อุบัติเหตุ ตอนที่ 5

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 5

อุบัติเหตุ ตอนที่ 5

 ทางด้านอำนวยแต่งตัวเตรียมไปงานเลี้ยงอยู่ในห้องกับกรแก้ว พลางถาม

       
       “คุณว่าอะไรนะ คุณหญิงอวลอบทำอะไร”
       กรแก้วเข้ามาผูกไทให้
       “แกโทรมาฟ้องดิฉันว่าวันนี้มีผู้ชายไปรบกวนการซ้อมละครของหนูวิศนี เลยสงสัยว่าหนูวิศนีมีคนรักอยู่แล้วหรือเปล่า”
       “ใคร นายเดชชาติเหรอ”
       “ไม่ใช่ค่ะ หน้าตาท่าทางไม่น่าเป็นเดชชาติ”
       “งั้นใคร ยายหนูไม่น่าสนิทกับผู้ชายที่ไหนอีก”
       “อาจจะมีคนที่เราไม่รู้ก็ได้นะคะ เห็นว่านายคนนั้นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาดูละครด้วย” กรแก้วแอบฟ้องอยู่ในที
       “อ๋อ งั้นก็อารุมน่ะสิ ยายหนูเพิ่งมาขอบัตรไปให้เขาเมื่อเช้า ผมก็ลืมบอกคุณ แต่รายนี้ไม่ต้องห่วงนะ เขามีแฟนอยู่แล้ว บอกให้คุณหญิงแกสบายใจได้เลย”
       อำนวยยิ้มอารมณ์ดีแล้วแต่ตัวต่อ
       
       กุสุมารีบเก็บของเคลียร์โต๊ะอย่างรวดเร็วเมื่อถึงเวลาเลิกงาน นนทลีเงยหน้ามอง
       “วันนี้ไปช้อปปิ้งกันนะสุ”
       กุสุมารีบเก็บของ แล้วหันมาอธิบายหน้าระรื่น
       “วันนี้ฉันไม่ว่างจ้ะ มีธุระ”
       “ธุระอะไร เลื่อนไปก่อนได้ไหม ฉันกำลังจิตตก อยากมีเพื่อน”
       กุสุมาหน้าเศร้า
       “ไม่ได้หรอก คือ...ฉันต้องพาป้าไปหาหมอน่ะ ไปก่อนนะ”
       กุสุมาคว้ากระเป๋าแล้วรีบร้อนออกไป นนทลีมองตามเศร้าๆ แล้วเก็บข้าวของของตัวเอง
       
       เดชชาติแต่งตัวอยู่หน้ากระจก พยายามเสริมหล่อให้ตัวเองสุดฤทธิ์
       “แม่ ฉันหล่อหรือยังเนี่ย”
       พิมที่แต่งตัวดีพอกัน เข้ามาช่วยจับเสื้อให้
       “หล่อแล้วๆ”
       เดชชาติมองกระจก ไม่มั่นใจ
       “แหม แต่สูทพ่อตัวเนี่ยมันเก่าจนตะเข็บลุ่ยหมดแล้ว รู้งี้ฉันยืมของไอ้อารุมดีกว่า ดอกไม้ล่ะแม่ ได้หรือยัง”
       “เออ เดี๋ยวๆๆๆ”
       พิมรีบร้อนออกไป เดชชาติหยิบน้ำหอมมาฉีดๆๆ ปากก็พูดไปเรื่อยๆ
       “แม่จัดมาสวยหรือเปล่า เอาดีๆ นะ เดี๋ยวพอละครจบฉันจะเอาขึ้นไปให้คุณวิศนี จะได้เด่นๆ”
       “รู้แล้วน่า เอ้า!”
       เดชชาติหันไปมอง เห็นพิมถือพวงมาลัยดอกไม้พวงใหญ่แบบที่ใช้ไหว้ศาล เดชชาติตะลึง
       “ห๊า แม่ ! นี่อะไรเนี่ย”
       “ก็แกอยากได้ดอกไม้สวยๆ เด่นๆ แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว ไม่เหมือนใครด้วย”
       “แม่! ช่อดอกไม้ ไม่ใช่พวงมาลัย คุณวิศนีเขาเป็นสโนว์ไวท์ ไม่ได้เป็นเจ้าแม่ปลาบู่ทอง”
       “เอาเหอะน่า เชื่อแม่ เด่นแล้วแบบนี้”
       “ไม่เอา อันนี้ฉันเอาไว้ไหว้แม่ก็แล้วกัน เดี๋ยวไปซื้อเอาใหม่”
       เดชชาติเอาพวงมาลัยคล้องคอพิม แล้วรีบออกไป
       “เฮ้ย ไอ้ชาติ จะไปซื้อทำไมให้เสียตังค์ แม่อุตส่าห์ร้อยให้ เหนื่อยนะโว้ย”
       พิมโวยวาย แล้วรีบตาม
       
       นนทลีกลับมาที่บ้านอย่างเหงาๆ จิตตกอย่างรุนแรง เพราะยังไม่ได้เคลียร์กับอารุม พอเข้ามาในบ้านก็นั่งแปะลงที่โซฟา หมดเรี่ยวแรง หัวสมองยังคงนึกถึงแต่คำพูดใส่ไฟของกุสุมา
       ‘…ละครของคุณวิศนีคืนนี้น่ะสิ บัตรหายากมากเลยนะ ต้องเป็นแขกที่ได้รับเชิญถึงจะได้ไป อารุมบอกว่าเขาอยากดูมากก็เลยไปดิ้นรนเอามาจนได้...’
       นนทลีนึกแล้วช้ำใจ น้ำตาคลอๆ แล้วตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ออกมา
       
       นีรนุชซึ่งอยู่ในห้องแต่งตัวในโรงแรมกดรับโทรศัพท์ ขณะที่พนักงานเสิร์ฟคนอื่นวิ่งวุ่นอยู่ด้านหลัง บรรยากาศจ้อกแจ้กจอแจ
       “มีอะไรหรือเปล่าคะพี่นน”
       นนทลีเสียงเครือ
       “นุช...อารุมเขาจะไปที่นั่น เขาจะไปหาคุณวิศนี”
       นีรนุชได้ยินเสียงนนทลีไม่ชัด เพราะคนวุ่นวายกันอยู่ด้านหลัง
       “อะไรนะคะพี่นน นุชไม่ได้ยิน”
       “พี่บอกว่า...”
       นีรนุชกำลังรอฟัง ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามา
       “น้อง ไปเปลี่ยนชุดสิ งานจะเริ่มแล้ว”
       “ค่ะๆ...พี่นนคะ เดี๋ยวนุชโทรกลับนะ ขอทำงานก่อน”
       นีรนุชพูดจบก็ตัดสาย เพราะทีมงานยืนเข้มมองอยู่
       “นุช...นุช!”
       นนทลีขว้างโทรศัพท์ทิ้งอย่างอัดอั้น เพราะอยากมีคนระบาย ในที่สุดก็ระเบิดน้ำตาร้องไห้ออกมาอย่างเดียวดาย
       
       อารุมเดินเข้ามาในบ้านกุสุมาอย่างเกรงใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาที่นี่ ป้ากุสุมาเดินออกมาพอดี
       “อ้าว มาแล้วเหรอ กว่าจะได้เจอตัวนะจ๊ะ”
       อารุมงงๆ แต่ก็ยกมือไหว้
       “สวัสดีครับ”
       “ยายสุเล่าเรื่องคุณให้ฟังตั้งนานแล้ว ป้าก็รอว่าเมื่อไรจะมาไหว้ซักที จะได้คุยกันเรื่องสู่ขอ”
       อารุมงงกว่าเดิม
       “สู่ขอ? สู่ขออะไรครับ?”
       “อ้าว ก็คุณจะแต่งงานไม่ใช่เหรอ”
       อารุมยิ่งงง ไม่ระแคะระคายเลยว่ากุสุมาพูดอะไรไว้ ป้าจะพูดต่อ
       “ป้าน่ะมีหลานคนเดียว ไม่ขออะไรมากหรอก...”
       กุสุมาก็โผล่หน้าออกมาได้ยินพอดี รีบตวาดเสียงเขียว
       “ป้า !!!”
       ป้าหยุดพูด กุสุมาเดินออกมามองตาเขียวปัด แล้วหันไปยิ้มหวานให้อารุม
       “สุ เสร็จแล้วจ้ะ ไปกันเถอะ”
       “อ้าว เดี๋ยวสิ ยังไม่ได้คุยกันเลย”
       “เอาไว้วันหลังเถอะป้า วันนี้เราสองคนรีบ”
       
       กุสุมารีบดึงแขนอารุมออกไป ป้ามองงงๆ

กุสุมาควงแขนอารุมออกมาที่รถ สีหน้ายิ้มแช่มชื่น แล้วยืนหมุนตัวอวดอารุม

       
       “สุแต่งตัวเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
       “ก็สวยดี”
       กุสุมายิ้มปลื้ม เซ้าซี้ต่อ
       “นนก็เคยใส่ชุดนี้ อารุมว่าใครสวยกว่ากันจ๊ะ”
       อารุมทำหน้างง เพราะจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่รู้จะตอบยังไง เลยเปลี่ยนเรื่อง
       “เมื่อกี้ป้าสุพูดเรื่องแต่งงาน ผมไม่เข้าใจ”
       กุสุมาตกใจ รีบกลบเกลื่อน
       “อ๋อ ป้าแกก็หลงๆ น่ะจ้ะอารุม อย่าไปถือสาเลยนะ”
       กุสุมายิ้มกลบเกลื่อน กลัวความแตก อารุมยังข้องใจ แต่ก็ไม่ถามอะไรต่อ
       
       วิศนีใส่ชุดสโนว์ไวท์อยู่หน้ากระจก พอลุกขึ้นก็หันมาเจอ โยธินที่แต่งตัวเสร็จแล้วยืนอยู่ตรงหน้า โยธินยิ้มกริ่ม แล้วยื่นช่อดอกไม้ช่อใหญ่สวยงามที่ซ่อนไว้ด้านหลังให้
       “แด่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ของผมครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       วิศนีรับช่อดอกไม้มา
       “วันนี้คุณสวยมากจริงๆ ผมแทบจะรอตอนเล่นจริงไม่ไหวแล้ว”
       วิศนีแอบทำหน้าเลี่ยนกับคำพูดของโยธิน กำลังจะวางช่อดอกไม้
       “อย่าเพิ่งวางสิครับ คุณวิศนีไม่เห็นอะไรเหรอ”
       “อะไรอีกล่ะคะ”
       โยธินยิ้มกริ่ม
       “ดูดีๆ สิครับ กลางช่อดอกไม้น่ะ”
       วิศนีรำคาญนิดๆ แล้วมองดู เห็นว่ามีสร้อยเส้นนึงพันอยู่ใต้ดอกไม้ดอกใหญ่ เลยหยิบออกมา
       “นี่อะไรคะ”
       “ของขวัญสำหรับนางเอกของผมครับ”
       “ฉันรับไม่ได้หรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ”
       “อย่างเกรงใจเลยครับ ผมกับคุณแม่ตั้งใจเลือกให้คุณจริงๆ เป็นการขอบคุณที่ให้เกียรติเล่นละครคืนนี้ เอาสร้อยเส้นนั้นออก....”
       ทีมงานเข้าไปแกะสร้อยเพชรปลอมที่วิศนีใส่อยู่
       “ผมใส่ให้นะครับ”
       โยธินเข้าไปสวมสร้อยให้วิศนีอย่าปลื้มๆ วิศนีรำคาญกับความวุ่นวายของโยธินเหลือเกิน
       
       ชาติพาพิมมายืนลับๆ ล่อๆ มองหาน้องๆที่ห้องแต่งตัว
       “ไหนล่ะไอ้ชาติ น้องๆอยู่ไหน”
       “ไม่รู้สิแม่ สงสัยเขาเอาจะไปซ่อนไว้ โธ่เอ๊ย ว่าจะถ่ายรูปซักหน่อย ถ่ายกับแม่แทนก็ได้”
       เดชชาติหยิบโทรศัพท์มาแอ๊คท่าถ่ายตัวเองกับพิมอยู่สองคน ตรงมุม นีรนุชถือถาดน้ำโผล่เข้ามา
       “พี่ชาติ ป้าพิม มาทำอะไรตรงนี้!”
       เดชชาติมองเครื่องแต่นีรนุช แล้วหัวเราะขำออกมา
       “ว่าไง ยายเด็กเสิร์ฟ เธอแต่งตัวอย่างนี้แล้วตลกเป็นบ้าเลย ฮ่าๆๆๆ”
       พิมตีแขนเดชชาติให้หยุด
       “ป้าจะมาดูเด็กๆ”
       “พวกนักแสดงไม่ได้อยู่ในนี้หรอกค่ะ เขาเก็บตัวกันอยู่ พี่ชาติพาป้าพิมออกไปก่อน อยู่แถวนี้ไม่ได้นะ รีบเข้าไปในงานเถอะ”
       “ไปก็ได้ แต่ขอถ่ายรูปนึงนะ ตลกดีว่ะ ฮ่าๆๆๆ”
       เดชชาติถ่ายรูปนีรนุชแล้วหัวเราะขำ นีรนุชรีบเดินหนีไป
       
       ในห้องแต่งตัวอีกด้าน นางแบบกับทีมงานวิ่งไปวิ่งมาทั่วห้อง แพ็ตตี้แต่งตัวให้พวกนางแบบวุ่นวายไปหมด
       “เอ้า เร่งมือหน่อยหนูๆ เดินแบบนี่โชว์แรกเลยนะ”
       นางแบบยิ่งแย่งกันแต่งตัววุ่นวาย ทีมงานวิ่งเข้ามา
       “ตายแล้วเจ๊ ตายแน่ๆ”
       แพ็ตตี้มองอย่างรำคาญ
       “อะไรอีกล่ะยะ”
       “ก็น้องนาตาลีน่ะสิเจ๊ ติดพายุอยู่ภูเก็ต ขึ้นเครื่องมาไม่ทัน”
       “เอ้า ตายละ แล้วจะเอาใครเดินล่ะ โชว์จะเริ่มแล้วนะ”
       “ก็นั่นน่ะสิ โทรหาคนอื่นก็ติดงานกันหมด โอ๊ย”
       แพ็ตตี้กับทีมงานปวดหัว นีรนุชถือถาดเครื่องดื่มเข้ามาในห้องเพื่อเสิร์ฟพวกนางแบบพอดี ทีมงานมองนีรนุช นึกได้
       “อ้าวเธอ คนที่มาซ้อมเดินแบบวันก่อนใช่ไหม”
       “ใช่ค่ะ” นีรนุชรับคำงงๆ
       “รีบไปเปลี่ยนชุดเลย เดี๋ยวเธอต้องขึ้นรันเวย์”
       “หา อะไรนะ”
       ทีมงานรีบดึงนีรนุชออกไป
       “เร็วๆเข้า! ตามพี่มา”
       
       อำนวย กรแก้ว อวลอบยืนพูดคุยกับพี่สาวของกรแก้ว ที่หน้าห้องจัดงาน ขณะเดียวกัน สุมาควงแขนอารุมเดินเข้ามาด้วยมาดมั่นใจ ยิ้มเปื้อนเต็มหน้า เพราะรอวันนี้มานานแสนนาน กุสุมาเห็นอำนวย
       “นั่นท่านประธานนี่ เข้าไปสวัสดีท่านกันเถอะจ้ะ”
       ”จะดีเหรอ ท่านมีแขกนะ”
       “ถ้าเรามาไม่ไหว้ผู้ใหญ่จะน่ายิ่งน่าเกลียดนะ”
       กุสุมาไม่รอให้อารุมบ่ายเบี่ยง รีบดึงแขนอารุมเข้าไปที่กลุ่มของอำนวยกับกรแก้ว อวลอบ
       “สวัสดีค่ะท่าน” กุสุมาไหว้กราดทุกคน
       “อ้าว คุณอารุม”
       อำนวยยิ้มให้กุสุมาแบบจำได้ แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว กุสุมาพูดเองเสร็จสรรพ
       “ ขอบคุณมากนะคะที่เอื้อเฟื้อบัตรให้เราสองคน สุอยากเห็นคุณวิศนีแสดงละครมากเลยค่ะ”
       อำนวยทำหน้าเก้อๆ เพราะไม่คุ้นกับกุสุมา ขณะที่กรแก้ว อวลอบและพี่ๆ ก็มองกุสุมาแปลกๆ อำนวยเห็นสายตาอวลอบ เลยรีบแนะนำ
       “อ้อ คุณหญิงครับ นี่คุณอารุม ผู้จัดการที่บริษัท แล้วก็นี่คุณ...”
       “กุสุมาค่ะ” กุสุมารีบประจบ ถือสนิท “กราบสวัสดีคุณหญิงอีกครั้งนะคะ โรงแรมสวยมากเลยค่ะ”
       อวลอบฝืนยิ้มตามมารยาท งงๆ กับท่าทางระริกระรี้ของกุสุมาที่ระริกระรี้ พูดจาฉะฉาน ไม่เงียบๆ หงอๆ เหมือนที่ผ่านมา วันนี้กุสุมาเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เพราะกำลังมีความสุขที่ได้ควงอารุมอวดใครต่อใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้แค่ฝันมาตลอด และที่เธอกล้าขนาดนี้ก็เพราะรู้ว่านนทลีไม่ได้อยู่ที่นี่....เธออยากได้แฟนเพื่อน แต่ไม่กล้าแย่ง พอเพื่อนเผลอก็จัดเต็ม หลอกตัวเองแค่ชั่วคราวก็ยอม ขณะที่อารุมเริ่มอึดอัดกับการพยายามตีเสมอผู้ใหญ่กุสุมาเลยตัดบท
       “เรารบกวนท่านนานแล้ว เข้าไปข้างในเถอะครับ...ขออนุญาตครับท่าน”
       อารุมรีบพากุสุมาเดินเข้าไป กรแก้วกับอวลอบมองตาม
       “อ๋อ คนนี้เหรอคะ นายอารุมที่มาวุ่นวายกับหนูวิศนีเมื่อตอนกลางวัน” อวลอบถาม
       “แฟนเขาท่าทางแปลกๆ นะคะคุณ”
       “ไม่ใช่หรอก คนนี้ไม่ใช่แฟนอารุม”
       
       อำนวยมองตามเข้าไป สงสัยเหมือนกันว่าทำไมอารุมไม่พานนทลีมา

 นนทลีนอนซมอยู่ที่โซฟาด้วยอาการป่วยใจ นั่งเปิดดูรูปเก่าๆ ของตัวเองกับเดชชาติถ่ายเล่นกันหลายๆมุม ในวันปริญญา และรูปอื่นๆ ที่เคยถ่ายรูปกับรุม นนทลีเปิดมาเป็นรูปหน้าสุดท้าย เห็นรูปตัวเองกับอารุมช่วยกันเป่าเค้กวันเกิด นนทลีเห็นแล้วน้ำตาคลอๆ

       
       ในอดีตครั้งนั้น...นนทลีกับนีรนุชประคองถือเค้กวันเกิดเข้ามา เดชชาติกับกุสุมาช่วยกันปรบมือร้องเพลง นนทลีใส่ชุดเดียวกับที่กุสุมาใส่ไปงานแต่คนละสี...
       “สุขสันต์วันเกิดคุณผู้จัดการคนใหม่ด้วยนะคะ ขอให้พี่อารุมมีความสุขม๊ากๆ”
       นีรนุชบอก แล้วส่งกล่องของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้ อารุมโอบนนทลี ลูบหัวอย่างเอ็นดู กุสุมาให้ของขวัญบ้าง
       “นี่ของสุจ้ะ...”
       “ขอบคุณนะ”
       “ฉันไม่มีอะไรให้แกนะเว้ย งบน้อยว่ะ แต่ถ้าอะไรแกไม่เอา ฉันขอ”
       นนทลี นีรนุช กุสุมาช่วยกันโห่ อารุมหัวเราะอารมณ์ดี
       “เป่าเค้กสิคะอารุม”
       อารุมมองๆ เค้กแล้วจะเป่า ก่อนจะคิดหัน หันมาดึงนนทลีเข้ามาใกล้
       “นนเป่ากับผมดีกว่า ผมไม่อยากมีความสุขคนเดียว”
       “โอ๊ย หมั่นไส้โว้ย”
       เดชชาติแกล้งทำเสียงโอ้กอ้าก นีรนุชทุบเดชชาติอย่างหมั่นไส้ อารุมกับวิศนีมองยิ้มๆ แล้วช่วยกันเป่าเทียนหน้าเค้กให้ดับด้วยกัน แล้วสบตากันหวานฉ่ำ
       
       น้ำตานนทลีหยดลงบนรูปนั้นด้วยความเศร้าสะเทือนใจ เธอค่อยๆเอามือเช็ดออก นนทลีนึกถึงตอนที่ปรับทุกข์กับนีรนุช
       “นุชเชื่อในความรักของพี่สองคนนะคะ พี่คบกันมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เหมาะสมกันจริงๆ ก็คงไม่อยู่มาถึงขนาดนี้”
       นนทลีนิ่งคิด พยักหน้าซึมๆ
       “อารุมคือคนที่พี่อยากฝากอนาคตไว้”
       “นุชรู้ แล้วพี่นนก็เคยบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่นนจะสู้ไปกับเขาไม่ใช่เหรอ”
       นนทลีเริ่มได้สติคิด ค่อยๆ ปาดน้ำตาออกจากแก้ม แล้วปิดอัลบั้มรูปอย่างครุ่นคิด
       
       งานจัดเป็นโต๊ะอาหารล้อมรอบเวที มีรันเวย์ยาวมากลางห้อง ส่วนเวทีด้านหลังคลุมม่านไว้ แขกเหรื่อเริ่มทยอยกันเข้ามาภายในงาน เข้านั่งประจำโต๊ะตามที่มีป้ายชื่อติดไว้ อารุมกับกุสุมาเดินเข้ามาโดยมีคนนำมาที่โต๊ะ เดชชาติกับพิมนั่งอยู่
       “อ้าว เฮ้ย ทำไมแฟนแกหน้าตาเปลี่ยนไปวะอารุม”
       เดชชาติแซว อารุมหน้าเสียไปทันที กุสุมารีบกลบเกลื่อน
       “ชาติล่ะก็ นนเขาไม่ว่าง”
       เดชชาติแหย่อารมณ์ดี
       “แหม วันนี้เธอก็เลยสวมรอยเลยสินะ”
       กุสุมามองเดชชาติค้อนๆ ไม่โกรธเหวี่ยงเหมือนเคย เพราะกำลังมีความสุขอยู่ พิมรีบสะกิดเดชชาติ เมื่อเห็นไฟปิดลง พร้อมๆกับเสียงปรบมือดังขึ้น ทุกคนเริ่มหันเหความสนใจไปที่รันเวย์เดินแบบที่มีไฟส่อง เสียงดนตรีเร้าใจดังขึ้น พวกนางแบบเริ่มค่อยๆ โผล่กันออกมาวาดลวดลายในเสื้อผ้าสวยตระการตา แขกปรบมือเป็นระยะๆ
       นีรนุชในเสื้อผ้าชุดสวย ยืนสแตนด์บายอยู่หลังเวทีพร้อมกับพวกนางแบบ ทีมงานคนเดิมเข้ามา
       “พร้อมนะน้อง”
       นีรนุชสั่นๆ
       “หนูตื่นเต้นอ่ะ หนูทำไม่ได้แน่ๆเลย”
       “โอ๊ย อะไรกันนักหนา ให้เจ๊เดินเองดีกว่าไหม”
       “ไม่ทันแล้ว ออกไปเร็ว”
       ทีมงานผลักนีรนุชถลันออกไป นีรนุชตั้งตัวไม่ทัน เธอแอบโผล่ออกมาหน้าเวที อย่างตื่นๆ แต่พอเห็นนางแบบคนอื่นคล่องแคล่วปราดเปรียวก็เริ่มมีสติ โพสท่ารอ
       
       พิมเขม้นมองนีรนุชอย่างคุ้นๆ แต่ยังจำไม่ได้
       “เอ๊ะ ชาติ แม่ตาฝาดหรือเปล่า”
       เดชชาติยังจำไม่ได้
       “อะไรแม่”
       นีรนุชโพสรอจนถึงคิว แล้วเริ่มออกเดิน ยังคงเก้ๆ กังๆ อยู่ นางแบบที่เดินคู่ปรายตามองแล้วไม่รอ ทำให้เธอเกิดลูกฮึดพยายามกัดฟันทรงตัวบนส้นสูงแล้วเดินตาม เธอเดินใกล้เข้ามาที่โต๊ะของอารุม แต่ไม่ได้สนใจมองใคร พยายามมองไปข้างหน้า
       “นั่นมันหนูนุชนี่”
       “ฮื้อ แม่อำแล้ว ใช่ที่ไหนเล่า” อภิชาตส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ
       อารุม กุสุมา มองไปที่เวที เห็นนีรนุชเดินสะบัดเป็นนางแบบ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
       “ใช่จริงๆ ด้วยค่ะป้า ยายนุชจริงๆ ใช่ไหมอารุม”
       “ใช่ว่ะไอ้ชาติ” อารุมช่วยยืนยัน
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างไม่แน่ใจ จังหวะนั้นนีรนุชหันมาพอดี โปรยยิ้มให้นิดๆ แล้วเดินต่อ
       “เฮ้ย ไม่จริง ไม่ใช่” เดชชาติขยี้ตา
       “ใช่ !!!”
       อารุม กุสุมา และพิมบอกพร้อมกัน เหล่านางแบบเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาเดิน นีรนุชออกมาอีกครั้ง เดินคล่องแคล่วมั่นใจขึ้น พิมสะกิด
       “ถ่ายรูปสิไอ้ชาติ ถ่ายรูป”
       เดชชาติยังเหวอๆ มองนีรนุชอย่างไม่เชื่อสายตา นีรนุชท่าทางเริ่ดๆ เชิ่ดๆ เดินลิ่ว นางแบบที่เดินคู่มองนีรนุชอย่างหมั่นไส้ พยายามแกล้งเดินชน นีรนุชสะดุดเล็กน้อยแล้วเดินต่อ แก้สถานการณ์ด้วยการหมุนตัวโพสกลางรันเวย์ คนปรบมือลั่น ทำเอานางแบบคู่กันที่เดินไปยืนอยู่ตรงปลายรันเวย์เก้อไปเพราะโดนแย่งซีน
       นีรนุชหันมามองทางเดชชาตินิดๆ แล้วเชิดใส่ ก่อนจะเดินเข้าหลังฉากไป การเดินแฟชั่นโชว์ผ่านไปจนถึงชุดสุดท้าย นีรนุชเปลี่ยนชุดอีกครั้งออกมาเดินชุดฟินาเล่ ทุกคนมองตะลึงตะลาน โดยเฉพาะเดชชาติ หญิงสาวเดินเดี่ยวออกมาอย่างมั่นใจมากขึ้น แต่แล้วจู่ๆ สายรองเท้าที่ใส่อยู่ก็ขาด เธอชะงักพร้อมกับเสียงฮือฮาของคนดู ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก แล้วตัดสินใจก้มลงถอดรองเท้าอีกข้าง ก่อนจะหิ้วทั้งสองข้างมาถือเดินไปโพสท่าเก๋ๆ คนดูปรบมือชอบใจ เธอโปรยยิ้มให้ทุกคนแล้วเดินเท้าเปล่าเข้าไปด้านหลังเวทีไป
       
       วิศนีนั่งทำสมาธิอยู่ในห้องแต่งตัว กรแก้วกับอวลอบโผล่หน้าเข้ามา
       “เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ทางนี้เรียบร้อยไหม...อู๊ยยย หนูสโนว์ไวท์ของป้า สวยเหลือเกิ๊น”
       อวลอบปรี่เข้าไปประคองวิศนีให้ลุกขึ้น โยธินรีบลุกมาหา แกมกาญจน์พูดเอาใจ
       “สร้อยสวยจริงๆ ด้วยค่ะค่ะคุณหญิง”
       “โฮะๆๆ ก็เลือกเองกับมือนี่คะ...หนูชอบหรือเปล่าจ๊ะ”
       “ก็ดีค่ะ” วิศนีตอบไปตามมารยาท
       “เหมาะกับคุณวิศนีมากเลยครับ” โยธินบอกเอาใจ
       วิศนีฉีกยิ้มแกนๆ แล้วเมินหน้าหนี กรแก้วทำหน้าไม่ดี แกมกาญจน์หัวไวกว่า รีบบอก
       “ขอบคุณคุณป้าสิคะหนู”
       วิศนีหันขวับมองแกมกาญจน์ ประมาณว่ามายุ่งอะไร แต่ก็ยกมือไหว้อวลอบ
       “ขอบคุณค่ะ”
       อวลอบประคองมือไว้
       “โอ๊ย ไม่ต้องขอบคุณ เรื่องแค่นี้เล็กน้อย โฮะๆๆ เอาล่ะ ถ่ายรูปกันดีกว่าค่ะ”
       อวลบบชะโงกหน้าออกไปเรียก
       “น้องนักข่าวจ๊ะ เข้ามาเลยจ้ะ เข้ามา...”
       นักข่าวกลุ่มหนึ่งที่รอกันอยู่หน้าห้องรีบกรูกันเข้ามา อวลอบจัดแจงให้วิศนียืนคู่กับโยธิน มีตนเองกับกรแก้วประกบคนละด้าน กรองทองกับแกมกาญจน์ยืนด้านนอกสุด
       “ถ่ายเลยจ้ะ ถ่ายให้เต็มที่ เน้นพระเอกนางเอกเยอะๆ หน่อยนะจ๊ะ อ้อ แล้วเอาไปลงให้ครบทุกเล่มนะ พี่จะคอยตามซื้อ” อวลอบเจ้ากี้เจ้าการ
       นักข่าวแข่งกันกดชัตเตอร์ และเรียกให้วิศนีกับโยธินหันไปตามกล้อง วิศนีรำคาญมาก แต่ก็พยายามฉีกยิ้ม กรแก้วขยับเข้ามาใกล้เหมือนจะกอดเอว วิศนีขยับหนีออกทันที พูดเบาๆ
       “คุณจะทำอะไร”
       กรแก้ว ยิ้มกระซิบ
       “พวกนักข่าวเขาซุบซิบว่าเราเป็นแม่ลูกที่ไม่รักกัน อดทนหน่อยนะจ๊ะ เพื่อคุณพ่อของหนู”
       วิศนีได้ยินกรแก้วสั่งก็ยิ่งโมโห สะบัดตัวออก พูดเสียงดัง
       “พอได้แล้วค่ะ! ถ่ายกันพอแล้วนะคะ ตอนนี้นักแสดงต้องการสมาธิค่ะ”
       กรแก้ว อวลอบ โยธิน แกมกาญจน์ กรองทองและนักข่าวต่างพากันอึ้ง
       “ถ้าถูกรบกวนมากๆ สโนว์ไวท์กลายเป็นแม่มดบนเวทีขึ้นมา อย่าหาว่าไม่เตือนนะคะ”
       ทุกคนในห้องผงะไปตามๆ กัน กรองทองตัดบท เพราะก็รำคาญเหมือนกัน
       “จริงค่ะ ให้นักแสดงทำสมาธิดีกว่านะคะ เชิญค่ะ”
       อวลอบได้สติ พยายามยิ้มสู้
       “ง...งั้นเดี๋ยวเจอกันนะลูก ไปค่ะน้องกรแก้ว”
       
       อวลอบรีบชวนทุกคนออกไปอย่างกลัวๆ

แฟชั่นโชว์จบลงแล้ว เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วงาน เดชชาติตัดสินใจลุกขึ้น

       
       “แกจะไปไหนชาติ” อารุมถาม
       “ฉันจะไปดูให้แน่ใจว่าใช่ยายนุชจริงหรือเปล่า”
       “เดี๋ยวค่อยไปดู ละครจะเล่นแล้ว”
       “ไม่เอา ต้องรู้ตอนนี้ ไม่งั้นมันคาใจ”
       เดชชาติไม่สนใจใครรีบลุกออกไป
       
       เดชชาติเดินเข้ามายืนลับๆ ล่อๆ มองหานีรนุช ไม่เจอเลยหยิบโทรศัพท์ออกมาจะกดโทรหา
       นีรนุชเดินเข้ามาด้านหลัง เห็นเดชชาติยืนลับๆ ล่อๆ ก็จำไม่ได้ นึกว่าเป็นคนโรคจิตแอบมาถ่ายรูป เลยเอารองเท้าที่ถือมาเตรียมจะฟาด
       “ไอ้โรคจิต ไอ้พวกแอบถ่าย! ตายซะเถอะ!”
       เดชชาติหันมา เห็นนีรนุชเงื้อรองเท้าเตรียมจะฟาด ก็ตกใจ รีบยกมือห้าม
       “เฮ้ย อย่าๆ!”
       “พี่ชาติ”
       นีรนุชเพิ่งเห็นชัด ทั้งคู่พากันไปนั่งคุยที่มุมหนึ่ง...
       “นี่เธอเป็นนางแบบจริงๆ เหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย” เดชชาติมองทึ่งๆ
       “นี่แน่ะ” นีรนุชเอามือหยิกแขนเดชชาติแรงๆ
       “โอ๊ย!”
       “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเป็นเรื่องจริง”
       “แล้วไหนบอกโดนโยกให้ไปเสิร์ฟน้ำไง”
       “ก็นางแบบไม่มาคนนึง ไม่งั้นป่านนี้ก็คงวิ่งงกๆ อยู่ในครัวแล้วล่ะ จริงๆนุชก็ไม่อยากเป็นนักหรอก ตอนนี้อยากกลับบ้านที่สุดเลย รอรับเงินหลังงานเลิกก่อนเห๊อะ”
       “แต่เธอก็ทำได้ดีนะ เป็นนางแบบอาชีพได้สบายเลย สวยด้วย”
       เดชชาติพูดยิ้มๆ แกล้งสายตาเจ้าชู้ นีรนุชยิ้มเขิน
       “...แต่ถ้าล้างเครื่องสำอางออกก็หน้าเต้าหู้เหมือนเดิม”
       “ไอ้พี่ชาติบ้า”
       นีรนุชแกล้งจะเอาน้ำในแก้วสาดใส่เดชชาติ ทันใดนั้นเสียงดนตรีละครก็ดังขึ้น
       “ละครเล่นแล้ว ไปดูพวกเด็กๆกัน”
       นีรนุชดึงแขนเดชชาติหลบไปทางหลังเวที
       
       ในงานเลี้ยง...ไฟสว่างขึ้นบนเวทีที่จัดฉากมุมหนึ่ง เห็นแม่มดร้ายออกมายืนพูดกับกระจกวิเศษ
       “กระจกวิเศษ บอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”
       กระจกวิเศษเสียงก้องขึ้น...
       “ฮ่าๆๆๆ ก็สโนว์ไวท์นะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน !”
       แม่มดร้ายหันมองคนดู ตีหน้ายักษ์หน้ากลัว แล้วประกาศดังลั่น
       “นังสโนว์ไวท์ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้ !!”
       ไฟสว่างขึ้นที่อีกมุมของเวที วิศนีในชุดสโนว์ไวท์วิ่งออกมาท่าทางตื่นกลัว
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ฉันกำลังโดนตามล่า ช่วยด้วย!”
       วิศนีวิ่งล้มลุกคลุกคลานอินกับบท เสียงคนดูปรบมือดังกึกก้อง อำนวยและทุกคนมองอย่างชื่นชม กุสุมาเหลือบมองสีหน้ายิ้มปลื้มของอารุมอย่างจับสังเกต
       
       เดชชาติแอบมองวิศนีเคลิ้มๆ อยู่หลังเวที
       “สวย...สวยเหลือเกินสโนว์ไวท์ของผม”
       นีรนุชเหลือบมองเดชชาติ แล้วทำหน้าหมั่นไส้
       บนเวทีเปลี่ยนฉากไปเป็นสโนว์ไวท์ ได้เจอกับคนแคระทั้งเจ็ด
       “พวกเธอชื่ออะไรกันบ้างจ๊ะ” วิศนีถาม
       องอาจ ทำท่าหาวนอนเดินออกมายืนข้างวิศนี
       “ฉันชื่อสลีปปี้”
       คนฮาครืนกับท่าทางขององอาจ จิตใสวิ่งออกมายืนบ้าง ทำท่าเหมือนจะจาม แล้วฮัดชิ้วออกมา
       “ฉันชื่อสนีซซี่”
       คนดูหัวเราะฮาครืนกันอีก รักชาติวิ่งมาแนะนำตัว
       “ฉันชื่อแฮปปี้ เย้”
       
       รักชาติกระโดดโลดเต้นไปมา พิมทั้งปลื้มน้ำตาคลอทั้งตื่นเต้น ลุ้นลูกๆ ออกนอกหน้า ชี้ชวนให้อารุมกับกุสุมาดูเด็กๆ

ที่บริเวณนอกห้องจัดงาน...ลิฟต์หน้าห้องจัดงานเปิดออก แวว ชีพ และวิเศษเดินออกมา การ์ดที่เฝ้าประตูหน้างานสองคนมองเห็น รีบเดินเข้ามาขวาง

       
       “มีบัตรเชิญหรือเปล่าครับ”
       “ถ้าไม่มีเข้าไม่ได้นะครับ” อีกคนบอก
       ชีพแต่งตัวหล่อใส่สูทเก่าๆ แต่สวมแว่นดำแบบคิดว่าเท่เต็มประดา ยืนอยู่กับวิเศษที่แต่งตัวหล่อมางานเหมือนกัน
       “ไม่มีแต่จะเข้า! มีอะไรไหม” ชีพตอบกวนๆ
       แววเชิดหน้า...
       “ฉันเป็นแม่ของสโนว์ไวท์ที่อยู่บนเวทีนั่น...ไม่เชื่อเหรอ งั้นดูนี่”
       แววเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบรูปถ่ายคู่ของตัวเองกับวิศนีหลายรูปออกมาให้การ์ดดู
       “แม่ลูกกันหน้าไม่เหมือนกันหรือไง มีตั้งหลายรูปเนี่ย ดูสิ ดูๆๆ”
       “แต่คุณไม่มีบัตรยังไงก็เข้าไม่ได้”
       “เอ๊ะ ก็พวกอั๊วจะเข้า ! ลื้ออยากได้เงินเท่าไรบอกมา”
       วิเศษควักกระเป๋าโชว์แบ็งค์พันเป็นปึก การ์ดมองหน้ากันรำคาญ ส่ายหน้า
       “ยังไงก็เข้าไม่ได้ครับ ต้องรอให้ละครจบก่อน”
       “ไม่ได้ !”
       แววพยายามจะเดินเข้าไป แต่การ์ดจับแขนไว้
       “เฮ้ย ทำอะไร ปล่อยเมียฉันนะโว้ย”
       ชีพเข้าไปผลักการ์ด การ์ดหันมาจะจับชีพอีกคน ยื้อกันไปยื้อกันมา แววรีบบอกวิเศษที่ยืนงงอยู่
       “เข้าไปเลยค่ะคุณวิเศษ เดี๋ยวทางนี้น้าจัดการเอง”
       แววกับชีพยื้อแย่งกับพวกการ์ด ไม่ยอมให้ตามวิเศษไป
       
       บนเวที ถึงฉากที่สโนว์ไวท์นอนสลับ มีแอ้ปเปิ้ลใส่ยาพิษวางอยู่บนหน้าอก พวกคนแคระล้อมรอบ ร้องไห้คร่ำครวญโยธินเข้าฉากมา ตรงมาหาสโนว์ไวท์
       “สโนว์ไวท์ เธอจะตายไม่ได้นะ เธอจะทิ้งฉันไปไม่ได้”
       พวกคนแคระร้องไห้กันระงม โยธินขยับเข้ามาใกล้สโนว์ไวท์ ก้มลงมองหน้าลูบผม
       “ฉันรักเธอนะสโนว์ไวท์ เธอต้องฟื้นขึ้นมาสิ”
       โยธินค่อยๆ ก้มหน้าลงมาใกล้วิศนีที่นอนหลับตา เสียงดนตรีโรแมนติกโหมโรง โยธินก้มลงเกือบจะจรดปากลงจูบกับวิศนี วิเศษโผล่พรวดเข้ามา
       “เฮ้ย หยุด”
       วิเศษปราดขึ้นมาบนเวที โยธินชะงัก งง
       “แกเป็นใคร ขึ้นมาได้ยังไง”
       ทุกคนในโรงผงะอึ้ง ตัดรับหน้าแต่ละคน เห็น อำนวย กรแก้ว อวลอบงงหนัก
       “นี่มันอะไรกันเนี่ยอารุม” พิมถาม
       อารุมส่ายหน้า มองไปที่เวทีอย่างฉงน ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เดชชาติที่ยืนอยู่กับนีรนุชแปลกใจ
       “อะไรวะ สโนว์ไวท์ภาคพิเศษเหรอ”
       นีรนุชส่ายหน้า งงเหมือนกัน
       
       วิเศษชี้หน้าโยธิน
       “ถอยมาเดี๋ยวนี้ ลื้อจะแต๊ะอั๋งนางฟ้า เอ๊ย สโนว์ไวท์ของอั๊วไม่ได้นะโว้ย”
       โยธินยิ่งงงหนัก ต่อบทไม่ถูก วิศนีได้ยินเสียงวิเศษก็ลืมตาขึ้นมอง วิเศษเห็นวิศนีลืมตามอง ก็รีบตรงเข้าไปหา
       “คุณวิศนี นางฟ้าของผม”
       วิเศษจะเข้าไปประคองวิศนีที่กำลังงงๆ โยธินหึงปรี๊ด ไม่สนใจบทละครแล้ว ปรี่เข้าไปหา
       “ปล่อยคุณวิศนีเดี๋ยวนี้นะ”
       วิเศษท้าทาย
       “ไม่ปล่อยโว้ย”
       “จะเอาใช่ไหมไอ้หน้าจืด”
       โยธินทนไม่ไหว ปรี่เข้าชกวิเศษกระเด็น คนดูยิ่งส่งเสียงฮือฮา อำนวย กรแก้ว อวลอบ คนอื่นๆ นั่งไม่ติด
       “เกิดอะไรขึ้นคะคุณหญิง” กรองทองถาม
       อวลอบตกใจ
       “ไม่รู้ค่ะ ไอ้บ้านั่นมันเป็นใครเดี๊ยนก็ไม่รู้”
       โยธินกับวิเศษชกกันอุตลุด คนดูกรี๊ดกร๊าด วิเศษเสียทีถูกโยธินเสยเข้าปลายคางร่วงตกเวทีมา แต่แววกับชีพเข้ามาพอดี รีบเข้าไปประคอง แววกรี๊ดลั่น
       “ว้าย ไอ้บ้า แกกล้าทำร้ายว่าที่ลูกเขยฉันเหรอ!”
       “แม่!” วิศนีตกใจ
       “แวว”
       อำนวยรีบเดินตรงเข้ามาทันที กรแก้วกับอวลอบ กรองทอง แกมกาญจน์รีบตาม บรรยากาศอลหม่านไปกันใหญ่
       “นี่มันอะไรกันครับ ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นใคร” โยธินโวยวาย
       “แกสิบ้า อยากเป็นนักเลงใช่ไหม นักเลงมันต้องเจอกับฉันนี่ มา”
       ชีพตั้งการ์ดท้าเหยงๆ วิศนีมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงงไปหมด รีบเดินลงมา
       “แม่คะ แม่กำลังจะทำอะไร”
       “รู้เช่นเห็นชาติมันแล้วใช่ไหมลูก” แววชี้หน้าโยธิน “ว่าไอ้ผู้ดีเนี่ยมันถ่อยแค่ไหน มันทำร้ายคุณวิเศษ”
       วิเศษแกล้งร้องครวญคราง
       “โอ๊ยเจ็บ โอ๊ย!”
       แววประคองวิเศษอย่างเป็นห่วง อำนวยทนไม่ไหว ตวาดลั่น
       “นี่เธอเมาหรือไงแวว งานเลี้ยงฉันพังพินาศหมดแล้ว”
       “ดี สมน้ำหน้า” แววมองกรแก้ว “อยากหน้าใหญ่ใจโตดีนัก ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลยที่สาระแนจะหาผัวให้ลูกสาวฉัน นี่ มันต้องหน้าที่อีแววนี่”
       กรแก้วหน้าชา ทั้งโกรธทั้งอาย แกมกาญจน์ตวาด
       “นี่ กล้าดียังไงมาด่าน้องฉัน”
       “ยิ่งกว่าด่าก็กล้าโว้ย”
       แววจะปรี่เข้าใส่ ทุกคนตกใจ อำนวยรีบดึงกรแก้วหลบ อวลอบได้สติ โวยลั่น
       “ว้าย ต่ำ ! ต่ำที่สุด ออกไปนะ ออกไปจากโรงแรมฉัน”
       “ทำไมวะ โรงแรมแกมันวิเศษวิโสตรงไหน ถุย!”
       ชีพแกล้งถุยน้ำลายลงพื้นใกล้ๆ เท้าอวลอบ อวลอบกระโดดหนี ตกใจ รังเกียจ แววพูดเหยียดๆ
       “ก็ไม่อยากเหยียบให้เสียเท้าหรอกอีคุณหญิง แค่จะมาบอกว่าลูกชายแก ไอ้เศรษฐีกุ๊ยๆ แบบนี้ ไม่คู่ควรกับลูกสาวฉันโว้ย มันต้องอย่างคุณวิเศษนี่”
       แววเข้าไปดึงดึงแขนวิศนี
       “ไปยายหนู ไปกับแม่”
       “แม่คะ ไม่เอา”
       วิศนีพยายามขัดขืน แววพยายามดึงแขนไป อำนวยไม่ยอม รีบเข้ามาขวาง ดึงแขนลูกสาวไว้
       “ไม่ได้นะ อย่ามายุ่งกับลูกฉัน”
       “เอ๊ะ มันก็ลูกฉันเหมือนกันนะ ปล่อย”
       “เธอนั่นแหละปล่อยเดี๋ยวนี้แวว”
       อำนวยพยายามแกะมือแววออก แต่แววออกแรงกระชากไม่ยอมแพ้ กรแก้วเห็นสายตาทุกคู่มองมาก็อับอาย พยายามเข้าไปปรามอำนวยที่ยื้อกันไปมา วิศนีทนไม่ไหว สะบัดแล้วกรี๊ดลั่น
       “พอ! พอได้แล้ว! หนูไม่ไปกับใครทั้งนั้นแหละ”
       อำนวยกับแววชะงักตกใจ ปล่อยมือกันทั้งคู่ วิศนีมองทั้งสองคน น้ำตาท่วมออกมา ทั้งโกรธทั้งอาย
       “หนูเป็นคนนะ ไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะให้พ่อแม่มายื้อแย่งกัน หนูมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก เลิกเอาความต้องการของตัวเองมายัดเยียดให้หนูได้แล้ว”
       “ยายหนู”
       อำนวยกับแววขยับจะเข้ามาพร้อมกัน แต่วิศนีสะบัดหนี แล้ววิ่งออกไป
       “คุณวิศนี”
       โยธิน กับวิเศษตะโกน ท่ามกลางอาการผงะของทุกคน อารุมเห็นทุกอย่างชัดเจนเมื่อวิศนีวิ่งร้องไห้ผ่านหน้าไป เขาตัดสินใจลุกขึ้นแล้ววิ่งตามออกไปทันที กุสุมามองอย่างตกใจ
       ทางด้าน เดชชาติรีบวิ่งออกมา โดยมีนีรนุชวิ่งตาม
       “พี่ชาติ จะไปไหน”
       “ไปหาคุณวิศนี”
       
       เดชชาติพูดพลางวิ่งออกไปอย่างรีบร้อน

วิศนีวิ่งร้องไห้ออกมา ความรู้สึกประเดประดัง ทั้งโกรธ อับอาย เสียใจ น้อยใจพ่อแม่สารพัด

       อารุมวิ่งตามมาติดๆ พยายามร้องเรียกไว้
       
       “คุณวิศนี! คุณวิศนีหยุดก่อน!”
       อารุมตัดสินใจเร่งฝีเท้าตามไปจนทัน แล้วคว้าแขนไว้ดึงให้หันกลับมา วิศนีหันกลับมาเจออารุม ก็เหมือนได้พบที่พึ่งทางใจ โผเข้ากอดอารุมทันทีอย่างลืมตัว แล้วร้องไห้โฮ อารุมอึ้งไป ตั้งตัวไม่ทัน
       “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ พาฉันไปให้พ้นที”
       วิศนีร้องไห้สะอื้นตัวโยน อารุมค่อยๆ ได้สติ เอามือโอบลูบไหล่วิศนีไว้อย่างปลอบโยนเข้าใจ เดชชาติกับนีรนุชโผล่เข้าเห็นพอดี เดชชาติมีอึ้ง หน้าเสียไป เพราะไม่คิดมาก่อนว่าสองคนนี้จะใกล้ชิดสนิทสนมกันขนาดนั้น
       
       อารุมพาวิศนีขึ้นรถแล้วขับออกไป โยธินวิ่งตามมา พยายามร้องเรียก โยธินนั้นเห็นว่าวิศนีขึ้นรถไป แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นรถอารุม
       “คุณวิศนี!”
       โยธินรีบวิ่งไปที่รถของตัวเอง ขณะที่อารุมขับรถพาวิศนีออกมาจากโรงแรม อีกด้านหนึ่งนนทลีนั่งแท็กซี่มาถึงพอดี เธอกำลังจะเดินเข้าโรงแรมก็เห็นรถอารุมแล่นออกมาพอดี แต่อารุมไม่เห็น
       “อารุม”
       นนทลีมองเข้าไปเห็นวิศนีนั่งในรถอารุมก็ยิ่งอึ้ง อารมณ์ที่เย็นลงแล้วปั่นป่วนขึ้นมาอีก
       “อารุม! อารุม!”
       นนทลีพยายามวิ่งตามรถอารุม ร้องเรียก แต่อารุมขับรถออกไปไกล นนทลีร้องไห้ คลั่งกับสิ่งที่เห็น
       “อารุม คุณจะไปไหน!”
       นนทลีวิ่งตามไป รถของโยธินแล่นฉิวตรงมาพอดี แล้วเบรกเอี๊ยดเกือบชน หญิงสาวหันมามองอย่างตกใจ แล้วขาอ่อนพับลงกับพื้นทันที โยธินรีบเปิดประตูรถลงมาดู แล้วแปลกใจ
       “คุณนนทลี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       โยธินเข้าไปช่วยประคองให้ลุกขึ้น นนทลีมองโยธินเต็มตา เอาความเสียใจโยนใส่ทันที เธอทุบตีโยธินพาลๆ ระเบิดอารมณ์ร้องไห้
       “คุณ! คุณทำอะไรอยู่ ทำไมคุณปล่อยให้เขาไปกับแฟนฉัน”
       “อะไรของคุณ ผมงงไปหมดแล้ว”
       นนทลีโกรธ ลืมตัว
       “ก็นังวิศนีของคุณไง มันไปแล้ว มันไปกับอารุมแล้ว! ฮือๆๆๆ”
       นนทลียืนปล่อยโฮ เอามือปิดหน้าร้องไห้ดังลั่น โยธินอึ้ง เพิ่งรู้ว่านนทลีเป็นแฟนของอารุม ยิ่งกว่านั้นคือเพิ่งรู้ว่าอารุมกับวิศนีไปด้วยกัน
       
       เดชชาติเดินซึมๆ ออกมาจากโรงแรมกับนีรนุช เห็นโยธินพานนทลีเข้ามาพอดี
       “พี่นน พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       นนทลีมองนีรนุชอย่างอัดอั้นตันใจ แล้วโผเข้ากอดนีรนุชร้องไห้ต่อ โยธินมองอย่างเครียดๆ
       “ผมพบเธอหน้าโรงแรม”
       นนทลีคร่ำครวญ
       “เขาไปแล้ว เขาไปด้วยกันนุช เขาไปด้วยกัน”
       เดชชาติกับนีรนุชทำหน้ากลุ้ม รู้ว่านนทลีพูดถึงอะไร
       “ผมขอตัวนะ”
       โยธินผลุนผลันเดินออกไป สวนกับกุสุมาที่วิ่งออกมาจากด้านในอีกคน
       “ชาติ เห็นอารุมหรือเปล่า”
       นนทลีได้ยินเสียงกุสุมาก็เงยหน้ามองทันที แทบจะหยุดร้องไห้
       “เธอมาทำอะไรที่นี่”
       กุสุมาตกใจเมื่อเห็นนนทลี นนทลีมองเพื่อนรักเต็มตา ยิ่งเห็นกุสุมาใส่ชุดเดียวกับตน แต่คนละแบบก็ยิ่งสติแตก เครียด หวาดระแวง ตัวสั่นไปหมด
       “ทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนี้...เธอมากับอารุมเหรอ! ไหนเธอบอกว่าป้าไม่สบายไง”
       กุสุมาหน้าซีด แก้ตัวไม่ทัน อึกอักไปหมด รีบเดินเข้ามานั่งข้างๆ นนทลี จับมืออย่างประจบ
       “ฉันพาป้าไปโรงพยาบาลเสร็จ อารุมเขาก็โทรมาชวน บอกว่าบัตรเหลืออีกใบนึง ถ้าไม่มีคนไปจะน่าเกลียด ฉันก็เลย...ต้องมา”
       “แล้วการที่เธอแต่งตัวเลียนแบบฉัน จะให้เข้าใจว่ายังไง”
       กุสุมาตีหน้าใสซื่อ
       “ก็บอกแล้วว่าฉันชอบเสื้อผ้าชุดนี้ ฉันไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยนะ”
       นนทลีระแวงนิดๆ ในใจ แต่ตอนนี้ทุกข์เรื่องวิศนีมากกว่า จนไม่มีกะจิตกะใจจะจับผิดกุสุมาสักเท่าไร
       “เอาฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้”
       “นุช พาพี่กลับบ้านที”
       นีรนุชรีบเข้าประคองนนทลีทันที เดชชาติรีบลุก
       “พี่จะไปตามแม่กับเด็กๆ เดี๋ยวกลับด้วยกันนะ”
       เดชชาติรีบลุกออกไป กุสุมาหน้าเสีย กลัวนนทลีไม่เข้าใจ พยายามเซ้าซี้
       “นน เธอไม่เชื่อฉันเหรอ”
       กุสุมาถามอย่างร้อนตัว
       “พี่สุคะ เดี๋ยวค่อยคุยเรื่องนี้เถอะค่ะ” นีรนุชตัดบท
       “แต่พี่ไม่สบายใจ”
       กุสุมาเข้าไปกอดนนทลี บีบน้ำตา
       “นน ฉันขอโทษที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
       กุสุมาร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา นนทลีค่อยๆ ผลักออก จ้องตานิ่ง
       “ฉันเชื่อเธอ เชื่อว่าเธอกับอารุมไม่มีอะไรกัน”
       กุสุมาชะงักทำหน้าเหมือนจะยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก แต่เก็บซ่อนไว้ นนทลีพูดอย่างกำราบไว้
       “เพราะถ้ามันจะมี เธอคงทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว”
       กุสุมาอึ้งๆ ไป รู้สึกเหมือนถูกนนทลีดูหมิ่น แต่ก็ฝืนยิ้มแล้วเข้ากอดนนทลีอีกครั้ง
       “ขอบใจนะเพื่อน ขอบใจมากจริงๆ จ้ะ”
       
       กุสุมากลับมาบ้าน เธอดึงหน้าตึง อารมณ์ข้างในกรุ่นเหมือนระเบิดเวลา เข้ามาในบ้าน ป้าโผล่หน้ามาดู
       “อ้าว เป็นไง งานเลี้ยงสนุกไหม”
       กุสุมาตวาด
       “ป้าไม่ยุ่งซักเรื่องได้ไหม!”
       กุสุมาพรวดพราดขึ้นห้องไป ป้ามองงๆ เมื่อเข้าห้องได้ เธอปิดประตูปัง สีหน้าเครียด โกรธจนตัวสั่น อยากจะกรี๊ดๆๆๆ แต่ยังเก็บอารมณ์ได้อยู่
       “นังบ้า ! แกดูถูกฉัน แกคิดว่าฉันไม่มีปัญญาใช่ไหม คอยดูเถอะ อีกไม่นาน ฉันจะทำให้แกช้ำใจจนตาย!”
       กุสุมาตาลุกวาว อกจะระเบิดเพราะความแค้นนนทลี
       
       กรแก้วเดินมาส่งพวกพี่สาวที่หน้าโรงแรม กรองทองพูดเครียดๆ
       “เป็นยังไงล่ะ ผิดจากที่พี่พูดไหม แม่เขาโผล่ออกมาโวยจนได้”
       แกมกาญจน์แย้ง
       “จะไปแคร์ทำไมคะกับคนต่ำๆ พรรค์นั้น ยังไงมันก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเท่ายายกร”
       กรองทองปรายตามองแกมกาญจน์ ปรามไม่ให้ยุ
       “แต่กรไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆนะคะ” กรแก้วบอกอย่างไม่สบายใจ
       “เพียงแต่มันเป็นเจตนาดีที่เธอได้ประโยชน์ด้วย”
       กรองทอมองอย่างรู้ทัน กรแก้วหลบสายตา
       “เอาเถอะ จะจัดการยังไงต่อก็แล้วแต่เธอ นี่มันคงแค่เริ่มต้นเท่านั้นมั้ง”
       
       กรองทองพูดจบก็ขึ้นรถไปพร้อมกับแกมกาญจน์ กรแก้วถอนใจกลุ้มๆ

 วิศนีนั่งสะอึกสะอื้นเบาๆ อยู่ริมน้ำ อารุมนั่งข้างๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของอารุมดังขึ้น

       
       “อย่ารับนะคะ ฉันขอร้อง” วิศนีรีบบอก
       “พวกเขาคงเป็นห่วงคุณ”
       “พ่อกับแม่ฉันห่วงตัวเองต่างหาก พวกเขาคงกลัวว่าถ้าฉันเป็นอะไรไป เขาจะกลายเป็นต้นเหตุ” วิศนีสะอื้น
       “คุณมองพ่อกับแม่ในแง่ร้ายจังเลย”
       “ฉันเคยบอกคุณแล้วนี่ว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง”
       “แต่ผมว่าสิ่งที่คุณคิดว่าเจอมา มันเกิดจากมุมมองที่ต้องการทำร้ายตัวเอง คุณมองทุกอย่างในแง่ลบเกินไป”
       วิศนีไม่ตอบ แต่ได้สะอื้นเบาๆ อารุมเลยสอนต่อ
       “ถึงผมจะไม่เคยมีพ่อแม่ใกล้ชิดเหมือนคนอื่น แต่ผมก็เชื่อในความผูกพันของครอบครัว ผมเชื่อว่าทั้งพ่อและแม่คุณไม่มีใครคิดร้าย แม้แต่แม่เลี้ยงคุณเอง ทุกคนพยายามจะให้สิ่งดีๆ กับคุณทั้งนั้น”
       อารุมสังเกตท่าทีของวิศนีว่าจะคัดค้านหรือเปล่า พอเห็นวิศนีนิ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามรับฟัง
       “พวกเขาแค่ทำไม่ถูกที่คิดกันไปเองว่าบางสิ่งบางอย่างมันดีกับคุณ โดยที่ไม่ทันนึกว่าคุณต้องการหรือเปล่า”
       วิศนีเสียงเครือ
       “พ่อกับแม่ไม่เคยให้ในสิ่งที่ฉันต้องการเลย”
       “แล้วคุณต้องการอะไร”
       "ความรักที่แท้จริงไง พ่อฉันคิดว่าเงินและความสะดวกสบายคือสิ่งที่ฉันควรได้รับ ส่วนแม่ก็คิดแต่จะใช้ฉันเป็นเครื่องมือเล่นงานแม่เลี้ยง ใช้ฉันเป็นตุ๊กตาไว้อุ้มอวดใครต่อใคร บางทีการเกิดมาแบบตัวคนเดียว แต่ได้เจอความรักที่สมบูรณ์แบบจากใครซักคน ก็อาจจะดีกว่าชีวิตแบบนี้”
       “ผมไม่อยากให้คุณคิดอย่างนั้น คุณไม่มีทางเลิกเป็นลูกของพ่อกับแม่ได้ ท่านสองคนก็เลิกเป็นพ่อกับแม่คุณไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขคือ ยอมรับกับเงื่อนไขของความรักของท่าน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เป็นแบบของท่าน...หลวงตาสอนผมว่า คนเราน่ะ ไม่มีวันมีความสุขได้หรอก ถ้าใจไม่ยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น”
       วิศนีนิ่งไป พยายามคิดทบทวน แล้วค่อยๆ หันมองอารุมเต็มตา ก่อนจะพูดด้วยความซาบซึ้ง
       “ฉันอยากเจอคุณเร็วกว่านี้จัง ชีวิตฉันคงมีความสุขกว่านี้มาก”
       อารุมสบตาวิศนีนิ่ง เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นได้ หลังจากนั่งด้วยกันพักใหญ่ วิศนีกับอารุมเดินมาด้วยกัน เตรียมจะไปขึ้นรถกลับ
       “ผมไปส่งคุณที่บ้านดีกว่า”
       วิศนียิ้มเศร้า
       “กลัวฉันจะไม่ยอมกลับบ้านเหรอคะ”
       “มันดึกแล้ว คุณอย่าขับรถคนเดียวเลย”
       อารุมมองอย่างเป็นห่วง วิศนียิ้มซึ้งใจ แล้วเหลือบมองไปที่ถนน เห็นเต่าตัวเล็กพยายามจะข้ามถนน
       “เต่านี่คะ”
       วิศนีข้ามถนนเข้าไปดูใกล้ๆ อารุมเดินตาม เห็นเต่าต้วมเตี้ยม
       “มันพยายามจะเดินไปที่แม่น้ำใช่ไหมคะ น่าสงสารจัง แถวนี้รถเยอะซะด้วย”
       วิศนีมองรถที่วิ่งผ่านไปมาแล้วตัดสินใจจับเต่าขึ้นมา
       “ฉันขอไปส่งมันก่อน แล้วคุณค่อยไปส่งฉันนะ”
       อารุมมองยิ้มนิดๆ แล้วพยักหน้า
       
       วิศนีประคองเต่ามาที่ท่าน้ำพร้อมกับอารุม แล้วใช้นิ้วเคาะกระดองเบาๆ คุยกับเต่า
       “เต่าน้อย ฉันพาแกมาส่งถึงหน้าบ้านเลย จะได้ไม่ต้องเดินให้เหนื่อยนะจ๊ะ กลับบ้านดีๆ นะ เดี๋ยวฉันก็จะกลับบ้านเหมือนกัน”
       วิศนีค่อยๆ ก้มจะวางเต่าลงในน้ำ แต่ตลิ่งอยู่สูงเลยต้องก้มลงไปต่ำมากๆ จนหน้าเกือบคะมำไป
       “อุ๊ย”
       “ระวัง”
       อารุมเข้าโอบเอวประคองวิศนีโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้วิศนีตกน้ำลงไป วิศนีเงยหน้าขึ้นมา เห็นหน้าอารุมอยู่ใกล้แค่คืบ ต่างฝ่ายต่างสบตากัน สัมผัสใกล้ชิดทำให้อารมณ์หวั่นไหวลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ถูกปลุกขึ้นมา ทั้งสองคนมองกันแบบตกอยู่ในภวังค์ แนบชิดกันมากขึ้นจวนเจียนจะจูบ แต่วิศนีรู้ตัวก่อน จึงเบือนหน้าหนี
       “กลับกันเถอะค่ะ”
       
       อารุมได้สติ รีบปล่อยมือออกจากวิศนีทันที วิศนีรีบลุก แล้วเดินนำขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว เพราะจิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่น สับสน หวั่นไหว

  โยธินเดินกลับเข้าไปที่โรงแรมอย่างเซ็งๆ อวลอบถลามาขวางหน้า

       
       “เจอไหมตาโย”
       “ไม่เจอครับ ไอ้บ้านั่นมันพาไปไหนไม่รู้”
       “ตายแล้ว มันจะถือโอกาสเอาหนูวิศนีไปปู้ยี่ปู้ยำหรือเปล่า”
       โยธินยิ่งหงุดหงิด
       “ไหนคุณกรแก้วบอกว่าไอ้อารุมมีแฟนแล้ว รักกับแฟนดีไงล่ะครับ แล้วทำไมอยู่ๆ มันถึงทิ้งแฟนไปกับคุณวิศนีได้”
       “มันคงหวังจะเป็นหนูตกถังน้ำมันน่ะสิ...แม่ลงทุนค่าสร้อยเพชรบ้านั่นไปเป็นล้าน อยู่ดีๆ ก็ต้องควักเนื้อ โอ๊ย ไม่ได้นะตาโย แกจะยอมแพ้มันไม่ได้”
       “ไม่ต้องห่วงครับคุณแม่ ผมมันพวกชอบเอาชนะอยู่แล้ว”
       โยธินยิ้มร้าย
       
       กรแก้วเดินไปเดินมากลัดกลุ้ม หลังจากอวลอบเล่าให้ฟังว่าวิศนีไปกับอารุม อำนวยบอกทันที...
       “อารุมเขาเป็นคนดี มันไม่มีเรื่องอะไรอย่างที่คุณคิดหรอก”
       แววกับชีพ เดินเข้ามา
       “แน่ใจได้ยังไง ไอ้ผู้ชายคนนั้นพื้นเพมันดีแค่ไหน” แววถาม
       “นี่เธอยังไม่ไปอีกเหรอ” อำนวยถามอย่างรำคาญ
       “ฉันก็ห่วงลูกเหมือนกัน”
       “อ๋อ ห่วงเหรอ แล้วใครที่ยกพวกมาป่วนซะเละเทะ ฉีกหน้าลูกไม่มีชิ้นดีจนต้องหนีเตลิดไปแบบนั้น”
       แววอึ้งไป อำนวยยิ่งโมโห ลุกขึ้นตวาดไล่
       “ออกไปเลย ไปให้พ้นหน้าพ้นตาฉัน...มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง มาลากตัวมันไปให้หมด”
       กรแก้วปราม
       “คุณคะ อย่าเอะอะเลยค่ะ อายแขกคนอื่นเขา ถ้าเขาอยากจะอยู่ก็อยู่กันไป เรากลับบ้านกันดีกว่า”
       แววฟังแล้วโมโห
       “หนอยแน่ะ ใช่สิยะ สะใจแกแล้วนี่ ลูกฉันหายไปไหนก็ไม่รู้ ถ้ามันไม่กลับมาแกก็เสวยสุขได้เต็มที่ล่ะสิ ใช่ไหม”
       อำนวยส่ายหน้ารำคาญความพาลของแวว รีบดึงกรแก้วออกไป แววกับชีพมองตามเยาะเย้ย ตะโกนไล่หลัง
       “แหม ตอบไม่ได้ จี้ใจดำล่ะเซ่ โธ่เอ๊ย!”
       
       นีรนุชอาบน้ำเสร็จเตรียมจะเข้านอน โทรศัพท์กระป๋องดังขึ้นที่ริมหน้าต่าง เลยเดินไปหยิบมาพูด
       “ฮัลโหลพี่ชาติ”
       นีรนุชแง้มหน้าต่างออกไปมอง เห็นเดชชาติยืนเท้าหน้าต่างห้องตัวเองมองมา
       “นอนยังอะ”
       “ถ้านอนแล้วจะคุยกับพี่ได้ไงล่ะ”
       “อย่ากวนน่า วันนี้ไม่ขำนะเว้ย”
       นีรนุชจับน้ำเสียงเดชชาติได้
       “เป็นอะไร อย่าบอกนะว่าเศร้าแทนพี่นน”
       เดชชาติเสียงซึมกว่าเดิม
       “เศร้าแทนตัวเองตะหาก ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นเต็มสองตาแบบนั้น เฮ้อ”
       นีรนุชเดินออกมาเท้าหน้าต่างมอง เห็นเดชชาติดูซึมเศร้าไปจริงๆ
       “เธอจะไม่พูดซักหน่อยเหรอว่า...พี่ชาติ พี่ชาติอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้นะจ๊ะ จริงๆ อาจจะไม่มีอะไรก็ได้”
       นีรนุชน้ำเสียงขรึม
       “ไม่พูดหรอก”
       “อ้าว”
       “ก็นุชบอกพี่ตั้งวันแรกๆ ที่เจอผู้หญิงคนนี้แล้วว่าให้คอยดูให้ดี หึ ที่จริงวันนี้นุชก็เห็นกับตาว่าพี่อารุมมาหาเขาถึงโรงแรม”
       “เฮ้ย เม้าท์หรือเปล่า”
       “เรื่องจริง! พี่ชาติ พี่อย่าไปหวังอะไรในตัวเขาเลย ดอกฟ้าสูงส่งขนาดนั้น ยังไงก็ไม่มีทางจะโน้มลงมาหาคนอย่างเราได้หรอก”
       เดชชาติซึมๆ ไป พยายามฝืนยิ้มรับชะตากรรมตัวเองที่ช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน ก่อนจะแค่นหัวเราะ
       “แต่ก็พอจะโน้มลงมาหาคนอย่างอารุมได้ใช่ไหม”
       นีรนุชอึ้งไป มองสบตากับเดชชาติอย่างเห็นใจ แต่อีกใจลึกๆ ก็ยังเชื่อในความผูกพันที่มีต่ออารุม
       “นุชยังไม่อยากตัดสินพี่อารุม เพราะนุชยังเชื่อว่านุชมองคนไม่ผิด”
       
       อารุมเดินมาส่งวิศนีที่ลานจอดรถของโรงแรม...
       “คุณกลับเองได้แน่นะ”
       “ได้ค่ะ จะขับตามไปดูไหมคะ...ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณเสียเวลาไปตั้งหลายชั่วโมง”
       “ไม่เป็นไร ผมดีใจที่คุณเข้มแข็งขึ้น”
       “ฉันไม่ใช่คนแข็งแกร่งนักหรอก ก็คงต้องล้มๆ ลุกๆ อย่างนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละค่ะ”
       “ก็ยังดีกว่าคนที่ล้มแล้วไม่คิดจะลุกอีกเลย”
       วิศนีหันมาสบตากับอารุม ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
       “ตราบใดที่ฉันยังมีกำลังใจอยู่ ฉันจะพยายามลุกให้ได้เสมอค่ะ”
       “ผมจะเอาใจช่วยนะ”
       
       อารุมระบายยิ้มบางๆ ให้ สายตาทั้งสองประสานกัน บ่งบอกความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

 คืนนั้นวิศนีนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนที่บ้าน ทอดสายตาเหม่อลอยครุ่นคิด ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
       
       “ยายหนู กลับมาแล้วเหรอลูก ออกมาคุยกับพ่อหน่อย วิศนี!”
       วิศนียังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม ไม่ยอมลุกไปเปิดประตู อำนวยจะเคาะอีก แต่กรแก้วจับมือไว้
       “คุณวิศนีคงจะเหนื่อย ให้เธอพักผ่อนก่อนดีกว่านะคะ”
       อำนวยมองหน้ากรแก้วอย่างลังเล แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย จึงยอมรามือไป วิศนีนั่งกอดเข่าเศร้า นึกถึงคำพูดของอารุมที่เตือนสติ...
       ‘…ถึงผมจะไม่เคยมีพ่อแม่ใกล้ชิดเหมือนคนอื่น แต่ผมก็เชื่อในความผูกพันของครอบครัว ผมเชื่อว่าทั้งพ่อและแม่คุณไม่มีใครคิดร้าย แม้แต่แม่เลี้ยงคุณเอง ทุกคนพยายามจะให้สิ่งดีๆ กับคุณทั้งนั้น...คุณไม่มีทางเลิกเป็นลูกของพ่อกับแม่ได้ ท่านสองคนก็เลิกเป็นพ่อกับแม่คุณไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขคือ ยอมรับกับเงื่อนไขของความรักของท่าน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เป็นแบบของท่าน...หลวงตาสอนผมว่า คนเราน่ะ ไม่มีวันมีความสุขได้หรอก ถ้าใจไม่ยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น...’
       วิศนีคว้าตุ๊กตาที่อารุมให้มากอดซบแน่นอย่างต้องการกำลังใจ
       
       ค่ำคืนนั้น...อารุมนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง ในหัวปั่นป่วนกับอารมณ์ใกล้ชิดที่มีกับวิศนีในคืนที่ผ่านมา ยิ่งพยายามข่มตาหลับ ภาพเหล่านั้นยังวนเวียนหลอกหลอนไม่ยอมแพ้ จนเขาต้องลุกพรวดขึ้นนั่ง เอามือลูบหน้าตัวเองอย่างเครียดๆ สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง รู้เต็มอกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้มันผิด แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย
       
       เช้าวันใหม่มาถึง...ขณะที่ลูกเกดกับชมพู่กำลังยืนจิบกาแฟนินทาผู้คนกันอยู่ วิศนีเดินเข้ามาแล้วชะงัก
       “อุ๊ย คุณวิศนี กูดมอร์นิ่งค่ะ เป็นยังไงบ้างคะละครเมื่อคืน ลูกเกดเสียด๊ายเสียดายที่ไม่ได้ไปดู ได้ข่าวว่าสนุกมากชิมิคะ”
       วิศนีอึ้งๆที่ลูกเกดทักอย่างนั้น ชมพู่กระแทกลูกเกดเบาๆ แล้วพูดลอดไรฟัน
       “สนุกอะไรล่ะ แกไม่ได้อ่านข่าวซุบซิบหรือไง”
       ลูกเกดส่ายหน้า แล้วทำหน้าเก้อๆ เมื่อเห็นวิศนียิ้มไม่ออก ชมพู่รีบเปลี่ยนเรื่องเข้าประจบ
       “คุณวิศนีจะทานกาแฟเหรอคะ เดี๋ยวชมพู่ชงให้นะคะ รอสักครู่ค่ะ”
       ชมพู่ปรี่เข้าไปจัดแจง ทิ้งให้วิศนียืนเก้กัง ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น
       “เดี๋ยวก่อน นน”
       “อะไรคะ มีเรื่องอะไรที่ยังต้องคุยกันอีก”
       วิศนี ลูกเกด ชมพู่ชะงักกึก หันไปมองที่หน้าประตูทันที
       
       อารุมกับนนทลียืนเถียงกัน ในลักษณะที่อารุมเดินตามนนทลีมาเคลียร์ แต่นนทลีพยายามจะหนี ชายหนุ่มเหนื่อยใจ แต่พยายามใจเย็น
       “นนยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ”
       “นนควรจะหายงั้นเหรอ”
       “ขอให้ผมได้อธิบายได้ไหม”
       “ไม่จำเป็น! นนรับรู้เต็มสองตาของนนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว! ละครคงจะสนุกมากสินะ คุณถึงต้องหิ้วนางเอกไปแสดงรอบสองต่อเป็นการส่วนตัว!”
       อารุมอึ้ง วิศนีที่ยืนแอบฟังอยู่ข้างประตูถึงกับตะลึงในสิ่งที่ได้ยิน ลูกเกดกับชมพู่ที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังอ้าปากค้าง มองหน้ากัน ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
       อารุมกระสับกระส่ายไม่สบายใจ พยายามอธิบาย
       “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะนน พูดแบบนี้คุณวิศนีจะเสียหาย”
       “เขาก็ต้องเสียหายอยู่แล้วล่ะ ถ้าคิดจะแย่งแฟนคนอื่น”
       “นน!” อารุมเริ่มโมโห
       
       วิศนียืนหน้าซีดแล้วซีดอีก ทั้งละอายใจ ทั้งไม่พอใจ เลยขยับจะเดินออกไปร่วมวง แต่ชะงักเพราะถูกดึงไว้ เธอหันกลับมา เห็นลูกเกดกับชมพู่จับแขนไว้ แล้วส่งสายตาอ้อนวอน
       “อย่าเข้าไปเลยค่ะ ข้างนอกน่ะทอร์นาโดชัดๆ”
       ชมพู่ส่ายหน้าผสมโรงแบบหวังดี วิศนีเห็นอาการลูกเกดกับชมพู่ก็รู้ว่าทั้งสองเชื่ออย่างที่นนทลีพูดเต็มที่ เลยยิ่งกระวนกระวาย ในที่สุดก็แกะมือทั้งสองออกแล้วเดินออกไป
       
       อารุมได้แต่มองนนทลีอย่างเหนื่อยๆ พยายามคุมอารมณ์ไม่ให้ร้อนใส่ นนทลียิ้มเยาะ
       “เห็นไหม สุดท้ายคุณก็แก้ตัวไม่ได้อยู่ดี นนถึงได้บอกว่าเราอย่าพูดอะไรกันอีกเลย”
       นนทลีสะบัดหน้าแล้วเดินหนีมาทางห้องกาแฟ วิศนีโผล่พรวดมาดักหน้า
       “คุณนนคะ”
       นนทลีชะงัก มองวิศนีอย่างบึ้งตึง แล้วเดินคอแข็งผ่านหน้าไปเหมือนวิศนีไม่มีตัวตน วิศนีหน้าเสีย ว้าวุ่น ได้แต่สบตากับอารุมอย่างกลุ้มๆ
       
       วิศนียืนพิงประตูห้องทำงาน หน้าเครียด ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อารุมปลอบใจ
       “มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก”
       “ทำไมจะไม่ใช่ล่ะคะ เพราะฉันคนเดียวนี่แหละ! ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย”
       อารุมส่ายหน้า มองวิศนีอย่างอาทร
       “แล้วคุณ...เป็นยังไงบ้าง”
       “เรียบร้อยดีค่ะ คงไม่มีใครเซ้าซี้อะไรฉันอีก อย่างน้อยก็อีกสักพัก ฉันควรจะไปคุยกับคุณนนไหมคะ”
       “อย่าเพิ่งเลยครับ ให้ผมลองคุยกับนนก่อน”
       วิศนีพยักหน้ารับรู้ แล้วพยายามจะก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่โทรศัพท์ที่โต๊ะดังขึ้นเสียก่อน
       “สวัสดีค่ะ”
       “คุณวิศนีคะ คุณโยธินมาขอพบค่ะ” ลูกเกดบอก
       วิศนีชะงัก มองหน้าอารุมแบบเพลียชะตากรรมตัวเอง ที่ยังหนีโยธินไม่พ้น
       
       กุสุมาเหลือบมองดูรอบออฟฟิศ เห็นไม่มีใครก็ขยับเข้ามาหานนทลี
       “มีคนเห็นเธอกับอารุมทะเลาะกันเมื่อเช้า”
       “ก็ดี ให้รู้กันซะให้หมด คนที่คิดจะแย่งของชาวบ้านจะได้ไม่กล้า”
       กุสุมาชะงัก รู้สึกเหมือนถูกนนทลีด่ากระทบไปด้วย แล้วพยายามกลบเกลื่อน
       “เธอไม่อายเขาเหรอนน”
       “เธอไม่ใช่ฉัน เธอไม่เข้าใจหรอกสุ”
       กุสุมารีบเอาใจ
       “ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน เธอรู้สึกยังไงฉันเข้าใจทั้งนั้นแหละ”
       กุสุมาจับมือนนทลีอย่างใกล้กำลังใจ จ้องไปในตาเหมือนจะฝังหัวความคิดบางอย่างเข้าไป
       “ถ้าเธอจะเล่นไม้แข็งกับเขาสองคน ก็ต้องแข็งให้ถึงที่สุดนะ โดยเฉพาะกับอารุม”
       กุสุมาพูดอย่างมีความหมายเพราะหวังจะให้อารุมกับนนทลีร้าวฉานกันมากขึ้น นนทลีเข้มแข็งขึ้น เพราะคิดว่ากุสุมาพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้าง
       
       โยธินรีบลุกขึ้นยิ้มแฉ่ง เมื่อเห็นวิศนีเดินออกมาหาที่แผนกต้อนรับ
       “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ ฉันกำลังทำงานอยู่” วิศนีถามอย่างเฉยเมย
       “ผมเป็นห่วงคุณน่ะสิครับ เมื่อคืนนี้ก็ติดต่อคุณไม่ได้เลย ไอ้...” โยธินจะเรียกชื่ออารุมแล้วเปลี่ยน “มีคนพาคุณไปส่งบ้านอย่างปลอดภัยหรือเปล่าครับ”
       “ถ้าไม่ปลอดภัยฉันคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”
       โยธินรู้ว่าวิศนีรำคาญ แต่ไม่สนใจ พยายามเอายิ้มเข้าสู้
       “คุณแม่ผมฝากขอโทษคุณด้วยที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดเรื่องขึ้น ท่านเองก็ไม่สบายใจที่มีคนนอกเข้ามาวุ่นวายจนงานต้องเลิกกะทันหัน”
       “คนนอกที่คุณว่าก็คือแม่ฉันเอง ฉันคงโทษใครไม่ได้หรอกค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นให้ผมได้ขอโทษในส่วนของผมได้ไหมครับ ที่ปกป้องคุณไม่ได้จนทำให้คุณต้องขายหน้า ผมอยากจะเชิญคุณไปทานข้าวสักมื้อนึง”
       วิศนีกำลังจะปฏิเสธ แต่สายตาเหลือบไปเห็นนนทลีเดินออกมาพอดี เลยหันมาบอกเสียงค่อนข้างดัง เพราะอยากให้นนทลีได้ยิน
       “ก็ได้ค่ะ ฉันจะไปกับคุณ”
       โยธินอึ้งๆ ไปที่ทุกอย่างดูง่ายดาย วิศนียิ้มใส่ พยายามจะเล่นละครให้นนทลีสบายใจ
       “ไปกันเลยไหมคะ”
       “ได้ครับๆ เชิญครับ”
       
       โยธินรีบผายมือวิศนีให้เดินนำออกไปอย่างกระตือรือร้น แล้วหันมาสบตากับนนทลีที่ยืนมองอยู่

โยธินขับรถพาวิศนีออกไปจากบริษัทอย่างเบิกบาน ผ่านหน้าเดชชาติที่เดินออกมาจากโชว์รูมพอดี ลูกเกดกับชมพู่เดินมาด้วยกันมองอย่างสนใจ

       
       “เธอเห็นอะไรหรือเปล่าชมพู่”
       ชมพู่พาซื่อ
       “รถคุณโยธิน มีอะไรเหรอ”
       ลูกเกดรำคาญที่หัวช้า
       “เธอเห็นรถ แต่ฉันเห็นเป็นเครื่องบินนะ แล้วก็มีตัวอะไรบางตัวได้แต่ชะเง้อมองเครื่องบินลอยผ่านหน้าไป”
       เดชชาติหันมามองลูกเกด รู้ว่าโดนกระทบ ลูกเกดเดินเข้าไปแหย่
       “ทำใจเถอะเดชชาติ นอกจากนายจะไม่มีรถสปอร์ตขับแล้วนายก็ยังไม่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการซะด้วย ชะเง้อจนคอหลุดเครื่องบินก็ไม่จอดหรอก”
       เดชชาติมองลูกเกดอย่างเคืองๆ
       “ถึงผมจะเป็นแค่หมามองเครื่องบิน แต่หมาตัวนี้ก็ไม่เคยกัดใคร แล้วก็ไม่เคยเห่าสร้างความรำคาญให้ใครเหมือนคนแถวนี้” พูดจบก็เดินหนี
       “ไอ้บ้าเดชชาติ นี่ฉันอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดีนะ ชมพู่ดูมันสิ”
       ลูกเกดหันมาฟ้องชมพู่ ชมพู่มองเพลียๆ แล้วเอามือจับปากลูกเกดพลิกไปมา
       “ทำอะไรยะ” ลูกเกดพูดอู้อี้
       “จะบ่งเสี้ยนให้ไง อยู่ๆ เธอก็แกว่งปากหาเสี้ยน”
       ลูกเกดปัดมือชมพู่อย่างโมโห ชมพู่หัวเราะขำ
       
       อารุมกับเดชชาตินั่งคุยกันที่ร้านอาหาร...
       “ฉันอยากคุยกับแกเรื่องเมื่อคืน ไม่อยากให้แกไปฟังผิดๆ มาจากคนอื่น” อารุมพูดด้วยน้ำเสียงเครียดๆ
       “คนอื่นคือนนทลีใช่ไหม”
       อารุมทำหน้าแปลกใจที่เดชชาติรู้แล้ว
       “ข่าวมันแพร่ไวยิ่งกว่าไข้หวัดนกอีกแกเอ๊ย”
       อารุมถอนใจเฮือก
       “ดีนะที่คุณวิศนีกลับไปแล้ว”
       อารุมหลุดปากพูดออกมา แต่สะกิดใจเดชชาติอย่างจัง จนเดชชาติตั้งคำถามจริงจัง
       “ดูแกจะห่วงคุณวิศนีมากเลยนะ ห่วงมากกว่านนหรือเปล่า”
       อารุมสะอึก
       “แกกำลังจะพูดอะไร”
       “ฉันก็แค่ลองถามดู เผื่อจะช่วยให้แกรู้ใจตัวเองมากขึ้นด้วยไง”
       อารุมมองเดชชาติอึ้งๆ สัมผัสได้ถึงความคลางแคลงในสีหน้าของเพื่อน
       “ชาติ เรื่องของฉันกับคุณวิศนีมันไม่มีอะไร เมื่อคืนฉันก็แค่พาเขาหลบไปสงบสติอารมณ์ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แกไว้ใจฉันได้”
       “ต่อให้มีอะไรมากกว่านั้นฉันก็ไม่ตัดสินแกอยู่แล้วอารุม ฉันแค่อยากให้แกรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
       อารุมนิ่งงันไป เอามือลูบหน้าตัวเองเครียดๆ เดชชาติมองอย่างเห็นใจ
       “แกกับนนคบกันมากี่ปีแล้วนะ”
       “เจ็ดปี”
       “นานมากนะเว้ย นานมากจริงๆ”
       เดชชาติพูดพลางสบตาอารุมจริงจัง เหมือนจะเตือนอยู่ในทีว่าให้อารุมมีสติ อารุมสบตาเดชชาตินิ่งแต่มีแววเคร่งเครียด สับสนอยู่ในใจ
       
       ยุพเยาว์เดินหน้าเศร้าเข้ามาในแผนกของนนทลี แล้วปล่อยโฮดังลั่น วิเวียนกับแกงค์เพื่อนมองตกใจ วิเวียนรีบลุกมาหา
       “อะไรเยาว์ แกเป็นอะไร”
       ยุพเยาว์สะอึกสะอื้น
       “ไอ้พี่เบิ้ม...ไอ้พี่เบิ้มมันทิ้งฉันไปแล้ว ฮือๆๆ มันบีบีมาบอกเลิกฉัน แกดูสิ”
       ยุพเยาว์ส่งโทรศัพท์ให้ทุกคนดู วิเวียนกับเพื่อนๆ มุงดูกัน
       “มันบอกว่าไหนๆ ฉันก็จับได้ว่ามันมีคนอื่นแล้ว มันก็ไม่รู้จะหลบๆ ซ่อนๆ ทำไม มันก็เลยทิ้งฉัน ฮือๆๆๆ”
       ยุพเยาว์โผเข้ากอดวิเวียนร้องไห้
       “โอ๋ๆๆๆ ไม่เอานะเยาว์ ผู้ชายเฮงซวยก็อย่าไปคบมันเลย โลกนี้ยังมีอีกตั้งหลายหมื่นคน เอางี้นะ คืนนี้เราไปฉลองความโสดกัน เอาให้เมาปลิ้นเลยดีไหม”
       เพื่อนคนอื่นๆ ส่งเสียเฮสนับสนุน แล้วพากันเข้าไปกอดปลอบยุพเยาว์ นนทลีกับกุสุมายืนมองอยู่
       “คิดอะไรโง่ๆ แค่ผู้ชายคนเดียวไม่เห็นค่า ทำไมจะต้องทำร้ายตัวเองด้วย”นนทลีส่ายหน้า
       “เธอก็รู้ว่าพวกเขามันเด็กเที่ยว ก็หาเรื่องเที่ยวกันไปเรื่อยนั่นแหละ” กุสุมานึกได้ “แต่คราวนี้เราน่าจะไปด้วยนะ”
       นนทลีมองตกใจ
       “เธอจะบ้าเหรอ”
       กุสุมายิ้มนิดๆ
       “ฉันมีแผน”
       
       อารุมเดินตามนนทลีเข้ามาอย่างไม่อยากเชื่อ
       “อะไรนะนน คุณจะไปไหน”
       “นนบอกว่านนจะไปเที่ยวกับกลุ่มของวิเวียน เย็นนี้คุณไม่ต้องรอ”
       “เที่ยวที่ไหน”
       นนทลีทำเก่ง
       “ก็เที่ยวผับ”
       อารุมยิ่งงง เดินมาดักหน้า
       “นนไม่เคยเที่ยวที่แบบนั้นนี่”
       นนทลีท้าทาย
       “ก็กำลังจะเคยแล้วนี่ไงคะ”
       “นน ถ้านนไม่พอใจอะไรก็มาคุยกันดีกว่า เราจะได้เข้าใจกัน อย่าทำอย่างนี้เลย ผมขอร้อง”
       นนทลีแค่นหัวเราะ
       “การที่นนจะไปเที่ยวมันไม่เกี่ยวอะไรกับอารุมเลยนะ แล้วที่นนบอกก็ไม่ได้เป็นการขออนุญาต”
       นนทลีพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้อารุมมองตามอึ้งๆ
       
       อารุมนั่งก้มหน้า เอามือกุมหัว บ่นอย่างกลุ้มๆ
       “ผมไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วสุ นนไม่ให้โอกาสผมเลย”
       กุสุมานั่งมองอารุมด้วยรอยยิ้มสาสมใจที่ทั้งคู่กำลังมีปัญหากันมากขึ้น แต่พออารุมเงยหน้าขึ้นมา ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเห็นอกเห็นใจทันควัน
       “สุก็ไม่รู้จะทำยังไง ห้ามเท่าไรนนเขาก็ไม่ฟัง คงจะถูกพวกนั้นยุให้ประชดอารุมนั่นแหละ”
       อารุมถอนใจเครียดจัด
       “สุจะไปกับนนใช่ไหม”
       กุสุมาทำหน้าไม่อยาก
       “ก็คงต้องไป สุไม่กล้าให้นนไปที่แบบนั้นคนเดียวหรอก”
       กุสุมาเห็นอารุมเศร้าก็ทำเป็นเอื้อมมือมากุมแบบปลอบใจ
       “เอาเถอะจ้ะอารุม ลองปล่อยนนไปสักครั้ง บางทีเขาอาจจะไม่ชอบจนเข็ดไปเลยก็ได้นะ”
       อารุมสบตากุสุมา แล้วพยักหน้ารับอย่างจำยอม
       
       ที่ห้องอาหารในโรงแรม...โยธินตักอาหารใส่จานให้วิศนีอย่างเอาใจ
       “อาหารใช้ได้ไหมครับคุณวิศนี”
       “ก็ดีค่ะ”
       โยธินยิ้มกว้าง ตักอาหารให้อีก ทันใดนั้นเสียงหวานๆ ของอวลอบก็ดังขึ้น
       “หนูวิศนีขา”
       อวลอบแถเข้ามาที่โต๊ะ มีกองทัพนักข่าวกับตากล้องจำนวนหนึ่งตามเข้ามาด้วย วิศนีรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ ในขณะที่อวลอบกับโยธินลอบสบตากันแบบเตี๊ยมกันไว้แล้ว อวลอบรับไหว้
       “อุ๊ย ไหว้พระเถอะลูก”
       โยธินทำไก๋
       “คุณแม่มาทำอะไรครับเนี่ย”
       “พวกน้องๆ นักข่าวเขาอยากจะมาถ่ายห้องอาหารเราไปออกทีวีไงลูก”
       นักข่าวมองวิศนีอย่างสนใจ
       “คุณวิศนีที่แสดงเป็นสโนว์ไวท์เมื่อคืนใช่ไหมคะ”
       “วันนี้มาทานข้าวกันสองคนเองเหรอครับ”
       “แสดงว่าข่าวลือของคุณสองคนเป็นความจริงใช่ไหมครับ”
       พวกนักข่าวหันมารุมสัมภาษณ์วิศนีกับโยธินเซ็งแซ่ แสดงความสนใจมากจนวิศนีทำตัวไม่ถูก อวลอบมองอย่างสาสมใจ แล้วแกล้งเข้าไปแทรก
       “อุ๊ย น้องๆ ขา อย่าไปรบกวนเด็กๆ เลยค่า เราไปสัมภาษณ์เชฟทางโน้นดีกว่านะคะ เชิญค่ะ”
       อวลอบผายมือให้พวกนักข่าวไป นักข่าวรีบระดมกันแชะภาพคู่โยธินกับวิศนีเอาไว้ แล้วค่อยๆ ทยอยกันไป วิศนีแอบมีสีหน้าอึดอัด แต่พยายามรักษามารยาท โยธินรีบเลื่อนเก้าอี้ให้วิศนีนั่งเหมือนเดิม แล้วตักอาหารเอาใจให้อีก สักพักเสียงข้อความในโทรศัพท์ก็ดังขึ้น โยธินรีบกดดู เห็นข้อความของอวลอบส่งมา
       “แม่จัดการโปรโมทให้แล้วนะโย ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของแกที่ต้องรวบหัวรวบหางให้เร็วที่สุด อย่าให้พลาด”
       โยธินอ่านข้อความแล้วเงยหน้ามองไปทางอวลอบ เห็นอวลอบยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วพยักหน้าให้ ขณะที่พวกนักข่าวมัวแต่สัมภาษณ์เชฟของห้องอาหารอยู่ โยธินรีบถอนสายตากลับมาแล้วยิ้มกลบเกลื่อนให้วิศนี หัวสมองคิดแผนต่อ
       “คืนนี้คุณวิศนีว่างหรือเปล่าครับ ผมอยากจะเชิญคุณไปฟังเพลงที่ผับของเพื่อน...คืองี้ครับ น้องสาวมันกำลังจะไปเรียนที่ฝรั่งเศส ก็เลยอยากจะปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตที่โน่นน่ะครับ”
       
       วิศนีทำท่าจะปฏิเสธ แต่พอได้ยินเหตุผลของโยธินก็ใจอ่อน

อารุมจัดยาให้หลวงตากินตามเวลา แล้วพยุงหลวงตามานั่งที่เก้าอี้

       
       “หลวงตาเมื่อยไหมครับ ผมจะนวดให้”
       “นี่มันก็ใกล้ค่ำแล้ว เอ็งไม่กลับบ้านกลับช่องหรือ”
       อารุมขรึมลง
       “วันนี้ผมว่าจะค้างกับหลวงตา”
       หลวงตาทอดสายตามองอารุมอย่างรู้ทัน
       “ทำไม มีเรื่องอะไรถึงจะวิ่งโร่มานอนกับพระ”
       อารุมก้มหน้านิ่งไม่ตอบ หลวงตายิ่งแน่ใจ
       “เอาล่ะ ข้าไม่ถามก็ได้ เพราะมันไม่ใช่กิจของพระ แต่เอ็งจำได้ใช่ไหมอารุมว่าข้าเคยสอนไว้ว่ายังไงเวลาที่มีปัญหา”
       “หลวงตาสอนใช้สติ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ”
       “เอ็งใช้หรือยัง”
       “ผมใช้สติแล้ว แต่ก็ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ เพราะผมไม่รู้ว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไรกันแน่ จากตัวเองผม” อารุมนึกถึงนนทลี “หรือจากคนอื่น”
       หลวงตามองอารุมนิ่งๆ แล้วพูดให้คิด
       “แล้วการจะไปแก้ที่คนอื่น มันยากกว่าแก้ที่ตัวเราเองหรือเปล่าล่ะ เองลองไปคิดดูให้ดีๆ”
       อารุมเงยหน้าขึ้นสบตากับหลวงตา อย่างได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง
       
       ค่ำนั้น บรรยากาศวุ่นวายภายในผับ ผู้คนขวักไขว่ท่ามกลางแสงไฟฉูดฉาด ยุพเยาว์ วิเวียน ลูกเกด ชมพู่และเพื่อนคนอื่นๆ เต้นกันอยู่อย่างสนุก นนทลีกับกุสุมากลับนั่งเบื่อๆ เพราะไม่คุ้นเคยกับสถานที่ วิเวียนปราดเข้ามาหา
       “อะไรกันจ๊ะ เมาแล้วหรือไง” วิเวียนหยิบแก้วนนทลีขึ้นดู “อะไรเนี่ย อย่าบอกนะว่าน้ำเปล่า”
       นนทลีอาย
       “ก็น้ำเปล่าน่ะสิ”
       “วุ้ย นี่ไม่ใช่ร้านข้าวแกงนะยะจะได้มานั่งกินน้ำเปล่า ไม่เอาๆ” วิเวียนหันไปเรียกบ๋อย “น้องๆ”
       “ไม่เอา ฉันไม่กิน”
       “ไม่ได้!”
       วิเวียนดึงตัวบ๋อยมากระซิบสั่งเครื่องดื่มให้ทั้งคู่ นนทลีกับกุสุมามีท่าทางอึดอัดใจ รู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นสุดๆ
       
       อารุมนั่งเครียดอยู่ในห้องที่คอนโด หัวสมองมีแต่เรื่องที่มีปากเสียงกับนนทลีเมื่อตอนกลางวัน
       “ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอก นนรับรู้เต็มสองตาของนนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว...ละครคงจะสนุกมากสินะ คุณถึงต้องหิ้วนางเอกไปแสดงรอบสองต่อเป็นการส่วนตัว”
       อารุมกระสับกระส่ายไม่สบายใจ พยายามอธิบาย
       “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะนน พูดแบบนี้คุณวิศนีจะเสียหาย”
       “เขาก็ต้องเสียหายอยู่แล้วล่ะ ถ้าคิดจะแย่งแฟนคนอื่น”
       อารุมปรึกษากับเดชชาติ
       “แกกับนนคบกันมากี่ปีแล้วนะ”
       “เจ็ดปี”
       “นานมากนะเว้ย นานมากจริงๆ”
       อารุมมาปรับทุกข์กลับหลวงตา
       “ผมใช้สติแล้ว แต่ก็ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ เพราะผมไม่รู้ว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไรกันแน่ จากตัวเองผม...หรือจากคนอื่น”
       หลวงตามองอารุมนิ่งๆ แล้วพูดให้คิด
       “แล้วการจะไปแก้ที่คนอื่น มันยากกว่าแก้ที่ตัวเราเองหรือเปล่าล่ะ เองลองไปคิดดูให้ดีๆ”
       อารุมได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะทำยังไงดี
       
       อีกมุมหนึ่งในผับ โยธินโยกตัวไปตามจังหวะเพลงยืนอยู่ข้างๆ วิศนีที่ยืนซึมๆ เบื่อๆ
       “เพลงไม่สนุกเหรอครับ”
       “เพื่อนคุณกับน้องสาวเขาอยู่ไหนล่ะคะ”
       “คงกำลังเดินทางอยู่มั้งครับ”
       “งั้นค่อยนัดกันใหม่ดีกว่าค่ะ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”
       วิศนีคว้ากระเป๋าจะไป แต่โยธินตกใจ รีบดึงไว้
       “เดี๋ยวสิครับคุณวิศนี” โยธินพยายามถ่วงเวลา “เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง แต่ขอโทรบอกมันแป๊บนึง”
       โยธินยิ้มอ้อนวิศนี แล้วทำทีเป็นล้วงโทรศัพท์ออกมาแล้วเดินแยกไป วิศนียอมรอโยธิน แต่ก็มองไปรอบๆ ร้านอย่างเบื่อๆ
       บาร์เทนเดอร์เทเหล้าปั่นใส่แก้วสองแก้ว แล้วแอบหยิบซองยาสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อ เทผงยาลงไปในแก้วหนึ่ง ยื่นข้ามบาร์มา โยธินนั่งรอเครื่องดื่มทั้งสองแก้วอยู่ ทั้งสองมองหน้ากันอย่างรู้ทัน บาร์เทนเดอร์ หยิบมะนาวฝาน เสียบลงบนปากแก้วที่ผสมยาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ โยธินคีบแบงค์พัน 3 ใบในกระเป๋าเสื้อยื่นให้เนียนๆ แล้วถือแก้วออกไป บาร์เทนเดอร์นับเงิน แล้วมองตามโยธินยิ้มๆ แล้วทำงานต่อ
       
       วิศนีดูนาฬิกา เริ่มหงุดหงิด โยธินรีบเข้ามาหา
       “มันใกล้จะถึงแล้วล่ะครับ ฝากขอร้องให้คุณวิศนีรออีกสักสิบห้านาที”
       วิศนีถอนใจอย่างเบื่อๆ อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาท โยธินรีบยื่นแก้วในมือให้
       “อันนี้เป็นค็อกเทลสูตรใหม่ของร้าน เพื่อนผมมันฝากรบกวนให้คุณวิศนีชิมหน่อย มันอยากจะทราบความคิดเห็น”
       วิศนีมองแก้วในมือโยธินแล้วรับมา แต่ยังไม่ยอมกิน โยธินมองลุ้นๆ แล้วทำทีเป็นยื่นขอชนแก้ว วิศนีเลยต้องชนด้วย แล้วจิบไปนิดๆ ตามมารยาท
        
       โยธินจิบค็อกเทลในแก้วตัวเอง แล้วมองวิศนีอย่างมีแผน

วิเวียนเอาแก้วมาวางไว้กระแทกตรงหน้านนทลีกับกุสุมาที่มองตาปริบๆ ยุพเยาว์และเพื่อนอื่นๆ รุมล้อม นนทลีเสียงดัง

       
       “ฉันไม่กิน”
       “กินเดี๋ยวนี้”
       กุสุมาหันมาเสียงแข็งใส่
       “เธอก็สนุกกันไปสิ พวกฉันไม่กินของมึนเมา”
       ลูกเกดยิ้มเยาะ
       “โอ๊ย คุณป้าขา นี่มันผับนะคะ ถ้าไม่ดื่มกิน แล้วคุณป้าจะมานั่งสมาธิเหรอคะ”
       นนทลีกับกุสุมาชักสีหน้าไม่พอใจ ยุพเยาว์ทุบโต๊ะแบบเมาๆ
       “เธอจะมาเลี้ยงปลอบใจฉันนะยะ แบบนี้ไม่ใช่ใจกันเลยนี่” ยุพเยาว์บีบน้ำตาร้องไห้ “ฮือๆๆ เพื่อนไม่จริงใจกับฉันเลยอะวิ”
       ยุพเยาว์โผเข้ากอดวิเวียนร้องไห้จริงๆ เพราะเมา เพื่อนคนอื่นแห่กันไปโอ๋ นนทลีกับกุสุมามองกลุ่มเพื่อนอย่างเพลียๆ โทรศัพท์นนทลีสั่นขึ้นพอดี เธอกดรับสาย
       “ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะนุช” นนทลีนิ่งฟัง แล้วยิ้มดีใจ “จริงเหรอ”
       นนทลีวางสายแล้วรีบหันมาบอกกุสุมา
       “นุชโทรมาบอกอารุมกำลังจะมาหาฉันที่นี่”
       กุสุมาอึ้งไป เซ็งที่ทั้งสองท่าทางจะคืนดีกันเร็วกว่าที่คิด
       
       วิศนีจิบค็อกเทลอีกนิดแล้ววางที่โต๊ะ ดูนาฬิกาอีกรอบ แต่คราวนี้รู้สึกเบลอ โงนเงน โยธินมองอยู่แล้ว รีบเข้ามาจับประคองทันที
       “คุณวิศนี เป็นอะไรไปครับ”
       วิศนีเริ่มรู้สึกมึนหัว ตาเบลอๆ แต่พยายามฝืนกระพริบตาถี่ๆ ให้ตื่น
       “มึนหัวนิดหน่อยค่ะ”
       โยธินทำฮึดฮัดโมโห
       “ไอ้บ้านั่นมันสั่งอะไรให้คุณดื่มเนี่ย ไหวไหมครับ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมจะพากลับบ้าน ไม่ต้องรอมันแล้ว”
       วิศนีพยักหน้าเห็นด้วย แต่พยายามผละออก ไม่อยากให้โยธินประคอง
       “งั้นฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะคะ”
       โยธินยอมปล่อยให้วิศนีเซซังออกไป แต่ก็มองตามวิศนีพลางจิบเหล้าในแก้วตัวเองต่ออย่างใจเย็น
       
       กุสุมารีบเดินตามมาดึงนนทลีเอาไว้
       “เธอจะกลับเลยไม่ได้นะ”
       “ทำไมล่ะ”
       กุสุมาแกล้งถอนใจ
       “มันจะเสียแผนหมด ฉันบอกแล้วว่าที่เรามาที่นี่ ก็เพื่อให้อารุมเห็นว่าเธอเปลี่ยนไปเพราะเขาเป็นต้นเหตุ ต้องทำให้เขารู้สึกผิดให้ถึงที่สุดก่อน อย่าไปยอมง่ายๆ”
       “แต่ที่นี่มันเสียงดัง ฉันไม่ชอบ”
       “แต่ถ้าเขามาง้อแล้วเธอก็คืนดีง่ายๆ มันก็จะกลับไปเป็นแบบเดิมอีก เธอจะชอบเหรอ”
       นนทลีอึ้งไป กุสุมายุต่อ
       “มาถึงขนาดนี้แล้วนะนน เธอต้องกล้าเสี่ยง ไม่งั้นเธออาจจะต้องเป็นฝ่ายแพ้”
       “แล้วฉันต้องทำยังไง”
       “กลับไปนั่งที่โต๊ะ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อน ถ้าอารุมมา เขาต้องเป็นฝ่ายหาเธอให้เจอเอง”
       นนทลีคล้อยตาม อ่อนลง ยอมให้กุสุมาดึงแขนออกไป ทั้งสองคล้อยหลังไป วิศนีก็เดินเซๆ เข้ามา ทั้งสามคนไม่เห็นกัน วิศนีพยายามจะเดินไปที่ห้องน้ำ แต่มีคนต่อแถวกันยาวเหยียดออกมา เลยยืนพิงผนังรออยู่ แต่ก็เริ่มมึนจนยืนไม่ไหว เลยค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง คนที่อยู่แถวนั้นมองวิศนี แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าเมา
       
       อารุมเดินเข้ามาในผับที่บรรยากาศกำลังคึกคัก ภายในคนแน่นเอี้ยดยัดทะนาน อารุมเบียดกับผู้คนเข้าไป แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดหานนทลี...นนทลีเห็นอารุมโทรมาก็ตะครุบจะรับ แต่กุสุมาจับมือไว้แล้วส่ายหน้าปราม ดึงโทรศัพท์นนทลีมาใส่กระเป๋าถือตัวเองไว้ นนทลีมองกุสุมางอนๆ แต่ก็ไม่แย่งคืน เพราะเชื่อใจกุสุมา
       อารุมเดินเข้ามาในผับ พยายามมองหานนทลีกับเพื่อนๆ เขาเดินผ่านไปทางหน้าห้องน้ำ เห็นผู้หญิง 2-3 คนกำลังมุงๆ กันอยู่
       “คุณ ทำไมมานั่งตรงนี้ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       กลุ่มพวกผู้หญิงพยายามช่วยกันประคองใครบางคนให้ลุกขึ้น ในจังหวะนั้นเองอารุมถึงเห็นถนัดตาว่าเป็นวิศนี
       “คุณวิศนี”
       อารุมรีบตรงไปหา หญิงคนหนึ่งหันมาถาม
       “อ้าว แฟนคุณเหรอ งั้นดูแลต่อด้วยนะ อยู่ๆ ก็มาฟุบอยู่ตรงนี้”
       กลุ่มหญิงสาวส่งต่อวิศนีให้อารุม แล้วพากันเดินออกไป อารุมได้แต่มองวิศนีที่คอพับคออ่อน
       “คุณวิศนี คุณเป็นอะไรไป”
       อารุมพยายามเขย่าตัว แต่วิศนียังเบลอๆ ไม่มีสติ อารุมเลยพยุงออกไป
       
       อารุมประคองวิศนีออกมาด้านหน้าผับ เห็นมีม้านั่งตั้งอยู่มุมหนึ่ง เลยพาวิศนีไปนั่งที่นั่น
       “เป็นยังไงบ้างคุณ”
       วิศนียังพยายามลืมตามอง เห็นภาพอารุมเบลอๆ
       “คุณ...คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
       “อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย คุณไหวหรือเปล่า เดี๋ยวผมไปเอาน้ำให้ทานนะ”
       อารุมจะผละไป แต่พอเห็นวิศนีจะทิ้งตัวลงนอน ก็ต้องรีบกลับมาประคองไว้ ไม่กล้าทิ้งไป วิศนีเอนตัวซบไหล่ของเขา ลูกเกดกับชมพู่เดินออกมาเห็นภาพที่อารุมโอบประคองวิศนีพอดี ชมพู่ตาโต
       “ว้าย ตายแล้ว ฉันไม่ได้เมาใช่ไหม”
       ชมพู่ขยี้ตา
       “ถ้าเธอเมา ฉันก็คงเมาเหมือนกัน เพราะเราเห็นภาพเดียวกัน” ลูกเกดนึกได้ “อยากเห็นอะไรสนุกๆ มั้ย”
       ลูกเกดยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วดึงชมพู่กลับเข้าร้านไป
       
       ยุพเยาว์กับวิเวียนยังคงเต้นไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ในผับ นนทลีนั่งอย่างกระสับกระส่าย พยายามมองหาอารุมอยู่ โดยมีกุสุมานั่งตบไหล่ปลอบ ลูกเกดกับชมพู่เดินยิ้มมีเลศนัยกลับเข้ามา ลูกเกดยิ้มเยาะ
       “มองหาใครเหรอจ๊ะนน”
       นนทลีวางท่า
       “ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
       ลูกเกดทำหน้าน้อยใจ
       “อ้าว ก็นึกว่ามองหาคนรู้จัก จะได้ช่วยบอกให้ เมื่อกี้ฉันเห็นอารุมแน่ะ”
       นนทลีหันขวับมองทันที ลูกเกดยิ้มๆ
       “เขาอยู่หน้าร้าน...กับคุณวิศนี”
       
       นนทลีตะลึงงัน กุสุมาพลอยตกใจไปด้วย

 นนทลีเดินฉับๆ ออกมาหน้าร้านด้วยความร้อนใจ โดยมีกุสุมาตามมาด้วย พอหันไปด้านข้างก็เห็นอารุมนั่งเฝ้าวิศนีที่ยังสะลึมสะลืออยู่ แล้วป้อนน้ำให้กิน นนทลีเสียงดัง ลืมตัว

       
       “อารุม!”
       อารุมหันขวับมามอง พร้อมกับนักเที่ยวที่อยู่แถวๆ นั้น นนทลีก้าวไปถึงตัว อารมณ์โกรธพุ่งปรี๊ด
       “นี่คือเหตุผลที่คุณมาที่นี่เหรอ”
       “ไม่ใช่นะนน ผมเพิ่งพบคุณวิศนีข้างใน เธอ...”
       อารุมจะอธิบาย นนทลีสวนทันที
       “ก็เลยลากกันออกมานัวเนียอวดชาวบ้าน”
       กุสุมาทำเป็นดึงแขนนนทลีอย่างปรามๆ คนที่อยู่ๆ รอบมองอย่างสนใจ ลูกเกด ชมพู่ พายุพเยาว์ กับวิเวียนและเพื่อนคนอื่นๆ โผล่หน้าออกมาดู อารุมหน้าเสีย
       “นน อย่าเพิ่งพูดกันตอนนี้ได้ไหม คนมองเยอะแล้ว”
       “มองก็มองไปสิ นนไม่อาย คนแย่งแฟนชาวบ้านสิต้องอาย คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง คุณไม่นึกถึงใจนนเลยเหรอ คุณมาหานน แต่พอเจอผู้หญิงคนนี้คุณก็หนีมานั่งกอดกับเขา ทำไม”
       นนทลีร้องไห้เสียงดัง วิศนีได้ยินเสียงเอะอะก็ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พยายามจะอ้าปากพูด
       “คุณ...”
       วิศนีพูดได้แค่นั้นก็รู้สึกคลื่นไส้ เลยโก่งคอจะอ้วกมาทางนนทลี
       “นี่ จะทำอะไร”
       นนทลีตกใจ กลัววิศนีอ้วกใส่ เลยเอามือผลักวิศนีออกไปให้ห่างตัว วิศนีที่ทรงตัวไม่อยู่แล้ว ล้มหงายหลังไปกับม้านั่งดังโครมแล้วแน่นิ่งไป
       “นน ทำไมทำอย่างนี้” อารุมเข้าไปดู “คุณวิศนี”
       อารุมเข้าไปเขย่าตัววิศนีอย่างตกใจ นนทลีเห็นแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ ตวาดลั่นทั้งน้ำตา
       “เชิญเลย เชิญดูแลกันไปซะให้พอ อย่ามายุ่งกับนนอีก”
       นนทลีวิ่งหนีเข้าไปในร้านทันที หลายคนรีบเอาโทรศัพท์ถ่ายคลิปไว้ อารุมประคองวิศนีที่หลับไปแล้วขึ้นมา แล้วมองตามนนทลีไปอย่างพะวักพะวน เขาทั้งกลุ้มใจ ทั้งอาย
       “คุณวิศนีท่าทางจะแย่ ผมคงต้องไปส่งเธอก่อน บอกนนด้วยนะว่าเดี๋ยวจะกลับมารับ”
       อารุมบอก กุสุมาพยักหน้า แต่ก็มองตามอารุมที่อุ้มวิศนีแหวกฝูงชนออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก เพราะหึงวิศนีเหมือนกัน
       
       ส่วนโยธินยืนกระสับกระส่ายรออยู่หน้าห้องน้ำหญิง จนกระทั่งเด็กเสิร์ฟคนหนึ่งโผล่มา
       “ว่าไง เจอแฟนพี่ไหม”
       “ไม่มีเลยค่ะ หนูเช็คหมดทุกห้องแล้ว”
       เด็กเสิร์ฟเดินออกไป ทิ้งให้โยธินหงุดหงิด โมโห
       “ไปไหนของเขาวะ”
       
       นีรนุชอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนออกมาจากในห้องน้ำ แล้วเดินมาเช็ดผมอยู่หน้ากระจก แล้วเธอก็ได้ยินเสียงดังก๊องแก๊งอยู่ที่ชั้นล่าง จนสะดุ้ง นีรนุชชะงักไปอย่างใจคอไม่ดี แล้วเงี่ยหูฟังให้แน่ใจ เสียงก๊องแก๊งยังคงดังเหมือนมีใครเดินชนอะไร บรรยากาศดูน่ากลัว
       นีรนุชค่อยๆ ย่องฝ่าความมืดลงบันไดมาอย่างเงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงตรงหน้าประตูอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะคว้าไม้กวาดที่พิงอยู่ตรงมุมบ้านมาถือไว้ แล้วย่องไปที่หน้าบ้าน พอไปถึงหน้าประตู นีรนุชก็กระชับด้ามไม่กวาด แล้วใช้อีกมือเปิดประตูหน้าบ้านออกไป แล้วหลับหูหลับตาฟาดเปรี้ยงไม่นับ
       “นี่แน่ะ ไอ้โจรบ้า จะมาปล้นบ้านฉันเหรอ แกคิดผิดแล้วไอ้วายร้าย”
       เดชชาติร้องลั่น
       “โอ๊ย!”
       “แกตายแน่วันนี้ ตาย!”
       นีรนุชหลับหูหลับตากระหน่ำตีๆๆๆๆ เสียงร้องโอดโอยยังดังลั่นอยู่
       “โอ๊ยๆๆๆ”
       รักชาติรีบห้าม
       “พี่นุช อย่า!”
       นีรนุชชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเด็ก ลืมตาขึ้นมองทันที เห็นรักชาติเข้ามาจับไม้กวาดไว้ ส่วนเดชชาตินอนเค้เก้เอามือกุมหัวอยู่ที่พื้น
       “รัก! พี่ชาติ !”
       
       เดชชาติเอายาหม่องคลึงที่หัวตัวเอง พลางร้องโอดโอย
       “อูยย เจอเธอทีไร ทำไมฉันต้องเจ็บตัวทุกทีเลยวะ”
       นีรนุชเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าพันน้ำแข็ง
       “ก็ใครใช้ให้มาไม่ให้สุ้มให้เสียงล่ะ ดึกดื่นแล้วนุชก็นึกว่าโจรน่ะสิ เอ้า เอาน้ำแข็งประคบหน่อย”
       นีรนุชส่งผ้าให้ รักชาติพูดขึ้น
       “พี่ชาติเขาเป็นห่วงพี่นุช”
       “ห่วงเรื่องอะไร”
       “ก็เห็นว่าอยู่บ้านคนเดียวก็เลยมาอยู่เป็นเพื่อน ฮึ ถ้ารู้ว่าเก่งอย่างนี้ ไม่มาให้เจ็บตัวหรอก ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ ไอ้ชาติเอ๊ย”
       เดชชาติทำหน้างอน นีรนุชยิ้มแหยๆ
       “โอ๋ ก็ไม่รู้นี่ มาๆๆ นุชประคบให้ อย่าโกรธน๊า”
       นีรนุชแย่งผ้ามาช่วยประคบให้ เดชชาติยังทำหน้างอนหันหนีไปมา แต่นีรนุชตามเอาผ้าประคบอย่างง้องอน
       
       ยุพเยาว์ วิเวียน ลูกเกด ชมพู่ที่จับกลุ่มนินทากัน รีบสงบเสงี่ยมเมื่อเห็นนนทลีเดินมาที่โต๊ะ นนทลีมาถึงก็คว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะขึ้นดื่มอั้กๆ ชะงักทำหน้าแหยเล็กน้อยเพราะไม่เคยกิน แต่ก็กัดฟันกินจนหมดแก้ว ท่ามกลางความตกใจของทุกคน นนทลีหันไปบอกทั้งสี่คน
       “เอาเหล้ามาอีกซิ”
       กุสุมาเดินเข้ามาพอดี
       “นน...”
       นนทลีปัดแขนกุสุมา
       “ไม่! ไม่ต้องมาปลอบฉัน ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว”
       กุสุมาทำเป็นลังเล ก่อนจะพูด
       “อารุมฝากมาบอกว่าเขาจะพาคุณวิศนีไปส่งบ้าน”
       นนทลีได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งเดือด แค้นใจจนอยากร้องไห้
       “ดี! ฉันจะได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ เอาเหล้ามาให้ฉัน”
       นนทลีเดินไปกระชากแก้วเหล้าจากมือชมพู่มาแล้วดื่มต่อ ทุกคนมองตกใจ
       
       กุสุมาลอบมองอาการนนทลีแล้วแอบยิ้มอย่างสะใจ

 อารุมขับรถมาจอดหน้าบ้าน แล้ววิ่งมาเปิดประตูข้างที่วิศนั่งอยู่ ละอองกับสมจิตวิ่งตามเข้ามาจากประตูรั้วแล้วเข้ามาช่วยกันประคองวิศนีที่ยังอ่อนเปลี้ยไม่มีสติ อำนวยกับกรแก้วเดินออกมาพอดี

       
       “ยายหนู! เกิดอะไรขึ้นคุณอารุม”
       อารุมอึกอักนิดๆ
       “ผมพบคุณวิศนีที่ผับน่ะครับ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยสบาย”
       อำนวยกับกรแก้วมองละอองกับสมจิตที่ประคองวิศนีที่คอพับคออ่อน อำนวยโมโห อายอารุมที่ต้องให้มาเห็นลูกสาวแบบนี้
       “สภาพนี้คงเมามาล่ะสิ ทำไมถึงได้เหลวไหลอย่างนี้นะ ยายหนู ตื่น! ตื่นเดี๋ยวนี้”
       อำนวยปราดเข้าไปจับหน้าวิศนีเขย่าด้วยความโกรธลืมตัว กรแก้วเข้าไปจับมือไว้
       “คุณคะ อายคนอื่นเขา”
       “เมาเละขนาดนี้ยังจะเหลืออะไรให้อายอีกล่ะคุณ” อำนวยเข้าไปเขย่าวิศนีอีก “วิศนี ตื่น ฉันบอกให้แกตื่น”
       กรแก้วพยายามขวางแล้วบอกคนใช้
       “พาเช็ดตัวบนห้องไป๊” กรแก้วหันมาหาอารุม “ขอบคุณมากนะคุณ เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง”
       อารุมพยักหน้ารับเจื่อนๆ แล้วยกมือไหว้ทั้งสอง ก่อนจะเดินมาที่รถ แต่ยังไม่วายมองตามเข้าไปอย่างเป็นห่วงไม่ได้ อำนวยตามเข้าไปเอะอะกับวิศนีต่อ อารุมมองอย่างกลุ้มๆ สงสารวิศนี แต่ก็ตัดใจขับรถออกไป
       
       อำนวยเดินเข้าห้องนอนตัวเอง อย่างหงุดหงิด
       “ไอ้ลูกคนนี้มันทำแต่เรื่อง พรุ่งนี้เช้าผมจะต้องคุยกับมันสักหน่อยแล้ว”
       “อย่าเอะอะไปเลยค่ะ ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุให้เธอทำมากขึ้น คุณน่าจะรู้จักลูกดี”
       “แต่ยังไงผมเป็นพ่อ ผมปล่อยให้มันทำตัวอย่างนี้ไม่ได้”
       “งั้นก็จัดการเรื่องเธอกับโยธินให้เป็นเรื่องเป็นราวสิคะ คุณไม่แปลกใจเหรอว่าทำไมคุณวิศนีถึงกลับมากับนายอารุม ทั้งที่โยธินเป็นคนมารับเธอออกไป”
       อำนวยฟังแล้วนิ่งไป เพิ่งฉุกใจคิดเหมือนกัน กรแก้วย้ำ
       “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ”
       อำนวยเริ่มลังเล เรื่องที่อวลอบกับกรแก้วสงสัยจะเป็นจริง
       
       นนทลียังนั่งดื่มที่โต๊ะ มีแก้วเหล้าวางเรียงรายตรงหน้า หน้าเริ่มแดงก่ำ กุสุมาได้แต่นั่งข้างๆ แต่ไม่คิดห้ามปราม นนทลีเริ่มเมา
       “เอาเหล้ามาอีก”
       ยุพเยาว์อดไม่ได้
       “พอเถอะนน เธอดื่มเยอะไปแล้วนะ”
       “ก็ฉันกำลังจะฉลองให้เธอไง แล้วฉลองให้ตัวฉันเองด้วย ฉันเป็นโสดแล้ว”
       กุสุมาขัดขึ้น
       “อย่าพูดส่งเดชน่า”
       “ก็หรือไม่จริง แฟนฉันไปกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าต่อตา ยังจะคิดว่าฉันเหลือความหวังอะไรอีกเหรอ” นนทลีสะอึกสะอื้นขมขื่น แล้วมองไปรอบๆ “ไม่มีเหล้าแล้วใช่ไหม งั้นฉันจะไปสั่งเอง”
       นนทลีลุกขึ้นแล้วเดินเซซังไป กุสุมาเรียกแต่ไม่เดินตาม
       “นน”
       เพื่อนคนอื่นได้แต่มองนนทลีอย่างกลุ้มๆ
       
       โยธินกำลังเดินหงุดหงิดผ่านมา แต่เกิดมาชนกับนนทลีเข้าอย่างจัง
       “อ้าว คุณนนทลี มากับใครครับเนี่ย”
       นนทลีเงยหน้ามองโยธินเต็มตา ยิ่งแค้น
       “แล้วคุณล่ะมากับใคร มากับวิศนีหรือว่าตามมันมา”
       โยธินยังงงๆ อยู่ นนทลีก็พาลตบฉาดเข้าที่หน้าโยธินเพราะความเมา
       “มันไปแล้ว มันไปกับอารุมอีกแล้วเข้าใจไหม”
       โยธินทั้งตกใจ ทั้งงง
       “คุณนน”
       “ผู้หญิงของคุณแย่งแฟนฉัน”
       นนทลีพูดจบก็ระเบิดน้ำตาปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น แล้วโผเข้าหาโยธินอย่างคนต้องการที่พึ่ง โยธินรวบตัวนนทลีมากอดไว้อย่างมึนๆ แต่พอนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็รู้สึกโกรธไม่น้อย
       
       อารุมขับรถย้อนกลับมาที่ผับ แล้วกดโทรศัพท์หานนทลี ทุกคนยังรอนนทลีอยู่ กุสุมาก็เหลือบเห็นโทรศัพท์นนทลีที่อยู่ในกระเป๋าส่งแสงวาบๆ เห็นชื่ออารุมหน้าจอ กุสุมารีบคว้ากระเป๋า ทำทีเป็นลุกขึ้นทันที
       “เดี๋ยวฉันจะไปตามนนแล้วก็กลับเลยนะ เจอกันพรุ่งนี้”
       ทุกคนพยักหน้ารับรู้ กุสุมารีบเดินออกไป หยิบกระเป๋านนทลีไปด้วย
       
       กุสุมาเดินออกมาในมุมที่ไม่ค่อยมีคน เห็นโทรศัพท์ของนนทลียังดังอยู่ ก็รีบหยิบออกมากดปิดเครื่องแล้วเอาโทรศัพท์ตนเองออกมากดไปหาอารุมแทน
       อารุมที่รอสายอยู่ อึ้งไปเมื่อจู่ๆ ก็กลายเป็นสัญญาณปิดเครื่องไปเสียเฉยๆ พอกดวางสาย ก็มีเบอร์ของกุสุมาเรียกเข้ามาพอดี อารุมกดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       กุสุมาทำเสียงตื่นเต้น
       “อารุมเหรอจ๊ะ เฮ้อ! โชคดีที่ติดต่อได้”
       “มีอะไรเหรอสุ”
       กุสุมาบีบเสียงให้ดูกังวลใจ
       “ก็นนน่ะสิ อยู่ดีๆ ก็ผลุนผลันกลับบ้านไปเลย ไม่รอสุด้วยซ้ำ นี่สุพยายามโทร.หา แต่เขาก็ปิดเครื่อง”
       “นนกลับไปกับใคร”
       “สุไม่รู้ เพราะเพื่อนๆ คนอื่นก็ยังอยู่ครบ แต่เขากำลังจะกลับกันแล้วล่ะ” กุสุมาทำเสียงน่าสงสาร “สุยังไม่รู้จะกลับยังไงเลย”
       “งั้นเดี๋ยวผมไปรับสุเองนะ”
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       กุสุมากดวางสาย แล้วยิ้มสะใจอยู่คนเดียว
       
       ด้านเดชชาติเดินออกไปยืนมองอยู่หน้าบ้าน แล้วหันดูนาฬิกา
       “นี่ดึกแล้วนนยังไม่กลับอีกเหรอ”
       "คงปรับความเข้าใจกับพี่อารุมอยู่มั้ง” นีรนุชหันไปมองรักชาติที่หาวเพราะง่วงจัด “รักขึ้นไปนอนบนห้องไหม เดี๋ยวพี่พาไป”
       รักชาติอ้อน
       “ถ้าพี่นุชเล่านิทานให้ฟัง รักก็จะนอน”
       รักชาติเข้ามาหนุนตักอ้อน นีรนุชมองอย่างเอ็นดู
       “ป่ะ งั้นขึ้นข้างบนกัน แต่พี่เล่าเรื่องสโนว์ไวท์ไม่เก่งหรอกนะ” นีรนุชเหลือบมองเดชชาติ “เรื่องนั้นต้องให้พี่ชาติเป็นคนเล่า”
       นีรนุชลุกขึ้นจูงรักชาติจะขึ้นห้อง เดชชาติหันมามอง
       “อ้าวเฮ้ย จะทิ้งฉันไว้คนเดียวเหรอ ได้ไงล่ะ”
       “พี่ชาติก็ตามขึ้นมาสิ” รักชาติบอก
       นีรนุชรีบห้าม
       “ไม่ได้! ชั้นบนมันห้องนอนสาวๆ พี่ชาติห้ามขึ้น”
       “นี่ ให้มันน้อยๆ หน่อย คิดว่าฉันจะทำอะไรเธอเหรอ เห็นกันมาตั้งแต่แก้ผ้าโดดน้ำ แค่คิดก็เสื่อมแล้ว”
       นีรนุชเท้าเอวจะด่า แต่เกรงใจรักชาติ
       “ก็ได้ ขึ้นมาได้ แต่ห้ามเข้าห้องนะ”
       
       นีรนุชคว้าแขนรักชาติ แล้วสะบัดหน้าเดินนำไป เดชชาติมองหมั่นไส้

นนทลีนั่งดื่มต่ออยู่กับโยธินที่บาร์เหล้า เริ่มออกอาการเมามายมากขึ้นจนลืมกลุ่มเพื่อนตัวเองไปสนิท

       
       “ตกลงคุณกับวิศนีเป็นอะไรกันแน่ คุณไม่ใช่แฟนกันหรือไง ทำไมปล่อยให้เขามายุ่งกับคนของฉัน”
       โยธินอึกอัก ไม่อยากให้ข้อมูลผูกมัดตัวเอง ตามประสาหนุ่มเจ้าชู้ เลยอ้อมแอ้มตอบ
       “เอ่อ ที่จริงเราก็แค่รู้จักกันเฉยๆ ผมคงไปห้ามอะไรเขาไม่ได้หรอก”
       นนทลีตีโพยตีพาย
       “ต้องห้ามได้สิ คุณต้องห้ามเขา ฉันไม่อยากเสียอารุมไป”
       โยธินหยั่งเชิง
       “แฟนคุณวิเศษมากขนาดนั้นเลยเหรอ คุณคิดไปเองหรือเปล่า”
       “คุณไม่รู้อะไร ผู้หญิงคนนี้จ้องอารุมมาตั้งแต่ทำงานวันแรกแล้ว ใครๆ ก็เตือน แต่ฉันไม่เชื่อ สุดท้ายฉันก็เสียรู้มัน”
       นนทลีฟุบหน้าลงร้องไห้บนโต๊ะ โยธินเหลือบมองแล้วถือโอกาสแต๊ะอั๋งด้วยการลูบไหล่ปลอบๆ
       “คุณนน อย่าร้องไห้เลยครับ”
       นนทลีเหมือนจะได้สติขึ้นมา ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นปาดน้ำตา แล้วลุกขึ้นพูดเสียงอู้อี้
       “ฉันจะกลับบ้านล่ะ”
       นนทลีพูดจบก็เดินเซซังออกไป
       
       โยธินเดินตามนนทลีมาอย่างเป็นห่วง แล้วเห็นนนทีลีเดินสะดุดจะล้มเพราะยังไม่สร่างดี
       “แล้วคุณจะกลับยังไง ให้ผมไปส่งไหม”
       “ไม่ต้อง ฉันมากับ...”
       นนทลีชะงัก เมื่อมองไปที่โต๊ะที่ตัวเองเคยนั่งกับพวกกุสุมา แต่ไม่มีใครอยู่แล้ว มีแต่เด็กเสิร์ฟเก็บโต๊ะอยู่
       “น้อง เพื่อนพี่ล่ะ”
       “โต๊ะนี้เหรอคะ กลับไปแล้วค่ะ”
       นนทลีโวยวาย
       “กลับไปได้ยังไง ฉันยังอยู่ที่นี่เลย”
       “คุณนน ใจเย็นๆครับ”
       โยธินเข้าไปปลอบแล้วประคองนนทลีออกไป
       
       โยธินประคองโอบนนทลีที่ยังดูเปลี้ยๆ ออกมาที่รถ
       “เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง คุณบอกทางแล้วกันนะ”
       นนทลีทำเสียงตอบรับในลำคอ แล้วปล่อยให้โยธินประคองขึ้นรถ โยธินปิดประตูแล้วอ้อมมาขึ้นฝั่งตัวเอง ก่อนจะขับออกไป
       
       นีรนุชนั่งกางหนังสือนิทานอยู่บนเตียงกับรักชาติ กำลังเล่านิทานให้ฟัง
       “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกาตัวหนึ่งอาศัยอยู่บนกิ่งไม้”
       นีรนุชยื่นหน้าไปที่ประตูห้องที่แง้มๆ อยู่
       “ทำเสียงประกอบหน่อยสิพี่ชาติ”
       เดชชาติทำเสียงกา
       “ก๊า...ก๊า”
       เดชชาติที่นั่งตบยุงอยู่หน้าห้อง บ่นพึมพำ
       “เวรกรรมอะไรของฉันวะเนี่ย”
       รักชาติหัวเราะขำ นีรนุชอมยิ้มแล้วเล่านิทานต่อ
       “แล้ววันหนึ่ง อีกาตัวนี้มันก็คาบเนยแข็งมาจากบ้านของชาวบ้าน ขณะที่กำลังบินไป หมาจิ้งจอกตัวนึงก็เดินผ่านมา” นีรนุชชะโงกหน้าไป “พี่ชาติ หมาจิ้งจอก”
       เดชชาติเห่า
       “โฮ่งๆๆ”
       “บ้า หมาจิ้งจอกมันเห่าที่ไหนล่ะ”
       “อ้าว งั้นก็” เดชชาติทำเสียงหอน “บรู๋วว”
       รักชาติหัวเราะขำ นีรนุชพลอยหัวเราะไปด้วย
       “เจ้าหมาจิ้งจอกตัวนี้เห็นเนยแข็งในปากอีกาก็นึกอยากกิน ก็เลยคิดแผนร้องทักอีกาว่า...”
       นีรนุชเล่านิทาน โดยมีรักชาติฟังอย่างสนใจ...ด้านนอกห้องเดชชาตินั่งเฝ้าหน้าประตู แล้วตบยุ่งที่บินว่อนอยู่รอบตัว เวลาผ่านไป นีรนุชเล่าไปเรื่อยๆ รักชาติค่อยๆ เคลิ้มแล้วเอียงคอหลับ
       
       โยธินขับรถมาตามถนน จนถึงแยกที่ต้องเลี้ยวต่อ แต่ไปไม่ถูกเลยจอดรถ
       “แล้วไปทางไหนต่อครับคุณนนทลี”
       โยธินเหลียวมองเห็นนทลีนิ่งไป ก็สะกิดเรียก
       “คุณนน”
       โยธินเขย่าตัว แต่นนทลีไม่ยอมลืมตาเพราะผล็อยหลับไปแล้วด้วยความเพลียโยธินมองนนทลีที่หลับสนิทอย่างงงๆ แล้วคิดอะไรบางอย่างได้ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ยักไหล่
       “งั้นก็ช่วยไม่ได้นะ”
       โยธินเลี้ยวรถไปอีกทางหนึ่ง
       
       นีรนุชอ่านนิทานมาถึงหน้าสุดท้ายพอดี
       “นิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า อย่าเชื่อคำป้อยอของใครเป็นอันขาด”
       นีรนุชหันมาจะพูดกับรักชาติ แต่เห็นอีกฝ่ายหลับไปแล้ว ก็ยิ้มอย่างเอ็นดู แล้วขยับผ้าห่มให้ ฉับพลันก็ได้ยินเสียงกรนดังลั่นมาจากหน้าห้อง...นีรนุชเปิดประตูออกมา เห็นเดชชาตินั่งหลับเอาหัวพิงกำแพงกรนเสียงดังก็เข้าไปสะกิด
       “พี่ชาติ”
       เดชชาติหลับไม่รู้เรื่อง ยังกรนต่อ นีรนุชถอนใจ เลยกลับเข้าห้องแล้วหอบหมอนกับผ้าห่มออกมา แล้วพยายมใช้ผ้าห่มคลุมเขาทั้งที่อยู่ในท่านั่งหลับแบบนั้น ก่อนจะยกหัวเพื่อเอาหมอนสอดเข้าไป เดชชาติที่หลับสนิทหนุนหมอนซักพักก็โงนเงนตัวล้มลงนอนหนุนตักนีรนุชแทน
       “เอ้า ! พี่ชาติ ลุกก่อน”
       นีรนุชพยายามเข่าตัว แต่เดชชาติหลับลึกมาก ไม่มีทีท่าเขยื้อน แถมยังกรนต่อ หญิงสาวมองเซ็งๆ แล้วจำต้องให้ชายหนุ่มนอนหนุนตักอยู่แบบนั้น ไม่กล้าลุกหนี
       
       โยธินจอดรถที่หน้าบ้าน ลงมาเปิดประตูข้างนนทลี เพื่อจะประคองลงจากรถ แต่เธอค่อยๆ รู้สึกตัวแล้วลืมตาตื่นขึ้นพอดี
       “ถึงแล้วเหรอ” นนทลีมองรอบๆ “ที่นี่ที่ไหน”
       “บ้านผมเอง”
       นนทลีได้ยินเข้าก็สร่างเมาทันที รีบผละออกจากโยธิน
       “แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไม”
       “ก็คุณหลับ ผมเรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น เอาน่า นอนที่นี่สักคืนนะครับ รับรองว่าคุณจะชอบ”
       โยธินตอบยิ้มๆ เพราะใช้มุกนี้ประจำกับสาวๆ ที่เจอตามผับ คิดว่านนทลีคงไม่ว่าอะไร
       
       “ชอบบ้าอะไร ฉันจะกลับบ้าน”

นนทลีผลุนผลันจะเดินออกไป โยธินรีบตรงเข้าไปโอบ เอาใจ

       
       “ไม่เอาน่า คุณเมาอยู่ เดี๋ยวก็ล้มหรอก”
       นนทลีตกใจ รีบสะบัด
       “ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า ไอ้คนฉวยโอกาส”
       นนทลีตบหน้าโยธินอีกฉาด โยธินตะลึง
       “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงง่ายๆ อย่างที่คุณคิดนะ”
       โยธินเริ่มโมโห
       “คุณนนทลี ก็คุณมากับผมเอง”
       “แกพูดอย่างนี้ได้ยังไง ไอ้คนเลว ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!”
       นนทลีป้องปากตะโกน โยธินเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามารวบตัว ปิดปากไว้
       “ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
       นนทลีงับมือโยธินที่ปิดปากอยู่
       “โอ๊ย”
       นนทลีได้จังหวะ รีบวิ่งหนีเตลิดออกนอกบ้านไป โยธินมองกลุ้มๆ กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ อีกใจก็ยังจะหวังใช้ประโยชน์จากนนทลีในการแยกวิศนีกับอารุม
       
       นนทลีเดินเร็วๆ ออกมาอย่างขวัญเสีย พยายามมองหารถ แต่ไม่มีรถผ่านมาสักคัน ถนนหนทางก็เปลี่ยว โยธินขับรถตามออกมา แล้วชะลอ พร้อมกับเปิดกระจก
       “คุณนนทลี”
       “ไปให้พ้นนะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย”
       “คุณนนทลี ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกคุณ...ผมแค่...เมาไปหน่อย ขึ้นรถมาเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
       “ฉันไม่ได้โง่นะ”
       “แล้วคุณจะกลับยังไง แท็กซี่ก็ไม่มี กระเป๋าสตางค์ก็อยู่ที่เพื่อนคุณไม่ใช่เหรอ”
       นนทลีนึกได้ ชะลอฝีเท้าลง โยธินขับรถมาเทียบจอด อ้อนวอน
       “ผมขอโทษเรื่องเมื่อกี้จริงๆ นะ ให้ผมได้แก้ตัวอีกครั้งนะครับ”
       นนทลีหยุดเดิน แต่ยังมองโยธินอย่างลังเล โยธินนึกได้ รีบเอาโทรศัพท์ออกมา กดเลขก่อนจะส่งให้
       “อ้ะ งั้นผมให้โทรศัพท์คุณไว้ ถ้าคิดว่าผมจะทำมิดีมิร้าย ก็กดได้เลย”
       นนทลีรับโทรศัพท์โยธินมา เห็นว่าเขากดเลข 191 ทิ้งไว้ให้แล้ว ก็คลายใจ โยธินรีบยื่นมือมาเปิดประตูรถให้ แต่นนทลีหนีไปขึ้นด้านหลัง แล้วนั่งเกาะประตูแน่นอย่างระวังตัว โยธินมองทางกระจกด้านหลังแล้วถอนใจเซ็งๆ ก่อนจะออกรถ
       
       นีรนุชนั่งหลับพิงกำแพงอยู่ โดยมีเดชชาตินอนตัก แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุบประตูดัง นีรนุชรีบผลักเดชชาติให้นอนกับพื้น แล้วรีบลุกไป
       นีรนุชเดินไปไขกุญแจเปิดประตู ก็เห็นนนทลีพรวดพราดเข้ามา
       “พี่นน...นุชเป็นห่วงแทบแย่ โทรไปก็ไม่ติด”
       นนทลีไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาจะเดินเลี่ยงไป แต่นีรนุชตามไปตื๊อ
       “ทำไมพี่นนกลับช้าจังล่ะคะ แล้วพี่อารุมไปรับหรือเปล่า”
       นนทลีได้ยินชื่ออารุมก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาอีก
       “อย่าเพิ่งถามอะไรพี่ตอนนี้เลย พี่เพลีย”
       นีรนุชทำจมูกฟุดฟิด
       “พี่นนดื่มเหล้าเหรอคะ”
       นนทลีละอายใจ โกรธกลบเกลื่อน
       “ก็บอกว่าอย่าเพิ่งถามไง”
       นีรนุชอึ้งไป เพราะไม่เคยถูกดุมาก่อน นนทลีเหมือนรู้ตัว พยายามปรับอารมณ์ใหม่ นนทลีเสียงอ่อนลง
       “พี่ง่วงแล้ว มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
       นนทลีสั่งเสร็จก็เดินขึ้นบันไดไป นีรนุชมองตามพี่สาวแบบเป็นห่วง รู้ว่าต้องมีอะไรแน่
       
       วันต่อมา วิศนีเดินเข้ามาในบริษัทในตอนเช้า และสังเกตเห็นพนักงานจับตามองตนและหยิบโทรศัพท์ออกมาดูพลางซุบซิบกัน วิศนีมองไปที่เคานท์เตอร์ต้อนรับ ลูกเกดกับชมพู่ไม่วิ่งเข้ามาประจบเหมือนเคย ได้แต่ส่งยิ้มแหยๆ ให้ แล้วชี้ชวนให้ดูอะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ วิศนีรู้สึกแปลกๆ กับท่าทางของแต่ละคน แต่ก็พยายามไม่สนใจ เดินไปที่ห้องทำงาน แต่ระหว่างทาง พนักงานหลายคนที่ทำงานอยู่ตามคอก ก็ยังมีแอบมองวิศนีด้วยสายตาแปลกๆ วิศนีเดินเกือบจะถึงห้องทำงานของตัวเอง แล้วได้ยินเสียงพนักงานนินทากัน
       “จริงหรือเปล่าที่เขาว่าคุณวิศนีกับนนทลีตบกันในผับ”
       วิศนีได้ยินก็ชะงักกึก หยุดมองไปทางมุมหนึ่งที่เห็นพนักงานสองคนคุยกันอยู่
       “จริงสิ ฉันเห็นในยูทูบแล้ว หน้าชัดเป๊ะ เธอไปเสิร์ชเลยนะชื่อคลิปไฮโซตบกันแย่งผู้ชาย”
       “ต๊าย ฉาวมากเลยนะเนี่ย ไม่ดังไปทั่วประเทศแล้วเหรอ”
       พนักงานทั้งสองคนยังซุบซิบกันต่อ วิศนียืนอึ้ง ตัวชา เพราะจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
       
       กรแก้วลุกจากโต๊ะรับแขกที่มีคอมพิวเตอร์แลปท็อปเปิดค้างไว้ กดโทรศัพท์หาอำนวย
       “คุณคะ ตอนนี้คุณอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือเปล่า”
       เหตุการณ์ในคลิปยูทูบ เป็นภาพแอบถ่ายเหตุการณ์จากโทรศัพท์มือถือของไทยมุง เป็นภาพนนทลีตรงเข้าไปต่อว่าอารุม แล้วหันมาผลักวิศนีล้มลง ไทยมุงอยู่ไกลเลยเก็บรายละเอียดไม่ชัดนัก ทำให้ภาพรวมดูเหมือนมีการตบตีทำร้ายร่างกายกัน วิศนีดูภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ก็รู้ว่าเป็นตัวเองกับนนทลีแน่ๆ แถมยังมีอารุมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ขณะที่กำลังมึนงงอยู่ โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็กรีดเสียงดังขึ้น วิศนีกดรับ
       “คุณวิศนีคะ ท่านประธานเชิญพบค่ะ”
       วิศนีถือโทรศัพท์ค้างกลุ้มจัด รู้ว่าเกิดเรื่องแน่
       
       อำนวยพลิกหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้วิศนีดูว่ากำลังดูคลิปเดียวกันอยู่
       “แกจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง”
       วิศนีมองอึ้งๆ เพราะไม่รู้เรื่องเหมือนกัน อำนวยทุบโต๊ะเปรี้ยง
       “พ่อถามว่าแกจะอธิบายยังไง”
       “หนู...หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
       อำนวยยิ่งโมโห
       “แกแก้ตัวได้แค่นี้เหรอ”
       อำนวยยังไม่ทันพูดต่อ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น อำนวยมองไป
       “อ้อ มาพร้อมกันก็ดี จะได้ช่วยกันเล่าซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
       วิศนีหันมองตามอำนวยไป ก็เห็นอารุมกับนนทลีเดินเข้ามา สีหน้าวิตก
       
       เดชชาติเดินเข้ามาในออฟฟิศ เห็นกุสุมาจับกลุ่มคุยกับคนอื่นๆ อยู่
       “มีอะไรกันเหรอ”
       “ชาติเห็นคลิปนี้หรือยัง”
       กุสุมาเอาโทรศัพท์ให้ดู เดชชาติดูแล้วตกใจ
       “นี่มันคุณวิศนีกับนน”
       วิเวียนเข้ามาบอก
       “เมื่อคืนสามคนนี้มีเรื่องกันในผับแล้วมีคนถ่ายคลิปไว้ ตอนนี้ว่อนไปทั่วอินเตอร์เน็ตแล้ว”
       
       เดชชาติตกใจ นึกเป็นห่วงวิศนีขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ค่อยอยากเชื่อ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 07 พ.ย. 55 15:45:36
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน