แรงเงา ตอนที่ 17

 
แรงเงา ตอนที่ 17

แรงเงา ตอนที่ 17

 ต่อมาที่กระทรวง รัชนกกำลังพูดโทรศัพท์มือชงกาแฟไปด้วย วีกิจเดินเข้ามาแล้วชะงักเพราะมองจากด้านหลังรัชนกแต่งเป็นมุตตาทุกอย่าง

        
       “ช่วงนี้พี่ตาโทรมาบ่อยมากค่ะ ผ.อ.กลับดึกใช่ไหมคะ คุณนพนภาอย่าเพิ่งคิดมากนะคะ นกจะช่วยดูแบบเนื้อๆ เน้นๆ เองค่ะ ค่ะ ค่ะ”
       รัชนกวางหู หันมาเห็นวีกิจยืนมองอย่างเย็นชา
       “มุตตาที่พยายามรายงานเรื่องอาภพอยู่ตอนนี้ เป็นมุตตาคนเดียวกับที่พาผมไปขึ้นเตียงคุณใช่ไหมฮะ”
       รัชนกเอามือทาบอก
       “ตายจริง พี่ตาเคยพาคุณวีกิจ เอ่อ ขึ้นเตียงด้วยหรือคะ”
       “นี่คุณมีความละอายบ้างไหม”
       “นกเป็นคนขี้อายออกค่ะ ใครๆ ก็รู้”
       “คุณทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็น”
       “เชื่อเถอะค่ะว่านี่ของจริง” รัชนกลูบหน้าลงมาจนถึงเนินอก “ไม่มีซิลิโคนปลอมปน”
       แจงจิตโผล่มา รัชนกทำแป๋ว ยกถ้วยกาแฟบังอกเดินไป แจงจิตถือแฟ้มบางมาด้วย
       “ต๊าย คิดว่ามุตตา อ้อ คุณกิจ พี่เตรียมแฟ้มประวัติมุตตาเอาไว้ให้แล้ว จะเอาไปทำไมฮึ”
       “ช่วงนี้ผมจะลางาน ผมอยากไปเยี่ยมตาซักหน่อยครับ”
       
       คืนนั้นหลังจากเสร็จงานเจนภพเดินตรงมายังรถเบนซ์ด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย รัชนกหอบแฟ้มเดินผ่านมาแล้วมืออ่อน แฟ้มหล่นกระจายหน้าเจนภพ
       “ว้าย”
       รัชนกนั่งลงเก็บเห็นอกวอมแวม เจนภพยืนดูแววตากริ่มขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วได้สติหยุดคิด ก้าวไปช่วยเก็บ รัชนกยิ้มซื่อ
       “ทำงานดึกนะครับวันนี้”
       “ไม่รู้ว่ารถหมดหรือยังน่ะซีคะ ไม่งั้นนกลำบากแย่เลย”
       “งั้นเดี๋ยวผมไปส่งเอง”
       เจนภพพารัชนกมาขึ้นรถ รัชนกยิ้ม
       
       ก่อนกลับบ้านเจนภพพารัชนกแวะทานอาหารที่ร้านอาหารกึ่งผับ ภายในร้านจุดเทียนตามโต๊ะมลังเมลือง รัชนกจิบไวน์ เจนภพนั่งอยู่ตรงข้ามมองดู
       “คุณแต่งตัวอย่างนี้เหมือนตามากนะ”
       “นกคิดถึงพี่ตาจังค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าพี่ตาจะก่อเรื่องได้ขนาดนี้”
       “ผมเองนั่นแหละเป็นต้นเหตุ”
       รัชนกโน้มตัวมาใกล้ ผมปอยหนึ่งตกระหน้า รินไวน์ให้เจนภพจนหมดขวด
       “ไวน์หมดแล้วค่ะ ผ.อ.”
       “เอามาเพิ่มอีกขวดก็แล้วกัน นี่คุณใส่น้ำหอมกลิ่นเดียวกับตาด้วยหรือนี่”
       “นกกับพี่ตาสนิทกันมากนี่คะ เรามีอะไรเหมือนกันตั้งหลายอย่าง”
       รัชนกมองเจนภพแล้วหลบตากึ่งอายกึ่งอ่อย เจนภพยกไวน์ดื่มหมดแก้วภาพที่มองผ่านแก้วและแสงเทียนดูพร่าเลือนจนรัชนกดูคล้ายมุตตาไปทุกที
       
       พอออกจากร้านอาหารรัชนกพาเจนภพมาที่คอนโดของเธอ เจนภพนอนบนเตียงปรือตาขึ้น รัชนกก้มต่ำมาดวงตาเยิ้มฉ่ำ ปากเผยอเชิญชวน เจนภพกอดรัด ภาพทั้งหมดพร่าซ้อนเจนภพเห็นรัชนกเป็นมุตตา
       “ตา ผมคิดถึงตามากเหลือเกิน รู้ไหมผมรักตาแค่ไหน รักจนไม่มีวันลบตาไปจากใจได้”
       “ค่ะ ผ.อ.”
       “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ผมต้องกลับไปดูแลลูก ดูแลเมียจริงๆ เสียที” รัชนกเลิกคิ้ว ปลดเสื้อตกจากไหล่ “แต่ ผมขอตามใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย”
       “แต่ครั้งเดียว ไม่เคยพอนะคะ”
       รัชนกดึงเจนภพมา ผมรุ่ยร่ายบังหน้าบังตา อกดูวับแวม เจนภพกอดรัดอย่างสุดรัก
       
       เกมพิศวาสผ่านไป เจนภพนอนสลบไสลเพราะพิษไวน์ ใบหน้าหล่อเหลา รัชนกนอนตะแคงผมยาวรุ่ยร่าย ปากคาบผมบางเส้น มองเจนภพด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความใคร่ แต่คือเกมแสนสนุก
       รัชนกลุกขึ้นหันมาปลายเตียงกล้องดีวีดีถูกตั้งบนขาตั้งถ่ายเหตุการณ์เมื่อครู่ เปิดกว้างออกเห็นว่าศักดิ์ชายยืนอยู่ เช็คดูภาพในกล้องแล้วพยักหน้าพอใจ
       “แสงแค่นี้ ถ่ายติดหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “ติดซี มาดูเอาเอง แค่แสงเทียน พี่ยังถ่ายติดเลย”
       รัชนกดูภาพแล้วหัวเราะคิกคัก โอบกอดศักดิ์ชายอย่างรักใคร่
       
       คืนเดียวกันนั้นมุนินทร์ทำงานอยู่กับบ้านนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ลูกศรอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเอาลิลลี่ช่อใหญ่มาปักแจกันแล้วเอาทิชชู่รูดเกสรทิ้ง
       “เธอทำอะไรน่ะ”
       “เอาเกสรมันทิ้งน่ะซี ถ้าโดนเข้าก็อาจจะแพ้ได้”
       “ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องพวกนี้เลย”
       “เพราะเธอโง่น่ะซี”
       ลูกศรล้อเล่น มุนินทร์ยิ้มเศร้าๆ
       “แต่ตาคงรู้เรื่องพวกนี้ดี เพราะตาชอบดอกลิลลี่เหลือเกิน”
       ลูกศรเอาแจกันมาตั้งใกล้มุนินทร์ กลิ่นลิลลี่อบอวลไปทั่ว มุนินทร์ปิดโน้ตบุ๊คลง
       “นิน เรื่องของตาเป็นยังไงกันแน่” ลูกศรนั่งลง “ถึงเวลาที่เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมดได้แล้ว”
       มุนินทร์มองลูกศรอย่างชั่งใจแล้วตัดสินใจเล่า
       
       “วันที่ฉันกลับมารับงานที่กรุงเทพฯ กลับมาครั้งนี้ฉันตั้งใจจะเป็นพี่สาวที่ดีของตาเสียที แต่แล้ว...”

มุนินทร์เล่าเหตุการณ์วันที่เธอกลับถึงบ้าน แสงสีขาวจากฟ้าแลบสว่างไปทั่ว รถตู้แล่นมาจอดหน้าบ้าน มุนินทร์ก้าวลงจากรถใส่เสื้อโค้ชที่กันน้ำได้ มองดูบ้านตรงหน้าฝนตกพร่างพรายลงมา 

        
       มุนินทร์วิ่งเข้าบ้านเดินไปในบ้านที่มืดมิด เดินขึ้นบันไดไป ฟ้าแลบด้านนอกส่องเข้ามาเป็นระยะ
       มุนินทร์ผลักประตูห้องนอนเข้าไป ในห้องมืดมิดยังไม่เห็นอะไร มุนินทร์ควานหาสวิตช์ไฟ ฟ้าแลบสว่าง เห็นร่างมุตตาแขวนห้อยจากขื่อ มุนินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด ฟ้าแลบสว่างทาบลงบนหน้าสงบนิ่งของมุตตากับใบหน้าอันแทบเป็นพิมพ์เดียวกันของมุนินทร์
       
       บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นพาร่างมุตตาไปยังห้องไอซียู มุนินทร์ช่วยผลักรถเข็นไปด้วย แปลกและพิณวิ่งตาม พิณร้องไห้โหยหวน รถเข็นร่างมุตตาเข้าห้องไอซียู หมอบีวิ่งมา
       “ไม่เป็นไรนะ เราจะดูแลตาให้ดีที่สุด”
       หมอบีบอกแล้วเข้าห้องไป มุนินทร์หน้าซีดเผือดมองไปที่พ่อและแม่ที่กำลังร่ำไห้
       มุนินทร์เกาะกระจกมองเข้าไปในห้องไอซียู เห็นหมอบีและพยาบาลกำลังพยายามช่วยชีวิตมุจจา มุนินทร์หน้าซีดเผือดหันมามองพ่อแม่ บนเก้าอี้รอพิณคร่ำครวญตีอกชกตัว แปลกสงบกว่าโอบไว้แต่ดวงตาก็รวดร้าว
       ประตูเปิดออก หมอบีดึงมาสก์ออกจากหน้าซีดเผือดน้ำตาคลอ
       “นิน เราเสียใจ ตา ตาจากเราไปแล้ว”
       พิณร้องวี๊ดออกมาอีก แปลกประคองไว้ มุนินทร์ดวงตาเบิกกว้าง ไม่เข้าใจ เสียใจ ผิดหวัง และเริ่มโทษตนเอง
       “ไม่จริง ไม่จริง ตาต้องอยู่ ตาต้องไม่ตาย”
       
       มุนินทร์มีแววปลงเศร้าแต่ไม่ได้คั่งแค้นแล้ว ลูกศรยื่นมือมาบีบมือ
       “ยิ่งไปกว่านั้น หมอบีบอกว่าตาท้องได้ 12 สัปดาห์แล้ว”
       ลูกศรเพิ่งรู้หน้าเผือดลงไปอีก
       
       เหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อน แปลกและพิณใส่ชุดดำนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่โซฟาตรงหน้ามีพวกถังสังฆทาน ทั้งคู่มองไปแล้วตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อเห็นมุนินทร์ใส่ชุดของมุตตาเป็นผ้าบางพลิ้วสีม่วง ดวงตาแข็งกระด้างกว่า ผมเป็นคลื่นกว่าก้าวมา
       “ตา”
       “หนูเองค่ะพ่อ”
       “คุณพระช่วย”
       “หนูสองคนทำไมเหมือนกันขนาดนี้”
       “หนูเอาชุดตามาใส่น่ะค่ะ”
       “แต่ก่อน แต่ก่อน ทำไมไม่เหมือนกันเลย แต่ตอนนี้เหมือนกันเหลือเกิน โธ่เอ๋ย ลูกแม่ ยายตา นินน่าจะกลับมาเร็วกว่านี้ จะได้ช่วยดูแลน้อง มันไปเสียรู้คนที่กองนั่น ตรงกับที่หมอดูเขาทำนายเอาไว้จริงๆ”
       มุนินทร์เกิดความคิดบางอย่าง แววตาอาฆาตฉายขึ้น
       
       ลูกศรถอนใจกับเรื่องราวที่ได้รับรู้
       “เธอก็เลยเกิดความคิดที่จะมาสืบหาสาเหตุการตายของตา และก็เลยเถิดไปเป็นการจองล้างจองผลาญ”
       “ตากับฉันคงทำกรรมร่วมกันมา ถึงพลาดจากสิ่งที่เรารักทั้งคู่”
       “นิน กรรมของใครก็ของคนนั้น ฉันเคยถามเธอว่าเธอเชื่อในกฎแห่งกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไหม”
       “เธอจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันหรือ”
       “ใช่ เพราะกฎแห่งกรรมมันส่งผลข้ามภพข้ามชาติ ฉันทำเธอ เธอทำฉันอยู่นี่เอง”
       “แปลว่าตาอาจจะเคยทำร้ายสองผัวเมียนี่มาอย่างสาหัสก็ได้ ในชาติก่อนหรือ”
       “อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ เธอรู้ไหมในทางพุทธศาสนาไม่มีคำว่าเหตุบังเอิญ ไม่มีคำว่าชีวิตไม่มีความยุติธรรม เพราะกฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ”
       “การยุติบาปเวรจึงคือการปล่อยวางและอโหสิกรรมใช่ไหมศร”
       “โอเค เธอไม่โง่แล้ว”
       มุนินทร์มองดูลูกศรอย่างทึ่ง ซาบซึ้ง
       “เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
       “ถึงฉันจะเปรี้ยวซ่า ครอบครัวฉันก็เป็นชาวพุทธที่ไม่ใช่แค่เปลือก แต่เป็นผู้เข้าถึงแก่นธรรมแท้ๆ นะจ๊ะ”
       มุนินทร์ยิ้มชื่นชม
       
       วันต่อมาที่กระทรวง เจนภพนั่งจิบกาแฟเงียบๆ อยู่ มีร่างในชุดบางใสเห็นเนื้อวับแวมมายืนตรงหน้า
       “ผ.อ.คะ เย็นนี้เราสองคนจะไปไหนกันดีคะ”
       “เย็นนี้น่ะหรือ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไง คุณนกเรื่องวันนั้นมันเป็นอุบัติเหตุ คุณแต่งตัวเหมือนตา แล้วผมก็เมามาก เมาขนาดนั้นได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้ว...”
       “แล้วยังไงหรือคะ”
       “ผมคิดว่าเราไม่ควรสานต่อเรื่องอะไรอีก”
       รัชนกพลันสลดลงเหมือนสาวน้อยอกหักครั้งแรก น้ำตาหยาดหยด
       “ผ.อ.รักแต่พี่ตาคนเดียวหรือคะ แล้ว แล้ว นก”
       “คุณนก นี่อย่าบอกนะว่าคุณรักผม”
       “นกรักผ.อ.ค่ะ รักที่สุด รักแต่แรกเห็น”
       รัชนกดูน่าสงสาร เจนภพลุกขึ้นซับน้ำตาปลอบใจ รัชนกมองหน้าแล้วโผเข้ากอดจูบเจนภพ เจนภพจูบตอบแล้วก็ชะงัก พยายามผละออกแต่รัชนกคลอเคลีย
       “คุณนก พอเถอะฮะ ผมรู้ใจตัวเองแล้ว ผมรักผู้หญิงได้แค่เพียงสองคน คนแรกคือนภา คนที่สองคือมุตตา ไม่มีที่เหลือให้คนที่สาม ที่สี่อีกต่อไปแล้ว”
       แจงจิต อรพิม ทิพอาภาโผล่มาเห็นทั้งสองเข้า แจงจิตอ้าปากค้าง อรพิมตาเหลือก ทิพอาภาเซซวน รัชนกพลันตบหน้าเจนภพฉาด น้ำตาสั่งได้ไหลพรูออกมา
       “ผ.อ. ทำไมทำกับนกอย่างนี้คะ”
       รัชนกวิ่งเซซังออกไป เจนภพยืนนิ่งแล้วก็ออกไปโดยไม่มองหน้าใคร
       “โธ่เอ๋ย เอาอีกแล้วหรือนี่ มาเริ่มกับยายรัชนกอีกแล้ว”
       “หนูนกมีแต่คนคอยปล้ำ”
       “อุ๊ย รู้ได้ยังไงว่าผ.อ.ปล้ำ นังนี่อาจจะปล้ำผ.อ.ก็ได้ แค่ฉันมองตาก็รู้แล้วว่า นังนี่ มัน อีด-อก” อรพิมบอก
       “ภาษาอะไรของหล่อนยะ อีด-อก”
       “ก็ลองเขียนดูซีคะ”
       แจงจิตและทิพอาภาชูนิ้วกรีดเขียนในอากาศ คล้ายฝึกพลังดรรชนีเจ็ดชีพจร แล้วชะงักมองหน้ากันอุทาน
       
       “ว้าย อีด-อก”

มุนินทร์เล่าเหตุการณ์วันที่เธอกลับถึงบ้าน แสงสีขาวจากฟ้าแลบสว่างไปทั่ว รถตู้แล่นมาจอดหน้าบ้าน มุนินทร์ก้าวลงจากรถใส่เสื้อโค้ชที่กันน้ำได้ มองดูบ้านตรงหน้าฝนตกพร่างพรายลงมา 

        
       มุนินทร์วิ่งเข้าบ้านเดินไปในบ้านที่มืดมิด เดินขึ้นบันไดไป ฟ้าแลบด้านนอกส่องเข้ามาเป็นระยะ
       มุนินทร์ผลักประตูห้องนอนเข้าไป ในห้องมืดมิดยังไม่เห็นอะไร มุนินทร์ควานหาสวิตช์ไฟ ฟ้าแลบสว่าง เห็นร่างมุตตาแขวนห้อยจากขื่อ มุนินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด ฟ้าแลบสว่างทาบลงบนหน้าสงบนิ่งของมุตตากับใบหน้าอันแทบเป็นพิมพ์เดียวกันของมุนินทร์
       
       บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นพาร่างมุตตาไปยังห้องไอซียู มุนินทร์ช่วยผลักรถเข็นไปด้วย แปลกและพิณวิ่งตาม พิณร้องไห้โหยหวน รถเข็นร่างมุตตาเข้าห้องไอซียู หมอบีวิ่งมา
       “ไม่เป็นไรนะ เราจะดูแลตาให้ดีที่สุด”
       หมอบีบอกแล้วเข้าห้องไป มุนินทร์หน้าซีดเผือดมองไปที่พ่อและแม่ที่กำลังร่ำไห้
       มุนินทร์เกาะกระจกมองเข้าไปในห้องไอซียู เห็นหมอบีและพยาบาลกำลังพยายามช่วยชีวิตมุจจา มุนินทร์หน้าซีดเผือดหันมามองพ่อแม่ บนเก้าอี้รอพิณคร่ำครวญตีอกชกตัว แปลกสงบกว่าโอบไว้แต่ดวงตาก็รวดร้าว
       ประตูเปิดออก หมอบีดึงมาสก์ออกจากหน้าซีดเผือดน้ำตาคลอ
       “นิน เราเสียใจ ตา ตาจากเราไปแล้ว”
       พิณร้องวี๊ดออกมาอีก แปลกประคองไว้ มุนินทร์ดวงตาเบิกกว้าง ไม่เข้าใจ เสียใจ ผิดหวัง และเริ่มโทษตนเอง
       “ไม่จริง ไม่จริง ตาต้องอยู่ ตาต้องไม่ตาย”
       
       มุนินทร์มีแววปลงเศร้าแต่ไม่ได้คั่งแค้นแล้ว ลูกศรยื่นมือมาบีบมือ
       “ยิ่งไปกว่านั้น หมอบีบอกว่าตาท้องได้ 12 สัปดาห์แล้ว”
       ลูกศรเพิ่งรู้หน้าเผือดลงไปอีก
       
       เหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อน แปลกและพิณใส่ชุดดำนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่โซฟาตรงหน้ามีพวกถังสังฆทาน ทั้งคู่มองไปแล้วตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อเห็นมุนินทร์ใส่ชุดของมุตตาเป็นผ้าบางพลิ้วสีม่วง ดวงตาแข็งกระด้างกว่า ผมเป็นคลื่นกว่าก้าวมา
       “ตา”
       “หนูเองค่ะพ่อ”
       “คุณพระช่วย”
       “หนูสองคนทำไมเหมือนกันขนาดนี้”
       “หนูเอาชุดตามาใส่น่ะค่ะ”
       “แต่ก่อน แต่ก่อน ทำไมไม่เหมือนกันเลย แต่ตอนนี้เหมือนกันเหลือเกิน โธ่เอ๋ย ลูกแม่ ยายตา นินน่าจะกลับมาเร็วกว่านี้ จะได้ช่วยดูแลน้อง มันไปเสียรู้คนที่กองนั่น ตรงกับที่หมอดูเขาทำนายเอาไว้จริงๆ”
       มุนินทร์เกิดความคิดบางอย่าง แววตาอาฆาตฉายขึ้น
       
       ลูกศรถอนใจกับเรื่องราวที่ได้รับรู้
       “เธอก็เลยเกิดความคิดที่จะมาสืบหาสาเหตุการตายของตา และก็เลยเถิดไปเป็นการจองล้างจองผลาญ”
       “ตากับฉันคงทำกรรมร่วมกันมา ถึงพลาดจากสิ่งที่เรารักทั้งคู่”
       “นิน กรรมของใครก็ของคนนั้น ฉันเคยถามเธอว่าเธอเชื่อในกฎแห่งกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไหม”
       “เธอจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันหรือ”
       “ใช่ เพราะกฎแห่งกรรมมันส่งผลข้ามภพข้ามชาติ ฉันทำเธอ เธอทำฉันอยู่นี่เอง”
       “แปลว่าตาอาจจะเคยทำร้ายสองผัวเมียนี่มาอย่างสาหัสก็ได้ ในชาติก่อนหรือ”
       “อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ เธอรู้ไหมในทางพุทธศาสนาไม่มีคำว่าเหตุบังเอิญ ไม่มีคำว่าชีวิตไม่มีความยุติธรรม เพราะกฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ”
       “การยุติบาปเวรจึงคือการปล่อยวางและอโหสิกรรมใช่ไหมศร”
       “โอเค เธอไม่โง่แล้ว”
       มุนินทร์มองดูลูกศรอย่างทึ่ง ซาบซึ้ง
       “เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
       “ถึงฉันจะเปรี้ยวซ่า ครอบครัวฉันก็เป็นชาวพุทธที่ไม่ใช่แค่เปลือก แต่เป็นผู้เข้าถึงแก่นธรรมแท้ๆ นะจ๊ะ”
       มุนินทร์ยิ้มชื่นชม
       
       วันต่อมาที่กระทรวง เจนภพนั่งจิบกาแฟเงียบๆ อยู่ มีร่างในชุดบางใสเห็นเนื้อวับแวมมายืนตรงหน้า
       “ผ.อ.คะ เย็นนี้เราสองคนจะไปไหนกันดีคะ”
       “เย็นนี้น่ะหรือ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไง คุณนกเรื่องวันนั้นมันเป็นอุบัติเหตุ คุณแต่งตัวเหมือนตา แล้วผมก็เมามาก เมาขนาดนั้นได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้ว...”
       “แล้วยังไงหรือคะ”
       “ผมคิดว่าเราไม่ควรสานต่อเรื่องอะไรอีก”
       รัชนกพลันสลดลงเหมือนสาวน้อยอกหักครั้งแรก น้ำตาหยาดหยด
       “ผ.อ.รักแต่พี่ตาคนเดียวหรือคะ แล้ว แล้ว นก”
       “คุณนก นี่อย่าบอกนะว่าคุณรักผม”
       “นกรักผ.อ.ค่ะ รักที่สุด รักแต่แรกเห็น”
       รัชนกดูน่าสงสาร เจนภพลุกขึ้นซับน้ำตาปลอบใจ รัชนกมองหน้าแล้วโผเข้ากอดจูบเจนภพ เจนภพจูบตอบแล้วก็ชะงัก พยายามผละออกแต่รัชนกคลอเคลีย
       “คุณนก พอเถอะฮะ ผมรู้ใจตัวเองแล้ว ผมรักผู้หญิงได้แค่เพียงสองคน คนแรกคือนภา คนที่สองคือมุตตา ไม่มีที่เหลือให้คนที่สาม ที่สี่อีกต่อไปแล้ว”
       แจงจิต อรพิม ทิพอาภาโผล่มาเห็นทั้งสองเข้า แจงจิตอ้าปากค้าง อรพิมตาเหลือก ทิพอาภาเซซวน รัชนกพลันตบหน้าเจนภพฉาด น้ำตาสั่งได้ไหลพรูออกมา
       “ผ.อ. ทำไมทำกับนกอย่างนี้คะ”
       รัชนกวิ่งเซซังออกไป เจนภพยืนนิ่งแล้วก็ออกไปโดยไม่มองหน้าใคร
       “โธ่เอ๋ย เอาอีกแล้วหรือนี่ มาเริ่มกับยายรัชนกอีกแล้ว”
       “หนูนกมีแต่คนคอยปล้ำ”
       “อุ๊ย รู้ได้ยังไงว่าผ.อ.ปล้ำ นังนี่อาจจะปล้ำผ.อ.ก็ได้ แค่ฉันมองตาก็รู้แล้วว่า นังนี่ มัน อีด-อก” อรพิมบอก
       “ภาษาอะไรของหล่อนยะ อีด-อก”
       “ก็ลองเขียนดูซีคะ”
       แจงจิตและทิพอาภาชูนิ้วกรีดเขียนในอากาศ คล้ายฝึกพลังดรรชนีเจ็ดชีพจร แล้วชะงักมองหน้ากันอุทาน
       
       “ว้าย อีด-อก”

 

 คืนนั้นรัชนกนัดเจอกับเนตรนภิศที่ผับแห่งหนึ่ง รัชนกใส่ชุดบางพลิ้วอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง แต่งหน้าจัดกว่าที่เคย แสงไฟวอมแวมบนโต๊ะทำให้ดูลึกลับ มากเล่ห์ เนตรนภิศมานั่งลงตรงข้าม มองรัชนกในชุดกลางคืนยังงุนงง แสงวอมแวมอาบร่างทั้งคู่ราวอยู่ในอเวจี
       “ไหนเหรอ ของขวัญพี่สาวฉัน”
       รัชนกส่งแฟลชไดรฟ์ให้
       “นี่ค่ะ คุณนภิศ แต่ค่าหยาดเหงื่อแรงงานสูงหน่อยนะคะ”
       “ฉันยอมจ่าย เพื่อพี่สาวสุดที่รักของฉัน”
       
       วันรุ่งขึ้นขณะที่เจนภพกำลังทำงานอยู่ มีโทรศัพท์เข้ามาเจนภพหยิบมาดูไม่มีเบอร์คนโทรเข้าตามเคย
       “ฮัลโหล”
       “สวัสดีค่ะ ผ.อ.”
       มุนินทร์อยู่ที่โต๊ะทำงานกำลังโทรศัพท์อย่างสงบ เจนภพดีใจ หัวใจเต้นแรง แล้วสงบใจ รัชนกผ่านมาพอดี แอบฟัง
       “นึกว่าใคร ตาเองหรอกหรือ” เจนภพถามเสียงเย็นชา
       “ทำไม ทำเสียงเหมือนเราอยู่กันคนละโลกอย่างนั้นล่ะคะ”
       “มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ”
       “ค่ะ ตอนนี้ตากับคุณอยู่กันคนละโลกแล้ว”
       “ทำไมไม่เลิกประชดผมซักที”
       “ผ.อ.คะ ฉันโทรมาเพื่อจะนัดเจอคุณ”
       เจนภพใจเต้น ภูมิใจในเสน่ห์ไม่เคยจางของตน แต่อีกใจก็รู้ว่าต้องเลิก
       “นัดเจอ เพื่อให้คุณแกล้งหลอกผมไปพบ แล้วถ่ายคลิปหรือไม่ก็ตีจากทุกครั้งใช่ไหม”
       “คราวนี้ เพื่อการจากลาค่ะ ฉันจะไปจากชีวิตคุณเสียที”
       “จากลาหรือ ตาพูดเล่นใช่ไหม”
       “เสียงฉันเหมือนล้อเล่นไหมล่ะคะ”
       “ได้ ผมคงเจอตาได้ตอนทุ่มนึง ที่ไหนดี”
       มุนินทร์บอกสถานที่ เจนภพทวนคำ รัชนกได้ยินครบถ้วนเดินเลี่ยงมากดมือถือ
       “ฮัลโหล คุณนภิศหรือคะ”
       รัชนกโทรรายงานเนตรนภิศ
       
       เย็นวันนั้นนพนภายังคงนอนอยู่บนเก้าอี้นอนในบ้านดูเวิ้งว้างว่างเปล่า แสงสีส้มทาบทา เงาดำทาบลงบนตัว
       นพนภา เนตรนภิศมาหานพนภาที่บ้านพร้อมกับถือไอแพดมาด้วย
       “อ้าว นังนภิศ”
       “ทำไมบ้านถึงเงียบเป็นป่าช้าอย่างนี้ล่ะคะ”
       “แต้ว ยายแหวงออกไปจ่ายของมั้ง”
       “พี่นภา หนูมีอะไรมาให้พี่ดู แต่พี่อย่าเครียดนะคะ”
       เนตรนภิศคลิกเปิดภาพในไอแพด
       “คลิปอะไรกันอีก”
       “คลิปส่งตัวเข้าหอค่ะ”
       ภาพในจอปรากฏเป็นภาพห้องนอนมีแสงสลัว รัชนกในคราบมุตตาอยู่บนเตียงกับเจนภพ เบื้องล่างระบุวันที่ที่ถ่าย นพนภาตกตะลึง หน้าซีด ดวงตาเบิกกว้าง ตัวสั่น เส้นเลือดที่ขมับปูด เนตรนภิศสมใจก้าวมาหา เงาทะมึนทาบทับนพนภา
       “ดูวันที่ซีคะ มันเพิ่งกี่วันมานี่เอง”
       นพนภาลุกขึ้นช้าๆ มองดูภาพในไอแพดอย่างเคียดแค้นแสนสาหัส ภาพในจอ รัชนกในคราบของมุตตาผมรุ่ยร่ายปิดหน้านั่งบนตัวเจนภพ
       “แล้วรู้ไหมคะ ว่าตอนนี้ผัวพี่อยู่ที่ไหน”
       “จะนรกขุมไหนก็ช่าง แกต้องพาฉันไปเดี๋ยวนี้”
       
       ค่ำวันเดียวกันนั้นมุนินทร์นัดเจอกับเจนภพที่ชั้นลอยของล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่ง บนชั้นลอยมีเคาน์เตอร์บาร์บริการเครื่องดื่ม มุนินทร์นั่งรอบนโซฟาตัวหนึ่งแต่งตัวรัดกุมกว่าทุกครั้ง เจนภพเดินเร่งรีบมา
       “ผ.อ.ดูดีนะคะวันนี้”
       “คนแก่อย่างผมนี่นะ”
       “ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ผู้ชายอย่างคุณ ยิ่งแก่ก็ยิ่งเท่ห์”
       “ตาเองก็ดูสดใสจัง สดใสเหมือนตอนที่ผมเพิ่งรู้จักตา”
       “เพราะฉันปลงตกแล้วมังคะ”
       
       ที่บ้านเจนภพ ขณะนั้นนพนภาก้าวมาหน้ากระจกเงาสวมชุดสีแดงเพลิงปักเลื่อมดีไซน์ราวเป็นเปลวไฟ เนตรนภิศรูดซิปให้ นพนภามองดูเงาตัวเองอย่างขมขื่นเจ็บแค้น หันมา เนตรนภิศเปิดลิ้นชักของเจนภพ แล้วหยิบปืนออกมา นพนภาชะงัก เนตรนภิศมองอย่างเชิญชวนคาดคั้น นพนภาแบมือออก เนตรนภิศวางปืนของเจนภพลงในมือ นพนภากำปืนแน่น ดวงตาปริ่มน้ำตา
       
       เจนภพจิบเครื่องดื่ม มองดูมุนินทร์ที่แกว่งแก้วเล่น
       “วันนี้เหมือนวันเก่าๆ ของเราจริง”
       “วันวานไม่มีวันหวนมาอีกแล้วค่ะ”
       “ใช่ วันวานไม่มีวันหวนมาอีกแล้ว แล้วผมก็ตัดสินใจแล้ว”
       เจนภพสะอึกความอาลัยอาวรณ์พุ่งขึ้นจนไม่อยากพูดต่อ
       “ตัดสินใจว่า”
       “ผมทนให้เกิดปัญหาในครอบครัวผมอีกไม่ได้ และตาเองก็ควรมีอนาคตที่ดีกว่ามาจมปลักกับตาแก่อย่างผม”
       มุนินทร์ยิ้มเลิกคิ้ว
       “พูดจริงเหรอคะ”
       “จริงซีครับ ตอนแรกที่ผมเจอตา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำเป็นแค่เล่ห์ลวงของคนเห็นแก่ตัว แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ตาทุ่มเทตอบแทนมา ทำให้ผมรักตาอย่างแท้จริง”
       มุนินทร์มอง รู้สึกเป็นครั้งแรกว่านี่คือคำจริงและเรื่องเป็นอย่างนั้นจริง
       “ค่ะ ตาทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้คุณ”
       “ผมเลวขนาดนี้ ตาก็ยังรักผมอยู่”
       “ตารักคุณมากค่ะ รักมากพอที่จะเสียสละและจากไป”
       
       เจนภพยิ่งสะเทือนใจ

นพนภาและเนตรนภิศก้าวเข้ามาในชั้นลอย มองไปยังร่างมุนินทร์และเจนภพที่คุยกันอยู่ นพนภาตาวาวโรจน์ ที่โต๊ะเจนภพ มุนินทร์ล้วงกล่องแบนมาวางบนโต๊ะ เจนภพรับมาอย่างงงๆ

       
       “งั้นเรื่องก็ควรถึงบทจบได้แล้ว” เจนภพเปิดออกเห็นสร้อยไข่มุกพราวพร่าง จับมันขึ้นมา “หยดน้ำตาแห่งท้องทะเล ของขวัญที่แสนเศร้าเหลือเกิน เรื่องทั้งหมด...ฉันขออโหสิกรรม”
       “ผมก็ขออโหสิกรรมเหมือนกัน”
       เจนภพตวัดสร้อยพันข้อมือแล้วยื่นไป มุนินทร์บีบมือตอบอย่างให้อภัย
       “ขอบคุณค่ะ ฉันลา”
       “ผมไปส่ง”
       มุนินทร์ลุกขึ้น เจนภพลุกตาม ทั้งคู่เดินออกมาที่เชิงบันได
       
       มุนินทร์กละเจนภพเดินมาเชิงบันได นพนภาก้าวมาขวาง ชุดแดงปักเลื่อมดูไหวระริกราวอยู่ในไฟ
       เนตรนภิศยืนอยู่ห่างๆ ยิ้มสะใจ
       “จะไปไหนกัน”
       “นภา”
       “คงจะไปขึ้นสวรรค์ที่ไหนไม่ได้แล้วล่ะ เพราะฉันจะส่งแกสองคนไปลงนรก” มุนินทร์เบิกตากว้าง เจนภพใจหายวาบ นพนภาก้าวมาใกล้ “นังแพศยากับไอ้คนสำส่อน”
       “นภา มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ ผมกับตาจบกันแล้ว”
       “ใช่ จบ จบกันวันนี้แหละ ฉันจะไม่รอให้ฟ้าดินลงโทษแกสองคนหรอก แต่ฉันขอพิพากษาด้วยมือฉันเอง ฉันจะฆ่านังนี่ด้วยปืนของคุณ”
       นพนภาตวัดปืนของเจนภพออกจากกระเป๋าถือ เจนภพตะลึง มุนินทร์ตัวแข็ง
       “นภา อย่านะ”
       นพนภามือสั่นระริกก้าวไป ปืนเล็งจ่อตรงหน้ามุนินทร์ มุนินทร์สูดลมหายใจยืดกายตรง สงบนิ่ง
       “ถ้าเรามีกรรมขนาดนี้ ลงมือเถอะค่ะ ฉันจะไม่เคียดแค้นคุณเลย”
       “นี่แก ยังยั่วฉันได้อีกหรือ”
       มุนินทร์หลับตาลง นพนภาโกรธสุดขีด ปลดเซฟปืน
       “นภา”
       เจนภพร้องสุดเสียงโถมเข้าดันปืนในมือนพนภาขึ้น ปืนลั่นเปรี้ยง เจนภพดันมือไว้ แรงแค้นทำให้นพนภาสู้แรงเจนภพ คนในร้านเอะอะวุ่นวาย นพนภาถอยเซซังไปเหนือบันได เจนภพแย่งปืนไว้ได้ นพนภาเสียหลักจากบันไดข้างบน เจนภพยื่นมือคว้านพนภามองสามี ยื่นมือจะจับมือเจนภพ ปลายนิ้วคว้าได้เพียงสร้อยไข่มุกที่ยังคล้องมือเจนภพ สายสร้อยขาดไข่มุกกระจายพรูออกทั่วทิศ
       นพนภาเสียหลักหงายลงไป นพนภาลอยลงกระแทกพื้นเบื้องล่าง ศีรษะฟาดลงกับพื้น เลือดไหลปรี่ออกเป็นวงไข่มุกกลิ้งกระเด็นกระดอนรอบตัว ดวงตาปิดสนิทแน่นิ่ง เจนภพถลาลงบันไดพรวดเดียวถึงตัวคุกเข่าลง มุนินทร์ก้าวมายืนเด่นเหนือบันได มองดูร่างเบื้องล่าง ตกใจสุดขีด เนตรนภิศวิ่งถลามา ผลักเจนภพออกร้องกรี๊ด
       “พี่นภา พี่นภา ไปนะ อย่ามาแตะต้องพี่สาวฉัน เพราะแก แกกับอีแพศยานั่น พี่นภาถึงเป็นอย่างงี้”
       มุนินทร์มองร่างแน่นิ่งของนพนภาอย่างเอน็จอนาถ เม็ดมุกกระจายรอบตัวราวภาพเดียวกับของมุตตา
       
       นพนภานอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องไอซียู นพนภากระพริบตา ความรู้สึกยังพร่าเลือนด้วยฤทธิ์ยาและอาการหลังผ่าตัดแต่ใจกลับหวนนึกถึงคำประกาศิตของตนเอง
       “ฉันจะให้มันข่มขืน กรีดหน้าแกให้ยับ”
       “เอาให้แกไม่ตาย ก็ต้องนอนเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต”
       นพนภาคล้ายรู้ขึ้นมาถึงกรรมและผลของมัน น้ำตาเอ่อรินไหลออกมา เจนภพมองนภาอยู่ห้องด้านนอก น้ำตาไหลพราก
       
       วันรุ่งขึ้นที่บ้านเจนภพ วีกิจ สร้อยคำ เจนภพนั่งบนโซฟา บนโต๊ะเตี้ยมีโน้ตบุ๊คกำลังเปิดคลิปเจนภพ “มุตตา” อยู่ สร้อยคำพยายามทำหน้าเฉย เจนภพอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
       “ทำไม ทำไมผู้หญิงคนนี้ยังจองล้างจองผลาญอยู่”
       “แม่ฮะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ตาหรอกฮะ ผมคิดว่าผมรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมจำ...เอ้อ รูปร่างเขาได้”
       เจนภพที่ยังคงงงกับทุกเรื่องที่ประเดประดังเข้ามา เพิ่งจำได้
       “หมายความว่า...”
       “ว้าย ตากิจนี่มันอะไร แกเคยเห็นนังนี่แก้ผ้ามาก่อนหรือ”
       “เขาแต่งตัวเป็นตามอมเหล้าจนไม่ได้สติแล้วพาฉันไปที่ห้องเขา”
       “ฮะ ผมก็เหมือนกัน”
       สร้อยคำมีอาการคล้ายจะเป็นบ้า
       “อะไรกัน นี่พูดถึงใคร เสร็จทั้งอาทั้งหลานเลยหรือ”
       “ไม่ใช่ผู้หญิงที่เราเรียกว่ามุตตาหรอกครับ”
       “แล้ววันที่เกิดเรื่องมันเป็นยังไง”
       “มุตตานัดผมฮะ เขามาขอลาเพื่อออกไปจากชีวิตผมตลอดกาล แล้วก็ขออโหสิกรรมทั้งหมด”
       วีกิจใจชื้นขึ้น
       “อโหสิกรรม”
       “ตาคืนสร้อยไข่มุกให้ผม แล้วก็เลิกแล้วต่อกัน แต่นภาบุกไป แล้วไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น”
       “แล้วใครมันเอาคลิปนี่มาให้คุณนภากันแน่”
       “ก็ใครล่ะฮะที่พาอานภาไปโรงแรมที่อาภพนัดกับ...ตา” สร้อยคำกับเจนภพเพิ่งเดาออก “เขาทำเป็นกระบวนการเลยนะฮะ คนสองคนที่อานภาไว้ใจกลับกลายเป็นว่าอานภาเลี้ยงงูพิษเอาไว้”
       
       เจนภพขบกราม

   ที่ห้องทำงานมุนินทร์ มุนินทร์ยืนมองออกไปนอกผนังกระจก ลูกศรถือไอแพดเลื่อนดูสมุดนัด
        
       
       “นี่คือกรรมเวรตามที่เธอว่าใช่ไหมศร ฉันไปเพื่อจบเรื่อง เพื่ออโหสิ แต่กรรมกลับทำให้มันเป็นการตัดสินโทษคุณนพนภาแทน”
       “เธออโหสิกรรมแล้ว ก็ให้มันจบกันแค่นั้น”
       “ใช่ ฉันจะวางมันลงซักที”
       “ยังหรอก นี่มีเรื่องบังเอิญอีกแล้วนะ”
       “ไหนเธอบอกว่าทางพุทธศาสนาไม่มีเรื่องบังเอิญไง”
       “ใช่ นี่คือสิ่งที่ปัจจัยทุกอย่างมาประกอบกันให้เกิดผลขึ้น เธอดูที่ ๆ เราจะไปคุย เรื่องวางระบบนี่ซี”
       มุนินทร์รับไอแพดมา
       “ตึกใหม่ของกระทรวงนั้นหรือ”
       
       วันต่อมาที่ล็อบบี้ตึกใหม่ของกระทรวง บรรดาข้าราชการหญิง , ชาย , ชายไม่แท้มาเดินดูกัน แจงจิต อรพิม ทิพอาภา ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ปริมใส่ต่างหูใหม่ใหญ่เท่าปิงปองอวดเพื่อนอยู่
       “ต๊าย เพิ่งรู้ข่าวเมีย ผ.อ.เข้าโรงพยาบาล”
       “แต่สาเหตุนั้นหารู้ไม่นะคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “ใช่ แต่ละเจ้าเล่าไม่ตรงกันซักเจ้านึง”
       “เลอลักษณ์ได้ยินมาว่า ผ.อ.ทะเลาะกับคุณนภา แล้วตบเมียตกกะได”
       “แต่ฉันได้ยินมาว่า คุณนภาไปขึ้นขาหยั่งทำรีแพร์ แล้วแพ้ยา”
       “เชอะ ข่าวเต้า เต้าข่าวทั้งนั้น ที่จริงเบสิคจะตาย ผ.อ.พาเมียน้อยเข้าโรงแรม คุณนภาตามไปเจอเข้าเลยยิงกระจุย”
       “ใช่ ตัวเองกระจุย”
       “เมียน้อยคนไหนอีก ยายตาหรือ”
       “ถ้าไม่ใช่ก็คงเป็นอีใสซื่อนางนั้นนั่นแหละ ว้าย หนูนกมาทัวร์ตึกใหม่เหรอคะ”
       ปริมฉีกยิ้มกระทันหัน เมื่อรัชนกเข้ามาสมทบแต่งตัวเป็นมุตตาเช่นที่เคย แต่โป๊
       “ค่ะ พี่ปริม”
       “ไง รู้ข่าวเมีย ผ.อ.หรือยัง”
       “นกเพิ่งทราบเมื่อกี้เองค่ะ ไม่รู้ทำไมถึงเคราะห์ร้ายแบบนั้น”
       “โถ จะทำไมล่ะจ๊ะ ถ้าไม่ใช่เพราะมีอีสปายสายลับคอยยุ่งเรื่องก้นของชาวบ้าน”
       “นั่นไม่ใช่นกหรอกค่ะ นกต่างหากที่โดนผ.อ.จับก้นเมื่อวันก่อน”
       “โถ หนูนก”
       พวกไม่เชื่อทำหน้าแสยะ มองไปหน้าตึกแล้วตาเบิกโพลงเมื่อเห็นมุนินทร์ ลูกศรในชุดสูทหรูเนี้ยบเดินมา มีลูกน้องชายใส่สูทมีตราบริษัทเดินตามมา 3 คน
       “แม่มึง / ยายตา”
       ทุกคนกรูมารุมล้อมตื่นเต้นดีใจ รัชนกดูจะดีใจรักกว่าใครเพื่อน
       “มาได้ยังไงนี่”
       “คิดถึงตาจังเลย”
       “สวยขึ้นกว่าเดิมอีก”
       “ต๊าย ไฮโซ / อุงกาโร / มาโนโล บลานิก”
       “นี่มาแสดงตัวเหรอ คุณนภาแค่เข้าโรงพยาบาลนะยะ ไม่ใช่ขึ้นเมรุ”
       “พี่ตา เรื่องคุณนพนภา มันยังไงกันแน่คะ” รัชนกตีหน้าซื่อถามมุนินทร์
       “คงมีคนแอบฟังโทรศัพท์ แล้วเอาไปรายงานแบบตอกไข่ใส่สีน่ะค่ะ”
       รัชนกทำหน้างง
       “หนูคนนี้น่ารักจริง” รัชนกยิ้ม “นี่น่ะเหรอ หนูนกสองหัว”
       “ว้าย สะใจ” ปริมบอกอย่างชอบใจ
       “นี่คงคุณปลากริม”
       “ปริมย่ะ”
       “ขอโทษเถอะค่ะ คิดว่าชื่อปลากริม เห็นใส่ต่างหูไข่เต่า”
       ปริมร้องว้าย เจ้าหน้าที่กระทรวงออกมาจากลิฟต์เดินตรงมา
       “จากบริษัท ซีเอ็มซี ใช่ไหมคะ คณะของคุณมุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “ค่ะ มุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “เดี๋ยวเชิญที่ห้องรับรองวีไอพีเลยนะคะ”
       เจ้าหน้าที่เดินนำไป
       “เธอเปลี่ยนชื่อหรือตา” อรพิมถามอย่างแปลกใจ
       “เปล่า ฉันชื่อมุนินทร์ค่ะ ชื่อมุนินทร์มาตั้งแต่เกิด ขอตัวนะคะ”
       มุนินทร์ ลูกศร และคณะเดินตามเจ้าหน้าที่ไปเข้าลิฟต์ รัชนก อรพิม ทิพอาภา เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ปริม งงเป็นไก่ตาแตก แจงจิตนึกออกคนเดียว
       “โถ เมียเขายังนอนทอดร่างอัมพฤกษ์อัมพาตอยู่”
       “อีนี่มาเปิดตัวแล้ว”
       “ใช่ เขามาเปิดตัวแล้วว่าเขาคืออีกคน ไม่ใช่มุตตา”
       ทุกคนหันมามองแจงจิตที่รู้เท่าทัน แล้วเม้าท์กันแซ่ดว่ามุนินทร์ปลอมตัวมา
       
       ที่หน้าห้องประชุมมีการลงทะเบียนของผู้เข้าร่วมการประชุม มุนินทร์ ลูกศร และลูกน้องเพิ่งลงชื่อเสร็จ ใกล้จะเข้าห้อง มุนินทร์มองดูรอบๆ
       “เขาไม่อยู่หรอก ช่วงนี้คุณวีกิจลาพักร้อน 2 อาทิตย์” ลูกศรบอก
       “สนิทกับเขาจริงนะ รู้ไปหมด”
       ทันใดลูกศรก็เลื่อนมือขึ้นประนม ยิ้มแย้มอ่อนหวาน มุนินทร์แทบปรับตัวไม่ทัน
       
       “สวัสดีค่ะ คุณอาปลัด”

 ปลัดกระทรวงเดินมาหาสองสาว มุนินทร์และลูกน้องไหว้เป็นฝักถั่ว ท่านปลัดรับไหว้ จังหวะนี้เจนภพและแจงจิตเดินตามมาทางกลุ่มมุนินทร์ยังไม่ได้สังเกต
        
       
       “สวัสดีหนูลูกศร คุณพ่อสบายดีหรือ”
       “สบายดีค่ะ คุณอาปลัดคะ นี่ผู้ร่วมงานหนูค่ะ มุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “หนูนี่เอง จำผมได้ไหม”
       “ค่ะ”
       “ผมเคยเป็นประธานแจกทุนการศึกษา เคยให้ทุนหนูมุนินทร์สี่ปีซ้อน” เจนภพเป็นอึ้ง แจงจิตเคลียร์กับทุกอย่าง “อ้าว ไงคุณภพ ผมเพิ่งทราบข่าวคุณนภา เสียใจด้วยจริงๆ”
       “ครับ”
       “นี่ผู้บริหารจากบริษัท ซีเอ็มซี ที่จะมาวางระบบคอมพิวเตอร์ให้ตึกใหม่เรา นี่คุณลูกศร พิทักษ์ภูวดล นี่คุณมุนินทร์ จงสวัสดิ์ นี่ผ.อ. เจนภพ”
       ท่านปลัดแนะนำ เจนภพยังคงตกตะลึง มุนินทร์ยิ้มนิดๆ
       “มุนินทร์ จงสวัสดิ์”
       “เราเคยรู้จักกันบ้างแล้วล่ะค่ะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการแนะนำอย่างเป็นทางการ”
       มุนินทร์ยิ้มอย่างมาดมั่น เจนภพอึ้ง
       
       นพนภาถูกย้ายมาอยู่ห้องคนไข้ที่หรูเป็นห้องสวีท มีอินเตอร์คอมอยู่ใกล้มือแต่มือนั้นไม่ติงไหว เจนภพเดินเข้ามามีแววสับสน อับอาย งุนงงบางอย่าง
       “ดิฉันอยู่ด้านนอกนะคะ”
       พยาบาลบอก เจนภพรับคำ พยาบาลเดินออกไปเพื่อให้ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง เจนภพไปนั่งข้างเตียงจับมือนพนภามาลูบไล้
       “นภา เป็นยังไงบ้าง วันนี้ผมคุยกับหมอแล้วยังมีทางผ่าตัดได้ นี่รอหมอผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาแค่นั้นเอง คุณต้องไม่สิ้นหวังนะ” เจนภพพูดแต่ตนเองกลับเสียงสั่นน้ำตาคลอ นพนภามองมาอย่างว่างเปล่า “กระพริบตาซินภา ครั้งเดียวใช่ สองครั้งไม่ คุณได้ยินผมใช่ไหม” นพนภายังคงมองอย่างว่างเปล่า ไปไกลแสนไกล “ลองขยับนิ้วซักครั้งได้ไหมเพื่อผม”
       นิ้วมือนพนภาสนิทนิ่ง เจนภพสะอึกอึ้ง น้ำตาลูกผู้ชายหยาดหยด
       
       คืนนั้นเมื่อกลับจากโรงพยาบาล เจนภพยืนประจันหน้ากับวีกิจที่บ้าน
       “แกเคยพูดว่าแกไม่เคยรักตา แต่แกรักอีกคนหนึ่ง ใช่ไหม”
       “ฮะ ผมรักตั้งแต่เขามาปรากฏตัวเป็นตา แต่แข็งแกร่งและร้ายที่สุด”
       “ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ตา วันนี้เขาไปประชุมที่กระทรวงเป็นตัวแทนจากบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่”
       “ฮะ เขาชื่อมุนินทร์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของที่นั่น”
       “พี่น้องฝาแฝดของตา”
       “ฮะ พี่สาวคนเดียวของตา”
       “นี่มันอะไรกัน เขามาสวมรอยเป็นตา มาก่อเรื่องล้างแค้น แล้วจู่ๆ เขาก็มาขออโหสิกรรมกับฉัน”
       วีกิจนิ่ง ขมขื่น
       “เพราะเขาไม่เหมือนเราน่ะซีฮะ เขาให้อภัยกับคนที่ทำในสิ่งเลวร้ายกับเขาได้ อาภพฮะ เราสองคนทำผิดกับตาและเขามากมายเหลือเกิน แต่เขาก็ยอมเลิกราและให้อภัยได้”
       เจนภพไม่ได้สนใจสิ่งที่วีกิจพูดนัก
       “แล้วตาล่ะ ตาไปอยู่เสียที่ไหน”
       “ผมคิดว่าตา คงยังอยู่ที่บ้านที่เพชรบูรณ์ฮะ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปเพชรบูรณ์ไปดูว่าตาเป็นยังไงบ้าง”
       
       เช้าวันรุ่งขึ้น วีกิจหิ้วกระเป๋าเดินทางลงบันไดมา
       “แม่นภานอนเป็นผักอยู่อย่างนี้ แกจะไปสานเรื่องสานราวทำไมอีก” สร้อยคำถามลูกชาย
       “ไปเผชิญหน้าความจริงน่ะซีฮะ”
       “แกนี่มันเด็กดื้อจริงๆ นะ นายกิจ”
       “เขาก็เคยบอกผมอย่างนี้เหมือนกัน” วีกิจบอกยิ้มๆ
       “นี่เอาเสื้อหนาวไปซักตัวนะ ที่นั่นน่ะเวลาหนาวๆ จับใจเลยล่ะ”
       “ผมเตรียมไว้แล้วครับ บัวจ๋า” บัวถือแจ็กเก็ตที่มุนินทร์ให้เดินมาทั้งไม้แขวน ส่งให้วีกิจรับมา “ไม่มีตัวไหน ใส่แล้วอุ่นเท่าตัวนี้หรอกฮะ ผมไปนะฮะแม่”
       วีกิจหิ้วกระเป๋าออกไป
       “บัวเอ๊ย ถ้าน้องสะใภ้หมายเลข 2 กลายมาเป็นลูกสะใภ้ ฉันจะทำยังไงดี”
       “ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องทำใจล่ะค่ะ”
       สร้อยคำค้อนบัว บัวทำหน้าเฉย
       
       อีกด้านหนึ่งที่คอนโดมุนินทร์ มุนินทร์เอากระเป๋าเดินทางใส่กระโปรงท้ายรถ ลูกศรเดินตามมา
       “จะถึงซักกี่โมงนี่”
       “สายๆ พรุ่งนี้เตรียมงาน มะรืนก็วันงานแล้ว”
       “ฉันกับบอสคงไปวันงานเลย ขับรถดีๆ นะนิน”
       
       มุนินทร์ทำหน้าขอบใจมองไปยังทิวทัศน์กรุงเทพฯ

   ที่โรงพยาบาลนพนภายังนอนหน้าซีดอยู่บนเตียงมือสองข้างวางทอดข้างตัว ร่างดูไม่เคลื่อนไหวมีเพียงลมหายใจ นพนภาดวงตากระตุกไหวแล้วลืมตาขึ้น ที่ปลายเตียงมุตตายืนอยู่หน้าขาวซีด ดวงตาอาฆาตพยาบาท ปากแสยะยิ้มชั่วร้ายชุดบางพลิ้วสีแดงแผ่ออกไป นพนภามองอย่างหวาดกลัว ตาเบิกกว้างแต่ขยับตัวไม่ได้ ร่างมุตตากรายใกล้ตายิ่งดูน่าสะพรึงกลัว นพนภากลับมีแววปลงตก หลับตาลง
       “อโหสิ...อโหสิกรรม”
       นพนภามีแววหลุดพ้น ลืมตาขึ้น ภาพมุตตาจางหายไปกลายเป็นเนตรนภิศในชุดหรูสีเดียวกับชุดมุตตา หน้าตกแต่งเต็มที่ ผมเซ็ทไว้ดูแข็งกระด้าง เกาะปลายเตียงยิ้มหยันอยู่ ไม่ได้สังเกตว่าอินเตอร์คอมเปิดอยู่
       “ไงคะ นอนตาปริบๆ คิดอะไรอยู่ ฉันรู้ในหัวพี่คิดอยู่อย่างเดียวคือผัวฉันอยู่ไหน ผัวฉันหายไปไหน เขาก็ไปเมามัวมั่วกามอยู่นะซี”
       นพนภาดวงตาเบิกกว้าง
       “มีแต่นังน้องโง่เง่าไม่เอาไหนเท่านั้นแหละที่มาคอยเฝ้า เคยจิกหัวใช้มาตั้งแต่เล็กจนโตก็ยังเป็นนางทาสผู้ภักดีอยู่ แต่วันนี้ถึงวันเลิกทาสแล้วค่ะ”
       นพนภามีอาการเหมือนสะท้านเยือก เนตรนภิศกรายมาพูดกรอกหู
       “เป็นอะไรคะ ฉี่ออกมาหรือ เชิญนอนจมอึจมเยี่ยวไปก่อนนะคะ ฉันเพิ่งไปทำเล็บมา”
       ห้องคนไข้ด้านนอก อินเตอร์คอมถ่ายทอดเสียงออกมานภางค์เดินเข้ามาพอดี
       “มองหาใครช่วยคะ แม่หรือ แม่ไม่มาหรอกค่ะ เพราะงกวิ่งวุ่นหาเงินมาทำหน้า ลูกเต้าไม่สนหรอกค่ะ”
       นภางค์ยกมือคลำจมูก ห้องด้านในเนตรนภิศยิ้มเยาะ
       “แม่รักแต่พี่เพราะพี่สวย หัวดี ช่วยกิจการเขาให้งอกเงย แม่ดูถูกว่าฉันคืออีโง่ แต่ฉันไม่ได้โง่ รู้ไหม เรื่องนังมุตตาเริ่มต้นมาจากไหน”
       นพนภาหอบ ด้านนอกขณะนั้นเจนภพเดินมากับแจงจิต
       “วันนึงนังแจงจิต เลขาหน้ากะปอม มาบอกหนูให้รีบไปบอกพี่ว่าผัวพี่กำลังจ้องนังมุตตาตาเป็นมัน”
       แจงจิตอ้าปากค้าง เจนภพอึ้ง นพนภาตัวสั่น เนตรนภิศยิ่งสมใจ
       “ฉันเตรียมไปบอก แต่จู่ๆ วันนั้นพี่ก็อาละวาดตบฉัน ฉันก็เลยปิดปากไว้รอให้ผัวพี่หลอกเคลมนังนั่นจนหนำใจ”
       นพนภาเบิกตากว้าง ด้านนอกเจนภพตัวสั่น แจงจิตมองอย่างเห็นใจ นภางค์อึ้ง
       “ระหว่างนั้นฉันก็ส่งหนูรัชนกเข้าไป ไม่ใช่เป็นสปายให้พี่ แต่ให้มันยุแยงนังมุตตาให้จมปลักกับพี่ภพจนถอนตัวไม่ขึ้น แล้วฉันจึงปล่อยคลิปที่สมุยออกมา จนพี่ตามไปตบมันมุกกระจายไง กระจายเหมือนวันที่พี่ตกลงมาเป็นผักแบบนี้ไงคะ”
       นพนภาฟังแล้วหวนคิดถึงกรรม พลันสงบลง
       “มันหายไปแล้วกลับมาใหม่ คราวนี้มันร้ายผิดไปเป็นคนละคน ฉันกับหนูนกก็คอยเป่าหูพี่ให้มากขึ้น และฉันก็พบว่าถ้าพี่หึงผัวมากๆ แล้วจะช็อค ฉันก็เลยได้ให้พี่ได้หึงผัวอีกชุดใหญ่”
       ด้านนอกสร้อยคำเดินมากับแต้วพอดี
       “ให้มันตามไปอาละวาดพี่กลางงานปาร์ตี้ ค่ะ ไม่ใช่นังแต้วมันปากมากหรอกค่ะ แต่เป็นหนูเองที่บอกมันทุกอย่าง ให้มันตามไป”
       แต้วทำท่าจะพูดออกมา นภางค์ชี้หน้าให้เงียบ นพนภาเย็นลงมองเนตรนภิศอย่างสังเวช
       “จากนั้นฉันก็เลยทำคลิปเด็ด แต่ผัวพี่เกิดเป็นคนดีขึ้นมา เลิกกับนังนั่นแล้วจริงๆ” นพนภามีแววสงบ “ฉันก็เลยต้องหาคนที่เหมือนมุตตาและใจกล้าหน้าด้านพอจะหลอกผัวพี่ไปขึ้นเตียง ก็คือหนูนกแสนซื่อแสนดีของพี่ไงคะ”
       เจนภพผลุดลุก นภางค์คว้ามือลูกเขยมองอย่างวางใจเป็นครั้งแรก แล้วพยักหน้าบอกทุกคนให้ลุย ภายในห้องนพนภานิ่งสงบแต่เนตรนภิศกลับยิ่งวิกลด้วยความคั่งแค้น
       “และเมื่อนังมุตตามันนัดผัวพี่ไปเพื่อบอกเลิก ฉันก็แค่เอาคลิปนังมุตตาตัวปลอมให้พี่ดู แค่ยัดปืนใส่มือพี่ แค่ขับรถพาไปให้ทัน แค่นั้นกรรมก็ส่งผลของมันแล้ว”
       เนตรนภิศมองดูความนิ่งของนพนภาก็เข้ามาเขย่าตัวอย่างบ้าคลั่ง
       “ทำไมนิ่ง ทำไมไม่แค้น ฉันรู้ว่าพี่ได้ยินทุกคำ ได้ยินไหม เงากรรมมันตามทันพี่แล้ว”
       “แล้วก็ตามทันแกด้วยนังนภิศ”
       เนตรนภิศตาเหลือกจับคอเสื้อนพนภาค้าง เจนภพถลันมาเหวี่ยงเนตรนภิศไปล้มลงกลางห้อง
       “ปล่อยมือสกปรกของคุณเดี๋ยวนี้นะ”
       “ว้าย”
       เจนภพ นภางค์ สร้อยคำ แต้ว แจงจิต เข้ามายืนล้อม
       “ไงคะ ระบายความในใจจบหรือยัง”
       “แม่นภาฉลาดกว่าแกเสมอ ถึงขยับตัวไม่ได้แต่ก็ขยับนิ้วกดอินเตอร์คอมให้แกได้ออกอากาศ”
       “คุณแม่”
       “ไป ฉันไม่อยากมาตัดแม่ตัดลูกกับแกตอนนี้”
       “คุณแม่”
       “พอเถอะค่ะ เรื่องแก้ตัวน่ะ ตอนนี้ถึงแก้จนหมดตัวก็ไม่มีใครฟังแล้วค่ะ”
       “อะไรกันคะคุณแม่ ถึงขั้นจะตัดแม่ตัดลูกกับหนูเลยเหรอ”
       
       นภางค์มองหน้าเนตรนภิศนิ่งแล้วอย่างไม่มีใครคาด นภางค์ฟาดฝ่ามือเข้าเต็มหน้าเนตรนภิศ เนตรนภิศวิ่งเซซังออกไป นพนภามองตามตัวสั่นเจนภพกอดนพนภาแน่น นภางค์น้ำตาร่วง ทุกคนสลดใจ เนตรนภิศวิ่งเซซังออกมาแล้วพิงผนังร้องไห้โฮออกมาสุดแรง ก่อนจะเดินจากไปด้วยอาการหมดสภาพ

   ทางด้านวีกิจเมื่อเดินทางถึงเพชรบูรณ์ วีกิจเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ไสวรินทร์ พนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นต้อนรับวีกิจ เธอเป็นสาวสวยสดใสดูอ่อนหวานเรียบร้อย 
        
       
       “สวัสดีค่ะ”
       “ผมขอห้องพักห้องนึงครับ”
       “คุณจะพักซักกี่วันคะ”
       “คงสองสามวันฮะ เอ้อ คุณรู้จักที่อยู่นี้ไหมฮะ บ้านเพื่อนผมเองฮะ เป็นไร่ดอกไม้ใหญ่”
       “ตำบลนี้อยู่ห่างตัวเมืองออกไปราว 20 กิโลเมตรค่ะ เอ เดี๋ยวนะคะ” ไสวรินทร์เดินไปหาเพื่อนพนักงาน เอาโน้ตที่อยู่ของวีกิจไปให้ดูด้วย “เออ อย่างนี้นะคะ มีคนที่รู้จักบ้านนี้ดี ชื่อคุณหมอบีค่ะ เขาอยู่ที่ร้านขายของที่ระลึกข้างโรงแรมนี่เอง”
       “ครับ”
       มุนินทร์เดินทางกลับถึงบ้านแล้วเหมือนกัน เธอนอนหงายอยู่บนเตียงนอนของมุตตาสายตาจ้องดูขื่อดำทะมึนเบื้องบน แล้วลุกขึ้นนั่งมองดูรอบห้องที่ยังดูสวยหวานและช่างฝันเหมือนสมัยมุตตายังอยู่ มุนินทร์ลุกมานั่งที่กระจกเงามองดูตัวเอง
       
       วีกิจเดินเข้ามาในร้านขายของที่ระลึก เห็นหมอบีกำลังยืนดูรูปวาดอยู่อย่างสนใจ
       “โทษครับ หมอบีใช่ไหมครับ”
       หมอบีหันมา สีหน้าฉงนเล็กน้อย
       
       มุนินทร์เดินออกมาที่ห้องโถง แปลกกับพิณอยู่ที่โซฟามีถาดวางดอกมะลิ ดอกรัก กุหลาบ จำปาอยู่
       “นี่แกสนเข็มให้หน่อยซี”
       “โธ่เอ๋ย ยายบอดใช้ไอ้บอด”
       พิณค้อนผัวขวับแล้วอมยิ้ม แปลกรับเข็มด้ายมาพยายามสนเข็ม มุนินทร์มองพ่อแม่อย่างอ่อนโยนดึงเข็มกับด้ายมา
       “ขอเข็มหนูเถอะค่ะ” มุนินทร์สนเข็มทีเดียวได้
       “เอ้าส่งมา แม่จะได้ร้อยต่อ”
       “ขอหนูลองทำบ้างเถอะค่ะ”
       มุนินทร์รวบรวมสมาธิเริ่มเสียบมะลิบนเข็มช้าๆ ความคล่องแคล่วร้อนรนคล้ายจางลง นั่งร้อยมาลัยได้งดงาม พิณ แปลกมองตอนแรกก็แปลกใจแต่เมื่อพิศไปก็ยิ่งใจหาย
       “โธ่เอ๋ย ลูกแม่”
       พิณน้ำตาร่วง แปลกกลั้นน้ำตาไว้
       “อะไรกันคะ” มุนินทร์ถามอย่างแปลกใจ
       “นินเอ๊ย ลูกเหมือนน้องยังกะพิมพ์เดียว ลูกเอ๊ย ยิ่งมาร้อยมาลัยอย่างนี้”
       “แกเคยทำมาก่อนที่ไหน ยิ่งเห็นก็ยิ่งคิดถึงวันที่มันผูกคอตาย ยายตามันร้อยมาลัยมาขออโหสิกรรมกับพ่อแม่”
       “ขออโหสิกรรม”
       “วันนั้นแกกับฉันจะสังหรณ์ซักนิดก็ไม่มี ลูกมาขออโหสิกรรม ลาไปตายแท้ๆ”
       มุนินทร์ใจหายวาบ
       “ช่วงนั้นมัวแต่ไปสนใจเรื่องชาวบ้านน่ะซี ช่วงนั้นรินมันเพิ่งอุ้มท้องกลับมาลือกันทั้งตำบลว่ามันเป็นเอดส์”
       “ฉันกับพ่อแกน่ะห้ามตาไปมาหาสู่ ตอนนั้นน่ะคิดอยู่แต่ว่าท้องไม่มีพ่อแถมติดโรคร้ายจะกลับมาให้พ่อแม่อับอายขายขี้หน้าทำไม ตายซะยังดีกว่า”
       พิณเล่าเรื่อยเจื้อย แต่มุนินทร์แทบผงะ
       “แม่แค่คิด หรือว่าแม่พูดออกไปด้วยคะ”
       “ฉันจำไม่ได้ ตั้งร้อยวันมาแล้ว ทำไม ฉันพูดไม่พูดแล้วมันยังไง”
       “ถ้าแม่พูดออกไป นั่นก็คือคำพิพากษาให้ตาลงโทษประหารตัวเองไงคะ” พิณผงะไปแล้วร้องไห้ออกมา แปลกหน้าเผือด มุนินทร์ขมขื่นสุดขีด “ตกลง ทุกคนช่วยกันลงมือให้ตาตาย”
       “นิน ใจเย็นๆ อดีตมันผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว แต่เราจะได้ใช้มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ทำผิดอีก”
       มุนินทร์มองดูพิณเห็นการโทษตัวเองอย่างแรงกล้า
       “ฉันผิดเอง ฉันทำผิดมาตลอด ฉันทำไม่ดีกับตาไว้มาก”
       มุนินทร์กุมมือแม่ไว้ พิณมองอดีตลูกชังน้ำตานองหน้า
       “แม่คะ”
       “กับแกก็เหมือนกัน นิน”
       เพียงเท่านั้นมุนินทร์ก็น้ำตาหยด เข้ากอดแม่อย่างปลอบประโลม
       “แม่จ๋า”
       พิณกอดลูกไว้ราวจะขอโทษลูกทั้งสองคน แปลกสะอื้นฮัก แต่ทั้ง 3 พ่อแม่ลูกราวได้ขอโทษงดโทษซึ่งกันและกัน ไม่มีเวรใดๆ ติดค้างในใจมุนินทร์อีกต่อไป
       มุนินทร์ออกมาที่ชานเรือน แหงนหน้าดูท้องฟ้า
       “ตา ไม่ว่าตอนนี้ตาอยู่ไหน ได้โปรด ได้โปรด ขออโหสิกรรมให้กับนินอีกคน อโหสิให้พี่อีกคนนะตา”
       ลมพัดมากรูเกรียวคล้ายมุตตารับคำขอโทษนั้น
       
       วีกิจและหมอบีทานกาแฟคุยกันอยู่ที่ร้านขายของที่ระลึก
       “ผมเป็นเพื่อนสมัยเรียนของน้องตากับไอ้นิน” หมอบีบอก
       “ทำไมเรียกอย่างงั้นล่ะฮะ” วีกิจถามอย่างแปลกใจ
       “สองคนนี่เด็กกว่าผม 2 ปี แต่ไอ้นินมันเรียนเร็ว เลยเรียนชั้นเดียวกับผม มันเรียนเก่งกว่าผม แต่ทั้งดื้อทั้งซน โดดเรียนจนครูแทบฆ่ามัน แว่บๆ ไปแว่บมาเป็นนินจา”
       “ฮะ เขาเป็นนินจา”
       “แต่มันไม่ได้โดดไปเล่นๆ นะฮะ มันแว่บไปรับงานพิเศษทำ หาเงินตัวเป็นเกลียว แต่กับน้องตา ผมเคยสนิทกับตามากนะฮะ พอโดนนินแกล้งก็มาฟ้องผมให้ผมไปจัดการให้ แต่ผมกลับโดนมันถล่มกลับ”
       “เขาร้ายจะตายฮะ เจ้าคิดเจ้าแค้นยักกะอะไรดี”
       หมอบีมองดูชักรู้ว่าวีกิจคือใคร
       
       “ช่วงหลังผมไม่ค่อยได้เจอตา มาเจอครั้งสุดท้ายก็...เอ่อ คุณจะไปบ้านตาใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
       



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 20 พ.ย. 55 16:35:15
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน