แรงเงา ตอนที่ 8

 
แรงเงา ตอนที่ 8

แรงเงา ตอนที่ 8

       ที่บ้านเจนภพ นพนภานั่งอยู่กับประพงส์ นพนภาแต่งหน้าหนาเป็นหน้ากากกลบรอยฟกช้ำ

       “ขอบคุณนะคะ ที่อุตส่าห์แวะมา”
       “ดูคุณนพนภาสบายดีแล้วนี่ครับ”
       “คนอย่างฉันต่อให้เป็นอัมพาตก็ไม่มีวันยอมล้มหมอนนอนเสื่อกับใครเขาหรอกค่ะ”
       “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับวันนี้”
       “อยากเชิญมาทานข้าวกันน่ะค่ะ แล้วก็มีเรื่องอยากขอให้ช่วยเรื่องนึง”
       “เรื่องอะไรหรือฮะ”
       “เรื่องเดิมนั่นแหละค่ะ”
       “เรื่อง “หนี้” น่ะหรือครับ”
       “ค่ะ ฉันมีหนี้ก้อนใหญ่ต้องทวงคืน เอาให้มันเจ็บแสบที่สุด”
       นพนภายิ้มเหี้ยมเกรียม ประพงส์มองดูยิ้มนิดๆ พลางจิบเครื่องดื่ม
       
       แต้วพาประพงส์ออกมาจากบ้านเพื่อไปส่งที่รถ ทั้งคู่ก้าวมองมาที่เทอเรซ
       “เชิญค่ะ ว้าย”
       แต้วร้องอุทานเมื่อเห็นต้องในชุดกางเกงขาสั้น รองเท้าส้นสูง ยืนพิงรถประพงส์อยู่ ประพงส์มองดู
       “สวัสดีค่ะ จะกลับแล้วหรือคะ”
       “ครับ คุณต้อง”
       “จำชื่อต้องได้ด้วยหรือคะ”
       “คุณแม่พูดถึงคุณต้องบ่อยๆ ครับ”
       “พูดหรือว่าด่าคะ” ประพงส์ยิ้ม ต้องยิ้มด้วย “ขอต้องติดรถไปข้างนอกด้วยคนได้ไหมคะ”
       “ยินดีรับใช้ครับ คุณต้องกำลังจะไปไหนฮะนี่”
       “โรงเรียนกวดวิชาค่ะ ไปกันเลยนะคะ”
       ประพงส์เปิดประตูให้ต้องขึ้น แล้วตนเองก็เดินไปขึ้นที่นั่งคนขับ รถเคลื่อนออกไป แต้วยืนมองตามยายแหวงโผล่มาเคียงข้าง
       “คุณต้องไปไหนน่ะ”
       “ไปโรงแรม เอ๊ย โรงเรียน...ป้า”
       
       ระหว่างอยู่ในรถต้องขยับตัวกางเกงยิ่งดูสั้นอย่างน่ากลัว ประพงส์เหลือบดูด้วยสีหน้าปกติ ต้องสบตา
       “คุณแม่วางแผนการอะไรอีกคะนี่ คงไม่ใช่เรื่องส่งคนไปจัดการกับเมียน้อยอีกนะคะ”
       “เรื่องของผู้ใหญ่น่าปวดหัวออกครับ อย่าไปสนใจเรื่องของผู้ใหญ่เลย”
       “ต้องไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ”
       “ผมรู้ครับ”
       รถประพงส์มาถึงประตูรั้ว รถเจนภพสวนเข้ามา รถประพงส์เบรกให้ เจนภพมองเขม็ง ประพงส์ค้อมศีรษะให้ ต้องมองเจนภพอย่างประชดประชันเล็กน้อย รถประพงส์เคลื่อนต่อไป เจนภพหน้าเครียดขึ้นทันที
       
       แต้วกลับเข้ามาก็มาทายาที่ข้อเท้านพนภา นพนภานั่งเหยียดเท้า ต่อนั่งดูใกล้ๆ
       “ว้าย เบาๆ ซียะ ขาผู้ดีนะยะไม่ใช่ขาไพร่”
       “เดี๋ยวต่อทาให้เองฮะ”
       แต้วถอยไป ต่อคุกเข่าลงทายาให้อย่างแผ่วเบา
       “มือเบาดีลูก นี่นังแต้ว ลูกฉันผู้ชายแท้ๆ มือยังเบากว่าแกเลย”
       “ค่ะ คุณต่อน่ะผู้ชายแท้ๆ”
       ต่อตวัดสายตามองแต้วอย่างระแวง แต้วทำหน้าซื่อ เจนภพหน้าเคร่งเข้ามา ต่อขยับถอยไปนั่ง
       “อ้อ มาได้แล้วหรือ”
       “เมื่อกี้ ยายต้องนั่งรถไปกับใคร”
       “คุณประพงส์”
       “ไอ้มาเฟียเจ้าของบ่อนน่ะหรือ”
       “เขาทำธุรกิจกับฉัน มาฟงมาเฟียอะไร คนมันพูดกันไปเอง”
       “จะคบหากับใครให้รู้จักดูมั่ง ผมเป็นข้าราชการนะ”
       “แต่ฉันเป็นแม่ค้าต้องรู้จักคนทุกประเภท ไม่ใช่มาเลือกลูกท่านหลานพระยาอยู่”
       “แล้วลูกเราน่ะเป็นสาวแล้วนะ ปล่อยให้ไปกับผู้ชายได้ยังไง”
       “ทำไม กลัวมันโดนปล้ำเหรอ อย่างนังต้องน่ะถ้าจะกลัวก็ให้กลัวมันไปปล้ำใครเข้าดีกว่า” นพนภายิ้มเยาะมองเจนภพ “เพราะว่าเลือดพ่อมันแรง พล่านไปหมดทั้งตัวแล้ว”
       “นี่ คุณ พูดให้มันดีๆ หน่อย”
       ต่อยิ้มสะใจ
       
       วีกิจนั่งอยู่ที่เทอเรซหน้าบ้านบนโต๊ะสนามมีโน้ตบุ๊ค วีกิจกำลังดูรูปที่ถ่ายกับมุนินทร์ที่ชายทะเลเมื่อวันก่อน รูปเปลี่ยนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ วีกิจมองดูรูปด้วยดวงตาอ่อนโยน ความผูกพันดูมากมายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า วีกิจอมยิ้มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ เจนภพเดินเข้ามาเห็นรูปมุนินทร์ถ่ายกับวีกิจก็รู้สึกหึงทันที
       “ไง นายกิจ เมื่อคืนไปไหน”
       วีกิจรีบเก็บรูป
       “ไปต่างจังหวัดฮะ”
       “กับนายสิทธิ์หรือ เห็นนายนี่จัดทริปไปเกาะอะไรนี่”
       “ไม่ใช่หรอกฮะ จะเป็นไรไหมครับถ้าผมจะบอกว่าผมไปกับตา”
       วีกิจพูดเรียบๆ เจนภพอึ้งไปนิดแล้วยิ้ม
       “แกนี่ จะรอให้ทิ้งช่วงไปอีกหน่อยไม่ได้เลยนะนายกิจ”
       “ตากำลังแย่นะฮะ ผู้หญิงตัวคนเดียวในกรุงเทพฯ เพิ่งมีเรื่องมีราว เพิ่งถูกออกจากงาน ตาควรมีใครสักคนคอยเป็นเพื่อน”
       “ที่แกเสนอตัวไปเป็นเพื่อนปลอบใจก็ถูกต้องดีแล้วนี่ ไงปลอบกันถึงใจดีไหมล่ะ”
       วีกิจไม่พอใจแต่ข่มไว้ เจนภพหึงหวงวูบขึ้นแต่ก็ฝืนทำปกติ
       “ถ้าประโยคยอกย้อนของอาภพ คือคำถามว่าผมกับตามีอะไรกันหรือเปล่า คำตอบคือเปล่าฮะ เพราะผมตั้งใจมาตั้งนานแล้วว่าผมจะเป็นเพื่อนที่ดี”
       “ถ้าแกจะเป็นอย่างอื่นด้วยก็คงไม่ยากนักหรอก ท่าทางเขาก็เล่นด้วยกับแกอยู่แล้วนี่”
       “นั่นก็แล้วแต่อนาคตเถอะฮะ”
       เจนภพยิ้มมีแววเยาะ
       “ฉันหวังว่า แกคงจะรู้ว่าอะไรควรจะเล่น อะไรควรจะจริง”
       “สำหรับผมคงไม่มีเรื่องเล่นๆ กับใครหรอกครับ เพราะแม่สอนผมมาให้ให้เกียรติผู้หญิงทุกคน”
       เจนภพหน้าตึงลุกขึ้น วีกิจลุกตาม
       “แต่แม่แกก็น่าจะสอนด้วยว่า ผู้หญิงไม่ได้มีเกียรติเท่ากันทุกคน”
       “ก็คงใช่ฮะ เพราะผู้ชายเองก็ไม่ได้มีเกียรติเท่ากันทุกคนเหมือนกัน”
       “นี่ อย่าเพิ่งมาโต้วาทีกับฉันเลย ถ้าแกเจอตาอีกก็เอาเอกสารอะไรที่ค้างๆ คาๆ ให้เขาเซ็นชื่อด้วย”
       “ใบลาออกน่ะหรือครับ แต่ตาบอกว่าจะไม่ยื่นใบลาออกนี่ฮะ”
       “ก็ช่างเขาซี มีเกียรติกันนักนี่ ฉันหมายถึงเอกสารพวกใบรับเงินเดือนอะไรพวกนั้นถามคุณแจงจิตดูก็แล้วกัน”
       วีกิจยิ้มมีแววประชด
       “นี่ผมดีใจนะฮะ”
       “ดีใจอะไรของแก”
       “ดีใจที่อาภพ ยังมีแก่ใจเป็นห่วงตาอยู่บ้างน่ะซีฮะ”
       
       เจนภพจ้องตาวีกิจ วีกิจมองตอบ

เย็นวันต่อมาวีกิจมานั่งรอมุนินทร์อยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ข้างตัวมีกระเป๋าเอกสารบนโต๊ะมีกาแฟเย็นแก้วหนึ่ง ในมือวีกิจมีอัลบั้มรูปภาพที่ถ่ายที่ชายทะเลเมื่อสุดสัปดาห์ วีกิจพลิกดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีร่างระหงก้าวมายืนชิดโต๊ะ วีกิจมองไล่ขึ้นไปจากรองเท้าส้นสูงปรี๊ดยี่ห้อดัง ขึ้นไปเป็นกางเกงและเสื้อสูทหรูเรียบคัตติ้งดูคมเฉียบ เสื้อตัวในสีอ่อนดีไซน์แปลกตาทำให้ดูไม่แข็งกระด้าง ดวงหน้าแต่งคมเข้มดูเนียนไปทั้งหน้า ผมดูหยักสลวยทั้งศีรษะ มุนินทร์ยิ้มนิดๆ

        
       วีกิจลุกพรวดขึ้นต้อนรับ
       “คุณตา รู้ไหมฮะ ว่าผมจำเกือบไม่ได้ เชิญครับ”
       มุนินทร์นั่งลง วีกิจนั่งลงตาม
       “แล้วแปลว่าดีหรือไม่ดีคะ”
       “ดีฮะ ดีมากๆ เลยด้วย จะสั่งอะไรดีครับ”
       “ขอกาแฟก็พอค่ะ”
       วีกิจหันไปสั่งกาแฟกับพนักงานแล้วส่งแผ่นซีดีรูปให้พร้อมกับอัลบั้ม มุนินทร์พลิกดู
       “นี่ฮะซีดี แล้วนี่ผมอัดมาให้”
       “คุณถ่ายรูปได้ดีนะคะ ดูเป็นมือโปรเชียว”
       “ได้นางแบบดีมากกว่าครับ”
       “ที่เจ้าหนูชาวเกาะนั่นถ่ายก็ออกมาดีนะคะ”
       มุนินทร์หันรูปวีกิจที่เอาหัวชนกับตัวเองให้วีกิจดู วีกิจยิ้มเขินนิดหน่อย
       “ฮะ แต่ดร็อปกว่าผมถ่ายเองนิดนึง”
       มุนินทร์ยิ้ม
       “นี่ถ้าฉันจะช่วยค่าอัดรูป คุณต้องร้องว่า โธ่ ไม่ต้องหรอกครับ เรื่องแค่นี้เองใช่ไหมคะ”
       “โธ่ ไม่ต้องหรอกครับ เรื่องแค่นี้เอง”
       วีกิจปล่อยมุข มุนินทร์ยิ้มมากขึ้น
       “เดี๋ยวคุณก็มาบ่นว่าเงินเดือนไม่พอใช้ให้ฉันฟังอีก”
       “ผมก็บ่นไปอย่างงั้นเองล่ะฮะ นี่ฮะ เอกสารที่คุณต้องเซ็น
       วีกิจส่งแฟ้มบางมีเอกสารข้างในให้ มุนินทร์พลิกดู
       “อะไรอีกคะนี่”
       “เรื่องเงินเดือนเดือนสุดท้ายของคุณตาน่ะฮะ พี่แจงจิตฝากมาให้คุณเซ็นให้เรียบร้อย”
       “ก็ได้ค่ะ ให้มันจบเรื่องไป” มุนินทร์รับเอกสารมาจรดปากกาลงจะเซ็น แล้วชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเซ็นชื่อช้าๆ เหมือนกลัวผิด “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       วีกิจรับคืนมามองดูลายเซ็น แล้วเก็บเอกสารลงกระเป๋า
       “คุณดูแปลกไปจริงๆ ฮะ เหมือนคนละคนเลย”
       “มุตตาคนเดิมไม่มีอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”
       “ผมเคยสัญญาไว้ ว่าจะเป็นเพื่อนคุณตลอดไป”
       “อย่าสัญญาเลยค่ะ แต่ฉันก็อยากให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน”
       “คุณพูดจาแปลกๆ อีกแล้ว”
       มุนินทร์ดูนาฬิกาข้อมือเรือนเล็ก
       “นี่เกือบถึงเวลานัดฉันแล้วค่ะ”
       “คุณนัดไว้ที่ร้านนี่เหมือนกันหรือฮะ”
       “ค่ะ”
       “ไม่เป็นไรฮะ ผมก็จะกลับพอดี สัญญากับแม่ไว้ว่าจะกลับแต่วัน แต่นี่ก็จะมืดแล้ว” วีกิจลังเลแล้วก็ตัดสินใจถาม “คุณนัดกับใครหรือฮะ”
       “กับเพื่อนฉันที่คุณเคยเจอไงคะ” วีกิจโล่งอก
       “อ้อฮะ งั้นผมขอตัวกลับก่อน” วีกิจหยิบบิลขึ้นมา
       “เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ อย่าบอกว่า โธ่ ไม่ต้องหรอกครับอีกนะคะ”
       “ครับ ขอบคุณมาก ผมกลับก่อนนะครับ”
       “สวัสดีค่ะ”
       “แล้วผมจะติดต่อไปนะครับ”
       มุนินทร์ยิ้มมีแววลังเลบางอย่างในดวงตา วีกิจคว้ากระเป๋าเอกสารเดินออกไปสวนกับลูกศรที่แต่งตัวเปรี้ยวยิ่งกว่าเดิม วีกิจยิ้มก้มศีรษะให้ ลูกศรยิ้มหวานแล้วมานั่งกับมุนินทร์แต่ยังเหลียวหลังดูวีกิจ
       “เจออีกแล้ว ยิ่งเห็นชัดๆ ก็ยิ่งน่ารักดี นี่ ทำไมเธอถึงไม่แนะนำให้ฉันรู้จักซะที เสียมารยาท”
       “เขาคงเป็นเพื่อนฉันได้อีกไม่นานหรอก”
       “ทำไมจ๊ะ จะอัพเกรดขึ้นมาเป็นแฟนเหรอ”
       “ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก”
       “แล้วทำไมจะต้องมาตัดญาติขาดมิตรกันล่ะ”
       “เพราะสักวันนึง ฉันกับเขาอาจเป็นศัตรูกันน่ะซี”
       ลูกศรขมวดคิ้ว มุนินทร์มองเลยไป
       
       คืนนั้นหลังแยกจากลูกศร มุนินทร์มาเดินอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งใกล้หอพัก มุนินทร์เดินดูตามร้านต่างๆ จนไปหยุดที่รถเข็นกาแฟโบราณ มุนินทร์ยืนดูคนขายใช้กระบวยด้ามยาวตักน้ำเทใส่ถุงกาแฟพลางยิ้มนิดๆ แล้วหันมาชนเข้ากับร่างๆ หนึ่ง
       “อุ๊ย ขอโทษค่ะ” ชายผู้นั้นใส่ชุดดำ สวมแว่นดำอำพรางใบหน้า มีแผลเป็นที่โหนกแก้มเด่นชัด หันมองดูมุนินทร์นิ่ง มุนินทร์จ้องตอบ “มีอะไรหรือคะ”
       “ซอยนี้ ทะลุไปออกซอย 9 ได้หรือเปล่า”
       “ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันเอง” มือปืนงง “ไม่รู้หรอกค่ะ ลองถามพวกวินมอเตอร์ไซค์ก็แล้วกัน”
       “นี่เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”
       มุนินทร์เลิกคิ้ว คิดว่าเป็นพวกมาทำฟอร์มเพื่อทำความรู้จัก
       “คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ”
       มุนินทร์แยกเดินไป มือปืนยังมองนิ่ง พรเดินสวนมุนินทร์มาหยุดหน้าแผงหอยทอดผัดไทย
       “หนูตา มาหาของกินเหรอ”
       “ค่ะ ไม่อยากกินที่หอ”
       “พี่ก็มาหากินเหมือนกัน” แม่ค้าหอยทอดมองหน้า พรมองตอบพูดซ้ำอธิบาย “มาหาของกิน อีร้านที่หอน่ะ อีป้าขึ้นราคาอีกแล้ว ขนาดพี่ไปช่วยรับแขกอยู่ตั้งบ่อยๆ” แม่ค้าหอยมองหน้าอีก พรอธิบายอีก “ต้อนรับแขกน่ะ เออ เมื่อกี้หนูคุยกับใคร”
       “ไม่ได้คุยหรอกค่ะ เขามาถามทางน่ะ”
       พรมองไป มือปืนหันหลังไปถามซื้อของ
       “พวกชีกอหาเรื่องจะมาคุยกับหนูน่ะซี ต๊ายไหล่กว้าง หุ่นตัววี แหม ทีฉันน่ะไม่มาถาม”
       มุนินทร์มองดูขนมผักกาด
       “มีไอ้นี่ด้วย ไม่ได้กินมาตั้งนาน”
       “เออ พี่กินด้วย จะได้เสริมพลังหอยซะหน่อย”
       แม่ค้าสะดุ้ง มุนินทร์กับพรเข้าไปสั่งอาหาร
       
       ที่มุมมืดมือปืนถอดแว่นออกเห็นแผลเป็นนูนเด่น มือปืนมองมุนินทร์ด้วยสายตาเย็นนิ่งเหมือนงูพิษ

  คืนนั้นกลับมาถึงห้อง มุนินทร์ยืนเกาะระเบียงมองออกไปเบื้องนอกด้วยสีหน้าครุ่นคิดแล้วเดินกลับเข้ามาในห้อง นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งบนโต๊ะวางรูปของมุตตาที่ถ่ายกับวีกิจเมื่อปีก่อน วางคู่กับรูปของเธอที่ถ่ายคู่กับวีกิจที่เพิ่งได้มา มุนินทร์มองดูรูปทั้งสองใบ

        
       “เขารักเธอใช่ไหม เขาไม่ได้รักฉัน” มุนินทร์มองหน้าตัวเองในกระจก ละม้ายมุตตาจะมองตอบมา มุนินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออก “พ่อหรือคะ”
       
       วันต่อมามุนินทร์ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พรยืนอยู่ข้างๆ ฤดีพลิกดูเอกสารการเช่า ศรีปัดกวาดอยู่ไม่หนีหายไปไหน
       “ทำไมถึงจะย้ายซะล่ะ หนูตา”
       “จริงด้วย เห็นกันอยู่ตั้งนาน จู่ๆ ก็จะย้าย แหม พี่ใจหาย”
       “ที่ทำงานใหม่อยู่ไกลจากที่นี่มากน่ะค่ะ ก็เลยต้องหาที่พักใหม่”
       “ต๊าย หางานใหม่ได้แล้วหรือ เร็วจริง”
       “งานอะไรล่ะจ๊ะ”
       “งานบริษัทน่ะค่ะ”
       “แหม คนสวยนี่มันโชคดีหลายชั้นจริงๆ ออกปุ๊บหางานใหม่ได้ปั๊บ”
       “ไม่เหมือนหนู ถ้าทนป้าโขกสับไม่ไหว คงต้องออกไปแคะขนมครก” ศรีบอก ฤดีเชิดใส่
       “นี่นังศรี ต่อให้หล่อนสวยแต่โง่ดักดานเหมือนเดิม ก็คงต้องไปแคะเหมือนกันล่ะย่ะ”
       “หรือไม่ก็ถูกเขาหลอกไปแคะ เอ๊ย ไปขายมาเลย์”
       “ก็เป็นอิมปอดเอกซะปอดซีพี่ ฮิ ฮิ”
       มุนินทร์ยิ้มมีแววขมขื่น
       “ความสวยไม่ใช่โชคดีเสมอไปหรอกค่ะ บางทีมันคือคำสาปต่างหาง”
       
       คืนนั้นกริบและประสิทธิ์ชัยนั่งอยู่ที่ผับแห่งหนึ่ง
       “ไหนเอ็งอัพเดทหน่อยซิ ไอ้กิจเป็นยังไงบ้าง” กริบถามประสิทธิ์ชัย
       “ตอนนี้เด็กไอ้กิจถูกอามันทิ้งแล้ว ยายนี่ยูเทิร์นมาหาไอ้กิจเฉยเลย ไอ้หอกนี่ก็รับล้างชามหน้าตาเฉย”
       “แค่คนเดียว ยังไม่สึกไม่หรอเท่าไร ช่างมันเหอะ”
       “ไอ้เปรต”
       “แล้วหนูไก่ของเอ็งเป็นยังไงบ้าง”
       “นกโว๊ยนก ไม่ใช่ไก่”
       “เออ ยังไง ไปถึงไหนแล้ววะ”
       ประสิทธิ์ชัยยักคิ้ว
       “ข้าไม่ใช่พวกคิสแอนด์เทลโว๊ย”
       “งั้นแปลว่าเสร็จเอ็งแล้ว เออ ทำไมไม่พามาให้ดูตัวบ้างวะ”
       “เขาไม่เที่ยวกลางคืนโว๊ย รายนี้เด็กดี บริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งกว่าน้ำค้างกลางหาวข้าไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย”
       “ถ้าเด็กดีจริงแล้วมาหลงลมเอ็งได้ไงวะ เอ็งฟันแล้วทิ้งมากี่รายแล้ว”
       “ไม่ใช่คนนี้เว้ย”
       “หรือว่ารักจริงหวังแต่ง”
       ประสิทธิ์ชัยส่ายหน้า
       “ยากว่ะ คงผ่านด่านแม่ข้าไม่ได้ แม่ข้าไม่ชอบลูกสะใภ้จนๆ ว่ะ”
       “เห็นว่าแม่เอ็งเล็กลูกสาวคุณหญิงวิจิตราให้เอ็งไม่ใช่หรือ แล้วยังไง”
       “ก็แต่งซีวะ รวยขนาดนั้น ถึงไม่สวยก็พอหลับหูหลับตาไหว”
       กริมทำตาปริบๆ
       “แล้วหนูไก่ หนูนกของเอ็งจะทำยังไง”
       “แล้วทำไมข้าต้องมีเมียคนเดียววะ ของดีก็ต้องแบ่งๆ กันใช้”
       “เออดี เลวเสมอต้นเสมอปลายดี
       วีกิจโบกมือมาแต่ทางเข้า เดินยิ้มมา ประสิทธิ์ชัยกระซิบกับกริบ
       “เฮ้อ อย่าพูดเรื่องลูกสาวคุณหญิงต่อหน้าไอ้กิจนะ”
       “ทำไม”
       “ไอ้นี่มันสุภาพบุรุษเกินเหตุจนน่ารำคาญว่ะ”
       วีกิจนั่งลง ประสิทธิ์ชัยยิ้มแย้มชงเหล้าให้
       “ไงวะ จู่ๆ ก็นัด”
       “ไม่มีอะไร ก็ไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือนแล้ว”
       “โห รักเพื่อน คิดถึงเพื่อน นี่ขนาดแบงค์ข้าอยู่แค่นี้เองนะ”
       วีกิจจิบเหล้า
       “เออ อยากถามเรื่องงานที่ธนาคารเอ็ง เห็นว่าจะรับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หรือวะ”
       “เออ เอ็งจะสมัครหรือ ยังไงต้องไปเฉาะก่อนนะโว๊ย เขารับแต่สาวสวยหุ่นดี”
       “ไอ้บ้า ถามให้เพื่อนต่างหาก”
       ประสิทธิ์ชัยสบตากริบ กริบทำเป็นไม่รู้
       “เพื่อนแบบไหนวะ”
       
       มุนินทร์เก็บนิยายโรแมนซ์และดีวีดีหนังรักลงกล่อง ตามชั้นในห้องตอนนี้ว่างเปล่า ที่พื้นมีกล่องกระดาษวางอยู่หลายใบ รวมทั้งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มุนินทร์หยิบกล่องเปล่าอีกใบเดินมาที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบตุ๊กตา ของกระจุกกระจิก ของขวัญลงกล่อง แล้วหยิบดอกไม้คริสตัลขึ้นมา มุนินทร์ชะงักนั่งลงหน้ากระจกลูบคลำดอกไม้แก้ว แล้วมองดูเงาตัวเองในกระจก อารมณ์บางอย่างปะทุขึ้นจนน้ำตาคลอ มีเสียงโทรศัพท์ดัง มุนินทร์รับมาเสียงเครือไปนิดหน่อย
       “ฮัลโหล”
       วีกิจอยู่ที่ผับ
       “คุณตาใช่ไหมครับ”
       “คุณว่าใช่หรือเปล่าล่ะคะ” วีกิจยิ้ม
       “เออ ออกมาข้างนอกหน่อยไหมครับ”
       “มีอะไรคะ”
       “อยากแนะนำเพื่อนให้รู้จักน่ะครับ”
       
       มุนินทร์ลังเลก่อนจะตัดสินใจยอมออกไปพบกับวีกิจที่ผับ

วีกิจเดินนำมุนินทร์ที่แต่งตัวเปรี้ยวเข้ามาในผับชายโสด มุนินทร์มองกวาดไปทั่วร้านก่อนนั่งลง

        
       “ตอนนี้คุณเป็นยังไงบ้างฮะ”
       “ฉันสบายดีค่ะ ยังมีชีวิตอยู่”
       “คุณชอบพูดจาแปลกๆ อยู่เรื่อยหมู่นี้”
       “เพราะฉันเป็นคนแปลกมังคะ”
       วีกิจชูมือเรียกกริบและประสิทธ์ชัยให้ตรงมา กริบมองมุนินทร์อย่างพินิจ
       “คุณตา วันนี้แปลกไปกว่าที่เคย” ประสิทธิ์ชัยทักมุนินทร์
       “ยังไงคะ”
       “สวย ร้อนแรงครับ แสดงว่าการลาออกจากกระทรวงเป็นเรื่องดีที่ทำให้คุณสวยขึ้น”
       “ขอบคุณกระทรวงค่ะ”
       ประสิทธิ์ชัยและมุนินทร์หัวเราะพร้อมกัน มุนินทร์สบตากับกริบอย่างใคร่รู้
       “คนนี้รึเปล่าคะที่คุณอยากให้ฉันรู้จัก” มุนินทร์ถามวีกิจ
       “นี่ละครับ มันชื่อกริบ มันทำงานแบงค์ที่พวกเราเปิดบัญชีรับเงินเดือนกันนั่นแหละ”
       “สวัสดีค่ะ”
       กริบมองมุนินทร์อย่างประหลาดใจในท่าที
       “ครับ คือว่า ที่แบงค์กำลังเปิดรับประชาสัมพันธ์ใหม่หลายตำแหน่งครับ ถ้าคุณสนใจผมอาจจะช่วยได้”
       “ประชาสัมพันธ์หรือคะ ตอนนี้ฉันอยากทำแผนก ตัดสัมพันธ์มากกว่า”
       มุนินทร์คล้ายพูดเล่นแต่ดวงตาที่มองวีกิจหวั่นไหว วีกิจไม่รู้เรื่อง แต่กริบสังเกตเห็น
       “พูดเล่นอีกแล้ว ผมอยากให้คุณลองสมัครดู”
       “สาวแบงค์หรือคะ แหม ฉันไม่ชอบงานที่ไปยุ่งกับเงินของคนอื่นเลยค่ะแล้วธนาคารของรัฐแบบนั้นน่ะ ป่านนี้มีเด็กเส้นขี่คอจองกันเต็มแล้วล่ะค่ะ”
       “ผมถึงว่าผมช่วยได้ไงครับ”
       “ขอบคุณค่ะที่ปรารถนาดี แต่งานประชาสัมพันธ์ฉันไม่คุ้นเคย”
       “แปลว่าคุณอยากจะตกงานต่อ”
       “ใครจะไปรู้คะ อาจมีคนมากราบกรานให้ฉันไปทำงานกับเขาก็ได้”
       “ขอให้จริงเถอะฮะ”
       มุนินทร์สบตากริบรู้สึกทันทีที่สายตาคมเหมือนเหยี่ยวกำลังจับจ้องมา มุนินทร์หลบสายตานั้น
       
       วีกิจเดินมาส่งมุนินทร์ที่หน้าผับ
       “ให้ผมไปส่งไหม”
       “บอกแล้วไงคะ ไม่ต้องไปรับส่งฉันอีกแล้ว”
       “พูดเหมือนคุณไม่อยากให้ผมเทคแคร์คุณอีกแล้ว มุตตา”
       มุนินทร์มองวีกิจด้วยสายตาเจ็บปวด
       “รู้ไหม บางครั้งฉันอยากให้คุณเรียกฉันว่า “นิน” มากกว่า”
       “นิน? นินจาน่ะเหรอครับ”
       “ค่ะ”
       “ไม่ไหวล่ะ ไม่เพราะสักนิด มุตตาเป็นชื่อที่เพราะที่สุดแล้ว ผมเพิ่งรู้ว่ามุตตาแปลว่าไข่มุก”
       มุนินทร์เบือนหน้าไปทางอื่น ซ่อนน้ำตาที่กำลังรื้นออกมา แท็กซี่มาพอดี มุนินทร์รีบเรียกแล้วขึ้นรถ เบือนหน้าหนี เมื่อวีกิจก้มหน้ามาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
       “คุณตาครับ”
       “แท็กซี่ ไปเลย” แท็กซี่ทะยานออกไป วีกิจเก้อไป ได้แต่มองตาม มุนินทร์นั่งนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ลาก่อน วีกิจ”
       
       พอออกจากผับ ประสิทธิ์ชัยกับกริบตามวีกิจมาที่บ้าน เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนอนประสิทธิ์ชัยนั่งดูทีวีช่องนางแบบนมโต วีกิจมีอาการเบื่อๆ กำลังจัดเก็บภาพมุตตาในคอมฯ โดยมีกริบนั่งครุ่นคิดอยู่ใกล้ๆ
       “เฮ้ย นี่ไงน้องเอมมี่ นางแบบทรงโต ประกวดมิสแม็กม่า โอ้โฮ ภูเขาไฟแทบระเบิด มาดูซีวะ เฮ้ย...พวกเอ็งเป็นไรวะไม่สนเลยรึไง”
       “เบื่อดูยีราฟนมโตว่ะ”
       “อย่าเบื่อมาก เดี๋ยวสับสนทางเพศ” 
       กริบดูรูปในคอมฯ ของวีกิจ
       “เฮ้ยไอ้กิจ ฉันแปลกใจว่ะ เรื่องมุตตา”
       “ทำไม”
       “ไม่เห็นมีอะไรตรงกับที่แกพูดถึงเลยสักอย่าง มุตตาเรียบร้อย อ่อนต่อโลก ขี้อาย พาฝัน แต่ผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าฉันเมื่อกี้ ทั้งเข้มแข็ง ทั้งฉลาดเฉลียว ทั้งเชื่อมั่นเหมือนสาวนอก ยังไงกันวะ”
       “ตอนแรกฉันก็แปลกใจ แต่ก็เข้าใจว่าตาโดนรังแกมามากเหลือเกิน กลับมาจากบ้านที่เพชรบูรณ์คราวนี้ก็เลยปฏิวัติตัวเองให้แกร่งขึ้น”
       “อะไรมันเปลี่ยนง่ายขนาดนั้น จะบอกให้นะฉันเคยเจอมุตตาครั้งนึงที่แบงค์ก็ไม่ใช่บุคลิกนี้เลยแม้แต่นิด เหมือนเป็นคนละคน เฮ้ย หรือเป็นคนละคนจริงๆ วะ”
       “จะบ้า เพ้อแล้วแกน่ะ”
       วีกิจจัดไฟล์ภาพต่อ กริบมองภาพมุตตาที่ถ่ายกับวีกิจในคอมฯ ภาพเลื่อนไปเป็นภาพมุนินทร์กับวีกิจที่อาทิตย์ก่อน
       “เฮ้ย เอาสองภาพนั่นมาเรียงต่อกันหน่อยซีวะ” วีกิจทำตาม “ถ่ายวันเดียวกันรึเปล่า”
       “เปล่า นั่นถ่ายปีที่แล้ว ภาพนี้ถ่ายเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำไมวะ”
       “ไม่เหมือนกันเลยว่ะ รูปนี้ดูเศร้า อ่อนแอ ไม่มีพลังชีวิต แต่รูปนี้ดูแข็งแกร่ง เด็ดขาด จนถึงขั้นร้ายเชียวล่ะ” วีกิจยิ้ม
       “แบงก์เอ็งเนี่ย เดี๋ยวนี้ไม่เช็คลายเซ็นแล้วใช่ไหม แต่ดูโหงวเฮ้งแทน”
       “เออใช่ ได้ข่าวว่าตอนนี้แบงก์เอ็งใครมาขอกู้ หัวหน้าเอ็งไม่ใช่แค่ดูโหงวเฮ้ง แต่เอาวันเดือนปีเกิดไปผูกดวงด้วยว่ามีปัญญาใช่หนี้หรือเปล่า”
       
       วีกิจ ประสิทธิ์ชัยหัวเราะกัน กริบยังมองดูภาพทั้งสองเปรียบเทียบกันครุ่นคิด

  เช้าวันรุ่งขึ้น มุนินทร์ยืนอยู่กลางห้องมองดูรอบตัวที่พื้นกระเป๋าเดินทางของมุตตาวางอยู่ มุนินทร์เหลือบเห็นสมุดบันทึกของมุตตาตกอยู่ซอกตู้ มุนินทร์หยิบขึ้นมาพลิกเปิดดูก่อนจะลากกระเป๋าออกจากห้องไป 

       
       รถโฟร์วีลยี่ห้อดังจอดอยู่ในลานจอดรถ ทางด้านหลังเปิดอ้าเต็มไปด้วยกล่องกระดาษหลายใบ แปลกยืนมองอย่างสะเทือนใจ มุนินทร์ถือกระเป๋าเดินทางตรงมาที่รถ แปลกจะรับกระเป๋า
       “ไม่เป็นไรค่ะ พ่อ”
       มุนินทร์เอากระเป๋าใส่ท้ายรถ
       “หมดแล้วใช่ไหมลูก”
       “ค่ะ ไม่เหลืออะไรไว้เลย”
       “ชีวิตก็อย่างนี้แหละลูก ไม่ว่าจะได้อะไรมาวันนึงก็ต้องคืนเขาไปจนหมดสิ้น ถ้ามัวแต่ยึดไว้ ก็คือยึดความทุกข์เอาไว้กับตัว”
       มุนินทร์มองพ่อ
       “พ่อปลงได้หมดใช่ไหมคะ แต่หนูทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็ทำไม่ได้”
       ฤดีเดินมาส่ง ศรีชะเง้ออยู่ที่เทอเรซ
       “หนูตา”
       แปลกหันไปดูอย่างแปลกใจ
       “อะไรนะ”
       มุนินทร์วางมือทับบนมือแปลก เชิงว่าไม่ต้องพูดอะไร
       “มีอะไรหรือคะ ป้า”
       “อย่าลืมติดต่อมานะจ๊ะ ว่างๆ ก็มาเยี่ยมเยียนกันบ้าง”
       “ค่ะ ลาก่อนค่ะ ไปกันเถอะจ้ะพ่อ ฉันไปนะคะ ป้า”
       แปลกและมุนินทร์ขึ้นรถ รถแล่นออกไป ฤดีมองตามเดินไปสมทบกับศรี
       “ไปซะแล้ว หนูตา ขอให้หนูเป็นสุขเป็นสุขเถอะนะ แม่คุณ”
       “นี่ป้า พี่ตาเขาไม่ได้ไปตายนะ พูดยังกะจะกรวดน้ำให้”
       
       วันเดียวกันนั้นหลังจากแปลกเดินทางกลับเพชรบูรณ์ มุนินทร์และลูกศรก็มาดูคอนโดหรูแห่งหนึ่ง โดยมี
       มีเจ้าหน้าที่ของคอนโดยืนอยู่ห่างๆ
       “พ่อเธอกลับไปแล้วหรือ”
       “กลับไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง คงถึงเพชรบูรณ์ตอนเย็นๆ”
       “แล้วก็ทิ้งเธอให้เป็นนินจาหลงกรุงต่อไป”
       “ถ้าเลือกได้ ฉันจะกลับไปกับพ่อ แต่คนเรา ไม่มีทางเลือกมากนัก”
       ลูกศรหมุนตัวไปรอบๆ
       “ไง เธอว่าที่นี่เป็นยังไง”
       “สวยดีหรูดี เกือบเท่าอพาร์ทเมนท์ที่นิวยอร์คของเธอแน่ะ”
       “ไม่จริงย่ะ ที่นี่ไฮโซกว่าตั้งเยอะ”
       “ฉันว่าดีที่สุดคือใกล้ที่ทำงาน เดินทางสิบนาทีก็ถึงแล้วก็มีฟิตเนสมีสระว่ายน้ำ”
       “อู๊ย คงได้ว่ายหรอก ตอนอยู่โน่นเห็นทำแต่งานงกๆ ไม่เคยเห็นหยุดพัก”
       “คนเคยจนก็เป็นอย่างงี้แหละ กลัวว่าจะจนอีก”
       “ต๊าย” ลูกศรหัวเราะ “ไม่เหมือนฉัน ฉันคนเคยรวย แต่ตอนนี้ถึงจนแล้วก็ยังขี้เกียจอยู่”
       “เธอน่ะนะจน”
       “จริงนะยะ วันก่อนหม่อมแม่เรียกไปบอกว่าขายหุ้นอะไรทิ้งไปไม่รู้เข้าเนื้อไป 30 ล้าน” มุนินทร์สั่นหัวเหนื่อยใจ
       “ไปกันยัง”
       “ไปไหน”
       “ไปดูที่อื่นไง วันนี้ดูอีกซัก 2 ที่ พรุ่งนี้อีก 3 พอครบสิบค่อยตัดสินใจ”
       “ไม่เอาล่ะ ปวดหัว ฉันเอาที่นี่แหละ”
       มุนินทร์กระซิบ ลูกศรตาโตกระซิบด้วย
       “จะบ้าเหรอ ไม่ใช่ซื้อกางเกงลิงนะ ยังไงก็ต้องดูเทียบกันหลายๆ ที่”
       “ฉันเทียบแล้วมีที่นี่แหละ เจอน้ำท่วมเข้าราคาตกสุด”
       “ฉันกะแล้วยายจอมงก”
       มุนินทร์เหลือบดูพนักงานคอนโดและดึงลูกศรมาที่ผนังกระจก
       “เดี๋ยวเธอก็เล่นละครกับฉันทำติโน่นตินี่ เผื่อได้ส่วนลดเพิ่มหรือไม่ก็อาจเพิ่มของแถมให้ฉัน”
       ลูกศรทำตาปริบๆ
       
       วีกิจนอนดูโทรทัศน์ช่องกีฬาพลางกดดูเวลา แถบเวลาบอกว่า 21.00 น. วีกิจคว้าโทรศัพท์มือถือมากดโทรออก หน้าจอเป็นรูปมุตตา วีกิจฟังอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่มีคนรับสาย วีกิจขมวดคิ้ว
       ที่ล็อบบี้หอพัก ฤดีนั่งทำบัญชีหน้าดำคร่ำเครียด ศรีนั่งเล่นเน็ตอยู่ที่แผงโอเปอเรเตอร์มีโทรศัพท์เข้า
       “ฮัลโหล ขา”
       “ฮัลโหล สวัสดีครับ”
       “ฮิ ฮิ ฮิ คุณวีกิจใช่ไหมคะ”
       วีกิจกระอักกระอ่วน
       “เอ้อ ครับ”
       “ว่าแล้วหนูจำเสียงได้ จะโทรหาพี่ตาหรือคะ”
       “ฮะ ผมโทรเข้ามือถือติดต่อไม่ได้ โทรไปที่ห้องก็ไม่มีคนรับก็เลยว่าจะถามหนู”
       ศรีเอานิ้วม้วนสายโทรศัพท์ หน้าปลั่งเปล่งคล้ายสิวจะระเบิด ฤดีกดเครื่องคิดเลขค้างมองดูบทบาทสาวใช้
       “ตายจริง ไม่อยากบอกเลย”
       “มีอะไรหรือครับ”
       “พี่ตาย้ายออกไปแล้วค่ะ นี่เขาไม่ได้บอกคุณหรือคะ แปลกจัง” วีกิจอึ้ง งง แปลกใจ
       “คุณตาย้ายไปไหนทราบไหมครับ”
       “เขาไม่บอกอะไรเลยค่ะ เห็นว่าได้งานใหม่ก็เลยย้ายไปใกล้ที่ทำงาน”
       “ได้งานใหม่หรือฮะ”
       “ค่า ได้งานใหม่หรือได้แฟนใหม่ก็ไม่รู้นะคะ”
       “อะไรนะครับ”
       
       “วันย้ายน่ะค่ะ มีผู้ชายแก่มาช่วยขนของจนเกลี้ยง ท่าทางร้วยรวยค่ะขับโฟร์วีลยี่ห้อดัง”

 ศรีนึกเองเออเองตอกไข่ใส่ข่าว ฤดีลุกมาเท้าสะเอว วีกิจอึ้ง ดวงตาหวั่นไหว

        
       “หัวหน้าเขาหรือเปล่าครับ”
       “อู๊ยไม่ใช่แฟนเก่าเขาค่ะ คนนี้แก่กว่าเดิมอีก แปลกนะคะ คุณตาชอบแต่แก่ๆ ไม่เหมือนหนู ฮิ ฮิ ฮิ”
       “เอ้อ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ”
       “ค่ะ ว้า วางหูไปแล้ว แหม” ศรีค้อนใส่โทรศัพท์
       “นี่นังหมาเห็นเครื่องบิน ใครบอกยะว่าหนูตาได้ผัวใหม่” ฤดีท้าวเอวถาม
       “อ้าว ก็ที่เขามารับพี่ตาไปอยู่กินกันไงป้า”
       “นั่นพ่อเขา นังข่าวกรอง”
       “ว้ายเหรอ ก็ฉันไม่รู้นี่ คิดว่าชอบแต่เหี่ยวๆ”
       
       วีกิจเอากรรไกรเล็มไม้กระถางที่เทอเรซอย่างใจลอย เจนภพเดินขึ้นมา
       “ไง เสาร์อาทิตย์นี้ไม่ไปไหนหรือ”
       “เปล่าฮะ ตอนแรกก็ว่าจะไปเหมือนกัน แต่เกิดนัดกันไม่ลงตัวฮะ”
       วีกิจไม่ระบุว่าใคร เจนภพลังเลนิดหน่อย แล้วถามเหมือนไม่สนใจนัก
       “เขาน่ะ เป็นไงบ้างล่ะ”
       “เขาน่ะคือตาใช่ไหมฮะ”
       “อือม์ เขาเป็นไงบ้าง”
       “ไม่ทราบเหมือนกันครับ ช่วงนี้ผมไม่ได้ติดต่อเลย งานที่กองตอนนี้ยุ่งน่ะฮะ ตาเองก็คงยุ่งกับเรื่องหางานใหม่”
       วีกิจจงใจโกหก เจนภพไม่รู้
       “ฉันเคยโทรไป แต่ว่าเขาไม่รับ...”
       “หรือฮะ”
       “ถ้าเขาติดต่อแก แกก็บอกให้เขาคิดให้ดีเรื่องลาออก ฉันเองยังไม่ได้ส่งเรื่องไป ถ้าเขาจะกลับมาก็กลับมาได้ เรื่องงานใหม่น่ะ อย่าไปหาเลย”
       “ผมไม่คิดว่าตาจะกลับมาหรอกครับ แต่ตา อาจจะดีใจที่อาภพยังห่วงตาอยู่”
       “ฉันกับเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันนี่ แกก็รู้อยู่”
       “ครับ ผมรู้”
       เจนภพมีแววเยาะและข่มก่อนจะเดินไป วีกิจตัดกิ่งไม้ต่อ
       
       รถบีเอ็มคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ลานจอดรถของคอนโดหรู ประตูรถเปิดออกเท้าในส้นสูงหรูก้าวลงมา มุนินทร์ถอดแว่นกันแดดออก เธอใส่สูทแบบเวิร์คกิ้งวูแม่นที่เข้ารูปดูคมเฉียบ กระโปรงทรงแคบผ่าสูงโชว์ขาเรียวยาว ใบหน้าตกแต่งเนียนกริบเน้นดวงตา มุนินทร์เดินก้าวเข้าล็อบบี้คอนโด รปภ.รูปหล่อโค้งหัวเกือบติดดิน
       
       ภายในห้องมุนินทร์ใช้ไอโฟนรุ่นล่าสุดพิมพ์ส่งอีเมล์อยู่ แล้วเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งนั่งลงมองดูเงาในกระจกพลางเสยผมลวกๆ บนโต๊ะมีกล่องกระดาษที่ใช้ขนของวางอยู่ มุนินทร์เปิดออกหยิบของข้างในออกมา ชิ้นแรกคืออัลบั้มรูปที่ถ่ายกับวีกิจเมื่ออาทิตย์ก่อน เธอเปิดดูนิดหนึ่งแล้ววางลง ชิ้นที่สองคือดอกไม้คริสตัล จนมาถึงชิ้นที่สามคือมือถือของมุตตา มุนินทร์มองดูมันมีมิสคอลหลายครั้ง หน้าจอขึ้นชื่อว่า วีกิจ มุนินทร์ถอนใจ ลังเล แล้วกดโทรออกไป
       วีกิจอยู่หน้าจอโทรทัศน์กำลังมีถ่ายทอดฟุตบอล มือถือดังขึ้น วีกิจคว้ามาดูดีใจมากรีบกดรับ
       “ฮัลโหล คุณตา”
       มุนินทร์ขยับปากจะพูด ทันใดนั้นมือถือก็ร้องเตือนโลว์แบตเตอรี่แล้วดับวูบลง วีกิจอึ้งแล้วกดโทรกลับ แต่มีเสียงเทปบอกไม่มีการตอบรับ วีกิจถอนใจ
       มุนินทร์มองดูมือถือในมือแล้วตัดสินใจเด็ดขาด เธอเอามือถือใส่ลงกล่องอย่างเร็ว แล้วหยิบอัลบั้มรูปใส่ลงด้วยแล้วใช้เทปปิดฝากล่อง กล่องถูกเสือกเข้าก้นตู้เสื้อผ้า มุนินทร์ปิดประตูตู้ลง
       มุนินทร์กลับมานั่งลงหน้ากระจกเงาด้วยอาการตัดใจ แล้วหยิบที่รัดผม มือปัดโดนดอกไม้คริสตัล มุนินทร์ชะงักหยิบมันออกมาแล้วเสียบมันลงในแจกันตรงนั้น
       วีกิจวางโทรศัพท์ลงเดินไปที่คอมพิวเตอร์เปิดมันจะทำงาน สกรีนเซฟเวอร์ขึ้นรูปมุนินทร์และตนเองที่ถ่ายคู่กันที่ทะเล วีกิจมองอย่างสับสนวุ่นวายใจ
       มุนินทร์นั่งลงบนเตียงวางของอย่างหนึ่งที่โต๊ะหัวเตียง มันเป็นกรอบรูปคู่ รูปหนึ่งคือรูปมุตตาที่วีกิจถ่ายเมื่อปีก่อน อีกรูปคือรูปของเธอที่วีกิจถ่ายให้
       
       วันต่อมาที่บริษัทคอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกัน รถบีเอ็มของมุนินทร์แล่นมาจอดในลานจอดรถ มุนินทร์ก้าวลงมาในชุดกระโปรงสูทเรียบ กดรีโมทกุญแจที่มีหลอดเล็กๆ บางอย่างคล้ายพวงกุญแจล็อครถ สะพายกระเป๋า อีกมือหิ้วกระเป๋าคอมพ์ใบบางเฉียบเดินเข้าไปในอาคาร
       ล็อบบี้บริษัทคอมพิวเตอร์ตกแต่งแบบโมเดิร์น ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์มีพนักงานสาวสวยประจำอยู่สามนาง มุนินทร์เดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์
       “สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
       “ดิฉันมารายงานตัวค่ะ”
       พนักงานคีย์คอมพิวเตอร์
       “คุณอะไรนะคะ”
       “มุนินทร์ค่ะ มุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “คุณมุนินทร์ ท่านรองประธานกำลังรออยู่เลยค่ะ เชิญชั้น 12 ค่ะ”
       
       มุนินทร์พึมพำขอบใจ เดินตรงเข้าไปในลิฟต์ ประตูโครเมี่ยมวาววับเลื่อนปิดเห็นเงาสะท้อนอยู่ตรงหน้า
       
       เย็นวันเดียวกันนั้นที่ร้านจิวเวลรี่ในห้างหรู รัชนกกรายแขนดูสร้อยข้อมือเพชร ประสิทธิ์ชัยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานขายเอากล่องสร้อยมาวางเรียงรายให้เลือก รัชนกยื่นแขนมาหน้าประสิทธิ์ชัยมันเป็นสร้อยที่ร้อยเพชรหลายเม็ดเรียงราย
       “นกชอบเส้นนี้ค่ะ”
       “เส้นนี้เท่าไรครับ”
       “สี่หมื่นห้าค่ะ ตอนนี้เราลด 20 เปอร์เซนต์ เหลือเพียงสามหมื่นหกเท่านั้นเองค่ะ”
       “เท่านั้นเอง เอ้อ อ้า แหมผมว่ามันเทอะทะรุงรังไป คุณนกไม่ลองดูเส้นอื่นหรือครับ อย่างเส้นนี้ไง น่ารักกว่าตั้งเยอะ”
       ประสิทธิ์ชัยชูสร้อยทองคำขาวเส้นเล็กห้อยเพชรเม็ดเดียวให้ดู รัชนกยิ้มในหน้าสบตาพนักงานขาย
       “ก็ได้ค่ะ นกเอาเส้นนี้ก็ได้”
       ประสิทธิ์ชัยถอนใจเฮือก
       “ค่อยยังชั่ว จริงๆ นะ สวยกว่าตั้งเยอะ”
       “คุณผู้ชายตาถึงจริงๆ ค่ะ”
       “เท่าไรครับ เส้นเล็กนี่”
       “แสนสองค่ะ ลดยี่สิบเปอร์เซนต์ เหลือแสนเดียว”
       “หา”
       “เพชรเม็ดนี้น้ำงามมากนะคะ”
       
       ประสิทธิ์ชัยอยากตบปากตัวเอง ลังเล รัชนกพลันเอาอกเบียดแขนประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยตาวาววูบวาบขึ้นมา พนักงานขายมองอึ้งๆ รัชกนกสบตาพนักงานขาย

 รัชนกก้าวเข้ามาในห้องโถงถือถุงร้านจิวเวลรี่เข้ามา ประสิทธิ์ชัยเดินตาม

        
       “พี่ชายยังไม่กลับหรือฮะ”
       “หมู่นี้เขากลับดึกทุกวันค่ะ กว่าจะกลับก็สี่ทุ่มได้มังคะ”
       รัชนกเดินไปรินน้ำให้ประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยนั่งลงบนโซฟา
       “ทานน้ำค่ะ”
       “ผมไม่เห็นหิวน้ำเลย หิวนกมากกว่า”
       “คุณสิทธิ์อย่าค่ะ” ประสิทธิ์ชัยโอบกอดก้มหน้าซุกไซ้ ลูบคลำไปทั่วตัว รัชนกปัดป้อง “อย่าค่ะ ไม่เอาค่ะ”
       “โธ่ จนป่านนี้แล้ว คุณนก”
       รัชนกขืนตัวออกลุกขึ้น มองอย่างตัดพ้อ
       “อย่าทำกับนกแบบนี้เลยค่ะ”
       รัชนกน้ำตาเอ่อ หมุนตัววิ่งไปยังห้องนอน ประสิทธิ์ชัยอึ้ง เกาหัวแกรกกรากแล้วลุกขึ้น ลังเล ตามไป
       ยืนงงอยู่หน้าประตูห้องนอนรัชนก แล้วเคาะเบาๆ
       “คุณนก คุณนก” ไม่มีเสียงตอบ “โธ่ อย่าโกรธผมเลยครับ”
       ประสิทธิ์ชัยเคาะอีก ประตูที่ล็อคไม่สนิทก็แง้มออก ประสิทธิ์ชัยยิ้มแล้วเดินเข้าไป
       
       แสงในห้องนอนรัชนกผิดแผกจากด้านนอกราวอีกโลก มีแสงจากโคมหลายอัน แต่มีผ้าแพรบางสีแดงคลุมโคมไว้ ทำให้แสงในห้องแดงฉาดฉาน ประสิทธิ์ชัยก้าวไปงงๆ เห็นรัชนกยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำใส่เสื้อคลุมแพรเรียบลื่นยาวลากพื้น
       “คุณนก ผม”
       “คุณสิทธิ์คะ สร้อยนี่สวยจริงๆ นะคะ”
       รัชนกเปิดกล่องสร้อยข้อมือวูบวาบ แต่ไม่เท่าดวงตาของรัชนก ผมยาวรุ่ยร่าย
       “เพื่อคุณนก ผมทำได้ทุกอย่างครับ”
       รัชนกก้าวมาหาประสิทธิ์ชัย ยื่นแขนมา
       “ใส่ให้นกหน่อยนะคะ”
       ประสิทธิ์ชัยใส่สร้อยให้
       “เรียบร้อยฮะ”
       “นกอยากใส่สร้อยนี้ให้คุณดู โดยไม่ต้องใส่อะไรอย่างอื่นอีกเลย”
       ขาดคำรัชนกก็ขยับไหล่ เสื้อคลุมเลื่อนหลุดจากตัวราวมายากล รัชนกยืนระทดระทวย ประสิทธิ์ชัยตกตะลึง รัชนกยิ้มพราย
       
       ประสิทธิ์ชัยนอนพิงพนักเตียง รัชนกนอนเอาหน้าซบกับอกประสิทธิ์ชัยดูบอบบางไร้เดียงสาขึ้นมาใหม่ ผ้าบางแดงที่คลุมโคมตกอยู่ที่พื้น ทำให้แสงสีแดงพิสดารหายไป
       “ที่จริง เราไม่ควรทำอย่างนี้เลยนะคะ”
       “โธ่นี่ปี 2012 โลกจะแตกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “แต่นกกลัวค่ะ”
       “อย่ากลัวเลยฮะ ผมไม่มีวันทอดทิ้งคุณนกแน่”
       “นกกลัวค่ะ นกไม่อยากต้องเป็นเหมือนอย่างพี่ตา”
       “โธ่ คุณนกเอาตัวเองไปเปรียบกับเขาทำไม ผมไม่ใช่คนแบบผ.อ.นะครับ”
       “พี่ตาน่าสงสารนะคะ”
       “ไปสงสารอะไรเขา นายกิจมันรักของมันจะตาย ผู้ชายยุคนี้เขาไม่ถือเรื่องอดีตของผู้หญิงหรอกครับ”
       รัชนกขยับตัวออก
       “แต่นกไม่คิดว่าพี่ตาจะเลือกคุณกิจ พี่ตายังหลง ผ.อ.อยู่ค่ะ”
       “คุณนกรู้ได้ยังไง”
       “พี่ตาแค่ใช้คุณกิจเป็นเครื่องมือให้ ผ.อ.หึงแค่นั้นล่ะค่ะ”
       “คุณนกแน่ใจหรือ”
       “แน่ใจค่ะ คุณกิจแค่ถูกหลอกใช้แค่นั้นเอง”
       ประสิทธิ์ชัยขยับตัวลุก มีแววห่วงเพื่อน
       “แล้วจะเตือนมันยังไงดี ยายนี่ร้ายจริง เห็นหน้าซื่อๆ ไม่มีพิษสง ที่แท้ก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย” รัชนกยิ้มนิดๆ “ไอ้กิจเอ๋ย ไอ้โง่ ถูกหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก”
       
       ประสิทธิ์ชัยกลัดกระดุมเสื้อเดินผิวปากออกมาจากห้องนอนรัชนก แล้วชะงักกึกเมื่อเห็นบนโต๊ะกลางมีเป้ผู้ชายวางเด่นอยู่ ประสิทธิ์ชัยหน้าซีดหันรีหันขวาง มีเสียงกดชักโครก ประสิทธิ์ชัยขยับตัวคล้ายจะวิ่ง ประตูห้องน้ำเปิดออก ศักดิ์ชายเดินเช็ดมือออกมา
       “เอ้อ อ้า พี่กลับมาเมื่อไรครับ ผมไม่ยักได้ยิน”
       “รถติดระเบิดระเบ้อ พอถึงก็วิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน เอ...นี่ เมื่อกี้คุณอยู่ไหน ทำไมผมไม่เห็น”
       “เอ้อ”
       “ออกไปอยู่ที่ระเบียงน่ะซีคะ” รัชนกแต่งชุดอยู่บ้านสะสวยเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องนอน ยิ้มแย้มไม่มีพิรุธใดๆ “นกจะเปลี่ยนเสื้อ ก็เลยไล่ออกไปที่ระเบียง”
       “แล้วทำไมหัวเธอฟูยังงั้น นี่เขาใช้งานเธอหนักหรือ”
       ประสิทธิ์ชัยสะดุ้งเฮือกอีก
       “ที่กองเธอน่ะ”
       ประสิทธิ์ชัยถอนใจ รัชนกค้อนศักดิ์ชายตาคว่ำรีบยกมือเสยผมให้เรียบ
       “พี่ชาย พูดอะไรก็ไม่รู้”
       “นี่ผมซื้อเป็ดย่างมาตัวนึง คุณสิทธิ์กินอะไรด้วยกันก่อนไหม”
       “เอ้อ ผมเพิ่งกินไป ยังหมดแรงอยู่เลยครับ” รัชนกตาวาว
       “คุณสิทธิ์ต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
       “ฮะ ผมกลับก่อนนะฮะพี่ ผมกลับก่อนนะครับคุณนก”
       ศักดิ์ชายและรัชนกส่งประสิทธิ์ชัยออกไป รัชนกหันมาหาศักดิ์ชาย ชูแขนให้ดูสร้อย
       “สวยไหมคะ คุณสิทธิ์ซื้อให้นก”
       “รักจริงหวังแต่งหรือ”
       
       รัชนกค้อนศักดิ์ชาย แต่ดูหยาดเยิ้มเกินปกติ

  คืนเดียวกันนั้นที่หอพักของฤดี ห้องที่เคยเป็นห้องพักของมุตตาปิดไฟมืด มีเพียงแสงจากนอกระเบียงส่องเข้ามาสลัวราง มีเงาดูสูงใหญ่ปรากฏขึ้นนอกระเบียง บนเตียงนอนมีร่างนอนระทวยอยู่ มือปืนโถมลงทาบทับ

        
       “ว้าย”
       มือปืนเอามือตะครุบปากไว้
       “อย่าส่งเสียง คราวนี้แกเสร็จแน่ นังมุตตาคนสวย”
       พรดิ้นร้องอื้ออ้า มือปืนตบผัวะซ้ายขวา พรหยุดดิ้น มือปืนเอาผ้าผูกปาก
       “คราวที่แล้วแกทำฉันหน้าแหก อยากดูรอยแผลที่แกฝากไว้ไหม” พรร้องฮือ มือปืนเปิดไฟโคมหัวเตียงแชะ ไฟสว่างจ้าขึ้น “ดูซะ เฮ้ย”
       มือปืนผงะลุกถอย เมื่อเห็นพรนอนผ้าถลกถึงเอว พรดึงผ้าจากปากร้องกรี๊ดสุดเสียง มือปืนโถมเข้าตบพรกระเด็นลงจากเตียง มือปืนเข้าตบซ้ำ มีเสียงเคาะประตูดัง
       “เกิดอะไรขึ้น พี่พร / นังพร / พี่พร”
       
       วันต่อมาที่บริษัทคอมพิวเตอร์ ลูกศรเดินถือไอแพดเดินไปคลิกไปแล้วผลักประตูเข้าไปห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องทำงานของมุนินทร์
       ห้องทำงานมุนินทร์เป็นห้องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร ด้านหนึ่งเป็นผนังกระจกเห็นตึกรามภายนอก โต๊ะทำงานใหญ่มหึมา เก้าอี้ทำงานพนักสูง มุนินทร์กำลังอ่านเอกสารเสร็จ ลูกศรโผล่เข้ามา มุนินทร์เก็บเอกสารเข้าแฟ้ม
       “ไง มาเตรียมเข้าประชุมเหรอ”
       “อีตาบอสของเราเป็นคนบ้าประชุม บางวันนะประชุมห้าหกแผนก ตั้งแต่เช้าจนค่ำวันดีคืนดีก็เรียกเหมดกับเซเคียวริตี้เข้าประชุมด้วย”
       “ประชุมเรื่องชงกาแฟกับห้ามหลับยามเหรอ”
       “พวกเหมดเอามานินทาให้หึ่งไปหมด ว่าอีบอสของเราเป็นบ้า”
       “พวกอเมริกันมันบ้าประชุม บอสของเราคงติดเชื้อมา”
       มีเสียงเคาะประตู มุนินทร์ยังไม่ทันเชิญ ประตูก็เปิดออก ณัฐดนัยชายวัย 35 ปี ดูภูมิฐานอารมณ์ดีโผล่มา สองสาวรีบยิ้มหวานกลบเกลื่อน
       “สวัสดีค่ะ บอส”
       “กำลังนินทาอะไรผมอยู่หรือเปล่า”
       “โถ คำน้อยซักคำก็ไม่มีค่ะ”
       “บอสมีอะไรหรือคะ”
       “ไม่มีอะไร แค่โผล่มาทักทายแค่นั้น เดี๋ยวเจอกันที่ห้องประชุม”
       ณัฐดนัยออกไป ลูกศรค้อนไล่หลัง
       “ต๊าย ทำตาหวานกับเธอด้วย อย่านะยะ ฉันจองแล้ว”
       โทรศัพท์มือถือของมุนินทร์ร้อง
       “ใครดีใครได้” ลูกศรตาขวาง “อาม คิดดิ้ง”
       มุนินทร์เอามือถือมาเช็กข่าวอย่างไม่สนใจนัก แต่แล้วมุนินทร์ก็ต้องชะงักกับข่าวโจรข่มขืนทำร้ายสาวใหญ่ในหอพัก มีรูปพรที่ถ่ายเซ็กซี่ไว้ลงหรา
       “อะไรเหรอ” ลูกศรถาม
       “ข่าวเล็กๆ น่ะ มีไอ้โจรปีนไปปลุกปล้ำผู้หญิงในหอพัก”
       “อุ๊ยตาย เรื่องแบบนี้ไม่เห็นน่าจะเป็นข่าว”
       “แล้วเรื่องแบบไหนจ๊ะถึงน่าเป็นข่าว”
       “ก็ข่าวเณรตบแม่ชี ชิงรักเจ้าอาวาสน่ะซี”
       “ที่เธอพูดน่ะไม่ถูกศีลธรรมอันดี และความสงบเรียบร้อยของสังคมนะ”
       ทั้งคู่หัวเราะกัน มุนินทร์ดูข่าวอีกครั้ง
       
       ห้องคนไข้โรงพยาบาลรัฐ สภาพค่อนข้างโทรม พรนอนบนเตียงคนไข้ มีรอยฟกช้ำดำเขียวปิดพลาสเตอร์
       คอเข้าเฝือก ฤดีเอาแก้วน้ำหวานพร้อมหลอดมาให้ดูด
       “ไงยะ สะใจไหม เห็นบอกว่าได้ซักทีจะไม่ลืมพระคุณ”
       “มันไม่ใช่ทีเดียวน่ะซีป้า มันหลายที ทั้งมือ ทั้งเข่า ทั้งตีน”
       “สมไหมล่ะ เที่ยวให้ท่าให้ทางเขาไปทั่ว เจ๊กแป๊ะแคระแกรนก็ไปแด๊ะๆ กับเขาหมด ฉันว่าไอ้วินมอไซค์กลัดมันนั่นแหละมันปีนเข้าหา”
       “อุ๊ย ถ้าเป็นไอ้พวกนั้นน่ะ ฉันไม่ร้องให้ป้าช่วยหรอก ทั้งหล่อทั้งล่ำ ป่านนี้ฉันไปคุมวินแล้ว”
       “ต๊าย พูดมาได้ไม่มียาง”
       ประตูเปิดออก มุนินทร์ถือกระเช้าของเยี่ยมเข้ามา ฤดีกับพรตาโต ฤดีกรากไปจับมือ
       “ต๊าย หนูตา ดู๊ สวยจนจำแทบไม่ได้”
       “โถ คิดว่าไปแล้วไปลับ อุตส่าห์กลับมาเยี่ยมพี่”
       “นี่พี่พรเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็เกือบโดนข่มขืนนะซี”
       “ใช่ แต่พอมันเปิดไฟเห็นหน้า มันก็เลยเปลี่ยนใจหันมาเตะซะสลบ”
       “แหม ป้า คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือพอหนูย้ายไปพี่ก็ย้ายไปอยู่ห้องหนูแทนเพราะว่าลมมันโกรกดีกว่า”
       “จ้า นังนี่มันว่าถูกฮวงจุ้ย จะได้มีผู้ชายเข้ามาเยอะๆ แบบหนู” มุนินทร์ทำตาปริบๆ “ต๊าย ย้ายได้ 2 วันเห็นผลทันตา ทั้งลม ทั้งน้ำ ทั้งมือ ทั้งตีน”
       “นี่ป้า อย่ามาขัดฉัน นี่หนูตา หนูรู้ไหมว่าไอ้บ้ากามนั่นคือใคร”
       “เดี๋ยว มันเกี่ยวอะไรกับฉันคะ”
       “มันก็ไอ้คนเดิมที่บุกหอมาปล้ำหนูคราวนั้น แล้วหนูเอาเตารีดฟาดมันหน้าแหกไงพี่ย้ายไปอยู่ห้องหนู มันก็เลยเข้าใจผิด” มุนินทร์ทรุดนั่งลงช้าๆ ฤดีฟังจับต้นชนปลาย ตาโตขึ้น “แล้วหนูจำได้ไหม วันนู้นที่โต้รุ่ง ที่มีไอ้แว่นดำที่แกล้งมาถามทางหนู นั่นแหละมันล่ะ”
       “ฉันจำได้ค่ะ นี่หมายความว่า”
       “นังเมียหลวงมันโดนหนูตบตกกะได มันก็เลยตามจองล้างจองผลาญ มันก็เลยสั่งไอ้คนเดิมมาไง”
       “ว้าย นี่มันอะไรกัน มันจะวุ่นวายขายปลาสลิดอะไรขนาดนั้น”
       มุนินทร์นิ่ง ดวงตาวาววับขึ้น
       
       วีกิจกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ริมเทอเรซ บัวโก้งโค้งเก็บใบไม้แห้งอยู่อีกทาง นพนภาเดินหน้าบึ้งมา
       “นี่ตากิจ”
       “ฮะ”
       “นังมุตตามันย้ายหอย้ายหอยไปแล้วหรือ” วีกิจถอนใจ
       “แล้วอานภารู้ได้ยังไงครับ”
       นพนภาหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง
       “ทำไม ฉันก็มีสายสืบของฉันบ้างซี”
       “ที่วางไว้ในกระทรวงยังไม่พออีกหรือฮะ”
       “นี่อย่ามาแขวะอานะ ก็เพราะอาภพของเธอน่ะแหละ ถ้าฉันไม่วางสายไว้ป่านนี้เจ็ดวันเจ็ดคนแล้ว เออ แล้วมันย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “ไม่ทราบครับ ตากับผมไม่ได้ติดต่อกันมาพักนึงแล้ว”
       นพนภาพยักหน้ามองวีกิจ อ่อนโยนลง
       “ก็ดี เธอเอง ก็ไม่น่าไปยุ่งกับนังนี่นะ ตากิจ”
       “อานภาอย่าไปสนใจเลยฮะ เขาอาจจะกลับไปทำไร่ที่เพชรบูรณ์แล้วก็ได้”
       “ขอให้มันจริงเหอะ อาจะได้กรวดน้ำคว่ำขันกับมัน แต่กลัวน่ะซี”
       “กลัวอะไรฮะ”
       
       “กลัวมันไม่กลับไปทำไร่ แต่กลับไปทำนาแทนน่ะซี นาผืนน้อยน่ะ”

เช้าวันรุ่งขึ้น มุนินทร์ยืนอยู่กลางห้องมองดูรอบตัวที่พื้นกระเป๋าเดินทางของมุตตาวางอยู่ มุนินทร์เหลือบเห็นสมุดบันทึกของมุตตาตกอยู่ซอกตู้ มุนินทร์หยิบขึ้นมาพลิกเปิดดูก่อนจะลากกระเป๋าออกจากห้องไป 
       
       รถโฟร์วีลยี่ห้อดังจอดอยู่ในลานจอดรถ ทางด้านหลังเปิดอ้าเต็มไปด้วยกล่องกระดาษหลายใบ แปลกยืนมองอย่างสะเทือนใจ มุนินทร์ถือกระเป๋าเดินทางตรงมาที่รถ แปลกจะรับกระเป๋า
       “ไม่เป็นไรค่ะ พ่อ”
       มุนินทร์เอากระเป๋าใส่ท้ายรถ
       “หมดแล้วใช่ไหมลูก”
       “ค่ะ ไม่เหลืออะไรไว้เลย”
       “ชีวิตก็อย่างนี้แหละลูก ไม่ว่าจะได้อะไรมาวันนึงก็ต้องคืนเขาไปจนหมดสิ้น ถ้ามัวแต่ยึดไว้ ก็คือยึดความทุกข์เอาไว้กับตัว”
       มุนินทร์มองพ่อ
       “พ่อปลงได้หมดใช่ไหมคะ แต่หนูทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็ทำไม่ได้”
       ฤดีเดินมาส่ง ศรีชะเง้ออยู่ที่เทอเรซ
       “หนูตา”
       แปลกหันไปดูอย่างแปลกใจ
       “อะไรนะ”
       มุนินทร์วางมือทับบนมือแปลก เชิงว่าไม่ต้องพูดอะไร
       “มีอะไรหรือคะ ป้า”
       “อย่าลืมติดต่อมานะจ๊ะ ว่างๆ ก็มาเยี่ยมเยียนกันบ้าง”
       “ค่ะ ลาก่อนค่ะ ไปกันเถอะจ้ะพ่อ ฉันไปนะคะ ป้า”
       แปลกและมุนินทร์ขึ้นรถ รถแล่นออกไป ฤดีมองตามเดินไปสมทบกับศรี
       “ไปซะแล้ว หนูตา ขอให้หนูเป็นสุขเป็นสุขเถอะนะ แม่คุณ”
       “นี่ป้า พี่ตาเขาไม่ได้ไปตายนะ พูดยังกะจะกรวดน้ำให้”
       
       วันเดียวกันนั้นหลังจากแปลกเดินทางกลับเพชรบูรณ์ มุนินทร์และลูกศรก็มาดูคอนโดหรูแห่งหนึ่ง โดยมี
       มีเจ้าหน้าที่ของคอนโดยืนอยู่ห่างๆ
       “พ่อเธอกลับไปแล้วหรือ”
       “กลับไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง คงถึงเพชรบูรณ์ตอนเย็นๆ”
       “แล้วก็ทิ้งเธอให้เป็นนินจาหลงกรุงต่อไป”
       “ถ้าเลือกได้ ฉันจะกลับไปกับพ่อ แต่คนเรา ไม่มีทางเลือกมากนัก”
       ลูกศรหมุนตัวไปรอบๆ
       “ไง เธอว่าที่นี่เป็นยังไง”
       “สวยดีหรูดี เกือบเท่าอพาร์ทเมนท์ที่นิวยอร์คของเธอแน่ะ”
       “ไม่จริงย่ะ ที่นี่ไฮโซกว่าตั้งเยอะ”
       “ฉันว่าดีที่สุดคือใกล้ที่ทำงาน เดินทางสิบนาทีก็ถึงแล้วก็มีฟิตเนสมีสระว่ายน้ำ”
       “อู๊ย คงได้ว่ายหรอก ตอนอยู่โน่นเห็นทำแต่งานงกๆ ไม่เคยเห็นหยุดพัก”
       “คนเคยจนก็เป็นอย่างงี้แหละ กลัวว่าจะจนอีก”
       “ต๊าย” ลูกศรหัวเราะ “ไม่เหมือนฉัน ฉันคนเคยรวย แต่ตอนนี้ถึงจนแล้วก็ยังขี้เกียจอยู่”
       “เธอน่ะนะจน”
       “จริงนะยะ วันก่อนหม่อมแม่เรียกไปบอกว่าขายหุ้นอะไรทิ้งไปไม่รู้เข้าเนื้อไป 30 ล้าน” มุนินทร์สั่นหัวเหนื่อยใจ
       “ไปกันยัง”
       “ไปไหน”
       “ไปดูที่อื่นไง วันนี้ดูอีกซัก 2 ที่ พรุ่งนี้อีก 3 พอครบสิบค่อยตัดสินใจ”
       “ไม่เอาล่ะ ปวดหัว ฉันเอาที่นี่แหละ”
       มุนินทร์กระซิบ ลูกศรตาโตกระซิบด้วย
       “จะบ้าเหรอ ไม่ใช่ซื้อกางเกงลิงนะ ยังไงก็ต้องดูเทียบกันหลายๆ ที่”
       “ฉันเทียบแล้วมีที่นี่แหละ เจอน้ำท่วมเข้าราคาตกสุด”
       “ฉันกะแล้วยายจอมงก”
       มุนินทร์เหลือบดูพนักงานคอนโดและดึงลูกศรมาที่ผนังกระจก
       “เดี๋ยวเธอก็เล่นละครกับฉันทำติโน่นตินี่ เผื่อได้ส่วนลดเพิ่มหรือไม่ก็อาจเพิ่มของแถมให้ฉัน”
       ลูกศรทำตาปริบๆ
       
       วีกิจนอนดูโทรทัศน์ช่องกีฬาพลางกดดูเวลา แถบเวลาบอกว่า 21.00 น. วีกิจคว้าโทรศัพท์มือถือมากดโทรออก หน้าจอเป็นรูปมุตตา วีกิจฟังอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่มีคนรับสาย วีกิจขมวดคิ้ว
       ที่ล็อบบี้หอพัก ฤดีนั่งทำบัญชีหน้าดำคร่ำเครียด ศรีนั่งเล่นเน็ตอยู่ที่แผงโอเปอเรเตอร์มีโทรศัพท์เข้า
       “ฮัลโหล ขา”
       “ฮัลโหล สวัสดีครับ”
       “ฮิ ฮิ ฮิ คุณวีกิจใช่ไหมคะ”
       วีกิจกระอักกระอ่วน
       “เอ้อ ครับ”
       “ว่าแล้วหนูจำเสียงได้ จะโทรหาพี่ตาหรือคะ”
       “ฮะ ผมโทรเข้ามือถือติดต่อไม่ได้ โทรไปที่ห้องก็ไม่มีคนรับก็เลยว่าจะถามหนู”
       ศรีเอานิ้วม้วนสายโทรศัพท์ หน้าปลั่งเปล่งคล้ายสิวจะระเบิด ฤดีกดเครื่องคิดเลขค้างมองดูบทบาทสาวใช้
       “ตายจริง ไม่อยากบอกเลย”
       “มีอะไรหรือครับ”
       “พี่ตาย้ายออกไปแล้วค่ะ นี่เขาไม่ได้บอกคุณหรือคะ แปลกจัง” วีกิจอึ้ง งง แปลกใจ
       “คุณตาย้ายไปไหนทราบไหมครับ”
       “เขาไม่บอกอะไรเลยค่ะ เห็นว่าได้งานใหม่ก็เลยย้ายไปใกล้ที่ทำงาน”
       “ได้งานใหม่หรือฮะ”
       “ค่า ได้งานใหม่หรือได้แฟนใหม่ก็ไม่รู้นะคะ”
       “อะไรนะครับ”
       
       “วันย้ายน่ะค่ะ มีผู้ชายแก่มาช่วยขนของจนเกลี้ยง ท่าทางร้วยรวยค่ะขับโฟร์วีลยี่ห้อดัง”

ศรีนึกเองเออเองตอกไข่ใส่ข่าว ฤดีลุกมาเท้าสะเอว วีกิจอึ้ง ดวงตาหวั่นไหว

        
       
       “หัวหน้าเขาหรือเปล่าครับ”
       “อู๊ยไม่ใช่แฟนเก่าเขาค่ะ คนนี้แก่กว่าเดิมอีก แปลกนะคะ คุณตาชอบแต่แก่ๆ ไม่เหมือนหนู ฮิ ฮิ ฮิ”
       “เอ้อ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ”
       “ค่ะ ว้า วางหูไปแล้ว แหม” ศรีค้อนใส่โทรศัพท์
       “นี่นังหมาเห็นเครื่องบิน ใครบอกยะว่าหนูตาได้ผัวใหม่” ฤดีท้าวเอวถาม
       “อ้าว ก็ที่เขามารับพี่ตาไปอยู่กินกันไงป้า”
       “นั่นพ่อเขา นังข่าวกรอง”
       “ว้ายเหรอ ก็ฉันไม่รู้นี่ คิดว่าชอบแต่เหี่ยวๆ”
       
       วีกิจเอากรรไกรเล็มไม้กระถางที่เทอเรซอย่างใจลอย เจนภพเดินขึ้นมา
       “ไง เสาร์อาทิตย์นี้ไม่ไปไหนหรือ”
       “เปล่าฮะ ตอนแรกก็ว่าจะไปเหมือนกัน แต่เกิดนัดกันไม่ลงตัวฮะ”
       วีกิจไม่ระบุว่าใคร เจนภพลังเลนิดหน่อย แล้วถามเหมือนไม่สนใจนัก
       “เขาน่ะ เป็นไงบ้างล่ะ”
       “เขาน่ะคือตาใช่ไหมฮะ”
       “อือม์ เขาเป็นไงบ้าง”
       “ไม่ทราบเหมือนกันครับ ช่วงนี้ผมไม่ได้ติดต่อเลย งานที่กองตอนนี้ยุ่งน่ะฮะ ตาเองก็คงยุ่งกับเรื่องหางานใหม่”
       วีกิจจงใจโกหก เจนภพไม่รู้
       “ฉันเคยโทรไป แต่ว่าเขาไม่รับ...”
       “หรือฮะ”
       “ถ้าเขาติดต่อแก แกก็บอกให้เขาคิดให้ดีเรื่องลาออก ฉันเองยังไม่ได้ส่งเรื่องไป ถ้าเขาจะกลับมาก็กลับมาได้ เรื่องงานใหม่น่ะ อย่าไปหาเลย”
       “ผมไม่คิดว่าตาจะกลับมาหรอกครับ แต่ตา อาจจะดีใจที่อาภพยังห่วงตาอยู่”
       “ฉันกับเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันนี่ แกก็รู้อยู่”
       “ครับ ผมรู้”
       เจนภพมีแววเยาะและข่มก่อนจะเดินไป วีกิจตัดกิ่งไม้ต่อ
       
       รถบีเอ็มคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ลานจอดรถของคอนโดหรู ประตูรถเปิดออกเท้าในส้นสูงหรูก้าวลงมา มุนินทร์ถอดแว่นกันแดดออก เธอใส่สูทแบบเวิร์คกิ้งวูแม่นที่เข้ารูปดูคมเฉียบ กระโปรงทรงแคบผ่าสูงโชว์ขาเรียวยาว ใบหน้าตกแต่งเนียนกริบเน้นดวงตา มุนินทร์เดินก้าวเข้าล็อบบี้คอนโด รปภ.รูปหล่อโค้งหัวเกือบติดดิน
       
       ภายในห้องมุนินทร์ใช้ไอโฟนรุ่นล่าสุดพิมพ์ส่งอีเมล์อยู่ แล้วเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งนั่งลงมองดูเงาในกระจกพลางเสยผมลวกๆ บนโต๊ะมีกล่องกระดาษที่ใช้ขนของวางอยู่ มุนินทร์เปิดออกหยิบของข้างในออกมา ชิ้นแรกคืออัลบั้มรูปที่ถ่ายกับวีกิจเมื่ออาทิตย์ก่อน เธอเปิดดูนิดหนึ่งแล้ววางลง ชิ้นที่สองคือดอกไม้คริสตัล จนมาถึงชิ้นที่สามคือมือถือของมุตตา มุนินทร์มองดูมันมีมิสคอลหลายครั้ง หน้าจอขึ้นชื่อว่า วีกิจ มุนินทร์ถอนใจ ลังเล แล้วกดโทรออกไป
       วีกิจอยู่หน้าจอโทรทัศน์กำลังมีถ่ายทอดฟุตบอล มือถือดังขึ้น วีกิจคว้ามาดูดีใจมากรีบกดรับ
       “ฮัลโหล คุณตา”
       มุนินทร์ขยับปากจะพูด ทันใดนั้นมือถือก็ร้องเตือนโลว์แบตเตอรี่แล้วดับวูบลง วีกิจอึ้งแล้วกดโทรกลับ แต่มีเสียงเทปบอกไม่มีการตอบรับ วีกิจถอนใจ
       มุนินทร์มองดูมือถือในมือแล้วตัดสินใจเด็ดขาด เธอเอามือถือใส่ลงกล่องอย่างเร็ว แล้วหยิบอัลบั้มรูปใส่ลงด้วยแล้วใช้เทปปิดฝากล่อง กล่องถูกเสือกเข้าก้นตู้เสื้อผ้า มุนินทร์ปิดประตูตู้ลง
       มุนินทร์กลับมานั่งลงหน้ากระจกเงาด้วยอาการตัดใจ แล้วหยิบที่รัดผม มือปัดโดนดอกไม้คริสตัล มุนินทร์ชะงักหยิบมันออกมาแล้วเสียบมันลงในแจกันตรงนั้น
       วีกิจวางโทรศัพท์ลงเดินไปที่คอมพิวเตอร์เปิดมันจะทำงาน สกรีนเซฟเวอร์ขึ้นรูปมุนินทร์และตนเองที่ถ่ายคู่กันที่ทะเล วีกิจมองอย่างสับสนวุ่นวายใจ
       มุนินทร์นั่งลงบนเตียงวางของอย่างหนึ่งที่โต๊ะหัวเตียง มันเป็นกรอบรูปคู่ รูปหนึ่งคือรูปมุตตาที่วีกิจถ่ายเมื่อปีก่อน อีกรูปคือรูปของเธอที่วีกิจถ่ายให้
       
       วันต่อมาที่บริษัทคอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกัน รถบีเอ็มของมุนินทร์แล่นมาจอดในลานจอดรถ มุนินทร์ก้าวลงมาในชุดกระโปรงสูทเรียบ กดรีโมทกุญแจที่มีหลอดเล็กๆ บางอย่างคล้ายพวงกุญแจล็อครถ สะพายกระเป๋า อีกมือหิ้วกระเป๋าคอมพ์ใบบางเฉียบเดินเข้าไปในอาคาร
       ล็อบบี้บริษัทคอมพิวเตอร์ตกแต่งแบบโมเดิร์น ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์มีพนักงานสาวสวยประจำอยู่สามนาง มุนินทร์เดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์
       “สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
       “ดิฉันมารายงานตัวค่ะ”
       พนักงานคีย์คอมพิวเตอร์
       “คุณอะไรนะคะ”
       “มุนินทร์ค่ะ มุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “คุณมุนินทร์ ท่านรองประธานกำลังรออยู่เลยค่ะ เชิญชั้น 12 ค่ะ”
       
       มุนินทร์พึมพำขอบใจ เดินตรงเข้าไปในลิฟต์ ประตูโครเมี่ยมวาววับเลื่อนปิดเห็นเงาสะท้อนอยู่ตรงหน้า
       
       เย็นวันเดียวกันนั้นที่ร้านจิวเวลรี่ในห้างหรู รัชนกกรายแขนดูสร้อยข้อมือเพชร ประสิทธิ์ชัยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานขายเอากล่องสร้อยมาวางเรียงรายให้เลือก รัชนกยื่นแขนมาหน้าประสิทธิ์ชัยมันเป็นสร้อยที่ร้อยเพชรหลายเม็ดเรียงราย
       “นกชอบเส้นนี้ค่ะ”
       “เส้นนี้เท่าไรครับ”
       “สี่หมื่นห้าค่ะ ตอนนี้เราลด 20 เปอร์เซนต์ เหลือเพียงสามหมื่นหกเท่านั้นเองค่ะ”
       “เท่านั้นเอง เอ้อ อ้า แหมผมว่ามันเทอะทะรุงรังไป คุณนกไม่ลองดูเส้นอื่นหรือครับ อย่างเส้นนี้ไง น่ารักกว่าตั้งเยอะ”
       ประสิทธิ์ชัยชูสร้อยทองคำขาวเส้นเล็กห้อยเพชรเม็ดเดียวให้ดู รัชนกยิ้มในหน้าสบตาพนักงานขาย
       “ก็ได้ค่ะ นกเอาเส้นนี้ก็ได้”
       ประสิทธิ์ชัยถอนใจเฮือก
       “ค่อยยังชั่ว จริงๆ นะ สวยกว่าตั้งเยอะ”
       “คุณผู้ชายตาถึงจริงๆ ค่ะ”
       “เท่าไรครับ เส้นเล็กนี่”
       “แสนสองค่ะ ลดยี่สิบเปอร์เซนต์ เหลือแสนเดียว”
       “หา”
       “เพชรเม็ดนี้น้ำงามมากนะคะ”
       
       ประสิทธิ์ชัยอยากตบปากตัวเอง ลังเล รัชนกพลันเอาอกเบียดแขนประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยตาวาววูบวาบขึ้นมา พนักงานขายมองอึ้งๆ รัชกนกสบตาพนักงานขาย

รัชนกก้าวเข้ามาในห้องโถงถือถุงร้านจิวเวลรี่เข้ามา ประสิทธิ์ชัยเดินตาม

        
       
       “พี่ชายยังไม่กลับหรือฮะ”
       “หมู่นี้เขากลับดึกทุกวันค่ะ กว่าจะกลับก็สี่ทุ่มได้มังคะ”
       รัชนกเดินไปรินน้ำให้ประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยนั่งลงบนโซฟา
       “ทานน้ำค่ะ”
       “ผมไม่เห็นหิวน้ำเลย หิวนกมากกว่า”
       “คุณสิทธิ์อย่าค่ะ” ประสิทธิ์ชัยโอบกอดก้มหน้าซุกไซ้ ลูบคลำไปทั่วตัว รัชนกปัดป้อง “อย่าค่ะ ไม่เอาค่ะ”
       “โธ่ จนป่านนี้แล้ว คุณนก”
       รัชนกขืนตัวออกลุกขึ้น มองอย่างตัดพ้อ
       “อย่าทำกับนกแบบนี้เลยค่ะ”
       รัชนกน้ำตาเอ่อ หมุนตัววิ่งไปยังห้องนอน ประสิทธิ์ชัยอึ้ง เกาหัวแกรกกรากแล้วลุกขึ้น ลังเล ตามไป
       ยืนงงอยู่หน้าประตูห้องนอนรัชนก แล้วเคาะเบาๆ
       “คุณนก คุณนก” ไม่มีเสียงตอบ “โธ่ อย่าโกรธผมเลยครับ”
       ประสิทธิ์ชัยเคาะอีก ประตูที่ล็อคไม่สนิทก็แง้มออก ประสิทธิ์ชัยยิ้มแล้วเดินเข้าไป
       
       แสงในห้องนอนรัชนกผิดแผกจากด้านนอกราวอีกโลก มีแสงจากโคมหลายอัน แต่มีผ้าแพรบางสีแดงคลุมโคมไว้ ทำให้แสงในห้องแดงฉาดฉาน ประสิทธิ์ชัยก้าวไปงงๆ เห็นรัชนกยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำใส่เสื้อคลุมแพรเรียบลื่นยาวลากพื้น
       “คุณนก ผม”
       “คุณสิทธิ์คะ สร้อยนี่สวยจริงๆ นะคะ”
       รัชนกเปิดกล่องสร้อยข้อมือวูบวาบ แต่ไม่เท่าดวงตาของรัชนก ผมยาวรุ่ยร่าย
       “เพื่อคุณนก ผมทำได้ทุกอย่างครับ”
       รัชนกก้าวมาหาประสิทธิ์ชัย ยื่นแขนมา
       “ใส่ให้นกหน่อยนะคะ”
       ประสิทธิ์ชัยใส่สร้อยให้
       “เรียบร้อยฮะ”
       “นกอยากใส่สร้อยนี้ให้คุณดู โดยไม่ต้องใส่อะไรอย่างอื่นอีกเลย”
       ขาดคำรัชนกก็ขยับไหล่ เสื้อคลุมเลื่อนหลุดจากตัวราวมายากล รัชนกยืนระทดระทวย ประสิทธิ์ชัยตกตะลึง รัชนกยิ้มพราย
       
       ประสิทธิ์ชัยนอนพิงพนักเตียง รัชนกนอนเอาหน้าซบกับอกประสิทธิ์ชัยดูบอบบางไร้เดียงสาขึ้นมาใหม่ ผ้าบางแดงที่คลุมโคมตกอยู่ที่พื้น ทำให้แสงสีแดงพิสดารหายไป
       “ที่จริง เราไม่ควรทำอย่างนี้เลยนะคะ”
       “โธ่นี่ปี 2012 โลกจะแตกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “แต่นกกลัวค่ะ”
       “อย่ากลัวเลยฮะ ผมไม่มีวันทอดทิ้งคุณนกแน่”
       “นกกลัวค่ะ นกไม่อยากต้องเป็นเหมือนอย่างพี่ตา”
       “โธ่ คุณนกเอาตัวเองไปเปรียบกับเขาทำไม ผมไม่ใช่คนแบบผ.อ.นะครับ”
       “พี่ตาน่าสงสารนะคะ”
       “ไปสงสารอะไรเขา นายกิจมันรักของมันจะตาย ผู้ชายยุคนี้เขาไม่ถือเรื่องอดีตของผู้หญิงหรอกครับ”
       รัชนกขยับตัวออก
       “แต่นกไม่คิดว่าพี่ตาจะเลือกคุณกิจ พี่ตายังหลง ผ.อ.อยู่ค่ะ”
       “คุณนกรู้ได้ยังไง”
       “พี่ตาแค่ใช้คุณกิจเป็นเครื่องมือให้ ผ.อ.หึงแค่นั้นล่ะค่ะ”
       “คุณนกแน่ใจหรือ”
       “แน่ใจค่ะ คุณกิจแค่ถูกหลอกใช้แค่นั้นเอง”
       ประสิทธิ์ชัยขยับตัวลุก มีแววห่วงเพื่อน
       “แล้วจะเตือนมันยังไงดี ยายนี่ร้ายจริง เห็นหน้าซื่อๆ ไม่มีพิษสง ที่แท้ก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย” รัชนกยิ้มนิดๆ “ไอ้กิจเอ๋ย ไอ้โง่ ถูกหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก”
       
       ประสิทธิ์ชัยกลัดกระดุมเสื้อเดินผิวปากออกมาจากห้องนอนรัชนก แล้วชะงักกึกเมื่อเห็นบนโต๊ะกลางมีเป้ผู้ชายวางเด่นอยู่ ประสิทธิ์ชัยหน้าซีดหันรีหันขวาง มีเสียงกดชักโครก ประสิทธิ์ชัยขยับตัวคล้ายจะวิ่ง ประตูห้องน้ำเปิดออก ศักดิ์ชายเดินเช็ดมือออกมา
       “เอ้อ อ้า พี่กลับมาเมื่อไรครับ ผมไม่ยักได้ยิน”
       “รถติดระเบิดระเบ้อ พอถึงก็วิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน เอ...นี่ เมื่อกี้คุณอยู่ไหน ทำไมผมไม่เห็น”
       “เอ้อ”
       “ออกไปอยู่ที่ระเบียงน่ะซีคะ” รัชนกแต่งชุดอยู่บ้านสะสวยเรียบร้อยเดินออกมาจากห้องนอน ยิ้มแย้มไม่มีพิรุธใดๆ “นกจะเปลี่ยนเสื้อ ก็เลยไล่ออกไปที่ระเบียง”
       “แล้วทำไมหัวเธอฟูยังงั้น นี่เขาใช้งานเธอหนักหรือ”
       ประสิทธิ์ชัยสะดุ้งเฮือกอีก
       “ที่กองเธอน่ะ”
       ประสิทธิ์ชัยถอนใจ รัชนกค้อนศักดิ์ชายตาคว่ำรีบยกมือเสยผมให้เรียบ
       “พี่ชาย พูดอะไรก็ไม่รู้”
       “นี่ผมซื้อเป็ดย่างมาตัวนึง คุณสิทธิ์กินอะไรด้วยกันก่อนไหม”
       “เอ้อ ผมเพิ่งกินไป ยังหมดแรงอยู่เลยครับ” รัชนกตาวาว
       “คุณสิทธิ์ต้องกลับแล้วล่ะค่ะ”
       “ฮะ ผมกลับก่อนนะฮะพี่ ผมกลับก่อนนะครับคุณนก”
       ศักดิ์ชายและรัชนกส่งประสิทธิ์ชัยออกไป รัชนกหันมาหาศักดิ์ชาย ชูแขนให้ดูสร้อย
       “สวยไหมคะ คุณสิทธิ์ซื้อให้นก”
       “รักจริงหวังแต่งหรือ”
       
       รัชนกค้อนศักดิ์ชาย แต่ดูหยาดเยิ้มเกินปกติ

 คืนเดียวกันนั้นที่หอพักของฤดี ห้องที่เคยเป็นห้องพักของมุตตาปิดไฟมืด มีเพียงแสงจากนอกระเบียงส่องเข้ามาสลัวราง มีเงาดูสูงใหญ่ปรากฏขึ้นนอกระเบียง บนเตียงนอนมีร่างนอนระทวยอยู่ มือปืนโถมลงทาบทับ

       
       “ว้าย”
       มือปืนเอามือตะครุบปากไว้
       “อย่าส่งเสียง คราวนี้แกเสร็จแน่ นังมุตตาคนสวย”
       พรดิ้นร้องอื้ออ้า มือปืนตบผัวะซ้ายขวา พรหยุดดิ้น มือปืนเอาผ้าผูกปาก
       “คราวที่แล้วแกทำฉันหน้าแหก อยากดูรอยแผลที่แกฝากไว้ไหม” พรร้องฮือ มือปืนเปิดไฟโคมหัวเตียงแชะ ไฟสว่างจ้าขึ้น “ดูซะ เฮ้ย”
       มือปืนผงะลุกถอย เมื่อเห็นพรนอนผ้าถลกถึงเอว พรดึงผ้าจากปากร้องกรี๊ดสุดเสียง มือปืนโถมเข้าตบพรกระเด็นลงจากเตียง มือปืนเข้าตบซ้ำ มีเสียงเคาะประตูดัง
       “เกิดอะไรขึ้น พี่พร / นังพร / พี่พร”
       
       วันต่อมาที่บริษัทคอมพิวเตอร์ ลูกศรเดินถือไอแพดเดินไปคลิกไปแล้วผลักประตูเข้าไปห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องทำงานของมุนินทร์
       ห้องทำงานมุนินทร์เป็นห้องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร ด้านหนึ่งเป็นผนังกระจกเห็นตึกรามภายนอก โต๊ะทำงานใหญ่มหึมา เก้าอี้ทำงานพนักสูง มุนินทร์กำลังอ่านเอกสารเสร็จ ลูกศรโผล่เข้ามา มุนินทร์เก็บเอกสารเข้าแฟ้ม
       “ไง มาเตรียมเข้าประชุมเหรอ”
       “อีตาบอสของเราเป็นคนบ้าประชุม บางวันนะประชุมห้าหกแผนก ตั้งแต่เช้าจนค่ำวันดีคืนดีก็เรียกเหมดกับเซเคียวริตี้เข้าประชุมด้วย”
       “ประชุมเรื่องชงกาแฟกับห้ามหลับยามเหรอ”
       “พวกเหมดเอามานินทาให้หึ่งไปหมด ว่าอีบอสของเราเป็นบ้า”
       “พวกอเมริกันมันบ้าประชุม บอสของเราคงติดเชื้อมา”
       มีเสียงเคาะประตู มุนินทร์ยังไม่ทันเชิญ ประตูก็เปิดออก ณัฐดนัยชายวัย 35 ปี ดูภูมิฐานอารมณ์ดีโผล่มา สองสาวรีบยิ้มหวานกลบเกลื่อน
       “สวัสดีค่ะ บอส”
       “กำลังนินทาอะไรผมอยู่หรือเปล่า”
       “โถ คำน้อยซักคำก็ไม่มีค่ะ”
       “บอสมีอะไรหรือคะ”
       “ไม่มีอะไร แค่โผล่มาทักทายแค่นั้น เดี๋ยวเจอกันที่ห้องประชุม”
       ณัฐดนัยออกไป ลูกศรค้อนไล่หลัง
       “ต๊าย ทำตาหวานกับเธอด้วย อย่านะยะ ฉันจองแล้ว”
       โทรศัพท์มือถือของมุนินทร์ร้อง
       “ใครดีใครได้” ลูกศรตาขวาง “อาม คิดดิ้ง”
       มุนินทร์เอามือถือมาเช็กข่าวอย่างไม่สนใจนัก แต่แล้วมุนินทร์ก็ต้องชะงักกับข่าวโจรข่มขืนทำร้ายสาวใหญ่ในหอพัก มีรูปพรที่ถ่ายเซ็กซี่ไว้ลงหรา
       “อะไรเหรอ” ลูกศรถาม
       “ข่าวเล็กๆ น่ะ มีไอ้โจรปีนไปปลุกปล้ำผู้หญิงในหอพัก”
       “อุ๊ยตาย เรื่องแบบนี้ไม่เห็นน่าจะเป็นข่าว”
       “แล้วเรื่องแบบไหนจ๊ะถึงน่าเป็นข่าว”
       “ก็ข่าวเณรตบแม่ชี ชิงรักเจ้าอาวาสน่ะซี”
       “ที่เธอพูดน่ะไม่ถูกศีลธรรมอันดี และความสงบเรียบร้อยของสังคมนะ”
       ทั้งคู่หัวเราะกัน มุนินทร์ดูข่าวอีกครั้ง
       
       ห้องคนไข้โรงพยาบาลรัฐ สภาพค่อนข้างโทรม พรนอนบนเตียงคนไข้ มีรอยฟกช้ำดำเขียวปิดพลาสเตอร์
       คอเข้าเฝือก ฤดีเอาแก้วน้ำหวานพร้อมหลอดมาให้ดูด
       “ไงยะ สะใจไหม เห็นบอกว่าได้ซักทีจะไม่ลืมพระคุณ”
       “มันไม่ใช่ทีเดียวน่ะซีป้า มันหลายที ทั้งมือ ทั้งเข่า ทั้งตีน”
       “สมไหมล่ะ เที่ยวให้ท่าให้ทางเขาไปทั่ว เจ๊กแป๊ะแคระแกรนก็ไปแด๊ะๆ กับเขาหมด ฉันว่าไอ้วินมอไซค์กลัดมันนั่นแหละมันปีนเข้าหา”
       “อุ๊ย ถ้าเป็นไอ้พวกนั้นน่ะ ฉันไม่ร้องให้ป้าช่วยหรอก ทั้งหล่อทั้งล่ำ ป่านนี้ฉันไปคุมวินแล้ว”
       “ต๊าย พูดมาได้ไม่มียาง”
       ประตูเปิดออก มุนินทร์ถือกระเช้าของเยี่ยมเข้ามา ฤดีกับพรตาโต ฤดีกรากไปจับมือ
       “ต๊าย หนูตา ดู๊ สวยจนจำแทบไม่ได้”
       “โถ คิดว่าไปแล้วไปลับ อุตส่าห์กลับมาเยี่ยมพี่”
       “นี่พี่พรเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็เกือบโดนข่มขืนนะซี”
       “ใช่ แต่พอมันเปิดไฟเห็นหน้า มันก็เลยเปลี่ยนใจหันมาเตะซะสลบ”
       “แหม ป้า คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือพอหนูย้ายไปพี่ก็ย้ายไปอยู่ห้องหนูแทนเพราะว่าลมมันโกรกดีกว่า”
       “จ้า นังนี่มันว่าถูกฮวงจุ้ย จะได้มีผู้ชายเข้ามาเยอะๆ แบบหนู” มุนินทร์ทำตาปริบๆ “ต๊าย ย้ายได้ 2 วันเห็นผลทันตา ทั้งลม ทั้งน้ำ ทั้งมือ ทั้งตีน”
       “นี่ป้า อย่ามาขัดฉัน นี่หนูตา หนูรู้ไหมว่าไอ้บ้ากามนั่นคือใคร”
       “เดี๋ยว มันเกี่ยวอะไรกับฉันคะ”
       “มันก็ไอ้คนเดิมที่บุกหอมาปล้ำหนูคราวนั้น แล้วหนูเอาเตารีดฟาดมันหน้าแหกไงพี่ย้ายไปอยู่ห้องหนู มันก็เลยเข้าใจผิด” มุนินทร์ทรุดนั่งลงช้าๆ ฤดีฟังจับต้นชนปลาย ตาโตขึ้น “แล้วหนูจำได้ไหม วันนู้นที่โต้รุ่ง ที่มีไอ้แว่นดำที่แกล้งมาถามทางหนู นั่นแหละมันล่ะ”
       “ฉันจำได้ค่ะ นี่หมายความว่า”
       “นังเมียหลวงมันโดนหนูตบตกกะได มันก็เลยตามจองล้างจองผลาญ มันก็เลยสั่งไอ้คนเดิมมาไง”
       “ว้าย นี่มันอะไรกัน มันจะวุ่นวายขายปลาสลิดอะไรขนาดนั้น”
       มุนินทร์นิ่ง ดวงตาวาววับขึ้น
       
       วีกิจกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ริมเทอเรซ บัวโก้งโค้งเก็บใบไม้แห้งอยู่อีกทาง นพนภาเดินหน้าบึ้งมา
       “นี่ตากิจ”
       “ฮะ”
       “นังมุตตามันย้ายหอย้ายหอยไปแล้วหรือ” วีกิจถอนใจ
       “แล้วอานภารู้ได้ยังไงครับ”
       นพนภาหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง
       “ทำไม ฉันก็มีสายสืบของฉันบ้างซี”
       “ที่วางไว้ในกระทรวงยังไม่พออีกหรือฮะ”
       “นี่อย่ามาแขวะอานะ ก็เพราะอาภพของเธอน่ะแหละ ถ้าฉันไม่วางสายไว้ป่านนี้เจ็ดวันเจ็ดคนแล้ว เออ แล้วมันย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “ไม่ทราบครับ ตากับผมไม่ได้ติดต่อกันมาพักนึงแล้ว”
       นพนภาพยักหน้ามองวีกิจ อ่อนโยนลง
       “ก็ดี เธอเอง ก็ไม่น่าไปยุ่งกับนังนี่นะ ตากิจ”
       “อานภาอย่าไปสนใจเลยฮะ เขาอาจจะกลับไปทำไร่ที่เพชรบูรณ์แล้วก็ได้”
       “ขอให้มันจริงเหอะ อาจะได้กรวดน้ำคว่ำขันกับมัน แต่กลัวน่ะซี”
       “กลัวอะไรฮะ”
       
       “กลัวมันไม่กลับไปทำไร่ แต่กลับไปทำนาแทนน่ะซี นาผืนน้อยน่ะ”

 เจนภพถือกระเป๋าเอกสารเดินเข้าบ้านมาด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย แต้วเสิร์ฟน้ำให้ทาน นพนภาเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

       
       “นี่คุณ” เจนภพหันมา “บอกมานะ มันย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “มันไหน”
       “ก็อีเมียน้อย อีมุตตา อีหน้าด้านน่ะซี คุณเก็บมันไปเลี้ยงแล้วใช่ไหม มันถึงได้ย้ายห้องย้ายหอไป”
       เจนภพโยนกระเป๋าลงโซฟาอย่างแรง แต้วสะดุ้ง
       “ตาย้ายไปแล้วหรือ นี่คุณไปรู้มาจากไหน”
       “เอ้อ นายกิจบอกฉัน”
       “ตาไปแล้วหรือ” เจนภพพูดคล้ายรำพึง แล้วก็เกิดความเสียดายใจหายจึงพาลกับนพนภา “ก็สมใจคุณแล้วนี่ อยากให้เขาลาออกก็ออกแล้ว นี่เขาย้ายไปต่างจังหวัดจะได้หมดเรื่องเสียที”
       “ให้มันหมดจริงเถอะ อย่าให้ฉันรู้เชียวว่ามันไปขายกะหรี่ปั๊บไส้เนื้อสดให้คุณไปอุดหนุนอยู่”
       “นี่คุณ พูดจาอะไรให้ระวังบ้าง เดี๋ยวลูกมันได้ยิน”
       “ฉันเป็นแม่ค้า ไม่ได้มีเลือดเจ้าพระยานาหมื่น ฉันจะพูดอย่างงี้ใครจะทำไม”
       “เหรอ แต่ผมว่าแม่ค้าตลาดสด เขาก็ยังสุภาพกว่าคุณเลย”
       เจนภพคว้ากระเป๋าเดินขึ้นชั้นบน นพนภาเต้นเร่าๆ มองหาของ ได้ของประดับชิ้นหนึ่งปาไล่หลังไปตกเชิงกระไดแตกเปรื่องแล้วร้องกรี๊ดยาว ต้องพูดมือถือเดินผ่านมาพอดี
       “ไม่มีอะไรหรอก เสียงละครน้ำเน่าน่ะ เมียหลวงหึงสามี”
       ต้องเดินผ่านไป
       
       วันต่อมาเจนภพนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานพิงเก้าอี้วางท่ามีอำนาจเหนือ วีกิจยืนอยู่หน้าโต๊ะกลับมีแววท้าทายบางอย่าง
       “ทำไมแกไม่บอกฉันเรื่องตาย้ายไป ฉันโทรไปถามที่หอพักเขาบอกว่าตาย้ายไปสิบกว่าวันแล้ว”
       “หรือฮะ ผมก็ไม่ได้ข่าวจากตามาสิบกว่าวันเหมือนกัน ถ้าตาไม่กลับเพชรบูรณ์ก็คงหาที่อยู่ใหม่” เจนภพอึ้งถอนใจนิดๆ วีกิจพูดเหมือนปลอบแต่ก็ประชดอยู่ในที “ที่จริงเขาไปก็ดีแล้วนี่ฮะ อาภพกับอานภาจะได้สบายใจเสียที”
       “ยังไงฉันก็ห่วง แกก็รู้ว่าตาน่ะอ่อนไหว อ่อนแอแค่ไหน หรือว่าแกเองไม่ห่วงตา”
       เจนภพมองอย่างหยั่งท่าที วีกิจนิ่งไปนิดแล้วส่ายหน้า
       “ไม่ฮะ”
       “จริงน่ะหรือ แต่ก่อนเห็นแกประคบประหงมเขาจะเป็นจะตาย”
       “ผมน่ะเลิกเป็นห่วงตา ตั้งแต่วันนั้นแล้วล่ะฮะ”
       “วันนั้นน่ะวันไหน” วีกิจคล้ายยิ้มนิดๆ
       “ก็วันที่ตาตบอานภาเสียคว่ำไงฮะ” เจนภพอึ้ง วีกิจมอง “คนมีแรงสู้ขนาดนั้น อาภพไม่ต้องห่วงหรอกฮะ ตาไม่ใช่ตาคนเก่าแล้ว เขาต้องสู้โลกโสมมนี้ต่อไปได้ ผมขอตัวก่อนนะฮะ”
       วีกิจตัดบทเดินออกไป เจนภพวุ่นวายใจ
       
       วีกิจนั่งทำงานที่คอมพิวเตอร์แล้วพัก หน้าจอกลายเป็นภาพตนและมุนินทร์ที่ชายทะเล วีกิจมองดูมัน
       แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดชื่อมุตตาแล้วโทรออก ทันทีนั้นก็ตัดสินใจวางหู ลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียงแหงนมองท้องฟ้า
       ดาวศุกร์ส่องแสงอยู่ดวงเดียว แข่งกับแสงจันทร์บนฟ้า วีกิจยิ้มนิดๆ
       
       นพนภาแปรงผมอยู่หน้ากระจกเงา สีหน้าสดชื่น เอาน้ำหอมมาฉีดซอกคอ ข้อพับและร่องอก แล้วเหลือบดูเจนภพที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์เครื่องใหญ่ เจนภพดูใจลอย นพนภาเดินมานั่งใกล้
       “เป็นอะไรคะ เห็นถอนใจเฮือกๆ มาสิบหน”
       “เบื่อ”
       “เบื่ออะไร บ้านหรือเมีย”
       “ผมเบื่องาน”
       “อ้อ พอไม่มีอีนั่นมานั่งตักคะๆ ขาๆ ก็เลยเบื่อใช่ไหม”
       “นี่คุณ อย่ามาหาเรื่องเลย คนเราน่ะ ถ้ามันจะเบื่อต่อให้สวรรค์หล่นมากองตรงหน้าก็ยังเบื่อได้”
       “มันสวรรค์ไม่จริงน่ะซี ถ้าเป็นสวรรค์ชั้นนังมุตตาก็คงไม่เบื่อ”
       “เขาย้ายไปแล้ว ไปถึงไหนๆ แล้วก็ไม่รู้ ให้มันจบไปเสียทีเถอะ”
       “ถ้ามันจบจริง ฉันจะไปทำบุญล้างเสนียดเก้าวัด แต่ฉันรู้ว่ามันยังไม่จบ”
       “คุณรู้อะไรของคุณ”
       “ฉันรู้ว่าคนแบบมัน สันดานมันชอบแย่งชิงของคนอื่น คนแบบนังนี่มันไม่ยอมเลิกราหรอก มองตามันก็รู้ มันจงใจจองล้างจองผลาญฉัน นังนี่มันสันดานงูพิษมีแต่อาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรม”
       เจนภพลุกขึ้น
       “อ้อ แล้วคุณคือนางฟ้าเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาซินะ”
       “นี่หยุดนะ ไอ้ผัวบ้า ฮือ เจ็บใจนัก”
       เจนภพออกจากห้องไปทิ้งให้นพนภาเต้นเร่าๆ อยู่คนเดียว
       
       วันต่อมาพรเช็ดน้ำตาต่อหน้ามุนินทร์ หน้าตายังมีรอยช้ำ
       “ไอ้เสี่ยมันบอกว่า ถ้าหน้าพี่ไม่หายดี มันก็ไม่จ้างพี่อีกแล้ว มันบอกว่าจะจ้างรีเซฟชั่นเสียโฉมไว้ทำไม”
       “แล้วพี่จะเอายังไงต่อ”
       “คงต้องหางานใหม่น่ะ จนกว่าแผลจะหาย สงสัยต้องกลับไปขายของเก่ากิน
       “หมายความว่าพี่จะ...”
       “ไม่ใช่ ไปขายเสื้อผ้าเก่ามือสองน่ะ ฮือ ต้องลำบากอีกแล้ว เงินก็ไม่ได้ดีเหมือนทำกับไอ้เสี่ย เฮ้อ พี่ไม่น่าไปเช่าห้องน้องอยู่ต่อเลย ซวยจริงๆ” สีหน้ามุนินทร์แค้นขึ้นอีก “ตา ตาก็ต้องระวังตัวนะ มันพลาดคราวนี้ มันต้องเล่นงานตาอีกแน่ๆ”
       “ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะฉันจะเล่นงานมันกลับบ้างเอาให้สาสมเลยคราวนี้”
       
       มุนินทร์ตาวาวโรจน์

มุนินทร์นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งดอกคริสตัลยังวางอยู่ มุนินทร์กำลังดูสมุดบันทึกของมุตตาพบข้อความ 

        
       “ผ.อ.พาไปดินเนอร์อีกครั้งที่ร้าน...บรรยากาศหรูหราไปหมด จนคิดว่าฝันไป“
       มุนินทร์มองดูเงาสะท้อนของตนเอง เงานั้นมองตอบมา ดวงหน้าดูเผือดซีด ดวงตาแข็งกระด้างปากยิ้มอย่างมุ่งร้าย
       
       เจนภพเดินเข้าห้องทำงานมือถือดังขึ้น เจนภพกดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       “ฉันเองค่ะ ผ.อ.”
       “ตาหรือ ดีใจจริงที่ตาโทรมา”
       เจนภพดีใจจริงๆ ตาเป็นประกายนั่งลงบนเก้าอี้
       มุนินทร์นั่งอยู่ในร้านอาหารของกระทรวงใส่วิกผมบ็อบดำ ใส่แว่นสีชา เสื้อคลุมยาวรัดกุม
       “ฉันอยากพบคุณค่ะ”
       “ผมก็อยากเจอตาใจจะขาด นัดมาเลย”
       “ฉันอยู่ใกล้ๆ คุณนี่เอง”
       “ที่ไหน”
       “ห้องอาหารกระทรวงไงคะ”
       เจนภพเจื่อนไป 
       
       เจนภพเดินเข้ามาในห้องอาหารของกระทรวงมองกวาดไปทั่วแต่ไม่เห็นใคร เจนภพเดินไปมุมหนึ่งที่ค่อนข้างลับตาคน ร่างของมุนินทร์อยู่ในชุดเสื้อหนังดำใส่วิกบ๊อบสั้นสีดำ แว่นดำอำพรางใบหน้านั่งไขว่ห้างดื่มกาแฟอยู่ เจนภพเดินผ่าน มองผ่านไปเพราะคิดว่าไม่ใช่ มุนินทร์เคาะที่แก้วกาแฟ เจนภพหันมาแล้วตรงมานั่งมองมุนินทร์อย่างพินิจ มุนินทร์ถอดแว่นออก
       “ตา โอ้โฮ ผมจำไม่ได้เลย ตาพรางตัวเก่งจัง”
       “ค่ะ ฉันพรางตัวเก่งจนบางทีคุณอาจจะแยกฉันไม่ออกเลยก็ได้”
       “ตาแปลกไปจริงๆ แต่ผมก็ดีใจที่ตามาพบผม ทำไมตาไม่ส่งข่าวเลย ผมคิดถึงตา รู้ว่าตาย้ายไปก็ยิ่งเป็นห่วง นี่ตาย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       “ไม่ใกล้ แล้วก็ไม่ไกลหรอกค่ะ”
       “ตา ตาจะกลับมาทำงานก็ได้นะ ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เขามาระรานตาอีก”
       “หรือคะ แต่ฉันคงให้สัญญาไม่ได้หรอกนะคะว่าฉันจะไม่ระรานเขา”
       มุนินทร์พูดเนือยแต่ดวงตาเอาจริง เจนภพกลับเห็นเป็นการต่อปากต่อคำอย่างแง่งอนจึงยิ้มอย่างเอ็นดู
       “ตานี่ ร้ายจริง เฮ้อ นี่จะอยู่อย่างไง งานการไม่มีทำ”
       “อย่ากลัวเลยค่ะฉันไม่ไปแบ...” เจนภพอึ้ง “มือขอเงิน ผ.อ.หรอก”
       “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย ผมช่วยได้นะ”
       “ถ้าอย่างงั้นก็ช่วยเลี้ยงข้าวเที่ยง ฉันหน่อยซีคะ”
       “กินข้าวเที่ยง เอาซี ที่ไหนดี แต่อย่ากินที่นี่เลยนะเดี๋ยวคนจะสังเกตเรารีบไปกันดีกว่าผมมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเอง”
       “แหม เวลาของ ผ.อ. มันช่างรวดเร็วจังนะคะ ฉันไม่กินที่นี่หรอกแต่ฉันอยากไปที่นี่ ที่ที่ผ.อ.เคยพาตาไปไงคะ”
       มุนินทร์โบกโบชัวร์ของห้องอาหารหรูบนยอดตึกที่เจนภพเคยพามุตตาไป เจนภพถึงกับอึ้ง
       “หือม์ จะกินที่นั่นเชียวหรือ”
       “ที่นั่นอาหารอร่อยสุดยอด จนตาถึงกับเขียนเพ้อไว้ในไดอารี่เชียวนะคะ”
       “มัน”
       “มันแพงหรือคะ แหม...แต่ก่อนนี้ทุ่มสุดตัว แต่ตอนนี้เศรษฐกิจฝืดเคืองหรือไงคะ”
       เจนภพหน้าเสียไปเมื่อถูกแทงใจดำ
       “ไม่หรอกน่า ตา”
       “ลงทุนหน่อยซิคะ ผ.อ. แล้วจะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า”
       เจนภพตาวาว มุนินทร์ยิ้มสมใจ
       จังหวะนั้นปริมและรัชนกเดินผ่านมาพอดีในระยะไกล
       “อุ๊ย ผ.อ.คุยอยู่กับใครคะ”
       “นั่นซี แต่งตัวแปลก ว้าย นังมุตตาหน้าด้าน”
       “พี่ตา”
       ทั้งสองรีบเข้ามาฟังหลังเสาทันที
       “ก็ได้ ผมจะแคนเซิ่ลงานทางนี้ทั้งหมดแล้วเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
       “ไม่ใช่เราค่ะ ผ.อ.ไปเจอฉันที่นั่น ฉันจะรออยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมในอีกครึ่งชั่วโมง” มุนินทร์ลุกขึ้น รัชนก ปริมแนบตัวกับเสา “อย่าเลทนะคะ เพราะนี่อาหารกลางวันไม่ใช่มื้อค่ำจะได้ต่อม่านรูดได้ทั้งคืน”
       ปริมและรัชนกตาโต มุนินทร์แยกออกมาเจนภพมองตามด้วยอาการกระหยิ่ม
       
       มุนินทร์เดินตรงมาที่ลิฟต์ ใส่แว่นดำเช่นเดิม จังหวะที่รอลิฟต์ปริมและรัชนกก้าวตามมา มุนินทร์รู้สึกทันทีโดยไม่ต้องหันมามอง
       “ต๊าย นัดไปกินมื้อเที่ยง คงจะกินข้าวต้มกลางวันเป็นแน่”
       “พี่ปริม”
       มุนินทร์หันมาทันทีพร้อมถอดแว่น ปริมสะดุ้ง มุนินทร์ยิ้มให้ ปริมชักกลัว
       “ไงคะหนูนก ไงคะคุณปริม”
       ปริมหน้าเชิ่ด รัชนกรีบยิ้ม
       “พี่ตา นกดีใจจังที่เจอพี่ตา”
       รัชนกดีอกดีใจจริงๆ จนปริมงงมองอย่างหมั่นไส้ มุนินทร์ยิ้มนับถือฝีมือการแสดงของรัชนก
       “จ้ะ ขอบใจ”
       “พี่ตามีธุระอะไรหรือคะ ถึงมาพบ ผ.อ.ที่นี่”
       “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่มานัด ผ.อ.ไปทานข้าวเที่ยงน่ะ หนูนกช่วยบอกใครต่อใครหน่อยนะว่าบ่ายนี้ ผ.อ.อาจไม่เข้าทำงานแล้ว”
       “แล้วจะไปไหนกันต่อเหรอ”
       “ไม่ไปไหนหรอกค่ะ ข้างนอกอากาศร้อนอาจจะเช่าห้องโรงแรมต่อเลย” ปริมอ้าปากค้างมองอย่างขยะแขยง
       “กว่าจะหายร้อนหรือเสร็จกิจก็คงบ่ายแก่ๆ”
       รัชนกหน้าแดง
       “พี่ตา”
       “มีเท่านี้ล่ะจ้ะ อย่าลืมบอกต่อด้วยหนูนกคงรู้นะจ๊ะว่าใครต่อใครน่ะฉันหมายถึงใคร”
       “ต๊าย” ปริมทำเสียงตกใจ
       
       “อ้อ ติดต่อไม่สะดวกก็ให้คุณปริม” ปริมตาเหลือก “ช่วยอีกแรงก็แล้วกัน ขอบคุณล่วงหน้านะจ๊ะ อ้อ...นี่จ๊ะ โบรชัวร์โรงแรม”

 

 มุนินทร์ส่งโบรชัวร์ให้รัชนก ลิฟต์มาพอดี มุนินทร์เข้าลิฟต์ไป ปริม รัชนกดูโบรชัวร์

       “ต๊าย นังมุตตานี่มันหน้าด้านหน้าทนขึ้นทุกวันเข้าโรงแรมกลางวันแสกๆ อี๊ ขยะแขยง อ้าว เร็วซีจ๊ะ โทรหาคุณนพนภาเร็ว”
       รัชนกทำลังเล หน้าซีด ปากสั่น
       “มะ...ไม่กล้าโทรค่ะ”
       “โทรเดี๋ยวนี้”
       “ค่ะ ค่ะ” รัชนกกดโทรศัพท์หานพนภา “ไม่ติดค่ะ”
       
       ที่ล็อบบี้โรงแรมหรู เจนภพก้าวออกมาจากลิฟต์กวาดตามองหามุตตา ที่เคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ มีร่างระหงนั่งอยู่บนสตูลหันมา เจนภพมองแล้วอึ้งไปเมื่อเห็นมุนินทร์แต่งหน้าคมเข้มดูเปรี้ยวเฉี่ยว ชุดเป็นสีดำทั้งชุด ท่อนบนเป็นเสื้อคลุมกรุยกราย กระโปรงผ่าสูงเห็นช่วงขาเรียว เจนภพก้าวเข้าไปมองไล่จากขามาที่ดวงหน้า มุนินทร์มองตอบอย่างท้าทาย
       “ตา โอ้โฮ ผมจำเกือบไม่ได้”
       “อย่าห่วงเลยค่ะ ต่อไปคุณจะจำได้ จำจนวันตายเลยด้วย”
       เจนภพยิ้มกริ่ม มองดูแก้วเหล้าค็อกเทลสีสวยที่ยังเหลือเกือบเต็มแก้ว
       “เดี๋ยวนี้ตาชอบพูดแบบนี้จัง โอ้โฮ นี่ตากินเหล้ารอผมเชียวหรือ”
       “แค่แอพะไทเซอร์น่ะค่ะ” มุนินทร์ลุกขึ้น เจนภพขยับตาม มุนินทร์ดันหน้าอกเจนภพไว้เจนภพเลิกคิ้ว “จ่ายบิลก่อนซีคะ” พนักงานส่งบิลให้เจนภพอย่างนอบน้อม เจนภพขมวดคิ้วเมื่อเห็นราคาในบิล “ทำไม...แพงหรือคะ”
       “เปล่า”
       เจนภพเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วดึงใบละพันมาวาง พนักงานรับไป มุนินทร์ยิ้ม
       “ดีค่ะ เพราะต่อไปถึงเวลาที่คุณต้องจ่ายให้ตา อีกมากมายเชียวล่ะ”
       เจนภพอึ้ง
       
       ที่ห้องโถงบ้านนภางค์ นภางค์กำลังดูไอแพดเช็กตารางราคาหุ้น พลางโทรหาโบรกเกอร์ นพนภาพูดมือถืออยู่ข้างๆ ส่วนเนตรนภิศดูโทรทัศน์รายการขายของตาเป๋งพลางโทรศัพท์อยู่เช่นกัน
       “เอายังงี้ เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน รออีกซัก 2 อาทิตย์แล้วค่อยปล่อย”
       “ตกแต่งเสร็จแล้วเหลือแค่เก็บงานค่ะ คุณประพงส์ เดี๋ยวไปดูด้วยกันซีคะ”
       “อะไรผ่อนไม่ได้เหรอ ก็ไหนว่าผ่อน 6 งวด ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซนต์ไง”
       นภางค์และนพนภามองเนตรนภิศตาเขียว เนตรนภิศขยับห่างต่อรองต่อ
       “อ้อ ค่ะ ค่ะ งั้นแค่นี้”
       “ค่ะ คุณประพงส์ พรุ่งนี้นะคะ สวัสดีค่ะ”
       “ก็ได้ จ่ายเต็มก็ได้ แค่นี้ฉันมีปัญญาจ่ายหรอก”
       สามนางวางหูเกือบพร้อมกัน นภางค์หันไปหานพนภา
       “แหม คุณแม่นี่ไฮเทคมากกว่าหนูอีกนะคะ ไอพ่งไอแพดอะไรนี่หนูไม่รู้เรื่องเลยแค่มือถือหนูก็ปวดหัวแล้ว”
       “ไม่ได้ซี ได้มาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้ม เออ ไอ้เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์อะไรของแกนี่มันที่ไหนน่ะ”
       “คุณแม่จำอีพลาซ่าที่สร้างไม่เสร็จ แล้วหนูไปประมูลได้มาได้ไหมคะ ตอนนี้คุณประพงส์เข้าไปรีโนเวทเสร็จแล้ว”
       “แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ”
       “ก็เหมือนทุกที่น่ะค่ะ มีผับ มีโบว์ลิ่ง มีไอซ์สเก็ต มีสนุ๊กเกอร์”
       “แล้วก็อาบอบนวดด้วยค่ะ”
       “เอ๊ะ แต่นั่นมันใกล้มหาลัยไม่ใช่หรือลูก”
       “นั่นแหละค่ะยิ่งดี ไม่ต้องไปหาลูกค้าที่ไหน”
       “แหม จะดีหรือคะ หากินกับเด็กคราวลูกคราวหลาน ยิ่งอบายมุขอย่างนี้ด้วย”
       “นี่...อย่ามาแอ๊บแม่ชีกับฉัน อีเด็กเจนเนอเรชั่นเอกซ์เซ็กส์จัดพวกนี้ ต่อให้ฉันไม่เปิดมันก็หาที่ไปใจแตกได้อยู่ดี ใครๆ เขาก็ทำกัน”
       “ใช่ ยายนภาน่ะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ไม่เหมือนแก หยิบจับอะไรก็เด้งเหมือนเช็กของแก”
       “ค่ะ หนูสร้างบารมีแนวพี่นภาไม่เป็น”
       เนตรนภิศพูดประจบหวาน แต่เนื้อความแอบกัด มือถือนพนภาดังขึ้น
       “อะไรอีกล่ะ” นพนภาดูชื่อ “แม่นี่อีกแล้ว เมื่อกี้ก็โทรแทรกเข้ามาตั้งไม่รู้กี่หน”
       เนตรนภิศชะโงกดู
       “หนูนกหรือคะ รับเร็วซีคะ พี่นภา” นพนภากดรับ
       “ฮัลโหล”
       รัชนกอยู่ที่ห้องทำงา ปริมยื่นหน้าเอาหูแนบร่วมด้วยช่วยฟัง
       “ฮัลโหล คุณนพนภาคะ หนูรัชนกนะคะ”
       “ย่ะ มีอะไรถึงได้กระหน่ำโทร เมื่อกี้ฉันคุยธุระมูลค่าเป็นสิบล้านก็เลยไม่ว่างรับ”
       “ต๊าย ต้องเรื่องนังนั่นกับคุณภพแน่ๆ” เนตรนภิศบอก
       นพนภาเพิ่งฉุกใจได้คิด หลังจากเห่อเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ตาเบิกโพลงตวาดเนตรนภิศ
       “นี่ หุบปาก... ยังไง ผัวฉันมีอะไร”
       ปริมฟังเริ่มสมน้ำหน้า แต่รัชนกอ่อนหวานไม่เสื่อมคลาย
       “ต๊าย กลัวเสียงาน จะเสียผัวอยู่แล้ว” ปริมบ่นออกมาเบาๆ
       “พี่มุตตามานัดพบ ผ.อ.วันนี้ นัดออกไปข้างนอกค่ะ”
       นพนภาลุกผึง ปัดไอแพดแม่แทบกระเด็น นภางค์คว้าไว้ทัน เนตรนภิศที่ยื่นหูฟังก็แทบคว่ำไปอีกทาง
       “ที่ไหน”
       “โรงแรม....ค่ะ”
       “ผัวฉันออกไปนานหรือยัง”
       “เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ”
       “แล้วทำไมแกถึงเพิ่งมาบอกฉัน”
       รัชนกอึ้ง แต่ยังพูดหวาน
       “ก็คุณนภาติดคุยธุระเงินล้านอยู่ไม่ใช่หรือคะ นกโทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด”
       “ฉันไม่รับก็โทรหายายนภิศซี อย่าโง่นัก อ๊าย เจ็บใจนัก”
       “รีบไปเถอะค่ะ จะได้จับได้คาหนังคาเขา” เนตรนภิศบอกแทบซ่อนความสมใจไม่มิด นพนภาตาขวางพาลโกรธน้องสาว

  

       ที่ห้องอาหารหรูของโรงแรมเห็นทิวทัศน์กรุงเทพฯไกลสุดตา ที่โต๊ะมุมหนึ่งเจนภพนั่งมองมุนินทร์ มุนินทร์ถอดเสื้อคลุมออก เห็นว่าแส็คข้างในเปิดไหล่หลัง เจนภพอึ้งไป คุณหญิงโต๊ะข้างๆ ซุบซิบกัน
       “สวยจัง ทำไมต้องแต่งชุดดำล่ะ ตา”
       “ฉันไว้ทุกข์น่ะซีคะ”
       “ไว้ทุกข์ให้ใคร”
       มุนินทร์ตาวาวขึ้นวูบหนึ่งแล้วระงับไว้ยิ้มพริ้มพราย
       “ให้ ให้ผู้หญิงของ ผ.อ.ไงคะ”
       “ตาพูดอะไรผมไม่เข้าใจ”
       “มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะคนเรามักเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ ใครจะพังภินท์พินาศยังไง ไม่ต้องสนใจ ขอให้ตัวเองได้ก็พอ”
       “ตา นี่ตาพูดอะไรกันนี่”
       “ฉันพูดสัจธรรมของโลกนี้ไงคะ โลกของคนแบบ ผ.อ.กับเมีย” มุนินทร์หันมาหาบริกร “ฉันจะสั่งอาหารแล้วค่ะ”
       บริกรก้าวมา มุนินทร์ดูเมนูแล้วมองบริกร “ที่นี่นี่เองที่มีเนื้อ...กิโลละหมื่นห้า ดีจัง โอ...มีเห็ดทรัฟเฟิลด้วย”
       เจนภพเอนกายพิงพนักเก้าอี้ทำตาปริบๆ
       
       นพนภากับเนตรนภิศกำลังเดินทางมาที่โรงแรม แต่รถติดมาก นายชมคนขับเหงื่อแตกซิก นพนภาตาเขียวยื่นหน้ามากำกับการขับรถ เนตรนภิศแอบยิ้มอยู่ข้างๆ รถเคลื่อนไป
       “แซงไปซียะ อย่ามาทำมีมารยาท ว้าย อีนี่กล้าปาดหน้า”
       นพนภาชะโงกกดแตรไล่
       “พี่นภา ใจเย็นๆ เถอะค่ะ โรงแรมอยู่ข้างหน้าแล้ว”
       “ฉันไม่เย็น ลองเป็นผัวแกเข้าโรงแรมบ้างซี ฉันอยากรู้แกจะเย็นไหม”
       “แหม คุณมรไม่มีเรื่องแบบนี้เด็ดขาดค่ะ”
       นายชมเคลื่อนรถไปแล้วเบรกเอี๊ยด เมื่อไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง
       “ไฟแดงอีกแล้ว ไหนต้องรอกี่วิ”
       ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลาย้อนหลัง 900 วินาที นพนภาตาเบิกกว้าง หวีดร้องสุดเสียง
       
       รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งซิกแซกไปตามรูตามซอกระหว่างรถต่างๆ อย่างรวดเร็ว คนขับโน้มตัวลง เผยให้เห็นนพนภาที่หัวฟูด้วยแรงลม ต่างหูระย้าแกว่งไกวกำลังบัญชาการการขี่
       “นั่น ไปทางรูนั้น”
       นพนภาถลกเดรสหรูนั่งคร่อม ผ้ามากองเหนือเข่า ผู้คนเหลือบมองแต่นพนภาไม่แคร์สื่อ
       “รอหนูด้วยค่ะ พี่นภา”
       มอเตอร์ไซค์อีกคันเลี้ยวฉวัดเฉวียนตามมา เนตรนภิศนั่งไขว้ หัวฟูไปด้านหนึ่ง หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว มอเตอร์ไซค์ทั้งสองคันวิ่งซิกแซกตรงไปเห็นตึกโรงแรมหรูอยู่เบื้องหน้า
       
       มุนินทร์รินไวน์ราคาแพงเติมให้แก้วเจนภพ
       “ไวน์บอร์โดซ์นี่ถึงจะสมศักดิ์ศรี ผ.อ.หน่อย บอททอมอัพค่ะ ผ.อ.”
       เจนภพดื่มรวดเดียว มุนินทร์แค่จิบๆ ตามองเจนภพ
       “ถึงเวลาพูดเรื่องของเราแล้วหรือยัง”
       “ยังมีอะไรต้องพูดอีกหรือคะ”
       “ตา ตัดสินใจแน่แล้วหรือ เรื่องจะไม่กลับไปทำงานน่ะ”
       “ทำไปทำไมคะ นั่งพิมพ์รายงาน พิมพ์วาระการประชุม นั่งร่างจดหมาย น่าเบื่อจะตาย สู้เป็นเมียเก็บผู้อำนวยการกองไม่ได้ เปรี้ยวกว่าตั้งเยอะ”
       เจนภพสำลักไวน์
       “ตา นี่ตาเมาหรือเปล่า”
       “ต๊าย แค่ขวดเดียวไม่เมาหรอกค่ะ ขออีกขวดนึงก็แล้วกัน คุณเวทเทอร์คะขอไวน์เพิ่มอีกขวดค่ะ”
       
       ที่ล็อบบี้ของโรงแรมพนักงานต้อนรับเพิ่งส่งแขกให้ตามเบลล์บอยไปพลางกระพุ่มมือไหว้ก้มหน้า มีร่างหนึ่งก้าวมา พนักงานรูปหล่อเงยหน้าขึ้นเตรียมยิ้มรับแล้วสะดุ้ง
       “แม่มึง”
       นพนภายืนหน้าบึ้งอยู่ตรงหน้า ผมกระจัดกระจายไม่เป็นทรง พลางยื่นมือถือมา
       “ผัวฉันอยู่ไหน”
       “เอ้อ...อะไรนะครับ”
       “แหกตาดูซียะ ผัวฉันมาเช็กอินหรือเปล่า”
       พนักงานชายหน้าเหรอ งงมากกว่าจะโกรธตอบ พนักงานเคาน์เตอร์สาวรีบมาช่วย
       “มีอะไรให้รับใช้คะ”
       เนตรนภิศวิ่งมาถึงเคาน์เตอร์ หน้ายังซีดอยู่ พลางเอามือสางผมให้เข้าที่
       “ฉันถามว่าผัวฉันมาเช็กอินไปแล้วใช่ไหม”
       “คะ”
       “หนูเองค่ะพี่นภา น้องขา น้องเห็นผู้ชายคนนี้บ้างหรือเปล่า”
       “เอ้อ เห็นครับ ที่ล็อบบี้นี่กับ...”
       “กับอีเมียน้อย นี่มันขึ้นห้องกันไปแล้วใช่ไหม อยู่ห้องไหนบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
       “เอ้อ บอกไม่ได้ครับ”
       “ทำไมถึงบอกไม่ได้”
       “คุณคะ ใจเย็นๆ ค่ะ”
       “ฉันไม่เย็นแล้ว อย่ามาโยกโย้ ป่านนี้มันต่อรอบสองกันแล้ว”
       “คุณคะ ฟังก่อนค่ะ สามีคุณไม่ได้เช็กอินจริงๆ ค่ะ ดิฉันว่าน่าจะแค่มาทานอาหาร”
       นพนภาใจชื้นขึ้นนิดนึง
       “ใช่ มันกินเอาแรงก่อน แล้วถึงค่อยไปกินกันต่อบนเตียง” สองพนักงานหน้าชาสบตากัน “แล้วผัวฉันมันพาอีเมียน้อยไปกินกันที่ไหน”
       “เราสองคนไม่ทราบจริงๆ ครับ”
       “คงอยู่ที่ห้องอาหารห้องใดห้องหนึ่ง ในยี่สิบห้องของเราน่ะค่ะ”
       นพนภาตาเบิกโพลง
       “ยี่สิบห้อง”
       “แล้วจะยังไงดีคะ พี่นภา”
       “ขึ้นไปดูมันทุกห้อง ตั้งแต่ใต้ดินไปจนถึงดาดฟ้า เจ็บใจนัก”
       นพนภาตาเขียวใส่สองพนักงานแล้วเดินไป เนตรนภิศวิ่งตาม สองพนักงานสะใจ
       
       มุนินทร์ยังนั่งอยู่ในร้านอาหารหรูมีขนมพวกทาร์ตวางอยู่ตรงหน้าตกแต่งด้วยเชอรี่ มุนินทร์ใช้นิ้วหยิบเชอรี่มาเคลียแถวปากอย่างจงใจ เจนภพมองดวงตาเปลี่ยนไป มุนินทร์กัดเชอรี่เข้าปาก เจนภพสะดุ้งนิดๆ มุนินทร์ถือเชอรี่ครึ่งลูกไกวไปมา
       “แหม อยากได้กาแฟมาปิดท้ายจัง แต่พอแค่นี้ก่อนดีกว่า”
       “นั่นซี เราเตรียมไปกันเถอะ”
       “ไปไหนคะ”
       “ที่เดิมของเราไงล่ะ”
       “อ๋อ ม่านรูดน่ะหรือคะ”
       มุนินทร์จงใจพูดเสียงดังฟังชัด บริกรสะดุ้ง คุณหญิงโต๊ะข้างๆ ตาเหลือก เจนภพเหลียวซ้ายแลขวา
       “ตา พูดอะไรแบบนั้น”
       “นี่จะบ่ายสองแล้วนะคะ ผ.อ.ไม่คิดจะกลับไปทำงานหรือคะ”
       “กลับซี แต่ผมต้องได้ “คุย” กับตาก่อน”
       “จะคุยหรืออยากกินเชอรี่กันแน่คะ ก็ได้ค่ะ แต่ขอฉันไปส่งแมสเสจก่อน”
       “ไปซี...เร็วๆ นะตา”
       มุนินทร์ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปหาเจนภพ ก้มลงป้อนเชอรี่ครึ่งลูกเข้าปากเจนภพ เจนภพตัวชา มุนินทร์ทำทีคล้ายกระซิบ แต่กลับบรรจงทาบปากบนปกเสื้อเชิ้ตจนเป็นรอยลิปสติก
       “รอนิดนะคะ รับรองค่ะว่าเดี๋ยวคุณได้สนุกสมใจแน่”
       
       เจนภพเคลิ้ม มุนินทร์หยิบมือถือที่ตั้งไว้บนโต๊ะกับเสื้อคลุมเดินไป

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 29 ต.ค. 55 14:59:19
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน