาก็ช่าง แต่คุณต้องกลับเข้างานให้ตรงเวลา นอกจากจะขออนุญาตเจ้านายเอาไว้”
       วิศนีมองค้อนอารุมอย่างหมั่นไส้ อารุมไม่รู้ไม่ชี้ ยกแฟ้มไปวางที่โต๊ะวิศนี
       “ท่านประธานบอกผมว่าอยากให้คุณศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันให้ละเอียด เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้ระบบการทำงานได้เร็วๆ ผมก็เลยเอาเอกสารพวกนี้มาให้”
       วิศนีหน้าเหวอ
       “จะให้อ่านหมดนี่เนี่ยนะ”
       อารุมส่ายหน้า วิศนีเลยยิ้มออก แล้วก็ต้องรีบหุบยิ้ม
       “ไม่ได้ให้อ่านอย่างเดียว...แต่ขอให้คุณโน๊ตย่อใส่สมุดบันทึกมาให้ผมดูด้วย”
       วิศนีอึ้ง แล้วเริ่มโวย
       “นี่ ฉันไม่ใช่เด็กประถมนะจะได้มาคัดลายมือให้คุณ”
       “งั้นคุณก็ไปบอกท่านประธานเองว่าคุณทำไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่อยากทำงานที่นี่ ผมมีหน้าที่รับคำสั่งจากท่านที่ให้ฝึกงานคุณ ผมจะไม่บังคับคุณ”
       อารุมพูดจบก็เดินกลับไปทำงานต่อ ไม่สนใจสายตาเคืองๆ ของวิศนี
       
       วิศนีนั่งอ่านแฟ้ม แล้วเหลือบมองข้ามโต๊ะมาหาอารุม สายตาขุ่น อารุมเหลือบมองแล้วทำเป็นไม่สนใจ...อารุมนั่งดูงานในคอมพิวเตอร์ เห็นเธอเดินตรงเข้ามา ก็รีบเอาตัวบังไม่ให้เธอมาดึงปลั๊ก แต่วิศนีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินมาหยิบปากกาของเขาไปใช้ แล้วโยนด้ามเก่าที่หมึกหมดลงถังขยะ
       อารุมทำเป็นสนใจกับงานตรงหน้า แต่ก็เหลือบมองหญิงสาวเป็นระยะ สังเกตเห็นแฟ้มที่บนโต๊ะหลายอันย้ายไปกองอยู่อีกมุมบนโต๊ะ เป็นสัญญาณว่าอ่านไปเยอะแล้ว ก็ยิ้มพอใจ
       นาฬิกาที่ผนังบอกเวลาห้าโมงเย็น วิศนียกแฟ้มทั้งหมดมาวางบนโต๊ะอารุมเหมือนเดิม
       “อ่านจบหมดแล้วนะคะเจ้านาย ฉันกลับได้หรือยัง”
       อารุมมองหน้าวิศนีแล้วพยักหน้า
       “แล้วเจอกันนะคะ”
       วิศนีหยิบสมุดบันทึกที่อารุมให้ไว้วางบนแฟ้ม แล้วหยิบกระเป๋าเดินเฉิดฉายออกไป อารุมมองตามแล้ว เผลอยิ้มเอ็นดูออกมา
       “ตั้งใจทำงานก็ทำได้นี่”
       อารุมหยิบสมุดบันทึกของวิศนี มาเปิดดู แล้วก็ชะงัก เพราะในแต่ละหน้าวิศนีไม่ได้โน๊ตย่ออะไรไว้เลย แต่กลับวาดรูปการ์ตูนล้อเลียนหน้าตาเขาเป็นสัตว์ประหลาด ก็อตซิลล่า ไล่งับคน หรือไม่ก็เป็นรูปการ์ตูนหน้าอารุม เติมนวดเติมเขา แล้วเขียนชื่อ “มะรุม” หรือ “อารุม” กำกับไว้ อารุมเห็นแล้วหงุดหงิด รีบเดินไปเปิดประตูจะเรียกมาต่อว่า แต่เธอหายไปแล้ว เลยได้แต่มองสมุดในมืออย่างเซ็งๆ
       
       เย็นนั้นกรแก้วเดินออกมารับหน้า เมื่อได้ยินเสียงรถอำนวยกลับเข้ามา ละอองเข้ามารับกระเป๋าอำนวย
       “กลับมากันแล้วเหรอคะ ฉันกำลังจะให้ละอองโทร.ตามพอดี เชิญค่ะ แขกรออยู่” กรแก้วพูดแกมสั่งกับวิศนี “หนูด้วยนะจ๊ะ”
       
        อำนวยสบตากับวิศนีเป็นเชิงกำชับ แล้วเดินโอบเข้าบ้านด้วยหน้าตาแจ่มใส

   วิศนีตามอำนวยเข้ามาในห้องรับแขก ก็เห็นอวลอบนั่งรออยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อวลอบเป็นไฮโซนักธุรกิจ ผู้ดีเก่าเหง้าผู้ดี แต่ฐานะกำลังซวนเซเพราะล้มเหลวจากการลงทุน แต่เป็นคนจมไม่ลง จึงพยายามหาทางดิ้นรนพยุงฐานะตัวเอง 

       
       จนเล็งเห็นว่าครอบครัวของอำนวยน่าจะเป็นเหยื่ออันโอชะ เพราะอำนวยบ้าความเป็นผู้ดีเก่า...กรแก้วแนะนำอย่างภูมิใจ
       “คุณพี่คะ นี่หนูวิศนี ลูกสาวคุณอำนวยไงคะ...นี่คุณหญิงอวลอบจ้ะ เป็นเพื่อนที่สมาคมของฉัน”
       วิศนียกมือไหว้อวลอบตามมารยาท แต่สีหน้าไม่ยิ้ม อวลอบมองพิศวิศนีใหญ่แล้วชวนคุย
       “แหม น้องกรแก้วนี่โชคดีนะคะ แต่งงานปุ๊บก็ได้ลูกโตเลย แถมยังสวยซะด้วย ไม่ต้องเลี้ยงให้เหนื่อย โฮะๆๆๆ”
       กรแก้วหัวเราะเสแสร้งกลบเกลื่อนความกระดาก อวลอบชวนคุยต่อ
       “ได้ข่าวว่าหนูไปอยู่มาหลายประเทศ แล้วจบอะไรมาจ๊ะ”
       วิศนีตอบหน้าตาเฉย
       “ไม่จบอะไรซักอย่างค่ะ สอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็เลยไปนั่งๆ นอนๆ ใช้เงินคุณพ่อเฉยๆ”
       อวลอบเจื่อนไปเมื่อได้ยินคำตอบของวิศนี กรแก้วหน้าม้านอย่างอับอาย อำนวยมองวิศนีอย่างดุๆ จะกำราบ แต่วิศนีไม่สนใจ ยิ้มหวาน
       “หมดเรื่องที่อยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ขอตัวนะคะ”
       วิศนีย่อตัวไหว้อวลอบอย่างอ่อนหวานเกินเหตุ แล้วเดินออกไป ทุกคนอึ้ง กรแก้วได้สติก่อนเพื่อนก็รีบฉีกยิ้ม เปลี่ยนเรื่องคุย
       วิศนีเดินออกมาจากห้องรับแขก กำลังจะขึ้นข้างบน แล้วได้ยินเสียงคนวุ่นวายมาจากห้องครัว เลยเดินไปดู เห็นเชฟฝรั่งหลายคนใส่ชุดเชฟเต็มยศกำลังช่วยกันเตรียมอาหาร
       “นี่มันอะไรกันเนี่ย”
       สมจิตกับพวกสาวใช้กำลังเก็บข้าวของ หอบจะออกจากครัวพอดี
       “พวกนี้เป็นเชฟจากโรงแรมค่ะ คุณผู้หญิงเรียกมาทำอาหารเลี้ยงแขกค่ำนี้”
       “แล้วนี่พวกเธอจะไปไหน”
       สมจิตยิ้มซื่อๆ
       “คุณผู้หญิงให้ไปทำอาหารกินกันเองที่หลังบ้านค่ะ”
       วิศนีสนใจขึ้นมาทันที
       “ทำอะไรกินกันเหรอ”
       
       ที่ครัวเล็กเรือนคนใช้ วิศนีตามสมจิตมาถึง ก็เห็น ละออง ประยุทธ และสาวใช้ของกรแก้วกำลังจัดสำรับ เป็นอาหารเมนูบ้านๆ พวก ปลาย่าง สะเดา น้ำพริกเผา ผักต้ม วิศนีตื่นเต้น
       “โอ๊ย น่ากินทั้งนั้นเลย ขอฉันร่วมวงด้วยนะ”
       ประยุทธหน้าเจื่อนๆ
       “เอ่อ คุณหนูไม่ไปทานบนตึกเหรอครับ”
       “ไม่เอาหรอกอาหารฝรั่ง ฉันกินจนเบื่อแล้ว”
       วิศนีทรุดลงนั่งอ้อนวอนทุกคน
       “ให้ฉันกินด้วยนะ ฉันกินไม่จุ หรอก นะๆๆๆ”
       ละอองเอ็นดู
       “ถ้าคุณหนูไม่รังเกียจก็เชิญเถอะค่ะ”
       “ไม่รังเกียจเลย” วิศนีมองอาหารในสำรับแล้วนึกได้ “เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน มีน้ำพริก ปลาย่างก็ต้องมี...”
       วิศนีทำท่าคิด
       
       สมจิตกับละออง ยืนอยู่ใต้โคนต้นมะม่วง ชะเง้อมองขึ้นไปข้างบนอย่างกังวล
       “คุณหนูคะ ลงมาเถอะค่ะ เดี๋ยวให้สมจิตมันปีนให้ดีกว่า”
       วิศนีปีนอยู่บนกิ่งมะม่วง มองหามะม่วงลูกโต
       “ฉันปีนได้น่า ละอองจำไม่ได้เหรอว่าตอนเด็กๆ ฉันปีนเก่งแค่ไหน...โอ๊ย มดเยอะเหมือนกันนะ”
       สมจิตเป็นห่วง
       “ระวังนะคะ”
       “เจอแล้วๆๆ”
       วิศนีเล็งไปที่มะม่วงตรงปลายกิ่งอย่างหมายมาด แต่พอเหยียบไปกิ่งทานน้ำนักไม่ไหวก็หักเปรี๊ยะ
       “ว้าย !”
       ละอองกับสมจิตตกใจสุดขีด
       “คุณหนู !”
       วิศนีร่วงจากต้นมะม่วง แต่ในจังหวะที่จะตกพื้น ร่างของโยธินก็โผเข้ามาประคองเอาไว้ทัน วิศนีชะงักอึ้งมองหน้าโยธินที่อยู่ใกล้แค่คืบ โยธินมองวิศนีอย่างตะลึงไป โยธินเป็นลูกชายของอวลอบ เป็นหนุ่มหล่อ มาดดี แต่เจ้าชู้ชอบหว่านเสน่ห์
       “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       วิศนีกำลังอึ้งๆ งงๆ แต่ก็มีสติพอที่จะผละออกมาจากอ้อมกอดโยธิน
       “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ”
       โยธินมองหน้าอย่างติดใจ
       “คุณคงเป็น...”
       ทันใดนั้นเสียงอวลอบดังขึ้น
       “ตาโย มาแล้วเหรอลูก”
       วิศนีกับโยธินหันไปมอง เห็นอวลอบเดินนำอำนวยกับกรแก้วตรงมาหาลูกชาย
       “อ้าว เจอกันซะแล้ว ยังไม่ทันจะแนะนำเลย น้องกร คุณอำนวยนี่ลูกชายค่ะ ชื่อโยธิน เพิ่งกลับจากอเมริกาเหมือนกัน...นี่หนูวิศนี รู้จักกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
       โยธินหันกลับมาทอดสายตามองวิศนี แล้วพยักหน้ารับ พลางส่งยิ้มให้อย่างถูกใจ วิศนีเห็นสายตาเจ้าชู้ของโยธินก็ไม่ค่อยปลื้ม พยายามเบือนหนี
       
       กรแก้วพาแขกมาเข้าโต๊ะเพื่อเตรียมกินอาหาร แต่เพิ่งสังเกตว่าไม่มีวิศนี
       “อ้าว คุณวิศนีล่ะละออง”
       “เอ่อ อยู่หลังบ้านค่ะ”
       “ทำอะไรอยู่ล่ะ ไปตามมาสิ”
       ละอองมองหน้าสมจิตอย่างอึดอัด แล้วกลั้นใจบอก
       “กำลังทานข้าวอยู่ค่ะ”
       อำนวยกับกรแก้วผงะ ในขณะที่อวลอบอึ้ง โยธินก็งงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น อำนวยถามเสียงเบา ข่มอารมณ์
       “แกว่าอะไรนะ”
       กรแก้วตัดบท
       
       “เดี๋ยวดิฉันไปตามเองดีกว่าค่ะ”

 วิศนีนั่งโจ้น้ำพริกอยู่กับประยุทธและคนใช้อีกสองคน คุยกันสนุกสนานอย่างเป็นกันเองแต่พอพวกคนใช้เห็นกรแก้วเดินหน้าตึงมาก็เจื่อนไป รีบเช็ดไม้เช็ดมือนั่งคุกเข่าสงบเสงี่ยม กรแก้วพูดเสียงเรียบ

       
       “หนูวิศนี แขกรอทานข้าวอยู่นะจ๊ะ”
       “เชิญเถอะค่ะ ฉันกินอยู่หลังบ้านก็อร่อยดี”
       “ฉันว่าถ้าหนูไม่ออกไปรับแขกมันจะไม่เหมาะนะจ๊ะ คุณหญิงอวลอบเธอเป็นถึง...”
       วิศนีสวนทันที
       “เธอจะเป็นใครก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไหว้ทักทายแล้วยังไม่พออีกเหรอ”
       กรแก้วมองหน้าวิศนีอย่างข่มใจ แต่ก็นึกอยากอบรมเพื่อโชว์เหนือบ้าง
       “หนูอาจจะอยู่คนเดียวมาจนชิน แต่บ้านนี้รับแขกบ่อย...หนูควรจะเรียนรู้มารยาทสังคมให้มาก เพื่อหน้าตาของคุณพ่อหนูเอง”
       วิศนีหน้าตึงมองกรแก้วอย่างหาเรื่อง กรแก้วจ้องตอบไม่สะทกสะท้าน
       “ก็ได้ค่ะ ฉันจะออกไปรับแขก”
       
       วิศนีนั่งหน้าเฉยอยู่ที่โต๊ะอาหาร ที่อาหารฝรั่งเต็มโต๊ะ กรแก้วยิ้มโล่งใจที่ลากวิศนีออกมาได้
       “เชิญเลยค่ะคุณพี่ ตามสบายนะคะ”
       ทุกคนกำลังจะลงมือกิน แต่จู่ๆ วิศนีก็โพล่งขึ้นมา
       “เดี๋ยวก่อนค่ะ ขออาหารพิเศษของฉันมาขึ้นโต๊ะด้วยจ้ะ”
       วิศนีหันไปพยักหน้ากับสมจิตและละออง คนอื่นทำหน้าแปลกใจ เพราะไม่รู้มาก่อน สมจิตกับละออง ยกอาหารพื้นบ้านในครัวที่ทำใหม่ออกมาครอบฝามาด้วย กรแก้วเริ่มใจไม่ดี วิศนีฉีกยิ้ม
       “พอดีฉันไปอยู่ยุโรปมานานน่ะค่ะ ก็เลยคิดถึงอาหารไทย อยากจะขออนุญาตเอาขึ้นโต๊ะร่วมด้วย หวังว่าทุกคนคงไม่รังเกียจนะคะ”
       วิศนีจ้องเขม็งใส่กรแก้ว จนกรแก้วต้องเบือนหน้าหนี เริ่มอึดอัดใจ
       “เปิดฝาเลยจ้ะ”
       สมจิตกับละอองเข้ามาเปิดฝา กรแก้ว อำนวย อวลอบ โยธินผงะ เมื่อเห็นน้ำพริก ผักจิ้ม ปลาดุกย่าง กบย่างเสียบไม้ มีกุ้งเต้นที่ยังโดดไปมาอยู่บนจาน
       “เป็นไงคะคุณพ่อ จำได้ไหมคะว่าสมัยก่อนเราทานอาหารพวกนี้กันบ๊อยบ่อย สเต็กสตูอะไรนี่ไม่เคยกับเขาหรอก เพิ่งมาหัดกินตอนที่เริ่มจะเป็นไฮโซนี่แหละ”
       วิศนีหัวเราะขำตัวเอง อำนวยทำหน้าไม่ถูก วิศนีกวาดตามองคนอื่นๆ แล้วยิ่งสะใจ
       “ทานเลยสิคะ อย่าอึ้ง ชอบอะไรก็หยิบเลยค่ะ อันนี้อร่อยมากเลยนะคะคุณหญิงป้า ชิมดูสิคะ”
       วิศนีเอามือหยิกปลาดุกจิ้มน้ำพริกใส่ปาก แล้วส่งกบเสียบไม้ให้ อวลอบดิ้นหนีทำท่ารังเกียจ รีบส่ายหน้า
       “หรือจะเอาอันนี้คะ กุ้งเต้นสดมากเลยนะคะเนี่ย”
       วิศนีโยกจานกุ้งเต้นไปมา กุ้งกระโดดเหยงๆ ใส่ อวลอบหลบไปมาอย่างสยอง โยธินอมยิ้ม มองวิศนี ความแสบของเธอช่างโดนใจเหลือเกิน
       
       อวลอบนั่งหน้างอมาในรถ ทำขนลุกขนพอง
       “โอ๊ย ตายแล้ว น่าผิดหวังที่สุด”
       “อะไรครับคุณแม่ ผมว่ากุ้งเต้นมันก็อร่อยดีนะครับ”
       อวลอบทุบโยธินอย่างหมั่นไส้
       “ยังจะพูดเล่นอีก แม่หมายถึงเด็กคนนั้น เห็นยายกรแก้วโฆษณาไว้ซะดิบดีจนแม่อยากจะรู้จัก เฮอะ ที่แท้ก็เด็กไร้การอบรม สมแล้วที่พื้นเพพ่อแม่เป็นแค่พวกชาวบ้าน ไม่ได้มีเลือดผู้ดีเลยซักนิด”
       โยธินอมยิ้ม ยังนึกประทับใจ
       “ผมว่าก็น่าสนใจดีออกนะครับ ดูจริงใจ ดีกว่าพวกคุณหนูจอมเฟคเป็นไหนๆ แสบๆ แบบนี้สิครับ ท้าทายดี”
       “จะเอาจริงเหรอโย ท่าทางเด็กคนนี้มันไม่ยอมให้แกจีบทิ้งจีบขว้างหรอกนะ”
       “งั้นก็จีบจริงๆ เลยก็ได้ คุณแม่เองก็อยากได้สะใภ้เศรษฐีมาต่อเงินเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมว่าคนนี้เพอร์เฟคท์”
       โยธินมองหน้าอวลอบ มีแผนการ
       
       เวลาต่อมา วิศนีนั่งอยู่ในห้อง มีอำนวยเดินไปมาสอบสวนอยู่
       “พ่อจะโทษหนูฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเมียพ่อบังคับหนูก่อน”
       “แล้วทำไมแกจะต้องตอบโต้ด้วยการฉีกหน้าตัวเองแบบนั้น”
       “หนูไม่เห็นจะรู้สึกว่าตัวเองหน้าแหกเลย ก็ปกติดีนี่” วิศนีจับหน้าตัวเอง “ก็คงมีอยู่คนเดียวที่หน้าบางเกินเหตุ”
       อำนวยทุบโต๊ะเปรี้ยง
       “ฉันก็ด้วย ! ฉันก็อายไม่น้อยกว่าคุณกรแก้วเขาหรอก”
       “งั้นคราวหน้าพ่อก็ซ่อนหนูไว้หลังบ้านสิคะ ไม่ต้องลากหนูออกมา หนูไม่ได้อยากจะเข้าสังคมไฮโซของพ่อ ไม่อยากจะไปนั่งปั้นหน้าว่าเราเป็นครอบครัวอบอุ่น ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่”
       อำนวยอัดอั้น พูดเสียงเหนื่อยใจ
       “นี่แกจะไม่เห็นแก่ความสุขของพ่อบ้างเลยหรือไง”
       “ทีพ่อยังไม่เห็นแก่ความสุขของหนูเลย”
       อำนวยระเบิดอย่างเหลืออด
       “แล้วไอ้ความสุขของแกมันคืออะไรล่ะ บอกมาซิ ถ้าไม่ใช่เดือนใช่ดาว ฉันจะสรรหามาให้”
       วิศนีมองหน้าอำนวย แล้วแค่นยิ้ม แต่สายตาเจ็บปวด
       “นั่นสิคะ พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือความสุขของหนู”
       อำนวยอึ้งไป รู้ตัวว่าห่างเหินกับลูกเกินไป จึงเริ่มอ่อนลง อำนวยเดินเข้าไปหาแล้วโอบกอดลูกสาวไว้หลวมๆ ก่อนจะพูดเสียงอ่อน หารู้ไม่ว่าเพียงสัมผัสแค่นั้นก็ทำให้วิศนีน้ำตารื้น เพราะจำแทบไม่ได้ว่าอ้อมกอดของพ่อเป็นยังไง
       “วิศนี...ฟังพ่อหน่อยนะลูก พ่ออาจจะเป็นพ่อที่ไม่ดี แต่พ่อก็จะพยายามเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้ได้ ขออย่างเดียว ให้โอกาสพ่อบ้าง”
       วิศนีเหมือนจะซึ้ง แต่แล้วทิฐิก็ทำให้เธอสะบัดตัวอองอย่างแรง แล้วประสานสายตากับพ่อ
       “พ่อเคยมีโอกาสนั้นแล้วค่ะ...เคยมีแล้ว”
       
       วิศนีปาดน้ำตาแล้วเดินออกจากห้องไปทันที อำนวยมองตามลูกสาวอย่างปวดใจที่วิศนีดูเหมือนจะถือทิฐิกับเขาเหลือเกิน

ชมพู่นั่งเอกเขนกกินคุกกี้กับอ่านนิตยสาร ส่วนลูกเกดนั่งทาปาก ขณะที่วิศนีเดินเข้าบริษัทมา ชมพู่เหลือบเห็นเข้าก็รีบสะกิดลูกเกด ทั้งสองรีบแถเข้าไปหา ลูกเกดก้มไหว้แทบถึงพื้น

       
       “อุ๊ย อรุณสวัสดิ์ค่าคุณวิศนี”
       “คุณวิศนีมาแต่เช้าเลยนะคะ”
       “ตายแล้ว หนักไหมคะนั่น ลูกเกดช่วยถือให้นะคะ”
       “เดี๋ยวชมพู่เอาไปให้ที่โต๊ะนะคะ”
       ลูกเกดกับชมพู่พยายามจะเข้ามาแย่งกันช่วยวิศนีถือกระเป๋า
       วิศนีดึงกระเป๋าหนี ระแวง
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       “งั้นทานกาแฟไหมคะคุณวิศนี หรือว่าแซนด์วิชสักชิ้น”
       วิศนีเริ่มรู้ไต๋ว่าทั้งสองกำลังประจบ ก็ฝืนยิ้มส่ายหน้า พยายามจะเลี่ยงไป
       “คุณเดชชาติมาหรือยังคะ”
       “อ๋อ มาแล้วค่ะ อยู่ข้างนอก”ชมพู่ตอบ
       “ขอบคุณค่ะ”
       วิศนีหันหลังเดินออกไปทันที ลูกเกดกับชมพู่มองตามด้วยความอยากรู้
       “ต๊าย มาถึงก็ถามหาอีตาเดชชาติเลย อย่างนี้ต้องเม้าท์ลงบีบี”
       ลูกเกดหยิบโทรศัพท์ แต่ชมพู่รีบปัดมือ เตือน
       “ทำปากยื่นปากยาว เดี๋ยวก็โดนอีกหรอกยายเกด เมื่อวานไม่เข็ดหรือไง”
       ลูกเกดชะงัก ได้สติ เริ่มกลัว ได้แต่ชะเง้อมองวิศนีออกไป
       
       เดชชาติเดินปัดกวาดเช็ดถูรถที่จอดเรียงรายอย่างทนุถนอม พูดคุยเหมือนคุยกันรู้เรื่อง
       “น้องซูซี่จ๋า เดือนนี้ขอให้พบรักใหม่ซะทีนะจ๊ะ ไม่ต้องรักพี่มากก็ได้ พี่จะกัดก้อนเกลือกินอยู่แล้ว จุ๊บๆ” 
       เดชชาติจูบมือแล้วเอาไปแปะที่กระโปรงรถ แล้วหันไปลูบรถอีกคันที่อยู่ข้างๆ
       “น้องลิซซี่ด้วยนะจ๊ะ เมื่อไรจะมีคนมาขอซักทีน้อ เฮ้อ” เดชชาติหันไปด้านหลังแล้วสะดุ้ง “อุ้ย !” 
       วิศนียืนกอดอกอมยิ้มมองอยู่นานแล้ว
       “เหงามากเหรอคะคุณเดชชาติ”
       เดชชาติเขิน
       “คุณวิศนี...เห็นหมดเลยสิครับ อายจัง”
       วิศนีอมยิ้ม
       “แล้วมีน้องอะไรอีกคะ คุณเดชชาติแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างสิ ฉันเป็นพนักงานใหม่ ยังไม่ค่อยมีเพื่อนเลย คันนี้ชื่ออะไรคะ”
       วิศนีเดินไปชี้ เดชชาติหัวเราะเขินๆ แล้วเดินตามไป
       
       อารุมจอดรถที่หน้าบริษัท นนทลีมองเห็นวิศนีเดินคุยกับเดชชาติพอดี
       “นั่น คุณวิศนีนี่คะ ทำไมดูสนิทกับเดชชาติจัง”
       อารุมเหลือบมองตาม เห็นวิศนีกับเดชชาติหัวเราะต่อกระซิกกัน
       “เดชชาติมันก็เข้ากับคนง่ายอยู่แล้วนี่ โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ”
       “แหม แต่เล่นตีสนิทลูกสาวท่านประธานเลยนะ จะไม่เกินตัวไปหน่อยเหรอ”
       “ผมไม่เห็นว่าเขาจะวิเศษวิโสตรงไหน ก็คนทำงานบริษัทเหมือนเราทุกคน”
       อารุมพูดเคืองๆ ยังติดใจฤทธิ์เดชของวิศนีจากเมื่อวานอยู่ นนทลียิ้มแซว
       “จริงสิ นนลืมไปว่าเขาเป็นลูกน้องอารุม ไปทักหน่อยดีกว่า จะได้ไม่น่าเกลียด”
       นนทลีพูดจบก็เดินนำไป ทำให้อารุมจำต้องตามไปด้วย ทั้งที่ไม่อยากไปยุ่งกับวิศนีเท่าไร
       
       เดชชาติเดินแนะนำรถให้วิศนีไปเรื่อยๆ นนทลีก็เดินเกาะแขนอารุมอย่างสนิทสนมเข้ามาพอดี
       “ขยันจังเลยนะชาติ” นนทลีทัก
       “ฮั่นแน่ะ สองคนนี้ มาหาเพื่อนแต่เช้า อย่าบอกนะว่าตกลงกันได้แล้วว่าจะเอาคันไหน บอกมาเลยเพื่อน เดี๋ยวไอ้ชาติจัดให้”
       เดชชาติถูมือกระตือรือร้น นนทลียิ้มขำ
       “ไม่ได้มาซื้อรถ แค่แวะมาทักเฉยๆ”
       เดชชาติเซ็ง
       “ฮึ แค่นี้นะ !”
       เดชชาติแกล้งค้อน แต่พอเห็นวิศนีมองนนทลีอย่างไม่คุ้น เลยรีบแนะนำ
       “อ้อ คุณวิศนีครับ ยายขี้เหนียวนี่ชื่อนนทลีครับเพื่อนบ้านผมเอง ส่วนไอ้นี่คุณคงรู้จักแล้ว อารุม แต่ไม่ใช่อาผม”
       วิศนีมองมือนนทลีที่เกาะแขนอารุมเหมือนจะประกาศตัวให้รู้ว่าเป็นแฟนกัน ยิ้มให้
       “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”วิศนีพูด
       “เช่นกันค่ะ”
       นนทลียิ้มให้วิศนีอย่างเป็นมิตร พยายามสังเกตวิศนีไปด้วย อารุมขยับตัวเบื่อๆ
       “ผมขอตัวก่อนนะนน” อารุมเหล่วิศนี แล้วพูดเปรย “ได้เวลาทำงานแล้ว”
       “ฉันไปด้วยดีกว่าค่ะ อู้มากๆ เดี๋ยวจะโดนยักษ์กินหัว”
       วิศนีสบตากับอารุมอย่างแดกดันแล้วเดินเชิดไป อารุมมองฉุนๆ รู้ว่าถูกเหน็บ นนทลีสังเกตท่าทีทั้งสองและรู้ว่าไม่ลงรอยกันนัก แอบโล่งใจ
       
       วิศนีตามอารุมเข้ามาในห้องทำงาน แล้วนั่งลงบนโต๊ะทำงานของอารุมแบบจงใจกวน อารุมมองเอือมๆ
       “ผมรู้แล้วว่าคุณมาจากต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกอยู่ตลอดเวลาหรอก”
       วิศนีกวน
       “แสดงออกอะไรคะ”
       อารุมถอนใจ
       “ที่เมืองไทยไม่มีใครเขานั่งบนโต๊ะทำงานหรอกนะ โดยเฉพาะผู้หญิง”
       วิศนียักไหล่ แล้วย้ายที่มานั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับอารุมแทน
       “เลิกอบรมมารยาทแล้วก็สั่งงานมาซักทีเถอะค่ะคุณเจ้านายขา”วิศนีลากเสียง
       อารุมก้มหน้าก้มตาเปิดแฟ้มเอกสารที่ต้องอ่าน ทำเป็นไม่สนใจ
       “คุณยังจะถามหางานอีกเหรอ เมื่อวานคุณก็ไม่ยอมทำงานที่ผมสั่ง”
       “ก็เพราะฉันรู้ว่าคุณจะเอาไปขยำทิ้งอีกน่ะสิ”
       อารุมเงยหน้ามอง
       “งั้นผมก็ไม่มีงานให้คุณทำแล้ว”
       “ก็ได้ ไม่มีก็ไม่มี งั้นฉันก็จะนั่งอยู่แบบนี้”
       วิศนีนั่งเท้าคาง ยื่นหน้าไปมองอารุมแบบท้าทายแล้วก็นั่งอยู่แบบนั้น อารุมส่ายหน้านิดๆ อย่างเอือมระอา แล้วไม่สนใจ พยายามทำงานของตน เสียงเคาะประตูดังขึ้น 2-3 ครั้ง แล้วเปิดเข้ามาทันทีพร้อมกับเสียงกุสุมา
       “อารุมจ๊ะ สุมีเรื่องจะ...”
       กุสุมาชะงักเมื่อโผล่เข้ามา เห็นวิศนีนั่งจ้องหน้าอยู่กับอารุมที่โต๊ะทำงาน เธอมองวิศนีอย่างระแวง
       “อารุมยุ่งอยู่หรือเปล่าจ๊ะ”
       “เปล่า มีอะไรให้ผมช่วยเหรอ”
       “สุพิมพ์จดหมายภาษาอังกฤษไปให้ลูกค้า อยากให้อารุมช่วยตรวจให้หน่อย”
       “ฉันดูให้ก็ได้ค่ะ ฉันว่าง”
       วิศนีลุกจะรับจดหมาย แต่อารุมไปเสียก่อน พูดห้วนๆ
       “ไม่ต้อง !”อารุมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “เดี๋ยวผมดูให้”
       “ขอบใจจ้ะ”
       
       กุสุมายิ้มตอบแล้วเดินออกไป แต่ไม่วายเหลือบมองวิศนีอย่างระแวงนิดๆ

 นนทลีเห็นกุสุมาเดินหน้าซีดเข้ามาที่โต๊ะก็แปลกใจ

       
       “มีอะไรสุ อารุมไม่ว่างเหรอ”
       กุสุมาส่ายหน้า
       “เปล่า แต่ฉันเห็น...”
       “เห็นอะไร”
       กุสุมาหลุดออกมาเป็นชุด เพราะหึง
       “ผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะอารุม งานการก็ไม่ทำ แถมยังพูดหน้าตาเฉยว่าว่างอยู่ ตกลงเขามาทำงานหรือมาทำอะไร”
       “คุณวิศนีน่ะเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ ฉันว่าเธอต้องจับตาดูผู้หญิงคนนี้ไว้ให้ดีแล้วล่ะนน”
       กุสุมาพูดเสียงเครียดๆ แบบยังโกรธอยู่ แล้วสะบัดหน้ากลับไปทำงานต่อ นนทลีมองอาการของกุสุมาอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกรธ
       
       อารุมก้มหน้าก้มตาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ชะงัก
       “คุณทำอะไร”
       วิศนียังนั่งอยู่ที่เดิม กำลังเอาดินสอขีดๆ เขียนๆ อยู่ที่กระดาษแผ่นหนึ่ง
       “ฮื้อ เฉยๆ สิ อย่าขมวดคิ้ว”
       อารุมชะงักอีก งงว่าอะไร เผลอคลายคิ้วตามที่วิศนีสั่ง วิศนียื่นตัวมาเอามือจับๆ หน้าอารุมให้เอียงๆ ไปนิดๆ
       “อยู่นิ่งๆ นะคะ”
       “ทำอะไรของคุณ”
       วิศนีจับหน้าอารุมไว้
       “วาดรูปคุณไง”
       อารุมทนไม่ไหวปัดมือวิศนีออก เพราะคิดว่าวิศนีวาดล้อเลียน เลยดึงกระดาษมาดู แต่ปรากฏว่าเป็นภาพสเก็ตช์รูปเขาแบบเหมือนจริง มุมหล่อมาก ก็อึ้งไป วิศนีอวด
       “สวยใช่ไหมล่ะ เติมเส้นอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว”
       “คุณนี่วาดรูปเก่งนะ”
       วิศนียิ้มแฉ่งดีใจที่ถูกชม แต่จู่ๆ อารุมก็ตีหน้ายักษ์
       “แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำในบริษัทนี้”
       อารุมจับกระดาษจะฉีก วิศนีโวยลั่น
       “อย่านะ ! อย่าฉีกนะ ไม่งั้นฉันจะ...”
       วิศนีหันรีหันขวางจะทำอะไรดี แล้วดึงแฟ้มของอารุมมากอดไว้กับตัว
       “ฉันจะเอานี่ไปเผาทิ้ง คอยดูสิ”
       “นี่คุณจะบ้าหรือไงคุณวิศนี อายุเท่าไรเนี่ย เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้”
       วิศนีใส่เป็นชุด
       “ฉันก็พยายามจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ พยายามจะทำงาน แต่คุณก็ไม่ให้งานฉันทำ พอฉันนั่งวาดรูปฆ่าเวลา คุณก็หาว่าฉันทำตัวเป็นเด็ก แล้วคุณจะให้ฉันทำอะไรล่ะ !”
       อารุมนิ่งไป ทั้งเคืองทั้งเอือมระอา
       “คุณอยากทำงานมากนักใช่ไหม ก็ได้ ผมจะหางานให้คุณทำ”
       อารุมเดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบแฟ้มเอกสารตั้งใหญ่ออกมาวางลงตรงหน้า
       “เอาสัญญาเช่าซื้อพวกนี้ไปถ่ายเอกสารฉบับละหนึ่งชุด แล้วจัดใส่แฟ้มมาใหม่ด้วย คิดว่าทำได้หรือเปล่า”
       วิศนีฮึด
       “ไม่มีปัญหา”
       วิศนีเข้าไปหอบแฟ้ม ปรากฏว่าหนักมาก ยกแทบไม่ไหว แต่พอเห็นสายตาเยาะของอารุมก็เกิดลูกฮึด พยายามจะยกไปให้ได้ แต่ก็ดูทุลักทุเล อารุมส่ายหน้าอย่างทนไม่ไหว แล้วเข้าแบ่งแฟ้มมาถือ
       “ตามผมมา”
       
       อารุมวางแฟ้มลงที่โต๊ะในห้องถ่ายเอกสาร
       “คุณใช้เครื่องถ่ายเอกสารเป็นหรือเปล่า”
       วิศนีมองเครื่องอย่างงงๆ ไม่เคยใช้มาก่อน แต่ทำปากเก่ง เพราะไม่อยากเสียฟอร์ม วิศนีหลบตา
       “เป็น”
       “ผมขอบ่ายนี้นะ”
       “รู้แล้วค่าเจ้านาย รับรองว่าถ้าไม่เสร็จ ฉันจะไม่ออกจากห้องนี้เด็ดขาดโอเค๊ ?”
       “ก็ดี ผมจะได้ทำงานสงบๆ”
       อารุมหันหลังเดินออกจากห้อง วิศนีมองตามแลบลิ้นใส่ แล้วหันมาเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเครื่อง
       “เปิดยังไงเนี่ย”
       วิศนีมองดูปุ่มมากมายแล้วลองกดมั่วๆ เพื่อเปิดเครื่อง แต่กดไปโดนคำสั่งให้ทำงานเครื่องถ่ายเอกสารเลยเริ่มถ่ายทันที ไฟสว่างวาบๆ วิศนีตกใจ หาปุ่มปิดไม่เจอ
       “อุ๊ย เดี๋ยวสิ ใจเย็น !”
       วิศนีก้มๆ เงยๆ หาปุ่มปิด แล้วตัดสินใจก้มลงไปจะดึงปลั๊กออก แต่มีคนมากดปิดเครื่องให้เสียก่อน พอเงยหน้าขึ้นมาถึงได้เห็นว่าเป็นอารุมที่ย้อนกลับมา
       “ทำไม่เป็นทำไมไม่บอก” อารุมมองวิศนีเบื่อๆ
       วิศนีค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หน้าเก้อแบบเสียฟอร์ม แต่ยังไม่วายแก้ตัว
       “ฉันทำเป็น แต่ฉันไม่เคยใช้เครื่องยี่ห้อนี้”
       “นั่นแหละเขาเรียกว่าไม่เป็น ดูนี่ !”
       อารุมสอนวิธีเปิดเครื่องทีละขั้นตอน
       
       นนทลีเดินมาทางห้องของอารุมอย่างลังเลใจ นึกถึงคำพูดของกุสุมาอย่างหวั่นไหวลึกๆ
       ‘…ฉันว่าเธอต้องจับตาดูผู้หญิงคนนี้ไว้ให้ดีแล้วล่ะนน...’
       นทลียืนชั่งใจอยู่หน้าประตู แล้วตัดสินใจเคาะประตูก่อนผลักเข้าไป
       “อารุม...”
       นนทลีเปิดเข้าไปแล้วนิ่ง เพราะไม่เห็นใครอยู่ในห้อง มองหาอย่างแปลกใจ
       
       อารุมหยิบกระดาษเปล่าๆ ที่เพิ่งออกจากเครื่องให้ดู
       “ถ้าอาการแบบนี้แปลว่าหมึกหมด คุณต้องแกะฝาตรงนี้ออก”
       อารุมนั่งลงจัดการเติมถุงหมึกให้ดู แล้วลุกขึ้น เผลอเอามือเช็ดแก้มโดยไม่รู้ว่ามือเปื้อนผงหมึก
       “ปกติเครื่องถ่ายเอกสารไม่ต้องเติมหมึกบ่อยๆ แต่รู้ไว้ก็ดี จะได้ทำได้”
       “ผมจะไปทำงานต่อละ หวังว่าคงทำได้นะ”
       วิศนีไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้า พยายามกลั้นหัวเราะ อารุมหงุดหงิด นึกว่าโดนล้อเลียน
       “คุณนี่หน้าเป็นจริงๆ” 
       คราวนี้วิศนีกลั้นไม่อยู่ หัวเราะพรวดออกมา แล้วชี้หน้าอารุม
       “ฉันหน้าเป็น แต่คุณน่ะหน้าเปื้อน ฮะๆๆๆ”
       อารุมหน้าเสีย หันมองหากระจกจะส่อง แต่ไม่มีกระจก เลยหยิบผ้าออกมาเช็ดมั่วๆ
       “ตรงนี้ค่ะ”
       วิศนีชี้แก้มตัวเอง บริเวณเดียวกัน อารุมเช็ดตาม แต่ก็ไม่โดนอีก วิศนีเลยดึงผ้าเช็ดหน้ามาจากมือ
       
       “มานี่ ฉันเช็ดให้”

 วิศนีจับหน้าอารุมให้หันมา แล้วเอามือเช็ดร้อยเปื้อนที่แก้มเบาๆ ชายหนุ่มหน้าร้อนผ่าวๆ เมื่อถูกวิศนีจับแก้ม แต่ก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ยามได้สบตากัน วิศนีค่อยๆ เช็ดคราบหมึกออกจนหมด ขณะที่หน้าอารุมแดงจัด เพราะความประหม่า

       
       “เอ๊ะ ทำไมเช็ดสีดำออก แล้วหน้าคุณถึงกลายเป็นสีแดงล่ะ” วิศนีแหย่
       อารุมรู้ตัวว่าถูกแซวก็เสียฟอร์ม หันหน้าหนี แล้วดึงผ้าเช็ดหน้ามา นนทลีเข้ามาพอดี
       “อารุมคะ”
       อารุมหันขวับ เห็นนนทลียืนอยู่หน้าประตู มองทั้งสองอย่างจับสังเกต
       “ทำไมมาอยู่ที่นี่เอง นนนึกว่าออกไปทานข้าวกันแล้วซะอีก”
       อารุมกลบเกลื่อนอารมณ์ตื่นเต้น
       “ผมมาสั่งงานคุณวิศนีน่ะ พักเที่ยงแล้วเหรอนน ไปสิครับ”
       อารุมเดินตามนนทลีจะออกไป วิศนีดูนาฬิกา
       “แล้วฉันล่ะคะ”
       อารุมหยุดเดิน หันมา
       “คุณรับปากเองว่าถ้าทำไม่เสร็จจะไม่ออกจากห้องนี้ จะไม่รับผิดชอบคำพูดตัวเองตั้งแต่งานแรกเลยเหรอครับ”
       อารุมจ้องหน้าวิศนีกวนๆ เอาคืนบ้าง แล้วเดินออกไปกับนนทลี วิศนียืนอึ้ง แล้วมองเอกสารตั้งใหญ่อย่างสุดเซ็ง
       
       อารุมกับนนทลีเดินออกมาจากบริษัทด้วยกัน...
       “ไม่โหดไปหน่อยเหรอคะอารุม ไปห้ามคุณวิศนีไม่ให้พักเที่ยง”
       “เขารับอาสาเอง ผมไม่ได้บังคับ”
       “แต่ถ้าคุณวิศนีไปฟ้องท่านประธานล่ะ”
       “อย่างแย่ผมก็ตกงาน หรืออย่างดีเขาก็จะได้ขอย้ายไปทำแผนกอื่นที่ไม่เกี่ยวกับผมไง”
       นนทลีหยั่งเชิง
       “อารุมไม่ชอบคุณวิศนีขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “ไม่ได้รู้จักกันมากพอที่จะไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากรู้จักมากไปกว่านี้หรอก”
       นนทลียิ้มออกมาอย่างสบายใจ แล้วเกาะแขนอารุมอ้อนๆ ก่อนจะพากันเดินออกไป
       
       วิศนีแหวกมู่ลี่หน้าต่างดู มองเห็นนนทลีกับอารุมเดินเกาะแขนกันก็หมั่นไส้
       “ฮึ้ย ตาบ้า ห้ามฉันพักเที่ยง แต่ตัวเองออกไปสวีทกับแฟนสบายใจ คอยดูเถอะ จะหาทางแก้เข็ดให้ได้”
       วิศนีบ่นไปพลางถ่ายเอกสารทีละแผ่นไปด้วยความแค้น ชมพู่กับลูกเกดเดินผ่านห้องถ่ายเอกสารมา เห็นวิศนีก็ชะงัก
       “คุณวิศนี ไม่ไปทานข้าวเหรอคะ”
       วิศนีหน้าหงิก
       “งานยังไม่เสร็จน่ะค่ะ”
       “ตายจริง ใครคะกล้าใช้งานคุณวิศนีหนักขนาดนี้ แบบนี้ต้องฟ้องท่านประธานนะคะ” ลูกเกดยุ
       “ช่างเถอะค่ะ ท่าทางเขาจะเป็นคนโปรดของคุณพ่อ ฉันไม่อยากมีเรื่อง” วิศนีนึกถึงอารุมเคืองๆ
       “งั้นให้ชมพู่กับลูกเกดช่วยนะคะ จะได้เสร็จเร็วๆ”
       “พวกเราไดเอ็ต ไม่ทานมื้อเที่ยงค่ะ”
       วิศนีมองอย่างระแวงว่าจะมาไม้ไหน แต่พอเห็นท่าทางกุลีกุจอก็ยอมให้ช่วย
       
       อารุมกลับมาที่ห้องทำงานอย่างหลังพักเที่ยง เห็นภาพสเก็ตช์ตัวเองที่วิศนีวาดทิ้งไว้บนโต๊ะ ก็หยิบมาจะขยำทิ้ง แต่เปลี่ยนใจ หยิบมาดู เพราะวิศนีวาดได้ใกล้เคียงกับตัวเขามาก
       อารุมนั่งมองรูปสเก็ตช์เพลินๆ แล้วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ลืมตัวรีบเก็บภาพใส่ลิ้นชัก วิศนีเดินหอบแฟ้มเข้ามา โดยมีลูกเกดกับชมพู่ช่วยหอบที่เหลือตามมาด้วย
       “เสร็จแล้วนะคะเจ้านาย บ่ายโมงตรงพอดี”
       อารุมเหลือบมองนาฬิกาที่ผนังเห็นเวลาตามที่วิศนีบอก แล้วมองลูกเกดกับชมพู่อย่างจับผิด
       “คุณไม่ได้ทำคนเดียวใช่ไหม”
       ลูกเกดกับชมพู่มองหน้ากันอึกอัก แล้วรีบพากันหลบออกไป
       “สองคนนั่นเขามีน้ำใจมาช่วยฉัน แล้วมันผิดตรงไหน”
       วิศนีเห็นอารุมตอบไม่ได้ก็ยิ้มเยาะ ตัดบท
       “ฉันจะออกไปทานข้าวล่ะ”
       วิศนีคว้ากระเป๋าจะเดินออกไป แต่แล้วก็ต้องหยุดกึก
       “เดี๋ยว คุณดูนาฬิกาที่ผนังซิว่ากี่โมง”
       วิศนีหงุดหงิด
       “ก็บ่ายโมงไงคะ ฉันส่งงานตรงเวลา”
       “ผมรู้ แต่มันหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว”
       วิศนีหันขวับมามองอารุมตาเขียว เห็นอารุมนั่งกอดอกพิงเก้าอี้อย่างใจเย็น
       “ปกติผมไม่อนุญาตให้ผู้ช่วยออกไป ทำธุระส่วนตัวในเวลางานถ้าไม่จำเป็น”
       วิศนีเสียงเขียว
       “แต่ฉันยังไม่ได้ทานข้าว”
       “คุณมีเวลาพักเที่ยงสองชั่วโมง แต่ทำงานไม่เสร็จเองนี่”
       “คุณจงใจจะแกล้งฉัน”
       “มีตรงไหนที่แกล้ง คุณอยากทำงาน ผมก็หางานให้ทำ ผมบอกว่าขอก่อนบ่าย คุณก็รับปากว่าจะเร่งทำให้เสร็จทันเวลาซึ่งคุณก็ทำได้ ขอบคุณนะครับ”
       อารุมยิ้มกวน แล้วทำเป็นก้มหน้าทำงานต่อ
       “ฉันไม่ออกไปก็ได้”
       วิศนีหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด
       “ฮัลโหล ร้านพิซซ่าเฮ้าส์ใช่ไหมคะ ฉันขอสั่งพิซซ่ามังสวิรัติถาดกลาง 5 ถาด อ้อ ขอปีกไก่บาร์บีคิวกับซีซาร์สลัดด้วยนะคะ ส่งที่บริษัทกรุงเทพยนตรกิจ สุขุมวิท 55 นะคะ...ผู้สั่งคือคุณอารุม ฝ่ายขาย ขอบคุณค่ะ”
       อารุมชะงักเงยหน้ามอง วิศนียิ้มท้าทายแล้วเดินนวยนาดกลับไปนั่งที่โต๊ะ
       “สั่งมากินที่นี่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ชวนคนอื่นมาทานด้วย แต่เอ จะให้ฉันบอกว่าเจ้านายเลี้ยงในโอกาสอะไรดีคะ”
       อารุมไม่ตอบโต้ แต่จ้องวิศนีดุๆ แล้วดึงโทรศัพท์บนโต๊ะมากดเบอร์
       “ร้านพิซซ่าเฮ้าส์ใช่ไหมครับ ออเดอร์เมื่อซักครู่ที่สั่งพิซซ่าห้าถาด ส่งที่สุขุมวิท 55 น่ะครับ ผมขอยกเลิกนะ พอดีมีเด็กซนๆ เอาโทรศัพท์ไปโทรเล่นน่ะครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ ขอบคุณครับ”
       “นี่คุณ!” วิศนีลุกพรวดอย่างโมโห
       
       วิเวียนเดินผ่านมาทางห้องอารุมพอดี เห็นยุพเยาว์ยืนลับๆ ล่อๆ ก็เข้าไปสะกิด ยุพเยาว์หันมาส่งสัญญาณให้เงียบ แล้วเงี่ยหูฟังต่อ
       “ทำอะไรของแกเยาว์”
       “ฟังคนทะเลาะกันน่ะสิ”
       วิเวียนยังไม่ทันถามรายละเอียด เสียงวิศนีก็แว้ดดังออกมา
       “คุณทำอย่างนี้อยากจะมีเรื่องกับฉันใช่ไหม”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนมองกันหน้าตื่น รีบแอบฟังอย่างสอดรู้สอดเห็น
       
       วิศนีกับอารุมยืนเถียงกันอยู่ในห้อง
       “คุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ของส่วนรวมบ้างนะคุณวิศนี โดยเฉพาะถ้าอีกหน่อยคุณจะต้องมาเป็นเจ้านายของทุกคนที่นี่รวมทั้งผม”
       “ฉันแทบจะรอเวลานั้นไม่ไหวแล้ว !”
       “แต่ในระหว่างที่ยังต้องรอ คุณก็ต้องเชื่อฟังผมซึ่งยังเป็นเจ้านายของคุณไปก่อน”
       วิศนีจ้องหน้าอารุมอย่างเดือดดาล เจ็บใจที่เอาชนะไม่ได้
       “ผมอนุญาตให้คุณพักดื่มกาแฟ แล้วกลับเข้ามาภายสิบห้านาที มีงานอื่นรออยู่”
       วิศนีสะบัดหน้าเดินออกไปอย่างพอใจ
       
       ยุพเยาว์กับวิเวียนยังคงพิงประตูแอบฟัง ไม่รู้ว่าวิศนีจะเปิดพรวดออกมา ทั้งคู่ล้มระเนระนาด
       “ว้าย !”
       วิศนีมองงงๆ เมื่อเห็นทั้งสองเค้เก้อยู่ที่พื้น ยุพเยาว์กับวิเวียนเห็นหน้าวิศนีก็ตกใจ
       “ไหนวิ หาเจอหรือยังตุ้มหูฉันนะ ของแพงนะ เร็วสิ ช่วยกันหน่อย อยู่ไหนหน้า”
       ยุพเยาว์แก้สถานการณ์ ทำเป็นควานหาตุ้มหูที่พื้น โดยมีวิเวียนคอยช่วย
       
       วิศนีมองเห็นตุ้มหูของยุพเยาว์ยังห้อยอยู่ทั้งสองข้างก็รู้ว่าโกหก ได้แต่เดินออกไปเซ็งๆ

   พวกเซลส์จับกลุ่มคุยกันอยู่ระหว่างที่ไม่มีลูกค้า เห็นวิศนีเดินมาก็แตกตื่นจะกระจายตัวหนี

       
       “คุณเดชชาติล่ะคะ”
       เหล่าเซลส์ชะงักเล็กน้อย เพราะนึกว่าจะถูกวิศนีด่าว่าอู้งาน
       “เอ่อ เดชชาติออกไปพบลูกค้าครับ คุณวิศนีมีอะไรหรือเปล่าครับ”
       วิศนีผิดหวัง
       “ไม่มีค่ะ ขอบคุณ”
       วิศนีเดินออกไปอย่างหงอยๆ พวกเซลส์กลับมารวมหัวกันเหมือนเดิม
       “เมื่อเช้าก็แวะมาไอ้ชาติรอบนึง พอตกบ่ายก็มาอีก สงสัยไอ้ชาติจะตกถังข้าวสารก็งานนี้แหละวะ”
       พวกเซลส์หัวเราะกัน แล้วจับกลุ่มนินทาต่อ
       
       รถยนต์สปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าตึกบริษัทเสี่ยโชค เดชชาติลงมาแล้วอ้อมไปเปิดประตูด้านคนขับอย่างเอาใจ เสี่ยโชคเดินลงมา
       “เป็นยังไงครับเสี่ย แจ่มไหมครับคันนี้”
       “เออ เข้าท่าๆ”
       เดชชาติยิ้มแป้น
       “ผมก็ว่าแล้วว่าเสี่ยต้องชอบ พอมาถึงเมื่อเช้าผมก็รีบเอามาให้เสี่ยดูก่อนใครเลย เพราะรู้ว่าเสี่ยชอบของสดๆ ใหม่ๆ สวยๆ แหะๆ”
       “ฮ่าๆๆ ลื้อมันรู้ใจ” เสี่ยโชคตบไหล่เดชชาติ “ไป เข้าไปคุยกันข้างใน”
       “ครับเสี่ย”
       เดชชาติเนื้อเต้นตามเสี่ยโชคเข้าไปในบริษัท
       
       เดชชาติเดินคุยกับเสี่ยโชคเข้ามา จู่ๆ ก็ถูกผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาชนจนล้ม เอกสารหล่นกระจาย
       “โอ๊ย” 
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
       นีรนุชเซจะล้มตามเดชชาติ แต่เสี่ยโชคคว้าแขนประคองไว้อย่างถือโอกาส
       “เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
       เสี่ยโชคมองนีรนุชสนใจมาก เดชชาติตะกายเก็บเอกสารเกี่ยวกับรถของตัวเอง แล้วจะหันไปว่า
       “ปัดโธ่ จะไปตามควายหรือไงคุณ” เดชชาติหันมาเห็น “ยายนุช”
       “พี่ชาติ”
       นีรนุชมองเดชชาติตะลึง แล้วนึกได้ว่าอยู่ในอ้อมแขนของเสี่ยโชค รีบผละออก
       “นี่เธอมาทำอะไรที่นี่”
       “นุชมาสัมภาษณ์งาน พี่ชาติมาขายรถเหรอ”
       “ใช่” เดชชาตินึกได้ ถือโอกาสแนะนำ “นี่ไง เสี่ยโชค ท่านเป็นเจ้าของบริษัท”
       นีรนุชรีบยกมือไหว้เสี่ยโชคอย่างนอบน้อม เสี่ยโชคมองอย่างติดใจ นีรนุชรีบดูนาฬิกา
       “ใกล้เวลาสัมภาษณ์แล้ว นุชขอตัวก่อนนะคะ...แล้วเจอกันนะพี่ชาติ”
       นีรนุชรีบร้อนออกไป เสี่ยโชคมองตามอย่างพอใจ
       
       เมื่อเข้ามาในห้องทำงาน เดชชาติจัดแจงเตรียมสัญญาให้เสี่ยโชคเซ็น แต่เสี่ยโชคยังนั่งครุ่นคิดถึงนีรนุชอยู่
       “หนูคนเมื่อกี้เป็นน้องลื้อเหรอ”
       เดชชาติช่วยโฆษณาเต็มที่เพราะอยากให้นีรนุชได้งาน
       “อ๋อ ไม่ใช่ครับเสี่ย น้องเพื่อนผมเอง ชื่อนีรนุช เป็นเด็กดีมากครับ เรียนก็เก่ง จบเกียรตินิยมด้วย”
       “อั๊วไม่สนใจพวกเรียนเก่งหรอก บางคนจบสูงแต่ทำงานไม่ได้เรื่องเยอะแยะ”
       เดชชาติเปลี่ยนจุดขายใหม่
       “งั้นยิ่งดีเลยครับเสี่ย ยายนุชเป็นเด็กขยัน ว่านอนสอนง่าย ไม่เกี่ยงงาน ให้ทำอะไรก็ทำหมดเลยครับ เสี่ยไม่ผิดหวังแน่”
       เสี่ยโชคหรี่ตา
       “แน่นะ”
       “แหม เสี่ยคร้าบ เสี่ยเป็นลูกค้าชั้นหนึ่ง ผมไม่กล้าโกหกเสี่ยหรอกครับ แหะๆ”
       เดชชาติหัวเราะประจบแล้วจัดเอกสารต่อ เสี่ยโชคยิ้มกริ่ม มีแผนการบางอย่าง
       
       วิศนีเดินหน้าตูมกลับมาที่ห้อง ก็อารุมยืนรออยู่ บนโต๊ะทำงานวิศนีคอมพิวเตอร์ติดตั้งเรียบร้อย
       “ผมให้คนมาเซ็ทคอมพิวเตอร์ให้แล้ว คุณพิมพ์เอกสารได้ไหม”
       “ฉันใช้คอมพิวเตอร์เป็นน่า”
       “คงไม่มีข้ออ้างว่าไม่เคยใช้ยี่ห้อนี้อีกนะ”อารุมยื่นแฟ้มให้ “ผมขอทั้งหมดนี่เย็นนี้”
       วิศนีมองอารุมอย่างหมั่นไส้ แล้วดึงแฟ้มมาแรงๆ ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ ทำเป็นไม่สนใจ อารุมกำลังจะเดินกลับ โทรศัพท์ที่โต๊ะก็ดังขึ้น วิศนีเอื้อมมือจะหยิบ จังหวะเดียวกับที่อารุมตะครุบพอดี เลยกลายเป็นอารุมจับมือวิศนีไว้ ต่างคนต่างจ้องกันไม่ยอมปล่อย
       “จะแต๊ะอั๋งฉันอีกนานไหม”
       “ผมรับเอง”
       วิศนีค้อนอย่างหมั่นไส้แล้วรีบดึงมือออก อารุมมองส่ายหน้า แล้วรับสาย
       “สวัสดีครับ...ว่าไงครับนน...อ๋อ เย็นนี้ เรานัดกันแล้วนี่นา ผมไม่ลืมหรอก นนเลือกร้านไว้เลย แล้วเดี๋ยวเลิกงานเจอกันจ้ะ”
       อารุมวางสายแล้วกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง วิศนีมองอารุมค้อนๆแอบยิ้มเพราะคิดแผนบางอย่างได้
       
       อารุมนั่งทำงานไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาก็เงยหน้าขึ้นมอง วิศนีนั่งพิมพ์จดหมาย แต่ฮัมเพลงที่เปิดในคอมพิวเตอร์ไปด้วยเสียงค่อนข้างดัง อารุมพยายามใช้สมาธิทำงานต่อ แต่เสียงเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว
       “คุณ ! คุณวิศนี !”
       วิศนีมัวแต่ก้มหน้าพิมพ์จดหมายไม่ได้หันมอง เพลงก็ดังจนไม่ได้ยิน อารุมตัดสินใจลุกตรงมาหา แล้วเดินมาปิดลำโพงที่คอมพิวเตอร์
       “อะไรอีกล่ะ”
       “ปิดเพลงได้ไหม ผมไม่มีสมาธิทำงาน”
       “ถ้าฉันไม่ฟังเพลง ฉันก็ไม่มีสมาธิเหมือนกัน”
       วิศนีเปิดลำโพงให้เพลงดังออกมาใหม่
       “งั้นก็เบาหน่อย”
       อารุมเลื่อนมือไปเบาเสียง วิศนีเร่งเสียงคืน
       “ ก็ฉันไม่ได้ยิน ฉันหูตึง”
       วิศนีลอยหน้าตอบ อารุมจ้องหน้า รู้ว่าวิศนีกวน
       “นี่เราจะทำงานร่วมกันอย่างสงบไม่ได้เลยใช่ไหม คุณวิศนี”
       “อยากสงบก็อุดหูไว้สิคะ มานี่มะ”
       วิศนียิ้มหวาน แล้วหยิบทิชชู่สองแผ่นบนโต๊ะมาม้วน แล้วลุกขึ้นเอายัดหู อารุมตกใจ ดึงมือวิศนีออก เริ่มโมโห แต่วิศนีลอยหน้ายิ้มยั่วใส่ แล้วนั่งทำงานต่อไม่สนใจ จำต้องปล่อยให้เธอเปิดเพลงดังอย่างนั้น แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเองอย่างโมโห
       
       วิศนีแอบเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มสะใจที่เอาคืนได้

 นีรนุชนั่งรอคิวเรียกสัมภาษณ์อยู่ที่หน้าฝ่ายบุคคล เริ่มกระสับกระส่าย เพราะเห็นหลายคนเริ่มทยอยกลับ แต่ตัวเองยังไม่ได้สัมภาษณ์ เลยรีบลุกไปถาม
       
       “ขอโทษนะคะ นี่เย็นมากแล้ว ยังไม่ถึงคิวฉันอีกเหรอ”
       เจ้าหน้าที่มองหน้านีรนุชงงๆ แล้วกดโทรศัพท์เข้าไปถามในแผนก แล้วรับคำ 2-3 คำก่อนวาง
       “คุณนีรนุชใช่ไหมคะ”
       นีรนุชกระตือรือร้น
       “ค่ะ”
       “ถ้างั้นเดี๋ยวเชิญชั้น 4 นะคะ เสี่ยจะสัมภาษณ์เองค่ะ”
       นีรนุชงง
       “เสี่ย...เสี่ยโชคน่ะเหรอคะ”
       “ค่ะ เชิญค่ะ”
       เจ้าหน้าที่เดินนำนีรนุชไป นีรนุชยังงงอยู่ แต่ก็เดินตามไป
       
       อารุมเก็บของเตรียมกลับบ้าน มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น นนทลีก็เปิดเข้ามา
       “อ้าว นน ผมจะไปตามพอดี ไปกันหรือยังครับ”
       อารุมลุกขึ้นจะเดินไป วิศนีเหล่มอง แล้วแกล้งเรียก
       “เดี๋ยวค่ะคุณอารุม ฉันจำได้ว่าพ่อสั่งให้คุณพาฉันไปดูโรงงาน ฉันอยากไปวันนี้ คุณว่างหรือเปล่า”
       อารุมกับนนทลีชะงัก หันกลับมามอง
       “ทำไมต้องวันนี้”
       “ก็วันนี้ฉันว่าง”
       “แต่นี่มันเลิกงานแล้วนะครับ”
       “แล้วลูกสาวเจ้าของ จะแวะไปตรวจโรงงานหลังเลิกงานไม่ได้เหรอคะ”
       นนทลีพูดอะไรไม่ออก อารุมมองวิศนีอย่างเหลืออดเหลือทน
       “แต่ผมไม่ว่าง”
       วิศนีเหลือบมองนนทลีที่ยังอึ้งๆ อยู่ แล้วทำหน้าเสียใจ
       “งั้นก็ไม่เป็นไร คุณเขียนแผนที่ให้หน่อยแล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปเอง อ้อ เรียกแท็กซี่ให้ด้วยนะคะ เพราะฉันยังไม่มีรถ” 
       วิศนียิ้มเกรงใจให้นนทลีทำเป็นก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อ อารุมกับนนทลียืนอึ้ง เอายังไงดี
       
       อารุมเดินเร็วๆ ออกมากับนนทลี มีกุสุมาเดินตาม
       “ผมจะไปส่งนนก่อนแล้วค่อยกลับมารับเขา”
       “อย่าเลยค่ะ ย้อนไปย้อนมาจะยิ่งเย็นกว่าเดิม อารุมพาคุณวิศนีไปโรงงานเถอะ เดี๋ยวนนกลับกับสุได้”
       อารุมหงุดหงิดมากขึ้น
       “ทำไมจะต้องไปวันนี้ด้วยก็ไม่รู้”
       กุสุมาเสี้ยม
       “เหมือนเขาจงใจจะแกล้ง”
       อารุมกับนนทลีหันไปมอง กุสุมาทำไม่รู้ไม่ชี้ ตีหน้าซื่อเหมือนหลุดปากออกไปแบบไม่ตั้งใจ
       “ไปเถอะค่ะ มันเป็นหน้าที่อารุมต้องดูแลเขา เราค่อยนัดกันใหม่ก็ได้”
       อารุมมองหน้านนทลีอย่างอึดอัดใจ รู้สึกผิดที่ต้องเบี้ยวนัด
       
       นนทลีกับกุสุมายืนรอรถด้วยกัน กุสุมาเสี้ยมต่อ
       “ฉันพูดจริงๆ นะนน เขาจงใจแกล้งนนกับคุณอารุม”
       นนทลีบอกปัด แต่ใจก็แอบคิด
       “เหลวไหลน่า”
       “ไม่งั้นเขาจะทำอย่างนี้ทำไม เลิกงานแล้วแท้ๆ จำเป็นอะไรจะต้องไปวันนี้ให้ได้ ใครจะเป็นจะตายหรือไง”
       นนทลีนิ่งไม่ตอบ กุสุมาก็ยิ่งพูดต่อ
       “สุว่าเขาจงใจรั้งอารุมไว้ให้มืดค่ำ เสร็จแล้วก็ลากอารุมไปไหนต่อไหนน่ะสิ”
       นนทลีตกใจ
       “ไม่จริงหรอก เขาไม่ถูกกันนะสุ”
       “คนของเราอาจจะไม่ถูกกับเขา แต่แน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่ถูกกับคนของเรา”
       นนทลีนิ่งคิด เริ่มสงสัยเหมือนกัน
       
       อารุมขับรถมุ่งหน้าไปโรงงานด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่พอหันมามองวิศนีก็แทบคะมำ เมื่อเห็นเธอนั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์มือถือของตัวเอง กระโปรงที่สั้นอยู่แล้วรั้นขึ้นมาจนน่ากลัว
       “คุณวิศนี” อารุมอึกอัก “คุณมีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ๆ ไหม ปิดหัวเข่าไว้หน่อยก็ดี จะได้ไม่น่าเกลียด”
       “นี่ อย่ามาติหัวเข่าฉันนะ ฉันอาบน้ำขัดถูดูแลอย่างดีย่ะ” วิศนีรีบเอามือปิด
       “ไม่ใช่อย่างนั้น” อารุมตัดบท ไม่อธิบาย กลัวจะเข้าตัว “ช่างเถอะ คุณนั่งให้มันดีๆ ก็แล้วกัน”
       วิศนีเห็นอาการอารุมก็รู้
       “อ๋อ คุณวอกแวกหรือไงคะ ก็อย่ามองฉันสิ”
       วิศนีแกล้งสลับขาไขว่ห้างใหม่ ทำไมไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ทันใดนั้นอารุมก็กระชากรถแรงๆ จนหัวเข่าวิศนีไปกระแทกกับลิ้นชักตรงที่นั่งตัวเอง
       “โอ๊ย !”
       อารุมพูดนิ่งๆ
       “ผมเตือนแล้วว่าให้คุณนั่งดีๆ”
       อารุมตีหน้าเฉย ขับรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       
       วิศนีคลำหัวเข่าป้อยๆ แล้วรีบเอาขาลง แต่ยังไม่วายมองอารุมอย่างสงสัยว่าโดนแกล้งหรือเปล่า

 นีรนุชเปิดประตูเข้ามา แล้วสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นเสี่ยโชคนั่งเอกเขนกตามสบายอยู่ที่โซฟาข้างประตู ไม่ใช่โต๊ะทำงาน

       
       “นั่งสิจ๊ะ หนูนุช ตามสบายนะ เราจะคุยกันแบบสบายๆ”
       นีรนุชมองเสี่ยโชคแบบตื่นๆ ก่อนจะนั่งลงอย่างอึดอัด พยายามนั่งห่างๆ
       “ฉันอ่านใบสมัครของหนูแล้วสนใจ ก็เลยจะขอสัมภาษณ์เอง จะได้รู้จักนิสัยใจคอเอาไว้”เสี่ยโชคยิ้มเจ้าชู้ “หนูมาสมัครฝ่ายการตลาดใช่ไหม”
       นีรนุชเกร็ง
       “ค่ะ”
       “เป็นมาร์เก็ตติ้งเหนื่อยนะ งานหนัก เครียดด้วย”
       “หนูคิดว่าตัวเองทำได้ค่ะ”
       เสี่ยโชคมองนีรนุชยิ้มๆ
       “แล้วไม่อยากทำงานสบายกว่านั้นเหรอ เห็นเดชชาติบอกว่าหนูอยู่กับพี่สาวสองคน ค่อนข้างลำบาก น่าจะหางานดีๆ พี่จะได้สบาย”
       เสี่ยโชคพูดพลางเริ่มเลื้อยทีละนิด นีรนุชเริ่มเอะใจ
       “ไม่ค่ะ ขอบคุณนะคะ” 
       นีรนุชรีบลุกจะออกไป เสี่ยโชคคว้าแขนไว้
       “เดี๋ยวสิ ยังสัมภาษณ์กันไม่จบเลย”
       นีรนุชเสียงแข็งขึ้น
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่อยากทำแล้ว”
       “ไหนเดชชาติมันบอกว่าหนูว่าง่ายไง ให้ทำอะไรก็ทำ จะรีบปฏิเสธไปไหน”
       เสี่ยโชคหัวเราะหื่น ยื้อแขน นีรนุชตกใจ
       “ว่าไงนะ”
       “ฉันจริงจังนะหนู ฉันไม่เคยเลี้ยงใครทิ้งๆ ขว้างๆ รับรองว่าหนูจะสบายไปทั้งชาตินะจ๊ะ”
       เสี่ยโชคหื่นมากขึ้นแล้วคว้าตัวนีรนุชมากอด โถมตัวลงบนโซฟา นีรนุชร้องกรี๊ดอย่างตกใจ พยายามดิ้นเต็มที่
       “ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย”
       “อย่าเล่นตัวน่า” 
       เสี่ยโชคหน้ามืดจะปล้ำให้ได้ นีรนุชพยายามขัดขืน ร้องตะโกนตกใจ
       “ไอ้บ้า ไอ้ตัณหากลับ ปล่อยฉัน !”
       นีรนุชทั้งดิ้นทั้งถีบ จนกลิ้งตกลงมาจากโซฟาด้วยกัน
       “โอ๊ย”
       เสี่ยโชคนอนกุมหลังตัวงอ นีรนุชรีบถือโอกาสลุกขึ้นอย่างตกใจ
       “ไอ้แก่บ้า”
       นีรนุชเท้ากระทืบเข้าไปที่กล่องดวงใจอย่างแรง
       “อ๊ากกกกกก”
       เสี่ยโชคร้องลั่นชักดิ้นชักงอ นีรนุชตั้งสติได้ก็รีบวิ่งกระเซอะกระเซิงออกไป
       
       นนทลีนั่งมาในรถแท็กซี่กับกุสุมา โทรศัพท์ดังขึ้น เธอกดรับ
       “ว่าไงนุช พี่กำลังกลับบ้านจ้ะ”
       นีรุนชเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างขวัญเสีย มือก็คุยโทรศัพท์
       “พี่นน...พี่นนช่วยนุชด้วย ฮือๆๆ”
       นนทลีตกใจ
       “นุช ! เป็นอะไรไป”
       นีรนุชไม่ตอบ แต่ปล่อยโฮ ยืนร้องไห้อยู่ริมถนนอย่างสุดกลั้น นนทลียิ่งห่วงมาก
       “ตอนนี้นุชอยู่ไหน พี่จะไปหา”
       
       อารุมจอดรถที่หน้าโรงงานประกอบรถยนต์ แล้วบอกวิศนีแบบบ่นๆ
       “คุณควรจะรู้ไว้ว่าการมาที่นี่ตอนนี้ ทำให้เราต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่ม เพราะผมไม่อยากให้คุณมาดูโรงงานร้างๆ ตอนที่ไม่มีใครอยู่ทำงานแล้ว”
       วิศนีหน้าเป็น
       “คุณคิดว่าฉันกลัวผีเหรอ ฉันไม่กลัวหรอก ตอนอยู่เมืองนอกฉันชอบตระเวนเที่ยวปราสาทผีสิง ชินแล้วค่ะ”
       อารุมยิ่งหงุดหงิดที่ถูกกวน
       “ตกลงคุณอยากมาดูอะไร”
       “มีอะไรให้ดูฉันก็ดูหมดนั่นแหละ”
       วิศนีรีบเปิดประตูรถลงไป ตื่นเต้นอยากเห็นโรงงาน
       
       วิศนีเดินนำอารุมมา แล้วมองไปรอบๆ อย่างสนใจ เพราะไม่เคยมา กลุ่มช่างที่ออกมาพักเบรกระหว่างทำงาน เห็นวิศนีเดินมาก็มองไม่วางตา ชำนิกระหืดกระหอบเข้ามาเห็นอารุมกับวิศนี รีบตรงมาหา
       “คุณอารุมครับ”
       “นี่คุณวิศนีครับคุณชำนิ... คุณชำนิเป็นผู้จัดการของโรงงาน”
       วิศนียกมือไหว้ ชำนิรีบผายมือ
       “เชิญทางนี้ครับ”
       ชำนิพาอารุมกับวิศนีเดินดูภายในโรงงาน เห็นพวกช่างทำงานกันอยู่ พวกช่างเห็นวิศนีแต่งตัวสวยก็แอบมองกัน ส่งสายตาเจ้าชู้ให้ จนอารุมไม่สบายใจ กระซิบบอก...
       “คุณแต่งตัวไม่เหมาะกับสถานที่เลย”
       “ทำไมคะ ไม่สวยเหรอ”
       “มันไม่เรียบร้อย คุณไม่เห็นหรือไงว่าตัวเองเป็นเป้าสายตาใครมั่ง”
       วิศนีหันไปมองรอบๆ เห็นพวกช่างแอบมอง ก็แกล้งโปรยยิ้ม โบกมือให้
       “เหนื่อยไหมค้า สู้ๆ นะ จุ๊บๆ”
       พวกช่างหลบตากันเป็นแถบๆ เพราะความเขิน แต่วิศนียิ้มระรื่น แล้วหันมาทำหน้าล้อเลียนใส่ อารุมส่ายหน้าทนไม่ไหว รีบจ้ำตามชำนิไป
       ชำนิพาอารุมกับวิศนีกับอารุมเที่ยวชมมุมต่างๆ ของโรงงาน วิศนีฟังคำอธิบายของชำนิกับช่างอย่างสนใจ พยายามซักถาม
       
       อารุมเห็นวิศนีตั้งใจ เอาจริงเอาจังก็ค่อยๆ พอใจ แอบยิ้มเอ็นดู แต่พอเธอหันมาเห็น ก็รีบตีหน้าขรึมเหมือนเดิม

 พิม แม่ของเดชชาติ นั่งขายขนมอยู่ที่ตลาด ร้องเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา 

       
       “ขนมจ้า ขนมหวานๆ ของแม่พิม เอาไปกินแล้วจะได้นอนฝันหวานนะจ๊า”
       “เอาหมดเลยจ้ะแม่ค้า”
       พิมหันไปมอง เห็นเดชชาติยืนยิ้มเผล่ควักแบงค์พันให้ ก็ทำหน้าหมั่นไส้
       “ไปถูกหวยอะไรมาล่ะยะไอ้เสี่ยชาติ อยู่ๆ จะมาเหมาขนมข้า”
       เดชชาติเข้าไปกอดอ้อน
       “โธ่แม่ จะได้เลิกขายแล้วกลับบ้านสักทีไงล่ะ ฉันมารับ”
       “โฮ้ย ขนมเหลือบานเบอะ ไม่เอา เสียของ ข้าจะอยู่ขายก่อน”
       “ก็ฉันซื้อหมดนี่เลยไง เดี๋ยวจะเอาไปแจกเด็กๆ แถวบ้าน น่าแม่ วันนี้ฉันรวย”
       เดชชาติตบกระเป๋าเสื้อ
       “เพิ่งขายรถได้”
       “จริงเหรอ”
       “วันนี้แม่อยากกินไร เดี๋ยวไอ้ชาติจัดให้อิ่มไปถึงปีหน้าเลย เดี๋ยวชวนไอ้ 5 ตัวไปด้วยนะแม่”
       พิมดีใจ
       “เออๆ ไป”
       พิมรีบเก็บข้าวของอย่างตื่นเต้น เดชชาติเข้าไปกุลีกุจอช่วยเข็น ปากก็ตะโกนดังลั่น
       “วู้ วันนี้ไอ้ชาติรวยแล้วจ้า”
       พิมหัวเราะร่วนไล่ทุบเดชชาติเพราะอายชาวบ้าน แล้วช่วยกันเข็นรถไปอย่างมีความสุข
       
       นนทลีเดินโอบนีรนุชที่ยังสะอื้นเบาๆ มาตามทางกำลังจะเข้าบ้าน เดชชาติเข็นรถมาเจอพอดี ก็รีบเข็นเข้าไปดักหน้า
       “ยู๊ด หยุดก่อน กลับมาแล้วเหรอจ๊ะสองสาว”
       นนทลีกับนีรนุชมองเดชชาติอย่างเซ็งๆ ไม่มีอารมณ์ตอแยด้วย จะเดินหนี
       “อ้าว ทำหน้าเหม็นอึกันทั้งพี่ทั้งน้อง เหนื่อยใช่ไหม นี่ๆ เอาขนมไปกิน”
       เดชชาติเอาขนมมายัดใส่มือนนทลี พิมรีบบอก
       “เอาไปเลยลูก ป้าให้ วันนี้ไอ้ชาติมันได้โบนัส เพิ่งขายรถได้”
       นีรนุชได้ยินคำว่าขายรถได้ก็หันขวับ มองเดชชาติตาขวาง เดชชาติไม่รู้เรื่องเหมือนเคย
       “พอไหม ไม่พอเหรอ งั้นเอาไปอีก อร่อยๆทั้งนั้น”
       เดชชาติหยิบๆ ขนมที่รถมายื่นให้นีรนุช
       “อร่อยมากเหรอ อร่อยมากก็กินเองสิ กินเข้าไป กินเข้าไปให้หมด” 
       นีรนุชปรี๊ดแตกแกะขนมในมือยัดใส่ปากเดชชาติ แล้วเข้าไปทุบตีซ้ำ
       “ไอ้พี่ชาติบ้า ไอ้คนใจร้าย”
       “นุช อย่า” นนทลีร้องห้าม
       “เฮ้ยๆ อะไรลูก มีอะไรค่อยๆ พูดกันสิ”
       นนทลีกับพิมรีบเข้าไปห้าม แต่นีรนุชร้องไห้โฮออกมา
       “ไม่พูดแล้ว หนูไม่มีอะไรจะพูด ป้าพิม หนูเคารพป้านะ แต่หนูจะไม่มีวันให้อภัยลูกชายป้าเด็ดขาด”
       เดชชาติปาดมือเอาขนมออกจากปาก
       “นี่มันอะไรกัน พี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       “พี่เอานุชไปขายไอ้เสี่ยบ้ากามนั่น แลกกับให้มันซื้อรถพี่ใช่ไหม ฉันไม่นึกเลยว่าพี่จะเห็นแก่ตัวแบบนี้”
       เดชชาติงง
       “ฮะ ?!!!”
       “ฉันเกือบจะถูกมันข่มขืนก็เพราะพี่ ได้ยินไหมพี่ชาติ ฉันเกลียดพี่ เกลียดพี่ที่สุด”
       นีรนุชตะโกนลั่นแล้ววิ่งร้องไห้เข้าบ้านไป พิมหันไปหาเดชชาติอย่างตกใจ
       “จริงเหรอไอ้ชาติ แกทำอย่างนั้นเหรอ”
       เดชชาติยืนอึ้ง ไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
       
       วิศนีกับอารุมเดินออกมาจากโรงงาน หลังเที่ยวชมจุดต่างๆเรียบร้อยแล้ว
       “รบกวนเวลาคุณชำนินานแล้ว ขอบคุณนะครับ”
       อารุมกับวิศนียกมือไหว้ ชำนิรับไหว้
       “ด้วยความยินดีครับ” ชำนิเดินแยกไป
       อารุมมองนาฬิกาแล้วเดินนำวิศนีมาที่รถ
       “แถวนี้มีอะไรทานบ้างคะคุณอารุม ฉันหิวจัง”
       อารุมอยากกลับบ้าน รีบแย้ง
       “คุณกลับไปทานที่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ ผมจะไปส่ง”
       “โอ๊ย เย็นอย่างนี้รถติด กว่าจะกลับไปถึงฉันคงเป็นโรคกระเพาะแน่ อย่าลืมสิว่าฉันไม่ได้ทานข้าวกลางวันนะคะ”
       อารุมนึกได้ เริ่มเห็นใจ เสียงอ่อนลง
       “แล้วคุณอยากทานอะไร”
       
       วิศนีชวนอารุมมาที่ร้านส้มตำริมทาง เธอสั่งอาหารไปหลายอย่าง ไม่นานนักแม่ค้าส้มตำถือจานส้มตำ น้ำตกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ
       “มาแล้วค่าๆ ส้มตำปูปลาร้า ซุปหน่อไม้ ไก่ย่าง ครบแล้วนะคะ”
       วิศนีมองอาหารบนโต๊ะอย่างตื่นตา อารุมมองงงๆ
       “คุณกินหมดเหรอเนี่ย”
       “ฉันสั่งมาเผื่อคุณไง” 
       วิศนีเลื่อนจานไปตรงหน้าอารุมพลางเอาส้อมจิ้มส้มตำ ปั้นข้าวเหนียวกินอย่างอร่อย อารุมอึ้งไปเมื่อเห็นความคล่องแคล่วของวิศนี อดนึกถึงนนทลีไม่ได้
       ในอดีต...อารุมนั่งกินส้มตำกับนนทลี แต่นนทลีเอาแต่ดื่มน้ำ จานว่างเปล่า
       “ร้านส้มตำแบบนี้ นนกินทีไรท้องเสียทุกที อารุมกินคนเดียวนะ”
       นนทลีหน้ามุ่ย แล้วเลื่อนจานออกไปห่างตัวอย่างรังเกียจ อารุมอึ้งๆ
       
       อารุมนั่งมองวิศนีเพลินๆ เห็นวิศนียังเอร็ดอร่อยอยู่ ก็เริ่มหิว เลยกินบ้าง อารุมกินไปคำเดียวก็พ่นพรวดออกมา รีบคว้าน้ำมาดื่มอักๆ
       “เป็นอะไรคะ เผ็ดเหรอ”
       “คุณสั่งพริกกี่เม็ดเนี่ย”
       “15”
       “15 เม็ด!” อารุมตกใจ รีบเอาน้ำมาดื่มอีก
       “ฉันไม่รู้นี่ว่าคุณไม่กินเผ็ด”
       “ที่คุณกินเขาก็ไม่ได้เรียกว่าเผ็ด แต่เรียกว่าเผ็ดเวอร์” อารุมพูดไปกินน้ำไป
       “คุณจะกินได้เหรอเนี่ย เดี๋ยวฉันสั่งให้ใหม่นะ”
       วิศนีตะโกนเรียกแม่ค้า
       “ป้าขา สั่งเพิ่มหน่อยค่า”
       แม่ค้าโงหัวขึ้นมาจากหน้าร้าน เห็นลูกค้ามายืนออรอซื้ออยู่
       “เดี๋ยวนะคะคุณ ลูกค้าเยอะ รอแป๊บ”
       วิศนีมองไปทางอารุมที่ยังเอามือพัดลมเข้าปาก สลับกับกินน้ำอย่างรู้สึกผิด รีบลุกไปที่หน้าร้าน
       “งั้นหนูตำเองนะคะป้า”
       แม่ค้าแปลกใจ
       “ฮ้า หนูตำได้เหรอ”
       “สบายมากค่ะ”
       “งั้นก็จัดไป”
       วิศนียิ้มดีใจ รีบเข้าไปประจำที่ข้างๆ แม่ค้า แล้วตะโกนบอกอารุม
       “รอแป๊บนะคุณ”
       
       อารุมนั่งอยู่ที่โต๊ะ เห็นวิศนีหยิบโน่นนี่ใส่ครกแล้วลงมือตำอย่างคล่องแคล่ว ก็แอบยิ้มเอ็นดู

เสี่ยโชคขับรถคันหรูที่เพิ่งซื้อจากเดชชาติออกมาจากบริษัทกำลังจะกลับบ้าน แต่จู่ๆ เดชชาติก็โผล่พรวดออกไปยืนขวางถนนไว้ เสี่ยโชคเปิดกระจก ด่าเซ็งๆ

       
       “อ้าว เฮ้ย เดชชาติ ลื้อกลับมาทำอะไรอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาเอารางวัล อีเด็กที่ลื้อส่งมาให้อั๊วมันไม่ยอมโว้ย ทีหลังไปตกลงกับมันให้ดีๆ ซะก่อน จะได้ไม่เสียเวลาอั๊ว”
       เดชชาติตาแข็งด้วยความโกรธ เสี่ยโชคเห็นเดชชาติยืนนิ่งไม่ไปก็บีบแตรไล่
       “แน่ะ ยังจะมายืนขวางอีก ถอยไปสิโว้ย”เสี่ยโชคบีบแตรปี๊นๆๆๆๆ
       เดชชาติแค้นใจ ดึงไม้หน้าสามที่เหน็บหลังออกมาถือ เสี่ยโชคมองอย่างตกใจ นึกว่าเดชชาติจะเข้ามาทำร้าย แต่แล้วเดชชาติก็เอาไม้ทุบฝากระโปรงรถคันหรูอย่างแรง
       “เฮ้ย ไอ้บ้า ลื้อทำอะไร”
       เดชชาติไม่สนใจทุบรถอย่างบ้าคลั่ง เสี่ยโชครีบเปิดประตูรถลงมาอย่างตกใจ
       “เฮ้ย หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้ ลื้อเป็นบ้าไปแล้วหรือไง”
       เดชชาติหันมามองเสี่ยโชคอย่างแค้นใจ แล้วโยนไม้ลงกับพื้น ก่อนจะพุ่งเข้ามาชกเสี่ยโชคโครม
       “นี่สำหรับพฤติกรรมอุบาทว์ๆ ที่แกทำกับนีรนุช ไอ้เสี่ยชั่ว ฉันจะเอาเลือดหัวแกออก”
       เดชชาติพุ่งเข้าชกเสี่ยโชคไม่นับ จนล้ม แล้วตามไปซ้ำอีก เสี่ยโชคร้องโวยวายลั่น ลูกน้องได้ยินเสียงเอะอะก็พากันวิ่งออกมา พอเห็นเสี่ยโชคโดนทำร้ายก็รีบวิ่งเข้ามาช่วย
       “ช่วยด้วยโว้ย ช่วยด้วย”
       เดชชาติพยายามจะเล่นงานเสี่ยโชคอีก แต่ถูกกระชากตัวออกมา แล้วต่อยหงายหลังไป ลูกน้องที่เหลือรีบตามไปซ้ำ เสี่ยโชคพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ก็ตะโกนสั่ง
       “ไอ้หมาบ้านี่มันจะฆ่าอั๊ว !”
       ลูกน้องเข้าไปกลุ้มรุมเล่นงานเดชชาติทันที เดชชาติพยายามตอบโต้ ไม่หนี แต่สู้ไม่ได้ โดนรุมชกรุมเตะ จนกลิ้งไปกลิ้งมา ร้องโอดโอยเจ็บปวด เสี่ยโชคมองอย่างโกรธแค้น
       
       บ้านเดชชาตินั้นอยู่ด้วยกัน 7 คน คือพิมผู้เป็นแม่ เดชชาติ และน้องอีก 5 คน คือ องอาจ วัย 17 ปี พิชิต วัย 15 ปี จิตใส วัย 13 ปี ใจภักดิ์ วัย 10 ปี และรักชาติน้องคนเล็กวัย 7 ขวบ ค่ำคืนนั้นหลังจากเกิดเรื่อง พิมกับจิตใส เดินร้องไห้มาที่บ้านนนทลี แล้วกดออดเรียก
       “นน นุชเอ๊ย! เปิดประตูหน่อยลูก”
       จิตใสสะอึกสะอื้น
       “พี่นน พี่นุช ฮือๆ”
       นนทลีได้ยินเสียงเรียกก็รีบเปิดประตูออกมา นีรนุชโผล่หน้าออกมาดูด้วย
       “มีอะไรคะป้าพิม”
       พิมปรี่เข้าไปจับมือนนทลีเขย่า น้ำตาไหลพราก
       “ช่วยไอ้ชาติด้วยลูก มันแย่แล้ว”
       พิมร้องไห้โฮ กอดจิตใส
       
       แม่ค้าส้มตำยืนคิดเงิน วิศนีรีบหยิบเงินเงินมาจ่าย
       “วันนี้ฉันเลี้ยงคุณเอง”
       อารุมจะค้าน แต่โทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน เลยหันไปรับ
       “ครับนน...”
       อารุมตกใจ
       “อะไรนะ เดชชาติถูกจับเหรอ”
       วิศนีหันมองอารุมอย่างตกใจ พลอยห่วงเดชชาติไปด้วย
       
       นนทลี นีรนุช และกุสุมา ยืนจับกลุ่มอยู่กับพิมอย่างร้อนใจ ไม่นานนักอารุมกับวิศนีก็มาถึง นีรนุชปล่อยโฮ
       “พี่อารุม”
       นีรนุชเดินเข้าไปกอดอารุม ร้องไห้สะอึกสะอื้น วิศนีมองดูตาปริบๆ งงว่าใคร
       “นุชไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
       นีรนุชยังร้องไห้ไม่เลิก แต่ส่ายหน้ากอดอารุมแน่น กุสุมามองแล้วแอบทำหน้าหมั่นไส้
       “ไอ้ชาติล่ะครับป้าพิม”
       “เดชชาติมันไปต่อยเขา ก็เลยโดนลูกน้องเขาซ้อม แล้วก็แจ้งตำรวจจับตั้งหลายข้อหา ฮือๆๆ” พิมสะอื้น
       “เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่คะป้า เล่าให้หนูฟังหน่อย” วิศนีถาม
       พิมมองวิศนีอย่างแปลกใจ นนทลี นีรนุช กุสุมามองวิศนีเป็นตาเดียว จนอารุมต้องแนะนำ
       “นี่...คุณวิศนีครับป้า เธอเป็นลูกสาวเจ้านายพวกผม”
       พิมมองวิศนีอย่างมีความหวังแล้วพยักหน้า วิศนียิ้มให้ทุกคน นีรนุชมองวิศนีเขม็ง ระแวงเพราะเคยได้ยินกุสุมานินทาถึง
       
       นีรนุช กับกุสุมาเดินเลี่ยงมามุมหนึ่ง ขณะที่อารุม วิศนี นนทลีกำลังคุยกับพิมอยู่
       “ผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ ที่พี่สุบอกว่าเป็นเลขาพี่อารุม”
       “ใช่ ดูเอาก็แล้วกัน ตามมาถึงเนี่ยน่าเกลียดไหมล่ะ เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่”
       นีรนุชมองกุสุมางงๆ อยากจะพูดว่าไม่ใช่เรื่องของกุสุมาเหมือนกัน แต่เกรงใจ
       “แล้วพี่สุรู้ได้ยังไงว่าเขาชอบพี่อารุม”
       “ก็เห็นท่าทางเขาน่ะสิ เวลาอยู่ลับตาคน ยายวิศนีนี่ระริกระรี้จะตาย พี่เตือนนนแล้วแต่เขาไม่เชื่อ นุชช่วยเป็นหูเป็นตาแทนนนด้วยแล้วกัน แต่พี่ว่าพี่ดูไม่ผิดหรอก” 
       นีรนุชเริ่มคล้อยตาม แล้วมองวิศนีอย่างไม่ถูกชะตานัก
       
       ขณะที่เดชชาตินั่งกอดเข่าซีมอยู่ในห้องขัง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินมาไขกุญแจ
       “นายเดชชาติ มีญาติมาประกันตัวแล้ว”
       เดชชาติสีหน้าชื่นขึ้นอย่างมีความหวัง รีบลุกขึ้น ตามตำรวจออกมา พิมเดินมาแล้วโผเข้ากอดเดชชาติอย่างดีใจ พลางร้องไห้โฮ
       “แม่...ใครประกันตัวให้ฉัน” เดชชาติสงสัย
       
       พิมเดินโอบเอวเดชชาติออกมา เจอกับเสี่ยโชคทีเข้ามากับลูกน้องพอดี
       “เฮ้ย อะไรวะ เอามันออกมาได้ยังไง จับมันยัดกลับเข้าตะรางเดี๋ยวนี้ อั๊วจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด จะเอาให้มันติดคุกลืมไปเลย”
       “งั้นแกก็ต้องเตรียมตัวติดคุกเหมือนกัน ไอ้เสี่ยโชค”
       เสี่ยโชคหันขวับไป เห็นวิศนีเดินเข้ามากับทนาย มีอารุมและคนอื่นๆ ตามมาด้วย
       “แกเป็นใคร”
       “ฉันเป็นลูกสาวคุณอำนวย สุริยาทิตย์!” 
       เสียโชคชะงัก อย่างตกใจ หน้าเสียไป
       “แล้วลื้อรู้ไหมว่าอั๊วเป็นใคร สำคัญกับพ่อลื้อแค่ไหน”
       “รู้สิ แกมันลูกค้าชั้นเลวของบริษัทฉันไง ฉันรู้พฤติกรรมชั่วๆ ที่แกทำไว้หมดแล้ว จะต้องให้พูดประจานต่อหน้าตำรวจเลยไหม แกจะได้ติดคุกคืนนี้เลย”
       เสี่ยโชคหันไปมอง เห็นนีรนุชยืนมองอย่างโกรธแค้น รีบแก้ตัว
       “พวกมันโกหก มันหมิ่นประมาทอั๊ว จับมันเลยคุณตำรวจ จับมันไปให้หมด” เสี่ยโชคเห็นตำรวจยืนนิ่งก็ยิ่งโมโห “จับสิโว้ย ไม่งั้นอั๊วจะฟ้องมันทั้งโรงพักเลย”
       เสี่ยโชคเอะอะโวยวายอย่างพาล วิศนีรำคาญ หันไปหยิบแจกันดอกไม้บนโต๊ะข้างๆ ดึงดอกไม้ออก แล้วเอาน้ำในแจกันสาดโครมใส่เสียโชค
       “หายบ้าหรือยัง”
       เสี่ยโชคตกใจ หันขวับ
       “อีนัง...”
       เสี่ยโชคจะปรี่เข้าหา แต่ลูกน้องกับตำรวจช่วยกันจับตัวไว้
       “เอาสิ จะชกฉันเหรอ มาเลย สันดานอย่างแกมันก็คงทำเป็นได้อย่างเดียวคือทำร้ายผู้หญิง แต่แกอย่าคิดว่าฉันไม่สู้นะ ที่หัวแตกปากแตกเมื่อเย็นมันยังน้อยไปสำหรับความเลวของแก”
       วิศนีถลาเข้าไปจะเค้นคอเสี่ยโชค ทนายกับอารุมรีบเข้าไปช่วยกันดึงไว้
       “ใจเย็นๆ คุณ เดี๋ยวคุณก็ติดคุกซะเองหรอก”
       เสี่ยโชคมองวิศนีอย่างฮึดฮัด อีกใจก็กลัว เพราะรู้ว่าตัวเองมีข้อหาพยายามข่มขืนค้ำคออยู่
       “เรื่องมันไม่จบแค่นี้แน่ ลื้อจำไว้ !”
       เสี่ยโชคปึงปังออกไปกับลูกน้อง วิศนีหันไปเอาแจกันปาไล่หลังไป
       “แกน่ะสิต้องจำ จำใส่กะโหลกไว้นะว่าวันนี้แกถูกผู้หญิงขู่จนต้องวิ่งหางจุกตูด ไอ้เสี่ยบ้า”
       วิศนีตะโกนด่าปาวๆ โดยมีทนายกับอารุมช่วยกันยึดแขนไว้ คนมองวิศนีที่เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเดชชาติกับนีรนุชอย่างอึ้งๆ
       
       พิมพาเดชชาติเดินเข้ามาหาวิศนี แล้วยกมือไหว้ แทบจะก้มลงกราบ
       “ขอบคุณนะคะคุณหนู”
       “เรียกหนูว่าวิศนีเถอะค่ะป้า หนูเป็นเพื่อนกับคุณชาติ”
       วิศนีส่งยิ้มให้เดชชาติอย่างเป็นมิตร
       “แค่ที่คุณมาช่วยผมก็เป็นพระคุณล้นหัวแล้ว อย่านับผมเป็นเพื่อนเลยครับ ไม่งั้นชาตินี้ผมคงตอบแทนคุณไม่ไหวแน่ๆ” เดชชาติยิ้มซึ้งใจ
       “แล้วเพื่อนที่ไหนต้องการสิ่งตอบแทนจากเพื่อนล่ะคุณชาติ”
       เดชชาติยิ่งซึ้งใจ พิมมองวิศนีอย่างชื่นชม
       “กลับบ้านกันเถอะค่ะ จะได้ไปพักผ่อน แล้วอย่าลืมกินยานะ”
       เดชชาติกับพิมพยักหน้าแล้วเดินออกไป วิศนีเดินเข้าไปหาอารุม
       “หมดธุระแล้ว ฉันกลับเลยนะคะ เจอกันพรุ่งนี้”
       “เดี๋ยว”
       อารุมทอดสายตามองอ่อนโยน เพราะรู้สึกชื่นชมสิ่งที่วิศนีทำวันนี้ แล้วหันไปบอกนนทลี
       “ผมจะไปส่งคุณวิศนีที่บ้าน จะไปด้วยกันไหมครับ”
       นนทลีอึ้งไป นีรนุชกับกุสุมาลอบสบตากัน วิศนีเห็นนนทลีอึ้งๆ ก็ทำท่าจะค้าน แต่นนทลีแทรกขึ้นก่อน
       “อารุมไปเถอะค่ะ นุชคงเพลีย นนจะรีบพาน้องกลับบ้าน”
       อารุมเห็นนนทลีวางใจ ก็พยักหน้าแล้วเดินนำวิศนีออกไป
       
       นนทลีค่อยๆ หุบยิ้ม มองตามอารุมไป ด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 28 ต.ค. 55 21:05:24
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน