อุบัติเหตุ ตอนที่ 3

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 3

อุบัติเหตุ ตอนที่ 3

นนทลีเดินหงอยๆ ลงมาจากโรงพัก พร้อมกับนีรนุชและกุสุมา

       
       “นนไม่น่าปล่อยให้อารุมไปง่ายๆ แบบนั้นเลย อย่างนี้ก็สมใจยายนั่น”
       นนทลีเดินนำมา ไม่ยอมพูดด้วย เพราะกำลังเซ็ง กุสุมายังพูดต่อไม่ลดละ
       “ถ้าพวกเราติดรถไปด้วย อย่างน้อยก็จะได้คอยขัดจังหวะ”
       “พี่สุพูดเหมือนกับว่าเขามีแผนจะทำอะไรกัน”
       นีรนุชสงสัย กุสุมาโมโหหึง
       “มันก็ไม่แน่ พี่บอกแล้วไงว่าเขา...”
       นนทลีสวนขึ้นมาอย่างรำคาญ
       “พอได้แล้วสุ ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว วันนี้ฉันเหนื่อยมาก เข้าใจไหมว่าฉันเหนื่อย”
       นนทลีระเบิดอารมณ์แล้วเดินลิ่วๆ ออกไปเรียกรถ นีรนุชรีบตามไป เหลือแต่กุสุมาที่ยืนหน้างอหวงหึงอารุมอยู่ลำพัง
       
       เมื่อกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง กุสุมาจ้องมองรูปถ่ายนนทลีกับนีรนุชวันรับปริญญา อย่างโกรธแค้น
       “โง่ โง่ กันทั้งพี่ทั้งน้อง เตือนอะไรก็ไม่รู้จักฟัง”
       กุสุมาระบายอารมณ์ด้วยการเอาปากกาขีดๆๆๆ ใส่หน้าของนนทลีกับนีรนุช
       “ยิ่งแก่ งี่เง่าแบบนี้ ฉันก็ยิ่งไม่เห็นว่าแกจะเหมาะสมกับอารุมตรงไหนเลย นังนนทลี”
       กุสุมาตาวาว ขีดๆๆๆๆ ใส่รูปนนทลีระบายแค้นอีก
       
       อารุมขับรถมาจอดหน้าบ้านวิศนี ในบ้านปิดเงียบ หญิงสาวหันมาชวน
       “เข้าไปทานกาแฟก่อนไหมคะ วันนี้ตะลอนมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวคุณจะง่วงซะก่อนถึงบ้าน”
       “ไม่เป็นไร”
       “เอาน่า ฉันเป็นเลขา แต่ยังไม่มีโอกาสชงกาแฟให้เจ้านายเลย ขอแสดงฝีมือหน่อยนะคะ”
       อารุมมองเข้าไปในบ้านเห็นบ้านปิดเงียบก็ลังเล
       “พ่อกับคุณกรแก้วคงยังไม่กลับจากงานเลี้ยง คุณไม่ต้องกลัวใครจะว่าหรอก”
       
       วิศนีชงกาแฟเอามาวางตรงหน้า อารุมยกขึ้นจิบ
       “พอได้ไหมคะ”
       อารุมพยักหน้าไว้ฟอร์ม
       “ก็ดีกว่ากินน้ำเปล่า”
       “วันนี้เลขาทั้งตำส้มตำ ทั้งชงกาแฟให้กิน งานที่บริษัทก็ทำให้เรียบร้อย แถมยังช่วยเคลียร์เรื่องที่โรงพักให้อีก เจ้านายจะมีคำชมดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงคะ”
       “ก็ได้...คุณทำดี”
       “แค่เนี้ย ?”
       วิศนีทำเป็นค้อน แต่สายตายั่วล้อ อารุมเห็นสายตาวิศนีแล้วเริ่มเขินอีก ทำเป็นไม่มอง เปลี่ยนเรื่อง
       “บ้านคุณเงียบจัง”
       “ก็คนอยู่น้อยนี่คะ บ้านหลังใหญ่แต่อยู่กันแค่สามคน มันก็ไม่ต่างจากบ้านผีสิงหรอก”
       “ถึงว่า คุณเลยไม่กลัวผี”
       วิศนีพยักหน้า ยิ้มเศร้า
       “ฉันชินกับการอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ คนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยที่พ่อยังไม่จ้างคนรับใช้ บางคืนฉันก็ต้องนอนคนเดียว เพราะพ่อทำงานจนไม่กลับบ้าน แล้วคุณล่ะกลัวผีหรือเปล่า”
       “ผมอยู่วัด ถ้ากลัวก็คงอยู่ไม่ได้”
       วิศนีงง
       “คุณเคยเป็นพระเหรอ”
       “เปล่า ผมเป็นเด็กวัด”
       วิศนีอึ้งไปอย่างไม่นึกมาก่อน แล้วรีบฝืนยิ้ม เพราะไม่อยากให้อารุมคิดว่าสงสาร
       “ก็ดีนะคะ อยู่ในวัดคนเยอะดี ไม่เหงาเหมือนฉัน”
       “เหงาสิ มันเหงาอยู่ข้างใน”
       อารุมสบตากับวิศนีอย่างเข้าใจความรู้สึก แล้วเบือนหน้าหนี เหมือนไม่อยากลึกซึ้งไปกว่านั้น วิศนีพลอยหมดเรื่องคุยไปด้วย ได้แต่นั่งกินกาแฟต่อไปเงียบๆ
       
       ขณะที่กรแก้วนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงในห้องนอน ละอองคลานเข่าเอาน้ำกับยามาให้
       “คุณผู้ชายกลับมาแล้วเหรอ ฉันได้ยินเสียงรถ”
       “คุณวิศนีกลับค่ะ”
       “อ้าว แล้วเขากลับมายังไงล่ะ ไม่เห็นโทรมาบอกให้ใครไปรับ”
       ละอองลังเลที่จะเล่า เพราะไม่รู้จักอารุม
       “มีคุณผู้ชายคนหนึ่งมาส่งค่ะ”
       กรแก้วนิ่งไป มองในแง่ร้าย คิดว่าวิศนีทำเรื่องอีกแล้ว
       
       วิศนีเดินออกไปส่งอารุม แล้วกลับเข้ามา ก็เห็นกรแก้วเดินลงมาพอดี
       “คุณไม่ได้ไปงานกับพ่อเหรอคะ”
       “ฉันไม่ค่อยสบายจ้ะ” กรแก้วมองออกไปหน้าบ้านพลางถาม “แขกของหนูกลับไปแล้วเหรอ”
       “ค่ะ” วิศนีตอบห้วยสั้น
       “เสียดายไม่ทันได้เจอ หวังว่าเขาคงมาอีก”
       วิศนียิ้มในสีหน้า นึกในใจว่ากรแก้วพยายามสอดรู้เรื่องของตน จึงแกล้งพูด
       “อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ พรุ่งนี้คุณอาจจะได้เจออีกคนนึง หรือไม่ก็อีกคนนึง”
       กรแก้วได้แต่อึ้ง แล้วเตือนยิ้มๆ แบบหวังดีแต่แอบจิกนิดๆ
       “คราวหน้าเรียกฉันด้วยก็แล้วกัน ฉันจะลงมาอยู่เป็นเพื่อน หนูเป็นผู้หญิง เชิญผู้ชายเข้าบ้านตอนกลางคืนมันจะไม่เหมาะ”
       วิศนีสะดุดหูกับคำพูดกรแก้ว เริ่มไม่ชอบใจ เลยยิ่งพูดยั่ว
       “แล้วถ้าฉันเชิญเขาขึ้นห้องเลย คุณจะตามไปอยู่เป็นเพื่อนไหมคะ”
       กรแก้วตกใจ
       “หนูวิศนี!”
       วิศนีหัวเราะคิก
       “พูดเล่นน่ะค่ะ ฉันไม่ไวไฟขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยก็อาจจะรอซัก 5-6 เดือน เหมือนกับที่พ่อฉันรอคุณไง”
       วิศนียิ้มมีเลศนัยแล้วจะเดินสวนขึ้นบันไดไป กรแก้วหน้าแดงจัดเหมือนถูกหยามน้ำหน้า เริ่มเสียงแข็งอย่างทนไม่ไหว
       “หนูวิศนี! ฉันรู้ว่าหนูไม่ชอบฉัน แต่พูดอะไรควรจะให้เกียรติฉันบ้างนะจ๊ะ”
       วิศนีสวนคำ “คุณได้รับเกียรติมากพอแล้วจากพ่อฉัน เว้นฉันไว้สักคนเถอะค่ะ เพราะฉันเสแสร้งไม่เป็น”
       
       วิศนีหันกลับแล้วเดินขึ้นบันไดไป กรแก้วยืนนิ่ง พยายามข่มอารมณ์โกรธ

ทางด้านเดชชาตินั่งหน้าฟกช้ำดำเขียวอยู่ในบ้าน เห็นน้องๆ รุมทำแผลให้

       
       “โอ๊ย เบาๆ สิไอ้จิต เจ็บนะโว้ย โอ๊ยยย”
       เดชชาติร้องลั่น จนองอาจโผล่หน้าเข้ามา
       “พี่ชาติ เบาๆ หน่อยได้ไหม ร้องเป็นควายถูกเชือดเลย ฉันอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง”
       เดชชาติเอาอะไรใกล้ตัวขว้าง
       “โธ่ ไอ้นี่ แกก็ลองมาโดนซ้อมสิวะ จะได้รู้ว่ามันเจ็บ โอ๊ยๆๆๆ โอ๊ยยย บอกให้เบาๆ”
       จิตใสรำคาญ
       “พี่ชาติ โวยวายอยู่ได้ หนวกหู ทำเองแล้วกัน ฮึ”
       จิตใสกระแทกขวดยาอย่างโมโห แล้วลุกออกไป เดชชาติโวยวาย
       “อ้าว เฮ้ย เดี๋ยว กลับมาก่อนไอ้จิต”
       เดชชาติเอะอะโวยวาย พิมเดินออกมามองเพลียๆ ส่ายหน้า
       “เอ้า กินยาแก้ปวดซะก่อน เดี๋ยวข้าทำให้”
       “นุชทำให้ดีกว่าจ้ะ”
       เดชชาติและน้องๆ หันไป เห็นนีรนุชยืนเก้อๆ อยู่หน้าประตู
       
       นีรนุชเอามือจับหน้าเดชชาติ พลิกไปพลิกมาอย่างระวัง แล้วใช้สำลีก้านค่อยๆ เช็ดแผลให้ เดชชาติแสบ แต่พยายามร้องเบาๆ ไม่กล้าโวยวายมาก เพราะยังรู้สึกผิดอยู่
       “นุชหายโกรธพี่แล้วเหรอ”
       “ก็พี่เอาหน้าตัวเอง ไปให้เขากระทืบซะขนาดนี้ ใครจะไปโกรธลง”
       “พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะนุช พี่แค่อยากให้นุชได้งานทำเฉยๆ ไม่รู้ว่าไอ้เสี่ยมันเจตนาอย่างอื่น อูยยย... ถ้ารู้ตั้งแต่แรก พี่จะไม่ยอมให้มันเข้าใกล้นุชเด็ด...อูยยย”
       นีรนุชดุ
       “หยุดพูดได้แล้ว ยิ่งพูดมากแผลก็ยิ่งฉีก อยากจะเป็นแผลเป็นหรือไง ยิ่งไม่หล่ออยู่ เดี๋ยวก็ขี้เหร่มากกว่านี้หรอก”
       เดชชาติสะดุ้ง
       “อุ้ย พูดอย่างนี้เจ็บกว่ากระทืบอีกนะเนี่ย”
       นีรนุชหัวเราะออกมา แล้วทำแผลให้เดชชาติต่อไป เดชชาตินิ่วหน้าไปมา ยังไม่หายแสบ
       
       เดชชาติเดินมาส่งนีรนุชที่บ้าน
       “นุชน่าจะลองคุยกับอารุมดู เผื่อว่ามันจะฝากงานที่บริษัทได้”
       “ไม่เอา นุชเกรงใจพี่อารุม”
       “ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า เจ้านายพี่ใจดี”
       “ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ”
       “คุณวิศนีไม่ใช่เจ้านายโดยตรง แต่ก็คงช่วยนุชได้ นุชก็เห็นว่าเธอมีน้ำใจกับพวกเรา” เดชชาติฝันหวาน “คนอาไร้ ทั้งสวยแล้วยังนิสัยดีอีก”
       เดชชาติทำหน้าเคลิบเคลิ้ม นีรนุชเบ้ปาก
       “ดีจริงหรือว่าจะทำคะแนนเหอะ พี่สุบอกว่าคุณวิศนีอะไรเนี่ยจ้องพี่อารุมตาเป็นมันเลย”
       เดชชาติไม่เชื่อ
       “บ้าแล้ว สองคนนี้เขาเขม่นกันมาตั้งแต่...” เดชชาติจะพูดเรื่องรถชนกัน
       “ตั้งแต่อะไร”
       เดชชาติตัดบท
       “ไม่มีอะไรหรอก แต่พี่รับรองว่าคุณวิศนีเธอไม่ปิ๊งไอ้อารุมแน่ แต่ถ้าปิ๊งพี่ล่ะก็ไม่แน่ เพราะพี่ยังโสด”
       นีรนุชยิ่งหมั่นไส้และขวางกว่าเดิม
       “ชิ งั้นก็รีบเด็ดดอกฟ้าให้ได้เร็วๆ เถอะย่ะ คนแถวนี้เขาจะได้เลิกจับคู่นุชกับพี่ซะที มันเสื่อม”
       “ถูก” เดชชาติลืมตัวแล้วนึกได้ สะดุ้ง “เฮ้ย นี่แกด่าฉันนี่หว่ายายนุช”
       เดชชาติตั้งท่าโวยวาย แต่นีรนุชรีบหนีเข้าบ้านไปแล้ว
       
       นนทลีเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ครุ่นคิดถึงคำพูดยุแยงของกุสุมาตลอดทั้งวันนี้
       ‘…นนไม่น่าปล่อยให้อารุมไปง่ายๆ แบบนั้นเลย อย่างนี้ก็สมใจยายนั่น...’
       ‘…คนของเราอาจจะไม่ถูกกับเขา แต่แน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่ถูกกับคนของเรา…’
       นนทลียิ่งคิดยิ่งกลุ้ม พลางมองโทรศัพท์ในมือ แล้วมองนาฬิกา ก่อนตัดสินใจกดโทร เธอลีเงี่ยหูฟังอย่างตื่นเต้น ใจจดใจจ่อ กลัวว่าอารุมจะยังติดพันอยู่กับวิศนี แต่แล้วก็ยิ้มออกเมื่ออารุมรับสาย
       “อารุม กลับถึงคอนโดหรือยังคะ”
       ”ยังเลยครับ นนมีอะไรหรือเปล่า”
       นนทลีหน้าเจื่อนไป คิดว่าอารุมยังอยู่กับวิศนี พยายามกลบเกลื่อนความระแวง
       “เปล่าค่ะ นนเป็นห่วงน่ะ เห็นว่าดึกแล้ว”
       “ผมยังมีธุระต้องทำนิดหน่อยน่ะครับ”
       นนทลีกังวลขึ้นอีก
       “ธุระตอนนี้น่ะเหรอคะ”
       “ใช่ นนออกมาที่ระเบียงสิ”
       นนทลีแปลกใจ มองไปที่ระเบียง แล้วเดินไปดู พอโผล่หน้ามองลงไป ก็เห็นอารุมจอดรถยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าบ้าน โบกมือให้
       “ผมคงนอนไม่หลับคืนนี้ ถ้าไม่ได้เห็นหน้าแล้วก็บอกฝันดีกับนน”
       นนทลียิ้มออก น้ำตาคลอหน่วย ทั้งโล่งใจ ทั้งซึ้งใจ โบกมือตอบกลับไป
       “ฝันดีนะคะ”
       อารุมยืนคุยโทรศัพท์ แล้วเงยหน้ามองนนทลีบนหน้าต่างห้อง ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
       
       วิศนีแต่งตัวสวยเดินลงบันไดมา เตรียมจะไปทำงานตามปกติ เห็นประยุทธรีๆ รอๆ อยู่ ก็รีบทัก
       “เสร็จแล้วจ้ะประยุทธ โทษทีนะ”
       วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน แล้วชะงักเมื่อเห็นกรแก้วยืนรออยู่ เหมือนเตรียมจะไปข้างนอก
       “พ่อล่ะคะ”
       “ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วจ้ะ มีประชุมด่วน เดี๋ยวหนูนั่งไปกับฉัน ฉันจะไปส่ง”
       ประยุทธเปิดประตูให้กรแก้วขึ้นไปนั่งตอนหลัง แล้วเปิดค้างไว้เพื่อรอวิศนีขึ้น
       วิศนีเดินลงมาแล้วเปลี่ยนใจประตูนั่งข้างคนขับ เข้าไปนั่งเฉย กรแก้วอึ้งไปที่วิศนีทำท่ารังเกียจไม่ยอมนั่งด้วย ในขณะที่ประยุทธยืนงง
       “ไปได้แล้ว!” กรแก้วพาลใส่ประยุทธ
       
       ประยุทธรีบพยักหน้าหงอๆ แล้วปิดประตูรถ ก่อนจะวิ่งไปขึ้นที่ฝั่งคนขับ

รถวิ่งไปตามถนน เห็นกรแก้วนั่งเชิดอยู่ที่ตอนหลัง ส่วนวิศนีนั่งเอกเขนกตอนหน้า แล้วแกล้งปรับเบาะเอนเกือบสุดจนมาโดนกรแก้ว

       
       “ขอโทษนะคะ ฉันง่วงนอนมากเลย ขอปรับเบาะหน่อย”
       กรแก้วมองวิศนีอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ขยับตัวหนีให้ วิศนีนอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์ แล้วเอื้อมมือเปิดวิทยุ หาคลื่นเพลงแดนซ์ แล้วเปิดดังลั่น
       กรแก้วที่นั่งอยู่ตอนหลังขมวดคิ้วอีก แต่ไม่อยากมีเรื่องกับวิศนีตรงๆ
       “ประยุทธ เบาเสียงวิทยุทีซิ”
       ประยุทธเอื้อมมือจะเบาให้ แต่วิศนีตีมือประยุทธ แล้วถามเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง
       “ไม่ชอบคลื่นนี้เหรอคะ เปลี่ยนก็ได้”
       วิศนีแกล้งหมุนจูนคลื่นไปเรื่อยๆ เสียงเพลงดังเปลี่ยนไปมาจนกรแก้วปวดหัว แต่พยายามข่มอารมณ์กรุ่นเต็มที่ ในที่สุดวิศนีก็มาหยุดที่คลื่นธรรมะ ที่กำลังสวดมนต์อยู่ แล้วพลิกตัวหันมาหากรแก้ว
       “หวังว่าคลื่นนี้คุณคงจะชอบ”
       วิศนีเร่งเสียงดังขึ้นอีก แล้วแกล้งหลับตาลง กรแก้วนั่งหงุดหงิด รำคาญ ขณะที่เสียงสวดมนต์ดังลั่นรถ บรรยากาศตึงเครียดไปตลอดทาง
       
       วิศนีลงมาจากรถของกรแก้ว เตรียมจะเดินเข้าตึก แต่กรแก้วตามลงมาบอก
       “คุณพ่อหนูสั่งไว้ว่าฉันให้พาหนูไปเลือกรถที่อยากได้ จะได้เอาไว้ใช้”
       วิศนีชะงัก หันกลับมาหากรแก้ว ถามเยาะๆ
       “ทำไมคะ พ่อกลัวฉันจะหาโชเฟอร์ไม่ซ้ำหน้าไปส่งบ้านหรือไง”
       “ท่านอยากให้หนูไปไหนมาไหนสะดวกมากกว่า หนูเองก็คงไม่อยากฝืนนั่งรถฉัน จริงไหม”
       วิศนีสบตากับกรแก้วอย่าท้าทาย แล้วยิ้มพราย
       “ก็จริง”
       กรแก้วหน้าตึง ไม่นึกว่าวิศนีจะสวนตรง
       “แต่คุณไม่ต้องไปช่วยฉันเลือกหรอก เพราะฉันเลือกไว้แล้ว”
       
       วิศีเดินนำกรแก้วไปดูรถสปอร์ตมือสองสภาพดี ที่จอดอยู่ในเต็นท์ เดชชาติต้อนรับอย่างดี กรแก้วเดินเข้ามาดู แล้วไม่ค่อยเห็นด้วย
       “หนูจะเอาคันนี้จริงเหรอจ๊ะวิศนี นี่มันรถมือสองนะ”
       เดชชาติรีบอธิบาย
       “มือสองแต่ก็สภาพยังดีครับคุณนาย” 
       กรแก้วตวัดสายตามามองเดชชาติทันที ไม่ชอบใจสรรพนาม
       “ฉันชื่อกรแก้ว”
       เดชชาติหน้าหด รีบแก้
       “เอ่อ ครับคุณกรแก้ว แหะๆ รถคันนี้เจ้าของซื้อไปใช้แค่ไม่กี่วันเองครับ ถือเป็นมือสองแต่ก็ยังเหมือนใหม่ทุกอย่าง ราคาถูกลงกว่ามือหนึ่งรุ่นเดียวกันด้วยครับ”
       “เรื่องราคาน่ะไม่เกี่ยวหรอก...“แต่หนูเป็นลูกเจ้าของโชว์รูม มีรถใหม่ๆ ให้เลือกเยอะ ถ้าใช้รถมือสองมันจะไม่เหมาะนะจ๊ะ”
       “มือสองหรือมือสิบมันก็วิ่งได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ ฉันไม่ถือ เผอิญฉันไม่ใช่พวกชอบใหม่ๆ อย่างพ่อฉัน” วิศนีกัดกรแก้วอีก
       กรแก้วแอบถอนใจ โดนอีกจนได้ เลยคร้านจะเถียง วิศนีตัดบท หันไปบอกหน้าเดชชาติ
       “ตกลงฉันเอาคันนี้ แต่ฉันขอซื้อในฐานะลูกค้านะคะ คุณเดชชาติเขาจะได้ได้เปอร์เซ็นต์”
       เดชชาติตื้นตันใจ แต่กรแก้วขัดขึ้นมา
       “แต่มันไม่จำเป็นเลยนะจ๊ะ ยังไงก็รถของบริษัทเรา”
       วิศนีจ้องหน้าเอาเรื่อง
       “ฉันอยากให้มันจำเป็น!”
       
       เดชชาติขับรถของวิศนีมาจอดหน้าบริษัท แล้วเปิดประตูลงมาหายิ้มแฉ่ง
       “อยากจะไปลองรถหน่อยไหมครับ คุณวิศนี”
       “ก็ดีค่ะ”
       วิศนีตื่นเต้น จะขึ้นรถไปกับเดชชาติ แต่ยุพเยาว์รีบวิ่งแจ้นออกมา
       “คุณวิศนีขา คุณวิศนี อย่าเพิ่งไปค่ะ” ยุพเยาว์หยุดหอบ ”ท่านประธานให้หาด่วนเลยค่ะ”
       วิศนีกับกรแก้วทำหน้าแปลกใจ แล้วรีบเดินเข้าไป ทิ้งให้เดชชาติกับยุพเยาว์ยืนอยู่ด้วยกัน
       “อะไรกันเหรอคุณเยาว์”
       ยุพเยาว์สีหน้าสยอง
       “ท่าทางระเบิดปรมาณูจะลงน่ะสิ เตรียมหลุมหลบภัยกันให้ดีเถอะ”
       ยุพเยาว์วิ่งแจ้นออกไป เดชชาติยืนงง ยังไม่รู้เรื่องว่ามีอะไร
       
       อำนวยยืนกอดอกเครียด หันหลังให้ประตู ซักพักก็มีเสียงเคาะ ก่อนที่วิศนีกับกรแก้วจะเข้ามา
       “มีอะไรคะพ่อ”
       อำนวยหันกลับมา ขว้างแฟ้มใส่ทันที ขว้างแบบไม่ได้จงใจให้โดน แต่ระบายอารมณ์
       “แกหาเรื่องให้ฉันแต่เช้าเลยน่ะสิ”
       “คุณคะ!” กรแก้วปรามด้วยสายตาดุ
       อำนวยมองกรแก้วแบบ จะมาเตือนอะไรตอนนี้ แต่ก็พยายามข่มอารมณ์เพราะเกรงใจ
       “เอาไปดูซะ ว่าแกไปก่อเรื่องให้บริษัทฉันขาดทุนกี่ล้าน”
       วิศนีหยิบแฟ้มขึ้นมา
       “นี่มันอะไรกัน หนูไม่เห็นเข้าใจเลย”
       “เสี่ยโชคเขาโทรมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ไอ้ที่แกไปเล่นงานเขาที่โรงพัก แล้วก็ขู่จะทำร้ายร่างกายเขาน่ะ” 
       วิศนีที่กำลังเปิดแฟ้มดู เงยหน้ามองอึ้ง พอได้สติก็สวนทันควัน
       “แล้วมันบอกพ่อหรือเปล่าว่ามันไปทำชั่วอะไรไว้”
       อำนวยเห็นวิศนีอวดดีใส่ ก็โมโหร้ายขึ้นมาอีก
       “ฉันไม่สนว่าจะทำอะไร แต่เสี่ยโชคเป็นลูกค้าใหญ่ของเรา ตอนนี้แกทำให้เขาโกรธมากจนเขากับพวกยกเลิกรถที่จองไว้กับบริษัทเราหมดแล้ว แกรู้ไหมว่ากี่คัน”
       อำนวยกระชากแฟ้มมาเปิด แล้วจิ้มแรงๆไปที่ใบสรุป
       “ยี่สิบคัน !”
       วิศนีอึ้งไปเหมือนกัน พอจะคำนวณได้ว่าเสียประโยชน์มากมาย แต่ยังไม่ทันอธิบายอำนวยก็ขึ้นเสียงต่อ หน้ามืดด้วยความโกรธ
       “งามหน้าไหมล่ะ มาทำงานได้แค่สองวัน ทำบริษัทเจ๊งไปขนาดนี้ แล้วฉันจะไว้ใจแกต่อไปดีไหม ตั้งแต่แกกลับมาเนี่ย ไม่เคยสร้างความสบายให้ฉันเลย อยู่ที่ไหนก็มีแต่ปัญหา”
       กรแก้วเห็นอำนวยคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็เข้ามาเกาะแขนปราม แต่วิศนีที่สะเทือนใจอยู่แล้วที่ถูกด่า พอเห็นกรแก้วเกาะแขนก็ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนรุม น้ำตารื้นจะหยดด้วยความน้อยใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดทิฐิ
       “ใช่ ก็หนูมันชอบสร้างปัญหาอย่างนี้แหละ พ่อยังไม่ชินอีกเหรอ พ่อเป็นคนลากหนูมาทำงานเอง ถ้าให้หนูนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็ไม่เกิดเรื่อง”
       อำนวยยิ่งของขึ้น
       “งั้นก็ไป! ไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก ออกไป”
       
       อำนวยเอะอะยิ่งกว่าเดิม วิศนีเม้มปากแน่นกลั้นก้อนสะอื้นกลืนความสะเทือนใจ แล้วสะบัดหน้าออกไปทันที

  วิศนีวิ่งตาแดงออกมาจากบริษัท ตรงมาที่รถที่จอดอยู่ เดชชาติมองเหวอๆ กำลังจะทัก แต่วิศนีไม่สนใจ กระชากประตูขึ้นนั่ง แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่ร้อนเป็นไฟ พอพ้นจากบริษัท น้ำตาก็ไหลเป็นทางอย่างกลั้นไม่อยู่ จนต้องเอามือปาดน้ำตา

       
       ลูกเกดกับชมพู่เดินเข้าซอยมา พอเห็นวิศนีก็แถเข้าไปจะทัก
       “สวัสดีค่ะคุณวิศนี ว้าย!”
       ลูกเกดกับชมพู่กระโดดหนีกันคนละทาง เพราะวิศนีไม่ยอมชะลอรถ แต่ขับพรวดสวนออกไปอย่างรวดเร็ว
       
       อารุมอยู่ในรถกับนนทลี จู่ๆ รถวิศนีก็พรวดพราดออกด้วยความเร็วสูง
       “อารุม ระวัง”
       อารุมรีบเหยียบเบรกอย่างตกใจ แล้วมองคนในรถถนัดตา เห็นว่าเป็นวิศนี
       “นั่นคุณวิศนีนี่”
       วิศนีไม่ได้มองทั้งสองเพราะมัวแต่ร้องไห้อยู่ แล้วหักเลี้ยวออกไปอีกทางโดยไม่เห็นทั้งคู่ อารุมมองตามวิศนีไปอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเห็นเต็มตาว่าร้องไห้
       อารุมกับนนทลีลงจากรถ ก็เห็นกุสุมาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “นน อารุม! เดชชาติ...เดชชาติโดนไล่ออก!”
       
       เดชชาติเก็บของบนโต๊ะใส่กล่อง มีเพื่อนคนอื่นรุมล้อม พร้อมกับวิเวียนที่สอดรู้สอดเห็นอยู่
       “เฮ้ย ใจเย็นๆ เว้ยไอ้ชาติ”
       เดชชาติยิ้มเศร้า
       “จะเย็นอยู่ได้ยังไงวะ ท่านประธานให้เก็บของให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง”
       เดชชาติเก็บของต่อ อารุม นนทลี กุสุมาเดินเข้ามา
       “ไอ้ชาติ! เกิดอะไรขึ้น”
       “ก็เรื่องเมื่อวานนั่นแหละ ท่านเรียกฉันไปด่าเรื่องที่ทำร้ายร่างกายกับทุบรถไอ้เสี่ยโชค ตอนนี้มันกับพรรคพวกยกเลิกรถที่จองไว้กับเราหมดเลย คุณวิศนีก็โดนหางเลขไปด้วย ไม่น่าเล้ยยย”
       เดชชาติส่ายหน้าจ๋อยๆ แล้วพยายามปรับอารมณ์ให้กระปรี้กระเปร่า ตบไหล่อารุม
       “ไปแล้วนะเพื่อน” เดชชาติบอกกับทุกคน “แล้วไปเยี่ยมกันบ้าง แต่ถ้าเจอไอ้ชาติทำตาบอดขาเป๋อยู่ข้างถนน ไม่ต้องเข้ามาทักนะโว้ย แปลว่าฉันกำลังเคาะขันหากินอยู่”
       เดชชาติเดินไล่กอดเพื่อน พยายามยิ้มให้ออกแม้จะเศร้า อารุมตัดสินใจดึงแขน
       “แกไปกับฉันก่อน นนด้วย”
       อารุมลากเดชชาติออกไปทันที โดยมีนนทลีตามไป
       
       อำนวยนั่งหงุดหงิดอยู่ในห้อง โดยมีกรแก้วอยู่ด้วย มีเสียงโทรศัพท์จากข้างนอกดังขึ้น
       “คุณอารุมขอเข้าพบค่ะท่าน”
       “เชิญ” อำนวยบอกห้วนๆ
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ยุพเยาว์เปิดประตูให้อารุม นนทลี เดชชาติเข้ามา แล้วรีบออกไป
       “มีอะไรกัน ทำไมต้องพากันเข้ามาเยอะขนาดนี้” กรแก้วถาม
       เดชชาติกับนนทลีก้มหน้ากลัวกรแก้ว อำนวยตวัดสายตาดูเดชชาติ ถามเข้มๆ
       “หรือว่าคุณเดชชาติมีปัญหาข้องใจอะไร”
       “มิได้ครับท่าน คือผมอยากจะขออนุญาตอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน รวมถึงเรื่องของคุณวิศนีด้วยครับ”
       อำนวยขมวดคิ้วสงสัยว่าอะไร
       
       ยุพเยาว์ วิเวียน กุสุมาและเพื่อนๆ เดชชาติจับกลุ่มรออยู่อย่างใจจดจ่อ เดชชาติเดินหน้าเศร้านำหน้านนทลี เข้ามา ทุกคนรีบกรูกันเข้าไปหา
       “ท่านว่ายังไงบ้าง”
       เดชชาติส่ายหน้า เศร้า
       “ท่านไม่ยอม”
       ทุกคนที่ลุ้นอยู่ทำหน้าเศร้า ร้องออกมาอย่างผิดหวัง วิเวียนรีบซ้ำ
       “แหมก็มีเรื่องกับใครไม่มี ดันไปเลือกลูกค้าใหญ่อย่างเสี่ยโชค เดชชาติเอ๊ย นายนี่มัน...”
       เดชชาติเฉลยแทรกขึ้น
       “ท่านไม่ยอมให้ฉันออก!”
       ทุกคนอึ้งไปตามกัน แล้วร้องออกมาอย่างตื่นเต้น วิเวียนชะงัก หน้าม้าน กุสุมาดีใจ
       “จริงเหรอ”
       “ฉันกับอารุมเล่าเรื่องที่เสี่ยโชคพยายามจะปล้ำนุชให้ท่านฟัง ท่านก็เลยเข้าใจหมดแล้ว ท่านบอกว่าจะเคลียร์ให้เดชชาติเอง”
       เพื่อนๆ เดชชาติส่งเสียงเฮขึ้นมาพร้อมกัน แล้วแย่งกันเข้ามากอดยินดีกับเดชชาติ วิเวียนค้อนหมั่นไส้ที่ถูกหลอก
       เดชชาตินึกได้ มองหา
       “แล้วนี่คุณวิศนีกลับมาหรือยัง”
       “เฮอะ คงจะกลับมาหรอก โดนพ่อด่าเปิงขนาดนั้น เป็นฉันฉันลาออกย่ะ” วิเวียนเล่า
       
       อารุมนิ่งไป นึกสงสารวิศนีเหมือนกัน

อำนวยถือหูโทรศัพท์รอสายอยู่นาน จนสายหลุด ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงอย่างท้อแท้

       
       “ติดต่อได้ไหมคะ” กรแก้วถาม
       “ยายหนูไม่ยอมรับสาย” อำนวยถอนใจ “ผมผิดเองที่ใจร้อน น่าจะสอบสวนให้รู้เรื่องก่อนว่าอะไรเป็นอะไร”
       “คุณทำไปเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทนี่คะ แล้วแกก็ไม่ยอมอธิบาย”
       กรแก้วพูดอย่างปลอบใจอำนวย ไม่ได้มีเจตนาเติมเชื้อไฟ
       “แกเองก็คงร้อนเหมือนกัน ปล่อยหนูวิศนีไปก่อนเถอะค่ะ พอเย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยคุยกัน”
       อำนวยสบตากรแก้วอย่างไม่สบายใจ
       
       หงวนหอบผ้ามาตากที่ราวหน้าบ้าน แต่ได้ยินเสียงรถแล่นมาจอดหน้าบ้านก็ชะโงกหน้าไปดู แล้วรีบทิ้งตะกร้าวิ่งเข้าบ้านอย่างตกใจ
       ในบ้าน...แววกับชีพกำลังนั่งโต๊ะเล่นไพ่กับเพื่อนบ้าน ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง หงวนตะโกนลั่น
       “คุณผู้หญิงขา มีคนมาค่ะ”
       “ใคร ก็ไปเปิดรับสิ เพื่อนังอ่อนมันจะมาขอเล่นด้วย”
       “ไม่ใช่ค่ะ ขับรถมา หรูเชียว หงวนกลัวว่าจะเป็นเจ้าหนี้คุณผู้หญิงน่ะค่ะ”
       แววกับชีพมองหน้ากัน วางไพ่ทันที ขาไพ่คนอื่นพลอยแตกตื่นไปด้วย
       “คุณนายลำเจียก!”
       “เลิกๆๆ หยุดเล่นก่อนป้า นังหงวนแกรีบไปปิดประตู อย่าให้มันเข้ามา” ชีพสั่ง
       หงวนแหวกม่านดู เห็นวิศนีเดินเข้ามา แต่เห็นไม่ขัดเลยจำไม่ได้ วิศนีใส่แว่นดำพรางตาที่เพิ่งร้องไห้
       “ไม่ทันแล้วค่ะ เขาเปิดประตูเข้ามาแล้ว”
       แวว ชีพ ขาไพ่วิ่งกันอลเวงพยายามหาที่ซ่อนตัว กันวุ่นวายอยู่ในบ้าน ชีพวิ่งหลบขึ้นบ้าน แวววิ่งไปซ่อนในตู้ คนอื่นหลบตาม โอ่ง ใต้โต๊ะ ตามมุมที่แล้วแต่จะหาได้
       เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้นรัวๆ แววรีบหันไปส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก คราวนี้มีเสียงดังออกมาจากข้างนอก
       “แม่! อยู่บ้านหรือเปล่าคะ นี่หนูเอง”
       “ทำไมคุณนายลำเจียกเรียกคุณผู้หญิงว่าแม่ล่ะคะ”
       “แม่...”
       แววงงเหมือนกัน ลืมไปสนิทว่าวิศนีกลับมาแล้ว มัวแต่ห่วงเรื่องตัวเอง
       “ว้าย ลูกฉันนี่นา ยายหนู!”
       แววกระวีกระวาดรีบออกจากที่ซ่อนวิ่งไปเปิดประตู เห็นวิศนียืนอยู่หน้าประตู
       “ยายหนู มาหาแม่ก็ไม่บอก ตกใจหมดเลยลูก! อีหงวน อีตาถั่ว!”
       “ก็หงวนจำไม่ได้นี่คะ คุณหนูเธอใส่แว่น หงวนจะไปรู้เหรอ”
       แววเข้าไปกอดวิศนีอย่างรักใคร่
       
       แววประคองวิศนีนั่งลงที่โต๊ะ ชีพกับพวกเพื่อนๆ นั่งอยู่พร้อมหน้า
       “มารู้จักเพื่อนแม่ก่อนจ้ะ นี่ป้าแล่ม ป้านง ป้าผ่อง แล้วก็ป้าสมจิต”
       แววแนะนำไล่ไปเรื่อยๆ วิศนีก็ยกมือไหว้ตาม จนมาหยุดที่ชีพซึ่งมองแววตาหวาน
       “แล้วนี่ก็พ่อชีพ หนูคงเห็นหน้าแล้ว เขาเป็น เอ่อ...”
       แววกระดากปาก เห็นเพื่อนๆ หัวเราะซุบซิบแซวแววที่เขิน
       “ไม่ต้องแนะนำหรอก หนูรู้ว่าเขาเป็นใคร”
       วิศนียกมือไหว้ชีพอย่างฝืนๆ
       “พี่ต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะวันนั้น พอดี...มันมืดไปหน่อยน่ะ แหะๆ” 
       ชีพหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ก็ยิ้มหวานเจ้าชู้ใส่ วิศนียิ่งไม่ถูกชะตา
       “แล้วนี่หนูเอารถใครมา นังหงวนมันถึงจำไม่ได้”
       “รถหนูเองค่ะ พ่อซื้อให้”
       “จริงเหรอ” แววถามเป็นชุด “รถอะไร ราคาเท่าไร แพงกว่าของนังเมียใหม่หรือเปล่า พาแม่ไปดูหน่อยซิ”
       
       แววมีท่าทางตื่นเต้นจนออกนอกหน้า

แววเข้ามาลูบๆ คลำๆรถอย่างตื่นเต้น ชีพนั่งหมุนพวงมาลัยเล่นอยู่ในรถอย่างเมามัน

       
       “ต๊ายตาย สวยนะยายหนู เข้าใจเลือก” แววหัวเราะคิก “เดี๋ยววันหลังหนูมาขับให้แม่นั่งบ้างนะลูก”
       “แหม เบาะมันนุ่มอย่างกับสำลีแน่ะโว้ย” 
       ชีพบีบแตรปรี๊นๆๆๆๆ ดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ วิศนีมองอย่างรำคาญ แววเห็นชาวบ้านโผล่หน้ามามอง ก็รีบกวักมือเรียก อวดดังลั่น
       “นี่ๆๆๆ มาดูสิ รถคันของลูกสาวฉันเอง สวยไหม หาไม่ได้นะยะแถวนี้ มาดูกันซะให้เป็นบุญตา ราคาวิศนีเท่าไรนะลูก”
       “ไม่ทราบค่ะ”
       “ยังไงก็ไม่ต่ำกว่าสิบล้านหรอกที่รักจ๋า”
       แววยิ้มปลื้มใจ หันไปคุยโขมงกับพวกชาวบ้านที่เข้ามามุงดูรถอย่างตื่นเต้นต่อ
       “เคยเห็นแต่ในทีวีล่ะสิ นี่ไงของจริง รถแบบนี้มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะแก ต้องมีรสนิยมด้วย เป็นไงล่ะลูกสาวฉัน”
       แววโอบกอดเอววิศนียืดเต็มที่ด้วยความภูมิใจ ชาวบ้านมองวิศนีกันอย่างชื่นชม แต่วิศนีรู้สึกอึดอัดเหลือเกินที่ต้องมายืนอวดฐานะอยู่กับแวว เพราะไม่ใช่คนโอ้อวด หงวนวิ่งออกมา
       “คุณผู้หญิงขา พวกข้างในเขาบอกว่าถ้าคุณผู้หญิงไม่เล่นต่อ เขาจะกลับแล้วนะคะ”
       แววตกใจ
       “อุ๊ย เล่นสิเล่น ยังไม่ได้ทุนคืนเลย” แววหันมาไล่ชาวบ้าน “ไปๆ หมดเวลาดูแล้ว อย่าเกะกะ”
       แววรีบหันไปจูงวิศนีกลับเข้าบ้าน พลางบอกเสียงหวาน
       “เดี๋ยวอยู่กินข้าวกับแม่ก่อนนะลูก” แววหันไปพูดกับหงวน “แกออกไปซื้อกับข้าวที่ร้านเจ๊ต่ายมาทีนังหงวน เอาอาหารฝรั่งก็แล้วกัน...เอาอะไรดีล่ะ ข้าวผัดอเมริกัน เออ แล้วก็สปาเก็ตตี้ มักโรนีอะไรก็ได้ เอามาให้หมดเลย”
       หงวนหน้าแหย
       “จะดีเหรอคะคุณผู้หญิง”
       “ทำไมจะไม่ดี”
       “ก็คุณผู้หญิงติดค่ากับข้าวเจ๊ต่ายไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขืนหงวนโผล่ไปตอนนี้ก็โดนถีบกลับมาสิคะ”
       แววเซ็ง
       “เท่าไรล่ะ”
       “สามพัน”
       “โฮ้ย บ้า โกหกหรือเปล่า จะกินล้างกินผลาญอะไรขนาดนั้น”
       “ก็กินล้างกินผลาญกันสองคนกะคุณชีพ จะมาถามอะไรหงวนล่ะ”
       “เอ๊ อีนี่ เอาไป”แววควักเงินให้ “แล้วรีบไปซื้อมา อย่าเถลไถลนะโว้ย” 
       หงวนรีบวิ่งแจ้นออกไป แววจะดึงวิศนีเข้าบ้าน แต่วิศนีขืนตัวไว้
       “แม่เข้าไปก่อนเถอะค่ะ”
       “อ้าว แล้วหนูล่ะลูก”
       “หนูจะเดินดูอะไรรอบๆ บ้านหน่อยค่ะ ไม่ได้มาบ้านนี้นานแล้ว”
       แววพยักหน้า แล้วผละเข้าบ้านไป แล้วส่งเรียกพูดคุยกับพวกขาไพ่เอะอะ เหมือนกลับเข้าสู่โลกของตัวเอง วิศนีมองเพลียๆ แล้วเดินเลี่ยงมาทางด้านหลังบ้าน
       
       วิศนีเดินออกมาที่ด้านหลังบ้าน แล้วยืนมองต้นไม้ที่รกเรื้อ สภาพทรุดโทรมอย่างหดหู่ใจ นึกถึงวัยเด็กที่นั่งเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เอาใบไม้มาทำเป็นอาหารใส่จาน อำนวยที่เพิ่งกลับมาจากทำงาน เดินย่องมาข้างหลังแล้วคว้าตัวเธอมากอด
       “ยายหนู ทำอะไรลูก”
       วิศนีดีใจ
       “พ่อกลับมาแล้ว เย้ๆ หนูทำกับข้าวให้พ่อกินจ้ะ”
       “ไหนดูซิ มีอะไรบ้าง”
       อำนวยทำเป็นเปิดหม้อแกงดูอย่างสนอกสนใจ ล้อเล่นกับวิศนี แววเดินออกมาร่วมวง
       “เล่นอะไรกันจ๊ะพ่อลูก ไหนมาดูซิ”
       แววนั่งลงข้างๆ อำนวย ร่วมเล่นขายของด้วย วิศนียิ้มมีความสุข
       
       วิศนีนึกถึงภาพนั้นแล้วน้ำตารื้นขึ้นมา รีบยกมือขึ้นปาด แล้วหันหลังจะกลับ แต่ชนกับชีพที่มายืนอยู่เมื่อไรไม่รู้
       “อุ๊ย !”
       “ระวังหน่อยสิจ๊ะ”
       ชีพเอามือประคองแต๊ะอั๋ง วิศนีรีบผละออก แต่ชีพไม่ยอมปล่อย
       “แถวนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอมันเยอะ พี่ว่าน้องกลับเข้าบ้านดีกว่านะจ๊ะ” 
       วิศนีสะบัด
       “ขอบคุณ แต่ฉันไม่กลัวงูหรอก ฉันกลัวพวกแมลงมีปีกที่มันเพ่นพ่านอยู่ในบ้านแม่ฉันมากกว่า” วิศนียิ้มโหด “กลัวจะทนไม่ไหวกระทืบมันตายน่ะ”
       วิศนีเดินชนชีพแรงๆ แล้วผ่านหน้าไป ชีพมองวิศนีทั้งหมั่นไส้ ทั้งหมายมาดอยากเชยชม
       
       วิศนีเดินหนีชีพออกมา แล้วมองเข้าไปในบ้านเห็นแววเล่นไพ่อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน หน้าระรื่นเหมือนอยู่ในโลกอีกใบนึงที่วิศนีเข้าไม่ถึง เธอจึงตัดสินใจไม่เข้าไปลาแม่ แต่เดินออกไปที่รถอย่างเหงาๆ แววยังคงเล่นไพ่เพลิน ไม่รู้ว่าลูกสาวไปแล้ว
       วิศนีขึ้นรถ เปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เห็นอำนวยโทรมาหา 30 missed calls วิศนีมองเบอร์อย่างชั่งใจ แล้วตัดสินใจลบทิ้ง ไม่ยอมโทรกลับไป แล้วสตาร์ทรถขับออกไป
       
       อารุมเดินมาเพื่อนที่บริษัทและกลุ่มลูกค้าใส่สูทออกมาจากในร้าน ภายในโรงแรมหรูของโยธิน เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ แต่พอจะเดินออกนอกร้านก็ เห็นวิศนีนั่งกินกาแฟอยู่เงียบๆ ที่โต๊ะมุมหนึ่ง เลยหันไปบอกคนที่มาด้วย
       “คุณดูแลด้วยนะ เดี๋ยวผมตามไป”
       อารุมแยกตัวออกมา แล้วเดินตรงมาหาวิศนีที่นั่งอยู่
       “คุณวิศนี คุณมาทำอะไรที่นี่”
       วิศนีเงยหน้ามองอารุมแบบไม่แปลกใจที่เจอ แล้วจิบกาแฟ ต่อไม่ยอมตอบ
       “ทำไมคุณไม่กลับไปทำงาน”
       วิศนีหน้าตึง
       “ฉันลาออกแล้ว”
       “พ่อคุณอยากพบคุณ”
       “ฉันรู้” วิศนีจ้องอารุม “แต่ฉันไม่อยากพบใคร”
       วิศนีพูดจบก็ยกมือเรียกพนักงาน แล้วยื่นแบงค์พันให้
       “ไม่ต้องทอน”
       
       วิศนีพูดจบก็ลุกออกไป ทิ้งให้อารุมมองตามงงๆ

วิศนีเดินออกมาจากร้านอาหาร อารุมเดินตามออกมา

       
       “คุณวิศนี หยุดก่อน”
       วิศนีทำหูทวนลม ไม่หยุดเดิน อารุมเลยสาวเท้าตามไปดักหน้า
       “ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันไม่อยากเจอใคร”
       วิศนีจะเดินหนี แต่อารุมจับแขนไว้
       “คุณกลับไปกับผมดีกว่า”
       “คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน เพราะฉันไม่ได้เป็นเลขาของคุณแล้ว ไม่ดีใจหรือไงที่ไม่ต้องทำงานกับเลขาห่วยๆ ที่ดีที่สร้างปัญหาอย่างฉัน”
       “งั้นคุณก็กลับไปคุยกับพ่อคุณให้รู้เรื่องว่าคุณจะลาออก ไม่ใช่ทิ้งงานมาเฉยๆ”
       “ฉันไม่กลับ”
       วิศนีพยายามจะแกะมืออารุมออก แต่คราวนี้อารุมดื้อ ไม่ยอมปล่อย
       “ปล่อยนะคุณอารุม”
       วิศนีกับอารุมยื้อแย่งกัน โยธินเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี
       “คุณวิศนี”
       วิศนีหันไปมองโยธินอย่างจำได้ ก็รีบร้องเรียก
       “คุณโยธิน ช่วยด้วยฉันด้วยค่ะ” 
       อารุมปล่อยมือจากวิศนีทันที โยธินรีบวิ่งมาถึงตัว แล้วเข้าไปประคองวิศนี มองอารุมจะเอาเรื่อง
       “คุณจะทำอะไร”
       “ไปกันเถอะค่ะ” วิศนีมองอารุม แล้วแกล้งตัดพ้อโยธิน “คุณมาช้าจัง ฉันรอตั้งนาน”
       โยธินงงว่าวิศนีพูดอะไร แต่วิศนีรีบดึงแขนออกไป อารุมมองอย่างอึ้งๆ เข้าใจว่าเธอนัดพบกับผู้ชาย
       
       โยธินพาวิศนีไปที่ห้องทำงานด้านบน รินน้ำให้ขณะที่เธอนั่งซึมอยู่ พลางถาม...
       “ผู้ชายคนเป็นใครครับ”
       “คนรู้จักน่ะค่ะ”
       “เขาทำร้ายคุณหรือเปล่า แจ้งตำรวจดีไหม”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ”
       วิศนีเห็นโยธินทำหน้าสงสัยก็ตัดบท เปลี่ยนเรื่อง มองไปรอบๆ ห้อง
       “ฉันไม่รู้ว่าคุณทำงานอยู่ที่นี่”
       “โรงแรมนี้เป็นของครอบครัวผมครับ คุณอยากทานอะไรไหม ผมจะเรียกรูมเซอร์วิสให้”
       โยธินเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ วิศนีรีบส่ายหน้า
       “ไม่ค่ะ ขอบคุณ” วิศนีนิ่งคิดตัดสินใจ “ถ้าจะกรุณา ช่วยหาห้องพักให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”
       โยธินมองวิศนีอย่างแปลกใจ งงว่าทำไมจะมาเปิดห้องที่โรงแรม
       
       โยธินหลบมาคุยโทรศัพท์อย่างตื่นเต้น
       “คุณแม่รู้ไหมครับว่าวันนี้ผมเจอใคร...คุณวิศนีครับ...ใช่ ลูกสาวคุณอำนวยเพี่อนคุณแม่นั่นแหละ เขาเปิดห้องที่โรงแรมเรา สงสัยจะทะเลาะกับพ่อ...” โยธินยิ้มกริ่ม “แน่นอนอยู่แล้วครับคุณแม่ ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”
       โยธินวางสาย ยิ้มดีใจที่จะได้ใกล้ชิดกับวิศนีมากขึ้นอีก
       
       นนทลีกับกุสุมานั่งรถกลับบ้านกับอารุม
       “นี่อารุม ตกลงคุณวิศนีเขาไม่กลับมาทำงานแล้วเหรอ” กุสุมาถามอย่างสงสัย
       “ใครบอกสุ”
       “ก็เพื่อนสุที่ทำงานอยู่โรงแรมที่สุขุมวิท เขาเห็นคุณหนูวิศนีไปป้อเจ้านายเขาอยู่น่ะสิ”
       อารุมชะงัก นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนกลางวัน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
       “เห็นว่าเปิดห้องกันกลางวันแสกๆ เลยนะ” กุสุมาหัวเราะ “แบบนี้คงไม่กลับมาทำงานแล้วมั้ง อาจจะต้องรอฉีกผ้าอ้อมแทน”
       “เป็นลูกเศรษฐีนี่มันดีจังเลยนะ ทำงานเล่นๆ รอวันเจอผู้ชายรวยๆ มาแต่งงานด้วย” นนทลีหลุดปากเพ้ออกมา “อยากจะเป็นคุณวิศนีเขาสักวันจริงๆ”
       นนทลีกับกุสุมาหัวเราะกันแบบขำๆ ไม่ได้คิดอะไร อารุมซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอได้ยินนนทลีพูดแบบไม่คิดก็ฉุนกึก
       “ผมขอโทษนะนน ที่เกิดมาไม่รวยพอ จนทำให้นนต้องไปอิจฉาคนอื่นเขา”
       นนทลีกับกุสุมาหยุดหัวเราะทันที
       “อะไรคะอารุม ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”
       อารุมพาล
       “ก็นนพูดอะไรล่ะ นนอิจฉาคนอื่นตลอดเวลา เพราะคิดว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอ ผมว่าผมเองก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ดีพอในชีวิตนนด้วยนั่นแหละ”
       “นนแค่พูดเล่น” 
       อารุมไม่ฟัง เพราะหงุดหงิดอยู่
       “นนอยากจะเลือกใหม่ก็ได้นะ มันยังไม่สายหรอก”
       นนทลีน้อยใจ
       “อารุม”
       อารุมขับรถต่อไปไม่ตอบ ไม่สนใจพูดด้วยอีก นนทลีน้ำตารื้นทันที น้อยใจ
       “จอดรถเดี๋ยวนี้ นนจะลง”
       อารุมไม่ยอม ขับต่อไป นนทลีทุบๆ ที่แขนอารุมที่กำลังขับรถอย่างแรง ระเบิดน้ำตา
       “ได้ยินไหมว่านนจะลง”
       
       อารุมจำต้องหักเลี้ยวเข้าข้างทาง เพราะกลัวรถจะเสียหลักเสียก่อน

อารุมจอดรถข้างทาง ตั้งใจจะจอดรถเคลียร์กัน แต่นนทลีรีบเปิดประตูลงจากรถทันที

       
       “นน! เดี๋ยวก่อน นน!”
       อารุมรีบถามลงไป นนทลีไม่ยอมฟัง เดินปาดน้ำตาจ้ำๆ หนีไป อารุมจะเดินตาม แต่กุสุมารั้งแขนไว้
       “ปล่อยเขาไปก่อนเถอะอารุม นนเขากำลังโกรธ คุยตอนนี้คงไม่รู้เรื่องหรอก”
       อารุมชะงัก มองนนทลีที่รีบหนีขึ้นแท็กซี่ไปอย่างกลุ้มจัด
       กุสุมาจับแขนอารุมไว้ แล้วมองตามรถแท็กซี่ที่นนทลีนั่งไป แอบยิ้มนิดๆ
       
       อารุมจอดรถที่หน้าบ้านกุสุมา สีหน้ายังเคร่งเครียด กุสุมามองเป็นห่วง
       “อย่าคิดมากนะจ๊ะอารุม ดูสิ คิ้วขมวดแบบนี้เดี๋ยวจะแก่เร็วนะ” 
       กุสุมาทำตลก แต่ถือวิสาสะจับหน้าอารุมด้วยความเสน่หา แต่อารุมไม่มีอารมณ์ขำด้วย เธอทำหน้าเห็นใจ แต่แอบใส่ไฟ
       “นนขี้งอนจังเลย สุเตือนตั้งหลายครั้งแล้วว่าอารุมไม่ชอบคนคิดเล็กคิดน้อย แต่เขาก็ไม่เลิกนิสัยแบบนี้สักที อารุมโกรธมากไหม แวะเข้าไปนั่งเล่นในบ้านสุก่อนนะ สบายใจแล้วค่อยกลับ นะจ๊ะ”
       กุสุมาคะยั้นคะยอแล้วจะเปิดรถลงไป แต่อารุมส่ายหน้า
       “ผมอยากกลับบ้าน ขอโทษนะสุ”
       อารุมพูดเซ็งๆ แล้วขับรถออกไปทันที ทิ้งให้กุสุมายืนนิ่ง สีหน้าหงุดหงิด ที่อ้อนอารุมไม่สำเร็จ ป้ากุสุมาโผล่ออกมาดู
       “อ้าว กลับมาแล้วเหรอสุ”
       กุสุมาหันขวับ ถอดหน้ากากหวานใสทิ้ง เหวี่ยงความหงุดหงิดใส่ป้าทันทีแบบหาที่ระบาย
       “ตาก็ไม่บอดนี่ป้า จะถามทำไม”
       กุสุมาปรี๊ดจบก็เดินตึงๆ เข้าบ้าน จบภาพที่ป้ามองตามอย่างงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
       
       อำนวยด่าเปิงใส่คนใช้ที่นั่งหงออยู่
       “อะไรนะ ยายหนูมาเก็บเสื้อผ้าไปไหน“
       “ม...ไม่ทราบค่ะ” ละอองตอบ
       “แล้วแกทำไมไม่รู้จักถาม”
       สมจิตกลัวสุดขีด
       “หนูถามแล้วค่ะ แต่คุณวิศนีไม่ยอมบอก เธอหิ้วกระเป๋าขึ้นรถแล้วก็ออกไปเลย”
       “แล้วบนห้องเหลือข้าวของอะไรบ้าง พาสปอร์ตยังอยู่หรือเปล่า” 
       ละอองกับสมจิตมองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจ อำนวยตะคอกอีก
       “ก็ขึ้นไปดูสิ”
       ละอองกับสมจิตรีบวิ่งเตลิดออกไป อำนวยหน้าเครียด เป็นห่วงลูก
       “หนูวิศนีแกเอารถไปด้วย แสดงว่าคงไม่ได้ไปไหนไกลหรอกมั้งคะ” กรแก้วบอก
       “แต่ยายหนูไม่มีเพื่อนที่ไหน แล้วแกจะหนีไปอยู่กับใคร...”
       อำนวยพูดจบแล้วหยุดคิด นึกออกพอดีว่ายังมีแววอีกคน
       
       ชีพนั่งก๊งเหล้ากันอยู่หน้าบ้าน แววนอนแผ่เพราะความเมา มีอาหารเต็มสำรับเพราะวันนี้เล่นได้ ร้องเพลงกันครึกครื้น
       “นังหงวน! ไปซื้อเหล้ามาอีกขวดโว้ย หมดแล้ว”
       หงวนโผล่หน้ามามองอย่างหมั่นไส้
       “โอ๊ย กลัวจะตับจะไม่แข็งแรงหรือไงคะ กินกันขนาดนี้น่ะ พอได้แล้วมั้ง”
       “อย่าแส่นังหงวน วันนี้พวกฉันรวยโว้ย จะกินมันซักลังนึกเลย ไปซื้อมา” 
       ชีพโยนเงินใส่แล้วนั่งก๊งต่อ หงวนรับเงินอย่างเซ็งๆ แล้วออกไป แต่ยังไม่พ้นประตูก็ถอยกรูด อำนวยกับกรแก้วเปิดประตูเข้ามา
       “อุ้ย” หงวนหันไปหาแวว “คุณผู้หญิงขา”
       แววที่นอนเมาเละค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ยังมีสติอยู่พอจะจำหน้าอำนวยกับกรแก้วได้ พยายามลุกขึ้น
       “แหม วันนี้อีแววดวงขึ้นจริงๆ เล่นไพ่ได้เงินหมื่นแล้วยังมีผู้ดีมาโปรดถึงบ้านอีกเว้ยเฮ้ย”
       แววลุกขึ้นยืนโงนเงน พยายามเดินเข้ามาหา ชีพลุกตาม กลิ่นเหล้าหึ่งทั้งคู่ ชีพอ้อแอ้
       “ผู้ดีจริงเหรอจ๊ะพี่แวว ไหนดูซิ ตีนแดงจริงอ๊ะเปล่า”
       ชีพจะเข้าไปใกล้ กรแก้วทำหน้ารังเกียจ รีบหลบหลังอำนวย
       อำนวยหันไปด่าชีพ
       “อย่ายุ่งกับเมียฉัน”
       แววของขึ้นทันที
       “โอ๊ย รู้แล้วจ้าว่าเมียใคร ไม่ต้องมาป่าวประกาศถึงนี่หรอกโว้ย เหม็นขี้ฟัน” 
       “ฉันก็ไม่ได้อยากมานักหรอกแวว แต่ฉันมาพบลูก”
       “หนูวิศนีมาที่นี่หรือเปล่าคะคุณแวว”
       แววตวัดสายตามองกรแก้วอย่างเกลียดชัง
       “ลูกฉัน จะมาหรือไม่มาหล่อนก็ไม่ต้องสะเออะ”
       “นี่แวว! ตอบดีๆ ได้ไหม ยายหนูมาอยู่ที่นี่หรือเปล่า” อำนวยตวาด
       “มาแล้ว แล้วก็ไปแล้ว”
       “ไปไหน”
       “โอ๊ย จะรู้ได้ยังไง ไม่มีเวลามานั่งสัมภาษณ์มันนี่ยะ คนมันต้องทำมาหากินโว้ย ไม่ได้นั่งๆ นอนๆ เป็นคุณนาย จะได้มีเวลาคอยสอดส่องว่าใครไปใครมา” แววมองกรแก้วตาขวาง
       กรแก้วเซ็ง โดนตลอด อำนวยพยายามข่มใจพูดดีๆ
       “ยายหนูไม่กลับบ้าน แล้วคนที่บ้านก็บอกว่าแกขนข้าวของใส่รถไปด้วย เธอไม่ได้ชวนลูกมาค้างที่นี่แน่นะแวว”
       “อ๋อ นี่ลูกหนีออกจากบ้านเหรอ ทำไม เกิดอะไรขึ้น ใครไปทำให้มันคับอกคับใจ” แววมองกรแก้วทันที “แก ใช่ไหม ฉันนึกแล้วว่ามันต้องมีวันนี้ อีแม่เลี้ยงใจยักษ์”
       กรแก้วเสียงแข็ง
       “คุณแวว ฉันไม่เกี่ยวนะคะ”
       “ทำไมจะไม่เกี่ยว น้ำหน้าอย่างแกอ้าปากก็เห็นถึงตับไตไส้พุงแล้ว คงจ้องเล่นงานลูกฉันตลอดเวลาสิท่า มันถึงได้หนีไป แกทำอะไรลูกฉัน บอกมานะ บอกมา”
       แววโผนเข้าใส่ด้วยอารมณ์เมา บวกกับความเกลียดขี้หน้ากรแก้วอยู่แล้ว
       “คุณแวว”
       กรแก้วพยายามสะบัดหนี แต่ถูกแววยื้อยุด อำนวยรีบเข้าไปห้าม
       “แวว หยุดนะ เลิกบ้าซะทีได้ไหม”
       แววโวยวายไม่เลิก
       “อีนังกรแก้ว แกทำอะไรลูกฉัน”
       “บอกให้หยุด”
       อำนวยเข้ามากันแล้วดึงกรแก้วออกมา แววเสียหลักหงายหลังล้มตึง
       “โอ๊ย”
       “พี่แวว!” ชีพชี้หน้า “แก แกทำเมียฉัน”
       ชีพกระโจนเข้ามาจะต่อย แต่อำนวยถอยหนี ชีพเลยคว้าลม แล้วล้มหน้าคว่ำไปเสียเอง อำนวยกับกรแก้วมองอย่างสมเพชแล้วรีบพากันออกไป
       
       แววลุกได้เพราะหงวนเข้าประคอง ก็ตะโกนด่าไล่หลังทั้งสองดังลั่น ด้วยความเมา

พออำนวยขึ้นรถมา ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างฉุนเฉียว

       
       “ต่ำที่สุด! ไม่นึกเลยว่าจะต่ำได้ขนาดนี้” อำนวยหันมาดูกรแก้ว “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เราจะไปตามหนูวิศนีที่ไหนต่อคะ”
       อำนวยส่ายหน้า หมดหวัง
       “ถ้าไม่เจอที่บ้านนี้ ผมก็จนปัญญาแล้ว”
       กรแก้วบีบมือให้กำลังใจอำนวย โทรศัพท์มือถือดังขึ้น กรแก้วกดรับ
       “ค่ะคุณพี่...อะไรนะคะ...” กรแก้วรีบบอกอำนวย “ฉันรู้แล้วค่ะว่าหนูวิศนีอยู่ไหน”
       
       ภายในผับของโรงแรม แน่นขนัดไปด้วยกลุ่มคนและเสียงเพลงอึกทึก อำนวยกับกรแก้วพยายามแหวกฝูงชนเข้าไป การแต่งตัวและอายุของทั้งสองดูแปลกแยกจนคนมอง กรแก้วรู้สึกอายจนอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี
       โยธินเต้นรำอยู่ข้างเวที พอเห็นทั้งสองก็รีบตรงมาหา
       “สวัสดีครับคุณอา”
       “คุณหญิงอวลอบโทรไปบอกว่าหนูวิศนีอยู่ที่นี่ จริงหรือเปล่าคะ”
       “ครับ”
       “ยายหนูอยู่ไหน”
       โยธินทำหน้าอึดอัดใจ แต่เห็นสายตาคาดคั้นเลยมองไปบนเวที อำนวยมองตาม เห็นวิศนีกำลังเต้นอยู่บนเวที แข่งกับพวกนักเที่ยวคนอื่น
       “ยายหนู!”
       อำนวยตรงรี่ไปทันที กรแก้วกับโยธินรีบตามไป วิศนีเต้นรำบนเวทีอย่างหลุดโลก ร้องเพลงลั่นๆ อำนวยปรี่เข้ามาตะโกนเรียก
       “ยายหนู ลงมาเดี๋ยวนี้!”
       วิศนีเต้นซักพักก็เหลือบมองลงมาเห็นอำนวย แกล้งทำเป็นเมาใส่
       “อ้าว คุณพ่อ มาเที่ยวเหรอคะ มาเต้นด้วยกันไหม”
       “ลงมา!”
       อำนวยออกแรงกระชากแขน วิศนีเกือบจะหล่นลงมา แต่กรแก้วกับโยธินเข้าไปรับไว้
       
       อำนวยลากวิศนีออกมาจากผับ วิศนีพยายามสะบัดเหวี่ยงตลอดเวลา 
       “ปล่อยหนู อย่ามาจับ! ปล่อย!”
       โยธินถือขวดน้ำเปล่าเข้ามาจะให้วิศนีดื่ม อำนวยเห็นเข้าก็เอาสาดใส่หน้าทันที
       “นี่มันอะไรกันเนี่ย ฉันไปเจอแม่แกเมาแอ๋ก็ทุเรศใจพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจอแกสภาพนี้อีก”
       กรแก้วสะกิดอำนวย ส่ายหน้าไม่ให้พูดแล้ว
       “กลับบ้าน” อำนวยขึ้นเสียง พร้อมกับจะลาก
       “หนูไม่กลับ”
       “อย่าดื้อกับพ่อนะวิศนี พ่อมีความอดทนจำกัดนะ” กรแก้วพูดดีๆ ด้วย
       “ก็ไม่ต้องทน เพราะหนูก็ไม่อยากจะทนแล้วเหมือนกัน พ่อบอกว่าหนูเป็นตัวปัญหา แล้วพ่อจะมาตามหนูกลับไปสร้างปัญหาในชีวิตอีกพ่อทำไม ให้หนูใช้ชีวิตแบบที่หนูเคยใช้สิคะ พ่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวมากไปกว่านี้” วิศนีระเบิดอารมณ์ใส่
       “แต่แกเป็นลูกฉัน แกจะมาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตาฉันแบบนี้ไม่ได้”
       “ก็นี่แหละหนู หนูเป็นแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิตแล้ว มันคงเปลี่ยนไม่ได้หรอก สิ่งเดียวที่พ่อจะทำได้ก็คือทิ้งหนูไว้แบบนี้แหละ!”
       วิศนีตะโกนลั่น แล้ววิ่งกระเซอะกระเซิงหนีไป อำนวยร้องเรียก
       “วิศนี! วิศนี!”
       อำนวยจะตามไป แต่ไปไม่ไหว กรแก้วรีบประคองเพราะเขาหน้ามืด
       วิศนีวิ่งเตลิดออกมาทั้งน้ำตา โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เบื้องหลัง
       
       ไม่นานต่อมา โยธินตามวิศนีเข้ามาในห้อง วิศนีหันขวับมาเล่นงาน
       “ทำไมคุณถึงบอกพ่อว่าฉันอยู่ที่นี่ ฉันขอร้องแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
       “ผมเปล่า”
       วิศนีโมโห ไม่ฟัง เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ยัดข้าวของตัวเองใส่กระเป๋า
       “ฉันจะไปอยู่ที่โรงแรมอื่น”
       หญิงสาวจะลากกระเป๋าไป โยธินจับแขนไว้
       “คุณวิศนี”
       วิศนีหยุดเดิน มองมือที่จับแขนอยู่ โยธินรู้ตัว รีบปล่อย
       “ผมรู้นะครับว่ามันไม่ใช่เรื่องของผม แต่ผมคิดว่าคุณกับคุณอาน่าจะลองปรับความเข้าใจกันดีๆ”
       “คุณพูดถูก”
       วิศนี่เสียงเหมือนใจอ่อนลงจนโยธินโล่งใจ แต่แล้วก็แข็งขึ้นมาอีก
       “มันไม่ใช่เรื่องของคุณ”
       วิศนีลากกระเป๋าออกไปจากห้องอย่างฉุนเฉียว โยธินมองตามแบบอึ้ง ไม่คิดว่าวิศนีจะรั้นขนาดนี้
       
       วิศนีลากกระเป๋าออกมาจะไปที่ลิฟต์ แต่กรแก้วพรวดมาขวางไว้
       “หนูวิศนี”
       วิศนีชักสีหน้า
       “คุณพาพ่อกลับบ้านเถอะค่ะ ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
       “พ่อหนูให้ฉันขึ้นพูดกับหนูแทน เพราะท่านขึ้นมาไม่ไหว หน้ามืด”
       วิศนีชะงักไป นึกเป็นห่วงพ่อ กรแก้วเห็นท่าทางแปลกใจของวิศนีก็พูดต่อ
       “หนูไม่รู้ใช่ไหมว่าท่านเป็นโรคความดัน เวลาเครียดมากๆ ก็จะมีอาการแบบนี้”
       วิศนีหน้าเสีย เพราะไม่รู้มาก่อนจริงๆ แต่ทิฐิยังทำให้ยืนนิ่งอยู่
       “ฉันจะไม่เคี่ยวเข็ญหนูก็แล้วกัน เพราะหนูไม่ใช่เด็กๆ แล้ว คิดว่าคงรู้ว่าควรจะทำยังไง”
       กรแก้วทิ้งสายตามองวิศนีที่ยืนนิ่งอึ้ง แล้วเดินออกไป ไม่เซ้าซี้ใดๆ ทั้งสิ้น
       
       อำนวยนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ โดยมีประยุทธ พนักงานลูกน้องของโยธินดูแลอยู่ กรแก้วเข้ามาหา
       “เป็นยังไงบ้างคะคุณ”
       อำนวยอ่อนแรง
       “ดีขึ้นแล้ว...ยายหนูล่ะ”
       กรแก้วตัดบท ไม่ยอมตอบ
       “เรากลับก่อนเถอะค่ะ”
       อำนวยหน้าเศร้า เสียใจที่วิศนียังไม่หายโกรธ แต่ก็ยอมลุกขึ้น โดยมีกรแก้วกับประยุทธช่วยพยุง อำนวยลุกขึ้นกำลังจะยืนเต็มเท้า มือใครคนหนึ่งก็ยื่นเข้ามาสอดแล้วเกาะแขนไว้ อำนวยกับกรแก้วหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นวิศนีเข้ามาช่วยประคอง
       “ยายหนู...”
       วิศนีวางหน้าเฉย แต่ยังจับแขนอำนวยไว้แน่น เพื่อพยุงไม่ให้ล้ม
       “พ่อจะไปหาหมอก่อนไหมคะ หนูจะขับรถพาไป”
       อำนวยมองหน้าเรียบเฉยของวิศนีด้วยความตื้นตัน รู้ว่าวิศนีเป็นห่วง แต่วางฟอร์ม
       “ไม่ลูก พ่อไม่เป็นไรแล้ว...กลับบ้านกันนะ”
       อำนวยน้ำตารื้น ลูบหัวลูกสาว
       
       วิศนีพยักหน้าตอบรับ แล้วก้มหน้าจูงมืออำนวยออกไป โดยมีกรแก้วจับจูงอีกข้าง

เดชชาตินั่งสวดมนต์อยู่ที่เตียง ทาแป้งเย็น เตรียมจะนอนแล้ว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งดังมาจากหน้าต่าง แต่พยายามไม่สนใจ เพราะใช้สมาธิสวดมนต์ เดชชาติพยายามท่องบทสวดมนต์ไปจนจบ ไม่สนใจ 

       
       แต่ทว่าเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ต้องเลิกสวดมนต์
       “ปัดโธ่ ทำลายสมาธิจริงวุ้ย”
       เดชชาติลุกเดินมาที่ริมหน้าต่าง เห็นโทรศัพท์กระป๋องนมเก่าๆ แขวนติดอยู่กับพวกกระดิ่งเพื่อให้มีเสียงเวลาถูกกระตุกใช้มาจากห้องของนีรนุชซึ่งอยู่บ้านติดกัน โทรศัพท์นี้เป็นของเล่นที่สองคนใช้สื่อสารหากันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ...เดชชาติหยิบกระป๋องมาพูดใส่
       “ยายนุช เมื่อไรจะเลิกเล่นไอ้กระป๋องนี่สักที มีอะไรก็โทรมาสิวะ”
       เดชชาติเปิดหน้าต่างออกไป มองห้องอยู่ตรงข้าม นีรนุชกำลังพูดใส่กระป๋องที่มีเชือกขึงข้ามหน้าต่างมาถึงห้องเดชชาติ
       “ก็มันชินนี่ เราใช้ไอ้นี่คุยกันมาตั้งแต่เด็กๆ อีกอย่างมันไม่เปลืองตังค์ค่าโทรศัพท์ด้วย”
       เดชชาติเซ็งๆ
       “แล้วมีอะไร ฉันกำลังสวดมนต์อยู่นะเฟ้ย เสียสมาธิ”
       “มีเรื่องซีเรียส” นีรนุชลดเสียงลง “พี่ชาติรู้ไหมว่าพี่อารุมกับพี่นนเขาทะเลาะอะไรกัน”
       “หือ เมื่อไร วันนี้ยังเห็นดีกันอยู่เลย”
       "ก็วันนี้นั่นแหละ” นีรนุชระแวง “เกี่ยวกับยายคุณวิศนีอะไรนั่นหรือเปล่า”
       “ก็บอกแล้วว่าคุณวิศนีเขาไม่เกี่ยวกับสองคนนี้ เลิกมองเขาในแง่ร้ายได้แล้ว”
       “โอ๊ย จ้า ไม่แตะก็ได้ อย่าให้รู้ว่าเกี่ยวก็แล้วกัน ไม่งั้นพี่ชาติต้องรับผิดชอบ”
       “อ้าว...เกี่ยวอะไรกับฉัน”
       “ก็อยากเป็นนายหน้ารับรองให้เขาดีนักนี่...ตกลงไม่รู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “ไม่รู้”
       “แค่นี้นะ ไร้ประโยชน์จริงๆ”
       นีรนุชกระแทกเสียงแล้วปิดหน้าต่างห้องตัวเองดังปัง เดชชาติถือกระป๋องยืนงง
       “อ้าว ด่าตูอีก สงสัยต้องสวดบทกันภัยเพิ่มแล้วมั้งไอ้ชาติ เฮ้อ”
       เดชชาติเดินเกาหัวบ่นกับตัวเอง ไปนั่งสวดมนต์ต่อ
       
       อารุมนั่งคอตกเศร้ารออยู่ในบ้าน พอเห็นนนทลีเดินลงมาก็รีบลุกขึ้นอย่างดีใจ
       “นน...”
       นนทลีมองอารุมอย่างแง่งอน แล้วสะบัดหน้าหนี จะเดินไป อารุมรีบตามไปจับแขน
       “นน ฟังผมก่อน”
       นนทลียังเมิน อารุมเดินอ้อมมาดักหน้า จับมือนนทลีไว้ รู้สึกผิด
       “ผมอยากขอโทษ ผมรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกที่เครียดเรื่องงานแล้วมาพาลใส่นน”
       นนทลีใจอ่อนลง แต่ก็ยังแอบน้อยใจไม่ได้พูดเสียงเครือๆ
       “ทุกทีอารุมไม่เคยเป็นแบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้น”
       อารุมสารภาพอัดอั้น
       “คงเป็นเพราะความไม่มั่นใจของผมเอง ที่คิดว่าจะทำให้นนมีความสุขไม่พอ ผมก็เลยไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ยินนนพูดแบบนั้น”
       นนทลีน้ำตาคลอ ทั้งน้อยใจและซึ้งใจในเวลาเดียวกัน
       “นนเลือกแล้ว...ได้ยินไหมคะ นนเลือกอารุมแล้ว ก็แปลว่านนจะไม่เปลี่ยนใจ จะต้องเป็นยังไงนนก็จะสู้ให้ถึงที่สุด”
       “ผมได้ยินแล้วนน ผมขอโทษนะ”
       อารุมดึงนนทลีเข้ามากอด นนทลีกลั้นน้ำตาไม่ไหว กอดอารุมไว้แล้วร้องไห้ออกมา นีรนุชเดินลงบันไดมาเห็นทั้งคู่กอดคืนดีกัน ก็แอบยิ้มโล่งใจ
       
       เดชชาติคลุมโปงนอนไปแล้ว แต่เสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งดังลั่นกวนสมาธิจนต้องโผล่หัวขึ้นมา
       “อะไรอีกวะ”
       เดชชาติลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์กระป๋องมาพูดเหวี่ยงๆ
       “มีอะไรอีกยายนุช คนจะนอน”
       นีรนุชท่าทางตื่นเต้น ยิ้มไม่หุบ
       “พี่นนกับพี่อารุมดีกันแล้วนะพี่ชาติ”
       เดชชาติเซ็งๆ
       “แล้วไง”
       “ก็โทรมาบอกเฉยๆ จะได้ไม่ต้องห่วง”
       เดชชาติประชด
       “เออ ดีเนอะ คราวหลังจะขี้จะเยี่ยวก็โทรมาบอกด้วยสิ ทำอย่างกับฉันอยากรู้ซะเต็มประดา เรื่องในบ้านเธอไม่ใช่เรียลลิตี้ยี่สิบสี่ชั่วโมงนะเว้ย”
       นีรนุชเซ็ง นึกว่าเดชชาติจะสนใจด้วย
       “นี่ยายนุช อย่าหาว่าพี่สอนเลยนะ เธอน่าจะเอาเวลาไปหาแฟนให้ตัวเอง จะได้คอยกลุ้มเรื่องรักๆ เลิกๆ ของตัวเองแทนเรื่องของคนอื่นซักที”
       นีรนุชยัวะ
       “นี่พี่หาว่านุชจุ้นจ้านเหรอ”
       “ไม่ได้หา แต่ว่าตรงๆ”
       เดชชาติพูดจบก็ชิงวางสายไปเลย ทิ้งนีรนุชหัวฟัดหัวเหวี่ยง
       “ไอ้พี่ชาติบ้า ก่อนจะแนะนำคนอื่น หาให้ตัวเองให้ได้ซะก่อนเถอะย่ะ”
       นีรนุชตะโกนใส่กระป๋อง แล้วนั่งหน้าคว่ำ เจ็บใจ
       
       อำนวยนอนพักอยู่บนเตียง มีวิศนีดูแลอยู่ใกล้ๆ วิศนียื่นถ้วยยากับน้ำ
       “ยาค่ะพ่อ”
       อำนวยรับยามากินอย่างว่าง่าย แล้วมองวิศนีนิ่งๆ ก่อนจะพูด
       “ยายหนู...เรื่องเมื่อเช้า”
       วิศนีตัดบท ไม่อยากรื้อฟื้นให้ตัวเองเจ็บปวด และกลัวพ่อเครียดด้วย
       “ทานยาแล้วพักผ่อนนะคะ พรุ่งนี้จะได้หาย เราจะลืมเรื่องวันนี้ให้หมด”
       อำนวยนิ่งงันไป ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น อำนวยพูดเสียงแผ่ว
       “พ่อขอโทษ...”
       อำนวยน้ำตารื้นจับมือลูกสาวไว้ วิศนีสบตาแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะห่มผ้าให้
       “ฝันดีนะคะพ่อ”
       วิศนีลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ แล้วแอบมองอำนวยอย่างห่วงๆ นิดนึง ก่อนจะเดินออกไป
       
       โยธินเดินเข้าบ้านมา เจอกับอวลอบดักอยู่พอดี
       “เป็นยังไงตาโย เคลียร์กันได้ไหม”
       “กว่าจะได้ก็เหนื่อยล่ะครับ คุณวิศนีฤทธิ์เยอะกว่าที่คิด”
       “แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมแกถึงให้แม่โทรไปบอกพ่อเขา ผู้หญิงคนอื่นไม่เห็นแกจะปล่อยกลับบ้านง่ายๆ อย่างนี้นี่”
       “ผมบอกคุณแม่แล้วว่าวิศนีไม่ใช่ผู้หญิงทั่วๆไป ผมต้องการซื้อความเชื่อใจจากเขา แล้วผมก็ต้องชนะใจครอบครัวเขาด้วย”
       อวลอบมองโยธินอย่างครุ่นคิด
       “งั้นก็ดี แม่ก็อยากให้แกจริงจังกับเขา”
       อวลอบวางซองเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้า โยธินแปลกใจ
       “อะไรครับ”
       “โนติ๊สจากธนาคาร เราใกล้จะเหลือแต่ตัวเต็มทีแล้วนะโย เพราะความล้มเหลวที่พ่อแกทิ้งเอาไว้ก่อนตาย แม่ทนสภาพนั้นไม่ได้นะ โยต้องช่วยแม่”
       
       อวลอบเข้าไปเกาะแขนโยธิน อ้อนวอน เสียงสั่น โยธินนิ่งงัน ขบกรามแน่นอย่างเครียดๆ

วันใหม่...นีรนุชลงมาจากรถพร้อมกับอารุมและนนทลี แล้วมองดูตึกอย่างตื่นเต้น
       
       “ที่นี่เขาจะรับนุชเหรอคะพี่นน”
       “ไม่ลองก็ไม่รู้ ยังไงตอนนี้ก็มีตำแหน่งว่างแล้วนี่”
       นีรนุชมองอารุม อย่างไม่มั่นใจ
       “เป็นเลขาพี่อารุม...แต่นุชไม่ได้เรียนด้านนี้มา”
       “คงไม่เป็นไรหรอก งานเลขาไม่ได้ยากอะไร เดี๋ยวอารุมคงช่วยพูดกับท่านได้ว่าจะฝากน้องมาทำงานแทนคุณวิศนี จริงไหมคะ”
       อารุมยิ้มนิดๆ เป็นเชิงตอบรับ ยังไม่กล้าออกตัวแรงเพราะไม่รู้ว่าอำนวยจะว่ายังไง
       “ผมจะลองดู”
       
       อารุมพานนทลีกับนีรนุชเข้ามาในตึกแล้วทำท่าจะแยกไป
       “นนอยู่เป็นเพื่อนนุชก่อนนะ ผมจะไปเรียนท่านก่อน”
       นนทลีพานีรนุชมาหาที่นั่งๆ แถวๆ เข้าเคานท์เตอร์ของลูกเกดกับชมพู่ ทั้งสองเหล่มอง ซุบซิบกัน ลูกเกดเปรยๆ
       “แหม ดีจังเลยเนอะ มีแฟนเป็นผู้จัดการเนี่ย อยากเอาน้องสาวมาฝากงานก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเหมือนคนทั่วไป”
       ชมพู่เสริม
       “นั่นสิ สมัยเราเดินจนส้นสูงสึกกว่าจะได้งาน”
       นีรนุชรู้ตัวว่าถูกว่ากระแทกก็เริ่มอึดอัด ขณะที่นนทลีคอแข็ง ไม่สนใจฟัง ลูกเกดแดกดันต่อ
       “เด็กสมัยนี้ถึงได้จับจดไงล่ะ ถือว่าตัวเองเป็นเส้นก๋วยจั๊บ เข้ามาแป๊บเดียวก็เบ่งจนอืดเต็มชาม”
       นีรนุชทนไม่ไหว
       “พี่นน นุชไม่เอาแล้วดีกว่า”
       นีรนุชจะไป
       “นุช !” นนทลีหันมาหาชมพู่กับลูกเกด “อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา เรามีอภิสิทธิ์ก็ใช้ไป ปล่อยให้คนที่ไม่มีอิจฉาไปเถอะ เพราะเขาก็ทำได้แค่นั้นแหละ”
       นนทลีปรายตามองนีรนุชอย่างเหยียดหยาม ชมพู่กับลูกเกดตาคว่ำ หมั่นไส้
       “ถ้าทนมลพิษที่นี่ไม่ไหว ก็เข้าไปนั่งในออฟฟิศแล้วกัน ไป”
       นนทลีรีบพานีรนุชลุกเดินเข้าไปด้าน
       
       อารุมเปิดประตูเข้ามาในห้อง กำลังจะพูดกับอำนวยก็เห็นวิศนีกำลังทำอะไรกับคอมพิวเตอร์อยู่ที่โต๊ะกับอำนวยพอดี วิศนีทักทาย
       “อรุณสวัสดิ์ค่ะเจ้านาย”
       อารุมอึ้งๆ ไปที่เห็นวิศนีอยู่ที่นี่ เพราะคิดว่าคงไม่กลับมาทำไงแล้ว
       “ว่าไงคุณอารุม ผมยืมตัวเลขามาใช้งานนิดหน่อยคงไม่ว่ากันนะ”
       วิศนีมองเย้ย
       “เจ้านายหนูเขาเป็นคนตรงเวลาไงคะพ่อ พอไม่เห็นหนูในห้องก็เลยจะมาฟ้องว่าหนูโดดงานละมั้ง”
       อำนวยถามยิ้มๆ
       “ใช่หรือเปล่าคุณอารุม”
       อารุมได้สติ รีบแก้ตัว
       “เอ่อ ผมได้ยินว่าท่านไม่สบายน่ะครับ”
       “โธ่ ไม่เป็นอะไรมากหรอกคุณ ยังไหวอยู่ ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” อำนวยหันไปบอกวิศนี “ยายหนูไปทำงานเถอะ เดี๋ยวพ่อให้ยุพเยาว์มาดูต่อเอง”
       วิศนีลุกขึ้น หยิบกระเป่าแล้วจะเดินออกจากห้อง แต่อารุมยังมึนๆ ไม่รู้จัดการกับเรื่องนีรนุชยังไงดี วิศนีหันมาหาอารุม
       “ไปสิคะเจ้านาย ได้เวลาทำงานแล้ว”
       อารุมหันมองวิศนีอย่างอึดอัดใจ ก่อนจะเดินนำออกจากห้องไป
       
       นนทลีพานีรนุชเข้ามาในออฟฟิศ ดักรออารุมที่ใกล้ๆ ห้องอำนวย นีรนุชไม่สบายใจ
       “พี่นน แต่นุชก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้นะคะ นุชไม่อยากเป็นเด็กเส้นให้ใครนินทา”
       “ยายนุช นี่มันสมัยไหนแล้ว ใครๆ เขาก็แย่งชิงโอกาสกันทั้งนั้น ถ้าเรามีเครื่องทุ่นแรงให้คว้าได้เร็วกว่าก็ต้องทำ ไม่งั้นเราก็ต้องงมโข่งอยู่ปลายแถว”
       “แต่นุช...”
       “ชีวิตจริงไม่มีกติกาหรอกนุช ทุกคนต้องทำเพื่อตัวเอง จำเอาไว้”
       นนทลีพูดจบก็เห็นอารุมเปิดประตูออกมาพอดี
       “เป็นไงคะอารุม ได้เรื่องไหม...” ท้ายประโยคของนนทลีเบาลงเมื่อเห็นวิศนีออกมา “คุณวิศนี...”
       นีรนุชเห็นวิศนีเดินตามอารุมออกมาก็พลอยอึ้งไปด้วย วิศนีมองนีรนุชอย่างจำได้
       “สวัสดีค่ะ พาน้องสาวมาสมัครงานเหรอคะ”
       นีรนุชได้ยินยิ้งร้อนตัว รู้สึกละอาย เพราะตัวเองไม่ได้งานแน่ๆ แล้ว
       “นุชกลับบ้านก่อนนะคะพี่นน พี่อารุม”
       “นุช เดี๋ยว!”
       นีรนุชรีบเดินจ้ำออกไป ไม่สนใจเรียกเรียกของนนทลี อารุมมองตามอย่างว้าวุ่นใจ
       
       นีรนุชเดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากบริษัทด้วยความผิดหวัง ที่ไม่ได้งาน นนทลีวิ่งตามออกมา
       “นุช อย่าเพิ่งไป”
       “จะให้นุชอยู่ทำไมคะ ยังไงนุชไม่ได้งานอยู่แล้ว คุณวิศนีเขายังอยู่”
       “ตำแหน่งอื่นก็ยังมีนี่นา”
       “ไม่เอาค่ะ แค่นี้นุชก็อายพออยู่แล้ว ริอ่านจะเป็นเด็กเส้น แต่ไม่ดูตาม้าตาเรือ”
       “พี่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก”
       “นุชไม่อยากทำงานที่นี่แล้วค่ะ”
       
       นีรนุชยืนยันหนักแน่นแล้วเดินออกไป นนทลียืนอึ้ง เสียดาย สงสารน้อง

 วิศนีอยู่ในห้องทำงานอารุม ทำหน้าแปลกใจ

       
       “น้องสาวคุณนนทลีอยากจะมาทำงานแทนฉัน”
       “นนเขานึกว่าคุณลาออกไปแล้ว ก็เลยอยากให้ผมพานุชมาพบท่านประธาน เผื่อว่าจะได้ทดลองงานเลขาดู”
       “งั้นคุณก็ต้องโทษตัวเองที่ไปฟ้องพ่อว่าฉันหนีไปอยู่โรงแรม จนฉันถูกตามตัวกลับบ้านแล้วก็ต้องกลับมาเป็นลูกน้องคุณเหมือนเดิม”
       อารุมงง
       “ผมเปล่า”
       วิศนีดื้อดึง
       “ไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร”
       อารุมถอนใจ มองหน้าวิศนีตรงๆ พูดเสียงเข้ม
       “ผมไม่ใช่คนปากมากนะคุณวิศนี คุณคิดว่าผมจะกล้าบอกท่านประธานเหรอว่าลูกสาวของท่านไปทำอะไรที่โรงแรม...กับใคร”
       วิศนีตาโต
       “นี่ พูดให้ดีๆ นะ”
       “ผมพูดตามที่เห็น...ที่คุณทำให้ผมเห็น”
       วิศนีอึ้งไป นึกได้ว่าตนเองแกล้งหลอกอารุมว่านัดพบกับโยธินจริง อารุมใส่ต่อ เพราะแอบหึงไม่รู้ตัว
       “อย่างที่คุณพูดไว้ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ ต่อให้คุณไม่ลาออก แต่ทิ้งงานไปกับแฟนเฉยๆ ผมก็ไม่มีสิทธิ์เอาไปพูด”
       วิศนีเป็นฝ่ายโดนมากๆ เข้าก็เกิดหมั่นไส้ อยากกวนประสาทกลับ หญิงสาวยิ้มพราย
       “นี่ถ้าคุณยังไม่มีแฟน ฉันจะคิดว่าคุณหึงล่ะนะ”
       อารุมอึ้ง รู้สึกตัวว่าออกอาการเกินไป ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน วิศนีได้ที ขยับเข้าใกล้
       “เอ หรือว่าคุณหึงฉันจริงๆ”
       อารุมยืนนิ่ง ทำตัวไม่ถูกไปเลย เพราะเอะใจกับความรู้สึกตัวเอง ทันใดนั้นนนทลีก็เปิดประตูเข้ามา
       “อารุมคะ...”
       นนทลีโผล่เข้ามาชะงัก เมื่อเห็นวิศนีกับอารุมใกล้กันแค่คืบ อารุมกับวิศนีขยับตัวถอยออกมาจากกัน
       “นน ว่าไงครับ”
       นนทลีมองวิศนีที่กลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างเคลือบแคลง แล้วหันมาฝืนยิ้มให้อารุม
       “นนจะมาบอกว่านุชกลับบ้านไปแล้วนะคะ”
       นนทลีพูดจบก็รีบเดินออกจากห้องไป
       
       นนทลีเข้ามายืนหน้าเศร้าอยู่ในห้องน้ำ ขณะที่กุสุมากำลังล้างมืออยู่
       “เป็นอะไรไปนน”
       “ฉันเห็นคุณวิศนีกับอารุมยืนคุยกัน เขาดูสนิทสนมกันมาก ไม่เหมือนเมื่อวันก่อน”
       นนทลีระแวง กุสุมาสนใจมาก
       “ยังไง”
       “ก็...เขายืนใกล้กันแค่นี้” นนทลีขยับให้ดู “พอฉันโผล่เข้าไป เขาก็รีบผละออกจากกัน”
       กุสุมาแอบสะใจ
       “ฉันบอกเธอแล้วว่าคุณวิศนีคนนี้ไว้ใจไม่ได้”
       ห้องส้วมด้านใน...ยุพเยาว์อยู่ในนั้นพอดี กำลังเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ กุสุมาเปรยๆ
       “ไม่น่าเชื่อว่าอารุมจะพลอยเป็นไปด้วย”
       นนทลียิ่งหน้าเสีย กุสุมาแอบทำหน้าเจ้าเล่ห์แล้วใส่ไฟต่อ
       “ถึงว่าสิคุณวิศนีถึงยังไม่ยอมลาออก คงจะติดใจอะไรกันอยู่แน่ๆ เธอต้องหาทางตัดไฟแต่ต้นลมนะนน”
       กุสุมาจับไหล่นนทลีอย่างปลอบประโลม นนทลีกลุ้มใจ ยุพเยาว์เห็นเสียงเงียบไปก็กลัวจะไม่ได้ยิน พยายามจะหาช่องเงี่ยหูฟัง แต่ลื่นล้มโครม นนทลีกับกุสุมาที่อยู่ด้านนอกสะดุ้งหันไปมองในห้องน้ำ ยุพเยาว์รีบตะกายลุกขึ้น แล้วทำเสียงกลบเกลื่อน
       “เมี้ยวว”
       กุสุมารู้ทัน
       “ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ”
       กุสุมารีบดึงแขนนนทลีให้ออกจากห้องน้ำ ยุพเยาว์รีบเปิดประตูออกมา มองซ้ายมองขวา แล้วไปเคาะอีกห้อง
       “วิ แกได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยินหรือเปล่า”
       “อะไร ฉันไม่ได้ผายลมนะ ถ่ายเบาเฉยๆ ย่ะ”
       ยุพเยาว์เซ็ง
       “โอ๊ย นังบ้า ฉันหมายถึงเรื่องที่สองคนนั้นคุยกันเมื่อกี้”
       เสียงชักโครกดังมาจากห้องน้ำ ก่อนที่วิเวียนจะเปิดประตูออกมา
       “ได้ยินสิ เต็มสองหู” ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เรื่องนี้ต้องเอาลงเฟซบุ๊ค”
       วิเวียนหยิบโทรศัพท์ออกมากด ยุพเยาว์เอาบ้าง ท่าทางระริกระรี้ สนุกกันอยู่สองคน
       
       นีรนุชเดินจ้ำอ้าว จะไปขึ้นรถเมล์กลับบ้าน แต่เดชชาติลงจากรถเมล์หน้าบริษัทพอดี เห็นเข้า
       “อ้าว นี่เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย”
       นีรนุชเซ็งๆ
       “มาสมัครงาน”
       เดชชาติถามลุ้นๆ
       “แล้วได้หรือเปล่า”
       “ยังไม่ทันสมัครหรอก เพิ่งรู้ว่าตำแหน่งไม่ว่าง เพราะว่าคุณวิศนีของพี่กลับมาทำงานแล้ว”
       “จริงเหรอ”
       เดชชาติดีใจ นีรนุชยิ่งเซ็ง
       “นุชไปล่ะ จะไปเดินเตะฝุ่นต่อ”
       นีรนุชจะเดินไป แต่เดชชาติดึงไว้
       “เฮ้ย เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งเศร้า พี่ยังพอช่วยได้นะ”
       “จะหาเรื่องให้นุชอีกหรือไง ไม่เอาอะ”
       “ไม่ใช่ รับรองคราวนี้ไม่มีเรื่อง งานของบริษัทนี่แหละ แต่เป็นงานชั่วคราว ถือว่าทำเอาตังค์ขำๆ สนใจป่ะ”
       นีรนุชมองหน้าเดชชาติ อยากมีรายได้เหมือนกัน เดชชาติจูงนีรนุชเข้ามาที่ฝ่ายอีเวนท์
       “พรุ่งนี้บริษัทเราจะเอารถไปโชว์ แต่คนของเราไม่พอ ก็เลยต้องจ้างฟรีแลนซ์เพิ่ม”
       “แล้วเขาจะรับนุชเหรอ”
       “รับอยู่แล้ว แค่เป็นผู้หญิงก็พอ” เดชชาติ มองหัวจดเท้า ทำหน้าทะเล้น “เท่าที่เห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก พี่ว่าเธอก็น่าจะเป็นผู้หญิงแท้นะ”
       “ไอ้พี่ชาติ”
       “แฮ่ๆๆ ล้อเล่น”
       นีรนุชมองค้อนเดชชาติ ทันใดนั้นเองประตูห้องทำงานก็เปิดออกมา พริตตี้สาวแต่งตัวเปรี้ยว 3-4 จับกลุ่มคุยกันเดินออกมา นีรนุชมองตาม นึกเอะใจ
       “พี่ชาติ นี่อย่าบอกนะว่า...”
       เดชชาติ ทำหน้าเหรอหรา ตามไม่ทัน
       “อะไรเหรอ”
       นีรนุชเห็นเดชชาติตีหน้าซื่อก็ยิ่งโมโห เงื้อมือตบฉาดเข้าที่หน้าเดชชาติจนหน้าหัน
       “ไอ้พี่บ้า นุชไม่ทำโว้ย”
       “อ้าว นุช เดี๋ยว อูยย”
       เดชชาติเอามือคลำแก้มป้อยๆ มองนีรนุชที่เดินฉิวออกไป ผู้จัดการเปิดประตูออกมา
       “อ้าว เดชชาติ ไหนล่ะเด็กที่บอกว่าจะมาฝากทำฝ่ายต้อนรับน่ะ”
       เดชชาติยืนลูบแก้มยิ้มเจื่อนๆ ให้ผู้จัดการ แล้วมองตามนีรนุชอย่างกังวล
       
       วิศนีกับอารุมนั่งทำงานอยู่ในห้อง โทรศัพท์ภายในดังขึ้น อารุมกดรับ
       “ครับนน...ไปสิครับ ผมเสร็จแล้ว”
       อารุมเก็บงานบนโต๊ะ แล้วเตรียมจะลุก วิศนีดูนาฬิกาเห็นว่าเที่ยงแล้วก็แกล้งทักยิ้มล้อเลียน
       “ได้เวลาคุณแม่เรียกทานข้าวแล้วเหรอคะ”
       “คุณก็ควรจะไปทานเหมือนกันนะ จะได้ไม่มาโทษว่าผมบังคับให้อดข้าวอีก”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป วิศนีแยกเขี้ยวไล่หลังไปอย่างหมั่นไส้ แล้วหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะมากด
       “พ่ออยู่ไหมคะ...ออกไปกับคุณกรแก้วเหรอ...ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”
       
       วิศนีวางสายแล้วถอนใจอย่างเหงาๆ ไม่รู้จะกินข้าวกับใคร

วิศนีเดินออกมาหน้าบริษัทอย่างหงอยๆ มองออกไปด้านนอก เห็นพนักงานออกไปพักเที่ยงกันเป็นกลุ่มๆ พูดคุยกันอย่างเฮฮา ยุพเยาว์กับวิเวียน ลูกเกดกับชมพู่เดินคุยกันออกไป วิศนียืนเคว้ง ไม่รู้จะไปไหนดี เดชชาติเดินเข้ามาพอดี

       
       “คุณวิศนี จะไปทานข้าวเหรอครับ”
       “ค่ะ” วิศนี่ยิ้มอาย “แต่ไม่รู้จะไปกับใครดี ไม่มีใครชวน”
       “โธ่ ไปกับผมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมพาไปกินข้าวแกงเจ้าอร่อย” เดชชาตินึกได้ หน้าแหยแบบเจียมตัว “ถ้าคุณวิศนีจะไม่รังเกียจนะครับ”
       “ฉันจะรังเกียจทำไม คุณชาตินี่ ไปสิคะ เดี๋ยวฉันขับรถให้”
       เดชชาติดีใจ
       “โอ้โหเป็นบุญตูดไอ้ชาติจริงจริ๊ง”
       วิศนีหัวเราะ แล้วพาเดชชาติเดินไปที่รถ มีความสุขขึ้นที่ไม่ต้องกินข้าวคนเดียว
       
       เดชชาติพาวิศนีเข้ามาในร้านข้าวแกง
       “เลือกได้เลยครับคุณวิศนี ฝีมือป้าแกอร่อยทุกอย่าง ผมยกให้เป็นอันดับสองของโลกเลย”
       “แล้วอันดับหนึ่งอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
       “อยู่บ้านผมเอง...แม่ผมทำกับข้าวอร่อยอย่าบอกใคร” เดชชาตินึกได้รีบเอามือป้องปาก “แต่พูดมากไม่ได้ เดี๋ยวโดนอีโต้ป้าแกตบปาก”
       วิศนีหัวเราะ
       “ฉันคงต้องขออนุญาตไปชิมฝีมือแม่คุณสักวัน”
       “ได้เลยครับ วันนี้เลยก็ได้ แม่ผมแกปลาบปลื้มคุณมาก นี่ก็ตื๊อให้ผมชวนคุณไปทานข้าวที่บ้าน แกอยากจะทำอาหารชุดใหญ่เลี้ยงขอบคุณคุณ แต่ว่าผมเกรงใจคุณวิศนีครับ อาหารบ้านผมก็กับข้าวพื้นๆ กลัวจะไม่ถูกปาก ผมก็เลย...”
       วิศนีตอบทันที
       “ไปค่ะ”
       เดชชาติตกใจ
       “ฮะ...ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอครับ”
       “แม่ครัวมือหนึ่งของโลกจะทำกับข้าวเลี้ยง ไม่ไปก็พลาดสิคะ”
       เดชชาติยิ้มแฉ่งกว้าง มองวิศนีอย่างปลาบปลื้มในความไม่ถือเนื้อถือตัวของเธอ
       
       วิศนีนั่งอยู่ที่โต๊ะ มีกับข้าวหลายอย่างมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ
       “ตามสบายเลยครับคุณวิศนี เดี๋ยวมื้อนี้ผมเป็นเจ้ามือ แล้วค่อยส่งต่อให้แม่ตอนเย็น”
       วิศนีแกล้ง
       “แหม แบบนี้ต้องสั่งเพิ่มแล้วล่ะ”
       เดชชาติสะดุ้ง หน้าซีด
       “อุ้ย จะทานไหวเหรอครับ”
       วิศนีเห็นเดชชาติหน้าเสียก็หัวเราะ รู้ว่าเดชชาติไม่ค่อยมีเงิน
       “ฉันล้อเล่น”
       เดชชาติค่อยยิ้มออก แล้วหัวเราะไปกับวิศนี
       
       อารุมกับนนทลีกำลังจะเดินเข้าร้าน นนทลีเห็นอะไรบางอย่างดึงแขนอารุม
       “อารุม ดูนั่นสิคะ”
       อารุมมองตามไป เห็นวิศนีกับเดชชาติกำลังหัวเราะต่อกระซิกกัน นนทลีเหลือบมองท่าทีอารุม แล้วพูดแหย่
       “สงสัยเขาจะแอบมาเดทกัน เราไปร้านอื่นดีกว่า”
       “เราก็นั่งโต๊ะของเรา ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้วนี่ครับ”
       นนทลีทำเป็นถอนใจ
       “แต่เขาอาจจะเกร็งกันก็ได้ถ้าเจอเราที่นี่ คนเพิ่งเริ่มทำความรู้จักกันอาจจะต้องการเวลาส่วนตัว ไปที่อื่นเถอะค่ะ”
       นนทลีดึงแขนอารุมออกไป...เดชชาติเห็นอารุมกับนนทลีเดินออกจากร้านก็แปลกใจ
       “อ้าว นั่นอารุมกับนนนี่ครับ ทำไมเขาไม่เข้ามา”
       วิศนีมองตามไป เห็นนนทลีกับอารุมเดินลิ่วไปที่รถ ก็ยักไหล่
       “เขาอาจจะเห็นหน้าฉันแล้วกินไม่ลงก็ได้มั้งคะ เลยเปลี่ยนใจ”
       “เย้ย!ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะครับคุณวิศนี”
       “ก็จริง ฉันกับเพื่อนคุณไม่ลงรอยกันนักหรอก ทำงานกันไปก็ทะเลาะกันไป”
       “ไอ้อารุมน่ะเหรอครับ ปกติมันเป็นคนใจเย็นนา”
       “ก็ฉันทำให้เขาตบะแตกตั้งแต่วันที่รถชนกันแล้วไงคะ คุณจำไม่ได้เหรอ อย่างวันนี้เขาคงอารมณ์เสียน่าดูที่เห็นฉันกลับมาทำงาน เขาคงแช่งให้ฉันลาออกทุกวัน”
       วิศนีเล่าขำๆ แล้วทำเป็นก้มหน้าเขี่ยอาหารในจาน เพราะลึกๆ ก็แอบเซ็งเบาๆ
       “ผมว่าไม่ใช่มั้ง ถ้าอารุมมันไม่พอใจคุณวิศนี มันก็ไม่น่าจะช่วยพูดกับท่านประธานเรื่องเมื่อวานนะครับ”
       วิศนีชะงัก เงยหน้ามองอย่างแปลกใจ เดชชาติเลยพูดต่อ
       “ก็ตอนที่คุณออกจากบริษัทไป ผมก็โดนเรียกไปยื่นซองขาว ไอ้อารุมนี่แหละครับเป็นคนช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมด มันยังช่วยแก้ตัวให้คุณที่โดนเสี่ยโชคโทรมาใส่ร้าย แล้วตามทนายของบริษัทมาช่วยยืนยันอีกแรง”
       วิศนีแปลกใจมาก
       “จริงเหรอคะ มิน่าล่ะ”
       “มิน่าอะไรครับ”
       วิศนีจะเล่าว่าไปเจอกันที่โรงแรม แต่เปลี่ยนใจไม่เล่า
       “ก็เขาไปเจอ...เปล่าหรอกค่ะ บางทีเขาชอบดุฉัน ฉันก็เลยคิดว่าเขาไม่ชอบหน้าฉันน่ะ”
       “อารุมมันเป็นคนจริงจังครับคุณวิศนี เพราะว่ามันต้องเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยยิ้มกับใครไม่ค่อยเป็น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคนมีน้ำใจนะครับ”
       
       วิศนีนิ่งคิด นึกถึงอารุมด้วยความรู้สึกดีขึ้น ไม่อคติเหมือนก่อน

 อารุมขับรถผ่านร้านอาหารริมถนนมาเรื่อยๆ สักพักก็จอดอย่างทนไม่ไหว

       
       “เลือกเอาซักร้านเถอะนน ผมว่าเรามาไกลแล้วนะ”
       นนทลีมองออกไปด้านนอก แล้วทำหน้างอ
       “ร้านที่เราเคยไปทานกันก็ไม่เปิด มีแต่ร้านที่ดูไม่สะอาด นนไม่กล้าทาน”
       “แต่ลูกค้าเขาก็เยอะนะนน”
       “ก็นนท้องไม่ดี ไปต่ออีกหน่อยเถอะค่ะ”
       อารุมเซ็งๆ มองนาฬิกา
       “ใกล้หมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ถ้าไม่ทานแถวนี้ผมว่าเราคงกลับไปทำงานไม่ทัน”
       “เลทนิดหน่อยจะเป็นอะไรไปคะ อารุมก็ระดับผู้จัดการนะ”
       “ก็เพราะเป็นผู้จัดการน่ะสิ ถึงต้องทำเป็นตัวอย่างลูกน้อง...เราทานกันแถวนี้เถอะครับ ลองดู อาจจะไม่แย่อย่างที่นนคิดก็ได้”
       อารุมจะเปิดประตูลงไป แต่นนทลีส่ายหน้า
       “งั้นอารุมลงไปแล้วกัน นนไม่ทานแล้ว นนยอมหิวดีกว่าอาหารเป็นพิษทีหลัง”
       อารุมเซ็งสุดๆ มองหน้านนทลีแล้วกระแทกประตูปิดเหมือนเดิม
       “งั้นก็กลับบริษัท”
       อารุมออกรถกระชากเล็กน้อยอย่างไม่สบอารมณ์ นนทลีนั่งหน้างอ ไม่พูดด้วย เคืองกันไป
       
       อารุมเดินเข้ามาในห้องชงกาแฟ ตั้งใจจะชงกาแฟกินแก้หิว วิศนีเดินเข้ามาพอดี
       “อุ๊ย เจอพอดีเลย เจ้านายจะทานกาแฟเหรอคะ ทานนี่ดีกว่า ฉันซื้อมาฝาก”
       วิศนียื่นถุงขนมให้ อารุมรับมาดูเห็นเป็นเฉาก๊วยกับน้ำแข็งบดใส่ถุงมาเรียบร้อย
       “คุณเดชชาติบอกว่าเจ้านายชอบทานเฉาก๊วยที่ร้านเมื่อกลางวัน”
       อารุมมองเฉาก๊วยทำตาปริบๆ แล้วมองหน้าวิศนีอีก งงว่าเธอมาเอาใจอะไร
       “คุณทำอะไรผิดมาล่ะ ส่งจดหมายให้ลูกค้า หรือว่าแฟกซ์ผิด”
       วิศนีเซ็งเลย
       “เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย ฉันซื้อมาฝากจริงๆ ไม่ได้จะเอามาไถ่โทษ ทานเลยนะคะเดี๋ยวละลาย”
       หญิงสาวกุลีกุจอเอามาเทใส่ถ้วยให้ แล้วยื่นให้เขา
       “คุณทานเถอะ”
       “ทำไมคะ กลัวฉันวางยาพิษเหรอ งั้นฉันชิมให้ดู”
       หญิงสาวเอื้อมมือจะตัก ชายหนุ่มส่ายหน้า
       “คุณไม่ต้องชิมให้ผมดู เอาไปทั้งถ้วยเลย ผมไม่ทาน ขอบคุณ”
       อารุมจะเดินออกไป วิศนีถือถ้วยขนมเดินไปดักหน้า
       “ทำไมล่ะ ฉันอุตส่าห์ซื้อมาแล้ว รับน้ำใจกันหน่อยไม่ได้หรือไง”
       อารุมไม่มีอารมณ์จะกินขนม
       “ผมไม่หิว”
       ขาดคำของเขาท้องก็ร้องดังโครก ชายหนุ่มชะงักไป รีบเอามือกุมท้อง เสียฟอร์ม วิศนีอมยิ้ม
       “อย่างนี้คนโบราณเขาเรียกว่าปากอิจฉาท้อง อ้ะ เอาไปทานให้มันเย็นๆ ใจ จะได้มีแรงทำงานนะคะ”
       อารุมเบือนหน้าหนีไม่ยอม แต่จะเดินออกไปก็ไม่ได้ เพราะเธอยืนขวาง
       “หรือจะให้ฉันป้อน”
       ชายหนุ่มตกใจมองหน้าหญิงสาวที่ดูเอาจริง เธอตักเฉาก๊วยแล้วยื่นมาถึงปากเขาทันที อารุมตกใจ
       “นี่ คุณทำอะไรเนี่ย!”
       กุสุมาเดินผ่านมา เห็นวิศนีกำลังจะป้อนอารุมก็หยุดมองอย่างตกใจ แล้วรีบหลบไป อารุมปัดมือเธอออกอย่างตกใจ แล้วเดินหนี
       วิศนีมองตามอย่างโมโหที่ตื๊อไม่สำเร็จ
       
       กุสุมาเดินหน้าตาตื่นเข้ามาหานนทลีที่กำลังทำงานอยู่ที่โต๊ะ
       “นน!”
       นนทลีเงยหน้าจากงาน หันมองอย่างแปลกใจ กุสุมาหันมองรอบตัว แล้วไม่กล้าพูดดัง ขยับเข้าไปหา แล้วกระซิบข้างหู นนทลีได้ฟังแล้วพลอยตกใจไปด้วย
       
       วิศนีกระแทกชามเฉาก๊วยลงบนโต๊ะทำงาน
       “ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันซื้อมาขอบคุณคุณ”
       “เรื่อง”
       “ขอบคุณที่คุณช่วยเคลียร์เรื่องเสี่ยโชคให้พ่อฉันเข้าใจ”
       “เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเอาขนมมาเซ่นหรอก ผมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์”
       “เอ๊ะ คุณนี่ มีคนมาทำดีด้วยก็ไม่ชอบ ปกติฉันไม่ชอบเอาใจใครนะคะ โดยเฉพาะผู้ชาย”
       “ผมควรจะภูมิใจใช่ไหม”
       วิศนีกรอกตารำคาญ แล้วยื่นถ้วยขนมให้
       “ไม่ต้องภูมิใจก็ได้ แต่ช่วยทานขนมถ้วยนี้หน่อยจะได้ไม่เสียของ”
       อารุมยังนิ่ง
       “ถือว่าเป็นสัญญาสงบศึกระหว่างเรา...นะคะ...นะคะ”
       วิศนีลากเสียงอ้อน อารุมกอดอกมองอย่างใช้ความคิด ค่อยๆ ลดฟอร์มลง ยื่นมือมารับถ้วย พอจังหวะที่แตะมือ นนทลีก็เปิดประตูเข้ามาพอดี นนทลีเห็นมือวิศนีกับอารุมสัมผัสกันก็หน้าตึง
       “นนมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะ”
       วิศนีเห็นสีหน้าเย็นชาของนนทลีก็เจื่อนไป ค่อยๆ ลุกหนี กลับมาโต๊ะของตัวเอง อารุมหันมาอธิบาย
       “คุณวิศนีซื้อขนมมาฝากผมน่ะ”
       นนทลีแค่นยิ้มกับวิศนี
       “คงอร่อยใช่ไหมคะ อารุมเขาถึงยอมอดข้าวรีบกลับมารอทาน” นนทลีหันไปพูดกับอารุมเสียงเย็นชา “วันนี้นนไม่กลับกับคุณนะคะ เดี๋ยวจะไปช้อปปิ้งกับสุ”
       นนทลีพูดจบก็เดินเชิดออกไป พยายามเก็บอารมณ์หึงหวงไว้
       
       วิศนีมองตามดูออกว่านนทลีเริ่มจะหึงตนเองเข้าแล้ว พอหันมาเห็นอารุมถอนใจเครียดๆ ก็แอบสงสาร

นนทลีนั่งคุยกับกุสุมาหน้าเครียดอยู่มุมหนึ่งของออฟฟิศ เธอเล่าให้ฟังว่าไปพูดอะไร 

       
       “เธอทำถูกแล้วล่ะ”
       นนทลีไม่มั่นใจ
       “จริงเหรอ”
       กุสุมาได้ทีรีบสุมไฟ
       “อารุมอาจจะเห็นเธอเป็นของตาย จืดชืดน่าเบื่อ พอมาเจอของใหม่ๆ มีสีสัน อย่างคุณวิศนีคนนั้นเขาก็เลยตื่นเต้น ถ้าเธอจะเตือนสติเขาก็ต้องใช้ยาแรงๆ แบบนี้แหละ และถ้าเขาไม่หยุดก็ต้องใช้ยาแรงกว่านี้”
       นนทลีชะงัก
       “แรงกว่านี้คืออะไร”
       “ถึงเวลาเธอก็จะรู้เอง...แต่เชื่อฉัน เธอทำถูกแล้วนน ถูกทุกอย่าง”
       กุสุมาทำทีเป็นบีบมือให้กำลังใจ แต่พอนนทลีก้มหน้าครุ่นคิด เธอก็แอบยิ้มสะใจ รู้ว่าต่อไปจะแซะให้นนทลีระแวงวิศนีหนักขึ้นอีก
       
       อารุมเซ็นเอกสารใสแฟ้มเสร็จก็ส่งคืนให้วิศนี หน้ายังเครียดเหมือนเดิม
       “คุณจะไม่ไปคุยกับแฟนคุณหน่อยเหรอคะ”
       “เรื่องอะไร”
       “ก็เรื่องเมื่อตอนบ่าย”
       อารุมถอนใจ ไม่ตอบ หยิบงานอื่นมาทำต่อ วิศนียิ่งกังวล
       “หรือจะให้ฉันไปคุยกับเธอเองว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
       “ไม่ต้อง”
       “แต่ฉันเป็นต้นเหตุ”
       “ผมจะจัดการเอง กลับไปทำงานได้แล้ว”
       อารุมออกคำสั่งเสียงดุ วิศนีไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่ก็ยอมถือแฟ้มกลับโต๊ะ วิศนีแอบมองชายหนุ่มที่พยายามทำงาน แต่หน้าก็ยังเคร่งเครียดอยู่
       
       วิศนียืนกระวนกระวายรออยู่หน้าบริษัท พนักงานหลายคนทยอยกันกลับบ้าน นนทลีกับกุสุมาเดินออกมาด้วยกัน วิศนีเห็นเข้าก็รีบตรงไปหา
       “คุณนนทลีคะ”
       นนทลีมองแล้วเมินหนี มึนตึงใส่อย่างเห็นได้ชัด
       “ฉันอยากคุยอะไรด้วยหน่อย”
       “ถ้าเรื่องงานไปคุยกับอารุมเถอะค่ะ เพราะฉันคงไม่รู้อะไรด้วย”
       “ไม่ใช่ค่ะ เรื่องคุณอารุม”
       นนทลีชะงักมองหน้า กุสุมากระตุกแขนทันที แล้วส่งซิกให้ไป
       “เรื่องนั้นฉันยิ่งไม่สนใจค่ะ”
       นนทลีพูดจบก็เดินออกไปกับกุสุมาทันที วิศนีว้าวุ่นใจ กลัวเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
       
       วิศนีขับรถมาจอดที่หน้าบ้านเดชชาติ หน้าตายังดูกลัดกลุ้มจนเดชชาติเป็นห่วง
       “คุณวิศนีเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “เปล่านี่คะ”
       “แต่คุณดูไม่สบายใจ หรือว่าเปลี่ยนใจอยากจะกลับบ้าน ก็ได้นะครับ ผมเข้าใจ”
       เดชชาติหันมองบ้านตัวเองแล้วยิ้มเจียมตัว วิศนีตกใจ
       “อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ไม่เกี่ยวกับคุณชาติหรอก ฉันคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
       “คุณวิศนีแน่ใจนะครับว่ารับได้ บ้านผมมันแคบๆ แล้วก็...ไม่ค่อยสะอาด”
       เดชชาติยิ้มแหยๆ วิศนีแกล้งทำหน้าน้อยใจ
       “เห็นฉันเป็นคนเรื่องมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
       เดชชาติตกใจ
       “เปล่าครับ เปล่า ผ...ผมขอโทษครับ”
       เดชชาติรีบถลาลงจากรถ วิ่งมาเปิดประตูให้
       “งั้นเชิญเลยครับคุณวิศนี”
       หญิงสาวยิ้มเอ็นดูชายหนุ่ม แล้วลงจากรถก่อนจะมองดูบ้านหลังเล็กๆ ของเขาอย่างสนใจ
       
       เดชชาติพาวิศนีเข้ามาในบ้าน น้องสองคนของเดชชาตินั่งพับผ้ากับรีดผ้าอยู่
       “แม่ แม่จ๋า แขกมาแล้วจ้ะแม่”
       องอาจกับพิชิตเงยหน้าจากกองผ้า มองหน้าวิศนีเขม็ง แล้วรีบลุกมาดู พิชิตเข้ามาถาม
       “พี่ชาติ ใครอะ”
       “เฮ้ย เสียมารยาท” เดชชาติรีบแนะนำ “นี่คุณวิศนี เธอเป็น...”
       วิศนีแทรกทันที
       “เพื่อนที่ทำงานของพี่ชาติจ้ะ”
       องอาจยิ้มเจ้าชู้
       “แหม ไม่รู้ว่าพี่ชาติมีเพื่อนสวยขนาดนี้”
       เดชชาติตบหัวองอาจ
       “อย่าทะลึ่ง! ไปเอาน้ำเอาท่ามารับแขก” เดชชาติหันไปสั่งพิชิต “ไอ้ชิต ผ้าเนี่ยอย่าเพิ่งรีด เก็บไปก่อน”
       องอาจกับพิชิตกุลีกุจอ จัดเตรียมรับแขก พิมโผล่หน้าออกมาพอดี
       “มาแล้วเหรอคะคุณ เชิญค่ะ เชิญๆ”
       วิศนีรีบยกมือไหว้อย่างเรียบร้อย พิมรับไหว้แล้วจับมือหญิงสาวอย่างปลาบปลื้ม
       “ชาติมันไม่ได้ไปเซ้าซี้คุณใช่ไหมคะ”
       “หนูเต็มใจมาค่ะ อยากชิมอาหารฝีมือคุณป้า มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
       “ไม่เป็นไรค่ะคุณ ใกล้จะเสร็จแล้ว เชิญนั่งก่อนนะคะ”
       เดชชาติยืนนับน้องๆ เห็นแค่สองคน
       “ไอ้สามตัวที่เหลือไปไหนล่ะแม่”
       “ทำการบ้านอยู่ที่สนามเด็กเล่นแน่ะ”
       “งั้นเดี๋ยวฉันไปตามเอง คุณวิศนีรอซักครู่นะครับ”
       เดชชาติรีบออกไป วิศนีหันมามองรอบบ้านอย่างสนใจ
       
       นีรนุชนั่งสอนหนังสือน้องๆ ของเดชชาติอยู่ที่โต๊ะม้าหิน ทั้งสามหันไปเห็นเดชชาติเดินมาก็ร้องลั่น
       “พี่ชาติกลับมาแล้ว ไหนล่ะขนม มีขนมไหม”
       สามคนเลิกสนใจหนังสือเรียน วิ่งแจ้นมาหาพี่ชายทันที
       “เจอหน้าก็ทวงขนมเชียวนะพวกแก กลับบ้านก่อนไป ได้เวลากินข้าวเย็นแล้ว”
       สามคนร้องเฮพร้อมกันแล้ววิ่งมาเก็บหนังสือเรียนออกไปทันที นีรนุชยังไม่หายโกรธ รีบเก็บข้าวของตัวเอง เตรียมจะเดินหนี เดชชาติดึงไว้
       “เดี๋ยวนุช นี่โกรธพี่เรื่องอะไร ตบพี่ไปทีนึงแล้วยังไม่หายอีกเหรอ”
       เดชชาติชี้แก้มให้ดู นีรนุชเหลือบมองแล้วทำสะบัดต่อ
       “ไม่ต้องมาแอ๊บใสซื่อ นุชไม่รู้สึกผิดหรอก แล้วก็ไม่ขอโทษด้วย”
       นีรนุชจะไป เดชชาติยื้ออีก
       “เดี๋ยว ! พี่ไม่รู้จริงๆ ถ้ารู้ว่าทำอะไรผิด เดี๋ยวจะให้ตบฟรีอีกข้างเลยก็ได้อ้ะ”
       เดชชาติยื่นแก้มให้ นีรนุชระเบิดเป็นชุด
       “ก็พี่คิดได้ไงจะให้นุชไปทำพริตตี้มอเตอร์โชว์ จะบ้าเหรอ นุชไม่ชอบงานแบบนั้น นุชไม่อยากแต่งตัวโป๊ ไม่อยากไปยืนอวดหุ่นให้ผู้ชายบ้ากามมันรุมถ่ายรูปเข้าใจไหม พี่รู้จักนุชมาตั้งนานทำไมไม่รู้นิสัยนุชเลย”
       เดชชาติงง
       “เฮ้ย เดี๋ยวๆๆๆ ใครว่าพี่จะให้เธอไปทำงานแบบนั้น”
       “ก็พี่พานุชไปสมัครเอง...ทีนี้รู้แล้วใช่ไหม หรือต้องโดนอีกทีจะได้นึกออก แต่คราวนี้ขอเป็นกำปั้นนะ”
       นีรนุชทำเป็นถกแขนเสื้อ เตรียมเงื้อมือจะชก เดชชาติรีบเอามือกัน
       “โอ๊ย อย่าๆๆๆ เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว พี่ไม่ได้จะพาเธอไปสมัครพริตตี้”
       นีรนุชชะงักมือ
       “ไม่จริง !”
       “จริง งานนั้นคนสมัครเต็มแล้ว พี่จะฝากเธอไปช่วยดูแลลูกค้า คอยแจกโบรชัวร์กับเสิร์ฟน้ำอะไรงี้ ปัดโธ่”
       นีรนุชเริ่มอึ้ง
       “ฮะ!”
       “คิดได้ไงว่าตัวเองจะไปเป็นพริตตี้ คิดว่าสวย หุ่นดีขนาดนั้นเลยเหรอ หลงตัวเองไปป่ะเนี่ย”
       เดชชาติแกล้งทำสายตาสมเพช นีรนุชก้มลงมองตัวเอง เสียฟอร์มเล็กน้อย แต่ก็หน้าแหยไป
       “แล้วพี่ทำไมไม่บอกนุชล่ะ”
       “จะเอาเวลาที่ไหนบอก ตบเสร็จเธอก็เดินจ้ำไปเลย ทำอย่างกับเราเป็นลูกวอลเลย์”
       นีรนุชจ๋อย
       “นุชขอโทษ”
       เดชชาติแกล้งงอนเดินหนี นีรนุชหน้าเสียรีบวิ่งตาม
       “เดี๋ยวสิ พี่ชาติ นุชขอโทษจริงๆ ดีกันน้า”
       เดชชาติแกล้งงอนเดินหนีไปตามมุมต่างๆ ของสนามเด็กเล่น นีรนุชรีบเดินตามไปตื๊อๆ ดักหน้า
       
       เดชชาติแกล้งงอนไม่หาย แต่พอเห็นนีรนุชมายืนดัก ทำเป็นยื่นนิ้วก้อยง้อไปมาก็ใจอ่อน ยอมเกี่ยวก้อย สองคนยิ้มให้กัน

พิมพาลูกๆ ทั้งห้าคนมายืนเรียงแถวให้วิศนีรู้จัก
       
       “เจ้าคนโตสุดนี่ชื่อองอาจค่ะ แล้วนั่นก็พิชิต จิตใส ใจภักดิ์ รักชาติ”
       ทั้งห้าคนยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แล้วช่วยกันยกอาหารออกไป วิศนีมองอย่างเอ็นดู
       “ชื่อคล้องจองกันหมดเลยนะคะ น่ารักจัง”
       “ก็ตั้งให้ต่อๆ กันจะได้จำง่าย แม่ลูกดกก็อย่างนี้แหละค่ะ”
       พิมหัวเราะอายๆ วิศนีพลอยหัวเราะไปด้วย แล้วพิมหยิบจับอาหารเตรียมจะยกออกไป หันไปมองหน้าประตู
       “สงสัยเจ้าชาติมาแล้ว จะได้ทานกันซักที คุณคงหิวแย่เลย”
       
       นีรนุชตามเดชชาติเข้ามาในบ้าน เห็นอาหารจัดไว้เต็มสำรับ มีหลากหลายก็ออกปาก
       “โอ้โห ทำไมจัดหนักขนาดนี้ โอกาสพิเศษอะไร พี่ชาติได้โบนัสอีกแล้วเหรอ”
       “เปล่า แต่วันนี้มีแขกสำคัญ”
       “แขกพี่ชาติสวยอย่างกับดาราแน่ะพี่นุช”
       องอาจยกนิ้วโป้งให้สองนิ้ว นีรนุชอยากรู้บ้าง
       “ใครเหรอ”
       นีรนุชพูดจบก็หันไปเห็นวิศนียกอาหารออกมาพอดี
       “นี่ไง คุณวิศนี แม่พี่แกอยากจะเลี้ยงขอบคุณเรื่องเมื่อวันก่อน ก็เลยให้พี่ชวนคุณวิศนีมาทานข้าวที่บ้าน” เดชชาติหันไปแนะนำ “นุชกับนนเป็นเพื่อนบ้านพวกเราครับ อยู่หลังถัดไปนี่เอง ผมเลยลากมาร่วมวงด้วย”
       วิศนียิ้มยินดี
       “ดีสิคะ ทานด้วยกันเยอะๆ สนุกดี แล้วคุณนนล่ะคะ ชวนมาทานด้วยกันสิคะ”
       “พี่นนไม่อยู่ค่ะ”
       วิศนีพยักหน้ารับรู้ ยังพยายามยิ้มผูกมิตรกับนีรนุช แต่นีรนุชดูตึงๆ เพราะไม่รู้วิศนีจะมาไม้ไหน
       
       ในห้างสรรพสินค้า...นนทลีเดินดูเสื้อผ้าในราว แล้วหยิบมาหลายตัว ก่อนจะส่งให้พนักงานเอาไปคิดเงิน กุสุมาลองชุดใหม่เข้ามาเห็นพอดี
       “ซื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอนน”
       “เขาบอกว่าการช้อปปิ้งเป็นการบำบัดความทุกข์อย่างหนึ่งของผู้หญิง ก็ลองดู เผื่อจะหายกลุ้ม”
       “แต่อารุมเขาไม่อยากให้เธอฟุ่มเฟือยไม่ใช่เหรอ”
       นนทลีนึกอย่างเคืองๆ
       “วันนี้ฉันจะลองไม่แคร์เขาดูซักวัน เพราะเขาก็ไม่เห็นจะแคร์ฉันเหมือนกันนี่” นนทลีเพิ่งเห็นชุดกุสุมาเต็มตา “นี่เธอจะซื้อชุดนี้เหรอ”
       “ใช่ สวยเนาะ”
       “ฉันเคยมีชุดแบบนี้นี่”
       กุสุมาแก้ตัวเขินๆ
       “ก็ฉันเห็นเธอใส่ไปงานวันเกิดอารุม ฉันว่ามันสวยดี”
       นนทลีไม่พอใจ
       “ทำไมเธอชอบซื้อเสื้อผ้าเหมือนฉันนักนะสุ เดี๋ยวก็ใส่มาชนกันจนได้ รู้ไหมว่ามันน่าเกลียด”
       กุสุมาไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ นนทลีส่ายหน้าเซ็งๆ แล้วเดินดูเสื้อผ้าต่อไป
       
       วิศนีช่วยจัดสำรับอยู่กับนีรนุช พยายามหาจังหวะพูด
       “ฉันต้องขอโทษเรื่องวันนี้ด้วยนะคะ”
       นีรนุชชะงัก
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ที่คุณไปสมัครงาน...”
       นีรนุชนิ่งไปอึดใจ ทั้งเสียดายที่ไม่ได้งาน และเสียฟอร์ม
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ ฉันผิดเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีก็เลยไปเก้อ”
       “ฉันจะลองคุยกับคุณพ่อให้ เพื่อจะมีตำแหน่งอื่น”
       วิศนียิ้มเป็นมิตร
       “อย่าลำบากเลยค่ะ ฉันดิ้นรนเองได้” นีรนุชตัดบท ทำเป็นมองเข้าไปในครัว “ป้าพิมคะ มีอะไรให้นุชช่วยยกไหม”
       นีรนุชเดินเลี่ยงออกไป เพราะไม่อยากคุยด้วยอีก ยังตึงๆ อยู่ วิศนีเจื่อนๆ เริ่มรู้สึกได้ว่าเหมือนถูกนีรนุชเขม่นอยู่
       
       นนทลีหิ้วถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรังเดินอยู่แถวชั้นโรงหนัง พอผ่านมาถึงหน้าร้านก็มีเสียงเอะอะดังขึ้น
       “ขโมย ! ช่วยจับด้วยค่ะ”
       นนทลีกำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้น ขโมยก็วิ่งจี๋พุ่งออกจากร้านตรงมาพอดี เบรกไม่ทัน เลยชนเธอเข้าอย่างจัง แล้ววิ่งหนีไป
       “โอ๊ย !”
       นนทลีกระเด็นไปอีกทาง เกือบจะชนกับเก้าอี้ แต่มีคนเข้ามาประคองไว้ทัน โยธินมองนนทลีแล้วตะลึงไปนิด ตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ พลางถามอย่างเป็นห่วง
       “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       นนทลียังงงอยู่เลยยังไม่ทันผละออก เสียงน้ำตาลก็ดังขึ้น
       “โยธิน !”
       นนทลีกับโยธินหันไปด้านหลัง เห็นน้ำตาลซึ่งเป็นกิ๊กของโยธินยืนอยู่ ในมือถือแก้วน้ำหวานกับป็อปคอร์น น้ำตาลโวยวายลั่น
       “เผลอแป๊บเดียวไม่ได้เลยใช่ไหม”
       “อะไรน้ำตาล ไม่ใช่นะ”
       “ก็เห็นอยู่กับตา ยังจะแก้ตัวอีกเหรอ” น้ำตาลเข้าไปหาเรื่องนนทลี “งั้นก็เชิญดูหนังกับแม่นี่ก็แล้วกัน”
       น้ำตาลปาป๊อปคอร์นใส่โยธิน แล้วสาดน้ำหวานใส่นนทลี
       “ว้าย อะไรกัน !”
       โยธินโมโห
       “คุณทำแบบนี้ทำไมน้ำตาล”
       “จะให้ทำมากกว่านี้ก็ได้ นังผู้หญิงหน้าด้าน”
       น้ำตาลถลาจะเข้ามาเล่นงานนนทลี โยธินขวางไว้แล้วพยายามห้าม กุสุมาเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นเข้าก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นมาหา
       “นน !”
       โยธินตวาด
       “เลิกทำตัวงี่เง่าได้แล้ว ผมไม่ชอบนะ”
       “ก็ไม่ต้องชอบ เพราะฉันก็เกลียดคุณแล้วเหมือนกัน คนเลว”
       น้ำตาลตบหน้าโยธินฉาดใหญ่แล้วสะบัดหน้าเดินออกไปอย่างโกรธ
       โยธินลูบแก้มตัวเองอย่างเซ็งๆ แล้วหันมามองนนทลีที่ยืนหน้าตาตื่นด้วยความรู้สึกผิด
       
       กุสุมาเปิดถุงช้อปปิ้งของนนทลีออกมาดู เมื่อพากันมานั่งที่ร้านกาแฟ เห็นถุงเปื้อนเป็นรอยน้ำหวานสีแดงเป็นดวง
       
       “หมดกัน เสื้อผ้าเพิ่งซื้อมาแท้ๆ”
       นนทลีมองอย่างเซ็งพอกัน แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดรอยเปื้อนที่เสื้อต่อ
       “ผมต้องขอโทษจริงๆ เอางี้ไหมครับ ผมขออนุญาตชดใช้”
       โยธินหยิบกระเป๋าเงินออกมา แต่นนทลีส่ายหน้า
       “ช่างเถอะค่ะ ฉันทราบว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ”
       “แต่ผมอยากรับผิดชอบจริงๆ นะครับ ยังไงผมก็เป็นต้นเหตุ”
       “ฉันไม่ได้เจ็บตรงไหนนี่คะ แค่เสื้อผ้าเดี๋ยวก็กลับไปซักได้ ขอบคุณนะคะ”
       นนทลีฝืนยิ้ม แล้วจะลุกไป กุสุมาเหลือบมองรอยเปื้อนสีแดงบนเสื้อนนทลี
       “เธอจะกลับบ้านสภาพนี้เหรอนน”
       นนทลีชะงัก มองเสื้อตัวเอง หน้าเสียไปนิด เพราะรู้ว่าสภาพตัวเองดูแย่ โยธินมองแล้วตัดสินใจ
       “เอ่อ เดี๋ยวนะครับ คุณ...”
       “นนทลีค่ะ”
       “คุณนนทลี ผมพอจะช่วยได้ รอซักครู่นะครับ”
       โยธินรีบเดินออกไปจากร้าน กุสุมากับนนทลีมองหน้ากันงงๆ
       
       โยธินยื่นถุงแบรนด์เนมหรูมากๆ ให้ นนทลีงงๆ แต่ก็รับมาเปิดดู เห็นว่าเป็นผ้าพันคอผืนใหญ่ ก็อึ้งไปนิดนึง
       “ผมไม่รู้ว่าคุณจะชอบไหม แต่คิดว่าคงจะช่วยปิดรอยเปื้อนได้”
       นนทลีหยิบผ้าพันคอมาดูอย่างพินิจ พอจะรู้ว่าราคาแพง
       “รับไว้เถอะนะครับ ไม่งั้นผมคงไม่สบายใจที่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย”
       นนทลีลังเล ไม่อยากรับของคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่อยากกลับบ้านสภาพนี้เหมือนกัน นนทลีจำใจ
       “ขอบคุณนะคะ”
       “ผมโยธินครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
       โยธินยิ้มให้ แล้วยื่นมือจะจับ แต่นนทลีได้แต่ฝืนยิ้มตอบ ไม่ยอมจับมือ โยธินเลยหน้าเก้อไป
       
       นนทลีเอาผ้าพันคอพันปิดรอยเปื้อนที่เสื้อ แล้วเดินออกมากับกุสุมาจะกลับบ้าน กุสุมายังวุ่นวายสำรวจผ้าพันคอที่นนทลีสวมอย่างสนใจ ดูป้ายยี่ห้อ
       “ผ้าผืนนี้ราคาแพงมากเลยนะนน เขาคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า”
       “จะบ้าเหรอ เขาก็บอกแล้วว่าเขารู้สึกผิด”
       “รู้สึกผิดจนต้องซื้อของแพงขนาดนี้มาไถ่โทษ แสดงว่าต้องรวยมาก”
       “สำหรับคนรวยๆ เงินแค่นี้มันคงไม่กี่บาทหรอก” นนทลีจับผ้าพันคอดูอย่างภูมิใจที่ได้มา “ก็ดีเหมือนกัน ฉันเคยอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ”
       “ก็ถือว่าโชคดีที่เขามีแฟนงี่เง่าใจร้อน ลาภก็เลยลอยมาใส่เธอเต็มๆ”
       กุสุมาพูดหัวเราะสนุก ไม่ได้คิดอะไร แต่นนทลีที่กำลังลูบๆ คลำๆ ผ้าพันคอชะงักเล็กน้อย เหมือนได้คิด รอยยิ้มค่อยๆ จางไป
       
       วงข้าวเย็นวงใหญ่ที่บ้านเดชชาติ ทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย
       “อันนี้อร่อยมากครับคุณวิศนี เมนูแนะนำประจำบ้าน”
       เดชชาติตักอาหารให้วิศนีอย่างเอาใจ นีรนุชที่นั่งข้างๆ เดชชาติเหลือบมอง แอบหมั่นไส้
       “ฝีมือคุณป้านี่อันดับหนึ่งจริงๆ อย่างที่คุณชาติว่า น่าจะลองเปิดร้านนะคะ”
       “อุ้ย ไม่ไหวหรอกค่า ทุกวันนี้ทำขนมอย่างเดียวก็ไม่มีเวลาแล้ว”
       “งั้นวันหลังหนูขอมาเรียนกับคุณป้าดีกว่า เผื่อจะไปเปิดร้านเองซะเลย”
       “แหม ได้ค่ะได้ งั้นทานเยอะๆ เลยนะคะ”
       พิมช่วยตักอาหารให้วิศนี เดชชาติแอบมองวิศนีปลื้มๆ วิศนีแก้เขินตักให้น้องๆ บ้าง
       “ทานผักเยอะๆ นะคะ จะได้ไม่ท้องผูก”
       นีรนุชมองอาการที่ทุกคนเอาใจวิศนีตาปริบๆ เพราะตัวเองไม่มีส่วนร่วมใดๆ ใจภักดิ์ยิ้มแย้ม
       “พี่ใจดีจังเลยค่ะ”
       จิตใสชื่นชม
       “สวยด้วย”
       รักชาติถามซื่อๆ
       “พี่จะมาเป็นแฟนพี่ชาติหรือเปล่าครับ”
       เดชชาติกำลังกินน้ำสำลักพรวดออกมา นีรนุชเงยหน้ามองทันที เดชชาติหน้าแดงก่ำ รีบเช็ดปาก
       “ไอ้ตัวเล็ก ถามอะไรออกมาวะเนี่ย แก่แดดใหญ่แล้วนะเอ็ง”
       น้องๆ คนอื่นพากันหัวเราะขำพี่ชายกันยกใหญ่ วิศนียิ้มอารมณ์ดีแกล้งถาม
       “เอ แล้วอยากให้เป็นหรือเปล่าล่ะคะ”
       น้องๆตอบพร้อมกัน
       “อยากกก”
       องอาจรีบยกมือ
       “ผมไม่อยากครับ เพราะผมอยากเป็นแฟนพี่เองมากกว่า”
       “แหม ไอ้นี่ มันน่านัก”
       เดชชาติเอาทัพพีเคาะหัวองอาจ น้องๆ พากันส่งเสียงหัวเราะเย้าแหย่องอาจ วิศนียิ้มมองเดชชาติกับน้องๆ อย่างเอ็นดู นีรนุชเห็นบรรยากาศดูครึกครื้นโดยที่ตัวเองเป็นแค่ส่วนเกิน ก็กินอะไรไม่ค่อยลง พิมหันมาเห็น
       “อ้าวนุช อิ่มแล้วเหรอลูก”
       “จ้ะป้า เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้เก็บผ้าเลย นุชขอตัวก่อนนะจ๊ะ”
       
       นีรนุชพูดจบก็ลุกออกไปดื้อๆ เดชชาติกับวิศนีมองเหวอๆ ที่นีรนุชผละไปโดยไม่ลา
       
       เดชชาติกับวิศนีเดินออกมาจากในบ้าน เห็นพวกน้องๆ วุ่นวายวิ่งเล่น บางคนก็นั่งรีดผ้า เดชชาติถามยิ้มๆ
       
       “บ้านผมวุ่นวายดีไหมครับ”
       “คึกคักดีออกค่ะ”
       “โอ๊ย คึกคักจนปวดหูเลยล่ะครับ ยิ่งสมัยตอนผมยังเรียนหนังสือนะ ไอ้พวกนี้ยังตัวกะเปี๊ยก ร้องกันกระจองอแง ท่องหนังสือไม่รู้เรื่องเลย นึกว่าโตขึ้นมาจะดีขึ้น มันก็ยิ่งอลหม่านเหมือนเดิม แถมยิ่งโตยิ่งทำให้บ้านแคบ”
       วิศนีหัวเราะ
       “คุณชาติลองมาอยู่บ้านฉันไหมล่ะ พื้นที่กว้างขวาง บางทีเดินทั่วบ้านก็ไม่เจอมนุษย์ เพราะไม่ค่อยมีคนอยู่”
       “แหม มันเปรียบเทียบกับไม่ได้หรอกครับคุณ”
       “ใช่ค่ะ มันเทียบกับไม่ได้เลย” วิศนีมองเข้าไปในบ้านอย่างเอ็นดู “บ้านของคุณคือครอบครัว แต่บ้านของฉันมันคือที่อยู่อาศัยจริงๆ”
       เดชชาติอึ้งๆ ไป แล้วมองหน้าวิศนีอย่างฉงน
       “คุณมีแม่ มีน้องๆ เต็มบ้าน คงจะไม่เข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไร ช่างเถอะค่ะ”
       วิศนีพยายามยิ้มกลบเกลื่อน แต่เดชชาติก็เห็นรอยเศร้าในนั้น
       “ถึงผมจะไม่เข้าใจ แต่ผมก็พร้อมที่จะรับฟังครับ ถ้าคุณวิศนีอยากระบาย”
       เดชชาติพูดพลางสบตากับหญิงสาวอย่างจริงใจ วิศนียิ้มซาบซึ้ง
       “เรื่องของฉันมันดราม่าค่ะ อย่าเอาไปรกสมองคุณเลย...ว่าแต่บ้านคุณนนทลีอยู่ไหนเหรอคะ ฉันอยากจะพบเธอ”
       
       นนทลีนั่งอยู่ในแท็กซี่ยังคงนั่งลูบคลำๆ ผ้าพันคอผืนสวยอย่างใจลอย เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ น้ำตาลสาดน้ำหวานใส่เพราะความหึงหวง แล้วเธอก็นึกถึงตอนที่เธอเปิดประตูไปเจอวิศนีกับอารุมจับมือกัน...ตอนที่วิศนีตามมาจะเคลียร์ แต่เธอเหวี่ยงใส่แล้วหนีขึ้นแท็กซี่...นนทลีได้สติว่าตนเองก็ใจร้อนกับอารุมและวิศนีไปเหมือนกัน
       นนทลีลงจากรถแท็กซี่ กำลังจะเดินเข้าบ้าน แต่ก็ชะงัก เมื่อเห็นอารุมยืนดักรออยู่ อารุมยิ้มให้
       “ไปช้อปปิ้งมาสนุกไหมครับนน”
       นนทลีแอบดีใจ แต่วางฟอร์ม
       “ก็ดีค่ะ”
       “อารมณ์ดีพอที่จะคุยเรื่องของเราอย่างมีเหตุผลหรือยัง”
       “อารุมจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดใช่ไหมคะ”
       อารุมหนักแน่น
       “เพราะมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ”
       นนทลีมองอารุมอย่างใช้ความคิด แล้วพยักหน้า
       “นนเชื่อคุณ”
       อารุมาแปลกใจ
       “เพราะวันนี้นนก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันมาเหมือนกัน”
       นนทลีปลดผ้าพันคอที่โยธินซื้อให้ออก ให้อารุมดูรอยเปื้อนเป็นดวงๆ ที่เสื้อ...เดชชาติพาวิศนีเดินเข้ามา
       “นั่นไงครับบ้านนนเขาล่ะ เอ๊ะ อารุมก็อยู่นั่น”
       วิศนีมองไป เห็นนนทลีกับอารุมยืนคุยกันอยู่ไกลๆ
       
       นนทลีเล่าเรื่องที่ห้างสรรพสินค้าให้อารุมฟัง
       “ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นนก็คงไม่ทันได้คิดว่าความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นง่ายขนาดไหน โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวคนที่เรารัก”
       นนทลีมองหน้าอารุมอย่างรู้สึกผิด
       “นนหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นมากไป จนลืมไปว่านนรู้จักอารุมดีกว่าพวกเขา นนขอโทษที่นนไม่เชื่อใจคุณ”
       “นน...”
       นนทลีน้ำตาคลอ เดินไปหาอารุม เอามือลูบแก้มเขาเบาๆ
       “นนรักคุณค่ะ นนสัญญาว่าจะหนักแน่นกว่านี้นะ”
       อารุมยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แล้วดึงตัวนนทลีเข้ามากอดแน่น อย่างมีความสุข...เดชชาติมองดูทั้งสองกอดกันตาปริบๆ พูดติดตลก
       “แหะๆ เลิฟซีนกันกลางถนนแบบนี้ เราจะเข้าไปจังหวะไหนดีครับ”
       วิศนีไม่ได้ขำไปด้วย แต่มองภาพนั้นด้วยอารมณ์อึ้งๆ หน่วงๆ บอกไม่ถูก
       “ไม่ต้องเข้าไปดีกว่าค่ะ”
       “อ้าว ก็ไหนว่า...”
       “มันคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ”
       
       วิศนีฝืนยิ้ม หันหลังเดินกลับ ซ่อนสีหน้าเศร้าหมองที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ให้เดชชาติเห็น เดชชาติได้แต่ยืนงง ก่อนจะเดินตามมา



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 07 พ.ย. 55 15:36:01
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน