แรงเงา ตอนที่ 12

 
แรงเงา ตอนที่ 12

แรงเงา ตอนที่ 12

    ที่แผนกเสื้อผ้าชายของห้างหรูแห่งหนึ่ง มุนินทร์ใส่ชุดลำลองแต่ก็ดูคมเฉียบ หน้าแต่งจางกว่าวันทำงาน วีกิจก้าวออกมาอยู่ในชุดเสื้อกางเกงตัวใหม่ มุนินทร์ถือแจ็กเก็ตรออยู่ 

       
       “นี่ตัวที่สิบแล้วนะฮะ”
       “ใส่นี่ด้วยค่ะ” มุนินทร์ใส่แจ็กเก็ตให้ ดันวีกิจไปที่กระจกบานยาว “โอเค อย่างนี้ขึ้นแคทวอล์คได้เลย”
       “เดี๋ยวเราจะไปไหนกัน ต้องใส่แจ็กเก็ตด้วยหรือฮะ”
       “น่า ใส่ไปเถอะค่ะ เท่จะตาย ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” มุนินทร์ส่งบัตรเครดิตให้พนักงานขายที่ถือชุดเก่าของวีกิจเดินไป วีกิจจะท้วง “ไม่ต้องห้ามฉันนะคะ เพราะฉันเป็นต้นเหตุให้เสื้อผ้าคุณเสียหาย เพราะคุณเคยเลี้ยงข้าวฉันมาตั้งหลายครั้ง เพราะเมื่อกี้คุณก็แย่งฉันเติมน้ำมัน แล้วก็...เพราะฉันอยากซื้อให้คุณค่ะ”
       “ไม่เห็นต้องบอกเลย ผมยอมแพ้คุณตั้งแต่เหตุผลข้อแรกแล้ว” มุนินทร์ค้อน “เวลาคุณให้เหตุผลนี่ คุณต้องชนะทุกครั้งใช่ไหมฮะ”
       “ค่ะ ในออฟฟิศถ้ามีเรื่องต้องตบตีกับลูกค้า เขาจะให้ฉันรับหน้าที่นี้ แล้วฉันก็เถียงชนะทุกครั้งด้วย”
       พนักงานเอาสลิปมาให้เซ็น มุนินทร์เซ็นชื่อ พนักงานเอาถุงชุดที่วีกิจใส่มาส่งให้พร้อมกับสลิปสำหรับลูกค้า สลิปปลิวหล่น วีกิจและมุนินทร์ย่อตัวลงเก็บพร้อมกัน วีกิจกุมมือมุนินทร์ มุนินทร์ทำเฉยๆ หย่อนสลิปกับใบเสร็จใส่ถุง วีกิจแย่งถุงไปถือ
       
       มุนินทร์พาวีกิจมาดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง ดวงดาวพราวไปทั่วท้องฟ้ามืดมิด งดงาม พร่างพราย ระยิบระยับ มีดาวตกวูบวับลับหาย มุนินทร์และวีกิจแหงนมอง มุนินทร์มีแววดื่มด่ำรำลึกความหลัง ส่วนวีกิจก็ดูเหมือนจะรับรู้ได้ เสียงวิทยากรดัง
       “แกแลคซี่แอนโดรมีดา ตั้งชื่อตามเจ้าหญิงในเทวปกรณัมของกรีก ผู้ซึ่งวีรบุรุษเพอร์ซูส ช่วยเธอไว้จากอสูรทะเล”
       ภาพบนโดมเปลี่ยนเป็นเกลียวแกแลคซี่แอนโดรมีดาหมุนวน แสงสีสดใสงดงาม บนเก้าอี้มุนินทร์นั่งเคียงวีกิจ มุนินทร์มองดูอย่างจดจ่อ วีกิจขยับรูดซิปแจ็กเก็ตปิดคอ
       “โอย หนาวจริงๆ ด้วย”
       มุนินทร์ขยับตัวมาใกล้ พูดอย่างไม่คิดอะไรมาก
       “ถ้าหนาวก็ขยับมาซีคะ”
       วีกิจขยับมาชิดพูดอุบอิบ
       “มือผมเย็นไปหมดแล้วนะฮะนี่”
       มุนินทร์พลันเอื้อมมือมากุมมือวีกิจ
       “มือคุณเย็นจริงๆ ด้วย ดีขึ้นไหมคะ”
       วีกิจมองดูมุนินทร์ มือบีบกระชับอย่างอ่อนโยนทนุถนอม ภาพแกแลคซี่บนโดมค่อยๆ ห่างออกไป หมู่ดาวพราวฟ้าปรากฏขึ้นใหม่
       “สวยจัง”
       วีกิจไม่ได้มองบนโดม แต่มองดูมุนินทร์นิ่ง
       “ฮะ สวย สวยจนผมแทบลืมหายใจ”
       
       มุนินทร์หันมามองวีกิจ วีกิจรีบทำเป็นแหงนดูดาว มุนินทร์แหงนดูดาวใหม่

 ส่วนที่กระทรวงรัชนกกำลังก้าวเข้าลิฟต์ ประสิทธิ์ชัยก้าวมาจากไหนไม่มีใครรู้ก้าวพรวดเข้าไป ประตูลิฟต์เลื่อนปิดลง

        
       “ไงฮะ เมื่อวานให้นายกิจไปส่งหรือ” ประสิทธิ์ชัยถาม รัชนกเชิดหน้า
       “ค่ะ”
       “มันไปส่งถึงไหนล่ะ ส่งถึงบนเตียงหรือเปล่ามันถึงได้หมดเรี่ยวหมดแรงมาทำงานไม่ได้”
       “คุณ คุณหยาบคาย คุณมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้”
       “ก็สิทธิ์ของความเป็นผัวคุณไงเล่า ผมจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นเมียผมคุณทนได้ก็ทนไป”
       รัชนกถอยกรูดเบิกตากว้างหวาดหวั่น
       “คุณ คุณแบล็คเมล์นก คุณไม่ใช่สุภาพบุรุษ”
       “ก็ไม่ใช่นะซี นก ผมรู้ว่าคุณโกรธ แต่คุณโกรธเพราะคุณยังรักผมอยู่ ผมรู้ ผมรู้ว่าคุณรักผมมาก”
       ประสิทธิ์ชัยเข้ากอดรัดจูบ รัชนกจูบตอบอย่างดูดดื่ม ลิฟต์เลื่อนลงถึงพื้น ประตูลิฟต์ขยับเปิด ทันใดรัชนกก็ร้องกรี๊ดเอามือข่วนหน้าประสิทธิ์ชัย ประตูลิฟต์เปิดอ้า
       ที่หน้าลิฟท์ ข้าราชการลูกจ้างของรัฐทั้งหญิงชายมองเป็นตาเดียว มีปริม แจงจิต อรพิม ทิพอาภา
       เลอลักษณ์ ฉกรรจ์ นักรบ ครบองค์ประชุม รัชนกน้ำตาไหลพรากวิ่งเซซังออกจากลิฟต์ ประสิทธิ์ชัยยืนกุมแก้มอับอายสายตาผู้คน
       “ต๊าย ทำอะไรในเวลาราชการยะ”
       “ทำ ทำอะไรกันน่ะ ทำไมหนูนกร้องไห้”
       “สงสัยโดนลิฟท์ดูด เอ๊ย ไฟในลิฟท์ดูด”
       ประสิทธิ์ชัยขบกรามเดินพรวดๆ ไป สามสาวกอสซิปมีอาการกลัวลิฟต์ ฉกรรจ์เอานิ้วจ่อไม่กล้ากดปุ่มจดๆ จ้องๆ นักรบเลยผลัก
       “ว้าย ลิฟท์หนีบจิ๊มิ”
       
       ทางด้านมุนินทร์กับวีกิจ พอออกจากท้องฟ้าจำลองทั้งคู่มานั่งกินข้าวที่ร้านอาหารริมน้ำ มุนินทร์และวีกิจกินอาหารเย็นกัน วีกิจกินข้าวไม่ลงเพราะความในใจเอ่อล้นขึ้นมา
       “ตา วันนี้ผมมีความสุขที่สุดเลย แล้วดาวเต็มฟ้าเมื่อกี้ก็สวยจนเกินบรรยาย”
       “ดาวบนฟ้าของเราวันนี้สวย แต่มันไม่ใช่ของจริงนะคะ ท้องฟ้าจริงๆ ของเรามีแต่เมฆหมอกมลพิษจนมองไม่เห็นดาวแม้แต่ดาวดวงเดียว เหมือนกับมิตรภาพของเราในวันนี้ พอพรุ่งนี้คุณก็ต้องกลับไปเข้าข้างญาติคุณ แล้วคุณก็อาจจะไม่ใช่เพื่อนของฉันอีกต่อไปก็ได้”
       “ผมก็ไม่ได้ต้องการเป็นแค่เพื่อนของคุณ”
       วีกิจโพล่งออกมา มุนินทร์ตะลึงลาน
       
       “วีกิจ”

“ผมเฝ้าบอกตัวเองมาตลอดว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่ในระยะหลังมานี่ ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมรู้สึกอะไรกันแน่และคำตอบก็คือ ผมชอบคุณมากกว่าจะเป็นแค่เพื่อน” วีกิจเลื่อนมือมากำมือมุนินทร์

       “ตา เริ่มต้นกับผมใหม่ได้ไหมฮะ ลืมเรื่องเก่าๆ ไปให้หมด ลืมเรื่องอาภพ ลืมเรื่องอานภา ลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น”
       “ยังมีเรื่องเลวร้ายบางอย่างที่คุณยังไม่รู้ และมันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะลืมได้”
       “ได้ซีฮะ ถ้าคุณจะพยายาม ถ้าเราสองคนจะพยายาม แล้วปล่อยให้มันผ่านไป”
       “ฉันมาไกลเหลือเกินค่ะวีกิจ ไกลจนย้อนกลับไปตั้งต้นใหม่ไม่ได้”
       “นี่คุณรักอาภพได้เพียงคนเดียวเท่านั้นหรือ รักจนลืมไม่ได้ รักจนไม่มีใครทดแทนได้จริงๆ หรือ”
       “วีกิจคะ ขอให้คุณรู้ไว้ ถ้าฉันจะรักใครซักคน คนๆ นั้นก็คือคุณ”
       “แต่ แต่แล้วทำไม”
       “แต่ ฉันไม่ใช่คนที่คุณคิด คุณแทบไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ คุณคงไม่ได้รักฉันหรอกค่ะ”
       วีกิจขมขื่นเพราะคิดว่าคือการปฏิเสธแบบถนอมน้ำใจ ส่วนมุนินทร์ขมขื่นเมื่อนึกแต่ว่าวีกิจรักเพียงมุตตาไม่ใช่เธอ มุนินทร์ค่อยๆ ดึงมือออก
       “เมื่อปีก่อน ผมเคยขอคบคุณเป็นแฟนแต่คุณปฏิเสธ รู้ไหมฮะวันนั้นผมไม่ได้เจ็บเท่าไร ผมถึงบอกตัวเองว่าผมคงไม่ได้รักคุณ แต่ช่วงหลังนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป” วีกิจเสียงสั่น ความเจ็บปวด น้อยใจ ขมขื่น ประเดประดังขึ้น “แต่คราวนี้มันกลับเจ็บ เจ็บอย่างที่ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเจ็บได้ถึงขนาดนี้”
       มุนินทร์ใจวาบลึก ไม่อาจทานทนได้ต่อไปกลับเป็นคนกุมมือวีกิจไว้
       “ใครบอกว่าฉันปฏิเสธคุณคะ”
       “ตา”
       วีกิจดึงร่างมุตตามากอดแน่น มุตตาหลบตาพริ้มก่อนจะเงยหน้ามองวีกิจ
       “เพียงแต่ คุณยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด อย่ารีบร้อนตัดสินใจไปก่อน รออีกนิดนะคะ แล้วฉันจะบอกคุณทุกอย่าง”
       วีกิจใจชื้นขึ้น แล้วรู้สึกอายที่หลุดความในใจทั้งมวลจึงอ้อมแอ้ม
       “ฮะ แล้วผมจะรอวันนั้น”
       “ตอนนี้ ขอให้เราเป็นเพื่อนที่พิเศษกว่าเพื่อนคนไหนได้ไหมคะ”
       
       วีกิจพยักหน้า มุนินทร์ยิ้ม แต่ดวงตาทั้งสองคู่ฉายชัดว่าเกินกว่าเพื่อน

  คืนนั้นวีกิจขับรถเข้ามาจอดลงใกล้เทอเรซแล้วลงจากรถ ถือถุงเสื้อผ้าที่มุนินทร์ลืมลงด้วย เจนภพยิ้มกริ่มเข้ามา

       
       “ไง วันนี้กลับบ้านถูกหรือ อะไรนะทำให้เด็กดีไม่กลับบ้านกลับช่อง แถมยังโดดงานด้วย”
       “สิ่งนั้นก็ต้องมีค่าพอที่จะแลกแหละครับ ถ้าผมบอกว่าผมไปค้างกับตามาล่ะฮะ”
       เจนภพสะอึก แต่ซ่อนท่าทีไว้ได้หมด ยิ้มพราย
       “ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ ม่านรูดไหนล่ะ”
       “ไม่ใช่ม่านรูดราคาถูกหรอกฮะ แต่เป็นคอนโดของตาเอง ราคาซักเจ็ดล้านได้มังครับ”
       เจนภพอึ้งไปนิดก่อนจะเยาะกลับ
       “งั้นไอ้เสี่ยสปอนเซอร์นั่นคงจะรวยน่าดูกับผู้หญิงแบบนี้ยังยอมจ่ายเป็นสิบล้าน”
       “ตามีคุณค่ากว่าราคาเล็กๆ น้อยๆ นั้นมั้งครับ”
       “แกนี่เก่งนะ แกไม่กลัวไอ้เสี่ยนั่นเข้ามาอัดแกยับคาห้องหรือ”
       “แล้วอาภพล่ะฮะ ไม่คิดจะอัดผมให้ยับบ้างหรือ”
       เจนภพฝืนยิ้มเข้ามาโอบไหล่ ทั้งคู่เดินเข้ามาเทอเรซ
       “นี่แกเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวได้ซะทีนะ”
       “ลูกผู้ชายเต็มตัว เขาเป็นกันยังไงหรือฮะ”
       “ก็เลิกคิดอะไรโรแมนติกโง่ๆ น่ะซี โลกนี้มันโลกของผู้ชาย โอกาสเข้ามาก็รีบคว้าเอาไว้ รับรองมีเข้ามาไม่ขาดตลอดชีวิต”
       “ถ้าลูกผู้ชายต้องคิดแบบนั้น ผมขอเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ดีกว่าครับ”
       “นี่ฉันทำใจลำบากเหมือนกันนะนี่ ต้องมาแชร์ผู้หญิงคนเดียวกันกับแก แต่ไม่เป็นไร ฉันกะว่าอีกเดือนสองเดือนฉันก็จะเลิกกับเขาอยู่แล้ว ไอ้เรื่องหย่าเขาก็คงจะเลิกหวังได้แล้ว” วีกิจระงับสติอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ “อ้อ ไปนึกเรื่องแก้ตัวกับแม่แกให้ดีก็แล้วกัน”
       “ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ”
       “เดี๋ยวนี้แกคงรู้แล้วซีนะว่าผู้หญิงคนนี้ลีลาเด็ดขนาดไหน ทำไมฉันถึงเลิกแทบไม่ได้”
       “งั้นก็รีบเลิกซะเถอะฮะ อย่าให้ตาสลัดทิ้งเหมือนรองเท้าเก่าๆ จะเสียฟอร์ม ซะเปล่าๆ”
       วีกิจเดินเข้าบ้านไป เจนภพหุบยิ้มเปลี่ยนเป็นโทสะ หวงหึงรุนแรง กำหมัดขบกรามเดินลงจากเทอเรซไป
       วีกิจนั่งแปะลงบนเตียง ถอนใจแล้วเทถุงชุดที่มุนินทร์ให้ยืมเพื่อส่งซัก สลิปและใบเสร็จหล่นลง วีกิจอมยิ้มหยิบสลิปมาดู ลายเซ็น M. Chongsawat วีกิจยิ้มนิดๆ เก็บสลิปไว้ในกล่องของกระจุกกระจิก แม้เป็นแค่สลิปแต่ก็ดูมีความหมายยิ่ง
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น วีกิจลงมาจากชั้นบน สร้อยคำนั่งอยู่ที่โซฟาเตรียมหั่นผัก หน้าตาเย็นชา บัวมองมาแล้วหลบตาวูบ
       “แม่ครับ ผมขอโทษที่ไม่ได้กลับบ้านแล้วก็ไม่ได้รับโทรศัพท์”
       “ถ้าบอกแม่ซักนิด แม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก”
       “ผมมีเรื่องวุ่นๆ นะฮะ ไม่อยากให้แม่ต้องมาปวดหัวด้วย”
       “ทำไมลูก ทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนี้”
       “แม่ฮะ” บัวเหลือบมองวีกิจ วีกิจนิ่งอั้น “แม่ครับ ฟังผมบ้าง ตาเขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ คิด”
       “แต่ก็อาจเป็นมากกว่านั้นใช่ไหม ตากิจ แกไม่ใช่เด็กๆ แม่เองก็ไม่อยากมาทำตัวเป็นแม่ใจร้าย แม่เคยบอกให้แกอย่ายุ่ง เขาผูกก็ให้เขาแก้กันเอง แต่ตอนนี้บ่วงมันคล้องคอแกแล้ว แกคิดอ่านดูเองก็แล้วกัน”
       
       สร้อยคำลุกเข้าครัวไป บัวมองอย่างเห็นใจ วีกิจถอนใจ

 ประสิทธิ์ชัยขบกราม สาดเหล้าลงคอ

       
       “เออ ข้ารู้ซึ้งแล้วว่ามารยาห้าร้อยเล่มเกวียนเป็นยังไง ใจจริงข้าอยากหยุดงานตั้งแต่วันนี้ ข้าทนเห็นหน้าอีนั่นไม่ได้ ถ้าเจอก็อาจฆ่ามันได้ง่ายๆ”
       “ไอ้สิทธิ์ ยังไงเขาก็เป็นผู้หญิง อย่าพูดขนาดนั้น ให้เกียรติกันหน่อย”
       “ที่ข้าพูดนี่แหละให้เกียรติแล้ว อีนี่มันไม่มีเกียรติอะไรทั้งนั้น ไม่มีความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ”
       “อะไรวะ แค่เลิกกันแค่นี้ แล้วเอ็งต่างหากเป็นคนทิ้งเขาไปแต่งงาน เขาเป็นคนเสียหายนะโว๊ย”
       “เสียหาย ข้าต่างหากเสียจนหมดตัว เอ็งไม่รู้หรอกว่าอีนี่มันยิ่งกว่าตีสองหน้าเลวระยำ แพศยาขนาดไหน”
       “เขาทำอะไรเอ็ง ข้าไม่เข้าใจเลย”
       ประสิทธิ์ชัยกระแทกแก้วเหล้า แก้วแตกเพล้ง
       “ถ้าข้าบอก สุภาพบุรุษอย่างเอ็งคงช็อค แต่อย่ารู้เลย รู้แต่ว่ากะหรี่ยังดีกว่าอีนี่”
       “ไอ้สิทธิ์ เอ็งเลิกปากหมาซะที”
       “ทำไมเอ็งจะทำไม อีพวกนี้เหมือนกันทั้งนั้น มุตตาเมียเอ็งก็ด้วย”
       วีกิจจับคอเสื้อประสิทธิ์ชัย อีกมือกำหมัดแน่น
       “เฮ้ย ถ้าเสือกต่อยกันอีก คราวนี้ข้าจะสาดด้วยหม้อไฟนะโว๊ย” กริบบอก
       “ยังไงเขาก็ผู้หญิง ถ้าเอ็งพูดดีด้วยไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดถึง”
       “ถุยไอ้สุภาพบุรุษ เอ็งกับข้าก็เหมือนกันแหละวะ โง่ดักดาน ถูกอีแพศยาหลอกมาแรมปี ระวังมุตตาของเอ็งไว้ให้ดีเถอะ สงบอยู่ได้ไม่เกินเดือนหรอก”
       วีกิจหน้าเผือดลง เพราะเอาเข้าจริงก็คือสิ่งที่หวั่นใจอยู่
       “ไอ้สิทธิ์”
       “ไอ้สิทธิ์มึงหุบปากซะ ไอ้กิจมึงจะไปถือคนบ้าทำไมวะ”
       ที่โต๊ะสามสาวก็ส่งสาวซีทรูที่ท่าทางหนาวสุดมายืนระทวยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ
       “โทษค่ะ คุณสามคน ใช่สามพี่น้องในโฆษณารักโลกหรือเปล่าคะ”
       กริบนิ่วหน้ามีอาการรังเกียจ วีกิจพยายามสุภาพ ประสิทธิ์ชัยลุกขึ้นรับ
       “ไม่ใช่หรอกครับ” วีกิจปฎิเสธแต่กระสิทธิ์ชัยกับตอบรับ
       “ใช่”
       สาวตาโตหันไปเกี๊ยวก๊าวกับเพื่อน
       “ว้ายใช่จริงด้วย ใช่โฆษณารักโลก ปลูกป่าใช่ไหมคะ”
       “เออ ปลูกต้นงิ้วไว้ให้พวกแกขึ้นไง อีหน้าเบ้า”
       “ว้าย”
       “กลับไปเลย คันหูทั้งโต๊ะแบบนี้อีกหน่อยคุณตัวตกงานหมดแน่ๆ”
       
       สาวซีทรูผงะจนมะนาวหก เพื่อนอีกสองนางร้องวี๊ด กริบกับวีกิจอ้าปากค้าง
       แจงจิต อรพิม ทิพอาภา กับสองนางไร้ชื่อทำงานง่วน แต่รัชนกไม่อยู่ อรพิมพิมพ์งานง่วงงุนแล้วมีอีเมล์เข้าจึงคลิกดู เห็นมีคลิปแนบมาก็เปิดดูพลางหาว คลิปเริ่มต้น อรพิมตาเหลือกหายง่วงเป็นปลิดทิ้งลุกพรวดขึ้น

       
       “คลิปเอ็กซะวี่ มาดูกันเร็ว”
       ทิพอาภา กับสองนางไร้ชื่อลุกพรวดมาสุมหัวดูที่คอมพ์อรพิมวิจารณ์กันแซ่ด แจงจิตเบื่อหน่ายลุกเดินมา
       “นี่แม่คุณทั้งหลาย เวลาราชการ คิดถึงประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง ว้าย นั่นอะไร ทำอะไรกัน”
       “อ๋อ เขาคงยื่นภอดองอ เอ๊ย ภงด. กันค่ะ”
       
       เจนภพผลักบังตาเข้ามา เห็นลูกจ้างของรัฐสุมหัวอยู่ที่โต๊ะอรพิมพลางวิจารณ์กันแซ่ด
       “ว้าย มัดมือมัดเท้า”
       “แส้เฆี่ยน เทียนลน อี๋”
       “เขาเรียกเอสแอนด์เอ็มย่ะ” แจงจิตหลุดบทแสดงภูมิรู้ อรพิม ทิพอาภา สองนางไร้ชื่อมองหน้า “ทำไม ฉันแค่เคยได้ยินมา ไม่ได้เคยลอง”
       เจนภพได้ยินก็หน้าเผือด คิดว่าเป็นตัวเอง
       “คลิปอะไร ใคร ใครมันแกล้งผมอีก”
       ทุกนางหันมามองเจนภพ
       “ดูแล้วไม่ใช่ ผ.อ.หรอกค่ะ เพราะหนุ่มกว่า”
       “แต่หุ่นไม่ดีเท่าผ.อ.หรอกค่ะ”
       รัชนกผลักบังตาเข้ามาพอดีแล้วชะงัก
       “ว้าย หนูนกมาดูเร็ว”
       รัชนกหน้าแดง ส่ายหน้า
       “ไม่เอาล่ะค่ะ น่าเกลียดจะตาย”
       
       ที่ห้องทำงานวีกิจ ปริมตาวาว เลอลักษณ์น้ำลายหก นักรบ ฉกรรจ์ยืนเล็งซ้ายเล็งขวาราวกับจะช่วยให้เห็นได้มากขึ้น
       “ต๊าย นี่ข่มขืนจริงหรือเมคขึ้นยะ”
       “ฉันว่าเหมือนหนังญี่ปุ่น เพราะมีดวงกระสือเซ็นเซอร์”
       “นังสู่รู้ หนังญี่ปุ่นน่ะดวงกระสือมันบังโจ๊ะย่ะ ไม่ใช่บังหน้ายังงี้”
       “เลยไม่รู้เลยว่าพระเอกมันหล่อแค่ไหน”
       “ส่วนนังผู้หญิง แม่คุณเอ๊ย ตัวอ๊อนอ่อน เปียงยาง กวางเจา เส้าหลิน แพ้อีนี่หมด”
       วีกิจกับประสิทธิ์ชัยเข้ามาพอดี
       “เฮ้ย ไหน คลิปอะไร เห็นดูกันทุกห้อง”
       ประสิทธิ์ชัยถลามาดูตาวาว นักรบ ฉกรรจ์คิกคัก วีกิจนั่งที่โต๊ะมองมาอย่างเซ็งๆ
       “แปลกนัก ดูแล้วมันคุ้นๆ ยังไงก็มิรู้ได้”
       
       ประสิทธิ์ชัยดูไปแค่แว่บหนึ่งก็ชะงักหน้าเผือดลง ดวงตาตื่นตระหนก

ประตูห้องรัชนกถูกกระแทกเข้ามา รัชนกร้องกรีดถอยกรูด ประสิทธิ์ชัยเข้ามาตาขวางเหมือนคนบ้า

       
       “นี่มันอะไร เธอทำคลิปปลอมนั่นใช่ไหม ในห้องนอนเธอมีกล้องแอบถ่ายอยู่ใช่ไหม”
       ประสิทธิ์ชัยเข้าไปในห้องนอนแล้วกวาดข้าวของทำลาย กระชากผ้าปูเตียงออกมา รัชนกยังยืนนิ่งไม่ทุกข์ร้อน ประสิทธิ์ชัยออกมาแล้วปัดข้าวของบนโต๊ะกลาง รัชนกถอยหลบสีหน้ายิ้มๆ
       “เธอร่วมมือกับไอ้พี่ชายใช่ไหม” รัชนกยิ้มหยัน ประสิทธิ์ชัยถลาเข้ามากระชากร่างรัชนกแล้วบีบปาก “ฉันเกลียดรอยยิ้มนี่ที่สุด พูดมาซี พูดมา”
       ร่างของศักดิ์ชายก้าวเข้ามาจากห้อง
       “ปล่อยน้องฉันเดี๋ยวนี้”
       ประสิทธิ์ชัยหันมามองศักดิ์ชาย ประสิทธิ์ชัยยอมปล่อยร่างรัชนก
       “แกบอกมา แกร่วมมือกับน้องแกปล่อยคลิปใช่ไหม”
       “ไม่ได้อยากทำหรอกนะ แต่นายหลอกลวงน้องสาวฉัน ได้แล้วทิ้งขว้าง อย่าหาแต่กำไรซี้ จะแต่งงานกับคนอื่น บังคับให้น้องสาวฉันเป็นเมียเก็บ”
       “แกต้องการอะไร”
       “ค่าทำขวัญ”
       “คงขวัญอ่อนมากซีนะ จะเรียกซักกี่แสน”
       “สาม...สามล้านบาท”
       “จะบ้าเหรอ ไม่มีทาง”
       “โถ ฉันแค่ขอเศษเงินจากบัญชีคุณ ฉันไม่ได้ขอหมดซักหน่อย”
       “จะไม่มีใครเชื่อแกสองคนหรอก ฉันจะให้ทนายสู้คดีกับแก”
       “ได้ค่ะ หาหลักฐานมาแก้ต่างให้ดีนะคะ ที่คุณพยายามจะแบล็คเมล์นก บอกจะแฉทุกคนในออฟฟิศ ถ้านกไม่ยอมเป็นทาสสวาทคุณ”
       “อะไรนะ”
       
       “คุณหลอกนกไปเที่ยวทะเล วางยาในเหล้า ปลุกปล้ำนก แล้วจากนั้นก็ข่มขืนนกตลอดมา จนถึงขั้นเล่นวิตถาร พี่ชายขาโชว์หน่อยซีคะ”

 ศักดิ์ชายเดินไปกดภาพที่จอทีวีเครื่องเล่นดีวีดีทำงาน ภาพในจอทีวีมโหฬารเป็นภาพคลิปชนิดไม่

       เซ็นเซอร์หน้า ประสิทธิ์ชัยอึ้ง รัชนกกระแอมแล้วพากย์เสียงเครือ
       “วันนั้นคุณปลุกปล้ำนก คุณตบนกจนสลบ ฉีกเสื้อผ้านกอย่างป่าเถื่อน” รัชนกน้ำตาหยาดหยด “แล้วข่มขืนนกอย่างทารุณ ยิ่งกว่านั้นคุณยังให้เพื่อนคุณถ่ายวิดีโอไว้แบล็คเมล์ แต่โชคดีที่นกเอาคืนมาได้”
       “อีแพศยา”
       รัชนกยิ้มยั่วยวน น้ำตายังนองหน้า
       “ตำรวจจะเชื่อใครดีคะ ระหว่างเด็กสาวน่าสงสารกับลูกชายคุณหญิงที่เป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจ”
       “พวกแกทำเป็นอาชีพ เป็นพวกสิบแปดมงกุฎใช่ไหม แล้วไอ้เรื่องเวอร์จิ้นนั่นก็ตอแหลทั้งนั้น”
       รัชนกหยิบมีดปอกผลไม้ปลายแหลมแทงปลายนิ้วหน้าตาปรกติ แล้วกดลงบนผ้าปูโต๊ะขาว เลือดซึม
       แผ่เป็นวง รัชนกวางมีดลง
       “นกไม่ได้บอกซักคำว่าเป็นเวอร์จิ้น นกแค่ทำเข็มตำนิ้ว เฮ้อ ทำไมถึงอยากเป็นคนแรกกันนักนะ”
       “แล้วไอ้นี่มันไม่ใช่พี่ชาย มันเป็นผัวแกใช่ไหม”
       “เขาชื่อศักดิ์ชาย นกเรียกพี่ชาย มันผิดตรงไหนคะ”
       “แก”
       “พี่ชายเขาเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงฉัน นกก็เป็นลูกติดแม่เลี้ยงเขา เราก็เลยเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก” ศักดิ์ชายลุกขึ้นมาบีบนวดต้นคอรัชนก “แล้วอีกอย่างอย่าคิดว่าเราทำเพื่อเงินนะคะ บ้านนกไม่ได้ยากจน แม่นกเป็นเจ้าของคาสิโน นกทำเพราะว่ามันสนุกดีต่างหาก อย่าเจ็บใจไปเลยค่ะนึกถึงตอนคุณหลอกลวงผู้หญิงหน้าโง่แล้วเขี่ยทิ้งดู นกแค่อยากให้คุณรู้ว่าในโลกของความหลอกลวงใบนี้ ผู้ชายไม่ได้เป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอไปหรอก”
       ประสิทธิ์ชัยพุ่งตัวมาคว้ามีดที่โต๊ะ โถมเข้ามา ศักดิ์ชายลุกขึ้นจับมือบิดง่ายดาย มีดบาดนิ้วศักดิ์ชายเล็กน้อย ศักดิ์ชายต่อยเตะประสิทธิ์ชัยลงไปกองแล้วเตะซ้ำทั่วตัว รัชนกลุกขึ้นกรายลากผ้าผ่านหัวประสิทธิ์ชัยเอามือศักดิ์ชายมาดูแล้วดูดแผลให้ ศักดิ์ชายตวัดรัชนกมาเบียดชิดปลดผ้าบางเบาลงไปทับตัวประสิทธิ์ชัย แล้วตระกองพากันไปที่เตียง
       
       ประสิทธิ์ชัยแค้นใจมากหลังจากรู้ธาตุแท้ของรัชนก ประสิทธิ์ชัยจึงมานั่งกินเหล้าที่ผับกับวีกิจและกริบ วีกิจและกริบดื่มปรกติ แต่ประสิทธิ์ชัยกรอกเอากรอกเอา หน้ายังช้ำจากการถูกซ้อม
       “ข้ายื่นเรื่องลาออกแล้ว สิ้นเดือนนี้ข้าจะบินไปแอลเอเลย ไปหาที่ต่อโทที่นู่น บางทีข้าอาจจะไม่กลับมาอีก”
       “แล้วคู่หมั้นเอ็งล่ะ”
       “ข้าไม่รู้ จะตามไป จะถอนหมั้น จะหาผัวใหม่ก็ช่างมันไม่สนโว๊ย”
       
       “เฮ้ย แหม่มน่ะ ยังไงก็สู้ผู้หญิงไทยไม่ได้นะโว้ย”

ต้องนั่งซึมอยู่บนเตียงที่ห้องพักชั้นบนของผับ ยังแต่งชุดวูบวับอยู่ แต่หน้าซีดอิดโรยจากการถอนยา มีเสียงเคาะประตู

       
       “มีอะไร”
       ประตูแง้มเปิดออก ประพงส์ก้าวเข้ามา ต้องมีอาการดีใจแล้วก็มีอาการรู้ตัวว่าโทรมสุดๆ จึงฝืนยิ้มให้สดใส ประพงส์ก้าวมายืนห่างๆ ถามเรียบๆ มีความเหินห่าง
       “นี่คุณกินยาแล้วหรือยัง”
       เพียงเท่านั้นต้องก็รู้สึกน้อยใจ
       “นี่คุณห่วงต้องด้วยหรือคะ”
       “คุณแม่คุณฝากให้ผมช่วยดูแลคุณ”
       “แค่นั้นเองหรือคะ คุณไม่ได้อยากดูแลฉันเพราะเป็นห่วงสักนิดหรือ” ประพงส์เลิกคิ้ว
       “คุณอยากให้ผมตอบว่าอะไรหรือ”
       ต้องลุกขึ้นมองประพงส์อย่างน้อยใจ
       “นี่คุณเป็นอะไรกันแน่คะ ฉันดูไม่ออก บางครั้งคุณก็ทำเหมือนแคร์ฉัน บางครั้งคุณก็เย็นชาเหินห่างเหลือเกิน”
       ประพงส์มองดูต้อง ยิ้มนิดๆ ประพงส์เดินมา เปิดขวดยา 2-3 ขวด หยิบยามาวางลงในมือต้อง
       “กินยาเสียก่อน อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย” ประพงส์หันไปรินน้ำส่งแก้วให้ ต้องเม้มปากแล้วยอมกินยา “อาการคุณดีมากแล้ว อีกไม่นานก็จะหายดี เพียงแต่คุณอย่ากลับไปยุ่งกับมันอีก ยาเดี๋ยวนี้มันพัฒนาสูตรให้เสพติดในแค่หนสองหนที่เสพแค่นั้นเอง”
       ประพงส์มีแววแปลกๆ ราวเย้ยหยันตัวเอง ต้องมัวแต่ซาบซึ้งจนไม่รู้สึก
       “ขอบคุณค่ะ คุณดูแลฉันดีกว่าพ่อของฉันอีก”
       “คุณโชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีทั้งพ่อและแม่”
       “แล้วก็ขอบคุณ ที่คุณช่วยปิดเป็นความลับ ไม่บอกแม่ฉัน”
       “คุณแม่คุณก็มีเรื่องลับให้ผมปกปิดเหมือนกันนี่”
       ต้องมีแววยอกแสยงทั้งกับพฤติกรรมแม่และพฤติกรรมของประพงส์
       “คุณทำทำไมคะ ทำไมคุณต้องช่วยแม่ทำเรื่องพวกนี้ด้วย”
       “คนเราบางครั้งชีวิตก็ไม่มีทางเลือกมากนัก”
       “แต่บางอย่างเราก็เลือกจะไม่ทำได้ไม่ใช่หรือคะ”
       ประพงส์มีแววชั่วร้าย ขมขื่นบางอย่างวูบขึ้น
       
       “ผมถึงได้บอกไงว่าคุณเป็นคนโชคดีกว่า ใครต่อใครมากมายนัก พักผ่อนเถอะฮะ ผมจะลงไปดูข้างล่างให้”

 เจนภพเข้ามาโอบ  นพนภาสะบัดอย่างขยะแขยงแล้วตวาด

       
       “อย่ามาถูกเนื้อต้องตัวฉัน  กลิ่นคาวมันยังติดตัวคุณอยู่ ถึงเอาน้ำยาล้างใส่อ่างแช่ทั้งตัวก็ไม่รู้จะหมดเมือกหมดมันหรือเปล่า”
       นพนภาเดินปึงๆ เข้าบ้านไปแต่แอบยิ้ม  เจนภพมองตามยิ้มที่เมียเชื่อทุกอย่าง
        
       สร้อยคำนั่งหน้าหมอง มีมือขาวอวบเพชรพราวมาคว้ามือสร้อยคำบีบอย่างปลอบใจ  นพนภาหน้าสดสวมชุดอยู่บ้านเปิดไหล่กรุยกราย
       “หนูน่ะเชื่อพี่สร้อย ทำแต่กุศลไม่หวงหึงอาละวาดลงท้ายภพก็กลับมาตายรังจริงๆ  แต่ทำไมกรรมมันดันไปตกที่ตากิจกับพี่สร้อยล่ะคะ”
       “พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว  คุณนภา”
       “โสเภณีน่ะมันยังทำเพื่อเลี้ยงตัว เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ แต่อีนี่มันทำเพราะหายาแก้ร่านไม่ได้  เฮ้อ  นี่ตากิจย้ายไปซุกหออยู่กับมันแล้วหรือคะ”
       “เขาอยู่คอนโดไม่ได้อยู่หอ ยังไม่ได้ไปค่ะ แต่ก็กลับดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืน”
       “ภพบอกว่าไม่ใช่แค่ตากิจ  ยังมีเสี่ยอะไรอีกก็ไม่รู้ สมกับเป็นนางกากีมิลเลนเนียม เฮ้อ  นังนี่คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตระกูลเรานะคะพี่สร้อย  ไม่ไล่ไม่เลิก”
       นพนภาเป็นห่วงกังวลอย่างจริงใจแต่ทุกถ้อยคำปลอบโยนทำให้สร้อยคำอาการหนักขึ้น
        
       ที่คอนโดมุนินทร์ มุนินทร์กำลังทำงานอยู่ที่โซฟากลาง เหลือบมองไปที่วีกิจเห็นกำลังง่วนทำอะไรบางอย่างอยู่ 
       มุนินทร์มองไปเห็นว่ากำลังจัดริบบิ้น  มุนินทร์อมยิ้มทำงานต่อไป ไม่ได้สังเกตว่าวีกิจเดินมาเบื้องหลัง ซ่อนอะไรบางอย่างไว้  แล้วมายื่นให้ข้างๆ คือดอกลิลลี่
       “นี่อะไรคะนี่”
       
       “ดอกไม้สำหรับสาวสวยครับ”

 เจนภพเข้ามาโอบ  นพนภาสะบัดอย่างขยะแขยงแล้วตวาด

       
       “อย่ามาถูกเนื้อต้องตัวฉัน  กลิ่นคาวมันยังติดตัวคุณอยู่ ถึงเอาน้ำยาล้างใส่อ่างแช่ทั้งตัวก็ไม่รู้จะหมดเมือกหมดมันหรือเปล่า”
       นพนภาเดินปึงๆ เข้าบ้านไปแต่แอบยิ้ม  เจนภพมองตามยิ้มที่เมียเชื่อทุกอย่าง
        
       สร้อยคำนั่งหน้าหมอง มีมือขาวอวบเพชรพราวมาคว้ามือสร้อยคำบีบอย่างปลอบใจ  นพนภาหน้าสดสวมชุดอยู่บ้านเปิดไหล่กรุยกราย
       “หนูน่ะเชื่อพี่สร้อย ทำแต่กุศลไม่หวงหึงอาละวาดลงท้ายภพก็กลับมาตายรังจริงๆ  แต่ทำไมกรรมมันดันไปตกที่ตากิจกับพี่สร้อยล่ะคะ”
       “พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว  คุณนภา”
       “โสเภณีน่ะมันยังทำเพื่อเลี้ยงตัว เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ แต่อีนี่มันทำเพราะหายาแก้ร่านไม่ได้  เฮ้อ  นี่ตากิจย้ายไปซุกหออยู่กับมันแล้วหรือคะ”
       “เขาอยู่คอนโดไม่ได้อยู่หอ ยังไม่ได้ไปค่ะ แต่ก็กลับดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืน”
       “ภพบอกว่าไม่ใช่แค่ตากิจ  ยังมีเสี่ยอะไรอีกก็ไม่รู้ สมกับเป็นนางกากีมิลเลนเนียม เฮ้อ  นังนี่คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของตระกูลเรานะคะพี่สร้อย  ไม่ไล่ไม่เลิก”
       นพนภาเป็นห่วงกังวลอย่างจริงใจแต่ทุกถ้อยคำปลอบโยนทำให้สร้อยคำอาการหนักขึ้น
        
       ที่คอนโดมุนินทร์ มุนินทร์กำลังทำงานอยู่ที่โซฟากลาง เหลือบมองไปที่วีกิจเห็นกำลังง่วนทำอะไรบางอย่างอยู่ 
       มุนินทร์มองไปเห็นว่ากำลังจัดริบบิ้น  มุนินทร์อมยิ้มทำงานต่อไป ไม่ได้สังเกตว่าวีกิจเดินมาเบื้องหลัง ซ่อนอะไรบางอย่างไว้  แล้วมายื่นให้ข้างๆ คือดอกลิลลี่
       “นี่อะไรคะนี่”
       
       “ดอกไม้สำหรับสาวสวยครับ”

 “นี่ดอกลิลลี่ใช่ไหมคะ”

       
       “อ้าว ก็ใช่น่ะซีฮะ ดอกไม้โปรดของคุณไม่ใช่หรือ คุณเคยเล่าว่าคุณเคยเพาะที่ไร่ไงฮะ มันยอมขึ้นแต่ไม่ยอมออกดอก”
       มุนินทร์หน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง 
       “คราวหลัง อย่าซื้อมาอีกเลยนะคะ”
       “โธ่ ไม่แพงมากหรอกฮะ ผมแค่อยากซื้อดอกไม้ให้คุณบ้าง”
       “คุณไม่ควรซื้อดอกลิลลี่ค่ะ  มันมีไว้สำหรับสาวบริสุทธิ์ต่างหากคะ”
        
       มุนินทร์พูดเล่นแบบแรงๆ ตามนิสัย  วีกิจหน้าตึง  พูดเย็นชา
                   “คุณอย่าพูดอย่างนี้บ่อยนักได้ไหมฮะ ผมบอกแล้วว่าผมไม่ถือ  แต่ถ้าคุณย้ำเช้าย้ำเย็นอย่างนี้ล่ะก็ผมอาจจะถือขึ้นมาจริงๆ ก็ได้”
       “ฉันขอโทษค่ะวีกิจ  บางครั้งฉันก็ปากเสียจริงๆ  พยายามแก้ให้หายอยู่ค่ะ แน่ะ หน้าผากย่นเชียว ทำอย่างงี้บ่อยๆ เดี๋ยวแก่เร็วต้องไปฉีดโบท็อกซ์จนคิ้วเลิกไปถึงตีนผมนะคะ”
                   วีกิจขำแต่ไม่วายประชด
       “ก็ดีซี  คุณชอบแต่ผู้ชายแก่ๆ ไม่ใช่หรือ”
       “อย่าพูดอย่างงี้บ่อยนักได้ไหมคะ ฉันบอกแล้วว่าฉันเลิกแล้ว แต่ถ้าคุณย้ำเช้าย้ำเย็นอย่างนี้ล่ะก็ฉันอาจจะชอบขึ้นมาจริงๆ ก็ได้”
       มุนินทร์ตอกกลับหน้าตาเฉย วีกิจขำจนโกรธไม่ลง
       “คุณนี่ร้ายจริงๆ เลย  จำคำผมมาย้อนได้ทุกคำเลย”
       “คุณก็รู้  ไม่มีใครเถียงชนะฉัน”
       บรรยากาศกลับเป็นดีขึ้นมาใหม่ วีกิจหอมแก้มมุนินทร์หนึ่งที มุนินทร์นิ่งไป ประสานสายตากันหวานฉ่ำ วีกิจเขินเสียเอง
       “ได้เวลาผมทำอาหารเย็นให้คุณทานแล้วครับ”
       
       วีกิจรีบไปที่ครัวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่  มุนินทร์เองก็ยิ้มเปี่ยมสุข เมื่อเข้ามาในครัววีกิจเหลือบมองไปเห็นมีดของปุ๊ วีกิจหยิบขึ้นมามองดู  ครุ่นคิด

 ณัฐดนัยจาระไน มุนินทร์หัวเราะออกมาเต็มเสียง ณัฐดนัยทำหน้าเฉย ที่นอกร้านวีกิจเดินผ่านมาชะงักกึก

        
       “ข้อแม้เยอะจัง”
       “ถ้ามันหาได้ง่ายๆ ผมจะมาปรึกษาคุณทำไม”
       “เอายังงี้ไหมคะ”
       “ยังไงครับ”
       “ไม่ต้องซื้ออะไร นอกจากกระดาษห่อกับโบว์แล้วเอามาห่อตัวคุณ รับรองยายลูกศรฉีกห่อของขวัญออกมาแล้ว ต้องกรี๊ดแน่”
       “ว้า ผมก็เสียความบริสุทธิ์น่ะซี”
       มุนินทร์ร้องอุทานแล้วหัวเราะ ณัฐดนัยหัวเราะตาม วีกิจยืนอึ้งดวงตาหวาดระแวง
       “ทำไมเล่นตัวนักคะ ยายศรน่ะจีเนียสนะคะ น่าเอ็นดูจะตาย”
       “เฮ้อ รักในที่ทำงานมันไม่เวิร์คหรอกฮะ”
       “แหม ถ้าจะให้เวิร์คมันก็เวิร์คนะคะ ฉันยังเคยเลย”
       “อ๋อ กับหนุ่มท้องฟ้าจำลองน่ะหรือครับ โรแมนติกเป็นบ้า”
       มุนินทร์อ้าปากค้าง อับอายขายหน้า แล้วต่อยแขนณัฐดนัยทีหนึ่ง ณัฐดนัยร้องโอ๊ย
       “นี่แน่ะ ตายแล้ว เล่าให้ยายลูกศรฟัง ข่าวแพร่กระจายกว่าไวรัสอีก”
       “นั่นซี ถ้าผมหลวมตัวไปกับคุณลูกศร ข่าวผมจะไม่ไปโผล่ในยูทูบเหรอ”
       ทั้งคู่หัวเราะกันอีก วีกิจขบกราม
       
       ที่ทางเข้าร้านเบเกอรี่ มุนินทร์หิ้วของมา 3-4 ถุง มองเห็นวีกิจอยู่มุมในสุดจึงเดินเข้าไป วีกิจมีท่าทางเย็นชาไม่ลุกขึ้นต้อนรับ มุนินทร์วางถุงลงแล้วนั่งลงอย่างเหนื่อยมองดูวีกิจดวงตาสดใส
       “ทำไมมาช้าจังฮะ”
       “ทำธุระให้เจ้านายอยู่น่ะซีคะ”
       “ช็อปปิ้งนี่น่ะหรือฮะ ทำธุระ”
       “ฉันหาของขวัญอยู่น่ะค่ะก็เลยเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ของถูกใจน่ะมีเยอะแยะค่ะ แต่เห็นราคาแล้วปวดใจต้องตัดใจแทน”
       “ก็มีคนเต็มใจออกเงินให้อยู่แล้วไม่ใช่หรือฮะ ไม่งั้นทำไมคุณถึงซื้อมาได้ตั้งหลายถุงล่ะ”
       มุนินทร์เริ่มเดาได้เลิกคิ้ว
       “เอ นี่คุณ “บังเอิญ” ไปเห็นอะไรหรือใครมาอีกแล้วหรือเปล่าคะ”
       “ไม่เห็นต้องบังเอิญอะไรนี่ครับ คุณนัดผมที่นี่ แล้วก็นัด “บอส” ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”
       “ไม่ใช่ค่ะ คุณณัฐดนัยกับฉัน เรามาด้วยกันต่างหาก” มุนินทร์เห็นท่าทีวีกิจ กลับยิ่งอยากยั่วซึ่งได้ผลวีกิจยิ่งเย็นชาแข็งกร้าวขึ้น “ที่จริงคุณเห็นแล้วก็น่าจะเข้าไปทักซะหน่อยนะคะ”
       “อย่าเลยฮะ รู้สึกว่าเขาจะคนละชั้นกับผม คนละคลาสกัน”
       
       “ใช่ค่ะ เขาก็คนละชั้นกับฉันเหมือนกัน คนละฟลอร์กัน”

ณัฐดนัยจาระไน มุนินทร์หัวเราะออกมาเต็มเสียง ณัฐดนัยทำหน้าเฉย ที่นอกร้านวีกิจเดินผ่านมาชะงักกึก

        
       “ข้อแม้เยอะจัง”
       “ถ้ามันหาได้ง่ายๆ ผมจะมาปรึกษาคุณทำไม”
       “เอายังงี้ไหมคะ”
       “ยังไงครับ”
       “ไม่ต้องซื้ออะไร นอกจากกระดาษห่อกับโบว์แล้วเอามาห่อตัวคุณ รับรองยายลูกศรฉีกห่อของขวัญออกมาแล้ว ต้องกรี๊ดแน่”
       “ว้า ผมก็เสียความบริสุทธิ์น่ะซี”
       มุนินทร์ร้องอุทานแล้วหัวเราะ ณัฐดนัยหัวเราะตาม วีกิจยืนอึ้งดวงตาหวาดระแวง
       “ทำไมเล่นตัวนักคะ ยายศรน่ะจีเนียสนะคะ น่าเอ็นดูจะตาย”
       “เฮ้อ รักในที่ทำงานมันไม่เวิร์คหรอกฮะ”
       “แหม ถ้าจะให้เวิร์คมันก็เวิร์คนะคะ ฉันยังเคยเลย”
       “อ๋อ กับหนุ่มท้องฟ้าจำลองน่ะหรือครับ โรแมนติกเป็นบ้า”
       มุนินทร์อ้าปากค้าง อับอายขายหน้า แล้วต่อยแขนณัฐดนัยทีหนึ่ง ณัฐดนัยร้องโอ๊ย
       “นี่แน่ะ ตายแล้ว เล่าให้ยายลูกศรฟัง ข่าวแพร่กระจายกว่าไวรัสอีก”
       “นั่นซี ถ้าผมหลวมตัวไปกับคุณลูกศร ข่าวผมจะไม่ไปโผล่ในยูทูบเหรอ”
       ทั้งคู่หัวเราะกันอีก วีกิจขบกราม
       
       ที่ทางเข้าร้านเบเกอรี่ มุนินทร์หิ้วของมา 3-4 ถุง มองเห็นวีกิจอยู่มุมในสุดจึงเดินเข้าไป วีกิจมีท่าทางเย็นชาไม่ลุกขึ้นต้อนรับ มุนินทร์วางถุงลงแล้วนั่งลงอย่างเหนื่อยมองดูวีกิจดวงตาสดใส
       “ทำไมมาช้าจังฮะ”
       “ทำธุระให้เจ้านายอยู่น่ะซีคะ”
       “ช็อปปิ้งนี่น่ะหรือฮะ ทำธุระ”
       “ฉันหาของขวัญอยู่น่ะค่ะก็เลยเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ของถูกใจน่ะมีเยอะแยะค่ะ แต่เห็นราคาแล้วปวดใจต้องตัดใจแทน”
       “ก็มีคนเต็มใจออกเงินให้อยู่แล้วไม่ใช่หรือฮะ ไม่งั้นทำไมคุณถึงซื้อมาได้ตั้งหลายถุงล่ะ”
       มุนินทร์เริ่มเดาได้เลิกคิ้ว
       “เอ นี่คุณ “บังเอิญ” ไปเห็นอะไรหรือใครมาอีกแล้วหรือเปล่าคะ”
       “ไม่เห็นต้องบังเอิญอะไรนี่ครับ คุณนัดผมที่นี่ แล้วก็นัด “บอส” ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”
       “ไม่ใช่ค่ะ คุณณัฐดนัยกับฉัน เรามาด้วยกันต่างหาก” มุนินทร์เห็นท่าทีวีกิจ กลับยิ่งอยากยั่วซึ่งได้ผลวีกิจยิ่งเย็นชาแข็งกร้าวขึ้น “ที่จริงคุณเห็นแล้วก็น่าจะเข้าไปทักซะหน่อยนะคะ”
       “อย่าเลยฮะ รู้สึกว่าเขาจะคนละชั้นกับผม คนละคลาสกัน”
       
       “ใช่ค่ะ เขาก็คนละชั้นกับฉันเหมือนกัน คนละฟลอร์กัน”

มุนินทร์ยิ่งเล่นลิ้น

        
       “แล้วตกลงเขาเป็นสปอนเซอร์ให้คุณอย่างที่อาภพว่ารึเปล่า”
       “ลืมไปว่าฉันหลอกอาคุณให้เชื่ออย่างนั้น เอาล่ะ ความจริงก็คือมะรืนนี้วันเกิดยายลูกศร เราสองคนก็มาหาของขวัญให้ยายลูกศรกัน เคลียร์ไหมคะ”
       วีกิจยังไม่อยากเชื่อ แต่ก็อ่อนลง มุนินทร์เริ่มขึ้นแทน
       “จะให้ผมเชื่อหรือ”
       “ก็อย่าเชื่อซีคะ นี่คุณรู้ไหม คุณกำลังหาเรื่องฉันอย่างไม่เข้าท่าที่สุด คุณณัฐดนัยเขาเป็นเจ้านายแล้วก็เป็นเพื่อนฉันด้วย แล้วเมื่อฉันบอกเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อน ถ้าเป็นอย่างอื่นฉันก็จะบอกเองว่าเป็นอย่างอื่น”
       วีกิจเจื่อนลง มุนินทร์ตาแข็งเสียงแข็งบ้าง วีกิจอ้อมแอ้มขอโทษ
       “ผม ผมขอโทษ”
       “ก็ได้ค่ะ ฉันยกโทษให้”
       
       ที่หน้าทีวีจอกว้าง มุนินทร์กับวีกิจเอาเบาะมากองนั่งกับพื้นคุยกัน มุนินทร์เอาหมอนอิงมากอดไว้ ตรงหน้ามีกล่องช็อคโกแลตและน้ำหวานสีสวย
       “อาทิตย์หน้าวันเกิดผมแล้วนะฮะ”
       “ฉันรู้แล้วค่ะ”
       “รู้ได้ยังไงฮะ”
       “ฉันแอบดูใบขับขี่ในกระเป๋าสตางค์คุณตอนคุณเข้าห้องน้ำไงคะ” วีกิจหน้าแดงคว้ากระเป๋าสตางค์มาอึกอัก มุนินทร์เห็นอาการก็หัวเราะ “แหมฉันพูดเล่นน่ะค่ะ ฉันเคยพิมพ์ข้อมูลคุณลงไฟล์ให้พี่แจงจิต แล้วจำวันเกิดคุณได้ ทำไมคะในวอลเลตคุณมีความลับอะไรหรือ”
       “อาจมีของลับเฉพาะของผู้ชายก็ได้นะฮะ”
       “งั้นฉันไม่ถามแล้วค่ะ”
       “โธ่ ผมพูดเล่น วันศุกร์นี้แล้วนะฮะ”
       “จะทวงของขวัญใช่ไหมคะนี่”
       “คุณให้ของผมมาตั้งเยอะแล้ว ไม่ต้องก็ได้ฮะ แค่คุณไปงานผมก็ดีใจแล้ว”
       “เรื่องอะไร หาของขวัญสนุกจะตาย เอ ซื้ออะไรให้ดีนะ”
       
       “หรือฮะ โฮ ผมไม่ชอบหาของขวัญให้ใครเลย เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรดี พอหมดท่าเข้าไอ้สิทธิ์จะซื้อตุ๊กตาหมี ส่วนผมถ้าไม่รู้จะให้อะไรก็ซื้อช็อคโกแลตให้”

 “แล้วคุณไม่รู้เลยหรือคะว่าช็อคโกแลตน่ะมันมีมีนนิ่งอะไร”

       
       “อ้าว มีด้วยหรือฮะ”
       “มันก็มีมีนนิ่งว่า คุณหวานเหลือเกินสุดที่รักของผม อะไรทำนองเนี้ย”
       วีกิจสำลักเครื่องดื่ม
       “ให้ตาย ผมไม่รู้เลยนะนี่”
       “มิน่าล่ะ คุณปริมถึงได้เครซี่คุณนัก คุณไปให้ท่าเขาก่อนนี่เอง”
       วีกิจค้อน ทั้งสองหัวเราะกัน
       
       พอออกจากคอนโดมุนินทร์ วีกิจก็มานั่งกินเหล้ากับกริบที่ผับ กริบจิบเหล้า วีกิจมองดูรอบๆ ร้าน
       “เฮ้อ ไม่มีไอ้สิทธิ์เหงาๆ ยังไงไม่รู้”
       “สนอะไรกับไอ้สิทธิ์ ในเมื่อแกมีมุตตาแก้เหงาอยู่ทั้งคน ไง เมื่อกี้ก็เพิ่งมาจากคอนโดเขาใช่ไหม”
       “เออว่ะ เฮ้ย อย่าลืมวันเกิดข้านะ ข้าชวนตาไปด้วย คราวนี้เอ็งจะได้เจอเขาอีกหน คราวนี้เอ็งจะได้ประเมินเขาอย่างที่เขาเป็นจริงๆ”
       “นี่เอ็งจะเปิดตัวเขากับทุกคนว่าเป็นแฟนกันหรือ”
       “ก็คิดอยู่”
       “แต่แม่เอ็งรับไม่ได้ เพื่อนเอ็งรับไม่ได้ ญาติเอ็งทั้งบ้านรับไม่ได้ อาจมีรับได้อยู่คนเดียวคืออาภพของเอ็ง”
       วีกิจอึ้งถอนใจยาว
       “มีแต่ผู้ชายเท่านั้นหรือวะที่ทำตัวสกปรกแค่ไหนก็ได้ แต่กับผู้หญิงมันกลายเป็นตราบาปไปตลอดชีวิตหรือ”
       “โลกนี้ผู้ชายเป็นคนตั้งกฏมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้แต่เอ็ง เอ็งแน่ใจหรือว่าเอ็งไม่รู้สึกอะไร ตอนนี้เอ็งยังรักยังหลง อะไรแย่ๆ เอ็งก็มองข้ามไปหมด แต่พออะไรๆ หวือหวามันจางลงแล้ว เอ็งก็จะเริ่มตั้งคำถามว่าเขาดีพอหรือ
       เอ็งเลือกผิดหรือเปล่า”
       
       วีกิจอึ้งอีก



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 06 พ.ย. 55 13:30:22
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน