แรงเงา ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

 
แรงเงา ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

แรงเงา ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่กระทรวง รัชนกเดินใสซื่อ ชุดที่ใส่สวยหวานเป็นพิเศษ แต่ทรวงอกกระเพื่อมจนเห็นได้ชัด บรรดาชายที่สวนมาตาค้าง บ้างเดินชนประตู บ้างกินน้ำกดอยู่น้ำก็พุ่งปรี๊ดมาเปียกหัวและหน้า จากนั้นมีการแซว การทัก บ้างทำตาเยิ้ม รัชนกเอียงอาย 

        
       รัชนกเดินผ่านเลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ปริม ที่ทำหน้ารังเกียจ เจอแจงจิต อรพิม ทิพอาภา ยืนเย็นชารออยู่ แจงจิตถือซองจดหมายในมือ
       “นี่ของหนูจ้ะ”
       รัชนกดึงเอกสารข้างในมาดูแล้วทำหน้าฉงนฉงาย ดวงตาไหวหวั่น ปากสั่น
       “หมายความว่ายังไงคะ”
       “ผ.อ.รอหนูอยู่ในห้องประชุมเล็กนะจ๊ะ ไปถามท่านเอาเอง”
       
       ห้องประชุมเล็กปิดม่านปิดไฟดูมืดมิด เจนภพนั่งอยู่หน้าสกรีนขนาดใหญ่ในมือมีโน้ตบุ๊ค รัชนกเข้ามา
       “นี่อะไรกันคะ”
       “ก็ง่ายๆ ผมเชิญคุณออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราว เพราะคุณทั้งชั่วทั้งคาว คละคลุ้งไปหมด”
       สีหน้ารัชนกจากที่สลดกลายเป็นยิ้มตาพราวสนุกสนาน
       “ปากจัดอย่างนี้ เรียนมาจากเมียอัมพาตของคุณแน่เลย ถ้าฉันทำผิด คุณก็น่าจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนซีคะ”
       “คงมีกรรมการที่ทั้งอยากสอบสวนคุณอยู่หลายคน ถ้าได้เห็นคลิปชุดนี้”
       เจนภพกดเพลย์ภาพ รัชนกในคราบมุตตาขึ้นคร่อมเจนภพ ผมรุ่ยร่ายแหวกออกแวบหนึ่งถูกฟรีซเห็นหน้าชัดเจนว่าไม่ใช่มุตตา รัชนกทำตาโต
       “ตายแล้วคิดว่าคลิปอะไร ที่แท้ก็คลิปผ.อ.มอมยาข่มขืนนก”
       เจนภพถอนใจ กดเพลย์คลิปที่ 2
       “แล้วคลิปนี้ล่ะ”
       ภาพบนจอเป็นภาพประสิทธิ์ชัยปลุกปล้ำรัชนก ต่อยท้อง จับมัด ฉีกทึ้งเสื้อ รัชนกแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็ยังเพลิดเพลินอยู่
       “ก็แปลว่าที่กองนี้มีแต่ลูกจ้างเพศชาย ที่คอยพล่าสวาทลูกจ้างหญิงให้ตกเป็นเหยื่อน่ะซีคะ”
       “แค่ 2 คลิปนี่ คณะกรรมการคงไม่มีใครคิดว่าคุณคือสาวแสนซื่อที่ตกเป็นเหยื่อแล้วล่ะ”
       รัชนกพลันปรบมือไม่มีท่าทีเกรงกลัว
       “โอเคค่ะ คุณชนะ เฮ้อ พวกคุณทำลายฝันฉันหมดเลย”
       “ฝันอะไร”
       “ฉันกะจะเก็บไปให้ถึงซีสิบเอ็ดก่อนน่ะซีคะ แล้วถึงจะออกนี่ได้แค่ซี 4 กระจอกๆ กับซี 8 ที่เกือบหมดน้ำยาเท่านั้นเอง”
       เจนภพโกรธแล้วพลันสงบลง
       “ใช่ ผมควรจะรู้ตัวซักที”
       รัชนกผิดคาด ยิ้มพราย ยักไหล่ หมุนตัวเดินออกไป
       
       รัชนกก้าวออกจากห้องประชุมพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือด เซน้ำตาร่วงพรู ตรงหน้าห้อง แจงจิต ปริม ทิพอาภา อรพิม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ยืนออรออยู่ รัชนกเดินเซแล้วทรุดฮวบลง พี่ดุจ พี่เดือนเข้าประคองเห็นใจสุดซึ้ง
       “ผ.อ.ค่ะ พอนกไม่ยอมเขา เขาก็ไล่นกออก”
       ดุจ เดือนประคองรัชนกขึ้น พามาหน้าแจงจิต ทิพอาภา อรพิม แจงจิตทึ่งในฝีมือการแสดง อรพิมขยะแขยง ทิพอาภาน้ำตาเอ่อก้าวมาเสียงเครือ
       “โธ่ หนูนก”
       ทันใดทิพอาภาก็เงื้อมือตบฉาดเข้าเต็มหน้ารัชนก ดุจ เดือนยึดร่างนกไว้ล็อคให้ทิพอาภาตบซ้ำอีกที รัชนกเซล้มไปกับพื้น เลือดซึมที่ปาก ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ตาโต อรพิมช็อค แจงจิตจะเป็นลม ผู้คนมามุงดู
       “พี่ทิพ”
       “อีเลว อีชั่ว อีโสเภณี ไปนะ ไป อย่าอยู่ให้เสียสถาบัน”
       รัชนกสะอื้น ปาดน้ำตาออก เสื้อตกไหล่ไปเมื่อไรไม่รู้ได้ หันมาหาสองข้าราชการชายที่ยืนโง่งมงายอยู่
       “ช่วยหน่อยเถอะ นกยืนไม่ขึ้นแล้ว” สองชายเข้ามาประคองรัชนก “ขอบคุณค่ะ พี่ศักดิ์ พี่พล นกวานช่วยไปเก็บของนกที่โต๊ะหน่อยได้ไหมคะ”
       “ได้ซีครับ น้องนก”
       “เดี๋ยวพี่พาไปทำแผลให้ด้วยครับ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ผงะถอย บ้างเอามือทาบอก สองหนุ่มประคองรัชนกพาเดินไป รัชนกปรายตามองกลุ่มแจงจิต ปริม หลิ่วตาให้แล้วหันไปทำท่าเซๆ สองหนุ่มตระกองกอดรับไว้ พาไป
       “กะเทยคะ เกย์ ชะนีคะ ขอสามคำค่ะ”
       “นาง แน่ มาก”
       “อยาก ตบ บ้าง”
       “นาง ออ หรี่”
       “โส เภ ณี”
       “อี หน้า ด้าน”
       “ไป ทำ งาน”
       ทันใดกลุ่มก็สลายแตกซานซ่านเซ็นไป
       
       รถหมอบีมาจอดหน้าบ้านมุตตา หมอบีลงจากรถ มุนินทร์ใส่ชุดดำขาวเดินมาจากชานเรือน
       “มาได้ยังไงไอ้บี เอ๊ย คุณหมอบี”
       “เดี๋ยวจะไปดูริน ก็เลยแวะมาทักทาย”
       “จะมาหาฉันก็บอกมาเหอะ”
       “ไม่น่าเชื่อเนอะ แต่ก่อนนายไม่เห็นเหมือนตาเลย แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเหลือเกิน”
       “เลยจะเปลี่ยนใจจากน้องมาเป็นพี่เหรอ เสียใจนะต้องต่อคิวก่อน”
       “เราเลยเอาคิวแรกนายมาส่งไง”
       มุนินทร์งงวีกิจก้าวลงจากรถ มุนินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด วีกิจก้าวมาใกล้ สวมแจ็กเก็ตของมุนินทร์กลางแดดเปรี้ยง
       “สวัสดีฮะ”
       “มันยังมีเหลืออยู่ในโลกอีกหรือคะ ความดีน่ะ”
       “เฮ้ย เราไปดูรินก่อนนะ”
       “บอกรินนะว่าเสร็จงานแล้วเราจะไปเยี่ยม”
       หมอบีขึ้นรถตีวงออกไป มุนินทร์หันมาหาวีกิจ วีกิจทำใจดีสู้นางเสือ
       “บ้านคุณสวยเหมือนที่ผมวาดภาพไว้เลย”
       “อะไรที่วาดหวังไว้ มักดีเกินจริงเสมอล่ะค่ะ”
       “ตาอยู่ไหนฮะนี่” วีกิจถามพร้อมกับมองหามุตตา
       “คุณจะไปพบตาไหมล่ะคะ ฉันจะพาไปเอง”
       พิณและแปลกโผล่มา
       “ใครมาลูกนิน เพื่อนแกหรือ”
       “ไม่ใช่เพื่อนหนูค่ะ เพื่อนของตาน่ะ”
       วีกิจสะอึกแต่ข่มไว้ ยกมือไหว้แปลกและพิณ พลางฝากตัวเป็นลูก
       “สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่”
       “ทำไมมาวันนี้ งานมีตั้งมะรืน”
       “แล้วจะพักที่ไหนดี พักห้องนอนแขกดีไหม”
       “ไม่ดีค่ะ ไม่สะดวกใจเปล่าๆ นี่จะไปหรือเปล่า ถ้าไปก็ตามมา”
       
       มุนินทร์ตัดบท

   รถขับเคลื่อนสี่ล้อของแปลกวิ่งมาตามถนนสองข้างทางเป็นไร่ดอกไม้งดงาม วีกิจเหลือบดูมุนินทร์ที่ทำหน้าที่ขับรถ มุนินทร์ทำหน้าเฉย แต่ความโกรธ ความน้อยใจพล่านอยู่ เรื่องยกโทษ ให้อภัย อโหสิกรรมลืมไปหมด วีกิจอึกอักเอ้ออ้าหาเรื่องคุย

        
       
       “นั่นอะไรฮะ นั่นน่ะ”
       “เขาเลี้ยงผึ้งในไร่ทานตะวันกันค่ะ”
       “แล้วไร่คุณไม่เลี้ยงผึ้งบ้างหรือครับ”
       “ไม่หรอกค่ะ ฉันเคยโดนผึ้งต่อย จำได้ว่าปวดขนาดไหน ฉันเป็นคนเจ็บแล้วจำค่ะ”
       วีกิจทำตาปริบๆ มุนินทร์เลี้ยวรถ เข้าไปในวัดเล็กๆ
       
       พอเข้ามาในวัด มุนินทร์และวีกิจก้าวลงจากรถ
       “ตามาถือศีลหรือฮะ”
       “ค่ะ ตอนนี้ตาละเว้นจากบาปทั้งหลายแล้ว”
       วีกิจพูดไม่ออก เพราะไม่ว่าพูดอะไรก็โดนจิกกัดได้หมด
       
       บริเวณป่าช้าของวัดไม่ได้เป็นเนินดินมีไม้ปักแบบหนังผี แต่เป็นเนินหญ้าเรียบ ปลูกไม้ดอกเป็นระยะ มีต้นไม้ที่ผลัดใบเห็นกิ่งคดเคี้ยว มุนินทร์เดินนำวีกิจมาสภาพโดยรอบทำให้วีกิจไม่รู้ว่าคือป่าช้า มุนินทร์หยุดที่จุดหนึ่งปลูกดอกไม้สีม่วง สีฟ้าไว้ วีกิจหยุดตาม ลมเบาๆ พัดมา วีกิจเพิ่งรู้ตอนนั้นหน้าพลันเผือดลง
       “นี่ไงคะ เราให้ตาอยู่ตรงนี้ เราฝังตาไว้ที่นี่ครบร้อยวันแล้ว”
       วีกิจตัวชาวูบ มองดูป้ายไม้มีรูปมุตตาเล็กๆ ปิดอยู่มองออกมา ไม้เลื้อยรอบเสาออกดอกพราว
       “ตา เกิดอะไรขึ้นฮะ”
       “ฉันกลับมาจากอเมริกา กลับมาบ้าน มาหาพ่อแม่ หาตา แต่ตาไม่ยอมรอฉัน”
       “นี่มันเมื่อไรกันครับ”
       “ตาเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯได้สองวัน ฉันเป็นคนแรกที่เห็นตาผูกคอตายอย่างโดดเดี่ยว แต่ตาไม่ได้จากไปตามลำพัง ตาตายพร้อมกับลูกในท้อง เลือดเนื้อเชื้อไขของอาคุณ”
       วีกิจน้ำตาเอ่อคุกเข่าลงช้าๆ ก้มหน้าลง ภาพมุตตาที่ได้เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อมีชีวิตแว่บเข้ามา
       “ตา วันนั้นเอง ตามองผมแบบรู้ว่าเป็นการมองครั้งสุดท้าย” มุนินทร์มองดูสะเทือนใจเรื่องน้อง แต่ใจอีกครึ่งก็ยิ่งเชื่อว่าวีกิจรักแต่มุตตา มุนินทร์เชิดหน้าให้น้ำตาแห้งหาย “ทำไมฮะ ทำไม”
       “ตาเลือกแบบนั้น มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเลือก มันอาจไม่ถูกต้อง แต่ตาก็เลือกไปแล้ว ในขณะที่ฉันเลือกที่จะให้ตายังอยู่และกลับไปเรียกหาความยุติธรรม”
       “คุณถึงกลับไปสวมบทบาทมุตตา”
       “และฉันพบว่าบางทีสิ่งที่ฉันเลือกอาจจะผิด และสิ่งที่ตาเลือกอาจจะถูกก็ได้” มุนินทร์เช็ดน้ำตา “เรากลับกันได้แล้วค่ะ พรุ่งนี้เราจะทำบุญให้ตา มะรืนนี้เป็นวันเผา”
       “ผมจะอยู่จนถึงวันนั้น ขอให้ผมได้ส่งศพเป็นครั้งสุดท้าย”
       ทั้งคู่ยืนมองหลุมศพงดงามนั้น ดอกลั่นทมโปรยลงบนหญ้าเขียว
       
       เวลาใกล้บ่ายโรงอาหารของกระทรวงเริ่มว่างวาย แจงจิต อรพิม ทิพอาภาอยู่โต๊ะหนึ่ง เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์อยู่โต๊ะหนึ่ง ปริมถือซองสีขาวม่วงปึกหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมา
       “มาแล้ว นังกระซู่ตื่นไฟ”
       “ดูนี่ ดูนี่ มีแมสเซ็นเจอร์เอามาส่ง ได้กันทุกคนเลย”
       ปริมแจกให้แจงจิต อรพิม ทิพอาภา เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ ลุกมารวมกลุ่มรับซอง
       “ว้าย อะไรนี่”
       “งานฌาปนกิจศพ มุตตา จงสวัสดิ์”
       “ฮือ ตาตายแล้วหรือ”
       “นี่อะไรกันคะนี่”
       “วุ๊ย จะอะไรก็คงแกล้งกันมา แกล้งกันไป”
       “ใครจะมาแกล้งกันทุเรศแบบนี้”
       เจนภพเดินมาทางด้านหลัง ปริมหันหลังอยู่แต่คณะพรรคเห็นหมด
       “เรื่องอุบาทว์แบบนี้จะมีใคร ต้องเป็นฝีมือนังเมียหลวงอัมพฤกษ์แน่” เจนภพชะงัก ทุกคนบุ้ยบ้าย ปริมยังแสดงธรรมต่อ “จริงๆ นะ ไม่รู้จะจองเวรกันถึงไหน ทำไมยะ หล่อนจะโบกมือทำไม” เจนภพดึงการ์ดไปจากมือปริม ปริมตาเหลือกหันไป “ว้าย ผ.อ.ทานข้าวหรือยังคะ”
       เจนภพดูการ์ดแล้วขบกรามเดินไป ปริมหน้าซีด อรพิมยิ้มหวานเข้ามาใกล้
       “ปีนี้ได้ห้าขั้นแน่ย่ะ”
       “เอาไว้ไต่ไปประทับบนคาน”
       ปริมร้องวี๊ด ฉกรรจ์กับนักรบหัวเราะราวขาดใจ แล้วเห็นแจงจิต อรพิม ทิพอาภา เลอลักษณ์ แม้กระทั่งปริมเข้ารวมกลุ่มพรรคพลังคานมองมาอย่างมุ่งร้าย สองนางชะงักพรั่นพรึง
       
       ทางเดินในตึกทอดยาวไม่มีผู้คน เจนภพหน้าเคร่งถือการ์ดเดินมาตามทาง แจงจิตตามมา
       “งานศพมุตตา มีใครล้อเล่นรึเปล่า”
       “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะหรือว่าคุณนภิศเธอยังไม่หายแค้นคะ”
       “ถ้ามีคนแกล้งก็บ้ามากๆ” มีโทรศัพท์เข้า เจนภพรับสาย “ฮัลโหล”
       วีกิจยืนอยู่หน้าโรงแรม หน้าเผือดซีด
       “อาภพครับ”
       “ว่าไง”
       “มะรืนนี้ อาภพขึ้นมาเพชรบูรณ์ได้ไหมฮะ”
       “มีอะไรหรือ”
       “ผมอยากให้อาภพมาให้ได้ มาแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี อย่างน้อยก็มาใส่ดอกไม้จันทน์และขออโหสิกรรมกับตาก็พอ”
       เจนภพตัวชาวาบ การ์ดร่วงหลุดจากมือ เซไปเกาะผนังและทรุดอยู่ตรงนั้น
       “ผ.อ.”
       “ตาตายแล้ว คุณแจง”
       แจงจิตเก็บการ์ดส่งให้เจนภพที่น้ำตาไหลซึม
       
       คืนนั้นที่บ้านเจนภพ ต่อ ต้อง ต้อมนั่งกันเงียบๆ ต่ออ่านหนังสือ ต้องดูมือถือ
       “หนูคิดถึงแม่จัง แม่จะหายไหม”
       “ต้องหายซิ แม่ต้องหาย”
       ต้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น
       “หนูกลัวแม่ตาย”
       ต้องลุกขึ้นทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ เดินไปดึงต้อมมากอด
       “แม่ไม่ตายหรอก ฉันสัญญากับแกได้เลย”
       “จริงนะ สัญญานะ”
       ต้องพยักหน้า ต้อมมองต่ออย่างคาดคั้นถาม ต่อกัดริมฝีปาก พยักหน้าเดินมาขนาบน้องไว้ตรงกลาง
       “จริง พี่สัญญาอีกคน”
       สร้อยคำกับแต้วถืออาหารว่างจะเข้ามา มองดูภาพอัศจรรย์ตรงหน้า สร้อยคำน้ำตาคลอ
       “โธ่เอ๋ย อยากให้คุณนภาได้เห็นจริง”
       “หนูสงสารคุณผู้หญิง คนก่อเรื่องจริงๆ คือคุณผู้ชาย แต่ทำไมคุณผู้หญิงต้องมารับกรรม”
       “กรรมของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครมารับกรรมแทนใครหรอก แต้วเอ๊ย แกคิดหรือว่าคุณผู้ชายของแกไม่ทุกข์”
       “จริงค่ะ คุณผู้ชายตอนนี้หน้าก็ดำยังกะถูกเสน่ห์อีเป๋อ อุ๊ย มาพอดี”
       เจนภพเข้ามา ทุกก้าวเดินดูเชื่องช้าเหมือนคนไข้หนัก
       
       “พี่สร้อยฮะ ผมขอคุยอะไรหน่อย”

   เจนภพและสร้อยคำยืนอยู่ที่เทอเรซ

        
       “พี่สร้อยครับ พรุ่งนี้ผมจะไปเพชรบูรณ์ ไปหาตาครั้งสุดท้าย”
       “เธอจะตามนายกิจไปหรือ นี่เธอสองคนลุ่มหลงอะไรนักหนากับผู้หญิงคนนี้”
       “ใช่ฮะ ผมหลง หลงอยู่กับตัณหาราคะของตัวเอง จนทำร้ายคนที่รักผมถึง 2 คน เมื่อร้อยวันก่อน ตากลับไปเพชรบูรณ์และฆ่าตัวตายฮะ” สร้อยคำผงะ
       “อะไรนะ”
       “ตาผูกคอตายไปสามเดือนกว่าแล้วฮะ”
       “แล้ว...มุตตาที่กลับมาสร้างเรื่องวุ่นวาย คือใครล่ะคะ”
       “ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวฝาแฝดของตา เขาสวมรอยเป็นตากลับมาแก้แค้นให้น้องสาว”
       “ทำไม ทำไมหนูตาต้องทำอย่างนี้ด้วย”
       “ตาท้องฮะ ตาท้องกับผมได้สามเดือน ตาคงหมดทางเลือกอื่นจริงๆ จึงได้เลือกความตายให้เขากับลูกเป็นทางออก”
       สร้อยคำน้ำตาร่วงพรู
       “โธ่เอ๋ย กรรมเวรอะไรอย่างนี้ โธ่เอ๋ย หนูตา”
       “พี่สาวของตาชื่อมุนินทร์ฮะ ที่เขาทำลงไปมันสาสมแล้ว ผมจะไม่โทษเขาเลย แต่ผมต้องโทษตัวเองที่ทำลายชีวิตไปไม่รู้กี่คน”
       
       วันรุ่งขึ้นมุนินทร์เดินมาช้าๆ ริมบึงบัวกว้างใหญ่ ดอกบัวยังคงออกดอกพราว บ้างตูม บ้างแย้ม บ้างโรยราเหลือเพียงฝัก บ้างก็ทอดจมเปื่อยอยู่ในน้ำ มุนินทร์มีสีหน้าหมองเศร้า ความทรงจำเลวร้ายของที่ตรงนี้ยังคงหลอนอยู่
       ที่ริมน้ำ ร่างๆ หนึ่งนั่งนิ่งอยู่มองผืนน้ำอย่างเลื่อนลอย แล้วพลันลุกขึ้นเดินลุยน้ำเห็นท้องที่ใหญ่และใบหน้าซีดเซียวของรินลดา มุนินทร์มองอย่างแปลกใจแล้วสังหรณ์วูบขึ้น ก้าวเดินไป
       “ริน ทำอะไร ริน” รินลดาหันมา ดวงตาเต็มด้วยหยาดน้ำ แล้วหันกลับโถมตัวลงในน้ำลึก ร่างจมวูบหายไป
       “ริน”
       มุนินทร์ผวาวิ่งมาริมน้ำ สลัดรองเท้าออกแล้วพุ่งตัวลงในน้ำ ตรงจุดนั้นไม่มีร่องรอยใดๆ มุนินทร์ว่ายไปถึงแล้วดำดิ่งลง
       ที่ใต้น้ำ มุนินทร์แหวกว่ายควานหา ดวงใจเร่าร้อนเจ็บปวด มุนินทร์มองหาแต่เห็นทุกอย่างมืดสลัว ก้านบัวมากมายไหวไปมาในกระแสน้ำ มุนินทร์ยิ่งร้อนรนจนถึงขีดสุด พยายามเขม้นมองจนเห็นตรงหน้ามีร่างๆ หนึ่งจมอยู่ในน้ำ ผมแผ่สยายไหวกระเพื่อม ผ้าพลิ้วตามแรงน้ำ ร่างนั้นหันมาคือมุตตา
       “อย่านะ อย่าตายนะ”
       มุนินทร์ควานหามุตตา
       “ตา อย่าตายนะ อย่าตาย”
       มุนินทร์แม้ไหวหวั่นกับภาพลวงตา แต่ก็ถีบเท้าแหวกว่ายไปหา คว้าร่างนั้นไว้พาว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ มุนินทร์ทะลึ่งพรวดจากใต้น้ำ ประคองหน้ารินลดาให้พ้นน้ำ
       ที่ริมน้ำ มุนินทร์กดหน้าอกรินลดา รินลดาสำลักกระอักกระไอน้ำพรั่งพรู มุนินทร์โล่งใจ
       “เธอช่วยฉันไว้ทำไม ฉันอยากตาย” มุนินทร์กอดรินลดาไว้อย่างปลอบประโลม รินลดาตัวสั่น มุนินทร์ผละออกแต่ยังกุมมือไว้ “เธอไม่กลัวติดโรคหรือ แม่ฉันติดโรคจากฉันเพิ่งตายไป”
       “แม่เธอหัวใจวายต่างหาก ริน เธอจะให้ลูกตายไปกับเธอหรืออีกแค่ 2 เดือน แกก็จะลืมตาดูโลกแล้วนะ”
       “อีก 2 เดือน แกก็จะเป็นเด็กที่ติดเอดส์”
       มุนินทร์บีบมือรินลดา
       “เธอรู้ไหมมีเด็กตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ไม่ติดโรคจากแม่ที่เป็นเอดส์ เธอจะไม่ให้โอกาสลูกเธอเลยหรือ”
       “จริงหรือ”
       “จริงซี ให้โอกาสลูกและให้โอกาสตัวเธอเองเถอะนะริน”
       “ให้ฉันสู้กับโชคชะตาหรือ”
       “ใช่ ถึงวันนึงเราจะแพ้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้สู้แล้วไง ริน”
       รินลดามองดูความมุ่งมั่น พลังแห่งการต่อสู้ชีวิตฉายชัด ดูเหมือนเป็นกระแสหลั่งไหลสู่ร่างอันเป็นพาหะของเพื่อนเก่า รินลดายิ้ม
       “ขอบใจนะนิน ขอบใจ”
       มุนินทร์มองดูสระบัว น้ำกระเพื่อมเป็นระลอกพลิ้ว ความผิดบาปในใจจางลง
       
       เจนภพถือช่อดอกลิลลี่เดินมาตามทางเดินยาวของโรงพยาบาล ดูโดดเดี่ยวเดียวดาย ทุกก้าวย่างดูหนักอึ้ง ขมขื่น ทนทุกข์
       นพนภานอนนิ่งบนเตียง เจนภพมานั่งลงใกล้ๆ นพนภาเหลือบดูสามี เจนภพจับมือนพนภามาลูบไล้
       “นภา บ่ายนี้ผมจะไปเพชรบูรณ์” นพนภามองอย่างสงสัย เจนภพสะอึกก่อนพูด “ผมจะไปเผาศพมุตตา”
       นพนภากระพริบตามีแววงุนงง
       “ตาตายไปแล้ว ตาท้องได้ 2 เดือนตอนคุณไปอาละวาด ตากลับบ้านไปที่เพชรบูรณ์แล้วผูกคอตาย พาลูกในท้องไปกับเขา” นพนภาดูคล้ายสะท้านเยือก “ผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่สาวฝาแฝดของตา เขาถึงได้มาตอบโต้คุณ ตอบโต้ผมอย่างแสนสาหัสขนาดนั้น”
       น้ำตานพนภาเอ่อขึ้นแล้วรินไหลลงช้าๆ เจนภพน้ำตาคลอ ยกช่อลิลลี่ขึ้น
       “ดอกไม้นี่ ตาเคยชอบมาก ผมอยากเอาไปให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย” นพนภามองดอกลิลลี่ เจนภพพยายามอ่านท่าที นพนภามองดอกไม้นิ่ง “ทำไมหรือ คุณต้องการอะไร”
       เจนภพอ่านความหมายแล้วดึงลิลลี่มาดอกหนึ่ง นพนภามองเหมือนตอบว่าใช่
       “คุณจะขออโหสิกรรมกับเขาหรือ” เจนภพเสียงสั่น แล้วจับมือนพนภา 2 ข้างขึ้นประกบพนมบนอกวางดอกลิลลี่ในมือพนมนั้น “อโหสิกันเถอะนะนภา อโหสิกรรมกับตาและพี่สาวตาให้หมด ไม่ใช่เพื่ออะไรหรือเพื่อใคร แต่เพื่อใจของคุณเอง”
       นพนภาพนมมือ หลับตาลงส่งจิตรวมเป็นหนึ่งขออโหสิกรรม น้ำตารินไหลลงจากหางตา
       “ดอกไม้นี่จะเป็นดอกไม้ของเราสองคน ที่จะได้ใส่ลงในไฟเผาตา”
       นพนภาลืมตาขึ้นมีแววคล้ายรับคำ
       
       มุนินทร์ออกมาเดินที่นอกบ้าน มองไปยังฟ้าไกล ดวงใจเริ่มปลอดโปร่งจากปมแค้นกับน้อง กับเจนภพ กับนพนภา เหลือเพียงปมรักปมแค้นกับวีกิจเท่านั้น
       วีกิจเดินมาหน้าโรงแรม ลมเย็นพัดมา วีกิจส่งใจไปถึงพี่น้องฝาแฝดที่มีกรรมผูกพันกับตน
       
       เย็นวันเดียวกันนั้นที่ล็อบบี้โรงแรมไสวรินทร์ยังคงประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ ยิ้มอ่อนหวานให้มุนินทร์ที่นั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ ลูกศรกับณัฐดนัยเดินมา มีพนักงานเข็นกระเป๋ามายืนรอ มุนินทร์ลุกขึ้นรับ
       “ขับรถเหนื่อยไหมคะ บอส”
       “อ๋อ เหนื่อยซี เหนื่อยมาก นอนกรนคร่อกๆ มาตลอดทาง” ลูกศรตอบแทน
       “อ้าว ก็คุณบอกเองว่าชอบขับรถ”
       “ค่ะ แต่ก็ควรมีคนชวนคุย อะไรหลับตั้งแต่ขึ้นโทลเวย์มาตื่นตอนเข้าเขตโรงแรม”
       “แสดงว่าอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนตลอดทาง แหม เหมือนคู่รักเลยเนอะ”
       ลูกศรค้อนขวับ ณัฐดนัยทำหน้าซื่อ มุนินทร์ส่งซองกุญแจให้ณัฐดนัย
       “ฉันจองห้องให้เรียบร้อยแล้วนะคะ”
       “อ้าว แล้วฉันล่ะ” ลูกศรถาม
       “เธอก็ไปค้างบ้านฉันซี”
       “ไม่เอาฉันกลัวผี”
       “เขาว่าโรงแรมนี้ดุกว่าบ้านฉันอีกนะ”
       “จริงเหรอ ผมก็กลัวเหมือนกัน ว้า...ต้องหาคนมานอนเป็นเพื่อนแล้วล่ะซี”
       ลูกศรเชิดใส่ มุนินทร์อมยิ้ม
       “บอสรับกุญแจห้องที่เคาน์เตอร์เลยค่ะ”
       ณัฐดนัยแยกไปที่เคาน์เตอร์ มุนินทร์มองหาวีกิจ
       “มองหาใครยะ มองหาคุณวีกิจเหรอ เขาพักที่นี่ใช่ไหม” มุนินทร์ไม่ตอบ “ไง เขาบุกถึงบ้านแล้วนะ”
       “เขามาเผาศพคนที่เขารักแค่นั้นแหละ”
       
       หมอบีแต่งตัวหล่อเดินมา มุนินทร์โบกมือให้ ลูกศรตาโต

 "ใคร ใคร"

       
       “อีตาหัวหน้าชั้นที่โดนฉันแกล้งบ่อยๆ ไง กลายเป็นคุณหมอไปแล้ว”
       “ต๊าย มีโอลด์เฟรนด์ด้วย เดี๋ยวคุณวีกิจมาหึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงอีกฉันไม่รู้นะ สวัสดีค่ะคุณหมอบี”
       “ต๊าย จำชื่อได้ด้วย”
       ลูกศรยิ้มหวานไหว้หมอบี หมอบีรับไหว้
       “สวัสดีครับ”
       ลูกศรปรายตามองณัฐดนัย
       “ฉันชื่อลูกศรค่ะ เป็นเพื่อนนินตั้งแต่เข้ามหา'ลัย นินเคยเล่าเรื่องหมอตั้งหลายหน”
       ลูกศรทำตาแป๋ว ระริกระรี้หน่อยๆ ณัฐดนัยเดินกลับมาแล้วมองตาขุ่น
       “นี่คุณณัฐดนัยเจ้านายฉัน นี่หมอบี เพื่อนสมัยเรียนค่ะ” มุนินทร์แนะนำ สองชายจับมือสวัสดีกัน “เราไปกันได้แล้วค่ะ มีร้านอะไรอร่อยๆ บ้าง” มุนินทร์ถามหมอบี
       “อ้าว เราไปกันแค่ 4 คนหรือฮะ ไม่ชวนคุณวีกิจหรือ”
       มุนินทร์สะอึกอึ้ง ลูกศรหัวเราะพรืด มุนินทร์เอาศอกกระทุ้ง ทั้งสี่ออกจากล็อบบี้ไป
       
       เจนภพ แจงจิต อรพิม ปริม ทิพอาภา เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เข้าพักที่โรงแรม เจนภพยังขรึมขมขื่น
       ส่วนบรรดาผู้ติดตามก็สลดลงไปนิด ทิพอาภาซับน้ำตา เจนภพแยกไปที่เคาน์เตอร์
       “โธ่เอ๋ยตา ยังไม่อยากเชื่อเลย”
       “ยายพี่สาวฝาแฝดน่ะมาแก้แค้นฉันทำไม ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
       เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ นึกไปถึงคลิปตนเองที่ว่อนในโลกไซเบอร์ก็พยักเพยิด
       “ใช่ๆ / เราแค่สะท้อนสังคม / ออกจะเป็นคนดี”
       “ย่ะ นังคนดี”
       “ใครทำอะไรไว้ ไม่ว่าเล็กแค่ไหน กรรมมันบันทึกไว้หมดแหละ”
       “ต่อไปนี้ ฉันจะถือศีล นุ่งขาว”
       “เหมือนอุบาสิกา คัพดี”
       ทุกนางร้องอุทาน ปิดปาก เหลือบดูเจนภพ เจนภพได้ยินแต่ไม่มีท่าทางอะไร เดินเข้าในโรงแรม
       
       ที่ล็อบบี้โรงแรม เจนภพเกาะเคาน์เตอร์ ไสวรินทร์รับโทรศัพท์อยู่วางลงหันมาแล้วตกตะลึงพรึงเพริดวางโทรศัพท์ไม่ลงแป้น เจนภพมองตอบก็รู้สึกวูบวาบ แต่ข่มไว้ ไสวรินทร์หน้าแดงวูบ อึกอัก สะเทิ้นอาย ยกมือไหว้
       “สวัสดีค่ะ โรงแรมเรายินดีต้อนรับค่ะ”
       “หลานชายผม วีกิจ จองห้องไว้ให้แล้วใช่ไหมครับ”
       “ผ.อ. เจนภพใช่ไหมคะ เชิญกรอกรายละเอียดอีกซักนิดนะคะ อ้อ คุณวีกิจมาพอดีค่ะ”
       วีกิจเดินมา ปริมโบกมือดีใจคล้ายวีกิจลาพักไป 2 ปี
       “คุณกิจๆ ทางนี้ค่ะ”
       “นี่หล่อนมางานศพตานะ”
       เจนภพหันมาแจกซองกุญแจให้แจงจิต ปริม นักรบ
       “เอ้านี่”
       “ขึ้นไปอาบน้ำก่อนดีไหมฮะ เดี๋ยวผมจะพาไปกินข้าว”
       เจนภพหันไปหาไสวรินทร์
       “ขอบคุณมากนะครับ”
       เจนภพสบตา ไสวรินทร์มองอย่างลุ่มหลง งุนงงสับสน เจนภพเองก็คุ้นเคยราวเคยอยู่ร่วมกันมาก่อน
       
       มุนินทร์ ลูกศรเดินตามทางเดินหลังส่งณัฐดนัย
       “นี่ เธอเห็นไหม บอสทำท่าหึงฉันกับหมอบีด้วย”
       “คิดไปเองรึเปล่าจ๊ะ”
       “ไม่ลองแวะห้องคุณกิจหน่อยเหรอ สืบเบอร์ห้องมาแล้วนะ”
       “พอเถอะ ยายศร”
       สองสาวเดินมารอหน้าลิฟต์ที่ค่อนข้างมืด ลิฟต์เปิดออกสองสาวเข้าสิฟต์ ประตูกำลังปิด แต่แล้วก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์แต่งชุดนอนมองตรงมา มุนินทร์กำลังก้มหน้า ผมยาวปิดหน้านิดๆ มุนินทร์เงยหน้าขึ้น กลุ่มปริมร้องกรี๊ดพร้อมกันวิ่งกระเจิง
       “อะไรน่ะ” ลูกศรถามอย่างแปลกใจ
       “คงเห็นผีมั้ง”
       มุนินทร์กดลิฟต์ปิด ขำๆ
       
       แจงจิตเปิดประตูห้อง ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์วิ่งพรวดเข้ามา อรพิม ทิพอาภาผวาเด้งจากเตียง
       “ผี ผีมุตตา”
       “ยืนแหกแหวกทรวงอยู่ในลิฟต์”
       อรพิม ทิพอาภาหน้าซีด ลุกมากอดกัน
       “ฮือ ตายทั้งกลม”
       “ต้องดุไม่แพ้นางนาก”
       “ฉันไม่กลัวย่ะ ฉันไม่เคยก่อกรรมอะไรกับตา”
       “เธอเคยว่าตาสาดเสียเทเสียไงตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ”
       อรพิมเพิ่งนึกได้มองทิพอาภาคล้ายจะกินเลือด ปริมพนมมือ
       “ฮือ ฉันก็แค่ร้ายแต่ข้างนอก ข้างในไม่มีอะไรนะ เป็นคนดี คนซื่อ ร้องเพลงก็เพราะ”
       “ฉันผิดไปแล้ว”
       “ตาเป็นคนดีแสนดี ตายไปก็เป็นผีดี ไม่มาแกล้งหลอกพวกเราหรอก”
       “อโหสิให้พวกเราด้วยนะครับ”
       ทันใดไฟก็หรี่ลง กลิ่นหนึ่งอบอวลไปทั้งห้อง ทุกคนเว้นแจงจิตตาเหลือก ร้องกรี๊ด อุดจมูก
       “ตามา”
       “กลัวแล้ว”
       “กลิ่นศพ”
       “กลิ่นผี”
       แจงจิตหน้าเฉยชา ไฟสว่างปรกติ
       “กลิ่นผง กลิ่นผีอะไร ไม่ใช่” แล้วแจงจิตก็สะดุ้งน้อยๆ “กลิ่นปวดหนักน่ะ”
       แจงจิตยิ้มเล็กน้อย คว้าหนังสือพิมพ์วิ่งเข้าส้วมไป กลิ่นผีระลอกสองอบอวล
       “กลิ่นผีพี่แจง”
       “ผีตดได้นะครับ”
       “ผีคนเป็น”
       
       “ไหนๆ ก็มาครบแล้ว เบิกฤกษ์เปิดคาสิโนเถอะ”

 คืนนั้นที่ห้องพักเจนภพ เจนภพเปลือยท่อนบนท่อนล่างยังใส่สแล็ค มีเสียงเคาะประตู เจนภพไปเปิดประตู  

       
       ไสวรินทร์ถือตะกร้าผลไม้เข้ามาพร้อมไกด์บุ๊คท่องเที่ยว
       “อภินันทนาการของโรงแรมค่ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       ไสวรินทร์เดินไปวางตะกร้าลง แล้วหันมา  มีแววกลัว  อาย  แต่แน่ใจว่าต้องทำ
       “มาสัมมนาหรือคะ”
       “เปล่าครับ  เรามางานศพพรุ่งนี้”
       “อ๋อค่ะ นี่ค่ะ ไกด์บุ๊คท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ อุ๊ย”
       ไสวรินทร์รองเท้าพลิกเซไป เจนภพประคองไว้ ไสวรินทร์แทบหัวใจหยุดเต้น เจนภพก็วูบวาบจะขาดใจ มองตากันครู่หนึ่ง  แล้วเจนภพก็ประคองไสวรินทร์ให้ทรงตัวปล่อยมือ
       “ไม่เป็นอะไรนะครับ”
       “ไม่เป็นอะไรค่ะ เอ้อ คุณคงอยากพักแล้ว  ดิฉันไม่รบกวนแล้วค่ะ” ไสวรินทร์ออกไป เจนภพไปส่งที่ประตู “ถ้าต้องการอะไรพิเศษ โทรลงไปนะคะคืนนี้ดิฉันอยู่ทั้งคืนค่ะ”
       “ขอบคุณอีกครั้งครับ”
       เจนภพปิดประตูลง ยิ้มนิด ๆ
        
       มุนินทร์เอาลูกศรมานอนด้วย ลูกศรผุดลุกผุดนั่งอยู่บนเตียง
       “เป็นอะไร  ไหนบอกขับรถเหนื่อยจะตาย”
       “ฉันเป็นห่วงบอส กลัวหิวกลางดึก กลัวเขาไม่จีบฉันด้วย”
       “กลัวอะไร  เธอบอกฉันว่าเธอดับบอสเป็นคู่แท้ไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ใครบอกว่าคู่แท้มีคนเดียวล่ะยะ”
       มุนินทร์งงลุกมานั่ง
       “อ้าว นี่ทางพุทธพูดเรื่องนี้ไว้ด้วยหรือ”
       “เมื่อคนเราเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นหมื่นแสนชาติ  เราก็เคยมีคู่มาเป็นแสนชาติเหมือนกัน  ไอ้ที่เกิดแล้วมาคู่กันอีกก็มี ที่สวิงกิ้งไปกับคนอื่นก็มาก” มุนินทร์นิ่งฟัง “คนที่เมียหลวงเมียน้อย  มีชู้  มีกิ๊ก  ส่วนหนึ่งคือการที่คู่จากอดีตดันมาระดมเจอกันในชาติเดียวไง  เมื่อเขาเจอกันความรู้สึกมันจะแรงกล้าจนห้ามใจไม่ได้ คนที่จะข่มใจได้ต้องมีสติอย่างมากๆ”
       “แน่ใจนะว่าเธอไม่ได้แต่งเอง”
       “เขาว่ากันว่าย่ะ นี่เธอเห็นยายเคาน์เตอร์ไหม สวยยังกะซุปตาร์ ฉันไปยืนใกล้ๆ  เหมือนอาม่วยขายน้ำเต้าหู้   เกิดบอสเห็นนานๆ อาจจะลืมคู่แท้อย่างฉันไปก็ได้”
       “เจ้าประคู๊ณ ขอให้บอสเกิดดวงตาเห็นธรรมเถอะ”
       มุนินทร์อธิษฐาน  ลูกศรตาเขียวปัด
        
       มุนินทร์ลงมาดูความเรียบร้อย พิณและแปลกกำลังดูหนังสืองานศพสีขาวม่วงเล่มน้อย
       “เพื่อนแกนี่พิลึกนะ  กระผลุบกระผลับยังกะอีแก้วหน้าม้า”
       “นี่ลูกสาวรัฐมนตรีเก่านะคะ  แม่เป็นศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิง บ้านเขารวยซักพันล้านได้ เขาเองก็จะทำด็อกเตอร์ปีหน้า”
       มุนินทร์บวกมูลค่าเพิ่มช่วยเพื่อน พิณเปลี่ยนทัศนคติทันที
       “มิน่าเขาถึงมีออโรร่าผิดจากพวกเรา  เฮ้อ  แปลกจริง  คนเหมือนกัน แต่ทำไมต่างกันนัก”
       “กรรมไงเล่า  กรรมแยกคนให้ประณีต  เลวทรามแตกต่างกัน”
       “พูดถึงกรรม  เขาว่าคนฆ่าตัวตาย  ต้องฆ่าตัวตายไปอีกห้าร้อยชาติ”
       มุนินทร์โกรธวูบขึ้น  แต่ข่มไว้
                   “ใครว่าคะ”
       “หมอสะไบทิพย์นั่นไงว่าไว้ ทายแม่นเหมือนตาเห็น ทำไมนะทำไมตอนมันขอไปอยู่กรุงเทพฯถึงได้ลืมไปหมด”
       “เพราะกรรม” แปลกรำพึงออกมา
       “คำทำนายนั่นจะไม่แม่นหรอกค่ะ ถ้าเราทุกคนเอาใจใส่ดูแลตามากกว่านี้” พิณนิ่งไป “หนูเชื่อเรื่องกรรม  หนูเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่หนูไม่เชื่อเรื่องลูกหมาห้าร้อยชาติหรือเป็นคนพิการห้าร้อยชาติ”
       “แล้วแกเชื่ออะไร”
       “ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัยต่างหากคะ กรรมอยู่ที่จิตเจตนาของเรา วันไหนเราคิดได้  เรารู้  เราตื่น  ก็จะพ้นทุกข์ได้” พิณไม่เข้าใจนัก แปลกฟังลูกอย่างพอใจ มุนินทร์มองเลยไป “ถึงตาเป็นดวงวิญญาณ  แต่ถ้าจิตของตาคิดได้  ตาก็หลุดพ้นได้เหมือนกัน ถ้าแม่อยากเชื่อเรื่องห้าร้อยชาตินั่นก็ให้เชื่อว่านี่คือชาติที่ห้าร้อยของตา ต่อไปตาจะหมดเวรแล้ว”
       พิณยิ้มออก มุนินทร์เอามือแม่มาจูบ แปลกปลื้มใจลูก  ทันใดมีลมแรงพัดมาพากลิ่นดอกไม้รอบบ้านฟุ้งตลบ  โมบายรอบบ้านดังกรุ๋งกริ๋งกังวานใส พิณน้ำตาเอ่อมองไปจับมือลูกและสามีไว้ จิตใจที่เคยหยาบหนาเริ่มเบาบางลง
        
       วันรุ่งขึ้นในงานศพของมุตตา ช่วงเวลาเวียนศพรอบเมรุ 3 รอบ พระสงฆ์เดินนำ แปลกถือรูปมุตตาเดินตามกับพิณ จากนั้นเป็นรถบรรทุกศพในโลงขาว มุนินทร์เดินข้างโลงศพด้านหนึ่งตามด้วยหมอบี อีกด้านคือเจนภพและวีกิจ  จากนั้นเป็นลูกศร  ณัฐดนัย  กลุ่มแจงจิต  อรพิม  ทิพอาภา  ปริม  เลอลักษณ์  นักรบ  ฉกรรจ์  และบรรดาเพื่อนบ้าน
       เจนภพมองโลงศพใจวูบวับ ในมือเจนภพถือช่อลิลลี่มาด้วย
       วีกิจมองดูมุนินทร์ มุนินทร์หันมาสบตา วีกิจมองอย่างขอโทษ มุนินทร์เมินไปที่เจนภพ  เจนภพก้มศีรษะให้  มุนินทร์ค้อมศีรษะตอบ เจ้าหน้าที่วัดเข้ามาแต่แปลก  เจนภพ  วีกิจ และหมอบีอาสาจะแบกโลงขึ้นเอง แปลกมองเจนภพ เจนภพก้มศีรษะอย่างขอโทษ
       มุนินทร์มองดูน้ำตาเอ่อขึ้น กลุ่มแจงจิตร้องไห้กัน ปริมร้องหนักกว่าเพื่อน กลุ่มเลอลักษณ์  นักรบ ฉกรรจ์ก็ทำเศร้า พิณน้ำตาไหล  มุนินทร์ก้าวมาบีบมือแม่ไว้
       ช่วงเผาหลอกแปลกและพิณวางดอกไม้จันทน์ลงที่ฐานโลง ตามด้วยบรรดาญาติ  เพื่อนบ้าน  กลุ่มแจงจิต  เลอลักษณ์  กลุ่มณัฐดนัย หมอบี เจนภพ มุนินทร์  วีกิจก้าวขึ้นเป็นกลุ่มสุดท้าย 
       เจนภพเจ็บปวดทุกก้าวที่เดินขึ้น รูปมุตตามองมาไม่ได้ดูหมองเศร้าแต่ดูบริสุทธิ์สดใสราวจะเรืองแสงได้  เจนภพวางดอกไม้จันทน์ลงแล้วคุกเข่าลงหน้าศพก้มหน้านิ่ง น้ำตาหยดลงบนช่อดอกลิลลี่  วีกิจมองดูพลางถอนใจ  แปลกเอียงหน้ากระซิบถามมุนินทร์
       “เขาหรือนิน”
       “พ่อจะให้อภัยเขาไหมคะ”
       “ตาต่างหากลูกที่จะเป็นคนตัดสิน ว่าจะให้อภัยเขาหรือไม่”
       เจนภพยืนขึ้น  มุนินทร์ก้าวไป
       “คุณวางก่อนเถอะค่ะ  เพราะคุณคือคนสำคัญที่สุดของตา”
       “ผมรู้  ผมหวังไว้ว่าในชาติหน้า  ผมจะได้พบกับเขาอีก  ขอให้จำกันได้ในทันที ได้มีโอกาสทดแทน...ตาให้หมด”
       “ตาคงได้ยินสิ่งที่คุณพูด”
       “ตา นี่ดอกไม้ของผม” เจนภพวางดอกลิลลี่ทั้งช่อลง และดึงลิลลี่อีกดอกจากอกเสื้อ “นี่ดอกไม้ของนภา นภาขออโหสิกรรมกับตา  ตาอโหสิกรรมให้นภาด้วย”
       มุนินทร์รู้สึกตื้นตันขึ้น เจนภพวางดอกลิลลี่เดี่ยวลงข้างช่อดอกลิลลี่ ก้มศีรษะอย่างต่ำแล้วถอยไป  มุนินทร์วางดอกไม้จันทน์ลงพร้อมวีกิจ มือแตะกัน  วีกิจจงใจไม่ดึงออก มุนินทร์นิ่ง
       “ขอให้ไปสู่ภพใหม่ที่สุขสงบนะตา”
       “ขออย่าให้เจอคนที่ทำร้ายเราอีกเลย”
       วีกิจอึ้ง มุนินทร์ดึงมือออกถอยไป 
       ช่วงเผาจริง เปลวเพลิงท่วมโลง ควันสีเทาพวยพุ่งจากปล่องเมรุสู่ท้องฟ้าสดใส เจนภพมองตามเปลวควันนั้น
       
       พิณเป็นลมล้มพับ แปลกรับไว้ มุนินทร์ส่งใจไปวีกิจมองดูมุนินทร์ บรรดาเพื่อนๆ ทั้งที่เคยดี เคยร้ายต่อกันก็น้ำตาเอ่อกันทุกคน ดอกลิลลี่ทั้งช่อถูกไฟแผดเผากลายเป็นเถ้า ควันสีเทากลายเป็นขาวพุ่งสู่ท้องฟ้าที่สีสดราวแก้วอินทนิล  บนฟ้านั้นคล้ายมุตตาที่งามกระจ่างสดใสมองมา


       

  ที่ไร่ดอกไม้ ดอกไม้สีม่วงทั้งแปลงดูงดงามแกมเศร้า มุนินทร์ยืนมองดูมันแล้วหันมาเห็นวีกิจยืนอยู่ตรงหน้า

       
       “ยังไม่กลับอีกหรือคะ”
       “ผมกลับไปไม่ได้  ถ้ายังไม่ได้สารภาพความจริงกับคุณ  ในวันนั้นผมโกหก โกหกคุณ  โกหกตัวเองว่าไม่ได้รักคุณ ทั้งๆ ที่ความจริงคือ  ผมรักคุณยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก”
       “คุณรักคนที่คุณไม่เคยรู้จักได้ยังไงคะ”
       “แล้วคุณสนิทกับผมได้ยังไง  คุณก็แทบไม่รู้จักผมเหมือนกัน”
       “นั่นมันแค่มายาสาไถยของฉันต่างหากค่ะ”
       มุนินทร์อดไม่ได้ที่จะเอาคำวันนั้นมาตอกกลับ วีกิจสะอึก
       “แต่ผมแยกออกว่าอะไรคือมายา อะไรคือความจริง”
       “ความจริงก็คือ  คุณรักตา  ไม่ได้รักฉัน”
       วีกิจเพิ่งรู้ความจริงว่านี่คือสิ่งที่ติดข้องอยู่ในใจมุนินทร์
       “ความจริงก็คือ เมื่อตาปฏิเสธผม ผมไม่รู้สึกอะไร  แต่วันที่คุณมาปรากฏตัวแทนตา ผมกลับรู้สึกเปลี่ยนไป  มันก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนผมรู้ว่าผมรักมุตตาที่เข้มแข็ง  ผมรักเพราะว่าคุณไม่ใช่มุตตา ผมหลงรักมุนินทร์ตั้งแต่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนชื่อมุนินทร์ในโลกนี้” มุนินทร์ดวงตากระจ่าง  หัวใจไหวหวั่น  แต่ก็ข่มไว้ “รู้ไหมฮะ  เมื่ออยู่ใกล้คุณ  ผมจะพูดผิด  ทำผิด  คิดผิดตลอด  มีแต่ความไหวหวั่น  หวงแหน  ยิ่งผมรักคุณแค่ไหน เมื่อเข้าใจผิด  ผมก็ยิ่งเกลียดคุณมากแค่นั้น แต่ไม่ว่าความเกลียดเพิ่มขึ้นแค่ไหน ความรักก็ดูเหมือนเข้มข้นขึ้นไปกว่านั้นอีก”
       มุนินทร์ตัวชา แล้วทำเย็นชา
       “คุณพูดจบหรือยังคะ ถ้าจบแล้วก็เชิญคุณกลับไปได้แล้ว”
       “คุณไม่มีวันให้อภัยผมจริงๆ หรือ”
       “ฉันต้องเข้าบ้านแล้ว  สวัสดีค่ะ”
       มุนินทร์หันหลังเดินจากไป วีกิจมองตาม จิตใจมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
        
       เจนภพเตรียมตัวกลับกรุงเทพ กระเป๋าเดินทางวางบนเตียง เจนภพสวมสแล็คเสื้อกล้าม มีเสียงเคาะประตู
       “นายกิจหรือ”
       เจนภพเดินไปเปิดประตู เห็นไสวรินทร์ไม่ได้แต่งชุดพนักงาน แต่แต่งตัวสวยที่สุด เสื้อเผยเนินอก  ชุดเน้นส่วนสัด  ดวงหน้ากึ่งกลัวกึ่งขลาดดูยั่วยวน ไสวรินทร์เข้ามา
       “มีอะไรหรือครับ ผมกำลังจะเช็คเอ้าท์พอดี”
       “คุณจะกลับแล้วหรือคะ ตอนนี้ฉันออกเวรแล้วค่ะ”
       “ฮะ  ผมก็อยากออกจากเวรเหมือนกัน”
       ไสวรินทร์เดินเข้ามาในห้อง  เจนภพคว้าเสื้อมาใส่มองดูไสวรินทร์  ไสวรินทร์มองตอบแล้วยิ้ม
                   “อยู่ต่อไม่ได้เหรอคะ” ไสวรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้เจนภพ  ใบหน้าดวงตาแวววาว  เจนภพยิ้มให้  “เห็นคุณครั้งแรก  ฉันก็รู้เลยว่าคุณคือคนที่ใช่”
       “ผมก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน”
       ไสวรินทร์ดีใจซบหน้าอกเจนภพ เจนภพค่อยๆ ดันร่างไสวรินทร์ออก  ไสวรินทร์งุนงง
       “ทำไมคะ”
       “ผมขอโทษ ผมต้องกลับแล้ว”
       “คุณอยู่อีกวันเถอะนะคะ พรุ่งนี้วันเดย์ออฟฉัน ฉันพาคุณเที่ยวได้ทั้งวันเลย”
       เจนภพหันมามีแววสงสาร  แต่ต้องพูดตัดรอน
       “ที่ๆ ผมควรไปคือบ้านของผมครับ  ที่นั่นมีภรรยาที่ซื่อสัตย์รอผมอยู่  ตอนนี้หมดเวลาท่องเที่ยวแล้วสำหรับผม  ขอบคุณมากที่กรุณาผม” ไสวรินทร์ช็อคอับอาย “แต่ผมต้องไปแล้วจริงๆ”
       เจนภพเดินไปปิดกระเป๋าเดินทาง คว้าเดินออกไปจากห้อง ไสวรินทร์ทรุดฮวบลงกลางห้อง เริ่มร้องไห้น้ำตาไหลพร่างพรู
        
       คืนนั้นมุนินทร์เดินออกมาหน้าบ้าน มองฟ้าเห็นดาวศุกร์สุกใส ที่โรงแรมวีกิจออกมาเดินหน้าที่พักมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นดาวศุกร์เช่นกัน ส่งใจถึงมุนินทร์
       เช้าวันรุ่งขึ้น วีกิจยืนดูแปลงดอกไม้หน้าบ้านมุตตา ไม้ดอกยามเช้าดูสดใสกว่าเมื่อวาน  มุนินทร์เดินมามองดูวีกิจอย่างผูกพันและรู้ว่าต้องตัดใจ วีกิจหันมา มุนินทร์ทำหน้าขรึมก้าวไปหา
       “ผมกำลังจะเดินทางกลับฮะ ก็เลยมาลาคุณ”
       “ค่ะ”
       “คุณจะไม่มีวันให้อภัยผมใช่ไหมฮะ”
       “ฉันให้อภัยคุณค่ะ  แต่ฉันรับคุณกลับมาไม่ได้”
       “ทำไมฮะ เพราะคุณไม่เคยรักผมเลย หรือว่าผมทำผิดจนคุณจบสิ้นทุกอย่างกับผม” วีกิจถามอย่างเจ็บปวด
       “เพราะมันเป็นไปไม่ได้ต่างหากค่ะ  คุณก็รู้ว่าฉันทำอะไรลงไปบ้าง  นึกถึงคุณแม่คุณ  นึกถึงหลานคุณ  นึกถึงอาสะใภ้คุณ  ฉันไม่ขอไปเป็นตัวปัญหาในชีวิตของคุณอีก”
       “ผมยินดีย้ายไปอยู่ซีกโลกไหนก็ได้ ยินดีแยกจากญาติๆ ทั้งหมดของผม”
       “คุณแม่คุณ  มีคุณคนเดียวนะคะ  ฉันไม่ได้มีค่ามากพอที่คุณต้องแลกหรอกค่ะ”
       วีกิจสะเทือนใจยิ่งยวด
       “ถ้าคุณให้เหตุผล คุณก็จะชนะเสมอล่ะครับ  แต่ความรักของผมไม่ต้องการเหตุผล มันคืออารมณ์ ความรู้สึกทุกอย่างที่ผมมี”
       “มันก็แค่อารมณ์วูบหนึ่งเท่านั้น  ไม่นานมันก็จะจางลง”
       “ไม่มีวันฮะ  ไม่มีวันจาง  ไม่ว่าคุณจะให้เหตุผลยังไง  คุณก็ไม่มีวันหักล้างสิ่งที่ผมรู้สึกตอนนี้ และจะรู้สึกตลอดไปได้”
       มุนินทร์สะท้านเยือก  แต่เล่นละครเชิดหน้า  ยิ้มนิดๆ  มีแววเยาะ
       “แต่สำหรับฉัน  ชีวิตเป็นแค่ความฝัน  เรื่องนี้เป็นแค่ฝันร้าย  เมื่อฉันตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้  ฉันก็จะลืมมันให้หมด”
       “คนใจแข็งอย่างคุณคงจะลืมมันได้ แต่สำหรับผมจะไม่มีวันลืม ผมจะจดจำไป ต่อให้ตื่นขึ้นในชาติหน้า ผมก็จะจำไว้ว่าผมรักคุณ และจะรักตลอดไป”
       ลมแรงพัดมา  มุนินทร์แทบทรุดลง วีกิจมองด้วยความรักทั้งหมด  มุนินทร์เมิน  วีกิจหันหลังกลับเดินจากไป  มุนินทร์หันกลับมาน้ำตาเต็มตาวีกิจเดินไกลออกไปทุกที
       “ฉันก็รักคุณค่ะ  วีกิจ  ฉันรักคุณ”
        
       เมื่อมุนินทร์กลับเข้าบ้าน พิณซักไซ้ไล่เรียงมุนินทร์
       “เขาเป็นใครลูก ท่าทางดี  ผิวพรรณวรรณะดีหมด  เขามาชอบแกหรือ”
       “เขาเป็นเพื่อนตาค่ะ”
       “รู้แล้วว่าเป็นเพื่อนตา  แต่เป็นแฟนแกหรือเปล่า”
       มุนินทร์ส่ายหน้า แปลกถือกระถางๆ หนึ่งเข้ามา  เห็นดอกลิลลี่เล็กๆ ตูมอยู่
       “อะไรคะนั่น”
       “ลิลลี่ของตาไงลูก เมื่อก่อนทำท่าไม่รอด วันนี้ออกดอกแล้ว”
       มุนินทร์รับมาดู ใจที่เจ็บช้ำดูจะชื้นขึ้น
        
       มุนินทร์วางกระถางดอกลิลลี่ลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง ในห้องมีการจัดเรียงของผิดไปจากเดิมของบางอย่างถูกย้าย  มีกล่องใส่ของแยกประเภทวางเรียงราย มุนินทร์ทำหน้าบึ้ง
       “ยายจอมยุ่งมาจัดของให้หายากอีกแล้ว”
       มุนินทร์บ่นแล้วนั่งลงมองดูกล่องหนึ่งเห็นจดหมายหลายฉบับ แต่ฉบับบนสุดมีลายมือมุตตาที่ซองเขียนว่า “พี่นิน”  มุนินทร์ตาเบิกกว้าง ลุกขึ้นหยิบมาเปิดดู
       มุตตาดูเศร้าแต่ปลงตกหมด  มองตรงมาอย่างอ่อนโยน
       “พี่นิน  หนูขอโทษที่ไม่ได้อยู่รอรับพี่นินกลับบ้าน ที่ผ่านมาเราไม่ใช่พี่น้องที่ดีต่อกันนัก หนูเคยทำไม่ดีกับพี่นินมากมาย  หนูขอให้พี่นินอโหสิกรรมให้หนูด้วยนะจ๊ะ ส่วนหนูขออโหสิกรรมกับทุกคน”
       มุนินทร์ตะลึง จดหมายปลิวหล่นจากมือ แล้วค่อยๆ ทรุดคุกเข่าลง หมดความทะนงตนใดๆ
       “ตา  ทำไมพี่โง่เหลือเกิน  ตาฉลาดกว่าพี่มากมายนัก”
       
       มุนินทร์ร้องไห้ออกมาราวทำนบทลาย ร้องไห้ให้กับความพลัดพรากสูญเสียทั้งมวล  ร้องไห้ให้กับน้องสาว ร้องไห้ให้ชายที่ตนรักและร้องไห้ให้กับทิฐิมานะของตนเอง

สร้อยคำนั่งเล่นอยู่ที่โซฟา วีกิจเดินเข้ามานั่งลงกับพื้นเกาะเข่าแม่ไว้เงยหน้าทำตาแป๋ว

       “นี่ทำท่าแบบนี้จะเอาอะไร จะขอยืมเงิน หรือจะเปลี่ยนรถใหม่”
       “ไม่ใช่ฮะ เรื่องเขา”
       “ตากิจ แกกำลังจะผิดสัญญานะ แกสัญญาแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนี้อีก”
       “ผมสัญญากับแม่ว่าจะไม่เอามุตตามาเป็นสะใภ้แม่ต่างหากฮะ นี่คนละคนกัน คนที่ผมรักชื่อมุนินทร์ต่างหาก”
       “เขาร้ายจะตายไม่ใช่หรือ คิดแก้แค้นได้ถึงขนาดนั้น”
       “เขาไม่ร้ายเลยสักนิด รู้ไหมฮะ ทำไมผมถึงรักผู้หญิงคนนี้มากนัก เพราะเขาเป็นคนแกร่ง เข้มแข็ง แล้วก็สู้ชีวิตเหมือนแม่ของผมไงฮะ”
       สร้อยคำน้ำตารื้น ยิ้มออกมา
       “ตากิจนะตากิจ ทำไมคราวนี้ฉันหาเหตุผลมาเอาชนะแกไม่ได้นะ”
       “เพราะผมได้ครูดีน่ะซีฮะ”
       บัวมายืนยิ้มเมียงมอง
       “กรรม กรรมมันพัดพามาจริงๆ”
       “อาจเป็นบุพเพสันนิวาสก็ได้นะคะ”
       วีกิจยิ้มกับบัว สร้อยคำค้อนลูกและสาวใช้
       
       ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เนตรนภิศหน้าเผือด ผมรวบไว้ ชุดที่สวมก็เหมือนคว้ามาใส่ส่งเดช นั่งอยู่ที่โต๊ะหนึ่ง
       รัชนกเดินมาแต่งตัวสวยใสเหมือนเดิม แต่หน้าแต่งจัดกว่าเคย ถือไอแพดมาด้วย
       “ตายคุณนภิศ ทำไม สดใส นักล่ะคะ”
       “ไม่ต้องมากัดฉัน เธอมีอะไร”
       “นกตกงานไม่มีเงินเลยค่ะ นกอยากรู้ว่าเมื่อไรคุณนภิศจะจ่ายเงินค่าทำคลิปให้นกซะที คลิปที่ทำให้พี่สาวคุณเป็นอัมพาตไงคะ”
       “นี่เลิกมาเล่นบทลูกเมียน้อยยากจนข้นแค้นซะที พี่เขยฉันสืบเรื่องแกมาหมดแล้ว แกมันลูกนังแม่เล้าอยู่ชายแดน มีพ่อเลี้ยงเป็นเจ้าของบ่อน ไอ้พี่ชายแกก็ลูกติดพ่อเลี้ยงแก เล่นจ้ำจี้กับแกมาตั้งแต่เด็ก”
       รัชนกยิ้มใสซื่อ ไม่ได้สะทกสะท้าน
       “ตาย สืบมาละเอียดจังค่ะ”
       “ไม่มีเงินก็กลับไปซ่องแกเถอะ”
       “ตกลงฉันก็เปลืองตัวให้คุณเปล่าๆ น่ะซีคะ ไหนๆ ฟรีแล้วก็แถมให้หมดหน้าตักเลย”
       รัชนกส่งไอแพดในมือให้เนตรนภิศ
       “อะไร คลิปลามกอะไรของแกอีก”
       “ไม่ใช่คลิปลามกของนกหรอกค่ะ แต่เป็นของคุณอมรกับคุณพงศกรต่างหาก”
       เนตรนภิศตาเบิกกว้าง ภาพในไอแพดเป็นภาพแอบถ่าย อมรและพงศกรในบ้านตากอากาศกำลังเล่นปล้ำเหมือนมวยปล้ำ จากนั้นคือการเล้าโลม กอดจูบ เนตรนภิศช็อค แล้วน้ำตาไหลพรากแทบอาเจียน
       “รู้หรือยังคะว่าทำไมสามีคุณไม่เหลียวแลหญิงอื่น อ้อ แล้วอย่าคิดว่าคุณพงศกรเป็นน้อยนะคะ เพราะเขารักกันมาก่อนคุณเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยเรียน” รัชนกลุกขึ้นดึงไอแพดคืนมา “อ้อ ฉันขอแนะนำว่าอย่ากระโตกกระตากนะคะ เพราะถ้าคุณอาละวาด สามีคุณทิ้งคุณแน่ๆ ค่ะ แล้วคุณจะไม่เหลืออะไรเลย”
       รัชนกยิ้มหวานเดินไป เนตรนภิศตัวสั่น
       คืนนั้นเมื่อกลับมาบ้าน เนตรนภิศหน้าเผือดจดๆ จ้องๆ มาหน้าประตูห้องนอนแล้วแง้มดูภายในจึงเห็นบนเตียงมีร่างกำยำของชายฉกรรจ์ 2 ร่างฉะกันอยู่ เนตรนภิศเซไปพิงฝา หน้าซีดกว่าผนัง ยกมือปิดปากไม่ให้กรีดร้องออกมา แล้วทรุดรูดลง น้ำตาไหลไม่ขาดสาย
       
       อมรและพงศกรลงมาจากชั้นบน ชะงักไปเมื่อเห็นร่างเนตรนภิศนั่งซึมอยู่ สาวใช้กำลังง่วนเตรียมพิซซ่าที่สั่งมาอุ่นไมโครเวฟ
       “นภิศ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “เพิ่งมาเมื่อกี้”
       อมรและพงศกรโล่งอก
       “ทานอะไรมารึยัง จะได้ให้เด็กเตรียมให้” เนตรนภิศถามโดยไม่มองหน้า
       “ไม่ต้องครับ ผมสั่งพิซซ่ามาแล้ว”
       “เดี๋ยวจะดูบอลน่ะคุณ ได้เวลาแล้วมั้ง”
       สองหนุ่มนั่งลง เปิดช่องบอลทันที
       “มาแล้วพี่”
       สาวใช้เสิร์ฟพิซซ่าร้อนๆ สองหนุ่มทานอย่างเอร็ดอร่อย เนตรนภิศมองทั้งคู่อย่างเลื่อนลอย อมรและพงศกรเอะอะกับบอล
       “โอ้โฮ เริ่มเกมส์ก็เครื่องร้อนเลยพี่”
       “ท่าจะมัน นายว่ากี่ประตู”
       “สอง ศูนย์”
       “ฉันว่าสาม”
       “แพ้ผมเล่นพี่จริงๆ นะ”
       “ไม่กลัวว่ะ”
       ทั้งสองกอดรัดกันอย่างรักใคร่ เนตรนภิศขยักขย่อนเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วค่อยๆ ลุกเดินขึ้นบันได น้ำตานองหน้าไม่หันกลับไปมองอมรและพงศกรที่ยังเฮเชียร์บอลกอดกันนัว
       
       วันต่อมาที่บริษัทซีเอ็มซี คอนซัลติ้ง มุนินทร์เดินผ่านล็อบบี้ พนักงานต้อนรับ ลูกน้องชายหญิงยกมือไหว้เป็นฝักถั่ว พลางมองมุนินทร์แปลกๆ มุนินทร์ไม่สนใจ
       มุนินทร์เดินขึ้นบันไดมาที่ห้องทำงาน ขณะนั้นณัฐดนัยและลูกศรรออยู่แล้ว
       “มีอะไรคะ บอส”
       “มีธุระน่ะครับ”
       “ธุระอะไรคะ”
       “ธุระของหัวใจไงครับ”
       ลูกศรอมยิ้ม มุนินทร์งง เดินเข้าไปในห้องทำงาน
       
       มุนินทร์เข้ามาในห้องทำงานแล้วตะลึง เพราะห้องทั้งห้องกลายเป็นทุ่งดอกไม้ วีกิจก้าวออกมาจากหลังซุ้มถือช่อดอกลิลลี่ไว้ในมือ วีกิจหล่อเนี้ยบในชุดที่มุนินทร์ซื้อให้ ผูกไทเส้นสวยของมุนินทร์ มุนินทร์ก้าวไป วีกิจก้าวเข้ามา ณัฐดนัยและลูกศรมองปลื้ม วีกิจก้าวมาในระยะหนึ่งเมตร มุนินทร์มองดวงตาอ่อนลง วีกิจมองตอบอย่างวิงวอนแล้วคุกเข่าลง มุนินทร์อึ้ง
       “ยกโทษให้ผมหมดทุกข้อได้ไหมครับ”
       มุนินทร์หน้าแดงพยักหน้า ยื่นมือมาดึงวีกิจให้ลุกขึ้น ณัฐดนัยปรบมือนำ ลูกศรปรบตาม วีกิจส่งช่อดอกลิลลี่ให้ มุนินทร์รับมา พูดแก้เขิน
       “เกสรมันมีพิษนะคะ”
       “ไม่มีพิษภัยอะไรอีกต่อไปแล้วฮะ”
       วีกิจดึงมุนินทร์มากอดไว้ ลูกศร ณัฐดนัยยิ้มปลื้ม ลูกศรซบไหล่ ณัฐดนัย ณัฐดนัยสะดุ้งแล้วโอบลูกศรไว้ คราวนี้ไม่มีการขัดขืน
       
       ที่บ้านเจนภพ เตียงคนไข้มาวางที่โถง มีเตียงเดย์เบดข้างๆ สำหรับเจนภพเฝ้า นพนภานอนอยู่บนเตียง แม้ยังซูบผอมแต่ก็ผ่องใสขึ้น ซีดีพระเทศน์กังวานไปทั้งห้อง
       “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต...”
       นพนภาดวงตาสงบ ปากขมุบขมิบตาม
       “การให้ธรรมะเป็นทานถือว่าเป็นทานสูงสุด แต่บางตำรากล่าวไว้ว่า อภัยทานต่างหากที่คือทานสูงสุด การอโหสิกรรมอย่างแท้จริงนั้นเป็นสิ่งทำได้ยาก”
       นพนภาทำปากขมุบขมิบ “อโหสิกรรม”
       
       นพนภานอนอยู่บนเตียงดวงตาปิดสนิทคล้ายเคลิ้มหลับไป มีแสงเรืองรองส่องมาบนหน้า นพนภาลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเบิกตากว้าง แทบกระถดหนี เมื่อเห็นมุนินทร์ยืนอยู่ตรงหน้า นพนภากระพริบตาแล้วถึงเห็นว่าคือมุนินทร์จริงๆ ยืนอยู่กับวีกิจ เจนภพ สร้อยคำ ต้อง ต่อ ต้อม แต้ว ยายแหวง ยืนครบองค์ประชุม

 

   มุนินทร์ถือดอกลิลลี่ลงมานั่งข้างนพนภา ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน มุนินทร์วางดอกไม้ลงบนมือนพนภาแล้วกราบที่มือ ทุกคนมองอย่างตะลึง สร้อยคำ แต้ว ยายแหวง ต้อง น้ำตาซึม เจนภพและวีกิจยิ้มซาบซึ้ง

       
       “ฉันมุนินทร์ มาขออโหสิกรรมจากคุณค่ะ คุณนพนภา” 
       นพนภาน้ำตาไหล มือค่อยๆ กระดิกได้
       “คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงขยับมือ”
       มุนินทร์จับมือนพนภาไว้ ยิ้มยินดี
       “คุณกำลังบอกว่าคุณอโหสิกรรมให้ฉันแล้วใช่ไหมคะ” นพนภากระพริบตาช้าๆ มุนินทร์สะอื้น “ขอบคุณค่ะ” มุนินทร์ลุกขึ้น มองทุกคนในบ้าน “และฉันก็ขอให้ทุกคนในครอบครัว อโหสิกรรมที่ฉันได้ล่วงเกินไปทั้งหมดด้วย”
       สร้อยคำก้าวออกมา
       “อโหสิกรรมจ๊ะลูก”
       มุนินทร์วาบไปทั้งตัวกับคำว่าลูก วีกิจน้ำตาไหล สร้อยคำดึงมุนินทร์มากอดไว้ ทุกคนยินดี แต้ว ยายแหวงเช็ดน้ำตาป้อยๆ
       “แม่ ดูแม่ซีคะ”
       ต้องบอก ทุกคนหันไปดูนพนภา นพนภายิ้มออกมา
       “คุณผู้หญิงยิ้มแล้วค่ะ”
       ทุกคนดีใจกันอย่างแท้จริง นพนภามองดูครอบครัวอันแตกร้าวที่กลับมาประสานกันได้ใหม่อย่างเปี่ยมสุข
       
       คืนนั้นที่คาราโอเกะโนแฮนด์ สรรค์นั่งเบียดอยู่กับสาวโนตม กำลังร้องเพลงคู่ มีโทรศัพท์เข้า สรรค์หยิบมา
       กดรีโมทหยุดแผ่น เอานิ้วชี้จ่อปาก พลางกระดิกเท้าที่สวมสนีกเกอร์คู่ใหม่
       “ฮัลโหลจ้า”
       “อยู่ไหน”
       “เตะบอลอยู่จ้ะ ที่สนามฟุตซอล”
       “อ้อ สนามฟุตซอลในร่ม หญ้าจริงหรือหญ้าเทียม” สรรค์คอหด
       “อุ๊ย ต้องลงแล้ว เผื่อทำประตูได้ แค่นี้นะจ๊ะ”
       สรรค์ปิดมือถือ สาวคาราโอเกะคว้ามาดู เห็นมือถือปุ่มกดใหญ่ยักษ์
       “ว้าย มือถืออาม่า”
       “ใช่ ต้องรุ่นนี้แหละ ไม่มีอะไรเลย ไม่เอาแล้วพวกไฮเทค มีจีพีเอสวูบเดียวถึงตัว”
       สรรค์พูดไปแล้วหน้าซีด เมื่อแอ๋วเข้ามาวูบเดียวถึงตัวแทรกกลาง สาวโนตมถืออาม่าค้าง
       “ว้าย อาม่า”
       “ไง หนูแอ๋ว วันนี้มันบอกจะยิงกี่ประตู”
       “เอ้อ อ้าดีแต่ปากค่ะพี่ ยิงไม่ค่อยออกแล้ว”
       แอ๋วหันไปหาผัว
       “ไหน สนามฟุตซอลในร่ม ไม่เห็นมีเลยหญ้าจริง หญ้าเทียม มีแต่หญ้าแวกซ์”
       สรรค์ลุกขึ้นจะวิ่งหนี แอ๋วกระชากร่าง
       “แอ๋วจ๋า ตามพี่มาได้ไง อุตส่าห์โลว์เทคแล้ว”
       “จะบอกเคล็ดลับให้ รองเท้าที่คุณใส่น่ะ สำหรับคนเป็นอัลไซเมอร์ มันมีจีพีเอส ฉันเลยเอามาแอพพลายไว้จับผัวสำส่อนอย่างคุณไง”
       “แอ๋ว ไปรับตำแหน่งใหม่ได้แล้ว”
       “ตำแหน่งอะไร”
       “ประธานชมรมเมียหลวงโลก”
       “ฮ่ะฮ่ะ ชอบ มาร้องคารากับเมีย นังแอ๋วทั้งหลาย เฉดหัวไปให้พ้น” แอ๋วจับสรรค์ลงร้องเพลง “นี่ ร้องเพลงนี้ “ฉันรักผัวฉัน” “ผัวพี่มีชู้” ร้องเข้าไป”
       
       อีกด้านหนึ่งที่คาสิโนชายแดนเขมร รัชนกอยู่ในชุดราตรียาวโป๊อย่างน่ากลัว ลุกขึ้นจากวงไพ่หนึ่งนวยนาดไป บรรดานักพนันหัวงูมองตามคอแห้งผาก รัชนกยิ้มพรายใสซื่อ เดินมาชนชายผู้หนึ่ง รัชนกยกมือ 2 ข้างทาบอกเสื้อชายผู้นั้นแล้วเงยหน้าขึ้นดูเห็นว่าคือประพงส์
       “ขอโทษค่ะ ฉันเคยรู้จักคุณมาก่อนหรือเปล่า”
       “คงไม่มังครับ ผมคงไปคล้ายใครบางคนเข้า”
       “หรือไม่ เราก็เคยเจอกันมาแต่ชาติปางก่อน”
       “ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้”
       รัชนกค่อยๆ ลดมือลงมองอย่างท้าทาย ศักดิ์ชายเดินมา
       “เอ้า คุณประพงส์ พ่อผมรออยู่ครับ”
       “อ้าว แขกของพ่อหรือคะนี่ งั้นเราก็คงได้เจอกันบ่อยๆ ซีคะ”
       “คงอย่างนั้นมังครับ”
       “เชิญเลยครับ” ประพงส์เดินไป รัชนกมองตาม ศักดิ์ชายอ่อนใจ “น่ะ เอาอีกแล้ว จะยั่วไปถึงไหน”
       “พี่ชายน่ะ ว่าน้อง”
       ประพงส์หยุดหันมามองรัชนกอีกครั้ง รัชนกยิ้มยั่วยวน
       
       ทางด้านวีกิจกับมุนินทร์ ทั้งคู่กลับมานอนดูดาวที่เพชรบูรณ์ ดวงดาวนับพันดวงทอแสงระยิบระยับแพรวพราย ดังอัญมณีบนผืนกำมะหยี่สีดำ บนชานเรือนใต้ซุ้มไม้เลื้อยพันออกดอกหอมขจรขจาย ดอกไม้ไหวตามลมดึก วีกิจและมุนินทร์นอนหงายบนพื้นชานเรือนไหล่แนบชิดมือกุมมือไว้
       “เค้าห้ามญาติแต่งงานกันใช่ไหมฮะ”
       “ใช่มั้งคะ”
       “ว้า แล้วเราจะแต่งงานกันได้เหรอ”
       “คุณพูดอะไร”
       “ก็ตาเป็นอาสะใภ้รองของผม ผมมีศักดิ์เป็นหลาน ยังงั้นคุณก็เป็นอาของผมด้วย”
       “คุณนี่บ๊องใหญ่แล้ว”
       “ถ้าเรามีลูกก็คงยิ่งนับญาติไม่ถูก”
       “ฮึ ฉันจะให้คุณรอไปอีกนานเลยล่ะ”
       “นานแค่ไหนผมก็จะรอได้ เพราะผมวางมัดจำไว้แล้ว”
       มุนินทร์ตาวาวทุบวีกิจผลั่ก วีกิจร้องโอดโอย
       “ฉันเบื่อเหลือเกิน เวลาใครมาบอกว่าคุณเรียบร้อยแสนดี ที่จริงคุณร้ายจะตาย”
       “โธ่ ผมออกจะเป็นคนดี” มุนินทร์ทุบอีก วีกิจเอามือมุนินทร์มาจูบ มองตากันอย่างอ่อนหวานลึกซึ้ง “เราผ่านอะไรมาเยอะจังนะฮะ”
       “เรื่องทั้งหมดเหมือนถูกกำหนดมาว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้น”
       “ฮะ เหมือนตาเป็นแม่สื่อให้เราได้พบกัน”
       มุนินทร์มองดูดวงดาวพราวฟ้า ดวงดาวดูระยิบระยับยิ่งขึ้น
       “ตาคงอยู่บนดาวดวงไหนซักดวง และเฝ้ามองดูเราสองคนอยู่”
       “และผมขอสัญญากับตาว่า ผมจะดูแลพี่สาวของตาทุกลมหายใจเข้าออก ให้พี่สาวของตามีแต่ความสุขตลอดไป”
       
       ดอกลิลลี่หลายกระถางแย้มบาน สูงขึ้นไปดวงดาวทอแสงแพรวพราวไม่มีวันจืดจาง

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : แรงเงา เรื่องย่อละคร แรงเงา ละครย้อนหลัง แรงเงา ละคร แรงเงา คลิปละคร แรงเงา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เคน ภูภูมิ ธัญญ่า
เมื่อ : 20 พ.ย. 55 16:35:42
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน