แรงเงา ตอนที่ 14

 
แรงเงา ตอนที่ 14

แรงเงา ตอนที่ 14

  วีกิจเดินมาสมทบกริบที่ยืนอยู่โต๊ะบุฟเฟ่ต์ กำลังตักของกิน ไม่รู้ว่านักรบ ฉกรรจ์มาตักอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไร

       “ต๊าย ทั้งอวบ ทั้งขาว ทั้งยาว ทั้งใหญ่”
       “ข้อลำล่ำสัน น่าพลิกพลิ้วชิวหาทั้งแทะทั้งโลม”
       “นี่ หล่อนพูดถึงอะไรยะ”
       “นี่ไงไส้กรอก ไส้กรอกเยอรมัน”
       “ฉันพูดถึงแหนม รณเดช เอ๊ย แหนมข้อไก่”
       กริบพูดเสียงดังกับวีกิจ
       “โอ้โฮ น่ากระทืบเป็นบ้าเลย”
       ฉกรรจ์จิ้มไส้กรอกยาวมา นักรบถือข้อไก่ค้างถอยกรูด
       “อะไรวะ”
       “มดปากคันว่ะ เมื่อกี้ไต่อยู่ตรงนี้สองตัว”
       ฉกรรจ์กับนักรบค้อนตาละห้อย เริ่มเกามือ เกานม ปากบ่นว่าถึงร้ายก็รัก , ปากร้ายแต่คัน
       ทิพอาภา อรพิม แจงจิตยังอยู่หน้างาน ทิพอาภาขยับแว่นมองไป
        “ตามาแล้ว”
       วีกิจยินดีก้าวมา มองปราดไป
        “คุณนกต่างหากฮะ”
       รัชนกก้าวมา ใส่ชุดบางพลิ้วสีหวาน ผมยาวสลวยเป็นมัน แต่งหน้าสวยใส รูปคิ้ว รูปตาถูกเขียนใหม่จนคล้ายมุตตาในอดีตอย่างมาก รัชนกถือของขวัญกล่องแบนในมือ
       “คุณกิจคะ สุขสันต์วันเกิด”
       “ขอบคุณฮะ”
       “แม่คุณ แต่งเนื้อแต่งตัวซะคิดว่ายายมุตตา”
        ปริมคีบแขนเสื้อรัชนก
       “ต๊าย อุตส่าห์ไปเปลี่ยนชุด โบ๊ะหน้า ลงทุนจังนะ”
       “ก็บ้านนกอยู่ตรงนี้เองนี่คะ แหม ตุ้มหูพี่ปริม”
       “สวยใช่ไหม”
       “ค่ะ แต่ตอนนี้มันจิ้มไปในซอสแล้วค่ะ” ปริมร้องวี๊ด
       กริบช่วยพารัชนกไป มีหนุ่มที่กระทรวงโต๊ะหนึ่งลุกพรวดมากุลีกุจอรับ ปริม ทิพอาภา อรพิมค้อนขวับ

  เวลาประมาณ 3 ทุ่มเป็นช่วงของเหล้าและกับแกล้ม บนยกพื้นมีบรรดาเดอะดาวผลัดกันขึ้นไปร้องคาราโอเกะ วีกิจอยู่กับแจงจิต ปริม รัชนก กริบกับอรพิม ทิพอาภานั่งห่างไป วีกิจแทบไม่กินอาหารแต่ดื่มอย่างต่อเนื่อง รัชนกชงเหล้าให้ทุกคนแคล่วคล่อง ปริมเอาส้อมจิ้มกุ้งมาป้อนถึงปาก วีกิจเบือนหน้าหนี

       “คุณกิจขา ทำไมไม่กินอะไรเลย กินแต่เหล้า”
       วีกิจฝืนยิ้มรับกุ้งมาวางลงในจาน ยกเหล้าดื่มหมดแก้ว รัชนกรับแก้วเปล่าไปรัชนกเทเหล้าลงแก้ววีกิจราวครึ่งแก้ว แล้วจึงผสมน้ำ สีเหล้าเข้มคลั่ก วีกิจรับมาดื่มมีแสงไฟรถสาดเข้า รถสปอร์ตคันหนึ่งแล่นมาจอดทุกคนมองเป็นตาเดียว
       “ตามาแล้ว”
       วีกิจดีใจมองไปแล้วสลดลง เมื่อเห็นลูกศรแต่งตัวเปรี้ยว เนี้ยบ หรู รองเท้าสูงปรี๊ด ถือกล่องของขวัญก้าวลงจากรถตรงมา
       “อีตาถั่ว”
       วีกิจลุกขึ้นรับ กริบมองดูมีอาการรู้ว่าใคร ทุกคนมองตาเป๋ง ลูกศรก้าวมาหาวีกิจ ยิ้มปลอบใจ มีอาการไม่แคร์สายตาใครเลย ปริมสะกิดพยักเพยิดกับนักรบ ฉกรรจ์ เลอลักษณ์
       “นึกว่าใคร เพื่อนยโสของยัยมุตตา”
       “คนยะโสเหรอ”
       “ย่ะ แต่ไม่ใช่โสธร แต่เป็นโสเภณี”
       ลูกศรยิ้มปลอบใจวีกิจ
       “คุณลูกศร มีอะไรหรือครับ”
       “นินฝากของขวัญให้ฉันเอามาให้คุณค่ะ นินฝากขอโทษคุณด้วย”
       “เขาทำงานยังไม่เสร็จอีกหรือฮะ”
       “นินมีธุระสำคัญกว่าที่ต้องทำค่ะ สุขสันต์วันเกิดนะคะ จากนิน”
       ลูกศรส่งกล่องของขวัญให้วีกิจ วีกิจอึ้ง ลูกศรแตะข้อมือวีกิจอย่างปลอบใจ บรรดาไทยมุงตาลุกคิดว่าอ่อย
       “เชิญคุณศรนั่งก่อนเถอะฮะ”
       “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันต้องรีบกลับไปเก็บกวาดอะไรก่อน สุขสันต์วันเกิดนะคะ คราวนี้จากฉัน บายค่ะ”
       ลูกศรโบกมือเดินกลับไป กริบเดินมาหาวีกิจ วีกิจถือกล่องของขวัญมองดูมันนิ่ง ปริมพยักเพยิด แต่รัชนกตาแป๋วมองวีกิจมีแววสมใจยิ่ง
       “กะอยู่แล้ว ต้องไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนฝูง” วีกิจคลี่การ์ดออกดูแล้วหน้าซีดลงไปอีก กริบดึงกลับมาโต๊ะนั่งลง วีกิจนิ่งเงียบ ปริมเปรย “ดีนะ ที่นางกลับไป ฉันไม่อยากลดตัวไปคุยกับพวกค้าขาย”

   “ใช่ ขายทั้งตัวขายทั้งใจ”

       “คนละคลาสกับพวกเรา”
       “อ๋อ งั้นพวกคุณคงเป็นขี้ดินนะซีฮะ” กริบบอก ปริมสำลัก นักรบ ฉกรรจ์ ขมขื่นมองกริบอย่างหัวใจสลาย
       “ทำไมพูดแบบนี้กับพวกเราล่ะคะ”
       “เพราะผมจำคุณเมื่อกี้ได้น่ะซี”
       “ต๊าย คงเคยใช้บริการ เป็น ดร.นวดอยู่ที่ไหนหรือคะ”
       “เขาอาจจะเป็น ดร. ทางคอมพิวเตอร์นะครับ ลูกสาวอดีตรัฐมนตรีเดชน์กับศาสตราจารย์ดร. คุณหญิงที่ออกทีวีบ่อยๆ ไงฮะ”
       “ว้ายไฮโซ”
       “ตอนที่ทางธนาคารรีเอ็นจิเนียริ่งก็มีบริษัทที่คุณลูกศรทำงานนี่แหละเข้ามาวางระบบ”
       ทุกคนมองหน้าปริมกับนักรบ ฉกรรจ์
        “แล้วเธอไปเอามาจากไหนยะ ว่าเขาขาย” เลอกลักษณ์ถามปริม
       “ฉันจะไปรู้เหรอ เห็นคบกันก็คิดว่าพวกเดียวกัน”
       “ไปเที่ยวกล่าวหาใครบ่อยๆ ระวังเข้าตัวนะครับ”
       ปริมสะดุ้งเฮือก ฉกรรจ์กับนักรบสะกิด หน้าตาแช่มชื่น
        “ว่าไงตัวไปขายกันไหม”
       ปริมตาเขียว นักรบกับฉกรรจ์หัวเราะคิกคัก วีกิจดูเหมือนไม่สนใจเทเหล้าลงคอหมดแก้ว รัชนกรับแก้วไปอีกมือบีบต้นขาวีกิจ
       “ไม่เป็นไรหรอกนะคะ คุณกิจ พี่ตาคงมีธุระจริงๆ”
       วีกิจยิ้มขื่นๆ รัชนกผสมเหล้าอย่างหนาให้ ดวงตาวาววาม
       
       วีกิจเป่าเทียน หัวเราะร่าเริงคล้ายปรกติ เค้กถูกแจกจ่าย อรพิม ปริม มาบงการจะเอาตรงนั้นตรงนี้ นักรบอ้าปากรออีกมือส่งชิ้นเค้กจะเข้าปาก ฉกรรจ์ยื่นมือมาปาดหน้าเค้กไปนักรบร้องวี๊ด
       งานเลิกเมื่อเวลาเที่ยงคืนกลุ่มแจงจิตกลับไปแล้ว วีกิจกับรัชนกเอาของขวัญใส่เบาะรถเป็นชิ้นสุดท้าย กริบจะขึ้นรถมองดูวีกิจที่ยังคงทำรื่นเริง
       “เฮ้ย ไหวนะ” กริบถามอย่างเป็นห่วง
       “ไหวดิ วันเกิดโว้ย ไม่ใช่วันตายซักหน่อย เอ็งไปเหอะ”
       กริบออกรถไป วีกิจมองเหลียวหน้าเหลียวหลัง
       “คุณปริมล่ะฮะ บอกผมว่าขอกลับด้วย”
       “พี่ปริมบอกนกว่าเปลี่ยนใจแล้ว จะไปต่อกับกลุ่มโน้นค่ะ” รัชนกดึงกุญแจมาจากมือวีกิจ “คุณกิจดื่มเยอะแล้วนะคะ เดี๋ยวนกขับเอง”

 "คุณนกขับรถเป็นด้วยหรือฮะ ผมไม่ยักรู้"

       
       “อ๋อ นกนะหรือคะ นกผ่านมาหลายคน...หลายคันแล้วล่ะค่ะ”
       รัชนกออกรถพุ่งปราดไป ปริมวิ่งออกมามือดึงกางเกงในให้เข้าที่ กระโปรงถลกเห็นปัตติโคท โบกมือหยอยๆ
       “คุณกิจ รอด้วย ฮือ เสร็จมัน”
       “ไม่ทันการณ์แล้วล่ะค่ะ”
       “อีใสซื่อมานิดเดียว คว้าพุงเพียวๆ ไปกิน”
       
       รัชนกปรับแอร์ให้วีกิจ วีกิจมองตรงไป ดวงตาเจ็บปวด
       “อยากรู้จังพี่ตาให้อะไรคุณกิจเป็นของขวัญ”
       “ความเจ็บปวดมั้งฮะ”
       วีกิจหลับตาลงอย่างรวดร้าว รัชนกเหลือบมอง วีกิจคล้ายสติดับวูบไป รัชนกยิ้มในหน้าเลี้ยวรถขวับไปยังที่หนึ่ง แสงไฟนีออนทาบลงมาบนตัวรัชนก
       
       รัชนกพาวีกิจมาที่ห้องของเธอ แสงไฟภายในห้องเป็นสีชมพู วีกิจนอนอยู่บนเตียง เปลือยท่อนบนท่อนล่างอยู่ใต้ผ้าห่ม วีกิจลืมตาขึ้นช้าๆ มองดูรอบกาย ภาพเบื้องหน้าดูบิดเบี้ยวพร่าเลือน รัชนกในชุดบางพลิ้วแต่ไม่มีชั้นใน ก้าวเดินผ่านม่านบางมองวีกิจอย่างหวานเยิ้ม วีกิจมอง รัชนกก้าวไปหลังม่าน วีกิจปรือตา มุตตาในชุดบางพลิ้วสวยหวานก้าวมายิ้มยั่วยวน วีกิจตะลึงลาน มุตตาก้มลงกระซิบ ผมยาวรุ่ยร่ายลงระหน้าวีกิจ
       “คุณกิจคะ”
       “ตา”
       มุตตาพลันก้าวขึ้นเตียง จูบคลอเคลียวีกิจ วีกิจหงายลงบนหมอน มุตตาขยับเบียดชิด
       “ค่ะ คุณกิจ ตา ตาพร้อมแล้วที่จะเป็นของคุณ”
       มุตตาจูบวีกิจ วีกิจดูนิ่งขึงไป ไม่ตอบสนอง
       “ตา คุณอ่อนหวานเหลือเกิน”
       “ค่ะ ตาที่รักคุณ แล้วคุณก็รักตา”
       “ไม่ ตาที่ผมรักไม่อ่อนหวาน เขาใจแข็ง ใจหิน แล้วก็ใจร้ายที่สุด”
       วีกิจพร่ำพูดกับตัวเอง จน “มุตตา” งง พลันวีกิจก็ผลักมุตตาเต็มแรงจนผงะ แล้วรวบรวมสติ
       เปิดไฟหัวเตียง ไฟในห้องสว่างขึ้น วีกิจมองอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นรัชนกนั่งระทวยอยู่บนเตียง ชุดบางพลิ้วใสจนเห็นเนื้อตัวเปลือยเปล่า ผมรุ่ยร่าย เสื้อดูราวจะเลื่อนหลุดได้ทุกเวลา วีกิจพบว่าตัวเองมีเพียงบ็อกเซอร์
       “คุณนก นี่อะไรกัน”
       “คุณเมามาก นกเองก็มึนๆ ค่ะ เลยแวะมาที่ห้องก่อน เมาไม่ขับไงคะ”
       “เสื้อผมอยู่ไหน”
       
       “ก็อยู่รวมกับกางเกงน่ะซีคะ”

 วีกิจขยับถอย รัชนกเป็นฝ่ายขยับมาใกล้

       “คุณนก ผมเมามาก แต่ผมรู้ว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
       “ไม่มีก็ทำให้มีซะซีคะ”
       รัชนกยกสองมือเขี่ยแขนเสื้อพร้อมกัน เสื้ออันหมิ่นเหม่ก็เลื่อนตกจากไหล่ วีกิจมองนิ่ง รัชนกหลังเปลือยเปล่า สะบัดผมให้รุ่ยร่ายยิ่งขึ้น
       “ผู้ชายไม่ได้หน้ามืดง่ายๆ ทุกคนหรอกฮะ นายสิทธิ์บอกผมว่า...”
       “บอกว่าอะไรคะ เรื่องคลิป เรื่องแบล็คเมล์หรือคะ อย่าเชื่อเขานะคะ เขาใส่ร้ายนก”
       “มันแค่บอกผมว่าให้ผมอยู่ห่างๆ คุณไว้ เพราะคุณอันตรายมาก ตอนแรกผมไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ผมเชื่อหมดหัวใจเลย ผมจะพยายามลืมว่าคุณทำอะไรลงไป ผมกลับก่อนล่ะฮะ”
       วีกิจก้าวลงจากเตียง รัชนกผิดคาดอย่างมหาศาล
       
       วีกิจเดินกลัดกระดุมออกมาจากห้องนอน รัชนกดึงเสื้อขึ้นวิ่งตามมาเกาะแขนวีกิจ น้ำตาร่วงพรูกลับไปสู่โหมดใสซื่อบริสุทธิ์ได้ใหม่ วีกิจชะงักไป
       “คุณกิจคะ นกกลัว อย่าทิ้งนก นกรักคุณ”
       “คนอย่างคุณไม่เคยรักใครมากกว่า”
       วีกิจกระชากแขนตัวเองจากการเกาะกุมของรัชนก รัชนกล้มไปบนโซฟา วีกิจออกไปจากห้อง รัชนกหงุดหงิด ศักดิ์ชายออกมาจากห้องหนึ่ง
       “ว๊า ยังไม่ทันได้ถ่ายคลิปเลย ไปซะแล้ว ฝีมือตกนะเรา”
       “อย่าพูดมาก ฉันอารมณ์ไม่ดี”
       รัชนกเดินกระแทกเท้าเข้าห้อง ศักดิ์ชายมองตามยิ้มเยาะ
       
       วีกิจก้าวเข้ามาในห้องนอน ความสะเทือนใจจากมุนินทร์ยิ่งทับทวีด้วยพฤติกรรมของรัชนกจนมีอาการช็อก ขมขื่น ปวดร้าวไปทั้งอก รู้สึกถึงทรยศ หมดศรัทธา จนกลายเป็นความเคียดแค้น วีกิจมองดูกล่องของขวัญในมือ แล้วหยิบการ์ดมาอ่านซ้ำ

    “วีกิจคะ ชีวิตคนเรามันสั้น แต่ความสุขมันสั้นกว่า ทรายในนาฬิกาของเรามันหมดแล้วค่ะ” มุนินทร์มองยิ่งจ้องลึกไปในจิตใจวีกิจ “ที่ฉันเคยสัญญาอะไรไว้ ขอให้คุณลืมให้หมด ฉันไม่ใช่คนที่คุณคิด คุณไม่รักฉันหรอกค่ะ ลาก่อนค่ะ จากฉัน คนที่ครั้งนึงเคยเป็น...เพื่อนของคุณ”

       
       วีกิจปล่อยการ์ดหล่นจากมือ ฉีกห่อของขวัญอย่างระบายอารมณ์แล้วเห็นว่าข้างในคือนาฬิกาทรายประดับบ้านรูปทรงงดงามประณีตมีราคา
       “ทรายในนาฬิกาของเรามันหมดแล้วค่ะ”
       วีกิจปานาฬิกาไป มันกระแทกเข้ากับม่านหน้าต่าง กระเด็นตกบนพื้นพรมไม่บุบสลาย วีกิจตัวสั่นด้วยแรงรักแรงแค้น
       “ใช่ ผมไม่ได้รักคุณ ผมไม่รักคุณ”
       วีกิจทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียง น้ำตารินไหลออกมา
       
       ที่ผับของโรงแรมห้าดาวริมทะเล มีผู้คนพอประมาณ นักร้องออกมาร้องเพลงรักที่ฮิตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เจนภพแต่งตัวตามสบาย นพนภาแต่งชุดราตรีสีหวานนั่งอิงแอบกัน ไฟในแก้วน้ำบนโต๊ะวอมแวมโรแมนติก
       “ฟังซีคะ เพลงของเรา”
       “เพลงอะไร”
       “อ้าว ก็เพลงที่คุณเล่นกีต้าร์จีบฉันตั้งแต่ฉันเพิ่งเข้ามหาลัย อะไร จำไม่ได้หรือคะ”
       “ตั้งชาตินึงแล้ว โธ่ จำได้ซี เพลงของเรา”
       นพนภายิ้มออก จิบเหล้ามองสามีตาเยิ้ม
       “นานแค่ไหนแล้วคะ ที่เราไม่เคยได้อยู่สองคนอย่างนี้”
       “ล้านปีแล้วมั้ง”
       “ภพ ฉันไม่รู้ว่าคุณลืมนังนั่นได้หมดใจแล้วหรือยัง แต่ขอให้มันจบจริงๆ ได้ไหมคะแล้วต่อไปนี้คุณจะแว่บไปไหนบ้าง ฉันจะไม่ว่า ไม่ขอรับรู้ แต่อย่าให้มันจริงจังเป็นตัวเป็นตนแบบนี้อีก เพื่อเห็นแก่ฉัน เห็นแก่ลูก เห็นแก่ครอบครัวของเราได้ไหมคะ”
       เจนภพพยักหน้าโอบไหล่นพนภามาเบียดชิด เจนภพพูดไปส่งเดช
       “ตกลง”
       “คุณสัญญาแล้วนะคะ เฮ้อ ตากิจมารับเคราะห์แทนคุณไปแล้วอีกหน่อยนังนี่ต้องทำตากิจเจ็บแสบอีกแน่”
       
       “อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยคุณ ไป เรากลับห้องไปดูพระจันทร์กันดีกว่า”

  เจนภพลูบไล้ให้สัญญาณ นพนภาตาวาวเพราะว่างเว้นมาหลายเดือน

       
       “ค่ะ อุ๊ย แต่ขอฉันไปเข้าห้องน้ำก่อน รอเดี๋ยวนะคะ”
       นพนภาลุกไป เจนภพชงเหล้าแก้วสุดท้าย ร่างระหงก้าวมาตรงหน้า เจนภพจิบเหล้า
       “เร็วจัง ผมเพิ่งเติม ตา”
       เจนภพอุทานเมื่อเห็นมุนินทร์ยืนเด่นอยู่ตรงหน้าอยู่ในชุดราตรีสีม่วง
       “ลองไทม์ โนซี นะคะผ.อ. มาเซ็กคั่น ฮันนีมูนหรือคะ”
       มุนินทร์นั่งลงไขว่ห้าง กระโปรงแหวกสูง มุนินทร์วางสองแขนพาดไปตามพนักเก้าอี้ยาวเห็นช่วงแขนเรียว ไหล่ระหง เจนภพละล้าละลังเหลียวหน้าเหลียวหลัง
       “นี่ตามาได้ยังไงกัน”
       “ฉันเหมือนเงาไงคะ เงากรรมที่จะติดตามตัวคุณไปตลอดกาล”
       “นี่ตาพักที่นี่หรือ”
       มุนินทร์วางคีย์การ์ดห้องลง เห็นเลขห้องบนการ์ดชัดเจน
       “ชั้นเดียวกันกับคุณเลยนะคะ แต่คนละวิงเท่านั้นเอง ห้องฉันมีจากุซซี่ด้วยนะคะ อ่างมันใหญ่เกินไปเวลาอาบคนเดียว แล้วคืนนี้ฉันอยากมีคนมาถูหลังให้เสียด้วย”
       “ตา”
       มุนินทร์ลุกขึ้นมาใกล้เจนภพ ยื่นมือไปลูบไล้แก้ม คาง คอเจนภพ เจนภพลืมตัวเคลิบเคลิ้ม มุนินทร์ยิ้มดวงตาชิงชังรังเกียจ เจนภพหลับตาเคลิ้มมีมือมาบีบไหล่ เจนภพลืมตาเห็นนพนภายื่นหน้ามาใกล้
       “ไปกันเถอะค่ะ”
       เจนภพหน้าเจื่อน มองซ้ายมองขวาแต่ไม่เห็นมุนินทร์แม้เงา
       
       เจนภพและนพนภานอนหลับร่วมเตียง เจนภพลุกมองนพนภาเห็นว่าหลับสนิท เจนภพขยับร่างลุกจาก
       เตียงจะออกจากห้อง
       “ภพ จะไปไหนน่ะ”
       นพนภางัวเงียถาม เจนภพสะดุ้งเฮือก
       “เออ จะเข้าห้องน้ำน่ะ”
       “ดีเลย หยิบครีมรกแกะในห้องน้ำมาให้ด้วยแล้วช่วยนวดหลังให้หน่อย”
       “มานวดอะไรกันตอนนี้ล่ะ”
       “กำลังเมื่อยนี่นา นะ ภพ ช่วยหน่อย”
       
       เจนภพเข้าห้องน้ำ แล้วทอดถอนใจ พยายามระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน

  ห้องชุดโรงแรมอีกปีกหนึ่งเห็นท้องทะเลดำมืด ในห้องมีแสงไฟไม่กี่จุดดูมืดทะมึน มุนินทร์ในชุดราตรีสีม่วงนั่งอยู่หน้ากระจกเงา เงาสะท้อนดูเผือดซีดชั่วร้าย มุนินทร์พลันหันหลังให้เงานั้นราวไม่ต้องการเห็นลุกขึ้นเดินไปที่ผนังกระจก มองไปเห็นดาวสุกใสอยู่ปลายฟ้า มุนินทร์แนบหน้าลงกับกระจกเยียบเย็น

        
       “สุขสันต์วันเกิดนะคะวีกิจ สุขสันต์วันเกิด”
       
       วันต่อมาเวลาใกล้เที่ยงแต่ห้องวีกิจยังดูมืดมัว วีกิจค่อยๆ ลืมตาขึ้น หนวดและเคราขึ้นเขียว ผมปรกหน้า ความเยาว์วัยดูคล้ายมลายไปในคืนเดียว วีกิจเห็นนาฬิกาทรายตกอยู่ที่พื้นจึงลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ ไปเก็บนาฬิกาทราย ซากกล่องของขวัญ กระดาษห่อ ริบบิ้น รวมทั้งการ์ดยังอยู่ที่พื้น วีกิจหยิบการ์ดมาทำท่าจะฉีก แล้วชะงักยิ้มเยาะตัวเองโยนมันลงกล่องใส่ของกระจุกกระจิก แล้วเดินไปที่นาฬิกาทราย ความงดงามทำให้รู้สึกว่านี่คือของขวัญที่ถูกเลือกอย่างประณีต เหมือนไม่ใช่ของขวัญแห่งการตัดรอน วีกิจยกขึ้นพลิกกลับทรายไหลพรูลง
       
       อีกด้านหนึ่งที่ล็อบบี้โรงแรมหรูริมทะเลอมรและพงศกรยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ แต่งตัวแบบเที่ยวทะเล พงศกรโชว์มัดกล้ามเต็มที่
       “หา ห้องพักเต็มหมดเลย”
       “ค่ะ ช่วงลองวีคเอนด์ คนจองที่พักเต็มทุกห้องเลยค่ะ ขอโทษจริงๆ นะคะ”
       “ขอบคุณครับ”
       ทั้งสองแยกออกมา
       “ผมบอกพี่แล้ว อย่ามาช่วงลองวีคเอนด์ ถ้าจะมาต้องจองล่วงหน้าเป็นอาทิตย์”
       “ไม่รู้นี่ ถ้าไม่มีที่พักก็ขับรถตะลอนไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน “
       “ก็ดีเหมือนกันครับ ชอบอยู่แล้ว แบบกลางแจ้งน่ะ” พงศกรส่งสายตาเจ้าชู้ให้อมรแล้วเบียดเข้ามา กุมมือของอมรไว้ กระซิบ “พี่ก็ชอบไม่ใช่เหรอ”
       “ไม่เอาน่าพงศ์ เดี๋ยวใครเห็นเข้า คนจากกรุงเทพฯมาพักกันทั้งนั้น ไปหาอะไรดื่มข้างในดีกว่า”
       
       พงศกรปล่อยมืออมร แล้วเดินเข้าในโรงแรม

   อมรและพงศกรออกมาหน้าหาด ถือเครื่องดื่มค็อกเทลมาคนละแก้ว เห็นนางแบบนายแบบกำลังโพสต์ท่าถ่ายรูปกันอยู่ พงศกรชะงักเมื่อเห็นว่าตากล้องคือศักดิ์ชาย

       “เดี๋ยวครับพี่ นั่นพี่ศักดิ์ชายนี่ครับ”
       “ใครนะ”
       “ที่เราเจอคืนนั้นไงครับ พี่ชายคุณรัชนก”
       “อ้อ นายตากล้องคนนั้นน่ะเอง”
       “เข้าไปทักหน่อยนะพี่” พงศกรเดินเข้าไป “อะแฮ่ม พี่ชายครับ”
       ศักดิ์ชายหันมา
       “อ้าว คุณพงศ์ สวัสดีครับ คุณอมรมาด้วย”
       “สวัสดีครับ”
       “เฮ้ยน้อง พักก่อน แหม บังเอิญจริงๆ มาเจอกัน”
       “ถ่ายแบบลงหนังสือเล่มไหนครับ”
       “อ๋อ ผมถ่ายเก็บไว้ในโมเดลลิ่งผมน่ะ ส่วนใหญ่ส่งงานโฆษณา ไง คุณพงศ์ เมื่อไหร่จะมาเป็นนายแบบให้ผมเสียที”
       “หืมม์ เป็นนายแบบเหรอ ฉันไม่ยักรู้” อมรเกิดอะไรการหึงเล็กๆ
       “อ๋อ พี่ชายเขาเห็นผมหน่วยก้านดีน่ะครับ เลยชวนมาเป็นนายแบบในสังกัดแบบสมัครเล่นน่ะ”
       “แต่ไม่ยอมตกลงสักที คงต้องรบกวนคุณอมรช่วยกล่อมให้หน่อย”
       อมรมองพงศกรอย่างสงสัย
       “มันแล้วแต่เจ้าตัวเขานั่นแหละ ผมไปกล่อมเขาไม่ได้หรอก”
       “เสียดายครับ หุ่นขนาดนี้ นายแบบอาชีพยังอาย”
       ศักดิ์ชายเอามือบีบกล้ามไหล่ของพงศกร อมรมองอย่างไม่พอใจนัก
       “ไปเถอะพงศ์ ต้องตระเวณหาที่พักอีก”
       “หืมม์ หาที่พักเหรอครับ”
       “ครับ หามาหลายโรงแรมแล้ว ยังหาไม่ได้เลย”
       “งั้น ไปที่บังกะโลผมไหม ยังมีห้องว่างเหลืออยู่” อมรและพงศกรมองหน้ากัน อมรมีสีหน้าไม่เห็นด้วย “พักฟรีครับ อยู่หน้าหาดนี่เอง”
       ศักดิ์ชายยิ้มซื่อให้ทั้งคู่ พงศกรมองหน้าอมรเชิงขอร้องอมรลังเลนิดหน่อย
       
       ที่ตลาดริมทะเลขายของฝาก ของกิน อาหารแห้ง ของที่ระลึก ต้องเดินเดียวดายในกลุ่มนักท่องเที่ยว มองตรงไปเห็นร่างของแจ็คในสภาพทรุดโทรม ขอบตาดำ ใส่เสื้อเก่า กางเกงชาวเล หน้าตายังมีร่อยรอยของการซ้อมเมื่อไม่กี่วันก่อน แจ็คมีแววสำนึกผิดยืนมองมาที่ต้อง ต้องชะงัก แจ็คพยักหน้าและส่งสัญญาณให้ตามไป
       ต้องเดินตามแจ็คมาหลบมุมริมหาด
       “ทำไมสภาพแกเป็นแบบนี้” ต้องถามอย่างตกใจ
       “ฉันหนีมา หนีทั้งตำรวจ ทั้งนายฉัน ต้อง...ฉันไม่มีเงินเลย ฉันขอ” แจ็คจะเข้ามาหาต้อง ต้องถอยกรูด
       “อย่าเข้ามานะ ถ้าแกทำอะไรฉัน ฉันร้องจริง”
       “ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก ที่ผ่านมาฉันก็ไม่เคยทำอะไรเธออยู่แล้ว”
       “ลืมไปแล้วเหรอ แกจะข่มขืนฉันน่ะ”
       “ยายซื่อเอ๊ย ทุกอย่างมันคือละครฉากนึง”
       “แกพูดอะไร”
       “นายฉันมันให้ฉันจัดฉากข่มขืนเธอขึ้นมา เพื่อมันจะได้เป็นฮีโร่ในสายตาเธอไง”
       “อะไรนะ แกอย่าบอกนะว่านายแกคือคุณประพงส์”
       “ไง หายซื่อแล้วใช่ไหม ไอ้นั่นน่ะมันหวังในตัวเธอมาตั้งแต่ที่มันพบเธอครั้งแรกแล้ว พอรู้ว่าเธอเป็นเพื่อนฉัน แล้วกินขนมฉันบ่อยๆ ก็เข้าทางมัน ให้ฉันปล่อยของให้เธอเต็มที่ หลอกแม่เธอให้ดึงเธอไปทำงานผับกับมัน”
       
       ต้องตัวชา นิ่งงันไป

    “คุณประพงส์ต้องการให้ฉันติดยา เพื่อให้ฉันตกเป็นของเขางั้นเหรอ”

       “รู้อย่างนี้ ก็เลิกกับมันได้แล้ว” ต้องยิ้มขมขื่น
       “ฉันรู้ว่าเขาเลวแค่ไหน แต่ฉันเลิกกับเขาไมได้หรอก”
       “แต่มันเป็นมาเฟียฆ่าคนนะต้อง ฉันเตือนเธอเพราะฉันเป็นห่วงเธอ ฉันเตือนเธอก่อนที่ฉันอาจจะไม่มีโอกาสเตือนเธออีกแล้ว”
       “ทำไม”
       “มันกำลังตามฆ่าปิดปากฉันอยู่น่ะซี มีเงินไหม ขอฉันหน่อย”
       แจ็คน้ำตาไหล ต้องเปิดกระเป๋าเงินล้วงเงินทั้งหมดราว 5 พันบาทยัดใส่มือแจ็ค
       “หนีไป หนีไปให้พ้นนะ อย่าให้เขาฆ่าแกได้”
       แจ็คยืนอึ้ง ต้องหมุนตัวเดินจากไป แจ็คมองตามน้ำตาไหลพรากออกมา ต้องเองก็เช็ดน้ำตาแล้วรีบเดินจากโดยไม่หันไปมองแจ็คอีก
       
       วีกิจหน้าคล้ำเคราครึ้มเดินเข้ามาในโถงบ้านเจนภพเห็นเนตรนภิศกำลังเอาเครื่องเพชรของนพนภาออกมาลองใส่ดู
       “อ้าว อานภิศ มาอยู่ดูแลบ้านให้เหรอครับ”
       “จ๊ะ สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่ะ เบิร์ธเดย์บอย ไง เมื่อคืนฉลองกันหนักหรือ”
       “ฮะ ก็หนักพอดูฮะ”
       “หนูมุตตาไปงานเราหรือเปล่าจ๊ะ” วีกิจชะงัก เนตรนภิศทำหน้าเห็นใจอ่อนโยน
       “ทำไมหรือฮะ นี่อานภิศทราบอะไรมาหรือฮะ”
       “อาไม่อยากพูดเลย มันไม่ใช่เรื่องอะไรของอา คือยังงี้เมื่อวานตอนบ่ายเขาโทรมา นังแต้วไปรับเข้า เขาถามหาอาภพของเธอ” วีกิจอึ้ง
       “ครับ”
       “นังแต้วไม่รู้เกิดอะไรขึ้น บอกเขาไปหมดว่าไปที่ไหน ยังไง เมื่อไร อาห้ามก็ไม่ทัน ตากิจเธอว่าจะมีเรื่องมีราวอะไรไหม อากลัวใจจริงๆ ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะทำอะไร” วีกิจสะอึก

   ที่สระน้ำของโรงแรม เพราะเป็นไฮซีซั่นและลองวีคเอนด์จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมากมาย รอบๆ สระน้ำบนเก้าอี้นอน เจนภพนอนบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ต่อนั่งจองที่ให้นพนภาอีกตัวหนึ่ง ถัดไปเห็นสาวในชุดทูพีซนอนอาบแดด ปลดตะขอบราทรวงเบียดอัดเก้าอี้ทะลักล้นออกข้างตัว มีสาวอีกนาง นอนคว่ำหน้า เอาหมวกปิดผม นอนอยู่ข้าง ๆ 

        
       “ไอ้ต่อ ทางสิบนาฬิกา สุดๆ ไปเลย” เจนภพบอกลูกชาย ต่อมองตาม อึดอัดจนก้มหน้า “อะไรวะ แค่นี้ก็ทำอาย นี่อีกหน่อยฉันต้องพาแกไปเปิดหูเปิดตาให้สมกับเป็นลูกผู้ชายซักหน่อย” เจนภพมองลูกชายอย่างชื่นชม แต่ดูเหมือนชื่นชมตัวเองมากกว่า “แกนี่หน้าตาดีนะ รู้ไหมต่อไปจะมีสาวมาให้แกไม่ขาดสาย แต่อย่าเพิ่งหลวมตัวให้ใครมาผูกมัดนะ สนุกไปก่อน นี่...ตอนฉันไปต่อโท ทั้งแหม่ม ทั้งเกาหลี ทั้งละติน เข้ามาพร้อมกัน 3 คนเลยนะ ต้องวิ่งรอกแทบตาย”
       ต่อหน้าเผือดซีด มองเจนภพนิ่ง
       “นี่พ่อกำลังสอนให้ผมเป็นคนส่ำส่อนหรือฮะ ผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศ ไม่ต้องให้เกียรติผู้หญิงเลยหรือฮะ”
       “เฮ้ย ผู้หญิงพวกนี้มันก็ต้องการเหมือนกัน เราก็สนองให้ เกียรติเกิดอะไรวะ ฉันแค่พูดกับแกตามประสาผู้ชาย”
       “ฮะ เพื่อปลูกฝังให้ผมส่ำส่อน มักมาก แล้วก็ผิดศีลธรรม พ่อเห็นแม่เป็นอะไรหรือฮะ พ่อคิดถึงใจแม่หรือเปล่า หรือว่าพ่อคิดถึงใครไม่เป็นเลยนอกจากตัวเอง”
       ต่อมองอย่างรังเกียจแล้วลุกเดินไป เจนภพอ้าปากค้างตกใจ กลายเป็นโกรธลูก
       “ไอ้บ้า ไอ้ต่อนี่มันบ้าหรือเปล่า”
       “ไม่บ้าหรอกค่ะ นั่นคือคำพูด...” เจนภพหันขวับมา สาวร่างระหงยกหมวกสานออกจากหน้า เห็นว่าคือมุนินทร์
       “...ที่มีสติสัมปชัญญะที่สุดต่างหาก ถ้าคุณคิดอย่างที่แกพูดซักนิด เรื่องร้ายๆ ทั้งหมด ก็จะไม่เกิดขึ้น”
       เจนภพไม่ได้ฟังเลย เพราะดีใจที่เจอ “มุตตา” และภูมิใจที่มุตตาไปไหนไม่รอด ทั้งยังกลัวนพนภาจะโผล่มา เจนภพเหลียวซ้ายแลขวาแล้วถลามาคุกเข่าจับมือ มุนินทร์มองอย่างเย็นชา
       “ตา ให้ตาย นี่คุณเสี่ยงมากนะนี่”
       “ฉันเกือบตายมาหลายครั้งแล้ว แค่นี้จะกลัวอะไรคะ”
       “ตาตามผมมาที่นี่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นใช่ไหม ผมรู้ว่าตารักผมไม่เคยรักนายกิจ ผมรู้ว่าตาต้องกลับมา แต่ตาต้องเลิกกับนายกิจซะให้เด็ดขาด” มุนินทร์มีแววกระเทือนวูบแล้วชาเย็น แล้วยั่วยวนขึ้นมา เจนภพยิ่งลุ่มหลง “แล้วกลับมาหาผม ผมจะให้ทุกอย่างที่คุณต้องการ”
       “ถ้าฉันต้องการความสุขทุกอย่างในชีวิตคุณล่ะ”
       “งั้นก็เอาชีวิตผมไปเลย”
       “ถ้ามีโอกาสฉันทำแน่ค่ะ แต่ตอนนี้เจ้าชีวิตของคุณมาแล้ว”
       
       เจนภพผวาถอยมานั่ง มองมุนินทร์สลับกับนพนภาที่ถือถาดใส่ค็อกเทลมา 3 แก้ว ทักทายชาวบ้านมาตลอดทาง นพนภาใส่ชุดวันพีซสีเข้มมีผ้าผูกเอวเห็นร่างอวบขาว เจนภพมองมุนินทร์ทีมองนพนภาที ท่าทางเหมือนจะช็อค มุนินทร์ยิ้มเยาะ นพนภาเดินใกล้เข้ามา มุนินทร์พลันหยิบหมวกขึ้นปิดหน้าอาบแดดต่อ เจนภพถอนใจเฮือก นพนภามานั่งลง
       “คุณ คืนนี้เขาจะมีงานฮาวาเอี้ยนไนท์ มีใส่หน้ากากด้วย ฉันกะจะเต้นระบำทั้งคืนเลย”
       นพนภานอนห่างมุนินทร์ไม่ถึงฟุต จิบเหล้าแล้วมองดูรูปร่างของมุนินทร์ มีสีหน้าชื่นชม อิจฉา รวบเสื้อคลุมปิดฉับ สะกิดเจนภพ
       “ดูยัยคนนี้ซีคะ เชพดีจังเลย เฮ้อ แต่ก่อนฉันก็ตัวเท่านี้แหละ”
       
       เจนภพใจคอไม่ดี มุนินทร์หันหน้ามองไปอีกทาง ยิ้มโหดๆ

    ที่บังกะโลหรูของศักดิ์ชาย อมรออกมาที่ระเบียงบังกาโลมองสำรวจไปทั่ว พงศกรเดินมากอดอมรไว้จากด้านหลัง 

       “ไม่เอาน่าพงศ์ เดี๋ยวใครส่องกล้องมาเห็นเข้า”
       “แถวนี้เปลี่ยวจะตายไปครับ กลัวอะไร”
       “ตกลงเราจะพักที่นี่เหรอ บอกตามตรง พี่ไม่ค่อยไว้ใจเจ้าศักดิ์ชายคนนี้เท่าไหร่”
       “ทำไมล่ะครับ”
       “หน้าตามันไม่น่าไว้ใจ แล้วดูนายแบบนางแบบ เหมือนถ่ายพวกหนังสือนู้ด”
       “พี่คิดมาก พักที่นี่เถอะครับ ยังไงก็ของฟรี”
       “แต่นายศักดิ์ชายก็พักร่วมบ้านกับเราด้วย กลัวว่าเขาจะสงสัยเรื่องของเรา”
       “คงไม่หรอกครับ” ศักดิ์ชายเคาะประตู “เชิญครับ”
       ศักดิ์ชายยิ้มแย้มเข้ามา
       “ไงครับ อยู่สบายดีไหม”
       “สุดยอดเลยครับ”
       “แต่ผมเกรงใจนะ รบกวนคุณรึเปล่า”
       “ไม่มีอะไรรบกวนเลยครับ เพราะผมเองคืนนี้มีงาน อาจจะไม่ได้กลับมานอนด้วยซ้ำถือว่าเป็นฮาเร็มส่วนตัวของคุณสองคนเลยก็แล้วกัน “
       พงศกรหัวเราะ แต่อมรหน้าเจื่อน
       “ฮาเร็มของเราสองคน”
       “อ๋อ ผมหมายถึงจะหิ้วสาวๆ มาค้างด้วย ผมก็ไม่ว่า ฟรีบาร์เลยครับ”
       พงศกรยิ่งหัวเราะ ศักดิ์ชายหัวเราะตาม อมรยิ้มโล่งอก
       พอตกกลางคืนที่โรงแรมหรูริมทะเล มีการประดับไฟระยิบระยับ บรรยากาศสระน้ำโรงแรมจัดเป็นงานฮาวา
       เอี้ยนไนท์ แต่มีการให้สวมหน้ากากด้วย เปิดเพลงแนวเร็กเก้ คาลิปโซคึกคัก มีมุมบาร์บีคิว เคาน์เตอร์บาร์ ประดับประดาด้วยต้นมะพร้าว ใบมะพร้าว สับปะรด มีเสาโทเทมเป็นระยะ ตามจุดต่างๆ ยังปักคบเพลิงไว้มุมนั้นมุมนี้
       บรรดาแขกแต่งแฟนซีกันเป็นธีมฮาวาเอี้ยน ชายใจกล้าหลายคนก็นุ่งเตี่ยว แต่บางนางก็หลุดคอนเซ็ปต์เหมือนยกคณะคาร์บาเร่ต์มาเอง ที่มุมหนึ่งนพนภานุ่งโสร่งแดง เสื้อเปลือยไหล่เปิดพุงต้องสวมโสร่ง หน้าอกมีผ้าไม่ใหญ่ไม่เล็กคาด ต้อมนุ่งกระโปรงฟาง ต่อกับเจนภพแต่งตัวธรรมดาสวมเสื้อฮาวายเป็นดอกดวง ทุกคนในงานสวมมาลัยคล้องคอ ต้อมส่ายสะโพกตามนางระบำ ต้องมีอาการขรึมเศร้า นพนภาเกาะแขนเจนภพแจ แต่เจนภพสอดส่ายสายตาหาใครคนหนึ่ง
       “ไม่เคยเห็น งานฮาวายอะไรมีใส่หน้ากากด้วย”
       “ก็ไม่ต้องเห็นหน้าจริงกันไง จะได้มั่วกันได้สะดวก”
       ที่มุมหนึ่งวีกิจก้าวมา สวมชุดสีเทาต่างจากทุกผู้คน มีมาลัยหลากสีคล้องคอสวมหน้ากากบังใบหน้า วีกิจเดินเข้ามากับหากลุ่มเจนภพ ต่อเห็นวีกิจ แต่ยังจำวีกิจไม่ได้ ต่อจ้องวีกิจตาเป็นประกาย เพราะวีกิจมีหุ่นหล่อเท่ห์ ต้องเห็นสายตาของต่อที่มองวีกิจก็เบะปากหมั่นไส้ วีกิจเดินมาถึงเปิดหน้ากากออก
       “ต่อ อาเอง”
       ต่อเซ็ง ต้องหัวเราะเยาะ
       “ฝันสลาย ฮ่าๆ”
       ต่อค้อนต้อง แต่วีกิจไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องพูด นพนภาหันมาเห็นวีกิจ
       “อ้าว ตากิจ มาได้ไงเนี่ย”
       “ผมตามมาดูแลหลานๆ กับอานภาครับ เกรงว่าแถวนี้จะมีพายุเข้า”
       
       “ต๊าย น่ารัก งั้นฝากดูแลเด็กๆ ด้วยนะ อากับอาภพจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ว้าย คุณ เขาให้เต้นระบำแล้วไปเร็ว”

  นพนภาดึงเจนภพเซถลาไปเต้นระบำ บรรดาแขกในงานทะยอยลงมาในฟลอร์ดนตรีคึกคัก วีกิจใส่หน้ากากตามเดิมมองหามุตตา

       
       ที่ฟลอร์นพนภาเป็นหัวแถวเต้นระบำจับเอวเป็นงูกินหางจนกระทั่งมีร่างระหงในชุดสีม่วงดีไซน์คล้ายตาข่ายใยแมงมุม หน้ากากปิดตาเฉียงขึ้นไป ผมยาวเป็นมันเลื่อมระปรกตาข้างหนึ่ง คล้องมาลัยสีขาวที่ข้อมือ กระโปรงยาวกรอมเท้าแหวกสูงเห็นช่วงขาวับแวม เดินจูงมือฝรั่งผมทองที่ใส่เสื้อแบะอกเข้ามากลางฟลอร์ เพลงนั้นซาวน์ดูลึกลับยวนยั่ว แสงไฟหลากสีวูบวับสลับกันสาดลงในฟลอร์ วีกิจจำมุนินทร์ได้ลดแก้วเหล้าลง เจนภพขมวดคิ้วเริ่มแน่ใจ นพนภามองดูยังหอบแฮ่กอยู่
       “ต๊าย ยายคนนี้สวยจัง”
       เจนภพกัดริมฝีปากรู้ว่าถูกยั่ว วีกิจมองดูหน้าเผือดลง ดวงตาเคียดแค้นรังเกียจ เพลงจบลงกลายเป็นเพลงช้าแนวรักหวาน มุนินทร์เต้นสโลว์ตามปรกติ นพนภารีบดึงเจนภพลงฟลอร์ คนอื่นๆ ทะยอยลงมาเต้นรำเต็มฟลอร์
       วีกิจตัวชา ความรัก หึงหวง คลั่งแค้น ลุ่มหลง รังเกียจ เสียดาย ไม่เชื่อสายตา ประเดประดัง มุนินทร์กระซิบกับหนุ่มผมทองแล้วหมุนตัวมายังคู่เจนภพ หนุ่มผมทองขอสลับคู่ นพนภาตาเบิกโพลง อาย ภูมิใจ ลืมหวงผัวไปชั่วขณะ รีบผลักเจนภพไป มุนินทร์เต้นรำกับเจนภพพลางยิ้ม
       “ตาทำอะไรนี่ ถ้าเขารู้เข้ามันจะเกิดอะไรขึ้น”
       “เวลาแมลงมาติดใยแมงมุม มันเกิดอะไรขึ้นล่ะคะ”
       “ตา ให้ตายเถอะ คืนนี้คุณสวยมาก เมื่อคืนผมไม่มีโอกาสแยกจากเขาเลย เดี๋ยวผมจะรีบมอมเหล้าเขา พอเขาหลับผมจะรีบไปหาตา”
       “เดี๋ยวนี้ถึงขั้นมอมเหล้าเมียแล้วหรือคะ”
       วีกิจขยับมาใกล้ฟลอร์มองดูมุนินทร์และเจนภพ หน้านิ่งแต่ดวงตาเหมือนมีไฟปะทุอยู่ภายใน นพนภากิ๊กกั๊กสปีคอิงลิชคล่องแคล่ว ฝรั่งหนุ่มเยินยอ นพนภาหัวเราะระริก
       
       ขณะนั้นประพงส์อยู่ที่ผับ ประพงศ์ตกใจเมื่อรู้จากสมุนว่าปุ๊ตายแล้ว
       
       “ไอ้ปุ๊ตายแล้ว มันตายได้ยังไงวะ”
       “ถูกไฟช็อตตายที่คอนโดของเมียน้อยสามีคุณนภาครับ”
       “มันไปทำอะไรที่นั่น ฉันไม่ได้สั่งให้มันไปสักหน่อยหรือว่าคุณนภาสั่งให้มันไปแล้วไม่บอกฉันก่อน”
       “คุณนภาไม่ได้สั่งครับ ไอ้ปุ๊มันไปเองมันบอกว่ามันแค้นยายเมียน้อยส่วนตัว”
       “ไอ้บ้าเอ๊ย”

  ส่วนที่โรงแรมห้าดาว บนเวทีมีโฆษกก้าวมา

       “ได้เวลาถอดหน้ากากแล้วครับ”
       คนในงานเกี๊ยวก๊าวปิ๊ดปิ๊วถอดหน้ากากกัน นพนภาถอดหน้ากากพลางหัวเราะคิกแถมยังช่วยเจ้าชายผมทองถอดแล้วตาโต เมื่อเห็นว่าหล่อเหมือนแบรดพิตต์ นพนภาจูงหนุ่มผมทองมาหาเจนภพ
       “ตา อย่าเล่นละครเลย หลบไปก่อนเถอะ”
       เจนภพรีบบอกมุนินทร์
       “แต่ฉันอยากเล่นนี่คะ” 
       ทันใดมุนินทร์ก็ประคองหน้าเจนภพจูบที่ริมฝีปากอย่างดูดดื่ม เจนภพตะลึง วีกิจสะอึกอึ้ง  นพนภาชะงักกึกตาเบิกกว้าง ต่อ  ต้อง  ชะงักไป  ต้อมปิดตา ต้องนึกรู้ก้าวมาหาแม่กับพ่อ
       เจนภพได้สติขืนตัว มุนินทร์ถอนริมฝีปากออกยิ้มเยาะแล้วผลักเจนภพไปหานพนภา
       “นี่  นี่อะไรกัน”
       มุนินทร์ถอดหน้ากากออกเห็นดวงหน้าที่ตกแต่งเข้ม ผมปรกตาข้างหนึ่ง  ดวงตาเจิดจ้า  นพนภาผงะผลักเจนภพให้ถอยห่าง ตัวสั่นก้าวมาหามุนินทร์
       “ไงคะ  เอารถใหม่มาลองเครื่อง มีระบบสัมผัส แต่จะสู้สัมผัสจากฉันได้หรือ”
       “แก...ภพ”
       “หมดไปอีกเท่าไรคะ แปดล้านหรือ น่าเวทนานะคะ คนที่ใช้เงินซื้อความรักเสียไปเท่าไรคะกับสามีคนนี้”
       เจนภพสะอึก นพนภาหน้าซีด วีกิจก้าวมาใกล้ยังไม่ถอดหน้ากาก  ต่อ  ต้อง  ต้อมยืนดู  ฝรั่งผมทองก้าวไปข้างหลังมุนินทร์  ไม่เข้าใจแต่ก็มาปกป้อง
       “ใช่  ชีวิตฉันมีแต่เสีย  ไม่เหมือนแกอีมุตตา มีแต่ได้”
       “ใครบอกคะ  มุตตาสูญเสียจนไม่เหลืออะไรเลยจากฝีมือมนุษย์ที่มีหัวใจเป็นสัตว์”
       “แก”
       นพนภาถลันจะเข้าไป  เจนภพขวางไว้
       “อย่า นภา”
       “จะทำไมหรือคะ  เราสองคนคงจะไม่ตบกันจนตกสระแบบในละครใช่ไหม”
       “ตา หยุดเถอะ”
       “ไม่ต้องห้าม  ให้มันพูดให้พอ  เพราะต่อไปนี้มันจะมาลอยหน้าพูดอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
       “คุณจะทำอะไรหรือ”
       นพนภาหน้าเผือดซีด ก้าวไปใกล้พูดเน้นทีละคำแต่ลดเสียงลง
       “ฉันจะส่งคนไปฆ่าแก”
       “ทำไมพูดว่าจะล่ะคะ  คุณส่งมันไปแล้วไม่ใช่หรือ แต่มันไม่มีวันฆ่าฉันได้”
       “แกหมายความว่ายังไง”
       “หมายความว่ามันตายแล้วน่ะซีคะ  ตายด้วยมือฉัน  ต้องมีคนตายอีกซักกี่คนคุณถึงจะพอใจ”
       “แกเพ้ออะไร  ฉันไม่รู้เรื่อง”
       “ฉันก็ไม่คิดว่าคุณจะยอมรับ  แต่จำไว้  ตาต่อตา  ฟันต่อฟัน  ชีวิตต่อชีวิต”
       “ตา หยุดเดี๋ยวนี้ ตาพูดอะไร”
       นพนภาตาวาวหันไปตบเจนภพฉาด  เจนภพหน้าสะบัด
                   “นัดมันมาใช่ไหม  นัดมันมาเสพสุข  แอบขี้รดหัวฉันใช่ไหม”
       “ใครบอกคะ  เรานัดกันมาทำอย่างอื่นต่างหาก”
       มุนินทร์กรายมาใกล้นพนภา  โน้มตัวพูดเป่าหู
                   “นึกดูซีคะ  ทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงอยากมาเที่ยวทะเลกับเมียโบท็อกซ์หมดอายุแบบคุณ แล้วแอบนัดฉันมา”
       “ทำไม”
       “ตอนนี้ทั้งโรคหัวใจ  ไขมัน  ความดัน  มันรุมคุณอยู่ไม่ใช่หรือ นัดฉันมาทำลายฮันนีมูนครั้งที่สองของคุณ  มันเจ็บยิ่งกว่าเจ็บ ยิ่งทำให้คุณอายุสั้นลงกว่าเดิม จริงไหม”
       “ภพ”
       “ในเมื่อนังเมียแก่ไม่ยอมหย่าก็ต้องทำให้มันตายเร็วขึ้น”
       “นี่ไม่จริงนะ นภาอย่าไปเชื่อ ตา นี่ตาทำอะไร” เจนภพถามอย่างตกใจ
       “ไอ้คนชั่วชาติ” วีกิจก้าวมาใกล้จนเห็นหน้าเผือดซีด ดวงตาเจ็บปวดเคียดแค้น  เอื้อมมือปลดหน้ากาก “แปลว่าเรื่องของแกกับตากิจก็คือละคร  ตบตาฉันกับใครต่อใครอีกฉากใช่ไหม”
       
            มุนินทร์สะดุด แต่ฝืนยิ้ม

  “โลกนี้คือละครโรงใหญ่ ละครของฉันกับวีกิจจบแล้ว”

       “แกหลอกใช้ตากิจมากี่ครั้งแล้ว”
       “โลกนี้คนโง่ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอค่ะ”
       วีกิจปลดหน้ากากพ้นจากหน้า ขบกรามเป็นสันนูน  ทิ้งหน้ากากลงพื้น
       “แกทำเพื่ออะไร เพื่อไอ้ผัวสารเลวของฉันน่ะหรือ”
       “ทำเพื่อให้คุณรู้ไว้ ว่าเลือดจะนำมาซึ่งเลือด”
       “ตา  หยุดเดี๋ยวนี้  พอเถอะ”
       “ปล่อยให้เขาพูดเถอะฮะ  อาภพ  ไหนๆ ทุกคนก็ถอดหน้ากากกันแล้ว”
       วีกิจก้าวเข้ามา เท้าเหยียบหน้ากากกระเบื้องแตกละเอียด  มุนินทร์ใจหายวาบหันไป วีกิจก้าวมาเผชิญหน้า  มองมุนินทร์อย่างรวดร้าวจงชัง
       “วีกิจ” มุนินทร์อุทานเสียงแผ่วเบา
       “คุณยังเรียกชื่อผมได้สนิทใจหรือ”
       มุนินทร์ใจร้าวรานจวนพินาศ แต่ฝืนเล่นบทร้ายต่อ  ปากยิ้ม  คิ้วเลิก
       “สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะคะ คุณเติบโตขึ้นอีกวัน”
       “แล้วตาสว่างขึ้นอีกวันด้วย  คุณทำอย่างนี้เพื่ออะไร”
       “แต่ก่อนเขาเรียกยุทธการแย่งผัว แต่ตอนนี้เป็นมหากาพย์ค่ะ มหากาพย์แย่งผัวไตรภาค”
       “ถ้าผมไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อว่าคุณจะร้ายกาจขนาดนี้”
       “เชื่อเถอะค่ะว่าฉันไม่ได้ดีงามเหมือนมุตตาที่คุณรู้จัก เมื่อคบกับฉันคุณไม่เอะใจบ้างหรือคะ ว่าฉันไม่ใช่คนที่คุณคิด”
       มุนินทร์พูดแสดงนัยทุกคำ แต่วีกิจเห็นว่าคือคำเยาะหยัน
       “คุณกับอาภพหลอกผมมาตลอดใช่ไหม”
       “ไม่ใช่ค่ะ ฉันคนเดียวเท่านั้น เขาเองก็โดนหลอกเหมือนกัน”
       “คุณรักอาภพจนทำได้ขนาดนี้เลยหรือ”
       “ความรักสร้างและทำลายทุกอย่างไงคะ”
       มุนินทร์ทำยิ้มยวนพูดเชือดเฉือน แต่ทุกคำกรีดใจตัวเอง
       “ถ้าผมจะคุกเข่าลงแทบเท้าคุณตรงนี้  เพื่อขอร้องให้คุณหยุด  คุณจะให้ผมได้ไหม”
       มุนินทร์ผวาเยือก แทบทรุดลงตรงนั้น แต่กลับยืดไหล่มองวีกิจเย็นชา
       “เท้าฉันไม่ใช่ที่สำหรับคุณค่ะ เพราะว่ามีคนอื่นพร้อมจะตายแทบเท้านี้อยู่แล้ว”
       ความเคียดแค้นของวีกิจพุ่งขึ้น  แต่ไม่รู้ตัวว่าคือความหึงหวง
       “ถ้าคุณรักอาภพขนาดนั้น  เขาก็น่าจะยอมตายแทบเท้าคุณได้”
       “ใช่ไหมคะ เจนภพ”
       เจนภพอึ้งมองทุกอย่างอย่างมึนงง  นพนภายังตัวสั่นอยู่
       “คุณเลวร้ายลงไปทุกที นายสิทธิ์มันเตือนผมแล้วว่าคุณน่ากลัวขนาดไหน”
       “ค่ะ  มีคนตายเพราะฉันมาสองศพแล้ว  ถอยไปให้ห่างฉันเถอะค่ะ”
       วีกิจตาวาวเน้นเสียง

 “งั้นก็นับผมเป็นศพที่สามเพราะคุณฆ่าผมไปแล้วเมื่อคืน ฆ่าผมให้ตายในวันเกิดผมเอง”

       มุนินทร์ผวาเยือก วีกิจก้าวไปรวมกับนพนภากับเด็กๆ “ต่อไปนี้ไม่มีวีกิจคนเดิมอีกต่อไป ถ้าคุณยังทำลายญาติพี่น้องผม ครอบครัวผม  
       "ผมก็จะทำลายคุณให้พินาศได้เหมือนกัน"
       มุนินทร์แทบอยากหยุดทุกอย่าง  อ่อนลง  มือยื่นไปอย่างขอร้อง  แตะแขนวีกิจ
                 “วีกิจ”
       วีกิจสะบัดออกอย่างขยะแขยง  พูดช้าชัด
       “อย่ามาแตะต้องตัวผม”
       มุนินทร์ถอยมายืดกายขึ้น ปากยิ้มใหม่
       “ก็ได้ค่ะ งั้นต่อไปนี้ จะได้เป็นสงครามเต็มรูปแบบซะที”
       “แล้วคุณจะต้องแพ้ด้วย”
       “คุณก็รู้ว่าไม่มีใครเอาชนะฉันได้  ขอตัวก่อนนะคะ มีคนรอฉันอยู่”
       มุนินทร์ยื่นมือไปวางมือในมือหนุ่มผมทองที่มีอาการอึ้งๆ งงๆ นิดหน่อย กระซิบแล้วปรายตามามอง วีกิจ  เจนภพ  แล้วควงกันเดินไป  วีกิจเบือนหน้าหนี  นพนภาได้สติร้องวี๊ดเข้าทุบตีหยิกข่วนเจนภพ เจนภพปัดป้อง  ผู้คนมามุงดูมากขึ้น
       “ไอ้คนชั่ว  ไอ้แมงดา  แกจะฆ่าฉัน”
       “หยุดเดี๋ยวนี้”
       “ไอ้สัตว์นรก เลวทั้งโคตร”
       เจนภพขบกรามสะบัดมือโดนนพนภาเต็มหน้า  นพนภาร้องหวีดล้มลง  ต่อประคองไว้  นพนภาช็อคสลบมือเท้ากระตุก ต่อเรียกแม่  เจนภพจะเข้าไปดู  ต่อตวาด
       “อย่าเข้ามานะ  ไป  ไปให้พ้น”
       “ต่อ พาแม่ส่งโรงพยาบาลก่อน”
       ต่อและพนักงานชายประคองนพนภาขึ้นพาเดินไป ต้องตามไป  ต้อมหน้าซีดเดินจดๆ จ้องๆ ไปหาเจนภพ  ยื่นมือไปกุมมือพ่อ  เจนภพสะอึกมองลูก ต้อมน้ำตาไหลพราก
       
       วีกิจยังคงยืนนิ่ง  หน้าขาวซีด  ข้างในเหมือนมีไฟลุกไหม้ผลาญเผาไม่มีวันดับ 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 12 พ.ย. 55 16:53:22
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน