แรงเงา ตอนที่ 11

 
แรงเงา ตอนที่ 11

แรงเงา ตอนที่ 11

คืนนั้นที่คอนโดรัชนกมีเพียงสลิปบางเบานอนตาปรือ ผมรุ่ยร่าย ซบอยู่กับไหล่ประสิทธิ์ชัยที่นอนตระกองกอดอยู่

       
       “คุณสิทธิ์คะ”
       “จ๋าจ้ะ”
       “นกได้ข่าวว่าคุณกำลังหมั้นหมายกับลูกสาวคุณหญิงวิจิตรา”
       ประสิทธิ์ชัยตาเหลือก
       “หือม์ อะไรกัน คุณนกไปได้ข่าวมาจากไหน”
       ประสิทธิ์ชัยขยับตัวออกทำเป็นขยับผ้าห่ม ซ่อนสายตา รัชนกยันกายขึ้น
       “นกกำลังถามคุณต่างหากคะว่ามันจริงหรือเปล่า”
       “โธ่ ไม่จริงสักหน่อย แม่ผมน่ะเขาสนิทกับคุณหญิง เขาดูๆ ยายไฮซีดนี่ให้พี่ผม นกไปอ่านมาจากคอลัมน์ซุบซิบหรือเปล่า พวกนี้น่ะเต้าข่าวข่าวเต้าทั้งนั้น”
       “จริงนะคะ”
       “จริงซี ผมจะโกหกนกทำไม”
       “นกกลัวค่ะ นกกลัวว่าคุณจะทิ้งนกไป”
       “ไม่มีวัน ผมไม่มีทางทิ้งคุณ ต่อให้แม่หายายไฮโซมาให้ผมเป็นสิบคน ผมก็จะเลือกนกคนเดียว นกเป็นคนเดียวที่ผมรัก”
       รัชนกพูดไปน้ำตารินเป็นสาย ประสิทธิ์ชัยจูบซับน้ำตา ทันใดไฟก็ติดรัชนกลืมตาแววตากลายเป็นยั่วยวน
       “ดีใจจังเลย อาบน้ำแช่น้ำอุ่นกันเถอะค่ะ เดี๋ยวนกถูหลังให้นะ”
       “ได้เลย”
       “แต่ก่อนอื่น ไล่จับนกให้ได้ก่อนนะคะ”
       รัชนกกระโดดลงจากเตียง ประสิทธิ์ชัยวิ่งไล่จับ รัชนกหัวเราะเริงร่าวิ่งไปมา ประสิทธิ์ชัยกระโดดกอด รัชนกดิ้นหนี วิ่งไปรอบๆ ห้อง กระโดดขึ้นเตียงบ้างประสิทธิ์ชัยทำท่าขู่คำรามรัชนกหัวเราะระรื่น
       ที่ผนังห้องมีกล้องแอบถ่ายซ่อนอยู่ที่ภาพใบหน้าผู้หญิงของปิกัสโซ่ สายกล้องโยงออกมาที่ห้องศักดิ์ชายและโยงภาพเข้าเครื่องคอมฯ ขณะนั้นศักดิ์ชายนุ่งกางเกงยีนส์ อกเปลือย ยิ้มพอใจกับภาพที่ได้
       “นกยังไม่มีแฟนค่ะ เพราะพี่ชายนกคุมเข้มแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยค่ะ”
       ศักดิ์ชายยิ้มกับเสียงหัวเราะของประสิทธิ์ชัยและรัชนก
       
       วันต่อมานพนภาและเนตรนภิศอยู่ในร้านเสื้อแบรนด์เนมบนห้างดังที่สุดของประเทศไทย รอบกายมีแต่ชุดดีไซน์หรูเริ่ด แม้แต่พนักงานก็เสื้อผ้าหน้าผมคมกริบไปหมด ยืนยิ้มเย็นชารับลูกค้า
       “พี่นภาขา วิธีแก้เครียดไม่มีอะไรดีเท่าช็อปบำบัดค่ะ”
       “ที่แกพูดน่ะถูก แต่ของในร้านนี่ไม่ใช่สำหรับแก ชุดนี้เท่ากับเงินเดือนผัวแกทั้งเดือนเลยนะ แกลองดูซิ”
       “ค่ะ พี่นภา”
       เนตรนภิศยิ้มประจบแต่ดวงตาอาฆาต คว้าชุดเดินเข้าห้องลองไป นพนภาเดินแยกมาแล้วชะงักเมื่อเห็นร่าง มุนินทร์และลูกศรกำลังเลือกเสื้อผ้าลดราคาอยู่
       “นังมุตตา”
       นพนภาตรงไปหามุนินทร์ทันที
       นพนภาเดินแยกมาแล้วชะงัก เมื่อเห็นร่างมุนินทร์และลูกศรกำลังเลือกเสื้อผ้าลดราคาอยู่
       “นังมุตตา”
       นพนภาตรงไปหามุนินทร์ทันที แล้วกระชากมือมุนินทร์ที่กำลังหยิบชุดมาดู ชุดกระเด็นไปทั้งไม้แขวน
       “อ้อ กำลังใช้เงินผัวฉันมาซื้อของแบรนด์งั้นเหรอ ไม่ต้องซื้อหรอกอีเมียน้อยหน้าด้าน”
       ลูกศรตะลึงงันไป แต่มุนินทร์ไม่มีท่าทีสะดุ้งสะเทือนอะไรสะบัดมือออกจากนพนภา
       “สวัสดีค่ะ คุณเมียหลวงหน้าโบท็อกซ์ รู้สึกว่ารสนิยมเราตรงกันหลายเรื่องนะคะ แต่ชุดนี้ฉันว่าเหมาะกับหญิงสาวผอมเพรียวมากกว่าหญิงแก่สเตย์แตกนะคะ”
       นพนภาตาวาวกระชากชุดมา ชุดขาดแควก พนักงานขายเลิกผู้ดี ลูกศรตะลึงงัน
       “ว้าย ขาดแล้ว”
       “อะไรที่เป็นของฉัน แกไม่มีวันแย่งไปได้”
       “ก็เห็นแย่งคืนได้แต่ของชำรุด มีตำหนิเท่านั้นเอง”
       “ร้านระดับนี้ เขาไม่ต้อนรับแกหรอกนะ นังโสเภณี”
       พนักงานขายอื่นๆ ผู้จัดการร้านวิ่งมาดู เนตรนภิศวิ่งออกมาถือชุดมาด้วย ยังไม่ได้ลอง
       “แปลว่าร้านนี้ ต้อนรับเฉพาะ แม่เล้า”
       “อี...”
       “เอ ลืมเสียแล้ว ผับคุณชื่ออะไรนะคะ”
       “เดอะซอง แกจะทำไม”
       “แล้วทำไม ใครต่อใครถึงเรียกกันว่าเดอะซ่องล่ะคะ ดีจังนะคะ เปิดหน้าสถานศึกษาขานรับนโยบายเซ็กส์ในวัยเรียนหรือไงคะ”
       “แกอย่ามาป้ายขี้ ฉันแค่เปิดร้านใครทำระยำตำบอนไม่เกี่ยวกับฉัน”
       “คุณกับสามีนี่เหมือนกันจังนะคะ คิดถึงแต่ตัวเอง ใครจะพินาศยังไงก็ไม่สนใจ มิน่าถึงอยู่กันยืด”
       “ใช่ ภพกับฉันจะอยู่กันจนตายจาก ไม่เหมือนแกนังโสเภณีรายคืน”
       มุนินทร์ยิ้ม ยืนระทดระทวย
       “โสเภณีมีไว้ระบายความใคร่เป็นรายครั้งค่ะ ไม่ใช่ระบายความรัก สามีคุณเขารักฉันจนถอนตัวไม่ขึ้น”
       นพนภาสะเทือนสุดขีดเพราะกลัวว่าจะเป็นจริง น้ำตาไหลมาสายหนึ่งจนต้องเชิดหน้าปาดออก มุนินทร์มองอย่างอึ้งไปเมื่อเห็นน้ำตาลูกผู้หญิงด้วยกัน ความรู้สึกเห็นใจวูบขึ้น
       “อ้อ รักเหรอ คนต่ำๆ อย่างแก รู้จักความรักด้วยเหรอ”
       มุนินทร์ชิงชังขึ้นมาอีก
       “อุ๊ยตาย นั่นน้ำตาหรือคะ”
       “ไม่ใช่”
       “ถ้าไม่ใช่ก็คงเป็นโบท็อกซ์รั่ว”
       “แก อี”
       นพนภาจะเข้าใส่มุนินทร์ มุนินทร์ตั้งการ์ดทันที เนตรนภิศรีบยึดไว้
       “อย่าค่ะพี่ ไม่คุ้มกัน อีนี่มันเหล็กไหล”
       “ค่ะ ฉันมันเหล็กไหลถึงไม่ต้องไปดึงไปทึ้งไงคะ เฮ้อ ให้ดึงให้ทึ้งยังไงบทผัวจะทิ้งมันก็ทิ้งนะคะ ตาย ถ้าต้องหาใหม่ตอนกลางคนนี่คงต้องลดแลกแจกแถมกันเหนื่อยแย่ ดีไม่ดีมันขอรับแต่ของแถมไม่เอาตัว”
       นพนภาร้องกรี๊ดเงื้อมือถลันเข้ามาอีก มุนินทร์ล้วงมือลงในกระเป๋าตวัดขึ้นจ่อไว้ทั้งกระเป๋า
       “อี”
       
       “ระวังนะคะ ในกระเป๋าฉันมีปืนเกิดลั่นเปรี้ยงปร้างออกมา ฉันไม่อยากให้มีใครต้องเจ็บตัว”

ผู้จัดการร้าน สองพนักงานขายถอยกรูดไปยืนกอดกัน เนตรนภิศถอยไปอีกคนทิ้งพี่สาวลำพัง นพนภาชะงักแต่เชิดหน้าทำเข้มแข็ง

        
       
       “ต้องมีคนเจ็บตัวซี คราวก่อนๆ แกรอดไปได้เพราะฉันกำชับเอาไว้ว่าอย่าให้ถึงตาย แต่คราวนี้ฉันจะให้มันข่มขืน กรีดหน้าแกให้ยับ เอาให้ไม่ตายก็ต้องนอนเป็นอัมพาตไปจนตลอดชีวิต”
       นพนภาพูดเน้นทุกคำ ไม่รู้ว่าคือการกำหนดวิบากของตัวเอง
       “อย่างนี้ก็เจอข้อหาจ้างวานฆ่าซีคะ”
       “ใช่ ขอให้แกตายเถอะ ฉันยอมได้ทุกอย่าง”
       มุนินทร์อมยิ้มพยักเพยิดไปทางเพดาน
       “ช่วยยืนยันกับซีซีทีวีตรงนั้นอีกครั้งซีคะ อ้อ คุณสามคนช่วยเป็นพยานด้วยนะคะ” นพนภาเห็นกล้องวงจรปิดก็ชะงัก แต่ทำไม่กลัว เนตรนภิศตาลุกตกใจ “มีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุอย่างนี้ คงดิ้นไม่หลุดหรอกนะคะ ถ้าฉันเป็นอะไรไป เลิกเล่นสกปรกซะทีเถอะค่ะ”
       “แก”
       “ลาก่อนนะคะ อ้อ ถ้ามีอะไรฉันจะติดต่อไป เอ ไม่ต้องซีบอกฝากสามีเรา ไปก็ได้ ลาอีกครั้งค่ะ”
       มุนินทร์เดินไปกับลูกศรที่ยังหน้ามึนอยู่
       “พี่นภาวงจรปิดบันทึกไว้ได้จริงๆ ด้วย พี่ไม่น่าไปเสียรู้มันเลย”
       นพนภากำลังหอบมือเกร็ง เส้นโลหิตที่ขมับโป่ง แล้วอย่างที่ไม่มีใครคาด นพนภาหันขวับมาตบเนตรนภิศฉาดลงไปกองที่พื้น
       “ว้าย”
       นพนภายืนกุมอกจากนั้นก็ทรุดฮวบลง ผู้จัดการและพนักงานเข้ามาประคอง
       “เป็นโรคหัวใจรึเปล่าครับนี่ ยาดม อย่ามุง เดี๋ยวไม่มีอากาศหายใจ”
       
       เนตรนภิศลุกขึ้นกุมแก้มมองดู นพนภาหลับตาหายใจระรวย เนตรนภิศจากตกใจกลายเป็นสะใจ และกลายเป็นเกิดความคิดบางอย่าง
       
       มุนินทร์ยืนพิงข้างรถ หอบหายใจ มีแววทุเรศตัวเองผุดมาแทนความสะใจ ลูกศรยืนอยู่ข้างๆ
       “พกปืนมาจริงๆ เหรอ” ลูกศรหยิบกระเป๋า ไม่มีปืนจริงๆ อย่างที่คาด “นี่ใช่ไหมคุณนพนภา ภรรยา ผ.อ.เจนภพ ที่เธอไปราวีเขาหลายต่อหลายครั้ง ล่าสุดนี่ก็ในงานเปิดตัวคอมเพล็กซ์ แถมยังเอาคลิปที่ฉันถ่ายไปประจานกลางงานด้วย”
       “เธอกำลังบอกว่าฉันสมควรได้รับคำขู่แบบนั้นแล้วใช่ไหม”
       “ก็น่าอยู่หรอกนะ”
       “หล่อนคงทำอย่างที่หล่อนพูด ฆ่าฉัน”
       “กลัวทำไม วงจรปิดนั่นบันทึกไว้หมดแล้ว”
       “เงินลบทุกอย่างได้จ๊ะ ลบทั้งภาพ ปิดทั้งเสียงพยานปากเอกทั้งหมด”
       “งั้นเธอก็ควรรู้ตัวแล้วนะว่าเธอกำลังเล่นกับอะไร ถอนตัวออกมาเถอะนิน”
       มุนินทร์สีหน้ายังคับแค้น
       “ไม่หรอก งานนี้ฉันยังชำระแค้นไม่หมด”
       
       เนตรนภิศหน้ายังแดงไปแถบนึงกำลังจัดโต๊ะอาหารอลังการอยู่กับคนใช้ ที่โซฟาอมรและพงศกรนั่งถือเบียร์คนละกระป๋องเชียร์บอลอยู่ ช่วงต่อเวลาทั้งสองทีมเสมอกัน แต่ในนาทีสุดท้ายทีมที่ทั้งสองเชียร์ก็เตะเข้า อมรและพงศกรร้องเฮลุกขึ้นกอดกันหมุนตัวไปรอบๆ เนตรนภิศมองอย่างเอ็นดู สองชายสบตากันแล้วผละออก
       “ชนะล่ะซีคะ ทำกันกี่ประตูล่ะ”
       “โอ้โฮ นับไม่ถ้วนเลยครับ”
       อมรมองหน้าพงศกรอย่างปรามๆ แล้วเดินมาหาเนตรนภิศโอบไว้หลวมๆ
       “อย่าพูดมากเจ้ามร มากินข้าวเหอะ”
       พงศกรเดินตามมาที่โต๊ะกินข้าว อมรเลื่อนเก้าอี้ให้เนตรนภิศ เนตรนภิศยิ้มจนเจ็บหน้า พงศกรนั่งลงตรงข้ามอมร
       “ของกินล้านอย่าง คุณนภิศนี่ภรรยาตัวอย่างจริงๆ”
       “แล้วคุณพงศ์ไม่คิดจะมีบ้างหรือคะ ภรรยาน่ะ”
       “อยู่อย่างงี้ก็ดีไม่รู้จะดียังไงแล้วครับ”
       พงศกรมองอมร
       “ดียังไงคะ”
       “ก็หมายความว่ามันไม่ยอมมีเป็นตัวเป็นตน แต่ก็มีมาเรื่อยๆ ไม่เคยขาดน่ะซี” อมรพูดขัด
       เนตรนภิศค้อนพงศกร ทำนองว่าเบื่อพวกเจ้าชู้ พงศกรยิ้มเรื่อยๆ มองอมร
       “ใครว่า ผมก็อยากมีเป็นตัวเป็นตนเหมือนกันล่ะครับ แต่อีกฝ่ายเขาไม่ยอมบอกทางบ้าน ถ้าบอกเขาตัดขาดแน่”
       “ตายแล้ว เรื่องต่างศาสนาใช่ไหมคะ”
       “ก็ ทำนองนั้นแหละครับ”
       “โธ่เอ๋ยคุณพงศ์ แหม คุณมร ทำไมไม่เห็นเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังบ้างเลย”
       “เปลี่ยนเรื่องพูดเถอะน่า นี่หน้าคุณไปโดนอะไรมา”
       “ก็พี่นภาซีคะ บังเอิญไปเจอกับเมียน้อย ต่อปากต่อคำกัน โดนมันยั่วจนกรี๊ดสลบไปเลย ฉันไปประคองเลยล้มไปด้วยกันค่ะ”
       “อีกแล้วหรือ”
       “แปลว่าพี่สาวคุณพอโกรธมากๆ เข้าก็จะช็อคสลบหรือ”
       “ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ หลายครั้งแล้ว”
       “นี่ไม่ดีแล้วนะนี่ อย่างงี้ไม่หัวใจก็ความดัน มีสิทธิ์ไปได้ง่ายๆ”
       “ถูกเผงเลยล่ะค่ะ เฮ้อ ยิ่งรบรากับเมียน้อยแบบนี้ แหม น่าซื้อประกันให้พี่นภาจังเลย”
       เนตรนภิศหลุดบท ตาวาว อมรมอง
       “ทำไมคุณพูดเหมือนอยากให้พี่สาวคุณเป็นอะไรไป”
       “พูดอะไรแบบนั้นคะ พี่ฉัน ฉันก็รัก แต่พี่นภาน่ะห่วงตัวเองซะที่ไหน เที่ยวแต่วิ่งแร่หวงผัว วันนี้จะพาไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอม”
       
       สองวันต่อมาที่ห้องทำงานมุนินทร์ มุนินทร์กำลังเปิดคลิปในยูทิวบ์ เห็นเจนภพถูกมัด นพนภาเอาแส้เฆี่ยน เทียนล้ม ไฟลุกพรึ่บ มุนินทร์มีสีหน้าสะใจแล้วกลับเปลี่ยนเป็นสังเวชใจ
       มุนินทร์คลิกปิดแล้วคลิกดูเว็บอื่น ที่จอคอมพิวเตอร์ เป็นภาพข่าวแนวสังคมธุรกิจ ข่าวแรกเป็นข่าวของบริษัทเห็นณัฐดนัยกำลังจับมือกับแขกเกาหลี มุนินทร์ยิ้มนิดๆ เลื่อนดูข่าวต่อไปแล้วชะงัก ภาพข่าวเห็นนพนภาฉีกยิ้มยืนอยู่ข้างประพงส์ มีพาดหัว เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ฉาวอยู่ติดวัดและโรงเรียน มุนินทร์คลิกดูคลิปข่าว
       
       “อ๋อ เราแค่ทดลองเปิด ยังไม่ได้เปิดเป็นทางการ ถ้าเปิดจริงรับรองยิ่งใหญ่อลังการค่ะ ขอเชิญน้องๆ นักข่าวทุกคนนะคะ”

 จากนั้นก็เห็นนพนภานิ่งฟังคำถาม หน้าหงิกไปวูบหนึ่งแล้วฉีกยิ้มใหม่

       
       “ไม่จริงค่ะ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์เราอยู่ห่างโรงเรียน 500 เมตรตามกฎหมายพอดีค่ะ เป๊ะค่ะ อ๋อจากวัดมองเห็นสระว่ายน้ำของเราหรือคะ แหม พระท่านคงไม่ใช้กล้องส่องทางไกลหรอกค่ะ”
       นพนภาหัวเราะระรื่น มุนินทร์นิ่งอึ้งแล้วยิ้มอย่างเอาเรื่องขึ้นมาใหม่
       “เพื่อเด็ก เยาวชน และศีลธรรมอันดี งานนี้ฉันจัดให้เธออีกแน่ๆ”
       มุนินทร์ตาวาวโรจน์
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น เจนภพสตาร์ทรถบุโรทั่งของตนอยู่นาน วีกิจเดินมาจากสวนบ้านตนเห็นรถสตาร์ทไม่ติดจึงเข้ามาดู
       “อ้าว ไอ้แก่ก่อเรื่องอีกแล้วหรือฮะ” เจนภพตาขุ่นคิดว่าวีกิจแขวะ วีกิจยิ้มหยันๆ “ผมช่วยเข็น”
       วีกิจเข็นจนรถสตาร์ติด
       “ขอบใจ”
       “วันนี้วันหยุด อาภพจะไปไหนเหรอครับ”
       “ตาเขาไม่ได้บอกนายเหรอว่าเขานัดฉัน” วีกิจเป็นอึ้ง เจนภพสะใจ “ขอบใจที่ช่วยเข็น”
       เจนภพยิ้มหยันแล่นรถออกไป วีกิจนิ่งงัน
       
       เจนภพเดินเข้ามาในโชว์รูมรถมองหามุตตา แต่ไม่เห็นใคร ร่างของมุนินทร์ในชุดสวยเดินมาเบื้องหลังแล้วโอบกอดเจนภพไว้
       “ตา” เจนภพหันมาสีหน้าเครียด แต่แล้วเมื่อเห็นมุนินทร์ในชุดสวยเซ็กส์สายตาก็อ่อนลง “นัดผมที่นี่ทำไม”
       “อยากให้ ผ.อ.ได้รถใหม่ไงคะ แอบเห็นรถบุโรทั่งของคุณแล้ว น่าสงสารจัง ทำไมเมียหลวงใจร้ายกับคุณขนาดนี้”
       “ตา อย่าพูดเล่น ผมรับนัดตาเพราะต้องการคุยให้รู้เรื่องนี่ซีเรียสนะ”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “เรื่องคลิปในโมเต็ลนั่นไง คุณใช่ไหมที่เป็นคนปล่อย”
       “ใช่ แต่แค่ส่วนหนึ่ง”
       “อธิบายมาซิ เผื่อผมจะให้อภัยคุณได้บ้าง”
       “ฉันยอมรับว่าถ่ายคลิปไว้เอง จ้างคนดูแลที่นั่นถ่ายให้ แต่ฉันแค่ถ่ายนะคะ ไม่ได้คิดจะเอาไปเผยแพร่ที่ไหน เมียคุณนั่นแหละต้นเหตุเห็นว่าจ่ายค่าเสียหายไม่ตรงกับที่ตกลงไว้กับโรงแรม ทางโรงแรมก็เลยแฉคลิปนั่นอย่างที่เห็น”
       “ผมเชื่อคุณได้ไหมเนี่ย แล้วทำไมต้องโทรไปเรียกนภามาที่โมเต็ล”
       “เขาต้องรับรู้เรื่องของเรา เพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์ของเราจริงจังแค่ไหน เขาจะได้เซ็นใบหย่าให้คุณเสียทีบอกแล้วไงฉันต้องการให้คุณเป็นอิสระ ฉันไม่ต้องการแบ่งคุณให้กับใคร”
       มุนินทร์ดึงเจนภพให้เข้ามาหลบมุมปลอดคน โอบรอบคอเจนภพ เจนภพวาบหวิว 
       “นี่คุณรักผมจริงๆ ใช่ไหม”
       “ตารักคุณค่ะ รักจนโงหัวไม่ขึ้นเชียวล่ะ”
       มุนินทร์บรรจงจุมพิตที่ข้างแก้ม เจนภพสะท้านไปทั้งตัว
       “ไปจากที่นี่เถอะ ไปหาที่ที่ส่วนตัวกว่านี้ดีกว่า”
       “ที่นี่แหละค่ะที่ส่วนตัวที่สุด”
       “ส่วนตัวยังไงตา”
       “เดี๋ยวนะคะ”
       มุนินทร์แยกไปหาพนักงานฝ่ายขาย แล้วเดินไปที่รถหรูที่จอดโชว์ไว้ เจนภพมองอย่างงุนงง มุนินทร์กวักมือเรียกเจนภพ เจนภพเดินตรงไป ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมลับตา คือลูกศร เธอหยิบกล้องดีวีเล็กตามถ่ายไม่ขาดระยะ
       
       พนักงานเปิดรถให้มุนินทร์และเจนภพขึ้นนั่ง มุนินทร์นั่งที่นั่งคนขับเจนภพนั่งคู่ มุนินทร์ทำท่าอยากได้มาก ลูกศรแอบถ่ายซูมภาพเข้าใกล้ เห็นมุนินทร์หัวเราะ เจนภพหัวเราะตาม
       “อย่ามาหลอกผมเลยตา ตาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อรถแพงๆ แบบนี้ให้ผม”
       “อย่าดูถูกว่าฉันไม่มีเงินนะคะ ฉันอาจจะมีเสี่ยเลี้ยงอย่างที่รวยกว่าคุณหลายสิบเท่าเลยก็ได้”
       เจนภพเครียดขึ้นมาทันที
       “ไอ้เสี่ยนั่นใคร บอกผมได้ไหม”
       “ยังค่ะ”
       “แต่ตาก็รักผมคนเดียวใช่ไหม”
       “ค่ะ เท่าที่รู้ ตารักคุณคนเดียว รักอย่างทุ่มเทให้ทั้งหมดด้วย”
       “เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว ไปเถอะ ไปหาที่สำหรับเราสองคน”
       “ในรถนี่ก็เป็นที่สำหรับเราสองคนแล้วนี่คะ”
       มุนินทร์มองเจนภพอย่างมีนัยทางเพศ เจนภพมองซ้ายขวาฝ่ายขายแยกไปพอดี
       “ตา ไม่เอาน่า มันประเจิดประเจ้อเกิน”
       “อะไรกันคะ ก็แค่ฉันอยากทำแบบนี้เท่านั้นเอง”
       ขาดคำมุนินทร์จูบที่ข้างแก้มเกือบสัมผัสริมฝีปาก เจนภพสะท้านไปทั้งตัว ลูกศรตะลึงถ่ายกล้องไว้มือไม้สั่น
       มุนินทร์คลอเคลียเจนภพ มือถือดังขึ้น
       “เดี๋ยวนะคะ” มุนินทร์กดรับสาย “คะ บอส” เจนภพมองอย่างงุนงง “ค่ะ อยู่แถวๆ นี้ละคะ บอสตรงมาที่โชว์รูมรถนะคะ เดี๋ยวฉันจะรออยู่ที่นั่น ค่ะ เท่านี้”
       มุนินทร์เลิกสาย เจนภพเสียงเครียด
       “ใคร ตา”
       “เฮ้อ โทษนะคะ บอสของฉันตามตัวฉันมาถึงที่เลย ฉันขอตัวก่อน”
       มุนินทร์มองกระจกรถปัดผมให้เข้าที่ แล้วออกจากรถทันที เจนภพรีบตามมา ลูกศรเลิกถ่ายรีบหลบไปอีกทางหนึ่ง
       มุนินทร์เดินเร็วออกมาทำดึงเสื้อให้เรียบร้อย เจนภพตามมาจับมือมุนินทร์ไว้
       “เดี๋ยวตา”
       “บอสที่ว่า ใครกัน”
       “สปอนเซอร์ที่ฉันบอกไงคะ เป็นเสี่ยใหญ่ใจดี ชอบทำทานกับเด็กสาว ชอบให้ทุนอาหารกลางคืนนักเรียนหญิง อะไรทำนองนั้น”
       “ตายอมรับแล้วซีว่าตาคบสองคนพร้อมกัน เอ๊ะ หรือว่าสามถ้านับนายกิจด้วย”
       “สามอะไรกันคะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันอยากจะคบให้ถึงเจ็ด อ้อ มาแล้วค่ะ”
       เจนภพมองไปห็นณัฐดนัยในชุดสูทหรูกำลังเดินตรงมาแต่ไกล มองหามุนินทร์อยู่ เจนภพเป็นอึ้งเพราะณัฐดนัยเป็นหนุ่มหล่อ ไม่ใช่เสี่ยใหญ่อย่างที่มุนินทร์บอก
       “ขอตัวก่อนนะคะ ผ.อ.”
       “จะไม่แนะนำให้ผมรู้จักเหรอ”
       “อย่าดีกว่าค่ะ เพราะว่าเขาเองก็ไม่ชอบเห็นฉัน “มั่ว” กับชู้รักคนอื่น ขี้หึงเอามากๆ เลยล่ะ”
       
       มุนินทร์รีบแยกไป ณัฐดนัยหันมาเห็นพอดี มุนินทร์เข้ามาหาณัฐดนัยโอบไหล่สนิทสนม เจนภพมองขบกรามแน่นด้วยความหึง เห็นมุนินทร์หัวเราะระรื่นไม่แพ้ที่หัวเราะกับตน มุนินทร์หันมามองเจนภพสะใจเล็กๆ ก่อนจะเดินไปกับณัฐดนัย เจนภพรีบหยิบมือถือมาถ่ายณัฐดนัยไว้สีหน้าหึงเต็มที่

   เมื่อกลับเข้าออฟฟิศ มุนินทร์ดูภาพจากกล้องที่ลูกศรถ่ายอย่างพอใจ 

       
       “เธอทำงานได้ดีมาก ศร”
       “ย่ะ แล้วก็บอกมาซะทีว่าที่ให้ฉันมาช่วยแอบถ่ายคลิปแบบนี้เธอต้องการไปแบล็คเมล์ใครไม่ทราบ เผื่อฉันจะติดร่างแหไปด้วยจะได้ให้ทางบ้านเตรียมเงินไว้สู้คดี”
       “ไม่มีอะไรหรอกน่า”
       “ต้องมีแน่นอน หนุ่มใหญ่รูปหล่อนั่นน่ะคือคุณเจนภพ อภิบาลบดินทร์ สามีของคุณนพนภาและเป็นคุณอาของคุณวีกิจแฟนเธอ ฉันสืบมาหมดแล้ว”
       “เก่งนี่ แต่ขอแก้ข่าว วีกิจไม่ใช่แฟนฉัน ยืนยัน”
       “ที่สำคัญ ผ.อ.เจนภพกับภรรยาเพิ่งมีเรื่องลงหน้าหนึ่งพร้อมคลิปฉาวไปสดๆ ร้อนๆ ฝีมือเธอรึเปล่า”
       “ทั้งใช่และไม่ใช่”
       “นี่ บอกความจริงฉันมาเสียทีเถอะ เธอแอบไปทำอะไรที่กระทรวงนั่นมาตั้งเกือบอาทิตย์”
       “อยากรู้ใช่ไหม งั้นช่วยทำงานให้ฉันอีกอย่างซี”
       “จะหลอกใช้อะไรฉันอีก”
       “เธอบอกว่ามีรุ่นน้องซี้กับเธอรับเหมาวางระบบคอมให้คอมเพล็กซ์เปิดใหม่ชื่อ The Song ใช่ไหม”
       “ใช่ ทำไมเหรอ”
       “ติดต่อรุ่นน้องคนนั้นให้หน่อย”
       “เธอกำลังคิดแผนชั่วร้ายอยู่แน่ๆ บอกมากำลังจะทำอะไร”
       “เอาเบอร์มาก่อน แล้วเดี๋ยวจะบอก”
       “ขอคุยกับเจ้าน้องคนนี้ก่อนเดี๋ยวยิงเบอร์ไปให้”
       “ขอบใจ”
       ลูกศรหาเบอร์ในมือถือ มุนินทร์ออกจากห้อง
       “เดี๋ยวซี ยังไม่บอกเลยว่าจะทำอะไร”
       ลูกศรวิ่งตามไป
       
       มุนินทร์เดินไปไกลแล้ว ลูกศรวิ่งตามมาตะโกนไล่หลังกดมือถือส่งเบอร์ไปให้มุนินทร์
       “นี่ ถ้าเธอไม่บอกความจริง ฉันจะฟ้องบอสเรื่องที่เธอหลอกให้เขาไปควงกับเธอต่อหน้านายผ.อ.” ณัฐดนัยเดินมาจากด้านหลังพอดี หูผึ่ง “ยายนิน ฉันจะฟ้องบอสจริงๆ นะ”
       “ฟ้องอะไรผมเหรอครับ”
       ลูกศรสะดุ้งหันมายิ้มเจื่อนๆ กับณัฐดนัย 
       “ไม่มีอะไรค่ะ”
       “แต่ผมได้ยินทั้งหมดเลย คุณบอกว่าจะฟ้องผมเรื่องที่คุณนินหลอกผมไปควงต่อหน้าใครสักคน”
       “อ๋อ วันนี้บอสไปทานข้าวเที่ยงกับยายนินใช่ไหมล่ะค่ะ”
       “ใช่ครับ แล้วคุณนินหลอกอะไรผมเหรอครับ”
       “เปล่าค่ะ ศรพูดเพ้อเจ้อไปเองล่ะค่ะ พูดไปเพราะอิจฉา”
       “อิจฉา”
       “ค่ะ อิจฉาที่ไม่ได้ไปทานกับบอสน่ะซีคะ ชวนแต่ยายนินไม่เห็นชวนศรบ้างเลย”
       “เอ่อ คือวันหลังจะชวนทั้งคู่เลยครับ”
       ลูกศรทำตาหวานใส่
       “จริงนะคะ แล้วชวนศรคนเดียวโดยไม่ต้องมียายนินได้มะ”
       “ครับ ครับ”
       ณัฐดนัยหน้าแดงรีบเดินเลี่ยงไป ลูกศรอมยิ้มหัวเราะคิก
       
       ภาพในมือถือ มุนินทร์กับณัฐดนัยคุยกันแล้วแยกย้ายไปขึ้นรถขับตามกันไป วีกิจลดมือถือในมือลงหน้าเผือดไป วีกิจยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานเจนภพที่นั่งพิงเก้าอี้มองดูท่าทีวีกิจ วีกิจเห็นสายตาเจนภพก็เปลี่ยนท่าทีเป็นปรกติขึ้นส่งมือถือเจนภพคืนให้ วีกิจทำเฉยๆ แต่ดวงตาก็มีแววสะเทือนใจ
       “ตาบอกฉันว่าเป็นอาเสี่ย ฉันก็คิดว่าเสี่ยเขียงหมู แต่นี่ยังหนุ่มเหมือนเด็กกว่าฉันหลายปี”
       “แต่ก็แปลว่าตาไม่ได้ชอบแค่คนแก่”
       “แกไม่ต้องมาแขวะฉัน”
       “แต่ว่าอาภพแน่ใจหรือฮะ ท่าทางดูสนิทกันจริง แต่ก็ไม่ได้ดูว่ามีอะไรกัน”
       “ก็ตาบอกฉันเองว่าสปอนเซอร์ แกไม่เคยสงสัยเลยหรือ รถที่เขาขับ ชุดดีไซเนอร์ นาฬิกาหรู ถ้าไม่มีสปอนเซอร์แล้วเขาเอามาจากไหน”
       “เท่าที่ผมรู้ บ้านตามีฐานะพอสมควร”
       “แค่ทำไร่ดอกไม้ แต่ขับบีเอ็มคันละหลายล้าน เป็นไปไม่ได้” เจนภพยิ้มเยาะ “ไหนว่าเขาไม่เคยมีความลับกับแกไง”
       วีกิจสะเทือนแต่ข่มไว้ ยิ้มนิดๆ
       “ถ้าตาเห็นว่ามันสำคัญ เขาก็บอกผมเองล่ะครับ แต่ที่ไม่บอกก็คงเพราะไม่สำคัญอีกอย่างเรื่องบางเรื่อง ผมเองก็ไม่อยากรู้ด้วย”
       “แกเองก็โดนหลอกตลอดชาติล่ะวะ เขาจงใจให้ฉันเจอไอ้เสี่ยนั่นคงหวังให้ฉันหึง แต่ยากว่ะ ฉันรอบจัดกว่านั้น”
       “นี่ขนาดไม่หึงนะครับ”
       “ไม่ว่ายังไง ตาก็เป็นของตายสำหรับฉัน”
       “ของตาย หรือของที่ทำให้ถึงตายกันแน่ฮะ”
       “จริงๆ ฉันไม่หึงหรอก แต่แกน่ะซี อาจจะหึงจนทนไม่ได้ก็ได้”
       “อย่าดึงเอาผมไปเกี่ยวข้องกับเกมพิศวาสของอาภพกับตาเลยครับ” วีกิจดูนาฬิกาข้างฝา มันบอกเวลา 13.30 น. “ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะฮะ ผมมันลูกจ้างชั้นผู้น้อย เอาเวลาราชการมาคุยเรื่องส่วนตัวมันคงไม่เหมาะ”
       วีกิจเดินออกไป เจนภพทำไม่แยแส วีกิจมองแล้วออกประตูไป ทันทีที่วีกิจลับตัว เจนภพก็หงุดหงิดงุ่นง่าน คว้ามือถือมาดูคลิปใหม่
       “ไอ้เสี่ยไฮโซ นี่มันใครกัน”
       
       มุนินทร์กำลังทำงาน มือถือดังขึ้น มุนินทร์หยิบมาดู ดีใจที่เห็นชื่อวีกิจแต่อีกครึ่งกลับเป็นความละอายใจ
       
       “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”

ที่ห้องทำงานวีกิจ นาฬิกาข้างฝาบอกเวลา 16.30 น. วีกิจนั่งโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะบรรดาผู้ร่วมงานอื่นๆเตรียมตัวกลับ ปริมคว้าลิปสติกมาวาดแต่หูเอียงฟัง

       
       “ตา เย็นนี้ว่างไหมครับ”
       
       “คุณยังอยากพบกับฉันอยู่หรือคะ นึกว่าตัดญาติขาดมิตรฉันไปเสียแล้ว”
       
       “ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย ที่เดิมดีไหม”
       
       มุนินทร์ลังเลไปนิด
       
       “ก็ได้ค่ะ”
       
       วีกิจพูดเสียงเครียดขรึมหมางเมินนิดๆ แล้วกดวางสาย ปริมเติมปากไปได้ครึ่งปากดูคล้ายตัวคาบูกิ ลดลิปสติกลงพลางเปรย
       
       “ต๊าย นางคงเป็นผู้ว่าการรถไฟรางคู่ เดี๋ยวขบวนอา เดี๋ยวขบวนหลาน ผลัดกันมุดอุโมงค์ใต้ดิน ฉึกฉึก เอ๊ย ฉึกฉัก”
       
       วีกิจหันมามอง บรรดาขบวนการกอสซิปเกิร์ลขยับมาฟัง
       
       “คนที่พูดอะไรให้สองแง่สองง่ามมีนัยทางเซ็กส์ได้ทุกคำแปลว่าถ้าไม่ฝักใฝ่อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ก็คงขาดแคลนจนเก็บกดหมดทางระบายใช่ไหมฮะ”
       
       วีกิจลุกไป ปริมอ้าปากค้างร้องไม่ออก สามสาวกอสซิปตาวาว
       
       “ฉันว่าเก็บกด”
       
       “ฉันว่าฝักใฝ่”
       
       “แต่รบว่า ต้องถูกทุกข้อเป็นแม่นมั่นเชียวค่ะ”
       
       มุนินทร์มาพบกับวีกิจที่ร้านอาหารริมน้ำ ภาพในมือถือวีกิจเป็นคลิปเจนภพถูกมัดบนเตียงในม่านรูด นพนภาฟาดแส้ ไฟลุกพรึ่บ มุนินทร์ลดมือถือวีกิจลงแล้วหมุนจอราวจะเล็งให้ชัด รวมทั้งเอามือถือออกห่าง เดี๋ยวก็เอามาเพ่งดูใกล้ๆ วีกิจอยู่ตรงข้าม ใจจริงอยากจะมาเล่นงานแต่ก็อดเอ็นดูระคนหมั่นไส้ไม่ได้ มุนินทร์เอานิ้วคีบมือถือส่งคืนทำท่ารังเกียจ
       
       “ตายแล้ว คุณไปโหลดของอย่างนี้มาลงมือถือทำไม ระวังมือถือเดี้ยงนะคะ”
       
       “นี่ฝีมือตาใช่ไหมฮะ” วีกิจถามเสียงเครียด
       
       “ตาไม่มีความสามารถขนาดนี้หรอกค่ะ”
       
       “แต่ผมแน่ใจว่าเป็นฝีมือคุณ คุณตั้งใจทำลายอาภพกับอานภาให้บ้านแตกอาภพจะได้เป็นของคุณคนเดียวอย่างนั้นหรือ”
       
       “นี่คุณพูดเองเออเองอยู่คนเดียวนะคะ”
       
       “ถ้าอย่างนั้น คุณทำเพื่ออะไร”
       
       มุนินทร์ยืดกาย ยิ้มเหยียด
       
       “ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายก็ถูกหลอกเข้าม่านรูดได้เหมือนกันน่ะซีคะเขาทำกับตาไว้ยังไง เขาก็ควรจะได้แบบนั้น ตาถูกลำเลิกเบิกประจานแค่ไหน เขาต้องโดนให้หนักกว่า”
       
       “แต่ผมไม่คิดว่าคุณจะทำได้ขนาด เซ็กส์วิตถาร”
       
       วีกิจมีแววรังเกียจ แต่พูดไปก็เสียใจเอง มุนินทร์หน้าเผือดลงแวบหนึ่งแล้วคลี่ยิ้ม
       
       “เซ็กส์คืออาวุธต่างหากค่ะ ถ้าใช้อาวุธครบเครื่อง สงครามคราวนี้ฉันชนะแน่”
       
       “ฮะ เพราะเรื่องนี้อานภาคงแพ้คุณหลุดลุ่ย ตอนนี้บ้านแทบแตก อาภพกับอานภาทะเลาะกันจนโรคประสาทกำเริบ” รอยยิ้มมุนินทร์จางลงเรื่อยๆ วีกิจตาขุ่นเน้นเสียง “แต่ที่ต้องมารับเคราะห์ที่สุดคือยายต้อง เพราะถูกอานภาอาละวาดหนีออกจากบ้านจนเกือบโดนรุมข่มขืน”
       
       “อะไรนะคะ”
       
       “คุณได้ยินชัดแล้ว จะให้ผมพูดซ้ำทำไม”
       
       วีกิจคิดว่ามุนินทร์เสแสร้ง จึงเย็นชาหมางเมิน มุนินทร์ลุกเดินหนีไปริมน้ำซ่อนสีหน้าที่รู้สึกผิด
       
       มุนินทร์ซึมไปเมื่อรู้ว่าตนทำให้ลูกสาวนพนภาต้องมารับกรรม วีกิจตามมา
       
       “ตา คุณเลือดเย็นกว่าที่ผมคิด ผมเคยชอบที่คุณแกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น แต่ผมไม่ชอบเลย ที่คุณกลายเป็นคนใจหิน”
       
       “ดีจัง คุณเคยชอบฉันด้วย”
       
       “ตา ผมไม่เข้าใจจริงๆ คุณยังสาวยังสวย คุณจะมาวนเวียนแย่งชิงอาภพ ทำไมคุณควรจะเริ่มต้นใหม่”
       
       “เริ่มต้นใหม่ ของมีตำหนิแบบฉันน่ะหรือคะ จะให้ฉันเอาตัวเองใส่ตะกร้าล้างน้ำไปเสนอใครดีล่ะคะ หรือว่าเสนอคุณ”
       
       “หรือเสนอ “บอส” ของคุณ”
       
       “บอส” มุนินทร์ทำหน้างง
       
       “อาภพให้ผมดูคลิปคุณกับ “บอส” แล้ว สนิทกันเกินกว่าความเป็นนายจ้างลูกจ้าง นี่ใช่ไหมคือคำตอบของของใช้แบรนด์เนม ของรถราคาแพงของคุณ”
       
       มุนินทร์มองไปทางอื่นด้วยสีหน้าเจ็บปวด ยอมให้วีกิจเข้าใจผิดต่อไป
       
       “ฉันมาไกล ไกลเกินไปแล้ว หมดธุระกับฉันแล้วใช่ไหมคะ ฉันจะได้ขอตัว มีคนรอฉันอยู่”
       
       “ใครหรือฮะ อาภพหรือบอส”
       
       “อาจจะมี “คนอื่น” อีก” วีกิจยิ่งช้ำ “ขอบคุณนะคะ”
       
       “คุณขอบคุณผมเรื่องอะไร”
       
       “เรื่องที่คุณคิดว่าฉันยังเริ่มต้นใหม่ได้น่ะซีคะ ลาก่อนค่ะ”
       
       มุนินทร์กลับไปคว้ากระเป๋าที่โต๊ะ ลุกเดินจากไป วีกิจมองตาม ความหมางเมินรังเกียจกลายเป็นเจ็บปวดโหยหา มองไปยังสายน้ำเบื้องหน้า
       
       ค่ำวันเดียวกันนั้น เจนภพ นพนภา ต้อง ต่อ นั่งทานข้าวตามปรกติ แต้ว ยายแหวงช่วยเสิร์ฟอาหาร
       
       “ผมไม่เห็นด้วย อยู่ดีไม่ว่าดี พายายต้องไปทำงานกลางคืน คุณคิดอะไรของคุณ”
       
       “คิดจะดัดสันดานมันไง” ต้องมองแม่อย่างไร้อารมณ์ “ตอนนี้มันไม่ได้เรียนหนังสือแล้วเทอมนี้ทั้งเทอมมันต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์”
       
       “แล้วงานแบบนั้นมันเหมาะกับลูกสาวเราเหรอ มีแต่ไอ้พวกบ้าตัณหา”
       
       “อ้อ รู้จักด้วยเหรอ นึกว่ารู้แต่ตัวเอง” เจนภพส่ายหน้า หมดอารมณ์จะเถียงด้วย “นี่ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันให้ยายต้องทำเรื่องบัญชี การเงิน อยู่แต่ในห้องคุณประพงส์ ฉันไม่ให้มันเสนอหน้าออกไปเต้นเร่าๆ เชียร์แขกหรอก”
       
       “แล้วเจ้าประพงส์นี่ ไว้ใจได้แค่ไหน”
       
       “ไว้ใจได้ มีปัญหาอะไรฉันพึ่งพาเขาได้ทุกเรื่อง ไม่เหมือนคุณ”
       
       “ต้อง อยากไปทำงานแบบนี้เหรอ” เจนภพถามลูกสาว
       
       “แล้วแต่แม่เถอะค่ะ ได้ทำงานก็ดีเหมือนกัน หนูจะได้ไม่รู้สึกว่าอยู่คนเดียวในโลก”
       
       ต้องลุกจากโต๊ะไป เจนภพถอนใจ นพนภาค้อนหมั่นไส้ลูกสาว
       
       “แม่ครับ แล้วงานเปิดตัววันไหนครับ”
       
       “คืนวันศุกร์จ้ะ ต่อไปด้วยนะ แม่จะได้แนะนำตัวเรากับสื่อด้วย คืนนั้นมีดาราดังๆ มากันเยอะเลย หล่ออย่างต่อเนี่ยเป็นพระเอกได้สบาย”
       
       “ครับแม่”
       
       “นี่คุณ คุณต้องไปด้วยนะ” นพนภาบอกเจนภพ
       
       “ไม่ ผมเป็นข้าราชการระดับสูง ไปเปิดผับที่ฉากหลังเป็นอาบอบนวดหรือที่เรียกว่า “ซ่อง” แบบนั้นน่ะ ผมไม่ไป ตระกูลผมไม่มีใครทำอาชีพแบบนี้”

  เจนภพลุกเดินออกไป นพนภาด่าไล่หลัง

       
       “โถ ห่วงเกียรติผู้ดี แต่ตัวเองก็มั่วกับอีนังโสที่มาจาก “ซ่อง” นั่นแหละ...นังมุตตาที่มันอ้างว่าทำไร่ดอกไม้ คงทำแต่ดอกไม้เงินดอกไม้ทองอยู่ตามบาร์ห้องแถวนั่นแหละ”
       “นั่นก็เรียกว่า “ซ่อง”  ใช่ไหมคะ” แต้วถาม
       “มันต่ำยิ่งกว่าซ่องอีก”
       “แม่ครับ  แม่ควงผมออกงานแทนพ่อก็ได้  งานนี้ผมจะชวนเพื่อนไปด้วย”
       “เพื่อนคนไหนเหรอลูก”
       “เดี๋ยวผมแนะนำให้แม่รู้จักเองล่ะครับ”
        
       คืนนั้นระหว่างอยู่ในห้อง ต่อคุยออนไลน์กับก้อง ก้องเปลือยท่อนบนเช่นเคย
       “ยินดีครับน้องต่อ เอ แล้วพี่จะเข้างานในฐานะอะไรล่ะครับ”
       “ก็เพื่อนผมไง”
       “เรายังไม่เคยเจอกันจริงๆ เลยนะ”
       “งานนี้ไงครับพี่ที่เราจะได้เจอกัน”
       ก้องยิ้มให้  ต่อยิ้มรับ
        
       เมื่อถึงคืนวันศุกร์ แขกเหรื่อมาร่วมงานเปิดคอมเพล็กซ์  ประพงส์ยืนเป็นเจ้าภาพ ต้อนรับแขกเสี่ย  มาเฟียทั้งนั้น จับมือกันวุ่นวาย หัวเราะเสียงดัง มีดาราและเซเลบริตีชายหญิงมาร่วมงานกันคับคั่ง  สาวเสิร์ฟแต่งเป็นสาวคอสเพลย์ กระโปรงสั้น วิกผมสีต่างๆ
       วีกิจเดินเข้างานมาพร้อมต่อที่ใส่สูทหรูและต้องในชุดราตรีหรูเช่นกัน ต่อมองหาก้องไปทั่วงาน
       “งานใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอ”
       “พี่กิจก็รู้ แม่ทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็น ยิ่งออกสื่อ ยิ่งทุ่มสุดตัว”
       “แล้วแม่เราไปอยู่ไหนแล้ว  ไม่เห็นเลย”
       “ถมโคตรเพชรบนตัวอยู่มังคะ”
       “พี่กิจ ผมขอตัวก่อนนะ” 
       ต่อแยกไป ยังมองหาก้องอยู่ 
       “เราแน่ใจเหรอว่าจะมาทำงานที่นี่”
       “แน่ค่ะ พี่กิจไม่ต้องห่วงหนูหรอกมีคุณประพงส์คอยดูแลหนูอยู่ทั้งคน”
       ต้องมองประพงส์ด้วยสายตาหวานฉ่ำ วีกิจมองไปยังประพงส์ นี่คือคนที่วีกิจไม่วางใจเป็นคนแรก ประพงส์เดินแยกจากกลุ่มเข้ามาหาต้อง
       “สวัสดีครับคุณวีกิจ  สวัสดีครับน้องต้อง  สวยจัง  แทบจำไม่ได้”
       “เหรอคะ  วันนี้คุณประพงส์ก็หล่อมาก” ประพงส์หัวเราะ
       “แหม ไม่เคยโดนสาววัยใสชมแบบนี้มานานแล้ว รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที” วีกิจมองประพงส์อย่างเย็นชา  “มาทางนี้ดีกว่าครับ จะแนะนำเพื่อนๆ ให้รู้จัก”
       ประพงส์พาต้องแยกไป วีกิจมองตาม ต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยที่มองต้องตาเป็นมัน วีกิจถอนใจมองเลยไป  ที่สุดโถงเห็นร่างระหงเดินอยู่เบื้องหลังแขกเหรื่อ วีกิจเขม้นมองจึงเห็นว่าคือมุนินทร์กำลังเดินกรายอยู่ในชุดคอสเพลย์คล้ายกลุ่มสาวเสิร์ฟ  วีกิจพยายามมองแต่ร่างของมุนินทร์กลืนหายไปกับกลุ่มคนเสียแล้ว วีกิจคิดว่าตัวเองตาฝาดไป 
        
       ต่อเดินออกมาส่วนหน้าของโถง มองหน้าก้อง มีเสียงทักจากเบื้องหลัง
       “โทษนะครับ ผมหาห้องน้ำไม่เจอ”
       ต่อหันมาไม่ทันสังเกต
       “ด้านโน้นครับ”
       ต่อมองหน้าก้องที่ใส่แว่นอยู่ในสูทหล่อ
       “ต่อ จำพี่ไม่ได้เหรอครับ”
       “พี่ก้อง”
       “ทำไมทำหน้าแปลกใจอย่างนั้นล่ะ”
       “ผมไม่เคยเห็นพี่ใส่เสื้อมังครับ” 
       ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน 
       “แต่ต่อหล่อกว่าที่เห็นในกล้องเสียอีก”
       “พี่ก้องก็เหมือนกันครับ หล่อจนผมจำไม่ได้”
       ทั้งสองยิ้มให้กัน  เสียงปรบมือกราวดังมาจากด้านใน  ทั้งสองหันไปมอง
        
       ที่เวทีสป็อตไลท์จับที่ร่างเฉิดฉายของนพนภาก้าวเดินคู่มากับประพงส์ มาที่กลางเวที แขกปรบมือกราว
       “สวัสดีครับ  ท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเปิดตัวคอมเพล็กซ์ของเราในค่ำคืนนี้ ผมต้องขอแนะผู้ร่วมงานคนใหม่ของผม  ที่จริงเธออาจจะใหม่สำหรับธุรกิจด้านนี้  แต่เธอคือนักธุรกิจอสังหาฯ มือ “เก๋า” ที่สุดของเมืองไทย คุณนพนภา  อภิบาลบดินทร์ ครับ”
       เสียงปรบมือลั่น วีกิจและต้องอยู่ในกลุ่ม ถัดไปเบื้องหลังคือต่อและก้อง
                       “สวัสดีค่ะ  ยอมรับค่ะว่ายังใหม่เหลือเกินกับธุรกิจบันเทิงครบวงจรแบบนี้ แต่ถึงจะใหม่แต่ก็ได้พี่เลี้ยงมือ “เก๋า”  อย่างคุณประพงส์คอยสนับสนุนอยู่มาถึงตรงนี้ บอกอย่างมั่นใจเลยว่าถึงจะมือใหม่แต่ไม่ได้หัดขับค่ะ”
       คนเฮปรบมือให้  นพนภามองเลยไปแล้วคลายยิ้มลงทันที เมื่อเห็นมุนินทร์ ใส่ชุดคอสเพลย์ วิกผม  ยิ้มหวานกระชากใจมาให้  ในมือถือเครื่องดื่มยกชูให้นพนภา นพนภาตัวเกร็ง พูดอะไรไม่ออก  กลุ่มคนดูมองอาการนพนภาอย่างงงๆ กลุ่มวีกิจ  ต้อง  ต่อ ก้อง  มองมาบนเวทีอย่างสงสัย  
                       “แม่เป็นอะไรคะ”
       นพนภายังมองตะลึง ประพงส์เข้ากระซิบ
       “คุณนพนภาครับ มีอะไรครับ” นพนภาหันมามองประพงส์ แล้วรีบหันกลับไปมองทางเดิมร่างของมุนินทร์หายไปแล้ว “พูดต่อเลยครับ  อย่าให้ขาดช่วง”
       “ค่ะ...เขาบอกกันว่า ภาพภาพเดียวแทนคำพูดได้เป็นร้อยเป็นพัน เดี๋ยวเรามาดูภาพจุดกำเนิดของของโปรเจคท์นี้กันดีกว่าค่ะ”
       
       นพนภาลงจากเวทีทันที  โปรเจคเตอร์ด้านหลังฉายภาพนิ่งการร่วมงานของนพนภาและประพงส์

นพนภาเดินมาหากลุ่มวีกิจ ต้อง ต่อและก้องยืนห่างออกมา ก้องชื่นชมความสวยของนพนภา   

       
       “อานภา มีอะไรครับ” วีกิจถามเมื่อนพนภาเดินมาถึง
       “กิจ อาเห็นนังมุตตามันอยู่ในงาน”
                       วีกิจตกใจ เพราะเห็นเหมือนกัน
       “มุตตาเหรอครับ”
       “ตาฝาดรึเปล่าคะแม่”
       “ฉันเห็นจริงๆ  มันใส่ชุดเหมือนพวกสาวเสิร์ฟ”
       “สาวเสิร์ฟ”
       “เดี๋ยวผมเดินสำรวจให้ครับ อานภาไม่ต้องห่วง”
       “ขอบใจกิจ ถ้ามันมาจริง  มันต้องมาป่วนงานอาแน่ๆ  ตามตัวมันให้เจอนะ”
       นพนภาจะแยกไป  ต่อและก้องรีบตาม 
       “แม่ครับ”
       “อะไรต่อ”
       “นี่เพื่อนผม”
       “โอย แม่กำลังปวดหัว อย่าเพิ่งตอนนี้เลย”
       ต่อและก้องเจื่อนไป นพนภาแยกไปทันที  ต่ออึ้ง ก้องเข้ามาตบไหล่
       “ไม่เป็นไรหรอกครับต่อ ไว้วันหลังค่อยแนะนำก็ได้ เรายังต้องพบกันอีกนานไม่ใช่เหรอ” ต่อรู้สึกดีขึ้น
       “ครับ”
        
       มุนินทร์เดินมาที่ส่วนห้องคอนโทรล นิคกี้ หนุ่มท่าทางเนิร์ดใส่แว่นเดินเข้ามากระซิบ
       “เรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยวพร้อมจะเปิดภาพแล้ว”
       “ดีมาก  แล้วเรื่องเสียงล่ะ”
       “ผมเซ็ทระบบไว้ในห้องทำงานแล้วครับ แต่งานนี้อย่าลืมจ่ายตามที่ตกลงนะครับ”
       “ไม่อั้นอยู่แล้ว ว่าแต่เธอเข้ามาคุยกับฉันแบบนี้  วงจรปิดไม่บันทึกภาพหรอกหรือ”
       “โธ่ ผมรู้วงจรทั้งหมดในนี้  มุมนี้มุมอับ กล้องรับภาพไม่ได้หรอกครับ เทพระดับผมไม่ให้ใครจับได้ง่ายๆ หรอก” มุนินทร์ยิ้มรับ
       “ขอบใจมาก  ดำเนินการต่อเลย”
       “ครับผม”
        
       นพนภาพยายามรื่นเริงกับประพงส์ ภาพหลังบนจอยังฉายภาพการทำงานสร้างคอมเพล็กซ์ไปเรื่อย ๆ
       “ไหนๆ เราฉลองเปิดร้านใหม่ของเราวันนี้  ผมกับคุณนพนภาก็เลยมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้แขกของเราในคืนนี้ด้วย”
       “เฉลยเลยดีไหมคะว่าของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่าคืออะไร”
       “ครับ เฉลยเลย”
       ประพงส์ผายมือไปยังอีกด้านของเวที สาวผู้ช่วยสองนางแบกป้ายกุญแจรถหรูขึ้นมาบนเวที  แขกเฮกันลั่น  ปรบมือกราว       
       “นั่นคือผู้โชคดีหนึ่งท่านในที่นี่จะได้รับรถของเราครับ”
       คนเฮลั่นส่งเสียงอื้ออึง แต่แล้วเสียงอื้ออึงก็คลายลงเพราะภาพเบื้องหลังที่กำลังฉายอยู่ในจอ กลายเป็นภาพเจนภพกำลังกอดจูบมุนินทร์ที่ถูกบังหน้าจนเบลอในโชว์รูม คนในงานฮือชี้ชวนกันดูภาพ นพนภาและประพงส์หันไปดูตาม นพนภาแทบร้องกรี๊ด วีกิจ  ต้อง  ต่อ  ก้องมองตะลึง
       “พ่อ”
       ภาพในจอ  เจนภพและมุนินทร์กอดรัดกันมีคำบรรยายกาพว่า  “ซื้อรถให้เมียน้อยหน่อยนะคะ  ผัวขา”  นพนภาอ้าปากค้าง
       ภาพในจออีกครั้ง เจนภพและมุนินทร์ที่เบลอหน้าตลอด กำลังพลอดรักกันในรถ คำบรรยายเขียนว่า “สมรรถนะเยี่ยมอย่างนี้  อยากขับไปเย้ยนังคุณนายโบท็อกซ์จังเลย” นพนภากรี๊ดออกมาลั่น  
       “ปิดซี ปิด เปิดอยู่ทำไม”
       “เฮ้ย ไปดู ใครคุมเครื่อง”
       ประพงส์บอกลูกน้อง ปุ๊และสมุนอีกสองรีบรุดไปทันที
       ภาพบนจอเป็นภาพฟรีซ เจนภพกำลังจูบมุนินทร์ นักข่าวถ่ายรูปกันจ้าละหวั่น  นพนภาตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก
       คนในงานตะโกน
       “ตกลงแจกรถจริงนะครับ คุณนพนภา กลัวว่าเมียน้อยจะมาแย่งไปเสียก่อน”
       คนในงานเฮกันลั่น นพนภาตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก 
       “คุณประพงส์เอาไงดี” นพนภาถามเสียงสั่น ตัวสั่น
       “ผมรับหน้าเอง  คุณกลับเข้าไปก่อน” 
       วีกิจ  ต่อ  ตรงมาหานพนภา
                       “ต่อ  พาแม่ไปที”
       วีกิจและต่อประคองนพนภาลงจากเวที
        
       นักข่าวเข้ามารุมสัมภาษณ์พร้อมถ่ายรูป  วีกิจและต่อพยายามกันนักข่าว นพนภาทำท่าจะเป็นลม
       “ผู้หญิงในคลิปกับคุณเจนภพคือใครคะ”
       “ใช่คนเดียวกับที่ถ่ายคลิปฉาวในโมเต็ลเอามาแพร่ทางเน็ตใช่ไหมครับ”
       “อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยครับ”
       “คุณนายโบท็อกซ์คือคุณนพนภาใช่ไหมคะ”
       นพนภาแทบยืนไม่อยู่                         
       “ไม่สัมภาษณ์แล้วครับ  พอแล้ว”
       วีกิจและต่อพานพนภาเข้าห้องด้านในไป นักข่าวกรูเข้าไปสัมภาษณ์ประพงส์ต่อ
       “ยัง  ยังไม่ให้สัมภาษณ์อะไรทั้งนั้นครับ”
       
       ประพงส์รีบแยกไปที่ห้องคอนโทรล  พร้อมบอดี้การ์ดที่เหลือ  ต้องมองตามประพงส์ไป ขณะนั้นมุนินทร์ยืนรวมอยู่ในกลุ่มแขก มุนินทร์ยิ้มพึงใจ หยิบมือถือออกมาแล้วส่งคลิปเข้ามือถือนพนภาอีกครั้ง 

   นพนภาหอบหายใจอยู่ที่โซฟายาวในห้องทำงาน มีวีกิจและต่อดูแลใกล้ชิด 

       
       “อานภา ถ้าไม่สบายมาก กลับบ้านก่อนดีกว่านะครับ”
       
       “อายังกลับไม่ได้ อาเป็นเจ้าของงาน ยังไงก็ต้องอยู่”
       
       “พ่อจะซื้อรถให้มันจริงๆ เหรอครับ”
       
       “ต่อ พ่อแกจะไปมีปัญญาอะไร อีมุตตามันสร้างเรื่องขึ้นมายั่วโทสะแม่เท่านั้นเอง มันร้ายนัก มันเล่นงานแม่ถึงในงาน คอยดูนะ แม่จะเล่นมันกลับบ้าง มันชะตาขาดแน่ๆ นังมุตตา”
       
       “อานภาครับ อย่าคิดร้ายขนาดนั้นเลย”
       
       “ไม่ต้องมาเข้าข้างมันนะตากิจ ไปตามตัวมันมาให้ได้เถอะ อาขออยู่คนเดียวเงียบๆ ต่อออกไปด้วย”
       
       “ครับ”
       
       วีกิจและต่อออกไป นพนภาหยิบยาระงับประสาทมากิน แล้วเดินไปล็อคประตูห้อง โดยไม่รู้ว่าใต้โต๊ะมีเครื่องคล้ายอินเตอร์คอมติดซ่อนอยู่ ไฟที่ดับอยู่เปิดทำงานทันที
       
       มุนินทร์กำลังพูดสายกับนิคกี้
       
       “ผมเปิดอินเตอร์คอมแล้วครับ”
       
       “ขอบใจ”
       
       มุนินทร์เลิกสายนิคกี้ แล้วกดเบอร์ทันที
       
       นพนภานอนเอนตัวกับโซฟา บีบขมับไปมา มือถือดังขึ้น นพนภาลุกขึ้นมองมือถือนิ่งเห็นว่าไม่โชว์เบอร์ รีบรับสาย
       
       “แก นังมุตตาใช่ไหม”
       
       “เห็นคลิปแล้วใช่ไหมคะ”
       
       “กล้ามากนะ มารังควาญฉันถึงที่”
       
       “ต้องกล้าซีคะ เพราะกำลังจะได้รถใหม่ราคาหลายล้านจากผัวคุณอยู่ “
       
       “ผัวฉันมันหลอกแก มันไม่มีปัญญาซื้อให้แกหรอก”
       
       เสียงนพนภาดังออกอากาศไปทั่วงาน ทุกคนที่กำลังพูดคุยเม้าท์เรื่องนพนภาพากันเงียบเสียงลงทันที ประพงส์หันมองไปทั้งฮอลล์เช่นเดียวกับวีกิจ ต้อง ต่อ ก้อง ที่หันมามองหน้ากัน
       
       “เฮ้ย เสียงใครวะ”
       
       “แค่เงินเดือนผัวฉัน เดือนๆ นึงยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่ได้เงินจากฉันช่วยเดือนละหลายหมื่น คงไม่มีหน้ามาทำหรูอยู่ทุกวันนี้หรอก”
       
       คนในงานฮือกันขึ้นมา
       
       “แหม ทำไมเป็นเมียหลวงแสนซื่อขนาดนี้ อย่าลืมว่าบัตรเครดิตใบใหม่ที่คุณทำให้สามี วงเงินตั้งห้าแสนไม่ใช่หรือคะ พอค่าดาวน์ค่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
       
       นพนภาตัวสั่น ตวาดลั่น
       
       “บอกมาก็ดีแล้ว อีโง่ ฉันจะได้แจ้งยกเลิก”
       
       มุนินทร์คุยโทรศัพท์อยู่ที่ห้องโถงงานเลี้ยง
       
       “เฮ้อ แต่ยังไงเดี๋ยวสามีของเราก็คงหาทางดาวน์รถให้ฉันเองล่ะค่ะ เพราะว่าหลังจากดูรถกันแล้ววันนั้น คุณสามีเราก็อดกลั้นไม่ได้ พาฉันลงไปชั้นจอดรถใต้ดิน เข้าในรถบุโรทั่งของเขาที่จอดอยู่น่ะค่ะ”
       
       “ทำอะไรกัน อีหน้าด้าน”
       
       “เจิมรถโดยไม่ต้องอาศัยเกจิอาจารย์ที่ไหนไงล่ะคะ”
       
       “กรี๊ด อีนรก”
       
       ที่โถงงานเลี้ยง ทุกคนสะดุ้งกับเสียงกรีดโหยหวนของนพนภา
       
       “ไอ้ รถเก่าจนสนิมขึ้นทั้งคัน แกยังใช้แทนม่านรูดได้ นังโสโครก”
       
       “เสียงแม่ค่ะ” ต้องบอก
       
       “คุณนภาอยู่ที่ไหน” ประพงส์รีบถาม
       
       “ในห้องทำงานครับ”
       
       ทั้งสามวิ่งกรูกันเข้าไปด้านใน สมุนรีบตาม ทั้งหมดผ่านร่างมุนินทร์ที่ยิ้มหัวเราะร่า
       
       “แหม คุณน่าจะดีใจที่เขายังใช้รถอีแก่ สนิมเขรอะ เครื่องรวนนะคะ แสดงว่าเขายังรู้สึกผูกพันกับคุณอยู่
       
       รับห้องทำงาน”
       
       “นังเปรตชิงนรกมาเกิด”
       
       “ขอบใจมากค่ะที่ด่าได้แซ่บขนาดนี้ ตอนนี้คนทั้งงานเขารู้กันหมดแล้วค่ะว่าคุณนายนพนภา ที่แท้ก็แม่ค้าปากตลาดเราดีๆ นี่เอง”
       
       วีกิจ ประพงส์ ต้อง วิ่งมาหน้าห้องทำงาน สองสมุนวิ่งตามมา ประพงส์จะเปิดประตูแต่ถูกล็อค
       
       “คุณนภา เปิดประตูครับ”
       
       นพนภาไม่สนเสียงเรียกของประพงส์
       
       “แกพูดอะไร” นพนภาถามมุนินทร์อย่างไม่เข้าใจ
       
       “ก็เสียงด่าหยาบคายของคุณมันออกอากาศไปทั้งงานแล้วน่ะซีคะ”
       
       “อะไรนะ”
       
       “คุณนภา หยุดพูดครับ เสียงมันออกไปที่งานหมดแล้ว” ประพงส์ร้องบอก นพนภารีบมาเปิดประตู ประพงส์และสองสมุนเข้ามาค้นดูเครื่องดักเสียงทันที
       
       “มันเรื่องอะไรกัน ตากิจ ยายต้อง”
       
       “เสียงอานภาน่ะครับ มีเครื่องดักเสียงในห้องไปกระจายเสียงอยู่ข้างนอก”
       
       นพนภามองมือถือ อยากจะร้องกรี๊ด
       
       “ไม่ต้องกรี๊ดนะคะแม่ เท่านี้ก็ขายขี้หน้าพอแล้ว”
       
       ต้องคว้ามือถือมาทันที ส่งให้วีกิจดูเครื่อง
       
       “เจอแล้วครับ”
       
       ประพงส์กระชากเครื่องดักฟังออกมา แล้วกระทืบแหลกคาเท้า นพนภาทรุดลงนั่งหมดเรี่ยวแรง วีกิจตามเข้ามาประคอง หยิบมือถือมาดูต่อเห็นว่ามุนินทร์ยังไม่วางหู
       
       “ฮ่ะ ฮ่ะ”
       
       “มุตตา คุณใช่ไหม”
       
       มุนินทร์ได้ยินเสียงวีกิจสีหน้าเจื่อนไปตัดสายทิ้งทันที วีกิจผลุนผลันออกจากห้อง

  มุนินทร์หลบมุมมาหยิบเสื้อคลุมมาคลุมร่าง กำลังจะออกจากงาน วีกิจเดินตรงมาเห็นเข้าพอดี วีกิจรีบเข้าขวางมุนินทร์

        
       “นึกว่าหลบพ้นเหรอครับ”
       “อย่ามาขวางนะ ถอยไป”
       วีกิจมองมุนินทร์อย่างโกรธขึ้ง มุนินทร์จะเดินไป วีกิจจับมือมุนินทร์ไว้แน่น
       “ทำเรื่องเอาไว้  ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก”
       “ทำไม จะจับตัวฉันไปให้อาหญิงคุณงั้นเหรอ”
       “มันก็น่าอยู่หรอก มานี่เลย”
       วีกิจกระชากร่างของมุนินทร์เข้าไปในมุมมืด 
        
       ร่างมุนินทร์กระแทกกับผนังอย่างแรง วีกิจยึดร่างของมุนินทร์ไว้ มุนินทร์พยายามดิ้น
       “ไม่ต้องดิ้น คิดว่าสู้แรงผมได้งั้นเหรอ” มุนินทร์หยุดดิ้น เชิดหน้ามองวีกิจ “คุณคิดว่าคุณเป็นเทพพอที่จะจัดการกับใครก็ได้ทั้งนั้นล่ะซี”
       “เทพหรือไม่เทพ วันนี้ฉันก็กระชากหน้ากากผู้ดีของอาสะใภ้คุณประจานให้เห็นกันทั้งงาน”
       “คุณโหดกว่าที่ผมคิด มีความสุขนักหรือกับการทำร้ายคนอื่น”
       “คนที่ก่อกรรมไว้  ต้องชดใช้กรรมของมัน”
       “แล้วกรรมที่คุณก่อไว้ล่ะ เมื่อไหร่จะถึงคราวที่คุณถูกชดใช้”
       “ฉันไม่ใช่คนก่อ  ฉันคือคนที่มาชำระกรรมต่างหาก”
       “ไม่มีใครชำระกรรมของใครได้ และตอนนี้คุณกำลังสร้างกรรมต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด”
       “หยุดเถอะ คุณมันจะไปรู้อะไร คุณมันใสซื่อเกินกว่าที่จะรู้ว่าบางครั้งโลกมันมีแต่ด้านเลว และเลวที่สุด” วีกิจขบกรามแน่น “คุณก็แค่ผู้ชายไร้เดียงสาติดแม่ก็แค่นั้น”
       “มุตตา” มุนินทร์ยิ้มเยาะ
       “ยอมรับความจริงไม่ได้ใช่ไหม” วีกิจทั้งโกรธ ทั้งแค้น
       “มันไม่ใช่ความจริงต่างหาก ผมไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่คุณคิดหรอก” 
       วีกิจรวบร่างมุนินทร์เข้ามาแล้วประทับจูบอย่างรุนแรงเร่าร้อน มุนินทร์พยายามดันร่างออก วีกิจกลับจูบอย่างป่าเถื่อน  มุนินทร์นิ่งไป  วีกิจรู้สึกตัวผละร่างออก มุนินทร์น้ำตาไหลพราก  วีกิจหอบหายใจมองมุนินทร์อย่างรู้สึกผิด  และงุนงงกับน้ำตาของมุนินทร์
       “คุณกลับไปเถอะ” มุนินทร์เช็ดน้ำตา
       “รู้ไว้นะ ที่ฉันทำไปทั้งหมด ฉันไม่ได้ต้องการตัวอาภพของคุณหรอกมันก็แค่ความแค้นเท่านั้น”
       วีกิจมองมุนินทร์อย่างงุนงง มุนินทร์แยกออกมาน้ำตายังไหลพราก วีกิจมองตามเห็นมุนินทร์เดินไปตามทางยาวหายไปในความมืด 
        
       คืนนั้นเมื่อเจนภพกลับบ้านก็พบนพนภากำลังปาข้าวของเกลื่อนห้อง พอนพนภาเห็นเจนภพก็ถลาเข้ามาตบตีทันที  ต่อ ต้อมตะลึง  แต้ว ยายแหวงกรีดร้อง
       “กลับมาทำไม ออกไปเลย ไปอยู่กับมัน”
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน ปล่อย” 
       “รู้ไหมว่าคืนนี้มันทำฉันแสบแค่ไหน  อีมุตตามันบุกเข้าไปในงาน มันฉีกหน้าฉันกลางงานไม่มีชิ้นดี”
       “มุตตาบุกไปในงานเหรอ”
       “ไม่เท่านั้นหรอกนะ มันยังเอาคลิปอุบาทว์ที่คุณไปพลอดรักกับมันในรถไปฉายโชว์ประจานในงานอีก ไง  อยากได้มันเป็นเมียออกหน้าใช่ไหมถึงขั้นจะซื้อรถให้มันน่ะ”
       “เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะนภา”
       “ไม่ต้องมาแก้ตัวแทนมัน ฉันหมดความอดทนแล้ว ไปเลย ออกไปจากบ้านฉัน ไปซี้ หน้าด้านอยู่ทำไม”
       นพนภาถลาเข้ามาทุบตีเจนภพ ตบหน้าเจนภพอย่างแรงหนึ่งฉาด เจนภพนิ่งงันไป เจนภพบีบคอนพนภาอย่างแรง นพนภากรีดร้อง ต่อเข้ามาผลักพ่อ  ชกเข้าตามตัวแล้วผลักหน้าพ่อหงายไป แล้วดึงแม่มากอดไว้ นพนภาไอโขลก 
       “อย่าเข้ามานะ  อย่าทำอะไรแม่นะ” ต่อตวาด
       “ฉันไม่ทำอะไรแม่แกหรอก แค่แตะยังไม่อยากแตะเลย”
       วีกิจกับสร้อยคำเข้ามาพอดี 
       “จะฆ่าฉันให้ตายใช่ไหม จะได้ไปเสพสุขกับมัน”
       “ถึงคุณไม่ตาย  ผมก็เสพสุขกับเขาได้ทุกวันอยู่แล้วนี่”
       วีกิจสะอึก นพนภาร้องกรี๊ดน้ำตาอาบหน้า ผมฟูดูวิกลจริต
       “สารเลว  คนผีนรก”
       “แล้วคุณล่ะ  มาจากสวรรค์ขุมไหน”
       นพนภาเข้าตบตีเจนภพอีก วีกิจ สร้อยคำ ต่อเข้าแยก  เสียงขรมไปหมด 
       “โอ๊ย หุบปากซะที กัดกันยังกะหมา”
       ต้อมบอกออกมา ทุกคนชะงักตาเบิกกว้าง นพนภาสติขาดผึงโผนเข้าตบลูกสาวคนเล็กเต็มเหนี่ยว ต้อมหัวทิ่มล้มกลิ้ง นพนภาตีซ้ำ 2-3 ที ต้อมร้องไม่ออกเพราะไม่เคยโดนมาก่อน
       “ด่าพ่อด่าแม่เหรอ  อีลูกเวร”
       เจนภพพุ่งมาผลักนพนภาเซไป ต่อประคองไว้ เจนภพคว้าต้อมมากอด  ต้อมร้องวี๊ดๆ
       “อย่ามาพาลลูกนะ  ลูกมันไปเกี่ยวอะไรด้วย  บ้า  เป็นแม่ภาษาอะไรถึงได้บ้าอย่างนี้”
       “อีลูกเนรคุณอย่างนี้เอาไว้ทำไม  ทั้งลูกทั้งผัวอัปรีย์ทั้งนั้น”
       เจนภพอุ้มต้อมพาออกไป  ต้อมกอดพ่อ  ร้องไห้ไม่เลิก นพนภาเซต่อพาไปนั่งโซฟา นพนภาทำท่าจะเป็นลมอีกครั้ง ต่อน้ำตารื้นสงสารแม่  สร้อยคำน้ำตาไหลไปด้วย
                       “เก็บกวาดซะ”
       
       สร้อยคำสั่งสาวใช้ แต้ว ยายแหวงรีบเก็บกวาด สร้อยคำเข้าไปดูแลนพนภา วีกิจยืนคว้างกลางห้องหดหู่บอกไม่ถูก 

เมื่อกลับมาบ้านสร้อยคำและวีกิจนั่งแผ่หมดแรงบนโซฟา บัวเอาน้ำมาวางให้แล้วถอยไปเข้าครัว 

       
       “เฮ้อ  ยายมุตตานี่ร้ายกาจจริงๆ นะ”
       “ผมขอร้องเขาไม่รู้กี่หนแล้วเขาก็ไม่ยอมเลิก” วีกิจบอกอย่างขมขื่นแล้วคลายเนคไทที่มุนินทร์ซื้อให้
       “แม่ว่าแกอย่าไปยุ่งกับเขาเลยตากิจ เขาผูกก็ให้เขาแก้กันเอง  แกไปยุ่งเกี่ยวเดี๋ยวบ่วงจะมาพันคอแกด้วย  รู้ไหม หมู่นี้หน้าตาแกไม่เป็นสุขเลย”
       วีกิจจับเนคไทค้าง
       “ผมนอนไม่ค่อยหลับ”
       “คงคิดเรื่องแม่มุตตา ยังตัดใจไม่ได้ใช่ไหม”
       “ครั้งก่อนที่ตายังเป็นคนเก่า พอเขาปฏิเสธผมก็ไม่ได้เจ็บอะไร ผมคงชอบเขาเหมือนเพื่อนเหมือนน้อง”
       “ดีแล้วล่ะ แกจะได้เจอคนใหม่ที่ใช่เสียที แม่เคยบอกแกแล้วว่าถ้าแกเจอใครที่ทำให้แกร้อนรุ่มไปหมด ทั้งห่วง  ทั้งหวง  ทั้งหึง  ถ้าเขาไม่ได้ดั่งใจก็เจ็บปวดไปหมด อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะเป็นจะตาย นั่นแหละของแท้ล่ะ” วีกิจใจหายวูบ  เพราะนั่นคือความรู้สึกกับมุตตาคนใหม่  “ไปลูก ไปนอนได้แล้ว”  
       สร้อยลุกไป วีกิจยังนั่งซึม พึมพำออกมาเบาๆ
       “ทำไงดีครับแม่ นั่นแหละครับที่ผมรู้สึกกับมุตตาตอนนี้” 
        
       หลายคืนต่อมาที่เดอะซองผับมีนักเที่ยวเข้ามาใช้บริการอย่างคึกคัก ลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวเป็นนักศึกษาซะส่วนมาก ที่เคาน์เตอร์ใกล้บาร์เครื่องดื่มมีพนักงานชายหญิงหน้าตาเจนโลก ต้องอยู่ที่โต๊ะแคชเชียร์ดูเยาว์วัยแปลกแยกออกมา  ต้องมีอาการกระสับกระส่าย เหงื่อซึมออกมือ ปากคอแห้งผากจิบน้ำไม่หาย จึงเรียกพนักงานหญิง
       “พี่โรสคะ หนูจะเข้าห้องน้ำ ดูแทนให้หนูหน่อย”
       ต้องลุกไปมีอาการเซนิดๆ  แล้วเดินไปที่บันได ประพงส์เดินมาที่เคาน์เตอร์ พนักงานหญิงชายสองคน
       มองตามต้อง
       “เฮ้อ คงไม่หน่อยล่ะท่าทางจะไปยาว”
       “ไปเล่นยาชัวร์”
       สองคนหันมาเห็นประพงส์ก็สะดุ้งสุดตัว หลบตาขยับถอยโดยอัตโนมัติ ประพงส์มองตามต้องไปสายตาดูกระหยิ่ม
        
       ต้องเข้ามาในห้องน้ำมือที่ถือขวดยาสั่นระริก มองดูเงาสะท้อนตัวเองให้กระจกเงาแล้วเปิดขวดยา มองดูเงาตนเองอีก
                       “อะไรที่มันก่อทุกข์ เราต้องหยุดมัน”
       ต้องนึกถึงคำพูดสร้อยคำแล้วลังเล หันขวับ ก้าวไปที่โถชักโครกเทยาลงโถ กดน้ำตาม น้ำไหลวนพายาหมุนติ้วลับหายไป
        
       ในห้องพักเปิดไฟไว้สลัว มีเสียงเคาะประตู
       “คุณต้อง คุณต้อง” ทุกอย่างเงียบสนิท ประพงส์เปิดประตูเข้ามา “คุณต้อง”
       ประพงส์กวาดตามอง ที่หน้าโซฟาต้องนอนขดตัวกับพื้น ดูดิ้นรนทรมานสติเหลือเพียงครึ่ง
       “พ่อขา แม่ขา ช่วยหนูด้วย”
       ประพงส์ดึงต้องมากอดไว้
       “ไม่เป็นไรนะครับคุณต้อง ผมมาช่วยแล้ว”
        
       ทางเดินยาวในโรงพยาบาลดูเวิ้งว้าง ต่อแต่งตัวเรียบๆ เดินแกมวิ่งมาที่ห้องพักคนไข้ซึ่งต้องนอนอยู่บนเตียงหน้าเซียว แต่ดวงตามีแววมุ่งมั่นและสุขใจบางอย่าง  ต่อยืนอึ้งอยู่ข้างเตียง  
       “ไหนว่าพี่บำบัดกับหมอ แล้วเลิกใช้ยาแล้วไง” 
       “ฉันกลับมาใช้อีก เพราะที่ผับน่ะมันขายกันยิ่งกว่าตลาดมืดอีก”
       “แม่รู้ไหม”
       “ไม่รู้มั้ง ต่อ ตอนนี้ฉันจะต้องเลิกให้ได้ หมอบอกว่าแค่กินยาต่อเนื่องซักช่วงนึงเท่านั้น แล้วฉันก็จะไม่เป็นอะไรอีก”
       “แล้วทำไมพี่ไม่บอกพ่อกับแม่” ต้องยักไหล่
       “แกอยากให้แม่เป็นบ้ามากกว่าเดิมหรือ ส่วนพ่อให้เขามีความสุขอยู่กับอีหนูของเขาไปเถอะ” ต่อลังเลถอนใจยาว “อย่าบอกแม่นะต่อ” ต่อพยักหน้า “ขอบใจ ถือว่าฉันเป็นหนี้แกหนนึง”
       ต่อดึงเก้าอี้มานั่ง
       “แล้วคืนนี้จะบอกพ่อแม่ยังไง”
       “ก็บอกว่าฉันอาหารเป็นพิษ นอนให้น้ำเกลือคืนนึง”
       “แล้วนายประพงส์อะไรนั่นล่ะ”
       ต้องดวงตาวิบวับขึ้นมา
       “เขาบอกว่าจะไม่พูดอะไรเหมือนกัน ค่าโรงพยาบาลอะไรทั้งหมดเขาก็จะออกให้เอง”
       ต่อมีแววอึดอัดระแวง
       “ผมว่าเขาดูแปลกๆ”
       “ฉันรู้  แต่ว่าเขาดีกับฉันมากเลยนะ”
        
       วันต่อมาต่อมาออกกำลังกายที่ฟิตเนสกับก้อง
       “พี่สาวผมกำลังเลิกยาฮะ มาขอให้ผมช่วยปิดเป็นความลับ”
       “ที่จริงต่อควรจะปรึกษาคุณพ่อคุณแม่มากกว่า”
       “ผมกลัวพ่อกับแม่จะทำเป็นเรื่องใหญ่โตเกินเหตุ  แล้วมันอาจจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่” ก้องทำหน้าเข้าใจ
       “โอเค ถ้าเป็นแบบนั้นพี่ว่าต่อทำถูกแล้ว” ต่อใจชื้นขึ้น
       “ขอบคุณครับพี่”
       
       ก้องพูดอย่างปรกติดวงตาดูอบอุ่นจริงใจ ต่อนิ่งอึ้งสับสนลังเล

      

       วันเดียวกันนั้นประสิทธิ์ชัยมีนัดกินข้าวกับศศิ คู่หมั้นคู่หมายของเขา ศศิเป็นสาวหน้ายาวตัวผอมแขนขายาวผิวซีด  แต่แต่งตัวแต่งหน้าเป็นทำให้ดูดี ประสิทธิ์ชัยเอาอกเอาใจ เลื่อนอาหารให้ลองจนถึงขั้นป้อน
        
       “ลองนี่ดูหน่อยซีครับ คุณต่าย”
       “แหม ขอบคุณค่ะ คุณสิทธิ์คะขยับมานิดซีคะ”
       ศศิเอาผ้ากันเปื้อนขึ้นมาเช็ดซอสที่เปื้อนแก้มประสิทธิ์ชัยให้ ประสิทธิ์ชัยทำตาเจ้าชู้  ศศิยิ้ม  ประสิทธิ์ชัยยิ้มตาเยิ้ม แต่แล้วประสิทธิ์ชัยก็ต้องหน้าซีด ตกตะลึง เมื่อเห็นรัชนกยืนมองอยู่นอกร้าน
       “คุณนก”
       ประสิทธิ์ชัยพึมพำออกมาเบาๆ แล้วถอยห่างจากศศิทันที ศศิมองดูรัชนกอย่างแปลกใจ  รัชนกทำหน้าเรียบเฉยหมุนตัวจากไป
       “ใครกันคะ” ศศิถามอย่างแปลกใจ
       “เพื่อนน่ะฮะ เพื่อนที่กอง”
       “สวยจังนะคะ  หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู”
       “ฮะ หนุ่มๆ ที่กองติดกันตรึมเลย แต่ไม่ใช่ผมนะฮะ”
       ประสิทธิ์ชัยมองชะเง้อไป ใจคอไม่ดี
        
       รัชนกหน้าเรียบเฉยเก็บของจากโต๊ะลงกล่อง ประสิทธิ์ชัยงอนง้ออยู่ข้างๆ พูดเสียงเบา ปริมกับกลุ่มกอสซิปเกิร์ลหูกางราวจานเรดาร์ วีกิจเหลือบมาดู
       “คุณหลอกนก”
       “ผมไม่ได้หลอก แต่ผมไม่รู้จะบอกยังไง โธ่  ผมถูกแม่บังคับนะฮะ  แม่ผมทำธุรกิจกับแม่เขาก็เลยอยากรวมครอบครัว โธ่ ดูหน้าเขาซีครับ มีอะไรให้พิศวาสได้บ้าง ผมไม่มีอะไรกับเขาจริงๆ”
       “ไม่มีอะไร แต่มีกำหนดวันแต่งแล้วใช่ไหมคะ”
       “โธ่ อีกตั้งเป็นปี  อะไรๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้”
       “ค่ะ นกก็เปลี่ยนเหมือนกัน นกจะย้ายไปแผนกโน้น คุณจะได้ไม่ต้องลำบากใจ”
       “นก ผมจะเลื่อนวันแต่งออกไป แล้วผมจะค่อยๆ เปลี่ยนใจแม่”
       “อย่าเลยค่ะ เดี๋ยวคุณแม่คุณตัดออกจากกองมรดกเปล่าๆ”
       “โธ่ อย่าประชดประชันผมเลยฮะ ผมจะหาทางเลื่อนวันแต่ง”
       “จะต้องเลื่อนไปทำไมคะ คุณก็แต่งๆ ไป แล้วก็เลี้ยงนกเป็นนังเมียเก็บอีกคนไงคะ”
       ประสิทธิ์ชัยไม่ทันคิด  ยิ้มมานิดหนึ่ง
                       “จริงหรือนก”
       รัชนกมองประสิทธิ์ชัยอย่างเย็นชา ยิ้มสมเพช
       “เป็นความจริงเมื่อศตวรรษก่อนค่ะ  คุณกิจคะ  ช่วยนกหน่อยนะคะ”
       รัชนกหอบแฟ้มขึ้น วีกิจลุกมาหอบกล่อง ทั้งคู่เดินออกไป ประสิทธิ์ชัยคอตก ปริมกับสามนางเข้ารวมกลุ่มซุบซิบเปิดเผย
        
       คืนนั้นประสิทธิ์ชัยมานั่งกินเหล้าที่ผับกับวีกิจและกริบ ประสิทธิ์ชัยกรอกเหล้าจนเมามาย วีกิจดื่มช้าๆ เงียบๆ แต่ท่าทางทุกข์ใจไม่แพ้กัน กริบนั่งมองดูเพื่อนทั้งสองอย่างปลงๆ
       “อย่ามาทำเป็นอกหักครั้งแรกในชีวิตหน่อยเลยวะ”
       “ทำไม ทำไมคุณนกไม่ยอมเข้าใจ ข้าแต่งกับยายจืดนั่นก็เพราะเรื่องธุรกิจ ข้าไม่เคยคิดจะทิ้งเขาซักหน่อย”
       “เออ แต่ตอนนี้เขาทิ้งเอ็งแล้ว”
       “ไม่จริง  คุณนกรักข้ายังกะอะไร”
       “นี่เอ็งอย่ามาทำเป็นอาภพหน่อยเลยวะ ไม่เห็นหรือว่าอาภพทุกวันนี้เป็นยังไง”
       “เอ็งอย่าเอาคุณนกไปเปรียบกับมุตตาเลยวะ”
       ประสิทธิ์ชัยเมาได้ที่กระชากคอเสื้อวีกิจ วีกิจหน้าเย็นเยียบขึ้นมา กริบขยับเก้าอี้ออกห่าง
       “ทำไม ตาเป็นยังไง”
       “คุณนกน่ะเหมือนน้ำค้างกลางหาว แต่มุตตาของเอ็งน่ะน้ำค้างกลางห...”
       ประสิทธิ์ชัยพูดไม่จบคำก็ถูกกริบตบไหล่ไม่เบาเตือนสติ
                       “เฮ้ย”
       “เน่าสุดๆ  ก็มีแต่เอ็งที่โง่ดักดานตัดใจไม่ได้ซักที” ประสิทธิ์ชัยพูดต่อ
       “ในสายตาเอ็ง ตาสกปรกมากนักหรือ”
       “เออ ไม่เหมือนคุณนก นกบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าเป็นคนแรกของเขา ไม่เหมือนเอ็งเป็นคนที่เท่าไรไม่รู้ของมุตตา”
       วีกิจต่อยประสิทธิ์ชัยโครม ประสิทธิ์ชัยล้มไปทั้งเก้าอี้ ผู้คนรอบด้านร้องอุทานลุกขึ้นหลบและดู กริบส่ายหน้า  ประสิทธิ์ชัยลุกขึ้นมาชกวีกิจตอบแล้วโถมเข้าใส่ลงไปล้มกลิ้งอยู่ที่พื้น ต่อยกันโดนบ้างไม่โดนบ้าง กริบลุกขึ้นยืนดูเฉยๆ  วีกิจขึ้นบน
       “มึงหุบปากไปเลย  ไอ้สิทธิ์”
       “โดนหลอกมากี่หนก็ยังหลงรัก ไอ้โง่  โง่โคตรๆ  รักเข้าไปได้  ไอ้...”
       วีกิจอึ้งเงื้อกำปั้นค้าง กริบบรรจงเอาถังน้ำแข็งละลายเทราดทั้งคู่
       “พอได้หรือยัง  ไอ้ห่าสองตัวนี่”
        
       วันต่อมารัชนกนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวใหม่หน้าห้องเจนภพ พิมพ์ดีดแคล่วคล่องว่องไว อรพิมมองดูพลางทำหน้ารังเกียจ ทิพอาภารับงานจากแจงจิตเดินไปให้รัชนก
       “ขอบคุณค่ะ พี่ทิพ”
       ทิพอาภายิ้มซีดเซียวรักใคร่  เดินไปโต๊ะ  รัชนกหันไปปริ้นท์งานเอาใส่แฟ้มเดินไปห้องเจนภพ มือปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกเม็ดหนึ่ง พลางเคาะประตู
       เจนภพนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน รัชนกเข้ามา เจนภพมองด้วยแววตาเจ้าชู้  รัชนกทำตาแป๋ว
       “ว่าไง”
       “มีเรื่องขออนุมัติด่วนค่ะ” รัชนกเดินเข้ามาคว่ำแฟ้มลง  กระดาษในแฟ้มจึงหล่นลงสู่พื้น “อุ๊ย”
       รัชนกร้องอุทานคุกเข่าลงเก็บ เจนภพมอง จากมุมที่นั่งคอเสื้อรัชนกแม้ไม่กว้างมากแต่ก็เห็นทรวงอวบชนิดซ่อนรูป รัชนกเก็บกระดาษ 3 แผ่นอยู่นานแสนนานแล้วรวบกระดาษมองเจนภพตาแป๋ว
       “ขอโทษค่ะ”
       เจนภพยิ้มนิดๆ ยื่นแขนมา รัชนกเกาะ เจนภพดึงขึ้น รัชนกวางเอกสารลงเจนภพเลิกสนใจคว้าเอกสารมาอ่านปราดๆ แล้วเซ็น มือถือเจนภพดังเจนภพกดรับสาย
       “ฮัลโหลตาหรือ” เจนภพชะงักนิดหนึ่ง  โบกมือให้รัชนกออกไปก่อน “หนูนกออกไปก่อนไป”
       รัชนกออกไป มุนินทร์เลิกคิ้ว
       “หนูนกไนติงเกล มาทำอะไรที่นี่หรือคะ” มุนินทร์ถามเจนภพอย่างแปลกใจ
       “หึงหรือตา”
       “ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจก็เชิญเถอะค่ะ”
       “หนูนกเขาเลิกกับนายสิทธิ์ ก็เลยขอย้ายมาแผนกนี้”
       “ดีค่ะ  เวลามีเรื่องอะไรจะได้ถึงหูภรรยาคุณง่ายหน่อย”
       “ตาจะบอกว่าหนูนกเป็นสปายให้นภาเหรอ ไม่น่าเชื่อ”
       “ฉันว่าหนูนกนี่ คงมีเรื่องเซอร์ไพรส์อีกเยอะเลยล่ะค่ะ”
       
       เจนภพยิ้มเพลิดเพลินที่ได้ต่อปากต่อคำ ที่หน้าห้อง รัชนกแง้มประตูไว้นิดหนึ่ง ย่อตัวเก็บเอกสารที่หล่นกระจายอีกครั้ง

  รัชนกหลบมุม กำลังโทรรายงานนพนภา

       
       “ใช่ค่ะ คุณนพนภา นัดกันที่ร้าน...ทุ่มนึงคืนนี้ ค่ะ สวัสดีค่ะ”
       
       รัชนกเลิกสาย กำลังจะออกจากกระทรวงเห็นวีกิจและประสิทธิ์ชัยเดินตรงมา ประสิทธิ์ชัยตามหลังทิ้งระยะพอควร รัชนกแกล้งเดินสวนมองประสิทธิ์ชัยอย่างหมางเมิน
       
       “คุณกิจคะ”
       
       “ฮะ”
       
       “วันนี้นกขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ”
       
       ประสิทธิ์ชัยมองอย่างไม่พอใจ
       
       “ได้ครับ”
       
       ประสิทธิ์ชัยแกล้งเดินกระแทกหลังวีกิจแล้วเดินเลยไป รัชนกค้อนอย่างน้อยใจ
       
       “คนอะไรก็ไม่รู้ คุณกิจคะ เมื่อกลางวันพี่ตาโทรมานัด ผ.อ.กินข้าวคืนนี้ค่ะ” วีกิจอึ้งไป
       
       “แล้วคุณนกมาบอกผมทำไมหรือฮะ”
       
       “คุณกิจทราบใช่ไหมคะว่านกถูกคุณนพนภาบังคับให้นกเป็นสปายให้ ความจริงนกไม่อยากทำแบบนี้สักนิด แต่ที่นกยอม เพราะอะไรรู้ไหมคะ” รัชนกเสียงเครือน้ำตาจะหยด วีกิจอึ้ง “นกเองเป็นลูกเมียน้อย ทั้งแม่และนกถูกแม่ใหญ่ทำร้ายแสนสาหัส นกไม่อยากให้พี่ตาต้องมาตกอยู่ในสภาพอย่างแม่นก” วีกิจรู้ทัน
       
       “อย่าห่วงเลยฮะ ตาเขาไม่ยอมเป็นเมียน้อยหรอก เขาทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นหลวงต่างหาก”
       
       “เหรอคะ”
       
       “คุณนกได้ยินเขานัดกันที่ไหนเหรอครับ” รัชนกยิ้มพราย
       
       “นึกก่อนนะคะ รู้สึกว่าจะเป็นร้าน...”
       
       รัชนกเดินคู่กับวีกิจไป ปริมและสามสาวกอสซิปยืนอ้าปากค้าง
       
       “ฉันกะอยู่แล้วเชียว อีใสซื่อ”
       
       “เห็นหงิมๆ”
       
       “แต่หยิบชิ้นปลามัน”
       
       “หยิบแต่ละอัน มันถึงคอหอย ว้าย”
       
       ฉกรรจ์และนักรบกุมคอทำท่าหฤหรรษ์ ปริมและเลอลักษณ์มองอย่างรังเกียจ
       
       นพนภามีสีหน้าคุมแค้นขณะนั่งอยู่กับประพงส์ที่ผับ
       
       “มันนัดกับผัวฉันอีกแล้ว ฉันไม่ทนอีกแล้วค่ะ คุณต้องจัดการให้ฉันที”
       
       “ผมเตือนแล้วนะว่าช่วงนี้เราไม่ควรเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ มันไม่ดีกับธุรกิจเรา”
       
       “เล่นงานมันแบบที่คุณจัดการกับไอ้สมศักดิ์ไงคะ ให้มันกลัวจนไม่กล้าเอาเรื่องเราอีกเลย”
       
       “ได้ครับ ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น”
       
       “คุณส่งคนของคุณไปที่ร้านนี้เดี๋ยวนี้เลย”
       
       นพนภาส่งชื่อร้านให้ประพงส์
       
       มุนินทร์และเจนภพทานอาหารค่ำกันอยู่ เจนภพมองไปทั่วร้าน
       
       “หาใครหรือคะ”
       
       “เปล่า กำลังดูว่าคุณซ่อนกล้องไว้ตรงไหนอีกรึเปล่า เหมือนอย่างที่โชว์รูมรถวันนั้น คุณเล่นงานผมอีกแล้วนะตา”
       
       “แต่คุณไม่โกรธไม่ใช่เหรอ”
       
       “ไม่โกรธ แต่ไม่อยากให้คุณไปอาละวาดใส่เขาอีก ตา คืนนี้เราควรจะมีเวลาให้กันและกันเสียทีนะ ตั้งแต่ตากลับมาเรายังไม่มีโอกาสหาความสุขด้วยกันเลย ผมจะทนไม่ได้อยู่แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ตาทั้งสวย ทั้งเซ็กซี่”
       
       “อ้อ อย่างนี้นี่เองที่คุณรับนัดฉัน”
       
       เจนภพสะดุ้งทันที ที่ใต้โต๊ะ เท้าเปลือยของมุนินทร์กำลังเขี่ยไปมาที่ขาของเจนภพ เจนภพมองมุนิทร์ตาเยิ้ม
       
       “ตา”
       
       “ได้ซีคะ คืนนี้ฉันจะอยู่กับคุณทั้งคืน...จะทำให้คุณมีความสุขที่สุด...เอาให้คุณคลานกลับบ้านเลยล่ะ”
       
       มุนินทร์ยิ้มกับเจนภพที่เคลิ้มและตื่นตัวเต็มที่
       
       มุนินทร์และเจนภพเดินออกมาจากห้องอาหาร มือถือของมุนินทร์ดังขึ้น
       
       “ตายจริง บอสอีกแล้วค่ะ”
       
       “ก็อย่ารับซี แล้วเรารีบไปเถอะ”
       
       “ได้ยังไงล่ะคะ สปอนเซอร์รายใหญ่เชียวนะ ไม่รับสายโกรธแย่เลย” มุนินทร์รับสาย เจนภพยิ่งหงุดหงิด “ค่ะ บอสขา”
       
       มุนินทร์แยกตัวออกมา เจนภพมองอย่างรำคาญใจ มุนินทร์เหลือบมองเจนภพอย่างขบขันแล้วแยกตัวออกมาทันที เจนภพไม่ทันมองตามหันมาอีกที มุนินทร์หายตัวไปเสียแล้ว ร่างทะมึนของปุ๊ซ่อนอยู่ในมุมปลอดคนรีบตามมุนินทร์ไปทันที เจนภพมองไปทั่วหามุนินทร์
       
       วีกิจแอบรออยู่ในรถ เห็นรถพอร์ชของมุนินทร์จอดอยู่ มุนินทร์รีบวิ่งมาที่รถแล้วขึ้นรถขับไปทันที วีกิจรีบสตาร์ทรถจะขับตามเห็นมอเตอร์ไซค์ปุ๊แล่นผ่านหน้าไป วีกิจชักสงสัยรีบขับตามไป
       
       รถมุนินทร์แล่นลงจอดชั้นใต้ดินของคอนโด รถวีกิจต้องแลกบัตรที่ซุ้มก่อนจะมาจอดที่ลานกลางแจ้ง
       
       วีกิจรีบลงจากรถ แล้วตรงไปที่ชั้นใต้ดินทันที
       
       มุนินทร์ลงจากรถ ก้มเก็บข้าวของส่วนตัวจะนำขึ้นห้อง ระหว่างนั้นมีเงาทะมึนปรากฏขึ้นข้างหลัง มุนินทร์หันมาพอดี เงานั้นก้าวสู่แสงสลัวเห็นหน้าเย็นชาเหี้ยมเกรียมรอยแผลเป็นชัด มุนินทร์ผงะถอยไปชนเสาใหญ่ ปุ๊พุ่งตามติด มือหนึ่งจับหน้ามุนินทร์บีบ อีกมือตวัดมีดขึ้นจ่อคอมุนินทร์
       
       “แก แกต้องการอะไร”
       
       “มาทวงสัญญาที่เธอให้ไว้ไง มาขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด” มุนินทร์ขยับหนี ปุ๊แกล้งกดมีดลง มุนินทร์เอามือที่ถือกุญแจรถจับแขนปุ๊แบบวิงวอน “อย่า อย่าหวัง ลูกเล่นเยอะนักอีนี่ ไหน มีของเล่นอะไรซุกไว้อีกหรือเปล่า”
       
       “ก็ลองค้นดูเองซี”
       
       ปุ๊ลดมือที่ไม่ได้จับมีดลงลูบคลำตามชุดอยู่บ้านของมุนินทร์แล้วตาวาว
       
       “ไม่มี ไม่มีจริงๆ”
       
       “ใช่ ไม่มีกระทั่งชุดชั้นใน”

มุนินทร์พลันยวนยั่ว ตาปรือ ปากเผยอ แววตาปุ๊หื่นกระหายมองบนมองล่างมือที่ถือมีดจ่อลดลง ทันใดมุนินทร์ก็ผลักมือที่ถือมีดของมันออกตวัดพวงกุญแจกดปุ่มฉีดสเปรย์พริกไทย ละอองสเปรย์พุ่งเป็นสาย ปุ๊ผงะเบี่ยงหน้าหลบ สเปรย์เข้าเต็มตาข้างหนึ่ง ปุ๊ผงะลงไปดิ้น 

        
       มุนินทร์ผวาจะวิ่งหนีแต่ปุ๊พุ่งตัวเข้ารวบขาทำให้มุนินทร์ล้มกลิ้ง มุนินทร์เอามือเกาะกันชนรถดึงตัวยกเท้าถีบปุ๊เข้าเต็มหน้า แต่มันกลับโถมเข้าใส่ต่อยท้องมุนินทร์จนจุก จากนั้นมันก็ดึงร่างมุนินทร์ขึ้นบีบคอ มุนินทร์สำลักพยายามแกะมือ ทันใดนั้นมีมือมาจับไหล่ปุ๊กระชากมา วีกิจยืนต่อยสวนมาเต็มหน้า ปุ๊ผงะ มุนินทร์ทรุดลง
       “วีกิจ”
       “ตา เป็นอะไร” วีกิจถามอย่างเป็นห่วง
       ปุ๊โถมใส่วีกิจล้มกลิ้ง มุนินทร์ลุกขึ้นมองซ้ายมองขวา ปุ๊และวีกิจลุกขึ้นแลกหมัดกัน ปุ๊ตวัดมีดใส่วีกิจ วีกิจสปริงตัวถอยหลัง ปุ๊ยิ้มตวัดมีดใส่อีกครั้งคราวนี้คมมีดกรีดเสื้อเชิ้ตวีกิจขาดเลือดซึมวาบออกมา ปุ๊ยิ้มตาวาว
       มุนินทร์ฟาดไม้หน้าสามท่อนหนึ่งเข้ากลางหลังปุ๊ ปุ๊ผงะหันมา มุนินทร์ฟาดมือมัน มีดกระเด็นตกบนพื้น ทันใดไฟสปอตไลท์สว่างพรึ่บขึ้น รปภ. 2 คนวิ่งมา ปุ๊หลบไปหลังแนวเสา มุนินทร์เข้าประคองวีกิจ
       “มันวิ่งไปตรงนั้น”
       มุนินทร์บอก สองรปภ.วิ่งหามือปืน
       “ตา คุณไม่เป็นอะไรนะฮะ”
       “อย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองก่อนเถอะ”
       มุนินทร์ดูแลเลือดที่ซึมจากหัวไหล่ของวีกิจ ทั้งสองสบตากัน
       
       ที่ห้องโถงของคอนโด วีกิจนั่งอยู่บนโซฟา หน้ามีรอยฟกช้ำเล็กน้อย มุมปากแตก เสื้อขาดมีรอยเลือดซึม วีกิจมองดูความหรูเรียบของการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นผนังกระจกที่เห็นวิวกรุงเทพฯ ยามราตรีเป็นพาโนรามา เครื่องเรือนแนวโมเดิร์นออกแบบเป็นเส้นคมเฉียบราวสะท้อนบุคลิกของเจ้าของห้อง
       มุนินทร์ก้าวออกมาจากห้องนอนถือกระเป๋ายาออกมาด้วย หน้าตาล้างเมคอัพออกแล้วจึงดูบริสุทธิ์ใสเหมือนเด็กๆ วีกิจมองความใสอย่างคลางใจ มุนินทร์ดูแผลที่หัวไหล่
       “ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ”
       “ไม่ต้องหรอกครับ แค่นี้ผมสบายมาก”
       มุนินทร์นั่งลงบนโซฟาเดี่ยว
       “ค่ะ สบายมาก แต่อีกเดี๋ยวแผลคุณก็จะอักเสบแล้วก็มีไข้ ปวดตายเลยล่ะ”
       “ดีฮะ ให้มันตายๆ ไปเลยก็ดี”
       “ตายเพราะคนอย่างฉัน มันไม่คุ้มค่าหรอกค่ะ”
       วีกิจประชด มุนินทร์โต้กลับเรียบๆ วีกิจอึ้งมองดูรอบๆ ห้อง
       “ห้องคุณสวยดีนะฮะ”
       “เขาวางดีไซน์ไว้ดีน่ะค่ะ ฉันแค่ซื้อของมาแต่งเพิ่มให้เข้ากันแค่นั้นเอง”
       “ขาไหนฮะ หรือว่าเจ้าของห้องตัวจริง”
       “เขาก็คืออินทีเรีย ดีไซเนอร์ของโปรเจคท์น่ะซีคะ”
       
       มุนินทร์เดินแยกไปที่ส่วนโต๊ะทำงานเห็นเอกสาร ภาพมุนินทร์ มุตตาและวีกิจวางอยู่ มุนินทร์ใจหายวาบรีบเก็บเอกสาร พวกจดหมายข่าว จดหมายสมาชิก จดหมายแจ้งยอดบัตรเครดิตที่มีชื่อมุนินทร์ ซองหนังสือที่ส่งทางไปรษณีย์ฯลฯ ขึ้นมา เอาไปใส่ลงในลิ้นชักหนึ่ง แล้วเก็บรูปไว้อีกลิ้นชัก
       วีกิจเดินเข้ามาเงียบๆ
       “ทำลายหลักฐานอะไรหรือฮะ”
       “เออ ฉันกลัวห้องรกต่างหากค่ะ”
       มุนินทร์เดินไปหยิบยาแก้ปวด แก้อักเสบมาส่งให้
       “ยาอะไรฮะ”
       “ก็คุณดื้อไม่ยอมไปหาหมอ งั้นกินนี่ไปก่อนค่ะ ยาแก้ปวดแก้อักเสบ เอ๊ะ นี่คุณเลือดออกขนาดนี้เลยหรือ”
       มุนินทร์ตกใจวางยาลง มือแกะกระดุมเสื้อวีกิจออกอย่างเร็ว วีกิจหน้าแดงอึกอักถอยห่างออกมา แต่เมื่อเจอสีหน้าห่วงใยทำให้เหลือเพียงความรู้สึกวูบวาบ มุนินทร์ไม่ทันรู้สึกอะไรปลดเสื้อวีกิจออกเห็นแผลที่ไหล่ยาวแต่ไม่ลึกจนต้องเย็บ
       “แผลยาวมากเลยค่ะ ดีที่ไม่ลึก แต่ทำไมเลือดออกเยอะจัง”
       “เลือดไม่รักดีมังครับ”
       มุนินทร์เงยหน้ามอง หน้าปราศจากเครื่องสำอางแต่เต็มไปด้วยเลือดฝาดเปล่งปลั่ง ดวงตาเปิดเผยดู
       บริสุทธิ์สดใส วีกิจรู้สึกวูบขึ้นมาว่านี่คือหญิงบริสุทธิ์ผู้ตกเป็นเหยื่อ ไม่น่าจะใช่หญิงชั่วร้ายที่ทุกคนกล่าวหา
       
       ขณะนั้นนพนภาเดินงุ่นง่านอยู่ที่ผับ มือถือประพงส์ดังขึ้น ประพงส์รับสาย 
       “ว่าไงวะปุ๊ ดีแล้ว อะไรนะ เออ เท่านี้”
       “ว่าไงคะ” นพนภารีบถาม
       “เกือบไปครับ ไอ้ปุ๊ยังไม่ทันได้ลงมือหลานคุณนภาเข้ามาช่วยเสียก่อน”
       “นายวีกิจอีกแล้วเหรอ”
       “ครับ”
       
       นพนภาโล่งอก แต่ยังติดใจวีกิจ 
        

   วีกิจยังอยู่ที่คอนโดมุนินทร์ มือถือกับกระเป๋าสตางค์วีกิจวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างโซฟา วีกิจอยู่ในชุดเสื้อกล้าม วีกิจเอามีดสวิสอาร์มี่ของปุ๊มาดู มุนินทร์เอาชุดปฐมพยาบาลมาวางเรียงบนโต๊ะกาแฟ

        
       
       “ไอ้นี่มันคนเดียวกับที่เคยสะกดรอยตามอาภพไปที่ฟิตเนสที่คุณเคยไป”
       “อ้อ ที่คุณสะกดรอยตามฉันไปอีกทีนึง”
       “คุณนกเล่าว่าวันนี้คุณโทรไปนัดอาภพ คุณนกแอบฟังแล้วคงโทรแจ้งอานภา มันคงตามสะกดรอยคุณมาจากร้านอาหารที่คุณนัดกับอาภพนั่นแหละ”
       “หนูนกนี่ทำงานไม่พลาดเลยจริงๆ แต่ว่าคุณล่ะคะ สะกดรอยตามใครถึงมาถึงที่นี่ได้”
       วีกิจหน้าแตกทำเย็นชา มุนินทร์เอาสำลีชุบทิงเจอร์
       “ผมบังเอิญเจอคุณกับอาภพกินข้าวกัน”
       มุนินทร์ยิ้มหวาน เอาสำลีชุบทิงเจอร์กดประทับแผลวีกิจ วีกิจร้อง
       “ขอโทษค่ะ ฉัน “บังเอิญ” มือหนักไปหน่อย เวลาคนพูดโกหก”
       “โกหกอะไร”
       “คุณก็ตามฉันไปนั่นแหละ ไม่ใช่บังเอิญอะไรทั้งนั้น”
       “ก็ได้ ไม่โกหกแล้ว ผมตามคุณมา อยากรู้ที่อยู่ของคุณ เพราะตามสืบที่บริษัทคุณแล้ว ข้อมูลพนักงานเป็นความลับทั้งหมด”
       
       มุนินทร์หยิบพลาสเตอร์ยาขนาดยักษ์มาปิดแผลให้ คราวนี้แผ่วเบา วีกิจมองอย่างวูบวาบ มุนินทร์ลุกขึ้น
       “นี่คุณแม่คุณจะว่ายังไงคะนี่ ถ้าเห็นคุณเป็นแบบนี้”
       “ก็ไม่ต้องให้เห็นซีครับ คืนนี้ผมจะไม่กลับบ้าน”
       “อย่าบอกนะคะ ว่าคุณจะค้างที่นี่” วีกิจนิ่งมีแววดื้อดึง มุนินทร์ถอนใจ “ที่จริงคุณเป็นเด็กดื้อเอามากๆ เลยใช่ไหมคะ ตอนเด็กๆ คุณคงเป็นเด็กดื้อ เงียบแล้วก็ประท้วงจนคุณแม่คุณอ่อนใจ”
       วีกิจยิ้มนิดหนึ่ง
       “คุณรู้ได้ยังไง”
       “เพราะฉันเองก็ดื้อวายร้ายเลยน่ะซีคะ โอเคค่ะ ฉันยอมให้คุณค้างที่นี่แต่ว่าคุณต้องทำตามกฏของฉัน ข้อแรก”
       “ว่าไงฮะ”
       “ข้อแรก ห้ามล่วงละเมิดเข้าไปในห้องนอนฉัน”
       “ตกลงฮะ แล้วข้อสอง”
       มุนินทร์นั่งลง มองวีกิจลึกเข้าไปในดวงตา
       “ข้อสอง ฉันอยากให้เป็นเหมือนเราไปทะเลด้วยกัน 2 คน ไม่ต้องพูดเรื่องของอาคุณ เรื่องของมุตตาคนเก่า ขอให้คืนนี้ไม่มีมุตตาซักวัน”
       “แล้วผมจะเรียกคุณว่ายังไงดีล่ะฮะ คุณนินจา”
       “ก็เรียกนินซีคะ”
       “รู้ไหม เหมือนกับมีคนสองคนในตัวคุณ”
       มุนินทร์ลุกขึ้นเพื่อซ่อนสายตา เดินไปยังตู้ใบหนึ่ง พูดโดยไม่หันมา มือเปิดตู้หยิบของ
       “ถอดเสื้อผ้าออกซะค่ะ” วีกิจหน้าเหรอ มุนินทร์หยิบเสื้อและกางเกงผู้ชายที่ยังห่อพลาสติกอยู่กับผ้าเช็ดตัวใหม่เดินเข้ามา วีกิจหน้าแดงเมื่อรู้ตัวว่าคิดไปไกลเกิน “แล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่าซะ นี่เสื้อกับกางเกงค่ะ น่าจะพอใช้การได้”
       “เสื้อกางเกงของใครกันฮะ” วีกิจถามอย่างระแวง
       “ของพ่อฉันน่ะซีคะ พ่อมาค้างเมื่อวันก่อน มาบอกข่าว...” มุนินทร์ขมขื่นวูบหนึ่ง “เดือนหน้า บ้านฉันจะมีงาน ฉันต้องกลับบ้านพักนึง” วีกิจลุกขึ้นรับเสื้อผ้ามา มุนินทร์ยิ้มพูดเล่นกลบเกลื่อน “ว้า พออาบน้ำฉันก็ต้องทำแผลให้คุณใหม่ซี”
       “ก็ต้องอย่างนั้นซีครับ”
       วีกิจมองมุนินทร์นิ่ง มุนินทร์หลบตา วีกิจยังมาดขรึมแล้วเข้าห้องน้ำไป มุนินทร์ถอนใจพยายามระงับความคิดฟุ้งของตัวเองให้หมดไป
       
       มุนินทร์เปิดเตาไมโครเวฟหยิบเอาชามโจ๊กออกมา หันมาเห็นวีกิจหน้าตาสดชื่น ผมเปียกชื้น ใส่เสื้อกล้ามรัดตัว กางเกงขาลอยเกือบจะเป็นขาสามส่วนยืนเด๋ออยู่กลางห้อง มุนินทร์หัวเราะ วีกิจค้อนนิดๆ
       “อุ๊ยตาย แดดดี้ลองเลก” มุนินทร์ถือชามโจ๊กมาวางที่โต๊ะอาหาร วีกิจตามมา “หิวหรือยังคะ”
       “หิวซีฮะ ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่บ่าย” วีกิจทำไม่รู้ไม่ชี้ มองดูโจ๊กแล้วนั่งลง มุนินทร์นั่งด้วย “นี่อะไรฮะนี่”
       “โจ๊กฮ่องกงค่ะ ฝีมือฉันเอง”
       “ผมไม่เชื่อหรอก คุณทำตอนไหนกัน”
       “แหม ฉันเป็นคนเปิดฝากับเอาเข้าเวฟเองก็ต้องถือว่าเป็นฝีมือฉันซี”
       “ผมตักกินไม่ไหวหรอกฮะ แขนผมเจ็บ”
       “เรื่องมากจัง จะให้ฉันป้อนให้หรือไงคะ” วีกิจมองตา มุนินทร์นิ่วหน้า แล้วตักโจ๊กมาคำหนึ่ง เป่าทีนึงแล้วยื่นไป
       “ระวังนะคะ มันร้อน”
       “ผมรู้ฮะ รู้มาตั้งนานแล้ว”
       
       วีกิจอ้าปาก มุนินทร์ป้อน ตาต่อตาสบกัน คราวนี้มุนินทร์กลับขัดเขินบ้าง วีกิจกลับสงบกว่า ตาเป็นประกายเห็นความในใจเด่นชัด

  วีกิจนั่งที่โซฟายาวด้านหลังเห็นวิวทิวทัศน์ตึกระฟ้าแสงไฟตามตึกต่างๆ เริ่มดับไปเป็นส่วนใหญ่ มุนินทร์ขนหมอนและผ้าห่มมาวางลง วีกิจเอาหมอนมากอดไว้

        
       “ที่จริงมีห้องนอนอีกห้อง แต่มี เอ้อ...ข้าวของส่วนตัวบางอย่างของยายลูกศรอยู่น่ะค่ะ ฉันเลยไม่กล้าให้คุณนอนในนั้น”
       “ทำไมฮะ กลัวผมฝันถึงคุณลูกศรหรือ”
       “ถ้าฝันจริงก็จะเป็นฝันร้ายมากเลยนะคะ” มุนินทร์ส่งรีโมทเคเบิลทีวีกับแมกกาซีนหัวนอกตั้งนึงมาให้ “ที่จริงนี่ดึกแล้วนะคะ คุณน่าจะนอนได้แล้ว”
       “ผมยังไม่ง่วงซักหน่อย”
       วีกิจพูดไม่ทันจบก็หาว
       “ฉันต้องตอบอีเมล์หน่อยนะคะ”
       มุนินทร์ไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดโน้ตบุ๊คทำการพิมพ์ตอบอีเมล์เป็นภาษาอังกฤษ วีกิจเปลี่ยนช่องเคเบิลไปเรื่อยๆ แล้วมองดูมุนินทร์เห็นมุนินทร์ทำงานง่วนอย่างมีสมาธิ จึงมองดูอย่างเพลิดเพลินแล้วลุกขึ้นดูตามชั้นหนังสือ มีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คภาษาอังกฤษอยู่มากมายหลายเล่ม มีทั้งพวกเบสท์เซลเลอร์ รวมทั้งไซไฟแฟนตาซีก็งงไป วีกิจหยิบมาดู
       “นี่คุณอ่านหนังสือพวกนี้ด้วยหรือฮะ”
       “อ้าว ใครๆ เขาก็อ่านกันนี่คะ ป๊อปปูล่าร์ นอเวิลทั้งนั้น”
       “ผมจำได้ว่าผมเคยเอาฉบับแปลมาให้คุณอ่าน แต่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบคุณอ่านไม่รู้เรื่อง”
       มุนินทร์ชะงักไป แล้วพูดหน้าตาเฉย
       “ตอนนั้นตาคงรำคาญ ไม่ชอบขี้หน้าคุณมังคะ”
       
       วีกิจไม่ทันคิด นิ่วหน้าแล้วเห็นรูปในกรอบคู่เป็นรูปมุนินทร์กับมุตตาที่ตนเองถ่ายห่างกัน 1 ปี จึงหยิบ
       มาดูอย่างพอใจ
       “นี่รูปที่ผมถ่ายนี่ คุณเอามาใส่กรอบหรือ”
       “ก็ใช่น่ะซีคะ ทำไมคะ คุณสงวนลิขสิทธิ์หรือ”
       “ไม่ล่ะฮะ แต่ถ่ายสวยไม่ใช่เล่น”
       
       มุนินทร์ทำหน้าหมั่นไส้เบือนสายตาไปเห็นรูปในกรอบอีกกรอบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยเป็นรูปมุนินทร์ที่แอบถ่ายตอนวีกิจหลับก็สะดุ้ง รีบลุกขึ้นเอาตัวบังแล้วหยิบมาซ่อนไว้เบื้องหลัง วีกิจยังคงมองดูรูปคู่มุนินทร์ มุตตา
       “รู้ไหมฮะ สองรูปนี้ถ่ายห่างกันปีนึง แต่ดูเหมือนเป็นคนละคนเลย”
       “ก็คนละคนน่ะซีคะ”
       “อะไรนะฮะ”
       “นี่คือมุตตาที่แสนดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่นี่คือฉันที่แสนร้ายและแปดเปื้อนไงคะ”
       วีกิจก้าวมาใกล้
       “ในสายตาผม คุณไม่เคยแปดเปื้อน”
       วีกิจแทบไม่ปิดบังความรู้สึก มุนินทร์หลบตาถอยกลับไปนั่งหน้าโน้ตบุ๊คดูงานบนจอ
       “คุณกิจ ขอฉันทำงานอีกสักยี่สิบนาทีนะคะ เดี๋ยวฉันค่อยคุยกับคุณ”
       “โอเค ผมไม่นิวแซนส์คุณแล้ว”
       วีกิจเดินไปนั่งที่โซฟา มุนินทร์รีบเอารูปใส่ลงกระเป๋าสะพาย เหลือบดูวีกิจเห็นยอมดูทีวีอย่างว่าง่าย มุนินทร์ยิ้มนิดๆ
       
       มุนินทร์ปิดจอโน้ตบุ๊คพับปิดลง แล้วหมุนเก้าอี้มา
       “โอเคค่ะ คุณมีอะไรจะคุย”
       มุนินทร์ชะงักเมื่อเห็น วีกิจนอนตะแคงหลับสนิทหายใจเบาๆ สม่ำเสมออยู่ที่โซฟายาว แสงที่ส่องมาทำให้
       ดูราวเด็กหนุ่ม ใบหน้าใสสะอาด มุนินทร์เดินมาใกล้แล้วทรุดลงช้าๆ ลงนั่งกับพื้น มุนินทร์เอื้อมมือไปช้าๆ แล้วสอดมือไปใต้หมอนที่วางเอียงอยู่ให้เข้าที่ วีกิจขยับศีรษะนิดหนึ่ง มือพาดตกออกมา มุนินทร์จับมือวีกิจขึ้น แล้วด้วยความรู้สึกบางอย่าง หญิงสาวยกมือวีกิจมาแตะริมฝีปากตัวเองแผ่วเบาแล้ววางมือวีกิจลงบนอกชายหนุ่ม คลี่ผ้าห่มออกคลุมให้ แล้วลุกขึ้นปิดโทรทัศน์ ปิดโคมไฟ เดินไปหิ้วกระเป๋าสะพายเดินไปที่ประตูห้อง มุนินทร์หันมองดูวีกิจอีกครั้งก่อนจะก้าวเข้าห้องปิดประตูลง
       วีกิจลืมตาขึ้นช้าๆ สีหน้าสุขใจ ยกมือตนเองมาแตะริมฝีปากตัวเองแล้วหลับตาลงอย่างเป็นสุข
       มุนินทร์นั่งบนเตียง เอารูปวีกิจกับตนเองวางข้างโคมไฟหัวเตียง
       “เกือบไปแล้ว ยายลูกศรเอาออกไปทำบ้าอะไรก็ไม่รู้”
       
       เช้าวันรุ่งขึ้นสร้อยคำและนพนภาออกมาใส่บาตรหน้าบ้าน นพนภาใส่ชุดนอนบางมีเสื้อคลุมยาวกรุยกรายทำให้ไม่โป๊แต่ดูพิลึก นพนภายกมือไหว้ แม้พระจะลับกายไปแล้วแต่นพนภาก็ยังอธิษฐานอยู่
       “ดีแล้วล่ะ คุณนภา แบ่งใจมาทำบุญทำทานดีกว่า ใจจะได้สบายขึ้น”
       “ค่ะ เผื่อผลบุญจะได้ทำให้หนูตีนังมุตตาแตกในสามวันเจ็ดวัน”
       “โธ่เอ๋ย คุณนภา ทำบุญน่ะเขาทำเพื่อสละออก เราจะได้เห็นแก่ตัวน้อยลงต่างหาก”
       “ไม่เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวก็ต้องสละผัวให้นังหน้าด้านนะซี ฮึ เรื่องนี้หนูขอเห็นแก่ตัวค่ะ นี่ตากิจหายไปทั้งคืนเลยหรือคะ”
       “ค่ะ ปรกติจะไปค้างอ้างแรมกับใครที่ไหนก็จะโทรมาบอกก่อน นี่โทรไปไม่รับลงท้ายปิดเครื่องเลย”
       “พี่จะเชื่อไหมถ้าหนูจะบอกว่า ตากิจอาจจะไปค้างบ้านนังมุตตา”
       สร้อยคำอึ้ง บุญที่เพิ่งทำกระจายหายสูญ
       “ทำไมคุณนภารู้”
       “เอาเป็นว่าหนูรู้ก็แล้วกัน นังนั่นมันคั่วภพอยู่ แต่มันก็ยั่วตากิจไปด้วย หนูไม่รู้ว่าทำไมมันหน้าด้านสะพานเหล็กขนาดนั้น ทีแรกหนูคิดว่าภพตอแหล แต่สายสืบของหนูยืนยันว่าจริง นี่ถ้าตากิจหลวมตัวเข้าล่ะก็อุบาทว์กันทั้งอาทั้งหลาน”
       
       นพนภาขยะแขยง แต่สร้อยคำอาการหนักกว่า

   ส่วนที่คอนโดมุนินทร์ มุนินทร์ใส่ชุดนอนเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเดินตาปรือออกมาจากห้องนอน เห็นวีกิจวุ่นอยู่ในครัว บนเขียงมีแฮมหั่นฝอย ผัก ไข่วางอยู่

       “คุณตื่นมาทำอะไรแต่เช้ามืดคะ”
       “เช้ามืดอะไรฮะ หกโมงกว่าแล้ว”
       “ไม่เห็นพระอาทิตย์แบบนี้ถือว่ายังไม่เช้าค่ะ ปรกติฉันตื่นแปดโมง”
       “แล้วไปทำงานทันได้ยังไงฮะ อ้อ ลืมไป ออฟฟิศคุณห่างไปสิบนาทีนี่เอง”
       “คุณทำอะไรคะนี่”
       “ผมดูในตู้เย็นกับตามชั้น นี่คุณสะสมอาหารแช่แข็งกับอาหารซองหรือฮะ”
       “ค่ะ ทำก็ง่าย เข้าเวฟ 2 นาทีก็กินได้แล้ว รสชาติก็ไม่เลวนะคะ บางทีก็ได้กินน้ำแข็งใสรสโจ๊ก”
       “คุณไปอาบน้ำแต่งตัวดีกว่าครับ อีก 20 นาทีก็เสร็จแล้ว”
       มุนินทร์พยักหน้า วีกิจหันไปหั่นโน่นทอดนี่อย่างคล่องแคล่ว มุนินทร์มองดูแผ่นหลังกว้างสายตาอ่อนโยน ความผูกพันทวีขึ้นเรื่อยๆ
       
       ที่ระเบียงคอนโดมีสวนเล็กๆ จัดไว้ด้วยไม้ในร่มออกดอกพราว ถัดไปเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามเช้า ฟ้าสีคราม เมฆขาวเต็มฟ้า บนโต๊ะอาหารเล็กวีกิจจัดไว้สุดฝีมือ มีทั้งแจกันดอกไม้ จานอาหารเช้าใหญ่วางสแครมเบิล เอ็ก เบคอน ไส้กรอก มีผักต้มจัดสลับสี มีน้ำผลไม้สีสวย กาแฟ สลัดผลไม้ วีกิจขยับจัดเลื่อนจานอยู่ มุนินทร์สวมเสื้อคลุมอยู่บ้านออกแบบเป็นเส้นเฉียบยาวกรอมเท้าเดินมา
       “มายกูดเนส”
       “เชิญนั่งครับ คุณผู้หญิง”
       วีกิจรอเลื่อนเก้าอี้ให้ มุนินทร์นั่งลง วีกิจเดินไปนั่งตรงข้าม
        “ตาย นึกว่าที่โฟร์ซีซั่น”
       “คุณเคยไปด้วยหรือฮะ”
       “ค่ะ แต่ไม่ได้ไปชั้นเจ็ดนะคะ นี่อะไรคะนี่”
       “ก็คุณมีอะไรเหลือในตู้เย็น ผมก็เอามามิกซ์แอนด์แมทช์แค่นั้นล่ะฮะ เชิญซีครับ”
       “บอง อาปาตี้ค่ะ” มุนินทร์กินสแครมเบิล เอ็ก แล้วทำตาโต “อร่อยจังเลย ตาย คุณนี่เนคเคดเชฟตัวจริง”
       “แต่ผมไม่ได้เปลือยกายทำกับข้าวนะครับ”
       “รู้ไหมคะ ฉันทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง ขนาดหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าทำตามวิธีเป๊ะยังออกมาดิบกับแฉะเลยค่ะ”
       “ไม่เป็นไร ผมเป็นคนเข้าครัวตลอดก็ได้”
       มุนินทร์จะต่อปากแล้วรู้สึกว่าจะยิ่งเข้าเนื้อจึงทำเฉยๆ วีกิจมองดูทีท่า
       “คุณเองก็กินซีคะ มามองอย่างนี้ เดี๋ยวฉันติดคอกันพอดี”
       วีกิจลงมือกินบ้าง มุนินทร์เริ่มคุยสัพเพเหระดูร่าเริงชาญฉลาด หน้าที่ไม่แต่งยิ่งดูบริสุทธิ์สะอาด วีกิจมองดูอาหารง่ายๆ ที่กินดูราวอาหารทิพย์
       
       มุนินทร์เอนตัวพิงเก้าอี้ วีกิจถือจานวางสตรอเบอรี่กับวิปครีมเดินมา บนโต๊ะมีเพียงถ้วยกาแฟ
       “เดี๋ยวฉันจุกตายพอดี”
       “มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวันนะครับ”
       มุนินทร์ยิ้ม ดวงอาทิตย์โผล่จากก้อนเมฆ มุนินทร์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นแสงจัดจ้า
       “โอ บอย นี่กี่โมงแล้วคะนี่”
       “เก้าโมงครึ่งครับ”
       “ตายแล้วนี่มันสายขนาดนี้แล้วหรือคะ ฉันไปทำงานเลทแล้ว โธ่ คุณหลอกให้ฉันกินอยู่ได้”
       มุนินทร์ลุกพรวดเดินฉับๆ เข้าข้างใน วีกิจสมใจหยิบผลไม้ใส่ปากเดินตาม
       
       มุนินทร์เดินผ่านเครื่องซักผ้าดีไซน์หรูแล้วชะงัก
        “เวรกรรม ฉันลืมเอากางเกงคุณออกจากเครื่องซักผ้า” มุนินทร์ล้วงกางเกงออกมา กางเกงวีกิจยังชื้นแถมบิดเป็นเกลียว วีกิจรับมา มุนินทร์พิศดูกางเกงสั้นเต่อที่วีกิจใส่ “ถึงรีดก็คงไม่แห้งค่ะ แล้วคุณจะไปทำงานได้ยังไงคะ ถ้าใส่ตัวนี้ไปคุณปริมคงยิ่งหลงคุณหัวปักหัวปำ”
       “พูดถึงเขาทำไมฮะ ที่จริงเมื่อคืนผมป่วยมากวันนี้ควรลาป่วยอีกหนึ่งวัน”
       “คุณเป็นคนป่วยที่สุขภาพดีมาก”
       “คุณไปแต่งตัว รีบไปทำงานเถอะครับ ผมไปล้างชามก่อนแล้วจะได้ออกไปพร้อมกัน”
       มุนินทร์ทำจมูกย่น
       “ฉันไม่เคยไปทำงานสายเลยนะคะ โธ่ ยายลูกศรต้องแย่งตำแหน่งพนักงานดีเด่นจากฉันไปได้แน่เลย”
       “ยิ่งบ่นก็ยิ่งสายนะฮะ”
       “สายแบบนี้ ฉันโทรไปบอกว่าจะทำงานที่บ้านดีกว่า นี่มันจะยุค 5G แล้วบริษัทฉันควรตามโลกให้ทัน”
       มุนินทร์พูดหน้าตาเฉย วีกิจทำตาปริบๆ
       
       เจนภพนั่งหน้าเย็นชาอยู่ที่โต๊ะทำงาน มีเสียงเคาะประตู รัชนกถือแฟ้มเข้ามาวาง เจนภพพลิกอ่านคร่าวๆ
       “จนป่านนี้ นายกิจยังไม่มาอีกหรือ”
       “คุณกิจโทรมาลาป่วยแล้วค่ะ แต่แปลกจัง”
       “อะไรหรือ”
       “นกรู้สึกว่า นกได้ยินเสียงพี่ตาพูดอยู่ใกล้ๆ น่ะซีคะ”
       เจนภพขบกราม เซ็นเอกสารอย่างอารมณ์เสีย รัชนกมองตาแป๋วใสซื่อ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 05 พ.ย. 55 14:34:19
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน