แรงเงา ตอนที่ 15

 
แรงเงา ตอนที่ 15

แรงเงา ตอนที่ 15

 มุนินทร์ก้าวเข้ามาในห้อง ท่าทางทรนงกลายเป็นอ่อนแรงเดินต่อไปไม่ได้เข่าอ่อนทรุดลงกลางห้องกว้าง แล้วเอาหลังมือเช็ดริมฝีปากตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลิปสติกจาง น้ำตาเอ่อแล้วกล้ำกลืนตัวสั่นระริก มุนินทร์เกาะสตูลโต๊ะเครื่องแป้งดึงตัวเองขึ้นนั่ง มองดูเงาสะท้อน เงาที่มองตอบมาดูคล้ายเยาะหยัน

        
       “ตา ฉันทำร้ายคนที่รักฉันสุดหัวใจ รักฉันที่เป็นเพียงแค่เงา เงาของเธอ”
       
       ที่บังกะโล อมรและพงศกรนอนดูฟ้าที่ระเบียงห้อง อมรใส่เสื้อคลุมเปิดแผงอก พงศกรเปลือยท่อนบน ใส่บ็อกเซอร์ทั้งคู่
       “เงียบมาก แสดงว่านายศักดิ์ชายไม่อยู่จริงๆ”
       “ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องกลัว พี่เขาไว้ใจได้” พงศกรโอบอมรไว้ อมรซบไหล่พงศกรอย่างสวีท “พี่น่ะกลัวเกินไป ปล่อยวางบ้างเถอะครับ”
       “ขออะไรอย่างนะพงศ์”
       “ครับผม”
       “อย่าไปเป็นนายแบบให้เจ้านั่น”
       “รู้แล้ว” พงศกรหัวเราะ อมรลุกมองหน้าพงศกร
       “รู้อะไร”
       “พี่หึงผมน่ะซี”
       “ใช่ หึงซี มันหล่อล่ำขนาดนั้น”
       อมรชกเข้าที่ไหล่พงศกร พงศกรชกตอบบ้างแต่ที่กลางอกอมร อมรจะชกกลับ พงศกรลุกพรวด อมรลุกไล่ตาม ทั้งสองวิ่งไล่ปล้ำกัน หัวเราะสนุกสนาน พงศกรวิ่งเข้าไปในห้อง
       สองหนุ่มไล่ปล้ำกันเข้ามาในห้องนอน อมรพุ่งร่างเข้าชนพงศกรแล้วทั้งคู่ล้มลงบนเตียง พงศกรปล้ำถอดเสื้อคลุมอมรเป็นที่สนุกสนานโดยไม่รู้ว่าภายในห้องมีกล้องซ่อนอยู่
       ศักดิ์ชายอยู่อีกห้องมองภาพในจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอย่างสนุกระทึกไปด้วย ยิ้มร่า เสียงหัวเราะและเสียงครางดังมาจากจอ ศักดิ์ชายยิ้มโรคจิต บันทึกภาพไว้ทั้งหมด
       
       วันต่อมานภางค์มองดูเจนภพอย่างกินเลือดกินเนื้อ เจนภพยืนคอตกอยู่ข้างเตียงคนไข้นพนภานอนหน้าซีดเผือด มีสายน้ำเกลือ หน้ากากออกซิเจนช่วยหายใจนอนหลับตาแน่นิ่ง เนตรนภิศยืนห่างมาหน้าสลดมีแววห่วงใยนพนภา
       “แกจะฆ่าลูกฉันหรือ ไอ้ลูกเขยทรพี”
       เจนภพสะดุ้ง วีกิจเดินเข้ามาหยุดที่หน้าประตู
       
       “โธ่ ไปเชื่ออะไรที่ผู้หญิงคนนั้นพูด เขาไปเองฮะไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่รู้อีคนไหนมันปากโป้ง”

เจนภพมองเนตรนภิศ เนตรนภิศทำหน้าซื่อตาใส

       
       “จะอีไหน ก็อีแต้วน่ะซีคะ”
       “แล้วมันพูดเรื่องวางแผนฆ่าทำไม”
       “ผมไม่ทราบ เขาพูดอย่างงั้นเพื่ออะไรก็ไม่รู้”
       “โถจะเพื่ออะไร ก็เพื่อให้พี่นภาช็อคสลบเข้าโรงพยาบาลน่ะซีคะ ถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆ อีกหน่อยก็สมใจพี่ภพกับนังนั่น ไม่ต้องลงมือเองหรอกค่ะ”
       “นี่คุณนภิศ นี่มันเรื่องภายในครอบครัวผม ไม่เกี่ยวกับคุณ”
       “ไม่เกี่ยวได้ยังไง พี่นภาเป็นพี่สาวคนเดียวของฉัน ฉันรักพี่สาวฉัน ฉันรู้ว่าธาตุแท้ของคุณเป็นยังไง”
       “ทำไม ธาตุแท้ของผมเป็นยังไง”
       “ก็พวกลูกหลานพระยาเทครัวไง”
       เจนภพอึ้ง นพนภาขยับตัวคราง เจนภพจะเข้าไป แต่นภางค์ เนตรนภิศถลาเข้าไปก่อน
       “อุ๊ย ลูกแม่ ยังไงลูกเป็นไง”
       “อุ๊ย พี่นภาขา รู้สึกตัวแล้วหรือคะ”
       “แม่ขา หนูไม่อยากอยู่แล้วค่ะ ผัวหนูกับอีมุตตามันจะฆ่าหนู”
       “โธ่ คุณนี่ ผมไม่รู้เรื่องอะไรที่เขาพูดมาซักคำเลยนะ เขาพูดเองเออเองทั้งนั้น”
       เจนภพปาดเนตรนภิศหัวทิ่มไป เข้าไปกุมมือนพนภา นพนภาสะบัดดึงหน้ากากออกด่าผัวให้ถนัด
       “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ ออกไป๊”
       “ออกไปซี จะอยู่ยั่วให้ลูกฉันตายหรือ”
       
       เจนภพยอมถอยหน้าเจื่อน นภางค์ตาเขียว เนตรนภิศลอบยิ้ม นพนภารำพัน

  “ทำไมนะ  ฉันทำเวรทำกรรมอะไรถึงต้องมาเจอคนอย่างคุณกะอีมุตตา แต่ก่อนมันแค่แย่งผัว  แต่ตอนนี้มันถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกันแล้ว”

       
       วีกิจทนต่อไปไม่ได้หมุนตัวกลับไป
        
       วีกิจกลับมาบ้านเปิดโน้ตบุ๊ค ภาพสกรีนเซฟเวอร์เป็นรูปตนเองกับมุนินทร์ วีกิจอึ้งพับโน้ตบุ๊คลงเหมือนไม่อยากเห็น หันไปอีกทางก็เห็นนาฬิกาทรายวางเด่น  วีกิจนิ่งอั้น วีกิจเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นไทที่มุนินทร์ซื้อให้ทั้งสองเส้น  วีกิจกระชากไทออกปาลงกับพื้น
        
       สองสามวันต่อมา นพนภายังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ด้านหนึ่งของห้องเป็นไซด์บอร์ดวางแจกัน  กระเช้าดอกไม้เยี่ยมนานาชนิดยิ่งกว่าร้านฟลอริสต์  นางพยาบาลกำลังจดชาร์ต  สร้อยคำและวีกิจดูอาการ  หมอเช็คเข็มฉีดยาใหญ่ แล้วฉีดเข้ากล้ามนพนภา  นพนภาร้องโอดโอยน้ำตาคลอ วีกิจดูอย่างเวทนา
                   อีกด้านหนึ่งที่คอนโดมุนินทร์ มุนินทร์สวมชุดดำแบบเรียบกริบนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองดูเงาสะท้อนของตัวเองแล้วเอื้อมมือไปยังกล่องแบน มือปัดโดนดอกไม้คริสตัลเกือบล้มลง  มุนินทร์จับมันไว้แล้วหยิบกล่องแบนมาเปิดออก สร้อยมุกในกล่องดูพราวพร่าง
        
       ที่โรงพยาบาลหมอเช็คเข็มฉีดยาใหญ่  แล้วฉีดเข้ากล้ามนพนภา  นพนภาร้องโอดโอยน้ำตาคลอ ด้านนอก  สร้อยคำจัดโน่นจัดนี่อยู่ วีกิจกลับไปแล้ว  เนตรนภิศกับรัชนกเข้ามา รัชนกถือแจกันดอกไม้
       “มาแล้วหรือ ดี พี่จะได้ลงไปเซเว่นหน่อย” สร้อยคำบอก
       “พี่สร้อยขา  นี่หนูรัชนก  หนูนก  พี่สร้อยคำคุณแม่นายกิจจ้ะ”
       “สวัสดีค่ะ” รัชนกย่อตัวไหว้อย่างอ่อนน้อม
       “สวัสดีจ้ะ นี่เองหนูนก น่ารักจริง  เอ้า  พี่ไปข้างล่างล่ะ”
       สร้อยคำออกไป หมอกับพยาบาลออกมา
       “ผมเพิ่งให้ยาระงับประสาทกับยานอนหลับไป ดูให้พักมากๆ หน่อยนะครับ อย่าพูดเรื่องไม่สบายใจตอนนี้”
       “ค่ะ ทราบแล้วค่ะ”
       นพนภายิ้มอิดโรย  เนตรนภิศเข้าไปบีบนวด รัชนกวางแจกันลง
       “ดีจังที่หนูมา ขอบใจนะ นี่ภพไปทำงานทุกวันใช่ไหม”
       “ไปค่ะ แต่ไปกินข้าวกลางวัน 2 ชั่วโมงประจำ  ตอนเย็นก็กลับก่อนค่ะ”
       “กลับก่อนเวลา  แต่มาเยี่ยมฉันตอนหลับแล้วทุกที แสดงว่ามันโทรมานัดใช่ไหม”
       “ค่ะ พี่ตาโทรมาบ่อยมากเลยค่ะ พูดจากันมีแต่เรื่อง เอ้อ บนเตียง” รัชนกหน้าแดง
       “ไม่ต้องพูด ฉันไม่อยากฟังเรื่องลามกจกปี้ ยังไงก็ฝากดูผัวฉันด้วย”
       “ไง  รับฝากมั้ยหนูนก”
       
       “นกจะคอยดูแลให้เป็นอย่างดีเลยค่ะ”

 นพนภาหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด อ่อนล้า  รัชนกสบตาเนตรนภิศมีแวววูบวาบนิดหนึ่ง นพนภาลืมตาขึ้น    ทั้งคู่ก็หันไปหวานกับนพนภาได้เท่าเทียมกัน

       มุนินทร์ก้าวมาตามทางเดิน ใส่แว่นดำ  ชุดดำทำให้ดูขาวกว่าปรกติ สวมสร้อยไข่มุก ในมือมีพวงหรีดดอกไม้สีขาวสลับดำตรงมายังห้องผู้ป่วย
        
       นพนภานอนหลับแต่กระสับกระส่าย  เนตรนภิศลดหนังสือลงมองอย่างสะใจแล้วปิดหนังสือมีท่าทางเบื่อหน่ายเดินออกไป
       ประตูลิฟท์เปิดออก มุนินทร์ก้าวออกมา  เนตรนภิศเดินอยู่มุมหนึ่งมองมาสะดุ้งเฮือกรีบแอบหลังเสา มุนินทร์เดินผ่านไป
       มุนินทร์เดินเข้ามาในห้องนพนภาช้าๆ เห็นนพนภานอนอยู่บนเตียง สายน้ำเกลือ หน้ากากออกซิเจนระโยงระยาง หน้าซีด ปากแตกระแหง มุนินทร์หยุดยืนที่ปลายเท้า มือถือพวงหรีดมองดูนพนภาอย่างชิงชัง นพนภากระสับกระส่ายด้วยฤทธิ์ยาแล้วด้วยอะไรบางอย่างนพนภาลืมตาขึ้นอย่างลำบาก ภาพทุกอย่างพร่าเลือนบิดเบี้ยว   มุนินทร์ยืนอยู่ยิ้มหยัน นพนภาผงะดิ้นรน 
       “นังมุตตา” 
       นพนภาดิ้นรน พยายามจะร้อง แต่ฤทธิ์ยาทำให้ร้องไม่ออก สายออกซิเจนหลุด ร่างมุนินทร์เคลื่อนมาใกล้ 
       “แก อีมุตตา แก แกตายไปแล้วหรือ” นพนภาพยายามกระถดถอยหนี แต่ป้อแป้ไม่มีแรง  พยายามร้องกรีดก็ไม่มีเสียง “ออกไปนะ  ออกไป  ฉันกลัวแล้ว  แกจะมาเอาภพไปหรือ  อย่านะ  อย่าเอาไป  ไป๊  ไปผุดไปเกิดที่ไหนก็ไป”
       นพนภาน้ำตาไหลพราก  หน้าบิดเบี้ยว  ยกมือโบกห้ามแล้วดึงสายน้ำเกลือหลุด เข็มน้ำเกลือทำให้เส้นเลือดฉีก  เลือดทะลักออกมาชุ่มมือและนองลงบนชุดและผ้าปู  สภาพดูน่าสมเพชยิ่ง มุนินทร์ตกใจพยายามจับมือนพนภา  ห้ามไม่ให้นพนภาดิ้น จนมือมุนินทร์เปื้อนเลือดเสียเอง 
       “คุณนภา  หยุดก่อน” 
       
       นพนภายิ่งกรี๊ด ปัดป่ายมือทั้งที่ยังหลับ

 “นังมุตตามันจะฆ่าฉัน ช่วยด้วย ช่วยด้วย”

        
       นพนภาผลักมุนินทร์ออก มุนินทร์มองนพนภาอย่างตะลึงปนสมเพชแล้วรีบออกไปจากห้อง คว้าพวงหรีดออกมาด้วย นพนภาหลับตาแน่นมือเปื้อนเลือดยกมาป้องหน้า
       มุนินทร์ออกมาหน้าห้อง วางพวงหรีดไว้ที่เก้าอี้ข้างๆ พิงผนังถอนหายใจ ความรู้สึกผิดท่วมท้น หยิบทิชชู่มาเช็ดเลือดที่มือ มองไปที่พวงหรีดก่อนจะหย่อนลงถังขยะแล้วรีบผละไป เนตรนภิศก้าวออกมาหยิบพวงหรีดออกมาจากถังขยะแล้วรีบเข้าห้องนพนภา
       
       เนตรนภิศเข้ามาในห้องพบร่างนพนภานอนตัวสั่นเทา เลือดเปื้อนเต็มที่นอน หลับตาพึมพำด้วยความกลัว
       “อย่า อย่ามาหลอกหลอนฉัน ฉันกลัวแล้ว”
       เนตรนภิศมองพี่สาวอย่างสะใจ มองพวงหรีดในมือ แล้วเกิดความคิดขึ้น ก่อนจะกดปุ่มเรียกพยาบาลทำเสียงตื่นเต้น
       “พยาบาลคะ สายน้ำเกลือหลุด เลือดกระจายเลย รีบมาดูเร็วค่ะ”
       
       สร้อยคำถือแมกกาซีน กาแฟ ของกินเล่นยืนรอลิฟต์ ลิฟต์เปิดออก หมอและพยาบาลก้าวออกมา เห็นมุนินทร์ในชุดดำยืนอยู่ มุนินทร์ถอดแว่นแล้วใบหน้าว่างเปล่า สร้อยคำเบิกตากว้าง มุนินทร์ก้าวออกมาเกือบชนสร้อยคำ มุนินทร์มองอย่างไม่รู้จัก สร้อยคำงงคิดว่าเสแสร้ง ความเกลียดชังเพิ่มขึ้นถอยไป มุนินทร์เมินเดินจากไป สร้อยคำแน่ใจว่ามุนินทร์มาก่อเรื่องจึงถลันเข้าลิฟต์
       สร้อยคำโผล่เข้ามาในห้องนพนภา เห็นนพนภาตื่นอยู่ พยาบาลกำลังพันพลาสเตอร์สายน้ำเกลือให้ใหม่
       นพนภาเปลี่ยนชุดแล้ว ผ้าปูก็เปลี่ยนใหม่ นางพยาบาลอีกนางถือชุดและผ้าเปื้อนเลือดเอาไปส่งซัก เนตรนภิศยืนเป็นห่วงพี่อยู่
       “อะไรกันคะนี่”
       “ก็พี่นภาซีคะ นอนดิ้นจนสายน้ำเกลือหลุด เลือดออกมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ”
       สร้อยคำชั่งใจว่าใช่ฝีมือมุตตาหรือเปล่า นพนภาพูดอย่างเหนื่อยอ่อน สองนางพยาบาลถอยไป
       “นอนดิ้นบ้าอะไร ฉันฝันร้ายต่างหากย่ะ” นพนภาบอกกับสร้อยคำ “หนูฝันเห็นผีนังมุตตา หนูเกิดรู้ขึ้นมาว่ามันตายแล้ว แล้วมายืนเป็นผีอยู่ปลายเตียง มองหนูยังกะจะกินเลือด”
       สร้อยคำขมวดคิ้วมองเนตรนภิศ
       “อู๊ย กินมากก็ฝันมาก หนูเฝ้าอยู่ไม่เห็นมีผีที่ไหนซักตัว”
       “อีกริ่งบ้านี่เสียอีกแล้ว กดเรียกเท่าไรก็ไม่มีใครได้ยิน ทีหลังหนูจะเอาอินเตอร์คอมมาติด ถ้านังพยาบาลทำชักช้าหนูจะได้ด่ามันออกอากาศ นี่ภพไม่มาบ้างหรือคะ”
       “ก็มา แต่พอดีหนูหลับอยู่ทุกที”
       “แล้วทำไมไม่รอให้หนูตื่น ผัวอะไรก็ไม่รู้”
       เนตรนภิศเดินไปยังชั้นฟลอริสต์หยิบถุงใบใหญ่มา พลางเรียกให้นพนภาดู
       “พี่นภาขา นี่มาใหม่ค่ะ คุณหญิงเทพีเทพวยอะไรซักอย่างส่งมา”

 นภาพยักหน้าให้เนตรนภิศสายตามองเลยไป เมื่อแจกันยักษ์ถูกยกออกก็เผยให้เห็นพวงหรีดดอกไม้ขาวดำ นพนภาหน้าเปลี่ยนสี สร้อยคำตกใจ

       
       “นั่น นั่นใคร ส่งพวงหรีดมา”
       นพนภาชี้นิ้วระริกระรัว สร้อยคำหันไปดูแล้วใจหายวาบ เนตรนภิศทำพาซื่อไปหยิบพวงหรีดมาให้
       “ตายจริง”
       “อุ๊ยตาย ใครอุตริขนาดนี้”
       “หรือว่าส่งผิด เอาไปทิ้งเถอะจ้ะ”
       “นังนภิศ ส่งนามบัตรมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
       เนตรนภิศอิดเอื้อนแต่ก็ส่งให้ นพนภารับมาดู หน้าซีดและเขียว พูดเสียงขาดเป็นห้วง
       “อี อีมุตตา อีผีนั่น มันมาจริงๆ กรี๊ด”
       นพนภาเส้นเลือดขมับปูดโปน ร้องกรี๊ดสุดเสียงแล้วหงายพับไป สร้อยคำกับเนตรนภิศร้องอุทาน
       
       คืนนั้นที่ผับ ประพงส์กลัดกระดุมเสื้อแต่งตัวช้าๆ ต้องยังคงอยู่บนเตียง เปลือยมีผ้าห่มคลุมอยู่
       “คืนนี้จะมีการบุกตรวจสายฟ้าแล่บ เธอรู้หรือยัง”
       ต้องมองประพงส์อย่างขมขื่นนิดๆ แล้วพูดประชด
       “ค่ะ รับรองว่าคืนนี้แขกอายุเกิน 20 หมด แล้วไม่มีใครฉี่สีม่วงเด็ดขาด”
       “ดีมาก”
       “คุณชอบใช่ไหม ให้ฉันร่วมมือกับคุณโกงทุกคน แม้แต่แม่ฉัน”
       “งานประเภทนี้ มัวแต่ซื่อสัตย์ก็อยู่ไม่ได้”
       “ใช่ ผับเนี่ยแค่งานบังหน้า เอาเข้าจริงมันคือที่ฟอกเงินของคุณต่างหาก แถมเป็นที่พัก “สินค้า” ของคุณด้วย”
       “รู้แล้วก็เฉยไว้นะ”
       “ก็อยากอยู่ แต่บางครั้งคุณก็โกงฉันด้วย”
       “เธอพูดอะไร”
       “ฉันเพิ่งเจอไอ้แจ็ค มันบอกความจริงทุกอย่างแล้ว เรื่องข่มขืนหลอกๆ นั่น เรื่องที่คุณหลอกแม่ฉันให้ฉันมาทำงานกับคุณ และลวงฉันให้ตกเป็นของคุณ”
       
       ประพงส์หน้าเครียด

 “ผมทำเพราะรักน่ะ  โกรธเหรอ”

       
       “จะไม่โกรธ  ถ้าคุณไว้ชีวิตไอ้แจ็ค  อย่าทำอะไรมันเลยนะ ฉันขอ”
       “ได้ จะพยายาม”
       “คุณเป็นคนดีอยู่อย่าง” ต้องยิ้ม
       “ยังไง”
       “คุณไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นคนดีแบบที่พ่อกับแม่ฉันสร้างภาพอยู่เป็นประจำ”
       “ทำไมเธอเกลียดพ่อแม่ของเธอนัก”
       “สองคนนั่นเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด จนไม่นึกถึงใครแม้แต่ลูกนะซีคะ”
       “สิ่งที่พวกเขาให้เธอมันมากจนเกินพอแล้วมั้งผมว่า”
       “เด็กต้องการความรัก  ความอบอุ่น  ความเข้าใจค่ะ  ไม่ใช่เงินกับของแพงๆ”
       “ที่เธอพูดนี่ก็คือความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน เธอรู้ไหมมีเด็กบางคน  เห็นพ่อทารุณแม่ทุกวันเพราะติดยา  แม่แค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ก็มาระบายทุบตีลูก ลงท้ายแม่เองก็พาลูกวัย 12 ไปขายตัว”
       “จริงเหรอ”
       “เธอเทียบไม่ได้กับที่เด็กนั่นเจ็บปวดหรอก  อ้อ  ผมลืมบอกไปว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กผู้หญิงนะ” ต้องงุนงง 
        
       เจนภพยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องไอซียู ต่อร้องไห้  วีกิจโอบไหล่ปลอบโยน ทั้งคู่มองผ่านกระจก เห็นนพนภานอนไม่ได้สติ สายระโยงระยางเต็มตัว สร้อยคำนั่งอยู่มุมหนึ่ง  เจนภพเวทนาลูกก้าวไปแตะไหล่  
       “ต่อ แม่ไม่เป็นอะไรหรอก”
       ต่อปัดมือพ่อออกมองอย่างเจ็บแค้น เจนภพตกใจแล้วโกรธ
       “ถ้าแม่เป็นอะไรไป  ผมไม่มีวันยกโทษให้พ่อ  ไม่มีวัน”
       “ไอ้ต่อ”
       “ต่อ ใจเย็นๆ”
       “โธ่เอ๋ยลูก  พูดอะไรอย่างงั้น  แม่ไม่เป็นอะไรหรอก”
       
       สร้อยคำปลอบ

 เจนภพเดินออกมาพร้อมวีกิจ  สร้อยคำตามมา  นภางค์ถือพวงหรีดน้ำตาไหล เนตรนภิศนั่งปลอบแม่อยู่ข้างๆ  นภางค์เห็นเจนภพลุกพรวดทันที เข้ามาตบหน้าเจนภพฉาดใหญ่  พร้อมทุบตี  เนตรนภิศ  สร้อยคำเข้าห้าม

        
       “แก แกร่วมมือกับนังมุตตา เอาพวงหรีดมาให้ลูกสาวฉันใช่ไหม แกอยากให้มันตายเสียเดี๋ยวนี้เลยใช่ไหม”
       “ผมไม่รู้เรื่องนะครับ”
       “ยังจะมาโกหก  ถ้าลูกฉันตาย ฉันจะตั้งข้อหาว่าแกฆาตกรรมลูกฉันคอยดู” 
       นภางค์ปาพวงหรีดใส่หน้าเจนภพ  เจนภพผลุนผลันออกไปทันที นภางค์ร้องไห้
       “ทำใจดีๆ ค่ะคุณแม่”
       เนตรนภิศพานภางค์แยกไป วีกิจหยิบพวงหรีดขึ้น  ขบกรามแน่น  
       “แม่แน่ใจนะครับว่าเห็นมุตตาจริงๆ”
       “แม่ไม่ตาฝาดหรอก  เขาทำเป็นจำแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ  นายกิจ  แม่รู้ว่าแกยังเจ็บปวดอยู่  แต่เราต้องตัดใจนะลูก  ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน เลิกรักเขาซะ”
       “แม่ฮะ  ผมเคยรักเขามากเหลือเกิน  แต่ตอนนี้ผมรู้ว่าผมยิ่งรักเขาแค่ไหนก็ยิ่งเกลียดเขาแค่นั้น”
       “สัญญากับแม่นะตากิจ  ว่าไม่ว่ายังไงแกก็จะไม่เอามุตตามาเกี่ยวข้องกับเราอีก”
       “ผมขอสัญญาด้วยชีวิต  ผมจะไม่มีวันเอามุตตามาเป็นลูกสะใภ้ของแม่แน่ๆ”
       
       สร้อยคำพยักหน้า  วีกิจนิ่ง  ความรักความแค้นพุ่งขึ้นอีก

 รุ่งขึ้นที่คอนโดมุนินทร์ ลูกศรถึงกับอึ้งเมื่อฟังคำสารภาพของมุนินทร์  

       
       “เธอทำเกินกว่าเหตุแล้วนิน นี่มันจะอาฆาตพยาบาทอะไรกันนักหนาพอได้แล้วนะนิน”
       “พอเห็นเลือดของคุณนพนภา เห็นสภาพน่าสังเวชของเธอ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าฉันกำลังฆ่าคนอีกคนแล้วหรือ  ฉันทำไปได้ยังไง”
       “สำนึกแล้วใช่ไหม”
       มุนินทร์พยักหน้า
       “ฉันไม่จองเวรล้างผลาญใครอีกแล้ว”
       มุนินทร์ถอนใจ 
       มุนินทร์เปิดประตูออกมาส่งลูกศร 
                   “เทคแคร์นะ อย่าให้ใครหรืออะไรมาชักจูงเธอได้อีก”
       “จ้ะ”
       ลูกศรแยกไป มุนินทร์กลับเข้าห้อง ร่างของวีกิจก้าวออกมาจากมุมมืด ตาวาวโรจน์
       ภายในห้อง มุนินทร์จะกลับไปมุม Pantry  เสียงกริ่งประตูดังขึ้น  มุนินทร์กลับมาเปิดประตู
       “ลืมอะไรเหรอศร”
       วีกิจยืนหน้าเครียดอยู่  มุนินทร์จะปิดประตูแต่วีกิจผลักประตูเข้ามา และปิดประตูอย่างแรง
        
       มุนินทร์ถอยกรูดมากลางโถง ได้กลิ่นเหล้าจากร่างวีกิจ  วีกิจเคราครึ้มหน้าหมองคล้ำผิดจากที่เคย
       “มีธุระอะไรหรือคะ”
       “ผมมีเรื่องมาตกลงกับคุณ”
       “นี่คุณเมามาหรือคะ”
       “เมา แต่ก็ไม่ถึงตายหรอก”
       มุนินทร์ยักไหล่เดินไปกลางห้องอย่างไม่แยแส
       “พูดมาซีคะ  ธุระของคุณน่ะ”
       “ผมอยากจะบอกคุณว่า ผมทนเห็นคุณทำตัวอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
       “งั้นก็อย่ามองซีคะ บางทีสายตาของคุณอาจจะลวงคุณก็ได้”
       “ไม่  ผมตาสว่างแล้ว  สว่างพอที่จะเห็นตัวจริงของคุณ  ตัวจริงที่คุณสร้างภาพว่าแสนซื่อบริสุทธิ์  แต่ที่จริงแล้วคุณมันแค่หญิงโสมมทั้งกายทั้งใจ  รู้ไหม ตอนนี้อานภาช็อคเพราะพวงหรีดของคุณ  ถ้าหมอช่วยไม่ทันก็ตายไปแล้ว”
       มุนินทร์เลิกคิ้วงงกับกรณีพวงหรีด            

 “อะไรนะคะ”

       “คุณจะบอกว่าคุณไม่ได้เอาพวงหรีดนั่นไปล่ะซี”
       มุนินทร์เห็นท่าทีวีกิจก็ยิ่งน้อยใจจึงยิ้มแย้ม
       “อ๋อ  ฉันเอาไปจริงๆ ค่ะ  แต่ฉันทิ้งลง...” มุนินทร์เห็นสายตาไม่เชื่อถือของวีกิจมองมาเลยไม่จำเป็นต้องแก้ตัว เปลี่ยนท่าทีเป็นเย้ยหยัน “ช็อคเลยหรือคะ แต่ไม่ถึงตายนี่  น่าเสียดายจัง”
       “คุณคิดว่าอานภาตาย  อาภพจะได้เป็นของคุณคนเดียว  มันไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก”
       “แต่อะไรยากๆ  ฉันก็ทำได้มาตั้งเยอะแล้วนะคะ”
       “คุณตั้งใจฆ่าอานภาใช่ไหม”
       “ฉันรู้แต่ว่าถ้าเขามัวป่วยอยู่หนึ่งวัน  ฉันจะแซงหน้าเขาไปหนึ่งปี”
                   วีกิจโกรธมากขึ้น
       “ผมขอร้อง  เด็กสามคนนั่นเป็นหลานผม  อย่าให้แกต้องเสียแม่”
       “แล้วแม่ฉันที่ต้องเสียทั้งลูกทั้งหลานไปในคราวเดียวล่ะคะ”
       วีกิจไม่เข้าใจ คิดแต่ว่ามุนินทร์เล่นลิ้นพูดเพ้อเจ้อก็ยิ่งชัง
       “คุณบอกมา  คุณจะให้ผมทำยังไง  ผมยอมทำทุกอย่าง”
       มุนินทร์มองเห็นความเกลียดชังของวีกิจก็ยิ่งสะเทือนใจ เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างตาวาวก้าวมาใกล้
       “คุณจะพูดเรื่องคุกเข่าต่อหน้าฉันอีกหรือคะ”
       วีกิจกัดริมฝีปาก  มุนินทร์เชิดหน้าถอยไปนั่งลงยกเท้าข้างหนึ่งชี้ยื่นมา เสื้อคลุมแหวกเห็นช่วงขาเรียวงาม
       “ก็ได้  ฉันต้องการให้คุณพาอาผู้ชายกับอาสะใภ้มาคุกเข่าขออโหสิกรรมแทบเท้าฉัน ในนามมุตตาแล้วฉันจะยุติเรื่องราวทั้งหมด”
       “เป็นไปไม่ได้  มันมากเกินไป  อานภาเคยทำให้คุณอับอาย  แต่คุณก็โต้ตอบแล้วไม่ใช่หรือ”
       “อานภาของคุณเสียแค่ตบเดียว น้อยกว่าที่ฉันสูญเสีย”
       “คุณรักอาภพอย่างแท้จริงซีนะ  ไม่รู้เลยหรือว่าคนอย่างอาภพเขาไม่ยอมสูญเสียเพื่อแลกกับสิ่งไม่มีค่า อย่างคุณหรอก”
       วีกิจเจ็บในใจ  มุนินทร์เลิกคิ้วยิ้มยั่ว
       “คุณสำคัญตัวผิดอีกแล้วล่ะค่ะ  คุณไม่มีสิทธิ์มาประเมินฉันว่ามีค่าแค่ไหน  ปล่อยให้คนที่เขาจ่าย เป็นคนประเมินดีกว่า”
       “อ้อ   ทุกอย่างคือราคา  ทั้งอาภพทั้งเจ้าบอสนั่น คงเป็นสปอนเซอร์ให้จนคุ้มถึงได้พาขึ้นเตียงลงเตียงกันทั้งวันทั้งคืน”
       “ใครว่าฉันต้องใช้เตียงคะ  ฉันใช้แค่ตัวก็พอแล้ว” 
       
       วีกิจสุดทน  เข้ากอดปล้ำมุนินทร์

 “งั้นผมขอใช้บริการด้วยคนก็แล้วกัน รับรองจ่ายให้คุ้มแน่”

       “ปล่อยฉัน”
       “ผมอยากรู้นักว่าผมเป็นผู้ชายคนที่เท่าไรของคุณ ถึงร้อยไหม”
       มุนินทร์ผลักวีกิจหลุด แล้ววิ่งเข้าห้องด้านใน วีกิจไล่ตาม
       
       วีกิจกระชากร่างของมุนินทร์เข้ามาทั้งกอดทั้งปล้ำ กระแทกร่างมุนินทร์กับผนัง เบียดร่างทาบทับจนมุนินทร์ดิ้นไม่หลุด
       “วันนึงๆ คุณรับแขกได้กี่คน จะรับเพิ่มอีกซักคนคงไม่ว่า ชอบล่ะซี เป็นนางบำเรอให้ผู้ชายพร้อมๆ กันน่ะ”
       มุนินทร์ยิ่งรักยิ่งโกรธ ยิ่งรับสมอ้าง ทำท่ายั่วยวน
       “ตาย ทำไมไม่คิดบ้างว่าผู้ชายพวกนั้นต่างหากที่คอยบำรุงบำเรอฉัน”
       วีกิจรดริมฝีปากจูบมุนินทร์อย่างรุนแรง เร่าร้อน มุนินทร์เบือนหน้าหนี น้ำตาไหลพราก
       “ไม่ต้องมาบีบน้ำตา คุณมันแพศยา อย่างนี้ใช่ไหมที่คุณต้องการ”
       มุนินทร์หน้าเชิดขึ้น ยิ่งประชด
       “เปล่า คุณไม่ได้ครึ่งอาภพของคุณ คุณน่ะมันอ่อนหัด”
       “ได้ ผมจะพิสูจน์ว่าผมไม่แพ้ใครต่อใครที่คุณเคยผ่านมา”
       วีกิจกระชากเสื้อคลุมมุตตาแบะออก มุนินทร์ร้องวี๊ด เห็นเสื้อชุดนอนบางเบาสีขาวสะอาดข้างใน วีกิจระดมจูบทั่วใบหน้าอย่างรุนแรง มุนินทร์ดิ้นรน ความเก่งกาจหายไปหมด
       “วีกิจ อย่า”
       วีกิจกระชากเสื้อคลุมหล่นจากตัว มุนินทร์กรี๊ด วีกิจดึงร่างของมุนินทร์อุ้มขึ้นแล้วพาเข้าห้องนอน
       
       มุนินทร์ถูกโยนลงบนเตียงอย่างแรง วีกิจปลดกระดุมเสื้อ ดึงเสื้อเชิ้ตออก ท่อนบนเปลือยเปล่า มุนินทร์จะหนี วีกิจเข้าปล้ำกอดรัดแล้วเหวี่ยงร่างมุนินทร์ลงกับเตียงยึดแขนมุนินทร์ไว้ วีกิจตาวาววับคุโชนด้วยความรักและแค้น
       “เมื่อก่อน คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้คุณทำให้ผมอยากเป็นคนเลว เลวที่สุดที่จะเลวได้”
       “ไม่ ถ้าคุณเคยรักฉัน ถ้าคุณเคยรักตา กรุณาหยุด”
       “ใครบอกว่าผมเคยรักคุณ คุณสำคัญตัวผิดแล้ว ผมแค่เคลิบเคลิ้มไปกับมายาสาไถยของคุณเท่านั้น” มุนินทร์ตัวชา แม้รู้ว่าวีกิจโกรธเข้าใจผิด แต่ก็น้อยใจขมขื่นรุนแรง วีกิจเข้ากอดรัดจูบลงบนหน้าริมฝีปาก แล้วปล่อยมองอย่างจงชัง “ผมไม่เคยรักคุณ”
       วีกิจปล้ำจูบมุนินทร์อย่างเร่าร้อนรุนแรง ดอกไม้คริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงล้มฟาดลงตามแรงสะเทือน กลีบดอกแตกร้าวราน

เวลาผ่านไป มุนินทร์นอนซบหน้ากับหมอน น้ำตายังเป็นคราบอยู่บนใบหน้า วีกิจนอนเปลือยท่อนบน สีหน้านั้นสงสัยงุนงง นิ่งงันอยู่ พยายามรวบรวมสติ ความรักความแค้นจางลงเหลือเพียงความรักและไม่เข้าใจและความรับรู้ใหม่ที่เข้ามา วีกิจเอื้อมมือไปแตะแผ่นหลังเปล่าเปลือยของมุนินทร์

        
       “อย่าแตะต้องตัวฉัน”
       วีกิจชะงักมือ
       “ผม ผมขอโทษ”
       มุนินทร์ลุกขึ้น ดึงผ้าห่มมาคลุมร่าง หันหลังให้วีกิจ
       ความรู้สึกของวีกิจตอนนี้ความรักความแค้นจางลงเหลือเพียงความรักและไม่เข้าใจและความรับรู้ใหม่ที่เข้ามา
       มุนินทร์เชิดหน้า เปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่แยแส เล่นละครบทนางร้ายใหม่ ปากยิ้มเยาะ
       “ไงคะ สมใจคุณหรือยัง ผู้ชายนี่ ไม่ว่ารักหรือเกลียดก็ต้องมาจบลงบนเตียงเสมอ”
       “คุณ”
       มุนินทร์ถอนใจก้าวเดินพูดยิ้มๆ
       “อาของคุณบอกว่าคุณไม่ต่างจากเขา ฉันไม่เชื่อ แต่วันนี้คุณได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าอาคุณถูก คุณไม่ต่างจากอาคุณแม้สักนิด”
       “นิน” มุนินทร์ตัวชาไปนิดหนึ่ง มองวีกิจเหมือนจะให้ทะลุกับการที่เรียกเธอว่านิน “ผมขอโทษ”
       “ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่ต้อง ตามหลักก็คือ เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ต้องรีบแต่งตัวแยกย้ายกันกลับ” มุนินทร์โยนเสื้อกางเกงให้วีกิจแต่งตัวแล้วกอดอกเมินไป วีกิจแต่งตัวอย่างใจไม่อยู่กับตัว “เชิญกลับไปได้แล้ว”
       มุนินทร์หมุนตัว ชายผ้าเขี่ยดอกไม้แก้วดังกริ๊ง ดอกไม้คริสตัลแตกสลาย มุนินทร์ชะงักหยิบมาแล้วใจหาย วีกิจมองใจหายยิ่งกว่า มุนินทร์เงยหน้าขึ้นเย็นชา
       “เชิญค่ะ”
       
       มุนินทร์อยู่ในชุดเสื้อคลุมยาว วีกิจรีรอลังเลสับสนอยู่หน้าประตู
       “ตอนนี้คือช่วงร่ำลากันอย่างอึดอัดไงคะ”
       “ผมจะโทรมา”
       “ไม่ค่ะ ต่อไปนี้เราจะไม่มีการติดต่อกันอีก เป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น” วีกิจหน้าเผือดมองต่ำลง ในมือมุนินทร์ยังมีดอกไม้แก้ว “ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ มันแตกไปแล้วไม่สามารถประสานได้ใหม่หรอก”
       วีกิจก้าวออกจากห้อง มุนินทร์ขยับประตูปิดลงแต่แล้วก็เปิดประตูออกมาใหม่ วีกิจมีหวังขึ้นนิด แต่มุนินทร์ยิ้มเยาะ
       “อ้อ ที่คุณถามว่าเป็นคนที่เท่าไร เสียใจด้วยนะคะ ฉันไม่เคยนับ”
       มุนินทร์ปิดประตูลงอีกครั้ง วีกิจยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าสับสนอลหม่าน
       
       “แต่ผม คือคนแรกของคุณ”

  เย็นวันเดียวกันนั้น วีกิจยืนอยู่ที่ร้านริมน้ำเพียงลำพัง มองเหม่อไปในสายน้ำ มือถือแจ็คเก็ตของมุนินทร์ ลมพัดผ่านมา วีกิจใส่เสื้อของมุนินทร์ กอดอกแต่ดูราวกอดเจ้าของเสื้อไว้ สีหน้าสับสนถึงขีดสุด

       
       มุนินทร์นั่งพิงโซฟาพนักเตียง ดวงตาเจ็บช้ำ แต่กลับมีความสงบบางอย่าง พรายน้ำผุดขึ้น ร่างของมุตตานั่งลงตรงข้าม
       “ตอนนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรจากฉันแล้ว เสียคนเพราะผู้ชาย” มุนินทร์มองนิ่ง “ฉันตกเป็นเหยื่อของผู้ชายที่ฉันรัก เธอก็ตกเป็นเหยื่อของผู้ชายที่เธอรักเหมือนกัน น่าสมเพชสิ้นดี เธอต้องล้างแค้นต่อไป”
       “ไม่ พอกันที ฉันรู้แล้วว่าเวรจะจบไม่ได้ด้วยการจองเวร เวรจะระงับได้ด้วยการอโหสิกรรมเท่านั้น”
       “เธอกำลังแพ้”
       “หยุดเถอะ เธอไม่ใช่ตา”
       “อะไรนะ”
       “ตาไม่มีวันพูดแบบนั้น เพราะตาไม่ใช่คนอาฆาตพยาบาท ตาดีงามเกินกว่าจะไปสู้รบจองเวรกับความชั่ว”มุนินทร์ยืดตัวตรง ก้าวเข้าหามุตตาผู้ชั่วร้ายตรงหน้า “เธอ ไม่ใช่ตา” มุตตาดูคล้ายผงะไป ดวงหน้าปีศาจดูคล้ายฉงนฉงาย “แต่เธอคือความโง่เขลา ความอาฆาตพยาบาท ความสำนึกผิดโง่ๆ ที่อยากจะไถ่โทษตัวเอง ว่าฉันคือคนที่ผลักดันให้ตาตาย เธอคือตัวฉันเอง”
       มุตตามองมา ดวงหน้าปีศาจแปรเปลี่ยนกลายเป็นมุตตาที่งดงามกระจ่างสดใส ร่างมุตตาสลายไปมุนินทร์ถอนใจ โล่งอกกับทุกสิ่ง
       
       วันต่อมาที่ห้องทำงานกริบ กริบนั่งอยู่ที่โต๊ะวีกิจนั่งอยู่ตรงข้าม
       “คุณลูกศรเป็นด็อกเตอร์เชียวหรือวะ” วีกิจถามอย่างไม่อยากเชื่อ
       “เปล่า จบมาสเตอร์ดีกรีทางคอมพิวเตอร์ เอนจิเนียริ่ง ที่ข้าบอกว่าเป็นด็อกเตอร์ก็เพื่อเบรกยายปริมนั่น ตกลงแกมาหาฉันด้วยเรื่องคุณลูกศรเหรอวะ”
       “เปล่า มันคือเรื่องของมุตตาต่างหาก แกเคยตั้งข้อสังเกตใช่ไหมว่ารูปของมุตตาสองรูปถ่ายห่างกันหนึ่งปี เหมือนไม่ใช่คนเดียวกัน”
       วีกิจหยิบรูปของมุตตาและมุนินทร์ในอัลบั้มมาให้กริบดู
       “ใช่ ทั้งมู้ด ทั้งฟีล เหมือนคนละคน”
       “แล้วถ้าเป็นคนละคนจริงๆ ล่ะวะ”
       กริบเขม้นมองวีกิจ
       “แกกำลังจะบอกอะไรฉันวะ”
       วีกิจไม่ตอบ มองรูปมุนินทร์ในมือถืออย่างสงสัยใคร่รู้
       “แกดูลายเซ็นแล้วแยกออกไหม”
       “สายตาระดับฉัน ไม่มีใครปลอมแล้วหลอกฉันได้อยู่แล้ว”
       “งั้นดูนี่” วีกิจหยิบเอกสารจากกระเป๋า เป็นสำเนาลายเซ็นของมุตตาและมุนินทร์ให้กริบ “ไปค้นที่กองมาให้ นี่ตอนที่มุตตามาทำงาน และนี่ลายเซ็นรับเงินเดือนงวดสุดท้ายของเธอ ตอนที่เธอลาออกแล้ว”
       กริบหยิบแว่นมาใส่ เขม้นมอง
       “เหมือนกันมากจนแทบแยกไม่ออก เฮ้ย ขอเวลาพิสูจน์อักษรหน่อยว่ะ”

  นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มือถือดังขึ้น 

        
       “คะ พ่อ”
       “เป็นยังไงบ้างลูก”
       “พ่อ หนูคิดถึงพ่อจัง คิดถึงแม่ด้วย”
       มุนินทร์เสียงเครือน้ำตารื้นขึ้น แปลกแต่งชุดดำยืนโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ระเบียงบ้าน หัวเราะเบาๆ ปลอบโยน
       “อะไรกันหือม์ ใจแข็งเป็นหินมาตั้งแต่เด็ก จะมาขี้แยอะไรเอาป่านนี้ เป็นอะไรไปลูก”
       มุนินทร์อุ่นใจขึ้นนิดหน่อย
       “หนู หนูคิดถึงตาค่ะ”
       “ตาสุขสงบแล้วล่ะ นิน” ขณะนั้นพิณเท้าสะเอวด่าไล่เบี้ยคนงานอยู่ แปลกต้องเอามือป้องโทรศัพท์เดินหนี “จะโทรมาบอก พ่อกับแม่เพิ่งไปงานสวดศพมาลูก จำรินได้ไหมลูก”
       “ริน รินลดาตายแล้วหรือคะ”
       “ไม่ใช่ลูก คนตายน่ะแม่ลัดดา ไม่รู้พยาบาลลูกยังไง จู่ๆ ก็ล้ม เข้าโรงพยาบาลได้วันเดียวก็ไป”
       มุนินทร์สะเทือนใจ
       “โธ่เอ๊ย น้าลัดดา”
       “หมอบีบอกไม่ได้ติดโรคร้ายหรอกลูก แต่แกตรอมใจที่ชาวบ้านทำเหมือนบ้านแกเป็นบ้านกาลกิณี” แปลกมีแววสำนึกผิด “แต่ก่อนพ่อกับแม่ก็ห้ามไม่ให้ตาไปยุ่งกับริน แต่พอตาตายพ่อถึงได้สติ”
       “กว่าเราจะได้สติ เราก็ทำอะไรแย่ๆ ไปมากเหลือเกิน แล้วรินจะอยู่ยังไงกันคะ”
       “รินท้องใหญ่มากแล้วลูก ยังหลบหน้าหลบตาคนอยู่”
       “พ่อคะ วันนี้ทำให้หนูคิดอะไรได้หลายเรื่อง ในโลกนี้มีคนทุกข์มากมาย บางคนทุกข์กว่าเราหลายเท่า แต่เรามัวแต่หมกมุ่น ขยายทุกข์ของเราให้มันทบทวีมากขึ้น”
       “ทุกอย่างเกิดจากจิตเราปรุงแต่งนั่นแหละลูก หยุดปรุงหยุดแต่งก็จะเห็นว่าทุกอย่างมันก็แค่นั้นเอง” มุนินทร์นิ่งฟัง “ใกล้วันงานแล้วนะลูก หนูจัดการเรื่องตาเรียบร้อยหรือยัง”
       
       “ไม่เรียบร้อยอย่างที่หนูตั้งใจหรอกค่ะ หนูเปลี่ยนใจแล้ว หนูจะปิดบัญชีเสียที

  ต้องนอนอยู่บนเตียงที่ห้องพักในผับแต่งตัวเรียบร้อย ในมือถือรีโมททีวีเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ ประพงส์กำลังเข้าเน็ตเหมือนกำลังติดต่อออนไลน์กับลูกน้อง ต้องเหลือบดูประพงส์ มือกดรีโมท ภาพในทีวี มีภาพนิ่งของแจ็คจากบัตรประชาชน ภาพข่าวเห็นภาพศพที่นอนตายในกระท่อมเล็กๆ มีโมเสดบังศพ ต้องเปิดเสียงทีวีให้ดังขึ้น เบิกตากว้าง

       
       “พบศพนายจักรพงศ์ วิสุทธิ์ หรือแจ็ค นอนตายในรีสอร์ทที่เสม็ดคาดว่าผู้ตายเสพยาเกินขนาด”
       ต้องยกมือปิดปากขยับตัวนั่ง ประพงส์หันมา
       “เป็นอะไรต้อง”
       “แจ็คตายแล้ว คุณฆ่ามันใช่ไหม”
       “โดนวิสามัญละมั้ง ผมไม่รู้เรื่องด้วย”
       “อย่ามาโกหก คุณนั่นแหละที่ฆ่ามัน”
       “ไม่ต้องโวยวายได้ไหม”
       “คุณสัญญากับฉันแล้วนี่ว่าจะไม่ฆ่ามัน มันเป็นเพื่อนฉัน”
       “ฉันไม่ได้สัญญากับเธอ ฉันบอกแค่ว่าจะพยายาม”
       “เลว”
       ต้องตบหน้าประพงส์ ประพงส์ตบสวนกลับ ต้องกรี๊ดล้มไปบนโซฟา
       “อย่าทำแบบนี้กับฉันอีก ไม่งั้นฉันหมดความพิศวาสในตัวเธอได้ง่ายๆ”
       
       ประพงส์ออกจากห้องไป ต้องสะอื้นไห้

วันต่อมาที่เคาน์เตอร์แบงค์ กริบออกมาพบมุนินทร์ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะพนักงาน 

        
       
       “สวัสดีครับคุณมุตตา ปิดบัญชีเหรอครับ”
       “ค่ะ”
       “ทำไมล่ะครับ”
       “ตาไม่ได้ทำงานที่กองแล้วนี่คะ”
       “งั้น ช่วยเซ็นตรงนี้หน่อยครับ”
       กริบเลื่อนเอกสารให้เซ็น มุนินทร์จะลงมือเซ็น กริบมองด้วยสายตาเหยี่ยว มุนินทร์ขยับมือแล้วลงเซ็นช้าๆ แบบการลอกลายมือ กริบมองอย่างรู้ทันเหลือบไปมองวีกิจที่แอบมองอยู่
       
       วีกิจนั่งอยู่ตรงหน้ากริบที่ยิ้มกริ่ม วีกิจกำลังดูลายเซ็นของมุนินทร์ที่เพิ่งเซ็นหมาดๆ
       “ทีแรกลายเซ็นที่แกเอามาให้ดู ฉันยังไม่แน่ใจแต่วันนี้ชัดว่ะ”
       “ยังไง”
       “เขาเซ็นลายเซ็นไม่เหมือนกับที่เคยเซ็นเอาไว้ พอให้ดูเทียบก็เซ็นพอคล้าย แต่น้ำหนักมือไม่ใช่”
       “แปลว่าเขาไม่ใช่มุตตา แต่เป็นคนอื่นแน่ๆ”
       “แล้วเขาเป็นใครวะ”
       “ฝาแฝดเหมือน” วีกิจตาเป็นประกาย ความดีใจบางอย่างกลบความขมขื่นลงไปบ้าง “แกรู้ไหม เขาประกาศอยู่ตลอดว่าเขาไม่ใช่คนที่ฉันคิด ตาเรียกตัวเองว่าตา เขาเรียกตัวเองว่าฉัน เขาพูดคำว่าตากับฉันสลับกันอยู่ตลอด เพื่อจะบอกว่าเขาคืออีกคน และตาคืออีกคน แต่ฉันก็โง่โคตรเลย”
       “แล้วแกไม่รู้มาก่อนหรือว่า มุตตามีฝาแฝด”
       “ตาเคยเล่าว่ามีพี่สาวเรียนโทอยู่อเมริกา หาเงินส่งมาบ้านปีละเป็นล้าน แต่ฉันจำได้ว่าตาพูดว่าพี่สาวไม่เหมือนตาเลยจนนิดเดียว ทำให้ฉันไม่ทันคิด”
       “อย่างงี้ง่าย เสิร์ชดูเลยดีกว่า ใช้ครอบครัวจงสวัสดิ์นั่นแหละนำทาง”
       
       กริบเข้าเว็บเสิร์ชทันที

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 12 พ.ย. 55 16:52:58
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน