อุบัติเหตุ ตอนที่ 6

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 6

อุบัติเหตุ ตอนที่ 6

อารุมเริ่มอธิบายเรื่องราวกับอำนวย ต่อหน้าวิศนีและนนทลี

       
       “มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันครับท่าน ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ”
       อำนวยหันมาหาวิศนี
       “จริงหรือเปล่า”
       วิศนีทำหน้าสับสน แล้วส่ายหน้า
       “หนูจำไม่ได้ค่ะ”
       อำนวยตวัดสายตามองนนทลีที่ก้มหน้าก้มตาอย่างกลัวๆ เพราะลึกๆ อำนวยก็ห่วงลูกมากกว่า นนทลีรวบรวมความกล้า
       “เมื่อคืนคุณวิศนี...ไม่สบาย แล้วก็กำลังจะอาเจียน ดิฉันก็เลยตกใจ พลั้งมือผลักเธอออกไปค่ะ”
       “นี่แกเมาขนาดนี้เลยเหรอ”
       อำนวยหันไปตำหนิวิศนีอย่างฉุนๆ เพราะอายลูกน้องด้วย
       “ผมรับรองได้ครับว่านนไม่ได้ทำร้ายใคร เธอไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น”
       นนทลีเหลือบมองอารุมทันที ไม่นึกว่าหลังจากเกิดเรื่องแบบนั้นอารุมยังจะเข้าข้างเธอ อำนวยนิ่งไป แล้วคิดขึ้นมาได้อีกเรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองกังวลอยู่
       “แล้วไอ้ที่เขาว่า...ตบตีแย่งผู้ชายกันล่ะ”
       “ผมกับคุณวิศนีเป็นแค่เป็นเพื่อนร่วมงานกันครับ”
       อารุมพูดย้ำชัดหนักแน่น แล้วเอื้อมไปจับมือนนทลีมากุมต่อหน้า
       “แล้วเราสองคนก็รักกันดีครับ”
       อารุมสบตากับนนทลีอย่างจริงใจ มั่นคง ฉับพลันน้ำตาอุ่นๆ ของนนทลีก็คลอขึ้นมาเต็มตา วิศนีที่แอบเหลือบมองสองมือที่กุมกันนั้นด้วยความเจ็บแปลบ ในขณะที่อำนวยโล่งใจ
       “ถ้าคุณยืนยันแบบนี้ ผมก็ไม่ติดใจอะไร เชิญ”
       อารุมกับนนทลียกมือไหว้อำนวยแล้วหันหลังออกไป วิศนีจะเดินตาม
       “อยู่คุยกับพ่อก่อน วิศนี”
       
       อารุมกับนนทลีเดินออกมา เห็นทุกคนมาจับกลุ่มรอฟังข่าวอยู่ กุสุมารีบเดินเข้ามา
       “เป็นยังไงบ้าง”
       “ท่านไม่ได้ว่าอะไร”
       อารุมกวาดตามองไทยมุงอย่างเอือมๆ แล้วเดินจากไป คนอื่นๆ พากันเซ็ง ลูกเกดบ่น
       “โธ่เอ๊ย นึกว่าจะดราม่า”
       “ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม กลับไปทำงานกันต่อได้แล้ว ไป”
       เดชชาติต้อนคนอื่นๆ ออกไป นนทลีมองตามอารุม อยากคุยอะไรบางอย่าง
       
       วิศนีเผชิญหน้ากับอำนวย
       “เมื่อคืนทำไมอารุมถึงเป็นคนมาส่งแก”
       “หนูไม่รู้ จำได้แค่ว่าเพื่อนคุณโยธินสั่งเครื่องดื่มให้ระหว่างที่เขายังมาไม่ถึง แต่พอดื่มไปแล้ว หนูก็ไม่รู้ตัวอีกเลย”
       “พ่อคุยกับโยธินแล้ว เขาบอกว่าเมื่อคืนอยู่ๆ แกก็หายตัวไป ตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ จนร้านเลิกเขาถึงกลับบ้าน”
       วิศนีเริ่มไม่พอใจ
       “พ่อคิดว่าหนูโกหกหรือไงคะ คิดว่าหนูนัดพบกับคุณอารุมในผับที่แฟนเขามาเที่ยวกับเพื่อน เพื่อจะให้เขามาแหกอกประจานหนูไปทั่วอินเตอร์เน็ตอย่างนี้เหรอ”
       “พ่อไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่แกรู้ใช่ไหมว่ามีคนซุบซิบเรื่องของแกกับอารุม” อำนวยถอนใจพยายามใจเย็น “พ่อไม่อยากให้มันบานปลายไปมากกว่านี้ มันจะเสียการปกครอง”
       “พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ก็อย่างที่คุณอารุมเขาบอกนั่นแหละ...หนูกับเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้”
       วิศนีเชิดหน้าตอบ ในใจก็พยายามบอกตัวเองให้คิดแบบนั้นเช่นกัน เพื่อไม่ให้เจ็บไปกว่านี้
       
       อารุมกลับมาทำงานที่โต๊ะ สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เลยเงยหน้ามอง
       “นน”
       นนทลีมองอารุมอย่างเก้อๆ แล้วยิ้มให้
       “นนจะมาขอบคุณอารุมเรื่องเมื่อกี้”
       “มันเป็นสิ่งที่ผมต้องทำอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นเรื่องจริง”
       นนทลีได้ยินแล้วยิ่งละอายกับความเลอะเทอะของตัวเอง อารุมลุกจากโต๊ะเดินมาหา จับมือนนทลี
       “แล้วเมื่อคืนคุณกลับยังไง รู้ไหมว่าผมเป็นห่วงมาก”
       นนทลีไม่กล้าสบตา
       “กลับแท็กซี่ค่ะ”
       อารุมพูดอ่อนโยน
       “อย่าทำแบบนั้นอีกนะ สงสารผมเถอะ”
       นนทลีแทบจะน้ำตาร่วงด้วยความซึ้งใจ แต่ไม่กล้าสบตาตอนตอบ
       “เมื่อคืนนนทำตัวแย่มาก นนรู้ตัวนะคะ” นนทลีเสียงเครือ “แต่ที่ทำลงไป ก็เพราะนนกลัวจะเสียคุณไปนะ”
       “ผมรู้”
       นนทลีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ โผเข้ากอดอารุมแน่น แล้วร้องไห้กับอก
       “นนขอโทษ มันจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว”
       นนทลีร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมอกของเขา อารุมค่อยๆ เอามือโอบ ลูบไหล่ปลอบๆ ที่หน้าต่างกระจกมุมห้อง วิศนียืนมองอยู่ สายตาชอกช้ำ วิศนีได้สติก็ตัดใจไม่เข้าห้องทำงาน แล้วถอยหลบมุมไป
       วิศนียืนหลบมุมเศร้า ตาแดงๆ นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่ เธอเงยหน้ากลั้นน้ำตาที่จวนเจียนจะไหล พยายามปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง ก่อนจะเดินออกไป
       
       เดชชาติกำลังส่งรถให้ลูกค้าส่งกุญแจให้
       “ขอบคุณมากคร้าบคุณผู้ชาย โอกาสหน้าถ้าอยากเปลี่ยนเป็นรถแวนแบบครอบครัวเชิญได้นะครับ กระผมยินดีรับใช้ แฮะๆๆๆๆ”
       ลูกค้าขับรถออกไป เดชชาติมองตามปลื้มๆ แล้วหันมาเห็นวิศนีเดินเข้ามา
       “อ้าว คุณวิศนี”
       วิศนียิ้ม
       “ยินดีด้วยนะคะ”
       “ก็รอดไปอีกเดือนละครับ” เดชชาติยิ้มเขิน “แล้วคุณวิศนีมีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า”
       “ก็ว่าจะหาคนช่วย...” วิศนีแกล้งลากเสียง “ไปกินข้าวเป็นเพื่อนสักมื้อนี่แหละค่ะ ไม่รู้คนแถวนี้จะว่างไหม”
       เดชชาติดีใจ
       “ยินดีเลยครับ เดี๋ยววันนี้ผมเป็นเจ้ามือเอง”
       “ไม่ได้ค่ะ คราวที่แล้วคุณจ่าย คราวนี้ต้องเป็นคิวฉัน”
       “ว่าไงก็ว่าตามกันครับ”
       
       เดชชาติยิ้มชื่น ยอมทุกอย่าง รีบเดินตามวิศนีต้อยๆ

 วิศนีนั่งกินอาหารกับเดชชาติอยู่ในร้าน

       
       “แล้วคุณวิศนีจะทำยังไงกับเรื่องคลิปครับ”
       “ไม่ทำยังไงหรอกค่ะ มันหลุดออกไปแล้วก็ต้องช่างมัน ใครจะคิดยังไงก็ปล่อยเขา ขอแค่คนที่รักฉันเข้าใจฉันก็พอ”
       เดชชาติ รีบตะครุบ ลืมตัว
       “ผมเข้าใจครับ”
       วิศนีอึ้งไป เดชชาติรู้สึกตัว หน้าแดงก่ำ แล้วรีบกลบเกลื่อน
       “เอ่อ ผมหมายถึง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจคุณวิศนีนะครับ”
       วิศนีรู้ว่าเดชชาติคิดยังไง แต่ไม่สามารถตอบสนองได้ เลยยิ้มกลบเกลื่อน
       “ขอบคุณค่ะ คุณเป็นเพื่อนแท้ของฉันจริงๆ”
       เดชชาติหน้าเสียไป เมื่อรู้ว่าวิศนีให้ค่าเขาเพียงแค่นั้นเอง แต่ก็พยายามยิ้มสู้”
       
       อารุมกับนนทลีเดินเข้ามาในร้าน นนทลีมองเห็นเดชชาติกับวิศนีก็ชะงักไป อารุมเอาใจ
       “ถ้านนไม่สบายใจ...”
       “ไม่ค่ะ ทานที่นี่แหละ”
       นนทลีคว้าแขนอารุมมาคล้อง แล้วเดินเข้ามาในร้านอย่างมั่นอกมั่นใจ...เดชชาติมองอารุมกับนนทลีที่เดินมานั่งที่โต๊ะเยื้องๆ กัน อารุมพยักหน้าให้ อารุมนั่งฝั่งตรงข้ามกับวิศนี นนทลีนั่งฝั่งเดียวกับวิศนี ทำไม่สนโต๊ะข้างๆ แต่พูดเสียงดัง
       “เดี๋ยวนนสั่งให้นะคะ นนรู้ว่าถ้ามาที่นี่อารุมจะทานอะไร”
       นนทลีเปิดเมนูดู ไม่เหลือบมองมาทางวิศนีกับเดชชาติเลย วิศนีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอารุม ก็เห็นสายตาอีกฝ่ายจ้องอยู่ก่อนแล้ว จึงรีบเมินหนี วิศนีหันมาคุยกับเดชชาติแทน
       “ทานเต็มที่เลยนะคะคุณชาติ ไม่ต้องเกรงใจ”
       วิศนีตักอาหารในจานให้ เดชชาติยิ้มปลาบปลื้ม อารุมยังมองวิศนีอยู่ แต่พอได้สติก็หันมาสนใจนนทลี...เวลาผ่านไปทั้งสี่นั่งกินอาหารอยู่กับคู่ของตัวเอง นนทลีหยิบโทรศัพท์ออกมายื่นตัวเองไปถ่ายรูปคู่กับอารุม ทำท่าน่ารัก วิศนีแอบมอง แล้วฝืนยิ้มให้เดชชาติ แต่เดชชาติจับสังเกตได้เลยเหลือบมองโต๊ะข้างๆ เห็นอารุมกับนนทลีทำหวานกันอยู่พอดี เดชชาติเจื่อนไป รู้ว่าวิศนีกำลังรู้สึกยังไงในเวลานี้ วิศนีทำไม่รู้ไม่ชี้ พยายามยิ้มให้แต่เดชชาติก็ยังเห็นความเศร้าในแววตานั้น
       
       นนทลีนั่งทำงาน ฮัมเพลงอารมณ์ดี กุสุมาเดินเข้ามาก็เอ่ยทัก
       “อารมณ์ดีมาจากไหนจ๊ะนน”
       นนทลียิ้ม
       “ก็ฉันคืนดีกับอารุมแล้ว”
       กุสุมาหน้าเผือดไปอย่างผิดหวัง แล้วรีบฉีกยิ้ม
       “เหรอ ดีใจด้วยนะ” กุสุมาแกล้งเสี้ยมอีก “แล้วตกลงเมื่อคืนอารุมเขาไปไหนล่ะ”
       “เขาก็ไปส่งคุณวิศนีที่บ้าน แล้วก็กลับมารับเธอไม่ใช่เหรอ”
       นนมลีทำสีหน้านิ่ง รู้ทัน กุสุมาตกใจ เพราะไม่นึกว่านนทลีจะรู้เรื่องนี้แล้ว รีบแก้ตัวปากคอสั่น
       “คือ...ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าเธอไปไหน คิดว่าเธอกลับไปแล้ว ฉันก็เลยบอกอารุม...แล้วเธอไปทำอะไรที่ไหน ทำไมถึงไม่กลับมาหาฉัน”
       คราวนี้นนทลีเป็นฝ่ายหน้าเผือดไปบ้าง เพราะไม่อยากให้ใครรู้เรื่องตนกับโยธิน เธอรีบตัดบท
       “ช่างเถอะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน อ้อ แต่วันนี้ฉันกับอารุมอยากกลับบ้านกันตามลำพัง เธอคงกลับเองเป็นนะ”
       นนทลีสั่งแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกไป อารมณ์ที่แดกดันคือยังเคืองที่กุสุมาทิ้งตัวเองไว้ที่ผับแล้วดันกลับไปกับอารุม แต่ไม่ได้หึงหวงหรือระแวงจนคิดจะเลิกคบ กุสุมารู้ว่าถูกแดกดัน ก็มองตามนนทลีอย่างเจ็บใจ มือขยำกระดาษเอกสารที่อยู่บนโต๊ะอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว
       
       นนทลีลงจากรถอารุมมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น แล้วโบกมือให้อารุมที่ขับรถออกไปอย่างมีความสุข แต่พอหันหลังจะเดินเข้าบ้านก็ชะงัก เมื่อเห็นโยธินยืนรออยู่ พร้อมกับดอกไม้ช่อโต
       “คุณโยธิน !”
       
       นนทลีดึงโยธินหลบมา เพราะไม่อยากให้ใครมาเห็น
       “คุณมาที่นี่ทำไม”
       “ผมมาขอโทษเรื่องเมื่อคืนครับ”
       โยธินยื่นช่อดอกไม้ให้ นนทลีเห็นช่อดอกไม้สวยงามอลังการ ก็อดเขินไม่ได้ ปลื้มนิดๆ ที่โยธินให้ความสำคัญขนาดนี้
       “คุณไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้”
       “ต้องทำสิ ก็ผมทำให้คุณหมดความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราควรจะเป็นเพื่อนกันได้ ผมเสียใจจริงๆ นะครับคุณนน”
       นนทลีมองโยธินอย่างใจอ่อน แล้วพยักหน้า
       “เอาเถอะค่ะ ฉันไม่ถือสาหรอก” นนทลีมองซ้ายขวา “คุณกลับไปเถอะ แล้วก็ไม่ต้องมาที่นี่อีกนะคะ ฉันไม่อยากอธิบายกับใครต่อใครว่าเรารู้จักกันได้ยังไง”
       โยธินเริ่มเซ็ง
       “ผมมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “ไม่ใช่ แต่ฉันมีแฟนแล้วคุณเข้าใจไหม คุณเอาเวลาไปตามตื๊อคุณวิศนีเถอะ จะได้ไม่มีเรื่องกันอีก”
       เดชชาติถือกระเป๋านักเรียนเดินมากับรักชาติ เพิ่งกลับจากโรงเรียน รักชาติมองเห็นนทลีกับโยธินคุยกันอยู่ใกล้ๆ ก็ร้องออกมา
       “นั่นมันไอ้เจ้าชายโหดนี่!”
       “เจ้าชายที่ไหนของแกวะไอ้รัก”
       “ก็เจ้าชายในเรื่องสโนว์ไวท์ไง เขาคุยอะไรกับพี่นนน่ะ”
       เดชชาติมองไป เห็นนนทลีกำลังทำท่าคะยั้นคะยอให้โยธินกลับ แต่โยธินอิดออดพยายามจะพูดอะไรต่อ อาการของนนทลีดูลุกลี้ลุกลน
       “เออ จริงด้วยว่ะ”
       “ไปหาพี่นนกันเถอะพี่ชาติ”
       รักชาติจะไป แต่เดชชาติรีบดึงคอเสื้อไว้
       “เฮ้ยๆๆ ไม่ต้อง ผู้ใหญ่เขากำลังคุยกัน ไป ไปช่วยแม่เก็บร้านดีกว่า”
       เดชชาติเปลี่ยนใจ ดึงรักชาติให้หันหลังเดินกลับไป แต่ยังไม่วายมองมาทางนนทลีกับโยธินอย่างสงสัย
       
       วิศนีลงจากรถที่หน้าบ้าน แล้วส่งกระเป๋าถือให้สมจิต ก่อนจะเหลือบมองไปรถคันอื่นๆ ที่จอดอยู่เต็มหน้าบ้าน
       “วันนี้มีแขกอีกแล้วเหรอ”
       “คนจากนิตยสารน่ะค่ะ มาสัมภาษณ์คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายไปลงหนังสือ เดี๋ยวหนูไปเรียนให้นะคะว่าคุณมาแล้ว”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันไม่อยากไปยุ่งกับเขา”
       วิศนีเดินเชิดเข้าบ้านไป
       
       ที่สวนหลังบ้าน...อำนวยกับกรแก้วเดินนำทีมงานหนังสือชมบ้าน และให้ถ่ายรูป ทุกคนดูคุยกันถูกคอ ยิ้มแย้มอารมณ์ดี กรแก้วเดินนำไปเรื่อยๆ พลางพูดคุยเบาๆ พลันสายตาก็เหลือบไปที่ระเบียง เห็นวิศนียืนอยู่ กรแก้วมองวิศนีเหมือนชะงักแว่บหนึ่ง แต่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ หันมาคุยกับทีมงานต่อ ไม่คิดจะเรียกวิศนีมาร่วมวง และไม่บอกให้อำนวยรู้ด้วยว่าวิศนีกลับมาแล้ว...วิศนีรู้ว่ากรแก้วมีเจตนาที่ต้องการจะกันตัวเองออกไป ก็อดเจ็บปวดไม่ได้ เลยเดินหนีกลับเข้าห้อง
       
       ค่ำนั้น...นีรนุชกลับเข้ามาในบ้าน เห็นนนทลีจัดดอกไม้ใส่แจกันไว้ตามมุมต่างๆ เต็มบ้านก็แปลกใจ
       “โอ้โห วันนี้วันอะไรเนี่ย ทำไมบ้านเรากลายเป็นสวนดอกไม้ไปได้”
       นนทลียิ้มอารมณ์ดี
       “สวยไหมล่ะ”
       “สวยมากค่ะ หอมด้วย...ใครให้มาคะพี่นน”
       นนทลีไม่ตอบ แต่หยิบแจกันส่งให้
       “เธอไม่ต้องรู้หรอก ถ้าชอบเอาก็ไปไว้บนห้องไป๊”
       “ขอบคุณค่ะ”
       นีรนุชรับมาอย่างดีใจ แล้วหอมแก้มนนทลี ก่อนจะรีบเอาแจกันขึ้นไปที่ห้อง
       
       นนทลีหยิบดอกไม้โยธินมาดมแล้วยิ้มปลื้มๆ ตามประสาผู้หญิงที่มีคนมาให้ความสำคัญ

อารุมอยู่ในห้องพักที่คอนโด เปิดเฟซบุ๊กดูรูปถ่ายหวานชื่นของตัวเองกับนนทลีที่ถ่ายเมื่อตอนกลางวันอย่างครุ่นคิด เขานึกต่อไปถึงตอนที่ตนเองเข้าไปคุยกับอำนวยเรื่องที่ผับ 

       
       “ผมกับคุณวิศนีเป็นแค่เป็นเพื่อนร่วมงานกัน”
       อารุมพูดย้ำชัดหนักแน่น จนวิศนีอดเหลือบมองไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมไปจับมือนนทลีมากุมต่อหน้า
       “แล้วเราสองคนก็รักกันดีครับ”
       อารุมนึกเสร็จก็ปรายตามองไปที่รูปวาดฝีมือวิศนี ที่ตอนนี้แปะไว้ที่ผนังข้างโต๊ะทำงานอย่างเรียบร้อย ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจ แล้วดึงรูปนั้นออก คิดจะฉีกทิ้ง แต่ทำไม่ลง เมื่อหวนนึกถึงตอนที่หญิงสาววาด เธอจับหน้าเขาเพื่อวาดรูปเหมือนใส่กระดาษ แต่เขาดึงมาจะฉีกทิ้ง เธอเข้าไปแย่งไว้...อารุมได้แต่มองรูปในมืออย่างเสียดาย ในที่สุดก็เปลี่ยนใจ วางคว่ำไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อไม่ให้เผลอมองจนฟุ้งซ่านอีก
       
       นีรนุชเอาแจกันดอกไม้มาตั้งไว้ที่ริมหน้าต่าง แล้วเชยชมไม่เลิก เสียงกระดิ่งโทรศัพท์กระป๋องดังขึ้น เลยต้องละมือไปรับ
       “อะไรพี่ชาติ”
       “ดอกอะไรของเธอเนี่ย เหม็นหึ่งมาถึงตรงนี้”
       เดชชาติเอากระป๋องแนบหู แล้วยื่นหน้ามาที่หน้าต่าง นีรนุชตีหน้ายักษ์ แล้ววีนใส่กระป๋อง
       “จมูกเน่าไปแล้วหรือไง หอมจะตาย”
       “หนุ่มที่ไหนให้มาอีกละ เอ๊ะๆๆๆ เดี๋ยวก่อน อย่างเธอเนี่ย ต้องไปบังคับให้เขาซื้อให้ หรือไม่ก็เก็บได้ ฮ่าๆๆ”
       เดชชาติหัวเราะเยาะ
       “จะบ้าเหรอ ไม่ใช่ของนุช มีคนให้พี่นนมา สงสัยจะเป็นพี่อารุม”
       เดชชาติชะงักไป ภาพที่เห็นเมื่อตอนเย็นแว่บเข้ามา ตอนนนทลีถือช่อดอกไม้แล้วพยายามจะไล่โยธินกลับ เดชชาติเสียงขรึม
       “นนบอกเธออย่างนั้นเหรอ”
       “ทำไมล่ะ พี่ชาติรู้เหรอว่าใคร”
       “เปล่าๆ ไม่มีอะไร” เดชชาติทำเสียงแหย่กลบเกลื่อน “เชิญดมดอกไม้คนอื่นต่อไปเถอะจ้ะ แม่คุณจ๋า”
       นีรนุชแล่บลิ้นให้เดชชาติทางหน้าต่าง แล้วหันมาดูดอกไม้ต่อ...เดชชาติครุ่นคิด แปลกใจซ้ำสองว่านนทลีกับโยธินสนิทสนมกันถึงขั้นไหน
       
       โยธินเข้าบ้านมา ก็เห็นอวลอบนั่งกุมหัวอยู่ที่โซฟา
       “อ้าว คุณแม่อยู่บ้านเหรอครับ ผมไม่เห็นรถ”
       อวลอบเงยหน้ามองโยธินอย่างกลุ้มๆ
       “ก็แม่ขายไปแล้วน่ะสิ” อวลอบโยนซองจดหมายให้ “ธนาคารทวงหนี้มาอีกแล้ว ถ้าไม่หมุนเงินไปจ่ายบ้าง แม่กลัวคนมันจะเอาไปพูด...ทำไงกันดีล่ะโย ยังมีหนี้อีกตั้งหลายก้อนที่เราต้องรีบใช้”
       “เอาบ้านไปจำนองไหมครับคุณแม่”
       “จะบ้าเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นคนก็ยิ่งรู้น่ะสิว่าเราถังแตก...ทำไมพ่อแกไม่อยู่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองก่อไว้นะ”
       โยธินเครียด
       “ใจเย็นๆ ครับคุณแม่”
       “ก็แกมัวแต่ใจเย็นอยู่นี่ไง ถึงจับยายวิศนีนั่นไม่ได้สักที เดี๋ยวไอ้บ้าที่ไหนคว้าไปกิน เราได้อดตายกันทั้งแม่ทั้งลูกแน่ เราต้องเดินหน้ามากกว่านี้”
       
       วันใหม่...วิศนีนั่งกินอาหารเช้าอยู่กับอำนวยและกรแก้ว
       “เย็นนี้อย่าออกไปไหนนะยายหนู”
       “ทำไมคะ จะมีนิตยสารครอบครัวแสนสุขมาขอสัมภาษณ์อีกเหรอ งั้นหนูไม่อยู่ดีกว่า ไม่อยากทำลายภาพลักษณ์ใคร”
       วิศนีปรายตามองกรแก้วที่พยายามไม่สนใจ ไม่อยากมีเรื่อง
       “คุณหญิงอวลอบกับโยธินจะมาทานข้าวด้วย”
       วิศนีวางช้อนเคร้ง
       “หนูจะไปกินข้าวกับแม่”
       “เอ๊ะ แกนี่มันยังไงนะ เขาอยากกินข้าวกับแก พ่อถึงบอกให้แกอยู่ด้วย”
       “บ้านเขาไม่มีข้าวกินกันเหรอคะ ถึงต้องมาขอกินที่นี่ หรือว่ามีใครโทรไปเชิญ”
       กรแก้วทนไม่ไหว เพราะเห็นวิศนีจ้องเล่นงานเหลือเกิน
       “ฉันเชิญเองค่ะ คิดว่าคุณน่าจะทำความคุ้นเคยกับคุณหญิงอวลอบและคุณโยธินเอาไว้ เพื่ออนาคต”
       “อนาคตของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”
       อำนวยเสียงเริ่มดุ
       “วิศนี !”
       “ถ้าคุณเห็นว่าเขาดีวิเศษนัก ทำไมไม่หย่ากับพ่อฉันแล้วก็ไปแต่งงานกับนายโยธินนั่นซะเลยล่ะ จะได้ไม่ต้องมาคอยยัดเยียดให้ฉัน”
       อำนวยตวาด
       “วิศนี หยุด!”
       “พ่อก็เหมือนกัน พ่อไม่จำเป็นต้องเสือกไสไล่ส่งหนูด้วยการแต่งงานหรอก หนูรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นส่วนเกินของที่นี่ แค่บอกมาเท่านั้นว่าเกะกะรำคาญ แล้วหนูจะไป”
       วิศนีลุกพรวดเดินหนีขึ้นห้องไป อำนวยถอนใจอย่างกลุ้มจัด หันไปหาสมจิตที่ยืนหน้าตื่นอยู่กับละออง
       “สมจิต ขึ้นไปเฝ้าหน้าห้องคุณวิศนีไว้ อย่าให้ออกไปไหนจนกว่าจะถึงมื้อเย็น”
       สมจิตรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป กรแก้วมองตามอย่างกังวล
       
       วิศนีแต่งตัวชุดใหม่ เปิดประตูออกมาจากห้อง ก็เห็นสมจิตนั่งรีๆ รอๆ อยู่กลัวๆ
       “คุณวิศนีจะไปไหนคะ”
       วิศนีทำหน้าเบื่อโลก รู้ว่าสมจิตถูกใช้ให้มาเฝ้า เลยจะเดินหนี สมจิตรีบเดินตามไปขวางยกมือไหว้
       “อย่าไปเลยนะคะ สงสารหนูเถอะ”
       “นี่มันอะไรกัน ฉันเป็นนักโทษหรือไง” วิศนีหงุดหงิดมาก
       
       กรแก้วตามเข้ามาหาอำนวยที่ยืนเหม่อหน้าเครียดอยู่ในห้องทำงาน
       “ใช้วิธีนี้จะดีเหรอคะ”
       “ผมใช้ไม้นวมกับไอ้ลูกคนนี้มามากแล้ว คงต้องใช้ไม้แข็งบ้าง”
       อำนวยพูดอย่างไม่ยอมแพ้
       
       วิศนีโผล่หน้าออกไปที่หน้าต่าง แล้วชะโงกมองลงไปด้านล่าง เห็นเป็นระเบียงที่จะปีนต่อได้ เลยเอาผ้าปูที่นอนที่ผูกต่อๆ กันเป็นสายยาวไปผูกเสาเตียงไว้ แล้วหอบชายอีกด้านมาโยนไปที่หน้าต่าง...วิศนีปีนออกมานอกหน้าต่าง ค่อยๆ โหนตัวเองลงมาตามผ้าปูที่นอนที่มัดกันไว้ แล้วลัดเลาะมาตามระเบียง ละอองเดินออกมาทำงานด้านนอก มองเห็นวิศนีปีนป่ายก็ตกใจ อ้าปากจะห้าม วิศนีรีบส่งสัญญาณให้เงียบ วิศนีปีนไปตามขอบปูน แล้วไต่มาที่ต้นไม้ ก่อนจะค่อยๆ เอาตัวลงมาจนได้ ละอองปรี่เข้ามากระซิบ
       “คุณหนู...”
       “ถ้าละอองเห็นฉัน ละอองก็ต้องโดนด้วย”
       
       วิศนีขู่แล้ววิ่งออกไป ละอองมองตามกลุ้มๆ

ขณะที่อำนวยนั่งทำงานอยู่ ได้ยินเสียงรถออกตัวแรงแล่นออกไปจากบ้าน

       
       “คุณหญิงมาแล้วเหรอ”
       กรแก้วเดินไปมองที่หน้าต่าง แล้วบอกอย่างตกใจ
       “ไม่ใช่ค่ะ คุณวิศนี เธอออกไปแล้ว”
       “อะไรนะ!”
       อำนวยทิ้งงานวิ่งมาดูที่หน้าต่าง เห็นรถวิศนีแล่นฉิวออกไป
       
       วิศนีขับรถเร็วมากแล่นออกมาที่ซอยบ้าน เกือบชนกับรถอีกคันที่แล่นสวนมาซึ่งเป็นรถของโยธิน วิศนีไม่สนใจหักเลี้ยวออกไป อวลอบมองตามรถ โวยวาย
       “นั่นมันรถหนูวิศนีนี่ อย่างนี้เราก็มาเสียเที่ยวน่ะสิโย”
       โยธินมองตามวิศนีอย่างเจ็บใจ เอามือทุบพวงมาลัยเซ็งๆ
       
       วิศนีขับรถออกมาพลางยิ้มสะใจที่หนีออกจากบ้านมาได้ ขณะที่จะมุ่งหน้าไปบ้านแวว สายตาวิศนีก็เหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งจอดเสียอยู่ริมทาง เห็นคนคล้ายๆ อารุมก้มๆ เงยๆ ซ่อมรถอยู่ ก็ชะลอรถมอง...
       อารุมก้มๆ เงยๆ ซ่อมรถ เสียงวิศนีลอยลมมา
       “รถเสียอีกแล้วเหรอคะ”
       อารุมชะงัก เงยหน้ามอง ก็เห็นวิศนียืนอยู่จริงๆ เขาพยักหน้าเซ็งๆ
       “ใช่ ก็เหมือนเดิม คงต้องให้อู่มาลาก”
       อารุมเช็ดมือ แล้วเดินมาเปิดประตู วิศนีเดินตาม
       “แล้วคุณมาทำอะไรแถวนี้คะ”
       “มีบ้านจัดสรรเปิดโครงการใหม่ใกล้ๆ นี้ ผมเลยแวะมาดู”
       “เรือนหอเหรอคะ”
       อารุมพยักหน้า วิศนีแอบเศร้าไปเหมือนกัน แต่พยายามทำสดชื่นกลบเกลื่อน
       “งั้นดีเลย เดี๋ยวไปกับฉัน ฉันก็อยากจะไปดูบ้านของตัวเองเหมือนกัน”
       อารุมมองหน้าวิศนีอย่างแปลกใจ
       
       วิศนีกับอารุมจอดรถแล้วเดินเข้ามาที่โครงการ
       “คุณนึกยังไงถึงจะมาดูบ้านของตัวเอง”
       “ก็เบื่อไงคะ เบื่อคน อยากอยู่คนเดียว จะได้ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายกับชีวิต”
       อารุมพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะรู้ว่าวิศนีมีปัญหาอะไร พนักงานขายเปิดประตูออกมาเห็นทั้งคู่ ก็รีบเข้ามาหา
       “สวัสดีค่ะ มาชมบ้านเหรอคะ...ตายแล้ว สงสัยจะมาดูเรือนหอ งั้นเชิญลงทะเบียนด้านในก่อนนะคะ”
       วิศนีกับอารุมตกใจ อ้าปากจะอธิบาย แต่พนักงานไม่สน รีบพาทั้งสองเข้าไป
       “เชิญค่ะเชิญ เดี๋ยวพี่จะได้พาไปดูบ้านตัวอย่าง”
       วิศนีกับอารุมทำตัวไม่ถูก จำเป็นต้องเดินเข้าไปในตัวสำนักงานขาย
       
       วิศนีกับอารุมนั่งมาในรถกอล์ฟของพนักงานมองบ้านหลังใหม่ๆ ตั้งเรียงรายไปเรื่อยๆ
       “ไม่ทราบว่าคุณสองคนมีแบบบ้านไว้ในใจหรือยังคะ โครงการเรามีบ้านหลายแบบ”
       “เอ่อ คือเรา...”
       วิศนีจะอธิบายว่าไม่ได้เป็นแฟนกัน พนักงานมองวิศนีกับอารุมยิ้มๆ พูดขัดอีกจนได้
       “พี่รู้แล้ว เดี๋ยวพาไปดูทาวน์เฮาส์น่ารักๆ ก่อนดีกว่า เพราะว่าแต่งงานใหม่ๆ อาจจะอยากอยู่กันกุ๊กกิ๊กๆ แค่สองคน”
       พนักงานหัวเราะคิกคัก พนักงานขับรถเลี้ยวไป วิศนีกับอารุมมองหน้ากันเพลียๆ ไม่มีจังหวะจะแก้ตัวเลย...พนักงานนำวิศนีกับอารุมเข้ามาที่ทาวน์เฮาส์หลังใหม่
       “นี่ค่ะ หลังนี้เป็นทาวน์เฮาส์สองชั้น ตกแต่งพร้อม น่ารักไหมคะ”
       อารุมเจื่อนๆ
       “ก็ดีครับ”
       พนักงานหน้าเสีย
       “ไม่ชอบเหรอคะ หรือว่าอยากได้หลังใหญ่กว่านี้ งั้นเชิญทางนี้ค่ะ”
       พนักงานเดินนำทั้งสองคนไปแบบไม่รอเลย...พนักงานเดินเข้ามาทาวน์เฮาส์อีกหลัง
       “หลังนี้เป็นไงคะ เป็นแบบทาวน์โฮมสามชั้น พื้นที่มากขึ้นอีกนิดนึง อยู่กันได้แบบครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่ลูก”
       พนักงานยิ้มเอ็นดู วิศนีอึดอัดขึ้นทุกที
       “คือเรายังไม่มีแผนที่จะ...”
       “อ๋อ ยังไม่อยากมีลูกใช่ไหมคะ พี่เข้าใจ คนสมัยนี้ไม่ค่อยอยากมีลูกหรอก เพราะสังคมมันแย่”
       พนักงานทำหน้าเห็นอกเห็นใจ วิศนีทำหน้าอยากร้องไห้ หันไปหาอารุมให้อธิบายแทน อารุมส่ายหน้าแบบ พูดไปก็ป่วยการ แล้วเปลี่ยนเรื่อง
       “ที่จริง ผมอยากได้บ้านเดี่ยว ที่มีพื้นที่รอบๆ บ้านมากกว่าครับ”
       “ว้าย แล้วก็ไม่บอกแต่แรก แบบนั้นเราก็มีค่ะ”
       พนักงานรีบพาไปอีกที่ทันที
       
       บ้านเดี่ยวสวยงามหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ในอาณาเขตร่มรื่น มีสนามหญ้าหน้าบ้าน มีต้นไม้รอบๆ บ้าน ดูร่มเย็นน่าอยู่ วิศนีกับอารุมเดินเข้ามายืนมองแบบตะลึงๆ
       “สวยจัง”
       พนักงานยิ้มแย้มถาม
       “เป็นไงคะ ชอบไหม”
       วิศนีกับอารุมตอบพร้อมกัน
       “ค่ะ/ครับ”
       วิศนีกับอารุมชะงัก มองกันเขินๆ พนักงานยิ้มขำ
       “ถ้าใจตรงกันแบบนี้ เดี๋ยวพี่ปล่อยให้ดูกันเองดีกว่า แล้วค่อยไปคุยกันที่สำนักงาน ตามสบายนะคะ”
       พนักงานยิ้มให้ทั้งสองแล้วเดินเลี่ยงไป วิศนีกับอารุมมองตัวบ้าน แล้วเดินเข้าไปเหมือนถูกดึงดูด...วิศนีเดินใจลอยๆ เข้ามายืนมอง แล้วก็นั่งแปะลงบนพื้นหญ้า เอามือลูบอย่างมีความสุข
       “คุณรู้ไหมคะ บ้านแบบนี้แหละที่ฉันเรียกว่าบ้าน”
       อารุมพูดต่ออย่างเข้าใจ
       “ไม่ต้องใหญ่โตอะไรมาก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น”
       ทั้งคู่หันมามองกันอย่างเข้าอกเข้าใจกัน
       “ฉันเคยมีบ้านคล้ายๆ อย่างนี้” วิศนีเอามือลูบหญ้าเล่น “มีสนามหญ้าแบบนี้ แล้วข้างๆ บ้านก็เป็นสวนแบบนั้น” หญิงสาวชี้ไปที่ต้นไม้ที่ปลูกไว้ แล้วยิ้มกับตัวเอง “ตอนเด็กๆ ฉันชอบเก็บเศษใบไม้ใบหญ้ามาเล่นหม้อข้าวหม้อแกงด้วยล่ะ”
       อารุมชี้ต้นไม้ใหญ่
       “มีต้นมะม่วงแบบนี้หรือเปล่า”
       “มีสิ ฉันน่ะปีนเก่งที่สุดในแถบนั้นเลยล่ะ”
       “แล้วตอนนี้บ้านหลังนั้นไม่อยู่แล้วเหรอ”
       วิศนีค่อยๆ หุบยิ้ม เมื่อนึกถึงความจริงอันเจ็บปวด
       “ยังอยู่ แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่เหมือนตั้งแต่วันที่พ่อพาฉันเก็บเสื้อผ้าออกมา”
       วิศนีก้มหน้าลงลูบพื้นหญ้าอย่างเศร้าๆ อารุมมองขรึมๆ
       “แต่ก็ยังดีที่บ้านยังอยู่ เพราะสำหรับผม ไม่เคยมีภาพของบ้านอยู่ในความทรงจำด้วยซ้ำ”
       
       วิศนีได้ยินก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอารุม ทั้งสองคนสบตากัน ต่างผ่องถ่ายแลกเปลี่ยนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เข้าใจกันระหว่างคนมีปมในชีวิต

อารุมเดินดูรอบๆ ตัวบ้าน แล้วเดินขึ้นบันไดไป เสียงวิศนีดังมาจากชั้นล่าง

       
       “คุณคะ อาหารพร้อมแล้วค่ะ”
       อารุมมองลงไปอย่างงงๆ เห็นวิศนีใส่ผ้ากันเปื้อนน่ารักๆ ถือกระทะกับตะหลิวไม้ เหมือนกำลังทำกับข้าว แต่รอยยิ้มทะเล้นเหมือนเด็กๆ อารุมอมยิ้มออกมา มีจังหวะนึงในความคิดที่รู้สึกว่าภาพที่เห็นตรงหน้า เหมือนภาพชีวิตคู่ที่ฝันอยากให้เป็น วิศนีเห็นสายตาอารุมที่มองมาหวานเชื่อม ก็เขินจนต้องพูดแก้เก้อ
       “ฉันลองเรียกดู อยากรู้ว่า บ้านหลังแค่นี้จะเรียกกันได้ยินหรือเปล่า ไม่อยากจ้างคนใช้ให้ไปคอยเชิญคนนั้นคนนี้มากินข้าวค่ะ เปลืองเงิน”
       อารุมเดินเข้ามาในครัว วิศนียังเล่นหม้อข้าวหม้อแกงไม่เลิก
       “ครัวน่าใช้จังเลย”
       วิศนีหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือในครัวอย่างคล่องแคล่ว อารุมมองเอ็นดู
       “คุณทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”
       “ฉันทำได้ทุกอย่างแหละค่ะ ตอนอยู่โน่น ต้องหุงข้าว ล้างจาน ซักผ้าเอง เรื่องอาหารเนี่ยจิ๊บจ๊อย แต่ก็ทำเป็นแต่เมนูง่ายๆ นะ พวกมัสมั่นอะไรงี้ก็คงไม่ไหว”
       อารุมแซว
       “เมนูง่ายๆ นี่คืออะไร ไข่ลวก ไข่ต้ม หรือไข่ดาว”
       วิศนีค้อน
       “ง่ายไปไหม ไข่ยัดไส้ฉันก็ทำเป็น อร่อยด้วย แล้วฉันจะทำให้คุณกิน”
       วิศนีพูดออกไปแล้วชะงัก ออกอาการเสียเองว่ากำลังคิดไปไกล อารุมเองก็เขิน บรรยากาศดูเจื่อนไปชั่วขณะ อารุมรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ
       “ผมก็ทำได้ เอาไว้ให้คุณทำอาหารฝรั่งมาเลี้ยงบ้างแล้วกัน”
       วิศนีได้แต่ยิ้มเขินๆ ไม่กล้าสบตาอารุม
       
       อารุมเดินดูรอบๆ บ้านชั้นบน วิศนีเดินไปประตูห้องนอนเข้าไป
       “คุณมาดูนี่สิคะ มีห้องเด็กด้วย น่ารักเชียว”
       อารุมหันกลับ แล้วโผล่หน้าเข้าไปดู เห็นเป็นห้องนอนเด็ก ตกแต่งด้วยสีสดใส มีข้าวของเครื่องใช้ครบชุด
       “ถ้าผมซื้อบ้านหลังนี้ ผมจะให้เขาทุบห้องนี้ทิ้ง แล้วขยายห้องนอนใหญ่ให้กว้างขึ้น”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “ถ้าผมจะมีลูก ก็อยากจะใกล้ชิดกับแกให้มากที่สุดตั้งแต่แรกเกิด ให้แกได้ซึมซับความรักความอบอุ่นจากพ่อกับแม่”
       “ก็จริงของคุณ ในตอนที่เด็กกำลังเรียนรู้โลก แกควรจะได้เห็นพ่อแม่อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา จะได้ไม่โตมาด้วยความรู้สึกอ้างว้าง...เหมือนฉัน”
       วิศนียิ้มเศร้าๆให้ อารุมแก้ใหม่
       “เหมือนเราสองคน”
       ทั้งสองสื่อสายตากันอย่างเข้าใจ ความรู้สึกซาบซึ้งภายในใจ เหมือนจะดึงดูดให้ทั้งคู่เข้าใกล้กันมากว่านั้น แต่ในที่สุดก็หักห้ามใจได้ ต่างฝ่ายต่างเบือนหน้าหนี หลบสายตาอีกฝ่ายทุกอย่างตกสู่ความเงียบงันจนกระทั่งวิศนีเปรยขึ้นมา
       “คุณว่าคุณนนทลีจะชอบบ้านหลังนี้ไหมคะ”
       อารุมอึ้งไปนาน รู้อยู่แก่ใจว่านี้ไม่ใช่เรือนหอในฝันของนนทลีแม้แต่นิดเดียว เขาตัดบท
       “เย็นแล้ว กลับกันเถอะครับ”
       อารุมหันหลังเดินนำออกไปทันที วิศนีได้แต่มองตาม พอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
       
       โยธินกับอวลอบเดินเซ็งๆ มาที่รถ หลังจากจบมื้ออาหารเย็นกับเจ้าของบ้าน
       “แม่ว่าเราไปหาเหยื่อรายใหม่ดีกว่า ท่าทางรายนี้จะเคี้ยวยากซะแล้วล่ะ ดูซิ รู้ทั้งรู้ว่าเราจะมา มันยังหนีหน้าไม่ยอมอยู่เจอ” อวลอบท้อแท้
       “ไม่ครับคุณแม่ ผมชอบคุณวิศนี ยิ่งรู้ว่ากินยากๆ แบบนี้ ผมยิ่งชอบ...ผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะหนีผมได้ตลอดไป”
       โยธินบอกอย่างมั่นใจ
       
       นนทลีเปิดดูแคตตาล็อกบ้าน แล้วทำหน้าเบื่อๆ ก่อนจะวาง
       “นนไม่ชอบเลยค่ะ”
       “ทำไมล่ะครับ ผมว่าโครงการนี้ทำเลดีมากเลยนะ ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน เข้าเมืองสะดวก”
       “แต่บ้านในโครงการมีแต่หลังเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม อยู่ไปก็อึดอัดแย่”
       นีรนุชเห็นอารุมหน้าเสียก็สงสาร พยายามไกล่เกลี่ย
       “แหม พี่นน ก็อยู่กันสองคนจะเอาอะไรมากคะ อย่างหลังนี้ก็กว้างขวางดี มีที่ให้เด็กๆ วิ่งด้วย”
       นีรนุชชี้ในโบรชัวร์ที่เป็นภาพโฆษณาพ่อแม่ลูก
       “พี่ไม่ได้ห่วงแค่พื้นที่ พี่ห่วงเรื่องสภาพแวดล้อมด้วย” นนทลีหันมาพูดกับอารุม “บ้านราคาแค่นี้มันถูกไปนะคะอารุม นนกลัวจะได้เพื่อนบ้านไม่ดี ถ้าอีกหน่อยเรามีลูก จะให้แกโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบนี้เหรอ นนเห็นมาเยอะแล้ว พวกหมู่บ้านเล็กๆ ถูกๆ สักพักก็ไม่ต่างอะไรกับสลัมคอนกรีต”
       อารุมมีอึดอัด แม้จะรู้อยู่แล้วว่าคงไม่ถูกใจนนทลี อารุมถามอย่างเศร้าใจ
       “นนไม่ชอบสักหลังเลยเหรอ”
       นนทลีส่ายหน้า
       “เอาไว้เราไปดูโครงการใหญ่ๆ ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวนี้เขาทำหมู่บ้านกลางเมืองกันเยอะแยะไป อารุมเงินเดือนสูงอยู่แล้ว กู้ไม่ยากหรอก”
       อารุมพยักหน้าตามใจ แต่ความรู้สึกคือลำบากใจ
       
       นีรนุชเดินตามนนทลีเข้าห้อง
       “พี่นนไม่น่าด่วนตัดสินใจเลย น่าจะไปดูก่อน”
       “ดูไปก็เท่านั้น ยังไงพี่ก็ไม่ไปอยู่”
       “แต่พี่อารุมอุตส่าห์ไปหามา นุชสงสารเขา”
       “ก็พี่บอกแล้วว่ายังไม่ต้องรีบ อารุมใจร้อนเอง”
       “ก็เพราะรักพี่ไงคะ พี่อารุมถึงอยากจะทำอะไรให้มันเรียบร้อย พี่น่าจะดีใจมากกว่าที่คนที่พี่รักมองถึงอนาคตที่อยากอยู่เป็นครอบครัวกับพี่”
       นนทลีอึ้งไป ไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน นีรนุชกอดนนทลีหลวมๆ อย่างเอาใจ
       “อย่าหาว่านุชสอนเลยนะคะ นุชว่าคนเราจะอยู่ด้วยกัน มันต้องลดตัวเราแล้วเพิ่มตัวเขาอย่างล่ะครึ่ง ถึงจะอยู่กันได้อย่างราบรื่น พี่นนว่างั้นไหม”
       
       นนทลีนิ่งคิด แอบรู้สึกผิดที่ตัดรอนอารุมแบบนั้น

 วันใหม่มาถึง...วิศนีนั่งทำงานอยู่ในห้อง สักพักลูกเกดกับชมพู่ก็เปิดประตูพรวดเข้ามา

       
       “คุณวิศนีขา คุณโยธินมาขอพบค่ะ”
       วิศนีชะงัก วางงานในมือทันที
       “บอกเขาว่าฉันออกไปทำงานข้างนอกกับคุณอารุม”
       ชมพู่อึกอัก
       “แต่ว่า...”
       ทั้งสองทำท่าอิดออด วิศนีรู้ทันหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมตัวเองมาเทของออก
       “คุณอยากได้กระเป๋าใบนี้ใช่ไหม” วิศนียื่นให้ “ฉันให้”
       ลูกเกดกับชมพู่ทำตาโต แต่พอจะรับ วิศนีก็ดึงหนี
       “แต่คุณต้องกำจัดเขาไปให้ได้”
       ลูกเกดกับชมพู่รับคำทันที
       “ค่ะๆ ทันทีเลยค่ะ”
       ทั้งสองรีบตะครุบกระเป๋ามา แล้วเดินยื้อแย่งกันออกไปจากห้อง
       
       โยธินเดินหัวเสียออกมาจากหน้าบริษัทพร้อมช่อดอกไม้ พอเจอถังขยะก็โยนดอกไม้โครมลงถังอย่างเซ็งๆ หงุดหงิดที่คลาดกับวิศนีจนได้ โยธินหน้าบึ้งกลับมาที่รถ กำลังจะกลับไป แต่แล้วก็นึกถึงนนทลีขึ้นมาได้
       “แกหิ้วผู้หญิงของฉันไป ฉันก็จะหิ้วของแกไปเหมือนกัน ไอ้อารุม”
       โยธินแค้นๆ หยิบโทรศัพท์ออกมา
       
       นนทลีนั่งทำงานที่โต๊ะ โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เห็นชื่อโยธิน นนทลีชะงัก ระแวง แต่ก็กดรับ
       “ฮัลโหล”
       โยธินยืนคุยโทรศัพท์ เสียงสดใส
       “เที่ยงแล้วนะครับคุณนน หิวหรือยัง”
       นนทลีงง
       “คุณถามทำไม”
       “ผมมารอคุณอยู่หน้าบริษัทแล้ว”
       นนทลีอึ้งไป ใครใช้ให้มาเนี่ย โยธินออดอ้อน
       “ผมรู้นะว่าวันนี้แฟนคุณไม่อยู่ ให้เกียรติผมสักมื้อได้ไหมครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษา...เกี่ยวกับคุณวิศนี”
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน”
       “โธ่ คุณก็รู้ดีว่าเรื่องของเราสองคนมันเกี่ยวกันอยู่แล้ว ถ้าผมแก้ปัญหาไม่ได้ คุณก็จะเดือดร้อนไปด้วย” โยธินอ้อนวอน “นะครับคุณนน ถือซะว่าเห็นแก่เพื่อนคนนี้เถอะ”
       นนทลีลังเล เหลือบมองไปทางกุสุมาที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะข้างๆ
       
       บริกรพาทั้งสามมาที่โต๊ะอาหารของโรงแรม แล้วเลื่อนเก้าอี้ให้นนทลีกับกุสุมา แล้วเข้ามากางผ้าเช็ดปาก รินน้ำให้ บรรยากาศทุกอย่างดูไฮโซ นนทลีกับกุสุมาดูตื่นๆ เพราะไม่เคยได้รับการเอาอกเอาใจขนาดนี้มาก่อน โยธินยิ้มแย้ม
       “ผมยินดีมากเลยครับที่คุณสุมาด้วย สั่งได้ตามสบายนะครับ ร้านนี้ผมดูแลเอง รับรองว่าอร่อยทุกอย่าง”
       กุสุมายิ้มให้โยธิน แล้วสังเกตอาการของโยธินกับนนทลีอย่างมีแผนในใจ
       “สุขอตัวไปห้องน้ำก่อน คุยกันไปก่อนนะคะ”
       กุสุมาลุกออกไป นนทลีรอจนกุสุมาคล้อยหลังก็หันมาหาโยธินหน้าตาจริงจังขึ้น
       “ตกลงคุณจะปรึกษาอะไรฉัน”
       กุสุมาทำทีเป็นเดินเลี่ยงมาทางห้องน้ำ แล้วหันกลับไปที่โต๊ะเห็นกุสุมากับโยธินกำลังนั่งคุยกันอยู่ เธอมองแบบมีแผน แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา
       
       วิศนีนั่งทำงานอยู่ในห้อง เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นเธอกดรับสาย
       “ห้องผู้จัดการฝ่ายขายค่ะ”
       อารุมอยู่ที่โรงงานเดินคุยโทรศัพท์อยู่
       “ผมเอง”
       “อ้าว เจ้านายลืมอะไรเหรอคะ”
       “เปล่า แต่ผมอยากให้คุณเช็คเมล์ในเครื่องให้ผมหน่อย ดูว่ามีจดหมายจากตัวแทนที่ญี่ปุ่นหรือเปล่า”
       “อ๋อ ได้ค่ะ”
       “ถ้ามี ช่วยแฟกซ์มาให้ผมที่โรงงานตอนนี้เลย”
       “สักครู่นะคะ”
       วิศนีวางโทรศัพท์ แล้วลุกไปที่โต๊ะทำงานของอารุม เปิดคอมขึ้นมาเช็ค แล้วหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะอารุมแนบหู วิศนีไล่รายชื่ออีเมลใน inbox ดู จู่ๆ ก็มีเมลใหม่ล่าสุดเข้ามาใน inbox เขียนว่า “secret” เมลที่ส่งมาเป็นอีเมลแบบแปลกๆ ระบบไม่ได้ขึ้นชื่อนามสกุลคนส่ง เพราะกุสุมาใช้อีเมล์แปลกๆ ส่งมา
       “ไม่มีเมล์จากญี่ปุ่นค่ะ แต่มีเมล์ภาษาอังกฤษเขียนว่า...”
       อารุมสวนขึ้นมาก่อน
       “เปิดดูสิว่าใช่หรือเปล่า”
       วิศนีกดเข้าไปดู แล้วผงะ เห็นเป็นภาพนนทลีกับโยธิน ในมุมแอบถ่าย หลายช็อตต่อๆ กัน กริยาบ่งบอกให้รู้ว่าทั้งสองรู้จักคุณเคยกันพอสมควร
       
       วิศนีอึ้ง งง แปลกใจ เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่านนทลีกับโยธินรู้จักกันแถมยังสนิทมากพอที่จะมากินข้าวกันตามลำพังอีกด้วย

วิศนีดูรูปภาพในเมลที่เพิ่งส่งมาอย่างอึ้งๆ โทรศัพท์ยังแนบอยู่ที่หู

       
       “ว่าไงคุณ ใช่หรือเปล่า” อารุมถามอีก
        วิศนีสะดุ้ง รู้สึกตัว
       “เอ่อ ม...ไม่ใช่ค่ะ”
       “งั้นไม่เป็นไร ขอบคุณครับ”
       วิศนีค่อยๆ วางสายอารุม แต่สายตายังจับจ้องที่ภาพแอบถ่ายเหล่านั้น ขณะเดียวกันกุสุมามองดูโทรศัพท์ในมือ มองภาพเหล่านั้นอย่างสะใจ แล้วรีบกดปิดเครื่อง ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ
       
       วิศนีเลื่อนดูภาพของนนทลีกับโยธินไปมาอย่างประหลาดใจ แล้วนึกไปถึงอาการที่อารุมแสดงออกว่า ยังรักกับนนทลีดีเหลือเกินตอนอยู่ต่อหน้าอำนวย หญิงสาวมองภาพนั้นอย่างครุ่นคิด แล้วตัดสินใจกดคำสั่งลบเมลนั้นทิ้งไป เพื่อไม่ให้อารุมได้เห็น จะได้ไม่มีเรื่องระหองระแหงกับนนทลีได้ แล้วรีบปิดคอมพิวเตอร์ แล้วมานั่งครุ่นคิดสับสนว่าตนเองทำถูกหรือผิด เพราะถ้าปล่อยให้โยธินรู้เรื่องนี้ ทั้งสองคนก็อาจจะเลิกกัน เธอก็ไม่ต้องเป็นมือที่สามของใคร ความคิดของวิศนีถูกขัดจังหวะเมื่อมีเสียงเอะอะดังมาทางหน้าห้อง
        “เดี๋ยวค่ะ! เข้าไม่ได้นะคะ!”
       ลูกเกด กับชมพู่แย่งกันพูด วิศนีมองไปที่ประตูอย่างงงงัน ทันใดนั้นเองแววกับชีพก็พรวดพราดเข้ามา
       “แม่!”
       แววหันไปหาชมพู่กับลูกเกด
       “เห็นไหม ก็บอกแล้วว่าลูกสาวฉันทำงานที่นี่”
       ลูกเกดกับชมพู่หน้าจ๋อย มองวิศนี
       “ลูกเกดขอโทษค่ะ”
       “คือ...เรานึกว่าเป็นพวกแอบอ้างน่ะค่ะ”
       ชีพไม่พอใจ
       “พวกตาต่ำ เดี๋ยวฉันจะให้คุณวิศนีไล่แกออกให้หมด”
       ลูกเกดกับชมพู่หัวหด วิศนีพยักหน้าให้ไปออกไปก่อน ทั้งคู่รีบพากันออกไป แววเดินเข้ามาในห้อง มองกราดไปทั่วห้อง ชีพเข้าไปหยิบๆ จับๆ ข้าวของอย่างถือวิสาสะ
       “นี่พ่อเขาจัดให้หนูอยู่ห้องแคบๆ แบบนี้เหรอ ใช้ได้ที่ไหน” แววถาม
       “แล้วโต๊ะนี้เป็นของใคร อย่าบอกนะว่าไอ้ผู้จัดการนั่น...ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ห้องเดียวกันจะดีเหรอจ๊ะที่รัก”
       ชีพพูดพลางถือวิสาสะหยิบข้าวของอารุมมาดูอย่างไร้มารยาท วิศนีเดินไปกระชากของมาจากชีพ ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ แล้วอธิบายกับแวว
       “พ่อให้หนูมาเรียนรู้งานจากคุณอารุมค่ะ ก็ต้องอยู่ใกล้ๆ กันนี่แหละ”
       “ใกล้กันมากไป ระวังไว้เถอะ”
       ชีพหัวเราะกวนอารมณ์ วิศนีอยากจะด่าชีพ แต่ก็เกรงใจแวว หันไปมองแววก็ไม่เห็นแววจะช่วยปรามแต่อย่างใด มัวแต่สำรวจตรวจตราห้องทำงานไม่เลิก เธอจึงพูดอย่างอดทน
       “แม่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
       แววนึกได้
       “อ๋อ มีสิ แม่จะมารับหนูไปกินข้าว เย็นนี้ว่างไหม คุณนายกิมเตียงกับเถ้าแก่เฮงแกอยากจะพบหนู”
       “ใครคะ”
       “อาเตียอาม้าของคุณวิเศษไงลูก รู้ไหมว่าคุณวิเศษเขาปลาบปลื้มหนูมาก เลยเอาไปคุยให้พ่อแม่ฟัง หนูเคยเจอแม่เขาแล้วนี่”
       “เคยเจอแล้วยังไงคะ”
       “ก็เขาเลยอยากจะรู้จักหนูให้มากขึ้นไงลูก”
       ชีพเห็นวิศนีงงก็พูดขึ้นอย่างรำคาญ
       “แหม ที่รักก็บอกไปเลยสิจ๊ะ ว่าตกลงกับเถ้าแก่ไว้แล้วเรื่องสินสอดทองหมั้น ส่วนฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งก็กำลังหาอยู่ พูดตรงๆ ไปเลย เดี๋ยวก็ไม่ทันนังแม่เลี้ยงไฮโซหรอก”
       วิศนีเอะใจ
       “นี่แม่กำลังจะทำอะไรคะ”
       แววชะงักไป จำต้องสารภาพ ไม่อ้อมค้อม
       “แม่ไม่เห็นด้วยที่หนูจะไปคบกับไอ้โยธินอะไรนั่น ท่าทางมันไม่ใช่คนดี สู้คุณวิเศษก็ไม่ได้ นิสัยสุภาพเรียบร้อย ขยันทำมาหากิน”
       “แม่คะ หนูยังไม่คิดเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ”
       “หนูไม่คิด แต่นังกรแก้วมันคิด แม่ถึงต้องกันท่ามัน เอาคนที่ดีกว่ามาให้หนูเลือกไงลูก เชื่อแม่เถอะ คุณวิเศษนี่ดีที่สุดแล้ว คบกับเขาซะ คนอื่นมันจะได้ไม่กล้า นะลูกนะ หนูกลับบ้านไปแต่งตัวสวยๆ แล้วเย็นนี้ไปกับแม่นะ”
       วิศนีเซ็ง อยากจะปฏิเสธเต็มแก่ แต่ไม่รู้จะพูดยังไงดี เกรงใจแม่มากกว่าพ่อ เพราะเธอกับแม่ค่อนข้างห่างเหิน เลยไม่กล้าใจร้ายกับแม่เหมือนที่ชอบทำกับพ่อ
       “แม่คะ แต่หนูว่า...”
       วิศนียังไม่ทันพูด อำนวยก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
       “อะไรกันเนี่ย! เธอมาทำอะไรที่นี่แวว”
       
       โยธินเดินมาส่งนนทลี กับกุสุมาที่หน้าโรงแรม
       “คุณไม่ต้องไปส่งพวกฉันหรอกค่ะ เดี๋ยวเรานั่งแท็กซี่กลับกันเอง” นนทลีบอกอย่างเกรงใจ
       “จะดีเหรอครับ ผมรู้แล้ว คุณกลัวแฟนคุณจะเข้าใจผิดสิท่า”
       นนทลีวางหน้าเฉย แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
       “คุณนี่รักแฟนจังเลยนะ ผมชักอิจฉาซะแล้วสิ”
       โยธินพูดทีเล่นทีจริง นนทลีเสียงเข้ม
       “ขอบคุณสำหรับอาหารกลางวันนะคะ ไปสุ”
       นนทลีดึงแขนกุสุมาจะออกไป แต่โยธินขวางไว้
       
       รถเบนซ์หรูของโรงแรมแล่นมาจอดตรงหน้า รอรับสองสาว โยธินยิ้มให้ทั้งสองสาว
       “ผมเป็นคุณเชิญคุณมา ก็ต้องรับผิดชอบ เดี๋ยวผมให้รถของโรงแรมไปส่ง”
       คนขับเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ นนทลีด้วยท่าทางนอบน้อมเอาใจ นนทลีอยากจะปฏิเสธ แต่ลึกๆ ก็โหยหาความสะดวกสบายแบบนี้อยู่แล้ว เลยใจอ่อน
       “ขอบคุณนะคะ”
       นนทลีเดินคอเชิดก้าวขึ้นรถทันที กุสุมาหันมายิ้มขอบคุณโยธินแล้วรีบตามนนทลีไป
       
       โยธินมองนนทลีที่นั่งคอเชิดอยู่ในรถ แล้วยิ้มนิดๆ อย่างรู้ทันว่านนทลีคงจะชอบอะไรแบบนี้

แววเชิดหน้าท้าทายเข้าใส่อำนวย

       
       “ฉันก็มาหาลูกฉันน่ะสิ มีอะไรไหม
       “นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะพาคนนอกมาวุ่นวาย” อำนวยมองชีพอย่างไม่ชอบหน้า “ออกไป!”
       ชีพเดินไปนั่งเก้าอี้อารุม ยื่นเท้าออกมาพาดโต๊ะอย่างท้าทาย
       “ไม่ออกโว้ย”
       “นี่แก…”
       วิศนีเข้าไปปราม
       “พ่อคะ”
       อำนวยชะงักนิดนึง แล้วหันไปพูดกับแววอย่างอดทน
       “เธอจะมาเยี่ยมลูกฉันไม่ว่า แต่ไม่ควรจะถือวิสาสะเข้ามาถึงในนี้ มันเสียมารยาท”
       “ทำไมเหรอ ในห้องนี้มีอะไร มันมีสมบัติซ่อนอยู่ตรงไหนหรือไง ไหนดูซิ ชีพ มาช่วยกันดูเร็ว”
       แววลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เอกสาร รื้อข้าวของยั่วโมโหอำนวย จนกระจัดกระจาย ชีพลุกมาช่วยรื้อที่โน่นที่นี่ แล้วหัวเราะสะใจ
       “ไหนดูซิว่ามันมีไหม อยู่ไหนล่ะ”
       “เออ รื้อเลย รื้อให้หมด ฮ่าๆๆๆ” ชีพสนุกไปด้วย
       “ฉันชักจะหมดความอดทนกับเธอแล้วนะ หยุด”
       อำนวยเข้ามากระชากแขนแวว แววสะบัดออก ยืนประจันหน้า ท้าทาย
       “ทำไม จะทำอะไรฉัน หา”
       “พ่อคะ หนูขอเถอะค่ะ...กลับไปก่อนนะคะแม่...” วิศนีนึกได้ รีบเปิดกระเป๋าหยิบเงินมายัดมือแวว “นี่ค่ารถค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้หนูจะไปกินข้าวด้วย”
       แววอารมณ์ดีขึ้น
       “จริงนะ”
       “จริงค่ะ แม่จะให้หนูไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ตอนนี้แม่กลับบ้านก่อนนะคะ”
       แววหายหงุดหงิดเพราะได้เงิน แถมวิศนียังยอมไปดูตัว เลยยิ้มออก
       “ก็ได้ งั้นแม่นัดแนะกับทางโน้นแล้วจะโทรมาบอกนะลูก แม่ไปล่ะ ไปกันเถอะจ้ะชีพ !” พูดจบหันมาเยาะอำนวย “อยากมาเหยียบตายล่ะ”
       แววเดินเชิดผ่านอำนวยไป อย่างสะใจ ชีพเดินตาม แกล้งจะกระแทกอำนวย แต่อำนวยขยับหลบ ชีพเลยเซไปชนประตูเสียเอง ก็รีบวางฟอร์มเดินกะเผลกๆ ตามแววไป
       “แม่จะให้แกไปไหน”
       “ไปทำหน้าที่ลูกสาวค่ะ”
       วิศนีถอนใจเหนื่อยๆ แล้วเดินไปเก็บเอกสารที่เกลื่อนพื้น
       
       นนทลีกับกุสุมาลงจากรถของโรงแรมที่หน้าบริษัท
       “ดีจังเลย ได้ไปกินอาหารในโรงแรมแล้วยังมีรถหรูๆ มารับส่งอีก...แต่ฉันว่าคุณโยธินเขาเอาใจเธอแปลกๆ นะ ก่อนแยกกันก็ยังพูดหยอดอีก”
       กุสุมาแกล้งแหย่ นนทลีแอบภูมิใจเหมือนกัน
       “เธอคิดว่าเขาจีบฉันเหรอ”
       “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น บางทีเขาอาจจะเบื่อตามตื๊อคุณวิศนี ก็เลยหันมาสนใจเธอแทนก็ได้...นี่ถ้าเธอไม่มีแฟนนะ ฉันจะยุให้เธอคบเขา คงจะสบายน่าดู”
       นนทลีบอกอย่างมั่นใจ
       “แต่เผอิญฉันมี แล้วอารุมก็รักฉันด้วย”
       นนทลียิ้มมั่นใจ จนกุสุมาแอบหมั่นไส้ ทั้งสองหันหลังจะเข้าออฟฟิศ อารุมเดินออกมาพอดี
       “ไปทานข้าวที่ไหนกันมาเหรอครับ”
       นนทลีชะงัก เหลือบมองกุสุมา
       “ร้านของเพื่อนน่ะค่ะ”
       “เพื่อนที่ไหนเหรอ มีคนบอกผมว่าเป็นชายหนุ่ม”
       อารุมแซวแบบคนใจกว้าง แต่นนทลียิ่งยิ้มปลื้ม คิดว่าอารุมหึง จับคางอารุมบีบเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
       “ไม่เอาน่ะ อย่าหึงสิคะ เพื่อนจริงๆ นนไปทำงานก่อนนะ”
       นนทลีตัดบทแล้วเดินยิ้มออกไป จงใจทิ้งปริศนาให้อารุมคาใจอยู่แบบนั้น กุสุมามองตามเจ้าเล่ห์ แล้วรีบบอกอารุม
       “อารุมมาพอดีเลย ได้รับเมล์ที่สุส่งไปให้หรือยังจ๊ะ”
       “เมล์อะไรเหรอ”
       “จดหมายภาษาอังกฤษน่ะจ้ะ อยากให้อารุมแปลให้หน่อย”
       กุสุมาโกหกหน้าตาย ใจอยากให้อารุมเห็นภาพนนทลีกับโยธินเร็วๆ
       
       กุสุมาเดินตามอารุมมาที่ห้อง เข้ามาก็เห็นวิศนีกำลังเก็บเอกสารที่เกลื่อนแฟ้มอยู่
       “เกิดอะไรขึ้นคุณวิศนี”
       วิศนีรีบลุกขึ้น เอากระดาษใส่แฟ้ม ยิ้มกลบเกลื่อนให้ทั้งสองคน
       “ไม่มีอะไรค่ะ ฉันซุ่มซ่ามทำแฟ้มตกน่ะค่ะ”
       อารุมมองวิศนีอย่างแปลกใจ แล้วเดินนำกุสุมาไปที่โต๊ะ เปิดคอมขึ้นมา วิศนีเหลือบมองลุ้นๆ กังวลว่าอารุมจะกู้เมลที่ลบทิ้งขึ้นมาดูหรือเปล่า
       “สุส่งมาให้ผมตอนไหน”
       “เอ่อ เมื่อตอนสายๆจ้ะ”
       อารุมเข้าเช็คเมล แล้วไล่ดูของตัวเอง กุสุมามองลุ้นๆ
       “ไม่มีนี่”
       กุสุมาอึ้ง ตกใจ
       “เอ๊ะ หายไปได้ยังไง”
       วิศนีที่กำลังเก็บแฟ้มอยู่เหลือบมองอารุมแบบระแวงนิดๆ
       “คุณวิศนี เมื่อตอนกลางวันที่คุณเช็คเมล์ให้ผม มีของคุณกุสุมาหรือเปล่า”
       กุสุมาหันขวับมองวิศนีทันทีด้วยความสงสัย วิศนีทำหน้าเหรอหรา เพราะไม่คิดว่าเกี่ยวกับกุสุมา
       “ไม่มีนี่คะ”
       กุสุมาเริ่มหงุดหงิด
       “แต่สุส่งให้อารุมแล้วนะ มันจะไม่มีได้ยังไง คุณไม่เห็นจริงๆเหรอคะ”
       “เมล์คุณเขียนว่าอะไรเหรอคะ”
       คราวนี้กุสุมาเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง คิดมุกโกหกไม่ทัน เลยตัดบทเอาดื้อๆ
       “ช่างเถอะจ้ะอารุม สุไม่รบกวนแล้วดีกว่า เดี๋ยวสุจัดการเองจ้ะ”
       กุสุมาพยายามข่มความหงุดหงิดแล้วเดินออกไปทันที แต่ไม่วายปรายตามองวิศนีอย่างสงสัย วิศนีแอบมองตามกุสุมา สงสัยเหมือนกันว่าเป็นเจ้าของภาพที่ส่งมาหรือเปล่า
       กุสุมาออกมายืนหงุดหงิดอยู่หน้าห้อง
       “มันหายไปได้ยังไง? หรือว่าวิศนี...”
       
       กุสุมาเหลือบมองไปทางวิศนีอย่างระแวง ก่อนจะเดินหงุดหงิดออกไป

วิศนีเก็บแฟ้มใส่ตู้เสร็จแล้วก็เดินกลับมาหาอารุม

       
       “เจ้านายมีอะไรจะให้ฉันทำอีกไหมคะ ของานเยอะๆ หนักๆ เลยก็ได้ รับรองว่าฉันจะไม่บ่นสักคำ”
       อารุมแปลกใจ
       “มีเรื่องอะไรมาอีกแล้วล่ะสิ”
       “ก็แม่จะลากฉันไปดูตัวผู้ชายคืนนี้ ฉันไม่อยากไป”
       “คุณก็เลยจะเอางานมาบังหน้า”
       อารุมหัวเราะ วิศนีหน้างอ
       “คุณอย่าขำสิ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะ แล้วคุณก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย”
       “อ้าว เกี่ยวอะไรกับผม”
       “คุณบอกให้ฉันทนความเจ้ากี้เจ้าการของแม่ ตอนนี้ฉันก็เลยซวยเพราะกำลังจะถูกยัดเยียดว่าที่แฟนให้อีกคน”
       อารุมมองวิศนีขำๆ แล้วส่ายหน้า พยายามกลั้นหัวเราะ วิศนียิ่งหมั่นไส้
       “ขำมากนักเหรอ”
       วิศนีเดินไปดึงเก้าอี้อารุมออกห่างจากโต๊ะ
       “เฮ้ย นี่จะทำอะไร”
       “ฉันจะทำงานแทนคุณเอง จะได้มีข้ออ้างว่าต้องเคลียร์งานด่วน คุณกลับบ้านไปได้เลย ลุกไปสิ ลุก”
       วิศนีพยายามดึงเก้าอี้ แต่อารุมขืนตัวไว้
       “ไม่เอาน่า”
       “งั้นให้ฉันทำงานอื่นก็ได้ นวดคุณดีไหม”
       วิศนีเปลี่ยนมาช่วยบีบนวดไหล่ให้อารุม อารุมหัวเราะเพราะจั๊กกะจี้
       “อย่า” อารุมหัวเราะ
       “อะไร คุณบ้าจี้เหรอ ดี นี่ๆๆๆ”
       วิศนีนวดรัวๆ
       “ฉันจะทำให้คุณหัวเราะจนขาดใจตายเลย ถ้าคุณไม่หาทางแก้ปัญหานี้ให้ฉัน”
       วิศนีนวดขยำไหล่อารุม อารุมหัวเราะไปก็พยายามปัดมือวิศนีไป พอไม่สำเร็จก็จับแขนวิศนีไว้ทั้งสองข้าง
       “โอเค พอๆๆๆ”
       วิศนีชะงักไป มองตาอารุม อารุมเหมือนรู้สึกตัวว่าจับมือวิศนีอยู่ ก็รีบปล่อย แล้วลุกขึ้น
       “เอางานมาบังหน้ามันไม่สำเร็จหรอก คิดเหรอว่าแม่คุณจะเชื่อ”
       “แล้วฉันควรจะต้องทำยังไง”
       “คุณต้องทำให้ท่านเชื่อว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะแนะนำผู้ชายคนอื่นให้เพราะคุณมีตัวจริงอยู่แล้ว”
       “แต่ฉันยังไม่มี”
       “คุณก็หาเอาสิ”
       “แหม แฟนนะคะไม่ใช่รถเช่า จะได้หาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง”
       “ผมไม่ได้ให้คุณหาแฟนจริงๆสักหน่อย ใครก็ได้ที่จะช่วยให้คุณเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้”
       วิศนีคิดตาม ตาเป็นประกาย แล้วหันมาสบตากับอารุม
       “ไม่ใช่ผมนะ ผมเล่นละครไม่เก่ง เดี๋ยวความแตกคุณจะเดือดร้อน”
       วิศนีทำหน้าผิดหวังแล้วคิดต่อ อารุมพูดอีก
       “หรือไม่งั้นคุณก็ต้องทำให้ผู้ชายคนที่มาดูตัวคุณเห็นว่า คุณไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิดเดียว”
       วิศนีนิ่งคิด คราวนี้ตาเป็นประกายออกกว่าเดิม ยิ้มกว้าง
       “ฉันรู้แล้ว! ขอบคุณนะคะ!”
       วิศนีจะถลาเข้าไปเหมือนจะกอด อารุมยิ่งถอยหนีอย่างกลัวๆ เลยแกล้งจั๊กกะจี้อารุมทีเผลอ
       “นี่แน่ะ”
       “เฮ้ย”
       อารุมสะดุ้งโหยงตกใจ วิศนีหัวเราะชอบใจแล้วคว้ากระเป๋ารีบออกไป อารุมเอามือลูบเอวตัวเอง มองตามวิศนี แล้วหัวเราะขำ เอ็นดู
       
       นนทลีเดินมาหากุสุมาที่นั่งทำงานอยู่ ถามอย่างสงสัย
       “เธอเข้าไปคุยอะไรกับอารุม”
       กุสุมาหลบตา
       “เรื่องงานน่ะจ้ะ”
       “แล้ว...เขาซักเรื่องเมื่อกลางวันนี้ต่อหรือเปล่า”
       “ไม่นะ เขาไม่ได้พูดถึงเลย”
       นนทลียิ้มกริ่ม คิดเข้าข้างตัวเอง
       “ท่าทางอารุมจะหึงฉันจริงๆ วันนี้ฉันต้องเอาใจเขาหน่อย”
       นนทลีเดินยิ้มกลับไปทำงานต่อ กุสุมาแอบมอง สายตาริษยา หมั่นไส้
       
       แววนั่งอยู่ที่โต๊ะกับชีพ และวิเศษ กิมเตียง เถ้าแก่เฮง พ่อวิเศษ เป็นคนจีนที่มาดดุๆ เข้มๆ ในร้านอาหารจีน
       “เมื่อไรคุณวิศนีจะมาสักทีล่ะครับคุณน้า” วิเศษถามอย่างตื่นเต้น
       “อุ๊ย เดี๋ยวก็มาค่า กำลังเดินทาง”
       เถ้าแก่เฮงพูดสำเนียงจีน
       “รีบตามมาเร็วๆ ซี่ อั๊วอยากเห็น อาตี๋อีพูดถึงไว้ซะอย่างกับเป็นนางฟ้า”
       “ก็นางฟ้าจริงๆ นี่เตี่ย” วิเศษบอก
       “ถ้าเป็นจริงอย่างที่ลื้อว่า อั๊วก็ไม่ขัดขวาง อั๊วอยากได้ลูกสะใภ้ที่เพียบพร้อม”
       ชีพเผลอพูดจีน
       “ลับลอง เอ้ย ! รับรองได้ครับเถ้าแก่ ลูกเลี้ยงผมต้องทำให้เถ้าแก่ปลื้มแน่ๆ ฮ่าๆๆ”
       แววเสริม...
       “ใช่ค่ะ ยายหนูของเดี๊ยนกริยามารยาทเรียบร้อย การก็ดีศึกษาดี แหม เดี๊ยนนเลี้ยงมากับมือค่า โฮะๆๆๆๆ”
       แววกับชีพหัวเราะใส่กัน วิเศษกับครอบครัวพลอยยิ้มย่องผ่องใส
       “ฮ้ายยย หม่ามี้ แดดดี๊ !!!”
       เสียงวิศนีดังขึ้น ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นวิศนีแต่งตัวเปรี้ยวเฉี่ยวแบบเลดี้กาก้า ใส่วิกสีทอง ทำผมประหลาดหรือหมวกเพี้ยนๆ แถมยังแต่งหน้าเข้มจัด ทุกคนถึงกับผงะไป
       “ไอ้หย่า...”เถ้าแก่เฮงร้อง
       วิศนีท่าทางมั่นใจไม่แคร์สื่อ ก้าวเข้าไปหาแวว ท่าทางกระแดะๆ แบบฝรั่งจ๋า
       “กู๊ด อีฟนิ่งค่ะหม่ามี้ หมัวะๆ” วิศนีจูบแก้มแม่สองข้าง
       แววยังงงๆ กับท่าทางของวิศนี ตั้งรับไม่ถูก วิเศษหายอึ้งก็รีบลุกขึ้น เลื่อนเก้าอี้ให้
       “เชิญครับ คุณวิศนี”
       “โอ้ ฮาย คุณ...” วิศนีแกล้งทำหน้าซื่อ จำไม่ได้
       “วิเศษครับ”
       “โอ้ มิสเตอร์วันเดอร์ฟูล”
       วิศนีหัวเราะร่วน ทุกคนเจื่อนไปกับท่าทางของวิศนี แววเห็นท่าไม่ดี รีบแนะนำ
       “หนูจ๊ะ นี่พ่อกับแม่คุณวิเศษไงจ๊ะ นี่คุณนายกิมเตียง แล้วนี่ก็เถ้าแก่เฮง”
       วิศนีไม่ไหว้ แต่ยื่นมือกราดไปหาทั้งสองคน
       “ฮาย ไนซ์ทูมีทยู”
       เถ้าแก่เฮงกับกิมเตียงอึ้งๆ ทำตัวไม่ถูก วิเศษไกล่เกลี่ย
       “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ทานกันดีกว่านะครับ เชิญครับๆ”
       วิเศษเข้ามาคะยั้นคะยอให้วิศนีนั่ง
       
       “แทงค์ยูวววว ร้อนจังเลย โซฮ้อททท”

 วิศนีทำกระสับกระส่าย แล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นรอยสักลายพร้อยตั้งแต่หัวไหล่ไปถึงข้อศอก ทุกคนผงะกันไปอีกครั้ง แววตกใจ กระซิบ

       
       “ยายหนู อะไรเนี่ยลูก”
       “แทททูไงคะหม่ามี๊ สวยไหมคะ”
       วิศนีหันไปอวดวิเศษที่ตอบเหวอๆ
       “เอ้อ ส...สวยครับ”
       “ไอว่าจะไปสักเพิ่มอีก ตอนนี้ก็มีที่หัวไหล่ ที่หลัง แล้วก็มีที่ท้อง จะดูไหมคะ”
       วิศนีลุกขึ้นจะเลิกเสื้อ แววตกใจรีบลุกขึ้นห้าม
       “ม...ไม่ต้องจ้ะ ทานข้าวดีกว่านะจ๊ะลูกจ๋า นั่งจ้ะ นั่งๆๆ”
       แววรีบเข้ามาประคองวิศนีนั่ง เห็นทั้งสองสีหน้าไม่ดีเลย
       “เอ่อ ท...ทานเลยครับ เตี่ย หม่าม้า”
       วิเศษพยายามแก้สถานการณ์ ตักอาหารเอาใจพ่อแม่ ขณะที่แววกับชีพกินอะไรแทบไม่ลง วิศนียังรักษาคาแรกเตอร์เลดี้กาก้าของตัวเอง ไม่แคร์สายตาใคร
       
       อารุมเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นนทลีเดินยิ้มหวานมาหา
       “นนเห็นโฆษณาหมู่บ้านที่อารุมไปดูมาจากอินเตอร์เน็ต เขาจัดปาร์ตี้แนะนำโครงการกัน ไปดูไหมกันคะอารุม”
       นนทลีเอาโฆษณาที่ปรินท์มาให้ดู
       “อ้าว ก็ไหนนนบอกว่าไม่ชอบ”
       “นนคิดดูแล้ว ไปดูให้เห็นกับตาก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะเปลี่ยนใจไงคะ อารุมอยากซื้อบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ”
       อารุมแปลกใจที่นนทลีดูเอาอกเอาใจ แต่ก็ยิ้มออก พลางพยักหน้า
       
       วิศนีนั่งกินอาหารกับทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ระรื่น ขณะที่วิเศษพยายามเอาใจ
       “คุณวิศนี ลองทานนี่หน่อยนะครับ”
       วิเศษตักก้ามปูขนาดใหญ่ใส่จานให้วิศนี
       “ขอบคุณนะคะ แทงค์ยู”
       วิศนียิ้มหวานใส่ แล้วพยายามใช้ส้อมแงะเนื้อปู พอทุกคนเผลอก็แกล้งทำเหมือนซุ่มซ่าม เอาส้อมงัดก้ามปูกระเด็นหวือ
       “อุ๊ย!”
       ทุกคนมองอย่างตกใจ ก้ามปูลอยหวือขึ้นไปตกใส่หัวใส่เถ้าแก่เฮงพอดี ทุกคนสะดุ้ง เถ้าแก่เฮงค่อยๆ เอาก้ามปูบนหัวลงมา แล้วมองอย่างเดือดดาล วิศนีแกล้งทำหน้าตกใจ
       “โอมายก้อด แอมซอรี่ค่ะ มานี่ค่ะ เดี๋ยวไอเช็ดให้นะคะ”
       หญิงสาวคว้าผ้าเช็ดปาก ลุกไปจะไปหาเถ้าแก่ วิเศษกับแววรีบลุกไปห้าม
       “ยายหนู”
       “ไม่ต้องครับคุณวิศนี เดี๋ยวผมจัดการเอง”
       วิเศษรีบรับกระดาษทิชชู่มายื่นให้พ่อที่ยัวะ แต่ข่มอารมณ์ไว้อย่างเกรงๆ
       ทันใดเสียงเดชชาติตะโกนลั่น
       “วิทนีย์”
       ทุกคนในร้านผงะ หันไปมองเป็นตาเดียว เดชชาติในชุดเสื้อหนังกางเกงยีนส์แบบร็อคเกอร์ ทาตาดำหนวดเคราเฟิ้ม ผมยาวสีทองแบบฝรั่ง ผลุนผลันเข้ามา วิศนีแกล้งตกใจ
       “เดฟ”
       เดชชาติตรงรี่เข้ามากระชากแขนวิศนี ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
       “เฮ้ย แก...”
       ชีพพยายามจะเข้ามาแยก แต่ถูกเดชชาติผลักกระเด็น
       “แกเป็นใคร มายุ่งอะไรกับลูกฉัน” แววโวยวาย
       “ทำไมจะยุ่งไม่ได้ ก็นี่มันแฟนไอ”
       เดชชาติทำท่าขึงขังแล้วรวบตัววิศนีมากอดไว้ ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด
       
       เดชชาตินั่งลงข้างๆ วิศนี แล้วเอามือโอบเก้าอี้วิศนีไว้แบบเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
       “เดฟเป็นมายบอยเฟรนด์ค่ะหม่ามี๊ เขาเพิ่งบินตามมา”
       “ห๊า” แววตะลึง
       กิมเตียงไม่พอใจ
       “อาคุงแวว! ไหนบอกว่าลูกสาวโสดไงฮ้า”
       “นั่นสิครับ คุณวิศนีไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอ” วิเศษไม่พอใจเช่นกัน
       วิศนีแกล้งทำตกใจ
       “โอ้วว โนๆๆๆ ไอไม่เคยพูดนะเดฟ”
       “แสดงว่าไอ้ตี๋นี่มั่วใช่ไหมฮะ งั้นมันต้องโดน”
       เดชชาติถกแขนเสื้อ วิเศษรีบเอนตัวหนีไปอยู่หลังเถ้าแก่เฮงอย่างกลัวๆ
       “นี่มันอะไรกัน ไหนอาคุงแววบอกจะพาลูกสาวมาดูตัว แล้วทำไมเป็นอย่างนี้”
       แววอึกอักพูดไม่ออก วิศนีทำท่าไม่สนใจ หันไปเอาใจ ปูผ้าเช็ดปากให้เดชชาติ
       “ตามสบายเลยนะจะดาร์ลิ๊ง”
       วิศนีจับแก้มเดชชาติบีบเอ็นดู เดชชาติทำปากจู๋ หวานใส่ วิเศษเห็นแล้วเริ่มหงุดหงิด
       “มีอะไรกินบ้าง ไหนดูซิ...อันนี้ท่าทางอร่อย”
       เดชชาติเอือมมือหยิบกระดูกไก่มาแทะอย่างมูมมาม คนทั้งโต๊ะมองกันตาปริบ
       “ฮึ่ยๆ ไม่ได้เรื่อง จืดอย่างกับไก่ต้ม”
       เดชชาติโยนกระดูกลงไปในชามแกงจืด น้ำกระเด็นสาดหน้าเถ้าแก่เฮงพอดี ทุกคนร้องออกมาอย่างตกใจ
       “ไอ้หย่า! นี่ลื้อ...”
       “โอ้ ซอรี่ๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
       เถ้าแก่มองเดชชาติอย่างเคืองๆ วิเศษรีบลุก
       “ป...ไปล้างหน้าก่อนดีกว่าครับเตี่ย”
       วิเศษรีบพาเถ้าแก่ออกไป เดชชาติสบตาวิศนีแล้วรีบลุกขึ้นบ้าง
       “ไอไปด้วยดีกว่า...ไปด้วยกันหน่อย”
       เดชชาติรีบดึงวิศนีตามออกไป ทิ้งแววกับชีพให้นั่งอยู่กับกิมเตียง
       “อาคุงแวว นี่มันอะไรกันฮ้า อั๊วงงไปหมดแล้ว”
       “อั๊ว เอ้ย เดี๊ยนก็งงเหมือนกันค่ะ”
       แววกับชีพได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้กิมเตียง
       
       เดชชาติกับวิศนีพากันหลบมุมมาปรึกษากัน เดชชาติตื่นเต้น
       “เป็นไงบ้าง ผมแอ็คติ้งเนียนหรือเปล่า”
       “เนียนสิคะ แม่ฉันกับครอบครัวนายวิเศษอึ้งกันใหญ่เลย”
       วิศนีหัวเราะ
       “แล้วต้องทำยังไงต่อไป”
       วิศนีคิดๆ
       “มาทางนี้”
       
       วิศนีดึงเดชชาติไป

  อารุมกับนนทลีเดินเข้ามาที่สโมสรของหมู่บ้าน เห็นเวลคัมปาร์ตี้เล็กๆ ริมสระไว้รับรองลูกค้าที่มาชมโครงการ พนักงานขายคนเดิม รีบเดินเข้ามาต้อนรับ
       
       “เชิญค่ะ อ้าว คุณน้องที่มาวันก่อนนี่เอง” พนักงานเปิดแฟ้มดู “น้องอารุม”
       “ครับ”
       “แหม ดีใจจังที่ได้เจอกันอีก เชิญด้านในก่อนนะคะแล้วเดี๋ยวคุยกัน”
       พนักงานเชื้อเชิญอารุมกับนนทลีเข้าไป นนทลีมองดูงานปาร์ตี้รอบๆ สระ แล้วสำรวจบริเวณต่างๆ ของหมู่บ้านด้วยท่าทางพอใจ
       
       วิศนีกับเดชชาติยังไม่กลับมาที่โต๊ะ วิเศษที่นั่งรออยู่เริ่มกระสับกระส่าย
       “ทำไมคุณวิศนีไปห้องน้ำยังไม่กลับมาอีกล่ะครับ”
       ชีพหันมาหาแวว
       “นั่นสิที่รัก ไอ้บ้านั่นมันพาหนีไปแล้วหรือเปล่า”
       “อุ๊ย ไม่หรอกมั้ง”
       “ทนไม่ไหว เดี๋ยวผมไปตามเองครับ”
       วิเศษลุกออกไป
       “อั๊วไปด้วย”
       เถ้าแก่รีบลุกตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็น คนอื่นเลยต้องพากันตามไปหมด
       
       วิศนีเอามือขยี้ผมเดชชาติให้ยุ่งเหยิง แล้วดึงเสื้อให้หลุดลุ่ย เดชชาติมองงงๆ แล้วตกใจเมื่อวิศนีหยิบสติกขึ้นมาเหมือนจะทาปากเขา
       “เดี๋ยวๆ คุณจะทำอะไรครับ”
       “จัดฉาก”
       วิศนีพูดพลางเอาลิปสติกทาที่แก้มเดชชาติให้เป็นรูปปาก เดชชาติสะดุ้งโหยง
       “ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอครับ”
       “เฉยๆน่า คุณดูต้นทางไว้นะคะ”
       วิศนีพูดพลางเอามือเช็ดปากตัวเองให้ลิปสติกเปื้อนเป็นปื้นๆ เหมือนผ่านการจูบอย่างเผ็ดร้อน แล้วดึงขยี้ผมเผ้าให้ยุ่งเหยิง
       “มากันหรือยัง”
       เดชชาติมองไปที่มุมทางเดิน ได้ยินเสียงล้งเล้งๆ
       “มาแล้วๆๆๆ”
       “พร้อมนะ”
       วิศนีพูดจบก็โผเข้าซบอกเดชชาติ แกล้งส่งเสียงออดอ้อน
       “เบาๆ สิคะดาร์ลิ้ง วิทนีย์เจ็บนะ”
       เดชชาติมัวแต่สะดุ้งเขินที่วิศนีเข้ามาใกล้ชิด ยังรับมุกไม่ทัน วิเศษและคนอื่นๆ โผล่พรวดเข้ามาเห็นพอดี กิมเตียงรีบเอามือปิดตา
       “ไอ้หย่า”
       แววช็อค
       “ยายหนู”
       วิเศษตะลึง
       “คุณวิศนี”
       แววกับวิเศษเรียกพร้อมกัน วิศนีแกล้งทำตกใจ หันมาให้เห็นหน้าตาตัวเองกับเดชชาติที่เลอะเทอะไปด้วยลิปสติก
       “อุ๊ย หม่ามี๊ มาทำอะไรกันตรงนี้”
       วิเศษไม่อยากเชื่อสายตา
       “คุณวิศนีกำลังทำอะไรอยู่ครับ”
       เถ้าแก่โมโห
       “ลื้อตาบอดหรือไงอาตี๋ ก็เห็นอยู่ว่าอีนัวเนียกับผู้ชายเนี่ย”
       แววตกใจ รีบแก้แทน
       “ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ค่ะเถ้าแก่”
       “ไม่ใช่อะไร ก็อั๊วเห็นอยู่กับตา ลื้อเอาลูกสาวมาย้อมแม้วขายอั๊ว” เถ้าแก่ด่าวิเศษ “ลื้อก็ตาต่ำ คิดจะเอาผู้หญิงหยำฉ่ามาเป็นเมีย”
       “เปล่านะครับเตี่ย ผมว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน” วิเศษหันมาหาวิศนีอย่างมีความหวัง “ใช่ไหมครับคุณวิศนี”
       วิศนีได้แต่ยักไหล่ ทำหน้าซื่อ ไม่ยอมแก้ตัว เถ้าแก่ยิ่งโมโห
       “เก๊กซิม อั๊วเก๊กซิมจริงๆ อากิมเตียงกลับบ้าน”
       เถ้าแก่หันหลังกลับ วิเศษละล้าละลัง พยายามจะรั้งไว้
       “เตี่ย...”
       “อาตี๋ ถ้าลื้อไม่กลับไปกับอั๊ว ก็ไม่ต้องกลับเข้าบ้านอีก”
       เถ้าแก่เดินปึงๆ ไปกับกิมเตียง วิเศษมองวิศนีอย่างเสียดาย แล้วรีบวิ่งตามพ่อแม่ไป แววโมโห
       “ยายหนู เห็นไหมว่าทำอะไรลงไป ฮึ้ย !” แววรีบหันไปเรียกพวกวิเศษ “เดี๋ยวสิคะเถ้าแก่ อาซ้อ คุณวิเศษ รอด้วย”
       แววรีบวิ่งตามไปอธิบาย โดยมีชีพวิ่งตามไปด้วย วิศนีมองตามพยายามกลั้นหัวเราะ พอแววกับชีพพ้นไปก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นกับเดชชาติ สะใจที่ทำสำเร็จตามแผน
       
       นนทลีเดินดูโมเดลบ้านที่ตั้งไว้ในบริเวณงานคนเดียว ระหว่างที่อารุมไปห้องน้ำ พนักงานขายคนเดิมเดินเอาเครื่องดื่มมาให้ทั้งคู่
       “น้องคงเป็นเพื่อนกับน้องอารุม สนใจบ้านในโครงการเหมือนกันใช่ไหมคะ...ดีเลยค่ะ มาซื้อด้วยกันจะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน”
       นนทลียิ้มขำ กำลังคิดจะบอกว่าตัวเองเป็นแฟนอารุม แต่พนักงานเจื้อยแจ้วขึ้นมาซะก่อน
       “วันก่อนน้องอารุมเขาก็มาดูเรือนหอกับแฟน หน้าตาสวยเชียว”
       นนทลีที่กำลังยิ้มปลื้ม หุบยิ้มทันที
       “อะไรนะคะ เขามาดูกับใครนะ”
       พนักงานชะงักไป แปลกใจที่นนทลีดูขึงขัง
       
       อารุมเดินกลับเข้ามาในงาน เห็นนนทลีเดินถือเครื่องดื่มลิ่วมาหา พออ้าปากจะทัก นนทลีก็สาดเครื่องดื่มในแก้วใส่อกเสื้ออารุมทันที
       “นน อะไรกัน !”
       “คุณตัดสินใจแล้วใช่ไหม ถึงได้ทำแบบนี้”
       นนทลีเอะอะจนคนอื่นหันมามอง พนักงานขายเจ้าเดิมวิ่งตามมา แต่ละล้าละลังไม่กล้าเข้าไป นนทลีแผดเสียงกว่าเดิม
       “คุณพาผู้หญิงคนนั้นมาดูบ้านที่จะเป็นเรือนหอ มันหมายความว่ายังไง”
       อารุมงงอยู่ แต่พอมองไปทางพนักงานขายก็เข้าใจ
       “ผมไม่ได้พาเขามา เราแค่...”
       นนทลีตวาด
       “หยุดได้แล้ว พอ! นนไม่ได้โง่ขนาดที่จะให้คุณจะมาสนตะพายง่ายๆ นะ”
       นนทลีปาแก้วลงพื้นแล้วผลุนผลันออกไป
       “นน!”
       
       นนทลีเดินลิ่วไม่หยุด อารุมหันกลับมาเห็นสายตานับสิบที่มองมาอย่างสอดรู้ก็ได้แต่ถอนใจ

  ค่ำนั้น วิศนีขับรถมาจอดซอยบ้านเดชชาติ...ชายหนุ่มลงจากรถ

       
       “ขอบคุณมากนะคะสำหรับบทบาทแฟนจำเป็น”
       เดชชาติยิ้มเขิน
       “ยินดีครับ ถ้ามีโอกาสหน้าให้เรียกใช้อีกผมก็จะยิ่งยินดี”
       “คงไม่มีแล้วมั้งคะ แม่ฉันน่าจะเข็ดแล้วล่ะ”
       “นั่นสินะครับ เราสองคนจัดหนักขนาดนี้”
       วิศนีหัวเราะ แล้วนึกถึงอารุมขึ้นมา เผลอพูดปลื้มๆ
       “ต้องขอบคุณไอเดียของคุณอารุม ที่ทำให้ฉันเอาตัวรอดมาได้”
       เดชชาติได้ยินก็เจื่อนไป อารุมมาเอี่ยวอีกแล้ว วิศนีฝันหวาน
       “คุณว่าฉันควรจะตอบแทนเขายังไงดีคะ พาเขาไปเลี้ยงข้าวดีไหม หรือว่าซื้ออะไรให้เขาดี”
       เดชชาติทั้งเจื่อน ทั้งเซ็ง เลยตัดบท
       “เอ่อ ผมว่าผมเข้าบ้านดีกว่า เดี๋ยวคุณจะถึงบ้านดึก”
       เดชชาติหันหลังจะเดินกลับไป วิศนีดึงแขนไว้
       “เดี๋ยวสิคะ คุณกล้าเข้าบ้านในสภาพนี้จริงๆ เหรอ”
       วิศนียิ้มๆ ชี้หน้าเดชชาติที่เปื้อนลิปสติกเต็มไปหมด เดชชาติอึ้งไป เพิ่งนึกได้
       
       ทั้งสองพากันมาที่สนามเด็กเล่น นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหิน มีอุปกรณ์ล้างเครื่องสำอางตั้งอยู่บนโต๊ะ วิศนีบรรจงเทครีมใส่สำลี แล้วเช็ดตาให้เดชชาติ
       “ต้องเช็ดเครื่องสำอางให้หมดแล้วค่อยล้างหน้านะคะ เดี๋ยวจะเป็นสิว”
       เดชชาติลืมตาขึ้น ยิ้มเขินๆ ขณะที่วิศนีค่อยๆ เอาสำลีเช็ดรอยลิปสติกที่แก้มให้ แล้วก็เผลอแอบมองใบหน้าวิศนีไปด้วยอย่างเคลิ้มๆ เดชชาติสบตากับวิศนี เขินที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง เลยรีบหลับตา
       “ผมไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าผู้หญิงจะต้องวุ่นวายขนาดนี้ นี่ดีนะที่เป็นแค่ร็อกเกอร์ ไม่ได้แต่งหญิง”
       วิศนีหัวเราะ
       “คุณอยากแต่งหญิงไหมล่ะคะ ฉันจะแต่งให้”
       เดชชาติแกล้งทำแต๋วแตก
       “บ้า อย่ายุสิตัวเอง”
       วิศนีกับเดชชาติหัวเราะ ยิ้มแย้มกัน นีรนุชไปตลาดผ่านมาพอดี เห็นทั้งสองนั่งหัวเราะต่อกระซิกกันก็ชะงัก หยุดดู เห็นสีหน้าแช่มชื่นของเดชชาติขณะที่มองตา คุยกับวิศนี ทำให้นีรนุชรู้สึกกระตุกเบาๆ ในใจ แล้วนีรนุชก็เป็นฝ่ายทนไม่ได้เอง เลยเดินจากไปเงียบๆ
       
       นีรนุชเนกลับมาที่บ้านแล้วชะงักเมื่อเห็นอารุมรออยู่
       “พี่อารุม มาส่งพี่นนเหรอคะ”
       อารุมส่ายหน้าเศร้าๆ
       “นนยังไม่กลับมาใช่ไหม”
       นีรนุชชะงัก เดาได้ว่าสองคนนี้ทะเลาะกันอีกตามเคย
       
       นนทลีมาหากุสุมาที่บ้าน เธอนั่งร้องไห้ โดยมีกุสุมาคอยส่งทิชชู่ให้ซับน้ำตา
       “ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะทำแบบนี้ นี่เขาคงตกลงปลงใจคบกันแล้ว ถึงได้กล้าพากันไปดูเรือนหอ”
       กุสุมาพลอยโกรธไปด้วย
       “ทำไมอารุมถึงได้ทำแบบนี้”
       นนทลีได้ยินก็ยิ่งปล่อยโฮอย่างเจ็บใจ เข้าเพื่อนร้องไห้ กุสุมาถือโอกาสยุ
       “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอก็ต้องรักตัวเองให้มากๆนะ ผู้ชายมีอีกตั้งเยอะแยะ ถ้าอารุมเขาจะหลงผิดเห็นเงินดีกว่าความจริงใจ เราก็ไม่ต้องไปแคร์”
       กุสุมาแอบตาวาว โมโหไปด้วย นนทลีคร่ำครวญ
       “ไม่! ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่อยากเสียเขาไป ฮือๆ”
       นนทลีสะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิม กุสุมาเครียดๆ เริ่มไม่ดีใจที่อารุมมีปัญหากับนนทลี เพราะรู้แล้วว่าวิศนีคือคู่แข่งรายใหม่
       
       นีรนุชส่งน้ำให้อารุม แล้วนั่งลงให้กำลังใจข้างๆ
       “พักหลังๆ นนใจร้อนแล้วก็คิดมาก ไม่ยอมฟังเหตุผลพี่เลย”
       “พี่อารุมอย่าเพิ่งน้อยใจสิคะ เดี๋ยวนุชจะช่วยอธิบายให้”
       อารุมส่ายหน้ากลุ้ม
       “ถึงนุชพูด เขาก็คงไม่ฟัง เขาปักใจไปแล้วว่าพี่คิดไม่ซื่อ”
       “ช่วงนี้พี่นนคงเครียดเรื่องงานด้วย จิตใจก็เลยไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าไร”
       “พี่ก็เครียดเหมือนกัน ทำไมนนไม่คิดอย่างนุชบ้าง”
       อารุมลูบหน้าตัวเองเครียดๆ ถอนใจ นีรนุชแตะขาอารุมอย่างเห็นใจ
       “พี่อารุม นุชเข้าใจพี่นะคะ”
       “ถ้านนเข้าใจพี่ได้สักครึ่งของนุช มันก็คงไม่มีปัญหาแบบนี้ใช่ไหม”
       นีรนุชอึ้งไป เริ่มสัมผัสได้ถึงความท้อแท้ใจในน้ำเสียงของเขา
       
       นีรนุชกลับขึ้นมาบนห้องหลังจากที่อารุมไปแล้ว แต่ยังเครียดไม่หายเรื่องนนทลีกับอารุมทะเลาะกัน เลยเดินไปเปิดหน้าต่างมองดาวแก้เซ็ง แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระป๋องโทรศัพท์ เธอถอนใจเซ็งๆ แล้วเดินไปหยิบกระป๋อง
       “ว่าไงพี่ชาติ”
       เดชชาติเปิดหน้าต่างห้องตรงข้ามมามอง พลางพูดใส่กระป๋อง
       “เป็นไรอะ ออกมาถ่ายมิวสิคเหรอ ไหนๆ กล้องอยู่ไหน”
       “ขำมากป่ะ”
       เดชชาติเจื่อนไปเมื่อเห็นนีรนุชทำหน้าดุใส่
       “ใครจะไปมีความสุขเท่าพี่ชาติล่ะ เห็นนั่งให้สาวจับแก้ม คุยกันกระหนุงกระหนิง”
       “เฮ้ย เห็นด้วยเหรอ แหะๆๆ พี่ไปช่วยคุณวิศนีล้มงานดูตัวมาน่ะ วันนี้ได้สวมรอยเป็นแฟนคุณวิศนีหนึ่งวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วเนอะ”
       เดชชาติยิ้มเขิน นีรนุชเห็นแล้วยิ่งรู้สึกเคือง เพราะแอบหึงไม่รู้ตัว
       “อ้าว เป็นไรเนี่ย ไม่ดีใจกับพี่เหรอ”
       “ดีใจไม่ลง พี่นนกับพี่อารุมทะเลาะกันอีกแล้ว”
       “เรื่องอะไรอีกล่ะ”
       “ก็เรื่องเดิมๆ แล้วก็มีคุณวิศนีมาเอี่ยวด้วยเหมือนเดิม”
       เดชชาติทำท่าจะวางสาย
       “เดี๋ยวพี่ไปหาดีกว่า รอเปิดประตูด้วยนะ”
       นีรนุชรีบห้าม
       “ไม่ต้องหรอก พี่ชาติไปนอนฝันหวานถึงเรื่องวันนี้ให้สบายเถอะ อย่าให้นุชทำลายความสุขของพี่เลย”
       
       นีรนุชพูดงอนๆ แล้วปิดหน้าต่างห้องตัวเองดังปัง ทิ้งให้เดชชาติยืนเหวอ แอบกังวลไปด้วย

 เช้าวันใหม่...วิศนีนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง แล้วสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเพลง happy birthday ดังลั่น พอลืมตาขึ้นมองถึงได้เห็นว่ามาจากนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ที่ตั้งเวลาไว้ 

       
       หญิงสาวกดปิดนาฬิกาปลุกที่โทรศัพท์ แล้วเห็นว่ามีข้อความเข้ามา เลยกดเปิดดูเห็นเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ส่งมาจากเพื่อนฝรั่ง เพื่อนเคาะกระจกกล้อง
       “Hey Whitney! Wake up!” (ตื่นได้แล้ววิทนีย์)
       เพื่อนที่เหลืออีก 3 คนโผล่มาด้านหลังแล้วพูดพร้อมกัน
       “Happy Birthday! Yay!” (สุขสันต์วันเกิด)
       เพื่อนส่งเสียงพร้อมเพรียงแล้วโบกมือให้ก่อนจะกดปิดกล้องไป วิศนีมองภาพนั้นแล้วอมยิ้ม ดีใจที่ยังมีคนจำวันสำคัญของตัวเองได้
       
       วิศนีวุ่นวายจัดอาหารใส่สำรับอยู่ในครัว โดยมีละอองคอยช่วย สมจิตเดินเข้ามาพอดี
       “พระมาหรือยังจ๊ะสมจิต”
       “ยังค่ะ”
       “งั้นคุณไปเชิญคุณพ่อหน่อย บอกว่าฉันเชิญใส่บาตร”
       สมจิตรับคำแล้วจะเดินออกไป แต่กรแก้วสวนเข้ามาพอดี
       “คุณอำนวยออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”
       วิศนีชะงัก ผิดหวัง
       “ทำไม”
       “เห็นว่ามีงานด่วนค่ะ”
       วิศนีเสียงสั่นเครือ
       “ด่วนมาก ไม่ใส่ใจว่าวันนี้เป็นวันเกิดฉันเลยเหรอ”
       กรแก้วอึ้งไปนิดนึง พยายามจะปลอบ
       “เดี๋ยวฉันจะโทรบอกให้นะคะ ท่านอาจจะลืม”
       คำพูดของกรแก้วจี้ใจวิศนีโดยไม่รู้ตัว วิศนีรีบขัดขึ้นมา
       “ไม่ต้อง! ถ้าพ่อลืมอย่างที่คุณว่า ก็คิดซะว่าวันนี้มันไม่สำคัญกับใครทั้งนั้น”
       วิศนีละมือจากการจัดสำรับใส่บาตร ละอองกับสมจิตมองอึ้งๆ
       “คุณวิศนีคะ แล้ว...”
       ละอองชี้ไปที่สำรับ
       “ใส่แทนฉันด้วย ฉันจะไปทำงานแล้ว”
       วิศนีเดินซึมๆ ออกไป กรแก้วมองตาม แอบสงสารวิศนีอยู่เหมือนกัน
       
       นีรนุชถือแก้วน้ำกับยาเปิดประตูเข้ามาในห้อง เห็นนนทลียังนอนซมอยู่
       “ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่าพี่นน ทานยาก่อนนะคะ”
       นนทลีลุกขึ้นกินยาอย่างอ่อนแรง ตาแดงๆ เพราะร้องไห้มาทั้งคืน นีรนุชมองอย่างเป็นห่วง
       “เมื่อคืนพี่นนกลับซะดึก คงไปทำงานไม่ไหว เดี๋ยวนุชจะโทรไปลางานให้นะคะ”
       นนทลีพยักหน้ารับรู้ แล้วล้มตัวลงนอนต่อ นีรนุชเห็นโทรศัพท์ข้างเตียงนนทลีสั่น ก็หยิบมาดู
       “พี่อารุมโทรมาอีกแล้วค่ะ”
       นนทลีนอนนิ่ง ดวงตาฉายแววปวดร้าว
       “บอกเขาว่าพี่ไม่อยากคุย”
       นนทลีพูดจบก็พลิกตัวนอนหันหลังให้ นีรนุชมองอย่างกลุ้มๆ แล้วหยิบโทรศัพท์เดินออกไป
       
       อารุมคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องอย่างเครียดๆ เมื่อโทรหนนนทลี แต่เธอไม่คุยด้วย
       “งั้นเลิกงานแล้วพี่จะแวะไปเยี่ยมนะ”
       อารุมบอกนีรนุช แล้ววางสายลง
       
       วิศนีขับรถมาถึงหน้าบริษัท จู่ๆ ชีพก็โผล่พรวดออกมาขวาง
       “ยู้ดด...หยุดก่อน คุณลูกเลี้ยง !”
       วิศนีเปิดกระจกโวย
       “นี่นาย! อยากตายหรือไง”
       “แหม ก็กลัวจะมองไม่เห็น” ชีพหันไปเรียกแวว “ที่รักจ๋า มาแล้วจ้า”
       แววโผล่ออกมาจากที่ซ่อน รีบวิ่งมาขึ้นรถพร้อมกับชีพ ท่าทางลุกลี้ลุกลน
       “แม่ ทำไมมาทำลับๆ ล่อๆ ตรงนี้คะ”
       “ก็ต้องแอบมาดักเจอหนูน่ะสิ พ่อหนูไม่ยอมให้แม่เข้าไปรอในโชว์รูมหรอก แต่วันนี้ยังไงแม่ก็ต้องมาให้ได้ มันเป็นวันสำคัญ”
       วิศนียิ้มออก คิดว่าแม่จำวันเกิดได้
       “แม่จำได้เหรอคะ”
       “โฮ้ย ทำไมจะจำไม่ได้”
       วิศนียิ้มกว้างมากกว่าเดิม แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อแววพูดต่อ
       “นังคุณนายสมศรีมันมาทวงตรงเวลาเป๊ะทุกเดือน ถ้าแม่ขาดส่งก็ต้องออกจากวง”
       วิศนีงง
       “วงอะไรคะ”
       “วงแชร์ไงลูก หนูมีซักสองหมื่นไหม แม่ขอยืมหน่อย”
       ชีพกระซิบ
       “ที่รัก”
       ชีพส่ายหน้า แล้วทำไม้ทำมือให้ขอเพิ่ม
       “เอ้อ ไม่ใช่สามหมื่นจ้ะ สามหมื่น”
       วิศนีผิดหวัง
       “นี่แม่มาเรื่องเล่นแชร์เท่านั้นเหรอคะ”
       “ก็จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ บอกแล้วว่าวันนี้มันวันสำคัญของแม่” แววคิดเองเออเอง “หนูคิดว่าแม่จะมาต่อว่าเรื่องเมื่อวานล่ะสิ อุ๊ย! ไม่ๆๆๆ แม่ไม่ว่าหรอกจ้ะ หนูแค่อยากลองใจพ่อแม่คุณวิเศษใช่ไหมล่ะ แม่รู้”
       แววหัวเราะคิกคัก ประจบประแจง เพราะตอนนี้อยากได้เงินมากกว่า หารู้ไม่ว่ายิ่งทำให้วิศนีห่อเหี่ยวใจ เพราะแววไม่มีที่ท่าจะนึกออกเลยว่าเป็นวันเกิดของลูก ชีพรำคาญ
       “ตกลงมีไหมจ๊ะ คุณลูกเลี้ยง ถ้ามีก็เอามา จะได้แยกย้ายกันไปทำมาหากิน”
       วิศนีหันไปมองชีพอย่างรำคาญ อยากจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสีหน้าออดอ้อนของแววก็ใจอ่อน
       “หนูไม่มีเงินสดขนาดนั้นหรอกค่ะ ต้องไปเขียนเช็คที่ออฟฟิศ”
       “อ้ะ ไปก็ไปสิลูก แม่ยอมทุกอย่างแหละจ้ะ”
       
       วิศนีลอบมองแววเพลียๆ แล้วขับรถออกไป

 แววกับชีพยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบริษัทเพราะกลัวอำนวยมาเห็น สักพักวิศนีก็เดินเอาเช็คมาให้

       
       “นี่ค่ะแม่”
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       แววเอื้อมมือไปหยิบเช็ค แต่มีมืออำนวยมาดึงเช็คไปเสียก่อน
       “เอาคืนมานะ” แววโวยวาย
       “ที่แท้ก็ไม่ทิ้งลายเดิม มาขอเงินลูกใช้ ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง”
       “ก็ลูกมันเป็นลูกฉัน ทำไมต้องอายด้วย เอามา”
       “ฉันให้ตึกแถวเธอไปเก็บค่าเช่ากินได้ทั้งชาติ มันยังไม่พออีกเหรอ”
       ชีพสวนทันที
       “ถ้าพอจะมาขอทำไมล่ะวะไอ้คุณนักธุรกิจหญ่าย”
       อำนวยมองชีพตาวาว
       “ที่ไม่พอ ก็เพราะแกกับยายแววเอาไปลงบ่อนลงขวดเหล้าหมดน่ะสิ ฉันไม่ให้ อยากได้เพิ่มก็ไปทำมาหากินเอง”
       วิศนีจะแย้ง
       “พ่อคะ...”
       อำนวยตัดบท
       “ไม่ต้องพูดยายหนู แม่แกเป็นผีพนันไปแล้ว ให้ไปเท่าไรก็ไม่พอหรอก”
       แววร้องกรี๊ดอย่างเหลืออด
       “อย่ายุ่งเรื่องของฉันได้ไหม เอาเงินลูกฉันมานะ”
       แววพุ่งเข้าใส่จะแย่งเช็ค แต่อำนวยไม่ให้ ชีพพยายามวิ่งเข้าช่วยแย่ง
       อำนวยตะโกนลั่น
       “รปภ. จับสองคนนี้โยนออกไปข้างนอก”
       พวกรปภ.วิ่งเข้ามายืนมองละล้าละลัง อำนวยหันไปตวาด
       “เร็วๆ สิ!”
       รปภ.วิ่งเข้ามาจับแววกับชีพอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทั้งสองเอะอะโวยวาย
       “อย่ามายุ่งกับฉันนะ” แววชี้หน้าอำนวย “เอาเงินมา”
       “ปล่อยสิโว้ย”
       ชีพเข้าชกรปภ.เป็นพัลวัน แววพยายามตะกายเข้าหาอำนวย แต่ถูกรปภ.อีกคนจับไว้ พนักงานแถวนั้นก็โผล่หน้ากันออกมามองอย่างสนใจ วิศนีมองพ่อกับแม่ตะลุมบอนกันด้วยความสลดใจ เช้าวันเกิดที่สดใสพังพินาศไม่มีชิ้นดี ในที่สุดก็ตัดใจหันหลังเดินหนีมาจากตรงนั้นไป
       
       วิศนีเปิดประตูห้องทำงานเข้ามา เห็นอารุมเหมือนทำท่าจะเดินออกไปพอดี
       “มีอะไรข้างนอกเหรอครับ ผมได้ยินเสียง”
       วิศนียิ้มขมขื่น อายแทน
       “พ่อกับแม่ฉันทะเลาะกัน ในวันเกิดฉัน เยี่ยมไปเลยไหมคะ ของขวัญวันเกิดที่เขาสองคนร่วมกันให้ลูกสาวคนเดียว”
       อารุมอึ้งไป พลางมองวิศนีอย่างสงสาร
       “วันนี้วันเกิดคุณเหรอ”
       “ช่างเถอะค่ะ มันไม่สำคัญสำหรับใครทั้งนั้นแหละ”
       วิศนีพยายามก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สนใจ อารุมแอบมองวิศนี เห็นใจที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในวันนี้
       
       นนทลีเดินซึมๆ ลงมาจากชั้นบน เห็นนีรนุชกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่พอดี
       “นุชว่าจะขึ้นไปตามพอดี ข้าวต้มเสร็จแล้วค่ะ”
       “พี่ไม่หิว”
       นีรนุชรีบเข้ามาประคองให้นนทลีนั่ง แล้วเลื่อนชามข้าวต้มเข้ามาให้
       “ไม่หิวก็ต้องทานค่ะ เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ”
       นนทลีจำต้องหยิบช้อนขึ้นตัก แต่ก็ดูซังกะตาย นีรนุชพยายามทำตลก
       “ฝีมือนุชมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ พี่นนถึงทำพะอืดพะอม”
       “พี่ไม่มีแรงจะกินจริงๆ”
       “งั้นเดี๋ยวนุชป้อน”
       นีรนุชขยับเก้าอี้เข้ามา แล้วยกชามข้าวต้มมาตักป้อนให้ นนทลีกินๆ ไปก็น้ำตาไหล ซึ้งน้ำใจน้องสาว บวกกับสะเทือนใจเรื่องอารุมไม่หาย
       “มีแต่นุชใช่ไหมที่รักพี่จริง”
       นนทลีร้องไห้ออกมา นีรนุชรีบวางช้อน แล้วหันไปหยิบทิชชู่ส่งให้
       “ไม่เอาค่ะ อย่าร้อง ถ้าพี่นนไม่สบายใจเรื่องอะไรก็อย่าเพิ่งไปคิด คิดเรื่องที่สบายใจดีกว่า”
       นนทลีซับน้ำตา พยายามหยุดร้องไห้ นีรนุชตักข้าวป้อนอีก
       “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จเราไปเยี่ยมพ่อกับแม่กันนะคะ”
       
       อารุมเก็บของแล้วเงยหน้ามองนาฬิกา เห็นเวลาเป็นพักเที่ยงพอดี
       “คุณมีนัดไปทานข้าวกับใครหรือเปล่า”
       วิศนีงง
       “ไม่มีค่ะ ทำไมเหรอ”
       “งั้นเดี๋ยวออกไปกับผมหน่อย”
       “ไปไหนคะ”
       “อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เดี๋ยวคุณก็รู้”
       อารุมเก็บของแล้วเดินนำออกไป วิศนีงงๆ แต่ก็รีบหยิบกระเป๋าลุกตามไป
       
       วิศนีขึ้นรถไปกับอารุม ลูกเกดกับชมพู่โผล่หน้าออกมามอง ลูกเกดหน้าตาตื่น
       “ต๊าย ยายนนทลีไม่มาวันนี้ เปิดตัวแกรนด์โอเพนกันนิ่งขนาดนี้เชียวเหรอนี่”
       ลูกเกดหยิบโทรศัพท์ออกมา จะถ่ายคลิป ชมพู่เอามือตี
       “จะทำอะไรลูกเกด”
       “ก็ส่งข่าวไง เธอไม่รู้เหรอว่าฉันชอบทำข่าวช่วยชาวบ้าน” ลูกเกดพูดเลียนแบบต้นฉบับ “ที่เขาเรียกว่าช่วงนี้ชี้แนะ”
       ชมพู่เอือม
       “ช่วยชาวบ้านหรือว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านกันแน่”
       ลูกเกดค้อน หันไปอีกทีก็เห็นรถอารุมแล่นออกไปแล้ว
       “โอ๊ย เขาไปกันแล้วเห็นไหม ถ่ายไม่ทันเลย เพราะเธอคนเดียวยายชม”
       ลูกเกดกระเง้ากระงอดกับชมพู่อย่างเสียดาย
       
       อารุมหิ้วถังสังฆทานเข้ามาที่กุฏิหลวงตาพร้อมกับวิศนี หลวงตานั่งอยู่
       “อ้าว มากันแล้วเหรอ กำลังรออยู่เชียว เข้ามาสิ” หลวงตาหันไปสั่งเด็กวัด “ไอ้เหน่ง ไปเอาขันน้ำมนต์มาให้หลวงตาที ข้างในห้องน่ะ”
       วิศนีกับอารุมขยับเข้าไปนั่งพับเพียบ วิศนีกระซิบถามอารุม
       “ฉันนึกว่าวันเกิดต้องใส่บาตร”
       “ถวายสังฆทานก็ได้ เลี้ยงเพลก็ได้ แต่เรามาไม่ทัน”
       วิศนีกระซิบอีก
       “แล้วถวายแค่ถังเดียวจะพอเหรอคะ พระมีตั้งหลายองค์”
       “หลายรูป ไม่ใช่หลายองค์”
       วิศนีชะงัก ยิ้มเจื่อนๆ
       “ค่ะๆ หลายรูป ขอโทษค่ะ”
       หลวงตานั่งมองวิศนีที่ดูเกร็งๆ ตื่นๆ เหมือนคนห่างวัดอย่างขำๆ หลวงตาถามถึงวันที่อารุมมาปรึกษา
       “โยมคนนี้หรืออารุม ที่เอ็งพูดถึงเมื่อวันก่อน”
       อารุมสะดุ้ง วิศนีทำหน้างงเหรอหรา อารุมรีบปฏิเสธ
       “ม...ไม่ใช่ครับหลวงตา”
       หลวงตาเหลือบมองวิศนีเหมือนไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่ก็ไม่ว่าอะไร
       “เอ้า ขยับเข้ามา”
       อารุมพยักหน้าให้วิศนีขยับเข้าไปคนเดียว หลวงตามองๆ แล้วสั่ง
       “เข้ามาด้วยกันสิ เอ็งพาเขามา ก็มารับศีลรับพรไปด้วยกันเลย”
       อารุมจำต้องขยับเข้าไปข้างๆ วิศนี แล้วเริ่มนำวิศนีจุดเทียนกราบพระ...อารุมนำสวดมนต์ วิศนีเหลือบมองแล้วพยายามสวดตาม...อารุมกับวิศนีช่วยกันประเคนเครื่องสังฆทาน มีจังหวะที่มือทั้งสองสัมผัสกัน แอบมองกัน หลวงตารับอนุโมทนา...อารุมกับวิศนีกรวดน้ำในขันเดียวกัน หลวงตาเตรียมสะบัดน้ำมนต์ให้
       
       อารุมกับวิศนีนั่งพนมมือเบียดกันรับพร สายตาแอบมองกันอย่างลึกซึ้ง

 

 วิศนีกับอารุมเดินคุยกันออกมาจากกุฏิ
       
       “คุณนินทาอะไรฉันให้หลวงตาฟังเหรอคะ”
       “พูดน่าเกลียดจริงคุณ ใครจะทำแบบนั้น หลวงตาท่านไม่ใช่เพื่อนเล่น”
       วิศนีซื่อๆ
       “อ้าว ก็หลวงตาบอก”
       “ผมไม่ได้นินทา แล้วก็ไม่ได้พูดถึงคุณด้วย”
       “งั้นก็คงเป็นคุณนนทลีสิคะ”
       อารุมนิ่งไป เครียดขึ้นมาเมื่อนึกถึงนนทลีที่ยังไม่เข้าใจกันเสียที วิศนีถามต่อแบบอยากรู้
       “มาหาฤกษ์จากหลวงตาเหรอคะ”
       อารุมไม่อยากตอบ ตัดบท
       “คุณอยากให้อาหารปลาใช่ไหม ไปรอที่สระน้ำนะ เดี๋ยวผมตามไป”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้วิศนีมองตามอย่างสงสัย
       
       วิศนียืนโปรยเศษขนมปังลงในสระ โดยมีอารุมคอยช่วย
       “ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันมา ถ้ามาคนเดียวฉันคงทำอะไรไม่เป็นเลย”
       “ผมก็ว่างั้น เลยไม่ไว้ใจให้คุณมาคนเดียว”
       วิศนีมองอารุมค้อนๆ อารมณ์ค่อยดีขึ้นเมื่อได้มาอยู่ในบรรยากาศในวัด
       “ฉันนี่แย่จริงๆ ต้องพึ่งคนอื่นอยู่เรื่อย เมื่อวานก็พึ่งคุณชาติ วันนี้ก็พึ่งคุณ จะมีวันไหนที่ฉันทำอะไรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งคนนั้นคนนี้หรือเปล่านะ”
       “ตอนอยู่เมืองนอกคุณก็ดูแลตัวเองไม่ใช่เหรอ”
       วิศนีนิ่งไป
       “นี่ไง คุณชอบหาเรื่องต่อว่าตัวเองอยู่เรื่อย ทั้งๆ ที่มีอะไรดีๆ ให้มองตั้งเยอะ”
       “ไม่ดีเหรอคะ ด่าตัวเองก่อนที่คนอื่นจะมาด่า ถึงเวลานั้นเราจะได้ไม่เจ็บมาก”
       วิศนียิ้ม แต่เป็นยิ้มที่แฝงรอยขมขื่นจนอารุมสงสาร อารุมรีบเปลี่ยนเรื่อง
       “ให้อาหารปลาเสร็จแล้วใช่ไหม”
       อารุมหยิบ กล่องคัพเค้กเล็กๆ ออกมาจากถุงที่วางไว้ข้างๆ วิศนีมองงงๆ
       “อะไรคะเนี่ย”
       “ของขวัญวันเกิด”
       “คุณให้ฉันเหรอ”
       วิศนีมองหน้าชายหนุ่มอย่างแปลกใจ จนเขาเริ่มเขิน
       “ถือว่าเป็นของขวัญจากบริษัทก็ได้...พอดีผมเห็นมันขายอยู่ข้างๆ ร้านเครื่องสังฆทาน”
       วิศนียิ้มขำ แต่ก็รับกล่องเค้กมา แกะดู
       “ขอบคุณนะคะ ฉันกินได้เลยไหม”
       อารุมเขิน
       “เรื่องของคุณสิ”
       ชายหนุ่มทำเป็นเมินหน้า ไม่รู้ไม่ชี้ หญิงสาวยิ้มขำ แกล้งแหย่
       “คุณจะไม่ร้องเพลงให้ฉันหน่อยเหรอคะ”
       อารุมเขินกว่าเดิม
       “ผมร้องไม่เก่ง”
       “นะคะ”
       วิศนีส่งสายตาอ้อน อารุมยิ่งประหม่าจนไม่กล้าสบตา แล้วนึกทางออกขึ้นมาได้ รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
       “เอางี้แล้วกัน”
       อารุมกดโทรศัพท์ หาเพลง happy birthday ในโทรศัพท์ แล้วเปิดให้ฟัง วิศนีได้ยินแล้วหัวเราะขำออกมา ก่อนจะเอาช้อนในกล่องตักเค้กชิม
       
       นนทลีหิ้วปิ่นโตที่มาเลี้ยงเพลเดินมากับนีรนุช หน้าตาดูผ่องใสขึ้น
       “เราน่าจะมาทำบุญให้พ่อกับแม่บ่อยกว่านี้นะ”
       “งั้นอาทิตย์หน้าเรามากันอีกไหมคะ”
       “ดีจ้ะ”
       นนทลียิ้มให้นีรนุชอย่างมีกำลังใจ แล้วจะเดินต่อ แต่แล้วก็ชะงัก ทำปิ่นโตร่วงเพล้ง
       “พี่นน !”
       นีรนุชรีบก้มลงเก็บปิ่นโต แล้วมองนนทลีอย่างแปลกใจ แต่เห็นนนทลีสีหน้าซีดเผือดเบิกตากว้าง เลยมองตาม นีรนุชเห็นวิศนีกับอารุมเดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่ แล้วออกไปพร้อมกัน นีรนุชมองอย่างไม่เชื่อสายตา ในขณะที่นนทลีหน้าซีดแล้วซีดอีก จวนเจียนจะช็อค
       
       อารุมขับรถเตรียมจะกลับออฟฟิศ โทรศัพท์ดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นนนทลีก็รีบรับสาย
       “ฮัลโหล นนเหรอครับ เป็นยังไงบ้าง”
       วิศนีที่นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินชื่อนนทลีก็เหมือนใจกระตุกอย่างไม่รู้ตัว จนเผลอเหลือบมองอารุม
       
       นนทลียืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน ท่าทางสั่นๆ เหมือนคนใกล้จะหมดแรง หน้าซีดเผือด นีรนุชคอยเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อย่างเป็นห่วง นนทลีพยายามพูดปกติ ทั้งที่ใจสั่น
       “ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ”
       นนทลีนิ่งไป พยายามปรับอารมณ์ให้สงบ แล้วถามเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร
       “อารุมไม่อยู่ที่ออฟฟิศเหรอ เมื่อกี้นนโทรเข้าไปไม่เจอ”
       อารุมชะงักไปทันทีพลางเหลือบมองวิศนี ไม่กล้าพูดความจริงเพราะกลัวจะเป็นเรื่องอีก
       “เปล่า ผมออกมาพบลูกค้าน่ะ กำลังจะกลับเข้าไปครับ”
       นนทลีได้ยินก็น้ำตาร่วงพรูทันที แต่พยายามกลั้นสะอื้นไม่ให้ลอดเข้าไปในโทรศัพท์
       “นนจะไปหาหมอไหม เดี๋ยวผมจะไปรับ”
       “ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง นนหายแล้ว” นนทลีกลั้นสะอื้นไว้ แล้วตัดสินใจบางอย่างขึ้นมา “อารุมไม่ต้องมานะ เดี๋ยวเย็นนี้นนจะไปหาที่คอนโด แล้วเจอกันค่ะ”
       นนทลีวางสายลงอย่างซึมๆ นีรนุชรีบเข้ามา
       “พี่นน...”
       นนทลีเอามือปาดน้ำตา แล้วหันมองนีรนุชด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะเดินเซซังออกไป
       
       นีรนุชมองตามอย่างกลุ้มจัด รู้สึกว่าความเงียบของพี่สาวช่างน่ากลัวเหลือเกิน

อารุมลงจากรถ ท่าทางขรึมไปหลังจากวางสายนนทลี เพราะความรู้สึกผิด วิศนีมองๆ แล้วตัดสินใจถาม

       
       “คุณนนทลีไม่สบายเหรอคะ”
       “ครับ”
       วิศนีเห็นอาการของอารุม แล้วรู้สึกผิด
       “ฉันขอโทษนะคะ”
       “เรื่องอะไร”
       “เรื่องที่ทำให้คุณต้องโกหก เรื่องที่คุณต้องเสียเวลาพาฉันไปวัด ทั้งที่คุณควรจะไปเยี่ยมเธอ”
       อารุมสะอึก เพิ่งฉุกใจคิดว่าตัวเองเห็นวิศนีสำคัญกว่านนทลีโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกละอายใจ
       “ผมไปแน่ คุณไม่ต้องห่วงหรอก”
       อารุมพูดจบก็เดินหนีเข้าบริษัทไป วิศนีมองตาม ใจโหวงๆ ที่ได้ยินเขาย้ำชัดเจนว่านนทลียังสำคัญเสมอ
       
       โยธินได้ฟังสิ่งที่แม่บอกก็ตกใจ
       “อะไรนะครับ คุณแม่จะขายโรงแรมเหรอ”
       “ก็คิดอยู่ มีโรงแรมที่สวิสเสนอตัวมาบริหารร่วมกับเรา แม่เห็นว่าเป็นฝรั่งก็เลยสนใจ อย่างน้อยก็พอปิดข่าวได้บ้าง”
       “คุณแม่รู้หรือเปล่าว่าความหมายของมันคือ มันจะปลดพวกเราออกจากตำแหน่ง แล้วก็ตั้งพวกฝรั่งด้วยกันขึ้นมานั่งแทน”
       “แม่มีทางเลือกที่ไหนล่ะ ตอนนี้เราต้องการเงินนะโย” อวลอบเห็นโยธินกลุ้มก็ปลอบ “เอาเถอะ ยังพอมีเวลา ถ้าแกจับหนูวิศนีได้สำเร็จเราก็รอด”
       โยธินนิ่งคิด หนักใจเหมือนกันว่าจะใช้วิธีไหนดี
       
       วิศนีเดินเข้ามาในบ้าน อำนวยรีบโผล่มาดักหน้า ท่าทางตี่นเต้นดีใจ
       “ยายหนู มาแล้วเหรอลูก พอกำลังรออยู่เชียว”
       วิศนีระแวง
       “มีอะไรคะ”
       อำนวยโอบวิศนีเดินไปที่โต๊ะอาหาร เห็นกรแก้วกำลังคุมละออง สมจิตจัดอาหารเต็มโต๊ะ มีเค้กจุดเทียนตั้งอยู่ตรงกลาง กรแก้วยิ้มแย้ม
       “สุขสันต์วันเกิดนะคะคุณวิศนี”
       วิศนีมองกรแก้วอย่างเชือดเฉือน รู้ว่ากรแก้วเป็นคนบอกให้อำนวยจัดโต๊ะเอาใจ
       “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอคะว่ามันไม่จำเป็น”
       “ฮื้อ ก็พ่ออยากทำให้นี่ลูก เราไม่ได้ฉลองด้วยกันมาตั้งหลายปีแล้ว”
       “นั่นสิคะ แล้วจะฉลองทำไมให้ลำบาก”
       “ไม่เอาน่าวิศนี พ่ออุตส่าห์ตั้งใจ”
       “มันสายไปแล้วค่ะพ่อ สายไปหลายชั่วโมงแล้ว”
       วิศนีพูดจบก็เดินออกไป อำนวยมองตามอย่างซึมๆ กรแก้วหันไปไล่สมจิตกับละอองออกไปด้วยสายตา แล้วเดินเข้าไปหาอำนวยอย่างเห็นใจ
       “ผมไม่เคยทำอะไรถูกเลยใช่ไหมคุณกร”
       
       วิศนีกลับเข้าห้อง คว้าตุ๊กตาบนเตียงที่ได้จากงานวัดมากอดปลอบใจ
       “งานวันเกิดที่จำใจต้องจัด ไม่เห็นจะอยากมีเลยเนอะ”
       วิศนีกอดตุ๊กตา แต่สีหน้าก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดเจ้าของตุ๊กตาขึ้นมาได้
       “คุณไม่มีทางเลิกเป็นลูกของพ่อกับแม่ได้ ท่านสองคนก็เลิกเป็นพ่อกับแม่คุณไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขคือ ยอมรับกับเงื่อนไขของความรักของท่าน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เป็นแบบของท่าน...หลวงตาสอนผมว่า คนเราน่ะ ไม่มีวันมีความสุขได้หรอก ถ้าใจไม่ยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น”
       วิศนีนิ่งไปเหมือนได้สติว่าตัวเองทำเกินไป
       
       สมจิตกับละอองมาช่วยเคลียร์จานอาหารออกไป อำนวยกับกรแก้วนั่งซังกะตาย กินอะไรไม่ลง วิศนีเดินเข้ามาเห็นสมจิตกำลังยกเค้กพอดี
       “จะรีบเก็บไปไหนล่ะสมจิต เจ้าของวันเกิดยังไม่ได้ชิมเลย”
       สมจิตชะงักมองวิศนี อำนวยกับกรแก้วมองด้วย วิศนีทำหน้าเฉย ถามอำนวย
       “หรือว่างานวันเกิดเลิกแล้วคะ”
       อำนวยได้สติ ดีใจ
       “ยังลูก ยัง สมจิต”
       อำนวยพยักหน้าเรียก สมจิตรีบกระวีกระวาดหยิบจานกับช้อนวางให้ อำนวยรีบตักอาหารให้วิศนี แล้วหันไปสบตากับกรแก้วอย่างดีใจ วิศนีแอบมองพ่อแล้วรู้สึกดีที่ทำให้พ่อมีความสุข แต่ยังเก๊กหน้าเฉย วางฟอร์มอยู่
       
       อารุมกลับมาถึงคอนโด กำลังจะเดินไปขึ้นลิฟต์ นนทลีที่นั่งรอที่ล็อบบี้ก็เดินมาดักหน้า
       “อารุมคะ”
       อารุมยิ้มให้ แต่ก็สังเกตเห็นความซีดเซียวของอีกฝ่าย จึงลองแตะหน้าผากอย่างเป็นห่วง
       “นนหายดีแล้วแน่เหรอ น่าจะลองไปให้หมอตรวจดู”
       นนทลีน้ำตารื้น ฝืนใจพูด
       “นนแข็งแรงแล้วค่ะ ขึ้นห้องกันเถอะ”
       นนทลียิ้มให้อารุม แล้วเดินนำไป อารุมมองตาม มีความรู้สึกว่ารอยยิ้มของนนทลีไม่ค่อยสดใสเหมือนเคย
       อารุมเดินนำเข้ามาในห้อง นนทลีมองตาม สีหน้าลังเลวูบหนึ่ง แล้วประชิดถึงตัว อารุมหันมาจะพูดด้วย แต่จู่ๆ นนทลีก็โผเข้าจูบทันที อารุมเซไป ตั้งตัวไม่ติดตกใจ
       “นน...”
       นนทลีเป็นฝ่ายรุกไล่กอดจูบอารุมเหมือนคนคลั่งรัก อารมณ์ของนนทลีตอนนี้คือละอายใจที่ต้องทำขนาดนี้ แต่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จนตรอกแล้ว คิดว่าเป็นทางเดียวที่จะยึดอารุมไว้ได้ อารุมถอยไปเรื่อยๆ จนติดกำแพง
       “นน...นนทำอะไรเนี่ย”
       นนทลีไม่ตอบแต่กอดจูบซบอารุมเต็มที่ จนอารุมทนไม่ไหว ต้องจับแขนนนทลีแล้วผลักออกห่าง
       “คุณเป็นอะไรนน ทำอย่างนี้ทำไม”
       “คุณไม่ได้ต้องการสิ่งนี้เหรอ คุณไม่ได้รักนนแล้วหรือไง”
       อารุมงง สับสน
       “มันต้องไม่ใช่แบบนี้ ก็ไหนเราสัญญาว่าจะ...”
       นนทลีร้อนรน
       “นนไม่รอแล้ว นนรอไม่ได้ นนรักอารุมนะ”
       นนทลีโผเข้าหาอีก อารุมผลักออกไป
       “นน อย่าทำแบบนี้”
       “ทำไมคะ หรือคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับนนแล้ว” นนทลีหลุดปาก “ถ้างั้นคุณนึกว่านนเป็นวิศนีก็ได้ นนยอมทุกอย่าง เข้าใจไหมว่านนยอมทุกอย่าง”
       นนทลีระเบิดน้ำตาออกมา อารุมยิ่งอึ้งหนัก แต่ก็เริ่มเข้าใจอะไรรางๆ
       “คุณพูดอะไร”
       นนทลีสะอึกสะอื้น
       “นนยอมรับได้ ถ้าคุณกับเขาจะมีอะไรกัน แต่นนขออย่างเดียว กลับมาหานนได้ไหม อย่าทิ้งนนไป ผู้หญิงคนนั้นเขามีทางเลือกอีกตั้งเยอะแยะ แต่นนไม่มีใครเหลือแล้วนะอารุม”
       นนทลีพูดจบก็โผเข้ากอด พยายามจะเริ่มใหม่อีกครั้ง อารุมขัดขืน
       “คุณเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วนน อย่าทำบ้าๆ แบบนี้” อารุมทนไม่ไหว ตวาด “นน ผมบอกว่าอย่า”
       อารุมออกแรงผลักนนทลีออกไปสุดแรง นนทลีเซไป ทั้งเสียใจทั้งอับอายที่ตัวเองลงทุนขนาดนี้ อารุมก็ยังปฏิเสธ นนทลีตะโกน ร้องไห้
       “ทำไม”
       “ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่คุณคิดมันผิด แล้วมันก็ทำให้คุณกลายเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย นนทลีที่เคยทำตัวมีค่ามากกว่านี้หายไปไหน”
       นนทลียิ่งร้องไห้ เสียใจ เพราะคิดว่ากำลังถูกอารุมตัดรอน
       “มันจบแล้วใช่ไหมอารุม มันจบแค่นี้ใช่ไหม”
       นนทลีมองอารุมน้ำตาไหลนอง แล้วหันหลังคว้ากระเป๋าวิ่งออกไปจากห้องทันที อารุมมองตาม ถอนใจ เหนื่อยจนไม่มีแรงจะวิ่งตามไป กะว่าเดี๋ยวค่อยเคลียร์กัน
       นนทลีวิ่งมาหน้าคอนโดแล้วโบกแท็กซี่ขึ้นนั่ง ก่อนจะกดโทรศัพท์มือไม้สั่น เสียงเครือ
       “สุ ฮือๆๆ”
       “นน เกิดอะไรขึ้น”
       “มันจบแล้ว เขา...เขาบอกเลิกฉันแล้ว”
       นนทลีร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นภาษา กุสุมาฟังอย่างอึ้งๆ แล้วแววตาเป็นประกายลิงโลด แต่ก็แสร้งทำเสียง
       “ใจเย็นๆ นะนน อย่าเพิ่งคิดมากนะ”
       นนทลีสะอื้น
       “ฉันไปหาเธอได้ไหม”
       กุสุมาทำตาหลุกหลิก เหมือนครุ่นคิดตัดสินใจ
       “ฉันมาทำธุระกับป้าจ้ะ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะโทรหานะ”
       “สุ เดี๋ยวก่อน สุ !”
       กุสุมาไม่ฟังเสียงเรียกของนนทลี กดตัดสายไปเลย แล้วยิ้มเลือดเย็น
       
       “เรื่องอะไรฉันจะไปปลอบใจแก เสียใจให้ตายไปเลยยิ่งดี อารุมจะได้เป็นของฉันเร็วๆ”



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 07 พ.ย. 55 15:54:13
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน