อุบัติเหตุ ตอนที่ 7

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 7

อุบัติเหตุ ตอนที่ 7

 นนทลีนั่งพิงประตูรถ เหมือนคนหมดแรง หัวใจห่อเหี่ยวท้อแท้ ในหัววนเวียนไปด้วยคำพูดของอารุมที่ทิ้งท้ายก่อนจากกัน

       
       ‘ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่คุณคิดมันผิด แล้วมันก็ทำให้คุณกลายเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย นนทลีที่เคยทำตัวมีค่ามากกว่านี้หายไปไหน’
       นนทลีน้ำตาไหลออกมาอีกเพราะความเจ็บใจ แต่สมองหวนนึกถึงความหลังเก่าๆ ที่เธอกับอารุมหวานกัน...เธอกับเขาเดินจูงมือกันในสวนสวยๆ...นั่งซบกันมองดูพระอาทิตย์ตกริมน้ำ...นั่งเล่นกันกลางทุ่งหญ้า หยิบเอาต้นไม้เล็กๆ มาพันเป็นแหวน แล้วยืนให้กันละกันใส่ ก่อนจะยิ้มขวยเขินแล้วนั่งซบกันต่อ...อารุมเป่าเค้กวันเกิดร่วมกับเธอ...นนทลียิ่งนึกก็ยิ่งเจ็บปวดเหมือนคนมีคนเอามีดแทงหัวใจ น้ำตาไหลไม่หยุด แท็กซี่ถามขึ้น
       “ตกลงจะไปไหนครับ”
       นนทลีได้สติ เอามือป้ายน้ำตา พยายามคิด เหลือบมองป้ายแสงไฟพราวอยู่ตามทางของแหล่งเที่ยวกลางคืน
       
       เดชชาติเข้ามาหน้าบ้านนนทลีแล้วเคาะประตู นีรนุชก็รีบเปิดอย่างร้อนใจ
       “พี่นน...”
       นีรนุชชะงักไปเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ ก่อนจะถามเสียงพาลๆ เพราะอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่ที่วัด
       “มาทำไม”
       “ทักพี่ทักเชื้อให้มันดีๆ หน่อยได้ไหมแม่คุณ” เดชชาติมองหน้าอย่างสงสัย “ทำไมตาแดงๆ จมูกบวมๆ ร้องไห้เหรอ” ชายหนุ่มชี้หน้าแซว “นี่แอบดูหนังเกาหลีอีกแล้วสิท่า”
       นีรนุชรำคาญเพราะไม่มีอารมณ์สนุกเสียงเริ่มแข็งขึ้น
       “นุชถามว่าพี่มาทำไม ถ้าไม่มีธุระอะไรก็กลับไปก่อน นุชไม่อยากเจอใคร”
       นีรนุชทำท่าจะปิดประตู เดชชาติรีบเอามือดัน
       “อ้ะๆๆ ไม่เซ้าซี้ก็ได้ พี่มาเยี่ยมนน เห็นอารุมมันบอกว่านนไม่สบาย”
       นีรนุชได้ยินชื่ออารุมแล้วปรี๊ดขึ้น
       “แล้วทำไมพี่อารุมไม่มาเอง หรือว่ามัวแต่ไปไหนมาไหนกับคนอื่นอยู่”
       “อ้าว ทำไมต้องเหวี่ยงด้วยเนี่ย”
       “นุชทนมานานแล้วกับพฤติกรรมของเพื่อนพี่ ตอนนี้นุชผิดหวังในตัวเขาที่สุด”
       นีรนุชพูดจบก็ร้องไห้ออกมา เดชชาติอึ้ง ตกใจ รีบเข้าไปปลอบ
       “อ้าว อะไรกันเนี่ย เกิดอะไรขึ้น”
       นีรนุชพยายามหยุดร้องไห้ แต่ไม่สำเร็จ พูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ
       “วันนี้นุชไปเจอพี่อารุมกับคุณวิศนีที่วัด...ในวันที่พี่นนนอนซมอยู่บ้าน เขาไปอี๋อ๋อกันที่วัด แถมยังโกหกพี่นนอีก เขาทำได้ยังไง”
       นีรนุชร้องไห้ตัวสั่น เดชชาติหน้าเสีย
       “ที่ผ่านมานุชเชื่อมั่นในตัวเขา นุชคอยออกตัวให้พี่อารุมตลอด เพราะนุชมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี แต่วันนี้เขาทำให้นุชรู้แล้วว่านุชมันโง่ โง่พอๆ กับพี่นน”
       เดชชาติเห็นนีรนุชร้องไห้ก็ว้าวุ่นใจ พยายามจะปลอบเอามือแตะไหล่
       “นุช พี่ว่ามันคงไม่ใช่อย่างที่นุชคิดมั้ง”
       นีรนุชได้ยินเท่านั้นก็สะอึก สะบัดตัวหนีอย่างเดชชาติทันที
       “อ๋อ นุชลืมไป ว่าเขาเป็นเพื่อนพี่ทั้งสองคน ยังไงพี่คงก็ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะร่วมมือกันทำร้ายพี่นน”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น”
       “ไปถามพี่อารุมเองแล้วกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเขามีความเป็นลูกผู้ชายพอ เขาก็คงจะพูดอย่างที่นุชเห็น”
       นีรนุชพูดจบก็ปิดประตูใส่หน้า เดชชาติยืนอึ้ง กลุ้มใจ งงไปหมดว่ามันเกิดอะไร
       
       นนทลีเดินเข้ามาในผับ ท่าทางเกร็งๆ ประหม่า เพราะไม่เคยมาคนเดียวมาก่อน แต่พอเห็นไม่มีใครสนใจ ก็พยายามทำไม่แคร์ แล้วเดินไปนั่งอยู่คนเดียวที่บาร์
       “ดื่มอะไรดีครับ”
       นนทลีวางฟอร์มมั่นๆ ข่มความประหม่า
       “อะไรก็ได้”
       บาร์เทนเดอร์ทำหน้างง เลยหยิบเมนูส่งให้ นีรนุชมองดูเมนูเครื่องดื่ม แต่ไม่รู้จักสักอย่าง เลยชี้มั่วๆ ไป แล้วหันมองไปรอบๆ สังเกตท่าทีของคนอื่นๆ แล้วทำตัวกลมกลืนเพื่อไม่ให้ตัวเองดูประหลาด แต่ก็ยังมีท่าทีเก้อๆ เขินๆ อยู่
       
       อารุมนั่งคอตกอยู่ในห้อง มีเดชชาติยืนคุยอยู่ด้วย
       “ใช่ นนมาที่นี่ แต่กลับไปแล้ว”
       “แล้วคุยกันเข้าใจหรือยัง”
       อารุมถอนใจเหนื่อยๆ ส่ายหน้า ระบายออกมา
       “ฉันไม่รู้ว่าวันนี้นนเป็นอะไร อยู่ๆ เขาก็...พยายามจะให้ฉันแตะต้องเขา บอกว่าไม่อยากเสียฉันให้คุณวิศนี มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วไอ้ชาติ เขาไปฟังใครมาอีกก็ไม่รู้”
       อารุมกลุ้มใจ
       “ไม่ได้ฟังใครหรอก เขาเห็นกับตามากกว่า”
       อารุมเงยหน้ามองเดชชาติอย่างไม่เข้าใจ
       “วันนี้แกไปวัดกับคุณวิศนีใช่ไหม”
       
       อารุมอึ้งๆ ที่เดชชาติรู้

โยธินเดินถือแก้วเหล้าเหล่สาวเข้ามา เห็นนนทลีซึ่งนั่งอยู่ที่บาร์ เลยหยุดมองจนแน่ใจ แล้วรีบเดินเข้าไปหา

       
       “คุณนน! คุณนนจริงๆ ด้วย”
       นนทลีสะดุ้ง เมื่อหันไปเห็นโยธิน เพราะไม่คิดอยากจะเจอใครที่นี่”
       “นี่มาเที่ยวคนเดียวเหรอครับ”
       นนทลีกระดากอาย ไม่อยากยอมรับ แต่ไม่รู้จะโกหกยังไงเลยไม่ตอบ โยธินรีบนั่งลงข้างๆ
       “ทีหลังจะมา โทรบอกผมก็ได้ ผมเป็นหุ้นส่วนร้านนี้ จะได้รีบอยู่เป็นเพื่อน” โยธินมองเห็นเหล้าในแก้ววิศนีใกล้หมดก็เรียกบาร์เทนเดอร์ “น้อง เพื่อนพี่สั่งอะไร เอามาเพิ่มเลย อีกสองแก้ว”
       นนทลีนั่งก้มหน้าก้มตา ข้างในเต็มไปด้วยความละอายใจที่ทำตัวเสเพลแบบนี้ โยธินก้มมอง
       “ว่าแต่นายอารุมเขาไปไหน ทำไมปล่อยให้คุณมาคนเดียวได้”
       นนทลีได้ยินชื่ออารุมก็ยิ่งจิตตก กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้ออกมาทันที
       “อ้าว คุณ”
       โยธินตกใจทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นนนทลีก้มหน้าร้องไห้
       
       อารุมก้มหน้านิ่ง รู้สึกผิด รู้แล้วว่านนทลีระแวงอะไร อารุมเสียใจ
       “ที่นนเป็นแบบนี้ก็เพราะฉัน เพราะฉันคนเดียว”
       “ถึงเวลาที่แกต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดแล้วว่าจะเอายังไงกับนน แกยังรักเขาอยู่หรือเปล่า”
       “ฉันไม่เคยไม่รักนน”
       “แต่มันก็คงไม่พอ ถ้าเขารู้สึกว่ามีผู้หญิงอีกคนได้รับมันเท่าๆ กัน”
       อารุมชะงัก มองหน้าเดชชาติ อยากจะแย้ง
       “ฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่นนคิดมันจริงหรือไม่จริง แต่มีแค่แกคนเดียวที่จะทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ได้ ถ้าแกรักเขาก็ทำอะไรซักอย่างที่ทำให้เขามั่นใจ หรือถ้าไม่รักกันแล้วก็ปล่อยเขาไป อย่าให้เขาทรมานอีกเลย”
       
       โยธินกระแทกแก้วลงบนบาร์อย่างแรง หลังจากฟังนนทลีเล่า
       “คุณแน่ใจได้ยังไง ว่าเขามีอะไรกันแล้ว”
       นนทลีเหม่อลอย เมากึ่มๆ
       “แล้วคุณคิดว่าทำไมอารุมถึงปฏิเสธฉัน ทำไมเขาถึงปฏิเสธคนที่เขารักมาเจ็ดปีล่ะ”
       โยธินฟังแล้วยิ่งเครียดจนอยากจะบีบแก้วในมือให้แตกเป็นเสี่ยง
       “ฉันมันไร้ค่าจริงๆ บากหน้าไปเสนอตัวให้เขาถึงห้อง เขาก็ไม่เอา”
       นนทลียกเหล้าขึ้นดื่มย้อมใจ แก้กลุ้ม โยธินแค้นใจโยธิน แต่ก็ปลอบนนทลี
       “ไม่จริงหรอกครับ คุณนนอย่าตำหนิตัวเอง คนที่ควรตำหนิคือไอ้หมอนั่น มันคงจะหวังตกถังข้าวสาร”
       นนทลียิ่งจิตตก เหมือนถูกตอกย้ำความพ่ายแพ้ โยธินรีบปลอบ
       “เราไม่พูดเรื่องนี้กันดีกว่า มาดื่มให้ลืมเรื่องบ้าๆ นี่เถอะครับ”
       โยธินยิ้มให้ ยื่นแก้วให้ชน นนทลียกแก้วมาชนกับโยธิน อารมณ์กึ่มๆ เมาๆ ทำให้ความคิดฟุ้งซ่านไปไกล เธอมองโยธินอย่างพิจารณา แล้วหวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่ได้รู้จักเขา และเขาดูแลเอาใจใส่เธอย่างดี และนึกถึงเหตุการณ์ที่กุสุมาคุยกับเธอเรื่องโยธิน
       ‘…ฉันว่าคุณโยธินเขาเอาใจเธอแปลกๆ นะ’
       นนทลีแอบภูมิใจเหมือนกัน
       ‘เธอคิดว่าเขาจีบฉันเหรอ’
       ‘ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น บางทีเขาอาจจะเบื่อตามตื๊อคุณวิศนี ก็เลยหันมาสนใจเธอแทนก็ได้...นี่ถ้าเธอไม่มีแฟนนะ ฉันจะยุให้เธอคบเขา คงจะสบายน่าดู’
       นนทลีเริ่มเอนเอียงไปทางคำพูดของกุสุมา เพราะความเมา เลยจ้องหน้าโยธินแล้วโพล่งถาม
       “คุณชอบฉันใช่ไหม”
       โยธินชะงัก งง
       “คุณพูดอะไร”
       “คุณคิดอะไรกับฉันหรือเปล่า เพราะเพื่อนฉันบอกว่าคุณคิด”
       นนทลีพูดพลางมองสบตาโยธินนิ่ง โยธินยกเหล้าขึ้นจิบ มองตอบด้วยสายตาคมกริบ เหมือนพญาอินทรีย์เจอเหยื่อตัวน้อย
       
       อารุมนั่งมองรูปถ่ายคู่ของตัวเองกับนนทลีตอนกำลังหวานชื่นด้วยสีหน้าครุ่นคิด นึกถึงคำพูดของเดชชาติ
       ‘ถึงเวลาที่แกต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดแล้วว่าจะเอายังไงกับนน...ถ้าแกรักเขาก็ทำอะไรซักอย่างที่ทำให้เขามั่นใจ หรือถ้าไม่รักกันแล้วก็ปล่อยเขาไป อย่าให้เขาทรมานอีกเลย’
       อารุมทอดสายตามองรูปนั้นเหม่อๆ ครุ่นคิดถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ
       
       วันใหม่...อารุมเดินเข้ามาในออฟฟิศ มองไปที่โต๊ะประจำของนนทลี เห็นว่าว่างเปล่า นนทลีไม่อยู่ที่นั่น
       อีกด้านหนึ่งนีรนุชกับกุสุมาเดินเร่งร้อนเข้ามา ร้องเรียกนนทลีเสียงดังด้วยความเป็นห่วง
       “พี่นน”
       นีรนุชเห็นอารุม ก็ชะงัก
       “นุช”
       อารุมมองงงๆ ที่เจอกันที่นี่ นีรนุชมองอารุมอย่างทั้งรักทั้งแค้น น้ำตาคลอๆ ยังไม่ทันตอบเดชชาติก็เดินเข้ามาอีกคน
       “พี่ถามคนอื่นแล้วนะนุช ไม่มีใครเห็นนนเลย...”
       นีรนุชยิ่งใจไม่ดี น้ำตาคลอจวนเจียนจะไหล สะบัดหน้าเดินออกไปทันที อารุมมองทุกคน
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “เมื่อคืนนนไม่ได้กลับบ้าน โทรติดต่อก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปไหน”
       อารุมตกใจ หน้าซีดเผือด
       
       นีรนุชเดินร้องไห้ออกมา อารุมรีบวิ่งตามมารั้งไว้ เดชชาติกับกุสุมาเดินตามมาห่างๆ
       “นุช เดี๋ยวก่อน”
       “ปล่อยนะ ปล่อย”
       นีรนุชร้องไห้ พยายามสะบัด แต่อารุมจับไว้แน่น
       “นุช พี่รู้ว่านุชโกรธพี่อยู่ แต่ตอนนี้นุชต้องเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น นนไปไหน”
       “ไม่รู้! นุชไม่รู้! ตั้งแต่พี่นนออกไปหาพี่อารุม พี่นนไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย”
       อารุมได้ยินแล้วยิ่งช็อค นีรนุชปล่อยโฮออกมาทันที วิศนีขับรถเข้ามาจอด เห็นอารุมยืนปลอบนีรนุชอยู่หน้าบริษัทก็แปลกใจ รีบลงจากรถไป
       “มีอะไรกันเหรอคะ”
       นีรนุชเงยหน้ามองวิศนี ยิ่งเห็นหน้ายิ่งเดือด เลยผละจากอารุมมาที่วิศนีทันที
       “ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ คนเลว! คุณทำลายชีวิตพี่สาวฉัน ถ้าพี่นนเป็นอะไรไป ฉันจะฆ่าคุณ!”
       เดชชาติกับอารุมตกใจรีบวิ่งไปดึงนีรนุชไว้ วิศนีหน้าตื่น
       “นุช ใจเย็นๆ”
       เดชชาติปราม แต่นีรนุชยังคงตวาด
       “อยากได้มากนักใช่ไหม ผู้ชายคนนี้” นีรนุชชี้อารุม “เอาไปเลย! แล้วเลิกทำให้พี่สาวฉันต้องตายทั้งเป็นเสียที!”
       
       นีรนุชเต้นเร่าๆ มีเดชชาติกับอารุมช่วยกันดึงไว้ พนักงานแถวนั้นโผล่หน้าออกมามองกันอย่างสนใจ

  ลูกเกดกับชมพู่ชะเง้อมองออกไปข้างนอกอย่างสนใจ ยุพเยาว์กับวิเวียนโผล่หน้ามาดู

       
       “เขามุงอะไรกันข้างนอก ใครตบกันเหรอ” ยุพเยาว์ถาม
       “ตอนนี้ยังไม่ตบ แต่ก็ไม่แน่”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนทำหน้าสงสัย ชมพู่ขยายความ
       “เมื่อคืนนนทลีไม่ได้กลับบ้าน ยายน้องสาวก็เลยมาตามที่บริษัท แต่มาเจอคุณวิศนีเสียก่อน”
       “วุ้ย ก็ดราม่าแซบเวอร์น่ะสิ”
       วิเวียนรีบพุ่งออกไปทันที โดยมียุพเยาว์ตามไป
       
       เดชชาติกับอารุมรั้งนีรนุชไว้...
       “นุช กลับบ้านดีกว่านะ เราต้องช่วยกันไปตามหานน ตอนนี้นนสำคัญที่สุด” อารุมเตือน
       นีรนุชสะบัดสะบิ้งไม่ยอม
       “นุชจะโกรธแค้นพี่ยังไงก็ได้ แต่ตอนนี้เราต้องช่วยกัน”
       นีรนุชชะงักลังเล เป็นห่วงพี่สาวมากกว่าเลยอ่อนลง กุสุมารีบเข้ามาประคองแล้วตรงไปที่รถอารุม เดชชาติมองตามนีรนุชไปอย่างกังวล วิศนีได้สติก็เดินเข้ามาหา
       “คุณนนหายตัวไปเหรอคะ”
       เดชชาติเครียดๆ
       “ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ”
       วิศนีพลอยตกใจไปด้วย
       
       อารุมวุ่นวายคุยโทรศัพท์ ขณะที่กุสุมานั่งบีบมือให้กำลังใจนีรนุช อารุมวางสายแล้วหันมาบอก
       “ไม่มีเพื่อนคนไหนได้คุยกับนนเลย”
       นีรนุชยิ่งน้ำตาคลอด้วยความเป็นห่วงพี่สาว อารุมนึกได้
       “นนไม่ได้โทรหาสุเลยเหรอ”
       กุสุมาสะดุ้ง รีบโกหกกลบเกลื่อน
       “เปล่าเลยจ้ะ”
       กุสุมาทำเนียนๆ โอบกอดนีรนุชอย่างปลอบใจ นีรนุชเห็นเดชชาติกับวิศนีเดินเข้ามาก็ลุกพรวด
       “มาทำไม อย่ามาเหยียบบ้านฉันนะ”
       “นุช มีสติหน่อยสิ คุณวิศนีเขาอยากจะช่วย”
       นีรนุชมองอย่างไม่พอใจ
       “ช่วยเหรอ? คุณจะช่วยอะไรได้ ทำไมไม่เอาเวลาไปนั่งหัวเราะสะใจที่พี่ฉันหายไปล่ะ”
       วิศนีถูกด่าก็อึ้งๆ แต่เข้าใจนีรนุช ไม่ตอบโต้
       “คุณนีรนุช ถ้าคุณคิดว่าฉันเป็นต้นเหตุ ก็น่าจะให้ฉันมีส่วนรับผิดชอบนะคะ”
       “นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะนุช เราต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน”
       นีรนุชอ่อนลง แต่ยังกระฟัดกระเฟียดใส่วิศนี กุสุมานึกได้ รีบโพล่งขึ้นสิ
       “จริงสิ เราน่าจะไปถามคุณโยธิน”
       ทุกคนหันขวับไปหากุสุมาทันทีด้วยความแปลกใจ กุสุมาทำอึกอักลังเล เหมือนไม่กล้าพูด แต่จริงๆ อยากแฉจนตัวสั่น
       “คือ...สุเห็นนนกับคุณโยธินเขาสนิทกัน”
       อารุม นีรนุชอึ้งไปเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ในขณะที่เดชชาติกับวิศนีดูว้าวุ่น สังหรณ์ใจ
       
       นนทลีนั่งแต่งตัวอยู่บนเตียงในห้องนอนโยธิน แล้วหันไปมองโยธินที่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยสายตาเฉยเมย เพราะรู้ตัวดีว่าทำอะไรลงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องของโยธินอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมานอกห้อง กวาดตามองความโอ่โถงสวยงามของบ้านโยธินอย่างสำรวจตรวจตรา พลันนึกถึงสิ่งที่กุสุมาเคยพูด
       ‘นี่ถ้าเธอไม่มีแฟนนะ ฉันจะยุให้เธอคบเขา คงจะสบายน่าดู’
       นนทลีคิดแล้วเริ่มจินตนาการว่าถ้าตัวเองได้มาอยู่ที่นี่ก็คงดี ชดเชยกับการเสียอารุมไป เธอนนทลีเผลอยิ้มออกมานิดๆ ให้ตัวเอง แล้วเดินไล้ราวบันได ลงไปชั้นล่างด้วยมาดราวกับเป็นเจ้าของบ้าน แต่ทันใดนั้นอวลอบก็เปิดประตูผ่างออกมาจากห้องนอนของตัวเอง
       “เธอเป็นใคร”
       นนทลีสะดุ้งมองอวลอบ มือไม้สั่น ก่อนจะยกมือไหว้
       “ฉันถามว่าเธอเป็นใคร”
       นนทลีอึกอัก ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เลยหันไปมองทางห้องโยธิน เท่านั้นอวลอบก็เข้าใจทันที
       “มาอีกรายแล้วเหรอ นังผู้หญิงใจง่าย”
       อวลอบปรี่เข้าไปหานนทลี แล้วจิกผมหน้าหงาย
       “โอ๊ย! ปล่อยฉันนะ”
       “ฉันปล่อยแกแน่ เมื่อตอนที่ฉันโยนแกออกไปจากบ้าน”
       “ฉันเจ็บ โอ๊ย”
       เสียงนนทลีเอะอะโวยวายดังลั่นบ้าน โยธินเปิดประตูออกมา
       “คุณแม่!”
       “แม่บอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหิ้วผู้หญิงต่ำๆ พวกนี้มานอนอีก...พวกแกนี่มันหน้าด้านจริงๆ มันต้องให้เจ็บตัวใช่ไหมถึงจะรู้สึก”
       “โอ๊ย ปล่อยฉัน”
       นนทลีร้องลั่น โยธินเข้าไปยื้อแย่ง
       “คุณแม่ อย่าครับ เดี๋ยวตกบันได”
       “ดี ให้มันตายๆไปเลย”
       “ถ้าเขาตาย คุณแม่ก็ติดคุก แล้วชื่อเสียงตระกูลเราจะเป็นยังไง”
       นนทลีได้ยินถึงกับอึ้ง โยธินไม่ได้ห่วงเธอซักนิด แต่ห่วงตัวเองมากกว่า ด้วยความผิดหวังทำให้ถือโอกาสสะบัดหลุดจากอวลอบทันทีแล้ววิ่งลงบันไดไป
       “แกกลับมานะ”
       อวลอบวิ่งลงบันไดตามไป โยธินรีบตาม
       
       นนทลีวิ่งออกมาหน้าบ้าน โดยมีอวลอบกับโยธินตามมาด้านหลัง ทันใดนั้นก็มีรถบรรทุกขนาดใหญ่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน อวลอบชะงักฝีเท้ามอง
       “อรุณสวัสดิ์ครับคุณหญิง แหม อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพอดีเลย”
       อวลอบตกใจ
       “คุณมาที่นี่ทำไม”
       เจ้าหนี้หัวเราะชอบใจ
       “คุณหญิงเป็นอัลไซเมอร์หรือเปล่าครับเนี่ย ก็ตามสัญญากู้ยืมที่เราเซ็นกันไว้ไงครับ วันนี้ครบกำหนดแล้ว”
       เจ้าหนี้ยื่นสัญญาคู่ฉบับให้ดู อวลอบกับโยธินรับมาอ่านงงๆ นนทลีมองดูทั้งหมดอย่างตื่นๆ
       “หนี้ห้าล้านที่คุณหญิงยืมไปลงทุน ผมยังไม่ได้คืนสักบาท ก็ถึงเวลาต้องมาเก็บเงินต้นกับดอก”
       อวลอบอึดอัด อับอาย
       “คุณพิชัย กลับไปก่อนได้ไหม วันนี้ฉันไม่สะดวก”
       “โอ๊ย ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าคุณหญิงไม่ค่อยสะดวก ถึงได้พาคนงานมาด้วยไงครับ...เฮ้ย เข้าไปดูข้าวของในบ้านซิ มีอะไรที่พอจะตีราคาได้ ยกไปใส่รถให้หมด”
       ลูกน้องรับคำแล้วพากันวิ่งขึ้นบันไดหน้าบ้านมาทันที อวลอบตกใจ หน้าตาตื่น
       “นี่ ไม่ได้นะ ฉันไม่อนุญาต”
       เจ้าหนี้ระเบิดเสียงหัวเราะไม่สนใจ เดินตามลูกน้องเข้าไป อวลอบตัวสั่นเทารีบวิ่งตามเข้าไปห้าม โยธินละล้าละลังจะตามเข้าไป นนทลีมองอย่างช็อคระคนสมเพช
       “ที่แท้คุณมันก็เหลือแต่ตัว”
       โยธินร้อนผ่าว กับสายตาของนนทลี แต่ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา
       “ใช่ ทำไม ผิดหวังเหรอ”
       สีหน้าผิดหวังของนนทลีแสดงความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด โยธินเริ่มเข้าใจ แค่นหัวเราะออกมา
       “นี่อย่าบอกนะว่าคุณหวังสูงอยากจะเป็นเมียผม เราแค่นอนกันคืนเดียวเองนะคุณนนทลี อย่าหวังอะไรให้มากนัก”
       นนทลีทั้งเจ็บทั้งอาย เพราะที่จริงก็จี้ใจดำเข้าอย่างจัง
       “ฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”
       “ก็คุณดันเผยความหิวเงินให้ผมเห็นก่อนทำไมล่ะ ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน ต่อไปจะได้คบกันง่ายๆ” โยธินยิ้มเยาะ
       “ใครว่าฉันจะคบกับแก”
       “อ้าว ที่แท้ก็รักสนุกไม่ผูกมัดหรอกเหรอ งั้นก็ยิ่งดี ผมชอบ”
       “สารเลว”
       นนทลีพุ่งเข้าไปจะทุบโยธิน แต่โยธินจับแขนทั้งสองข้างไว้
       “คุณโกรธผมทำไม อย่าลืมสิว่าคุณเป็นเชื้อเชิญผมเอง ไอ้ผมมันก็เห็นใจผู้หญิงเปลี่ยวๆ ไม่อยากจะขัดศรัทธา”
       นนทลีได้ยินแล้วยิ่งแค้นจัด สะบัดมือออกมา แล้วเงื้อหมัดชกหน้าโยธินอย่างแรงจนหน้าหงาย
       “โอ๊ย ยายบ้า!”
       นนทลีวิ่งเตลิดออกจากบ้านไป โยธินเอามือแตะจมูกตัวเองที่เลือดซิบๆ อย่างโมโห ทำท่าจะตามไปแล้วเปลี่ยนใจ หันไปมองในบ้าน
       
       นนทลีวิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านของโยธิน แล้วรีบขึ้นแท็กซี่ออกไป ลืมไปสนิทว่าไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลย

พนักงานต้อนรับโรงแรมของโยธินวางสาย แล้วหันมาบอกทุกคนที่ยืนรออยู่

       
       “วันนี้คุณหญิงกับคุณโยธินไม่เข้าออฟฟิศค่ะ”
       อารุมและทุกคนหนักใจ
       “เราจะไปพบเขาได้ที่ไหน”อารุมบ่น
       “ฉันรู้จักบ้านคุณหญิงอวลอบค่ะ”
       ทุกคนมองวิศนีอย่างมีความหวัง เมื่อเธอบอกอย่างนั้น
       
       วิศนีขับรถออกไปโดยมีเดชชาตินั่งไปด้วย ขณะที่อารุมขับรถของตัวเองตามมาพร้อมกับนีรนุชและกุสุมา
       นีรนุชว้าวุ่นกระสับกระส่าย มองไปตามท้องถนน ขณะที่รถวิ่งผ่านไป แต่พอรถของอารุมพ้นสายตาไป แท็กซี่คันที่นนทลีนั่งมาก็แล่นมาจอดริมฟุตบาธ นนทลีเปิดประตูลงมาอย่างกลัวๆ
       “ไม่มีเงินแล้วจะเรียกแท็กซี่ทำไมวะ ลงไปเลยนะ”
       แท็กซี่ตะโกนด่าแล้วขับรถออกไปอย่างฉุนเฉียว นนทลีมองไปรอบๆ ตัวอย่างเคว้งคว้าง ล้วงหาเศษเหรียญเศษเงินในกระเป๋า แต่ไม่มีสักบาท ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นหันมามองนนทลีอย่างแปลกใจ จนกระทั่งนนทลีรู้ตัว รีบเดินหลบไป แต่ยังร้องไห้ตลอดทาง
       
       หลังรถบรรทุกที่มีภาพเขียนขนาดใหญ่กับรูปปั้นสวยๆ เต็มคันรถ เจ้าหนี้ยืนคุยกับอวลอบและโยธินด้วยท่าทางสมใจ
       “เรียบร้อยแล้วนะครับคุณหญิง ผมลาละครับ” เจ้าหนียกมือไหว้อย่างอารมณ์ดี
       “ไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีก ไป๊”
       อวลอบแว้ดๆใส่ ขณะที่เจ้าหนี้หัวเราะร่าขึ้นรถแล้วขับออกไป ทั้งสองกำลังจะพากันกลับเข้าบ้าน แต่แล้วก็เห็นรถของวิศนีแล่นเข้ามา
       “คุณวิศนีนี่ครับ”
       อวลอบกับโยธินชะงัก มองดูวิศนีที่ลงจากรถอย่างแปลกใจ แล้วมองเลยไปที่รถของอารุมที่ตามมาจอดด้วย
       
       นีรนุชเดินนำลิ่วเข้ามาในบ้านไม่สนใจใคร มองหานนทลี อวลอบรีบตาม
       “นี่เธอ อย่ามาเพ่นพ่านในบ้านฉันนะ ออกไปเดี๋ยวนี้” อวลอบไล่
       “พี่สาวฉันอยู่ไหน”
       “ใครพี่สาวเธอ”
       วิศนีช่วยพูด
       “คุณนนทลี เพื่อนร่วมงานของฉันค่ะ...เธอมาที่นี่หรือเปล่า”
       วิศนีมองโยธินอย่างจับผิด อวลอบทำมองโยธินงงๆ เพราะไม่รู้จักชื่อ แต่สีหน้าโยธินดูอึกอักมีพิรุธจนอวลอบจับได้
       “อ๋อ...” อวลอบนึกได้ว่าไม่ควรพูด แสร้งหันมาทำหวานกับวิศนี “พนักงานบริษัทหนูจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงจ๊ะวิศนี โยธินเขาไปรู้จักมักจี่ตั้งแต่เมื่อไร”
       โยธินทำไก๋
       “รู้จักผิวเผินน่ะครับคุณแม่ ทำไมคุณวิศนีมาตามที่นี่ล่ะครับ ผมจะพาเขามาที่บ้านทำไม”
       อารุมระแวง
       “คุณแน่ใจนะที่พูดอย่างนั้น”
       โยธินหันขวับมองอารุม
       “นายกำลังจะพูดอะไร คิดว่าฉันลักพาตัวแฟนนายมาหรือไงนายอารุม เป็นแฟนกันทำไมไม่ดูแลกันให้ดีๆ ล่ะวะ”
       อารุมมองโยธินอย่างยัวะๆ สงสัยท่าทีบางอย่าง เพราะโยธินดูหลุกหลิก ร้อนรน นีรนุชถามอย่างร้อนใจ
       “คุณได้เจอพี่สาวฉันบ้างหรือเปล่า”
       “จะเจอได้ยังไง ฉันกับพี่สาวเธอไม่ได้สนิทกัน”
       เดชชาติได้ยินอย่างนั้นก็ฮึดฮัดอยากพูดเรื่องที่ตัวเองเห็น แต่พูดไม่ได้ เพราะกลัวจะเป็นเรื่องยาว ได้แต่กระสับกระส่าย อึดอัดใจ
       “นั่นสิ โยธินเขาจะไปคบหากับพวกพนักงานระดับล่างทำไม พี่สาวเธอคงจะเอาเรื่องนี้ไปแอบอ้างจนทั่วล่ะสิ มันน่าแจ้งตำรวจจับนัก”
       อวลอบพูดเหยียดๆ นีรนุชปรี่เข้าหา
       “พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงป้า”
       อวลอบทำท่าตกอกตกใจ เดชชาติกับกุสุมารีบมาช่วยกันดึงนีรนุชไว้ เดชชาติมองเห็นจมูกโยธินแดงๆ
       “จมูกคุณไปโดนอะไรมา”
       โยธินสะดุ้ง เอามือปิดจมูก
       “เกี่ยวอะไรกับพวกแก”
       อวลอบเห็นโยธินจะเสียท่า ก็ทำเอะอะกลบเกลื่อน
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน มาบุกรุกบ้านฉัน แล้วยังมาสอบสวนลูกชายฉันเหมือนเป็นคนร้ายอีก พวกเธอไม่มีสิทธิ์นะ ออกไปเดี๋ยวนี้” อวลอบหันมาหวานกับวิศนี “หนูวิศนีจ๊ะ พวกนี้มันเป่าหูอะไรหนู อย่าไปเชื่อมันเชียวนะ”
       วิศนีมองกราดไปทางโยธินที่ดูหลุกหลิก
       “ฉันจะถามคุณอีกครั้งนะโยธิน แน่ใจนะว่าคุณนนทลีไม่ได้มาที่นี่”
       โยธินยัวะ แต่เห็นว่าเป็นวิศนี เลยไม่กล้าโวย รีบเดินเข้าไปจับมือ
       “ผมเคยพบเขาแค่ไม่กี่ครั้งเองนะครับ คุณอย่าไปเชื่อคำพูดมั่วๆ ของคนพวกนี้ มันหวังผลประโยชน์จากพวกเรา”
       นีรนุชได้ยินก็ฮึดฮัดจะเอาเรื่องโยธินอีก เดชชาติกับกุสุมารีบจับตัวไว้ อารุมเห็นว่าไม่ได้ความแน่ก็รีบตัดบท
       “กลับกันเถอะครับ ถ้านนไม่ได้มาที่นี่ก็แล้วไป ก็คงต้องไปแจ้งความแล้วล่ะ”
       
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป แต่ไม่วายหันมามองโยธินกับอวลอบอย่างจับผิดอีก ทั้งสองได้แต่หนาวๆ ร้อนๆ
       
       โยธินกับอวลอบยืนมองรถของวิศนีกับอารุมที่ขับออกไปอย่างโล่งอก สักพักอวลอบก็หันมาหยิกตีลูกชาย
       “โอ๊ย ! คุณแม่อะ”
       “มันน่าหยิกให้เนื้อขาดนัก เกือบไปแล้วไหมล่ะ! ทีหลังอย่าไปยุ่งกับนังนั่นอีกนะ ถ้าความแตกขึ้นมา แกเข้าหน้าหนูวิศนีไม่ติดแน่”
       
       โยธินลูบแขนตัวเอง แล้วพยักหน้ากับอวลอบอย่างเซ็งๆ

    นนทลีเดินร้องไห้มาตามถนน ด้วยอาการจิตตกอย่างที่สุด รู้สึกเหมือนกับตัวเองไม่เหลืออะไรอีกแล้ว นึกถึงอารุมที่ต่อว่าเอา

       
       ‘ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่คุณคิดมันผิด แล้วมันก็ทำให้คุณกลายเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย! นนทลีที่เคยทำตัวมีค่ามากกว่านี้หายไปไหน’
       นึกถึงคำพูดที่โยธินถากถางดูถูก
       ‘นี่อย่าบอกนะว่าคุณหวังสูงอยากจะเป็นเมียผม เราแค่นอนกันคืนเดียวเองนะคุณนนทลี อย่าหวังอะไรให้มากนัก’
       นนทลีสะอิดสะเอียนตัวเอง ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น แล้วโผไปที่ราวสะพาน ขณะที่กำลังเดินข้ามแม่น้ำ เธอมองลงไปเบื้องล่าง เห็นสายน้ำไหลเชี่ยวด้านล่าง เกิดความรู้สึกชั่ววูบขึ้นมา คิดอยากจะโดดลงไปตายให้รู้แล้วรู้รอด เลยปีนขึ้นไปเหยียบราวสะพาน เธอมองลงไปด้านล่าง คิดหนักว่าจะโดดไม่โดด มือที่จับราวสั่นเทา แต่ในที่สุดก็ไม่กล้าพอ ดึงตัวเองกลับมา แล้วทรุดลงร้องไห้ที่พื้นบนสะพานตรงนั้นอย่างสิ้นหวัง เธอนั่งร้องไห้ขณะที่รถวิ่งผ่านไปผ่านมา ไม่มีใครสนใจเลย
       
       อารุมยืนเหม่ออยู่มุมหนึ่งของโรงพัก ขณะที่นีรนุชเข้าไปแจ้งความ วิศนีเดินเข้ามาหา
       “ตำรวจขอสอบปากคำคุณนีรนุชเพิ่มเติมค่ะ” วิศนีบอก
       อารุมพยักหน้ารับรู้ ก้มหน้านิ่ง วิศนีมองอย่างสงสาร
       “ฉันขอโทษนะคะ ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างเป็นแบบนี้ ถ้าเมื่อวานฉัน...”
       อารุมหันมามองวิศนี ส่ายหน้า
       “มันไม่ใช่คุณ แต่เป็นผม ผมคนเดียว”
       อารุมเสียงสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้ แล้วทุบกำปั้นลงบนผนัง หรือเสาแรงๆ
       “ถ้านนเป็นอะไรขึ้นมา ผมจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย”
       อารุมทุบซ้ำ แล้วก้มหน้านิ่งตัวสั่นเหมือนสะอื้น วิศนีทอดสายตามองอย่างสงสาร ขณะเดียวกันก็เศร้าใจเมื่อเห็นอารุมเป็นห่วงนนทลีมากเหลือเกิน เธอค่อยๆ เอื้อมมือแตะบ่าเขาเบาๆ อย่างให้กำลังใจ น้ำตาคลอหน่วย โดยที่อารุมไม่มีโอกาสได้เห็น เดชชาติเดินเข้ามาเห็นทั้งสอง ก็หยุดมองด้วยสายตาเศร้า รู้แน่ๆ ว่าวิศนีหลงรักอารุมเข้าแล้ว อีกด้านหนึ่งกุสุมามองทั้งสองอยู่เช่นกันด้วยความไม่พอใจ ทั้งสี่คนที่อยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
       
       ทุกคนพานีรนุชกลับมาที่บ้านอย่างเศร้าๆ หลังจากไม่มีวี่แววของนนทลี
       “นุชไปอยู่ที่บ้านพี่ก่อนไหม” เดชชาติถาม
       “ไม่! นุชจะกลับไปรอพี่นนที่บ้าน ถ้าพี่นนไม่กลับมา นุชจะออกไปตาม”
       “นุชจะไปตามที่ไหน เราไปมาทุกทีแล้วนะ”
       “แต่นุชอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ นุชเป็นห่วงพี่นน” นีรนุชร้องไห้
       อารุมโอบกอดนีรนุชไว้ วิศนีมองอย่างเห็นใจ ฉับพลันสายตาก็เหลือบมองไปที่มุมไกลๆ
       “คุณนน...”
       วิศนีพูดจบ ทุกคนหันไปมองพร้อมกันทันที เห็นนนทลีเดินช้าๆ ตรงมาอย่างอิดโรย พอเห็นทุกคนจับกลุ่มยืนอยู่ก็ชะงัก หน้าเผือด โดยเฉพาะเมื่อเห็นอารุมอยู่ตรงนั้น
       “นน...”
       นีรนุชได้สติก่อน รีบวิ่งไปถึงตัวนนทลี แล้วคว้าตัวมากอด ร้องไห้ทันที
       “พี่นน พี่นนไปไหนมา”
       นนทลียืนนิ่งให้นีรนุชกอด โดยไม่พูดอะไร สายตาแห้งผากมองอารุมที่เดินเข้ามา
       “พวกเราเป็นห่วงนนมากนะ ผมกับทุกคนออกไปตามหานน ไปแจ้งความด้วย”
       นนทลีตัวสั่นเบาๆ ด้วยความสะเทือนใจ แต่ไม่กล้าสบตากับอารุม ทันใดนั้นเอง อารุมก็ดึงตัวนนทลีเข้ามากอดไว้แน่น ท่ามกลางสายตาของทุกคนๆ
       “ผมรู้ว่านนผิดหวังในตัวผม ในทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา ผมเองก็ผิดมากที่ไม่เคยทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน ทำให้นนกังวล ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว”
       อารุมผละออกจากนนทลี แล้วมองนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนวงเล็กๆ ที่สวมติดมือออกมา
       “เรามาแต่งงานกันนะ เรื่องอนาคต เราค่อยๆ สร้างไปทีละนิดก็ได้ ผมมั่นใจว่าเราทำได้”
       วิศนีกับกุสุมามองดูอารุมด้วยความอึ้ง เดชชาติกับนีรนุชก็คาดไม่ถึง นนทลีเองก็ช็อค ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หลังจากรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เหลืออะไรแล้ว
       “ให้ผมได้ดูแลนนนะ”
       นนทลีน้ำตาร่วงพรูออกมาหลังอารุมพูดจบ อารุมเห็นนนทลีไม่ปฏิเสธก็จับมือนนทลีมาสวมแหวน มือของอารุมค่อยๆ สวมแหวนเข้าที่นิ้วนางของนนทลี ต่อหน้าทุกคน วิศนียืนนิ่งงันเหมือนถูกสาป ในขณะที่กุสุมาตัวชา เพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะกลับตาลปัตร นนทลีได้สติ
       “ค่ะ...นนจะแต่งงานกับคุณ”
       นนทลีพูดจบก็โผเข้ากอดอารุม ร้องไห้สะอึกสะอื้น อารุมกอดตอบอย่างนิ่มนวลแต่หนักแน่น นีรนุชมองภาพนั้นด้วยความปลื้ม ปาดน้ำตาเป็นระยะๆ เดชชาติเข้ามาโอบ กุสุมายืนหน้าซีดแล้วซีดอีก สักพักก็รู้สึกตัว รีบปรับสีหน้ายินดีเข้าไปหา
       “ดีใจด้วยนะจ๊ะนน ฉันดีกับเธอจริงๆ”
       กุสุมาเข้าไปกอดดีใจกับนนทลี แต่สายตานนทลียังคงจับจ้องวิศนีอย่างประเมิน วิศนีฝืนยิ้ม
       “เห็นคุณนนไม่เป็นอะไร ฉันก็โล่งใจ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ”
       นนทลีเมินหน้าหนีอย่างเย็นชา แล้วหันไปกอดนีรนุชกับกุสุมาอีก โดยไม่สนใจวิศนีเลย วิศนีมองอารุม นนทลี นีรนุช กุสุมาที่กอดยินดีกันด้วยความรู้สึกเป็นส่วนเกิน มีเพียงเดชชาติที่ลอบมองเธออย่างสงสาร เข้าใจความรู้สึก
       
       เดชชาติเดินมาส่งวิศนีที่รถที่จอดอยู่
       “ส่งฉันแค่นี้ก็พอค่ะ คุณกลับไปหาเพื่อนๆเถอะ”
       “คุณวิศนี...ไม่เป็นไรนะครับ”
       เดชชาติสบตากับวิศนีอย่างอ่อนโยน วิศนีฝืนยิ้มกลบเกลื่อน
       “ทุกอย่างลงเอยแบบนี้ ฉันก็ดีใจค่ะ จะได้หมดปัญหาสักที”
       วิศนียิ้มให้เดชชาติอีกครั้ง แล้วเปิดประตูรถจะเข้าไป เดชชาติตัดสินใจดึงมือไว้
       “คุณวิศนีครับ...ถ้ามีอะไรอยากคุย หรืออยากระบาย เพื่อนคนนี้พร้อมรับฟังเสมอนะครับ”
       วิศนีน้ำตาคลอ รู้ดีว่าเดชชาติอ่านใจเธอออกทะลุปรุโปร่ง แต่รักษาน้ำใจที่จะไม่พูดตรงๆ
       “ขอบคุณนะคะ”
       วิศนียิ้มขมขื่นให้เดชชาติ แล้วขึ้นรถขับออกไป โดยมีเดชชาติมองอย่างเป็นห่วง
       เมื่อวิศนีขับรถพ้นออกมา ทำนบน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ทลายลง...วิศนีขับรถไปปาดน้ำตาไปด้วยความเสียใจ
       
       อารุมดูแลนนทลีให้กินยาแทบจะป้อน โดยมีนีรนุชนั่งอยู่ข้างๆ
       “พี่นนยังไม่ได้บอกพวกเราเลยว่าไปไหนมา”
       นนทลีแทบสะอึกน้ำที่กำลังดื่ม อารุมรีบหาผ้ามาเช็ดให้
       “แล้วทำไมพี่นนกลับมาตัวเปล่า กระเป๋ากับโทรศัพท์พี่นนล่ะคะ”
       นนทลีอึกอัก หลบสายตา
       “พี่...ลืมไว้ที่บ้านเพื่อนน่ะ”
       นีรนุชซักไซ้
       “เพื่อนคนไหน ทำไมนุชกับพี่อารุมโทรตามไม่เจอ”
       นนทลีเอาแต่ก้มหน้านิ่ง เพราะไม่รู้จะตอบยังไง อารุมส่งสายตาปรามนีรนุช
       “อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ให้นนพักผ่อนก่อนดีกว่า”
       อารุมลุกขึ้นชวนนีรนุชออกไป นีรนุชยังไม่วายเหลือบมองพี่สาวอย่างเป็นห่วง
       
       นนทลีลอบถอนใจโล่งอก แต่สีหน้าก็สลดลงเพราะความละอายใจ

กุสุมาเหวี่ยงข้าวของระบายอารมณ์ทั่วห้อง

       
       “ฉันเกลียดแก ทำไมแกไม่ตายๆ ไปนะ นังนนทลี”
       กุสุมาฉีกทึ้งข้าวของกระจุยกระจาย ป้าเปิดประตูเข้ามา
       “ฉันเกลียดแก๊ ! ฮือๆ”
       กุสุมาระบายอารมณ์แล้วร้องไห้ออกมาอย่างคั่งแค้น
       
       วิศนีจอดที่หน้าบ้าน ก็เห็นอวลอบกับโยธินโผล่ออกมาต้อนรับ อวลอบหวานใส่
       “หนูวิศนี มาแล้วเหรอลูก”
       วิศนีชักสีหน้าเบื่อหน่ายเมื่อเห็นหน้าทั้งสอง แล้วเบือนหน้าหนีไปหาอำนวยกับกรแก้วที่เดินตามมา
       “จะไปไหนกันเหรอคะคุณพ่อ”
       “ผมมาเชิญคุณอาทั้งสองกับคุณวิศนีไปทานข้าวครับ”
       “ฉันไม่หิว เชิญกันตามไปสบายเถอะค่ะ”
       วิศนีจะเดินสวนเข้าบ้าน โยธินรีบจับแขนไว้
       “คุณวิศนีครับ”
       โยธินอ้อนวอน วิศนีมองโยธินที่จับแขนตัวเอง กำลังจะสะบัด ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน ทุกคนหันไปมองอย่างประหลาดใจ ก่อนจะเห็นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคันโตแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน มีแววนั่งมา อำนวยตกใจ
       “แวว”
       คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่ใส่ชุดหนังสีดำหัวจรดเท้าก็ถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นว่าเป็นวิเศษ ที่แต่งตัวสไตล์เดียวกับวิศนีและเดชชาติในวันก่อนไม่ผิดเพี้ยน วิศนีไม่อยากเชื่อสายตา
       “คุณวิเศษ”
       “ไฮ วิทนีย์ ไฮ แดดดี๊ หม่ามี๊”
       วิเศษโบกไม้โบกมือให้อำนวยกับกรแก้ว แล้วตรงมาหาวิศนี
       “เป็นไงครับคุณวิศนี ชอบลุกส์นี้ของผมไหม”
       “นี่คุณทำอะไร”
       “ก็แต่งตัวแบบที่คุณวิศนีชอบไงครับ เราจะได้คุยกันรู้เรื่องไง”
       วิเศษยิ้มแป้น แววยิ้มแย้มเข้ามาหาลูกสาว
       “คุณวิเศษเขาอุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่หมดเพื่อหนูเลยนะจ๊ะ”
       อำนวยไม่พอใจ
       “นี่เป็นบ้าอะไรกัน”
       “ฉันจะมารับลูกไปกินข้าวเย็น”
       วิเศษยิ้มหวาน
       “ไปนะครับคุณวิศนี ผมขอร้องให้เตี่ยกับหม่าม๊าพบคุณวิศนีอีกซักครั้งนึง คราวที่แล้วเกิดเหตุผิดพลาดนิดหน่อย ตอนนี้ท่านทั้งสองรับได้แล้ว”
       โยธินตรงไปผลักอกวิเศษออก
       “แกจะเอาคุณวิศนีไปไหนไม่ได้”
       “ทำไมจะไม่ได้ แกเป็นเจ้าชีวิตเธอหรือไง”
       วิเศษผลักอกโยธินกลับคืน แววถือโอกาสตรงมาดึงแขนวิศนี
       “หนูไปกับแม่”
       อวลอบเห็นเข้าก็รีบเข้าไปดึงแขนอีกด้าน
       “นี่ ไม่ได้นะ ฉันตกลงชวนหนูวิศนีออกไปด้วยกันแล้ว จริงไหมคะคุณอำนวย”
       อำนวยพยักหน้า แต่ไม่อยากเอะอะ เพราะเกรงใจแขก
       “เธอกลับไปซะแวว วันนี้ไม่เหมาะ”
       “เหมาะหรือไม่เหมาะ ทำไมไม่ให้ลูกคิดเอง ลูกฉันน่ะมีหัวคิดนะยะ ไม่ต้องคอยให้ใครสนตะพายเหมือนคุณ !”
       แววเบะปากใส่กรแก้ว
       “คุณหมายถึงฉันเหรอคะคุณแวว” กรแก้วหน้าตึง
       “โอ๊ย ถ้าโดนด่าแล้วยังไม่เข้าใจ เขาเรียกว่าหน้าโง่”
       กรแก้วมีไม่พอใจ แต่พยายามข่มอารมณ์ไว้ แววรีบเข้าไปดึงแขนวิศนี
       “ไปเถอะลูก ไปกับแม่”
       อวลอบไม่ยอม
       “เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ได้”
       “ได้สิยะ นี่มันลูกฉันนะ”
       แววเข้าไปพยายามแกะมือผลักอวลอบไปชนกรแก้วที่เข้ามาประคอง
       “ว้าย !”
       “คุณแม่ อยากเจ็บตัวหรือไงนังแก่”
       โยธินเงื้อหมัดจะซัดแวว วิเศษโผนเข้ามาต่อยโยธินกระเด็นไป แล้วสะบัดมือเร่าๆ
       “อูย เจ็บ”
       “ไอ้ตี๋! วันนี้ฉันไม่เอาแกไว้แน่”
       โยธินพุ่งเข้าตะลุมบอนกับวิเศษ ในขณะที่แววกับอวลอบก็ผลักกันไปผลักกันมา ส่งเสียงเอะอะ โดยมีกรแก้วกับอำนวยพยายามจะเข้าไปห้าม ในที่สุดวิศนีที่ก็ทนไม่ไหว ตวาดลั่น
       “พอกันสักทีได้ไหม”
       แววกับอวลอบชะงักไปตามๆ กัน วิศนีหันมาหาโยธินกับวิเศษที่ยืนอึ้งอยู่
       “พวกคุณก็เหมือนกัน จะบ้ากันไปถึงไหน ฉันไม่เลือกใครทั้งนั้นแหละ ฉันกำลังจะกลับฝรั่งเศสแล้ว”
       โยธินกับวิเศษร้องขึ้นพร้อมกัน
       “คุณวิศนี”
       วิศนีหันกลับเดินเข้าบ้านไปทันที แวว วิเศษ โยธิน อวลอบเหวอ อำนวยกับกรแก้วแปลกใจเพราะไม่เห็นวิศนีเกริ่นมาก่อน
       
       อำนวยเดินตามวิศนีเข้ามาในบ้าน
       “แกจะกลับไปเมืองนอกทำไม”
       วิศนีนึกถึงอารุมอย่างเศร้าๆ แล้วพูดกลบเกลื่อน
       “หนูเบื่อชีวิตที่นี่ อยากจะกลับไปเรียนต่อให้จบ พ่อไม่ดีใจเหรอคะ”
       อำนวยทอดสายตามองวิศนี สังหรณ์ใจว่าต้องมีเหตุผลอื่นแน่
       “ถ้าแกโกรธพ่อที่วุ่นวายกับชีวิตของแก...”
       “หนูไม่ได้โกรธหรอกค่ะ หนูเข้าใจเจตนาดีของพ่อกับแม่ แต่หนูจะรับมันหรือเปล่าก็อีกเรื่อง”
       อำนวยนิ่งๆ อย่างยอมรับ ถอนใจ
       “ถ้าแกอยากจะกลับไปเรียนจริงๆ ก็ตามใจ”
       
       อวลอบอ่านเอกสารทวงหนี้แล้วโยนโครมหัวเสีย
       “โอ๊ย กลุ้มเรื่องหนูวิศนีไม่พอ ยังจะกลับมาเจอจดหมายทวงหนี้อีก”
       “ตกลงคุณแม่มีเจ้าหนี้กี่รายครับเนี่ย”
       อวลอบนับไม่ถูก ตอบอายๆ
       “ไม่รู้สิ ก็ยืมรายนั้นมาโปะรายนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เคยนับ”
       “โธ่ คุณแม่”
       “แล้วจะให้แม่ทำยังไง ทุกวันนี้ต้องใช้เงินประคองหน้าตาเอาไว้ไม่ใช่น้อยๆ แกเองก็ทำงานไม่สำเร็จซักที จนหนูวิศนีจะไปเมืองนอกอยู่แล้ว”
       โยธินมองจดหมายกลุ้มๆ
       “เขาจะมาทวงพรุ่งนี้แล้ว เราจะทำยังไงกันดี”
       อวลอบเคร่งเครียด
       “ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็คงต้องพึ่งวิธีที่เพื่อนแม่เคยทำ”
       
       อวลอบกับโยธินเข้ามาในบ่อนไฮโซ เห็นบรรยากาศการพนันคละคลุ้ง ทั้งสองตื่นๆ ไม่คุ้น
       “เพื่อนแม่เคยมาที่นี่ เขาบอกว่าเสี่ยหวินเจ้าของบ่อนรวยมาก ปล่อยกู้ให้พวกไฮโซมาแล้วหลายคน”
       โยธินมองรอบๆ กลัวๆ
       “คุณแม่ไม่เข็ดไอ้พวกนักเลงทวงหนี้หรือไงครับ”
       “ถึงเวลานี้เรามีทางเลือกที่ไหนล่ะ”
       อวลอบเปิดกระเป๋าหยิบแว่นตาดำมาใส่แล้วเดินนำไป โยธินรีบทำตาม พอมาถึงหน้าประตูห้องเสี่ย การ์ดก็เข้ามาขวางไว้ อวลอบเชิดๆ
       “บอกเสี่ยหวินว่าคุณหญิงอ.มาพบ”
       
       การ์ดพยักหน้าเข้าใจ แล้วเปิดประตูให้ทันที อวลอบกับโยธินรีบเข้าไป

ชีพเล่นไพ่อยู่วงหนึ่ง กำลังหัวเราะร่าเพราะกินรวบวง

       
       “มาเลยๆ มาหาป๋า มามะๆๆ”
       ชีพโกยชิพมาใส่กระเป๋าอย่างละโมบ ชิพตกพื้นแล้วกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดที่ขาโยธินกับอวลอบที่เดินกระหยิ่มออกมาจากห้องเสี่ยหวินพอดี กู้เงินได้แล้ว โยธินก้มลงมองแล้วหยิบขึ้นมาดู ชีพโผล่มาพอดี
       “เฮ้ย จะทำอะไร ขโมยเหรอ”
       โยธินเหวอไป
       “เปล่านะ”
       “ก็เห็นอยู่กับตา แกหยิบของฉันไป เอาคืนมา”
       อวลอบมองเห็นชีพเต็มตาก็ตกใจ จำได้
       “นี่มันพ่อเลี้ยงหนูวิศนีนี่ ไอ้ผู้ชายที่งานเลี้ยงการกุศลไงล่ะ”
       โยธินมองอย่างตกใจ เพิ่งนึกออกเหมือนกัน
       “หลบเร็วลูก เดี๋ยวมันจำเราได้”
       โยธินรีบโยนชิพคืน แล้วหันหน้าหนี
       “เอ้า เอาคืนไป”
       “คิดจะขโมยของคนอื่นแล้วจะหนีไปง่ายๆ หรือไงวะ”
       อวลอบกับโยธินไม่โต้ตอบ พยายามซ่อนหน้า ชีพเดินไปเท้าเอวดักหน้า
       “เอ๊ะ แกนี่หน้าคุ้นๆ นะ”
       “คุ้นอะไร ฉันไม่เคยรู้จักแก”
       อวลอบหลบหน้าอีก ชีพมองๆ
       “ฉันไม่เชื่อว่าพวกแกหยิบไปแค่อันเดียว ขอดูกระเป๋าซิ”
       ชีพกระชากกระเป๋ามา อวลอบตกใจ รีบยื้อไว้
       “จะทำอะไร อย่านะ”
       ชีพกับอวลอบยื้อกระเป๋ากัน โยธินเข้าไปช่วย จังหวะชุลมุนแว่นของอวลอบกับโยธินตกลงมา ชีพมองทั้งคู่ถนัดตา
       “นี่แก...”
       ชีพชี้นิ้วค้าง ยังนึกชื่อไม่ออก แต่อวลอบได้สติเสียก่อนรีบคว้าแขนโยธิน
       “ไปเร็ว ลูก !”
       อวลอบกับโยธินรีบวิ่งหนีไป ชีพนึกได้
       “ไอ้ไฮโซ นังคุณหญิง หยุดนะ”
       ชีพวิ่งตามอวลอบกับโยธินไป
       
       อวลอบกับโยธินรีบวิ่งออกมา ชีพโผล่ตามมา
       “เฮ้ย หยุดนะเว้ย”
       โยธินกับอวลอบจ้ำอ้าวไปที่รถ ชีพรู้ว่าไม่ทันแน่ ก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปเอาไว้หลายช็อต พลางยิ้มกริ่มอย่างมีแผน
       
       อารุมเข้ามาในห้องทำงาน แล้วมองไปที่โต๊ะของวิศนี เห็นแต่ความว่างเปล่า กระเป๋าและข้าวของวิศนีที่เคยอยู่บนโต๊ะหายไป อารุมรู้สึกแปลกใจ แต่ยังไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น อารุมหันไปมองอย่างมีความหวังว่าเป็นวิศนี แต่กลายเป็นอำนวยเข้ามา
       “คุณอารุม เดี๋ยวบ่ายนี้ช่วยสัมภาษณ์พนักงานใหม่หน่อย ตำแหน่งเลขาคุณนั่นแหละ”
       อารุมแปลกใจ
       “เลขาผมเหรอครับ”
       อำนวยพยักหน้า แล้วเห็นอารุมทำหน้าแปลกใจ
       “วิศนียังไม่ได้บอกคุณล่ะสิ แกลาออกแล้ว เพราะจะกลับไปเรียนต่อ”
       อำนวยสั่งเสร็จก็ออกไปจากห้อง ทำให้อารุมยืนอึ้งด้วยความไม่คาดคิด
       
       นนทลีมากินข้าวกับแกงค์เพื่อนสาว ยุพเยาว์ลุกขึ้นยืนหัวโต๊ะ เคาะแก้วเครื่องดื่มทั่วไป
       “ยินดีด้วยนะจ๊ะนน เป็นความภูมิใจของฉันจริงๆ เพื่อนคนแรกในแก๊งค์ที่สละโสด...ดื่มฉลองให้นนทลีกันหน่อยจ้ะ”
       ยุพเยาว์ยื่นแก้วไปให้ทุกคนชนกันกลางโต๊ะ ทุกคนทำตาม หน้าแช่มชื่น นนทลียิ้มปลื้ม วิเวียนพูดขึ้น
       “เฮ้อ ใครจะคิด ก็เมื่อวานยัง...”
       ยุพเยาว์กระทืบเท้าให้วิเวียนหยุด ทุกๆ คนหน้าเจื่อนไป เพราะกลัวนนทลีจะสะเทือนใจ นนทลีหน้าเสียไปนิด แต่ก็รีบยิ้มกลบเกลื่อนทันควัน
       “เมื่อวานมีเรื่องไม่เข้าใจกันนิดหน่อยน่ะ เคลียร์กันแล้วจ้ะ”
       “แล้วคิดเรื่องงานหรือยัง มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”
       “ยังเลย แต่วันนี้อารุมบอกว่าจะชวนไปดูแหวนน่ะจ้ะ วงนี้เป็นแค่วงมัดจำ”
       นนทลีลูบแหวนวงที่ใส่อยู่เขินๆ เพื่อนๆ ดึงมือไปดูกันอย่างสนอกสนใจ มีกุสุมาคนเดียวที่นั่งเจื่อน พยายามเก็บกดความอิจฉาเอาไว้
       
       ลูกเกดกับชมพู่ยืนคุยกับโยธินที่แวะมาหาวิศนี
       “อะไรนะ คุณวิศนีไม่มาทำงาน”
       ลูกเกดพยักหน้า
       “ค่ะ ไม่มาอีกแล้ว”
       โยธินอึ้ง
       “แปลว่าอะไร”
       “ก็แปลว่าไม่มาอีกแล้ว” ชมพู่แกล้งกวนประสาท แต่ทำหน้าซื่อ “หรือจะให้พูดเป็นภาษาอังกฤษคะ”
       โยธินชักสีหน้า รู้ว่าถูกกวน ฮึดฮัด...ที่ประตูออฟฟิศ กลุ่มของนนทลีผลักประตูเข้ามาพอดี พอนนทลีเห็นหน้าโยธินก็ชะงักกึก จากที่ยิ้มแย้มแจ่มใสกลายเป็นหน้าเผือดไปทันที เช่นเดียวกับโยธินที่ทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นนนทลี
       “ฉันลืมของไว้ที่ร้าน เดี๋ยวขอกลับไปเอาก่อนนะ”
       นนทลีรีบเดินออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน ทุกคนมองตามอย่างงงๆ
       
       นนทลีเดินหลบๆ มา จะเข้าออฟฟิศทางด้านหลังแต่โยธินตามมาดึงแขนไว้
       “โอ๊ย ปล่อยฉันนะ ไอ้คนบ้า”
       “แหม แค่คืนเดียวเปลี่ยนจากคู่นอนกลายเป็นไอ้บ้าไปแล้วเหรอ”
       โยธินหัวเราะเยาะ นนทลีได้ฟังก็ยิ่งโกรธ สะบัดแขน
       “แกอย่ามายุ่งอะไรกับฉันอีก ฉันจะถือว่าคืนนั้นมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
       
       อีกมุมหนึ่ง กุสุมาแอบย่องตามมา หลบมุมแอบดูทั้งสองคุยกันอย่างสงสัย
       “ก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก แต่มันมีคนลืมของไว้บนเตียง! เลยต้องเอามาคืน”
       โยธินโยนกระเป๋าของนนทลีลงตรงหน้า โทรศัพท์ และกระเป๋าสตางค์หล่นกระจาย กุสุมามองอย่างนึกไม่ถึง รีบคว้าโทรศัพท์ออกมาถ่ายคลิปวิดีโอมือไม้สั่น นนทลีเห็นท่าทียียวนของโยธินก็ยิ่งผวากลัวถูกแฉ พยายามขู่ทั้งที่กลัว
       “ฉันขอเตือนแก ห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจว่าแกข่มขืนฉัน”
       “ข่มขืน เฮอะ ก็เอาสิ ผมจะได้แฉให้หมดว่าใครเป็นคนให้ท่าขอตามไปนอนด้วยถึงบ้าน ผมมีหลักฐานหมดนะว่าคุณออเซาะผมยังไงบ้าง อย่าลืมสิว่าผมเป็นหุ้นส่วนร้านที่เราไปเมากัน ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา ผมสู้ได้อยู่แล้ว”
       นนทลีตกใจ ไม่ทันนึกถึงความจริงข้อนี้ หน้าเสียกว่าเดิม น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา โยธินยิ้มสะใจ
       “แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคุณปิดปากเงียบ ผมก็จะปิดให้มิดชิดเหมือนกัน เพราะเป้าหมายผมมันมีราคากว่าผู้หญิงอย่างคุณเยอะ”
       นนทลีเสียงเครือ
       “แกต้องการอะไรจากฉัน”
       โยธินมองนนทลีอย่างเวทนา แกล้งเอามือลูบแก้ม นนทลีรีบสะบัดหนี
       “ก็แค่อยากจะขอร้องว่าสิ่งที่รับรู้เกี่ยวกับครอบครัวผม มันจะต้องเป็นลับ ถ้าหลุดออกไปแม้แต่เรื่องเดียว คุณต้องชดใช้”
       โยธินขู่ด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะเดินออกไป นนทลีกอดกระเป๋ามองตามโยธินสั่นๆ แล้วทรุดลงอย่างหมดเรี่ยวแรง
       
       กุสุมากดปิดการอัดคลิป แล้วมองดูสิ่งที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์อย่างลิงโลด

    อารุมนั่งสัมภาษณ์เลขาคนใหม่ แต่สายตาเหลือบแลไปที่โต๊ะทำงานวิศนีที่ว่างเปล่า เห็นเป็นภาพซ้อนวิศนีนั่งทำงานอยู่ และเดินไปหยิบโน่นนี่ตามมุมต่างๆ อารุมใจลอยจนไม่ได้ฟังอีกฝ่ายพูด พอรู้สึกตัวก็รีบหันมายิ้มกลบเกลื่อน เรียกสติกลับมา

       
       อารุมเดินออกไปส่งพนักงานที่มาสัมภาษณ์ แล้วหันกลับมามองโต๊ะวิศนีอีกครั้งอย่างใจหาย ก่อนจะรีบไล่ความคิดนั้นแล้วกลับไปทำงานต่อ
       
       วิศนีเดินช้อปปิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าอย่างเหงาๆ ผ่านหน้าร้านเจ้าสาว อารุมกับนนทลีเดินออกมาจากร้านนั้นพอดี แต่ทั้งสองเดินแยกกันไปคนละทางเลยไม่เห็นกัน อารุมยืนรอนนทลีเลือกแหวนกับพนักงาน แล้วมองไปรอบๆ ร้าน จนสายตาเหลือบไปด้านนอกเห็นวิศนีเดินผ่าน อารุมหันมองตาม คิดจะตามออกไป แต่ก็ฉุกใจหันมามองนนทลีที่ก้มหน้าก้มตาดูแหวนสีหน้าสดใสมีความสุข อารุมเกิดความสงสารนนทลีขึ้นมา เลยเปลี่ยนใจหันกลับมาช่วยนนทลีดูแหวนต่อ
       
       กุสุมาเสียบสายเชื่อมโทรศัพท์เข้ากับคอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดคลิปที่แอบถ่ายเมื่อกลางวันแล้วเล่นดูอีกรอบ เป็นภาพที่นนทลีขู่โยธินทั้งที่กลัว
       “ฉันขอเตือนแก ห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจว่าแกข่มขืนฉัน”
       “ข่มขืน เฮอะ ก็เอาสิ ผมจะได้แฉให้หมดว่าใครเป็นคนให้ท่าขอตามไปนอนด้วยถึงบ้าน ผมมีหลักฐานหมดนะว่าคุณออเซาะผมยังไงบ้าง อย่าลืมสิว่าผมเป็นหุ้นส่วนร้านที่เราไปเมากัน ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา ผมสู้ได้อยู่แล้ว”
       นนทลีตกใจ ไม่ทันนึกถึงความจริงข้อนี้ หน้าเสียกว่าเดิม น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา โยธินยิ้มสะใจ
       “แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคุณปิดปากเงียบ ผมก็จะปิดให้มิดชิดเหมือนกัน เพราะเป้าหมายผมมันมีราคากว่าผู้หญิงอย่างคุณเยอะ”
       กุสุมายิ้ม แล้วกดรีเพลย์ดูแล้วดูอีกอย่างสะใจ
       “อารุมจะได้รู้สักทีว่าคนที่เธอไม่คู่ควรกับเขา นนทลี”
       กุสุมานึกถึงความหลังก็เจ็บปวด น้ำตาคลอ...ซีดีที่กุสุมาไรท์เสร็จเด้งออกมาจากเครื่อง กุสุมาหยิบมาใส่กล่อง แล้วเอาริบบิ้นสีชมพูหวานผูกรอบกล่อง
       “เธอเตรียมรับของขวัญจากฉันได้เลย”
       
       อำนวยยื่นซองใส่ตั๋วเครื่องบินให้
       “พ่อจัดการเรื่องตั๋วให้แล้วนะ บินคืนพรุ่งนี้”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ทำไมต้องรีบไป”
       วิศนียิ้มเศร้า
       “ก็ไม่รู้จะอยู่ทำไมนี่คะ”
       วิศนีรับตั๋วมาแล้ววางรวมกับเสื้อผ้าบนเตียงที่กำลังจัด อำนวยมอง แล้วเดินเข้าไปลูบหัว
       “มีเรื่องอะไรหรือเปล่ายายหนู บอกพ่อได้ไหม”
       วิศนีได้รับสัมผัสอ่อนโยนจากพ่อก็น้ำตาไหลออกมา ได้แต่สั่นหน้าแล้วเอนซบแขนอำนวยเหมือนเด็กน้อยที่ขาดความอบอุ่น อำนวยตาโศก รู้ว่าวิศนีมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง
       
       วันใหม่...โยธินนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟา กับอวลอบ
       “แกคุยกับแม่นนทลีนั่นเรียบร้อยหรือยัง อย่าให้มันปากโป้งเรื่องของเราล่ะ”
       “เขาคงไม่กล้าหรอกครับ เพราะผมก็กำความลับเขาไว้เหมือนกัน”
       “ก็แล้วไป แม่กลัวมันจะแบล็คเมล์เราทีหลัง พวกคนจนมันไว้ใจไม่ได้”
       ขาดคำอวลอบ ก็มีเสียงกริ่งดังขึ้นที่หน้าประตู ทั้งสองมองหน้ากันอย่างระแวง กลัวจะเป็นเจ้าหนี้
       “ใครมาอีกล่ะ”
       
       โยธินกับอวลอบโผล่หน้าออกไปดู ก็เห็นชีพเดินกร่างๆ เข้ามา ทั้งสองตกใจ
       “แกเข้ามาได้ยังไงเนี่ย”
       “อ้าว ก็คุณหญิงเปิดรั้วอ้าซ่าไว้แบบนั้น ผมก็เดินเข้ามาสิ”
       “ใครอนุญาต ออกไป ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจมาจับแก”
       โยธินชูโทรศัพท์ขู่ ชีพยิ้ม
       “เดี๋ยวสิคร้าบ ใจคอจะไม่ถามเหตุผลหน่อยเหรอว่ามาทำไม”
       อวลอบมองเหยียด
       “คนอย่างแกจะมาทำไม นอกจากมาลักขโมย”
       ชีพหัวเราะเยาะ
       “ขโมย ของบ้านนี้เหลืออะไรให้ขโมยล่ะครับคุณหญิง”
       อวลอบกับโยธินสะดุ้ง งงว่าชีพรู้ได้ยังไง
       “ไม่ใช่เพราะขายใช้หนี้จนหมดบ้านแล้วเหรอ ถึงไปกู้เงินเสี่ยหวิน ผมรู้นะ”
       โยธินได้สติ รีบปฏิเสธ
       “แกจำคนผิดแล้ว”
       “ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมว่าผมจำรถไม่ผิดนะ”
       ชีพหยิบโทรศัพท์ออกมาโชว์ภาพที่ถ่ายไว้ เห็นทะเบียนรถของโยธิน เทียบกับรถโยธินที่จอดอยู่ อวลอบกับโยธินหน้าเสีย เถียงไม่ออก เจอจอมแบล็คเมล์เข้าแล้ว ชีพสะใจ
       “หึๆๆ นายอำนวยผัวเก่าพี่แววรังเกียจพวกเข้าบ่อนเล่นพนัน เขาคงจะไม่ปลื้มเท่าไรถ้ารู้ว่าว่าที่ลูกเขยเป็นลูกหนี้เจ้าของบ่อน เพราะกำลังถังแตก”
       โยธินโกรธ
       “แล้วแกต้องการอะไร”
       “ผมรู้นะว่าพวกคุณกู้เงินเสี่ยหวินมาเท่าไร ถ้าผมไม่ได้ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์” ชีพยิ้มเจ้าเล่ห์ “รูปพวกนี้ถึงนายอำนวยแน่ ! ฮ่าๆๆๆๆ”
       อวลอบกับโยธินหนักใจ แต่ก็รู้ว่าหมดทางปฏิเสธ
       
       ขณะเดียวกัน วิศนีรูดซิบกระเป๋าเดินทางที่จัดของเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเหลือบมองตุ๊กตาของอารุมที่เป็นของสิ่งเดียวบนเตียงที่ไม่ได้เก็บไป หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบ แล้วมองอย่างชั่งใจว่าจะเอาไปดีหรือไม่ดี สายตาเหม่อคิดถึงเจ้าของ
       
       วิศนีวางกล่องกระดาษลงบนโต๊ะทำงาน มองโต๊ะโล่งๆ อย่างใจหาย แล้วลูบเบาๆ เหมือนจะบอกลา อารุมเปิดประตูเข้ามาพอดี พอทั้งสองเห็นกัน ต่างฝ่ายก็ชะงักไป
       “ฉันมาเอาของน่ะค่ะ”
       “คุณจะไปแล้วเหรอ”
       “ค่ะ คืนนี้”
       อารุมได้ยินแล้วเศร้าใจ แต่ก็พยายามค้นหาคำพูดที่เหมาะสมที่จะพูด
       “โชคดีนะครับ”
       หญิงสาวฝืนยิ้ม
       “ฉันคงไม่ได้อยู่ร่วมงานสำคัญของคุณ ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ”
       อารุมพยักหน้ารับขรึมๆ แล้วเดินกลับโต๊ะอย่างเงียบๆ จึงไม่เห็นสายตาอาลัยอาวรณ์ที่วิศนีมองมา
       
       วิศนีลอบมองอารุมที่ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบนโต๊ะอย่างจะจดจำเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหยิบของใช้ส่วนตัวในลิ้นชักใส่กล่องจนหมด จึงยกกล่องเดินอ้อมโต๊ะออกไป เป็นจังหวะเดียวกับที่อารุมลุกขึ้นหยิบแฟ้มจะเดินออกไป
       
       ทั้งสองเดินอ้อมโต๊ะมาชนกันในจังหวะที่ใกล้ชิดมากๆ แล้วหยุดชะงักตรงหน้ากัน สายตาสบประสานอย่างไม่ตั้งใจ
       สายตาของวิศนีกับอารุมมองกัน เต็มไปด้วยเยื่อใยอาลัยอาวรณ์และเศร้าสร้อยไม่แพ้กัน อารุมได้สติก่อนถอยหนีวิศนี มือที่จับขอบโต๊ะปัดเอาของบางอย่างบนโต๊ะของตัวเองหล่นกลิ้งลงมาที่เท้าของหญิงสาว เธอก้มลงไปดู ถึงเห็นว่าเป็นกล่องแหวนกำมะหยี่ เลยรีบวางกล่องของตัวเองแล้วก้มลงไปเก็บ แต่ยังไม่ทันยื่นคืน นนทลีก็เปิดประตูผ่างเข้ามา นนทลีชะงักเมื่อเห็นวิศนีถือกล่องแหวนของตนอยู่ตรงหน้าอารุม ความเข้าใจผิดแล่นปรี๊ด หมดความอดทน
       “คุณนี่มันไม่ยอมแพ้จริงๆ นะคุณวิศนี”
       วิศนีชะงักมองนนทลีอย่างตกใจ ไม่เข้าใจ นนทลีปราดเข้ามากระชากกล่องแหวนไปต่อหน้าต่อตา
       “จะต้องให้ทำยังไงคุณถึงจะเข้าใจว่าอารุมเขาเลือกฉัน”
       วิศนีตั้งสติได้
       “คุณนนทลีคะ ฉันไม่ได้...”
       “ผู้หญิงอย่างคุณเป็นได้แค่ของเล่นของเขาเท่านั้น คนที่อารุมต้องการแต่งงานด้วยคือฉัน ได้ยินชัดไหม!”
       นนทลีจ้องหน้า ตาวาวเหมือนแม่เสือ แล้วผลุนผลันออกไปทันที วิศนีอึ้งไป เพราะไม่เคยถูกนนทลีเกรี้ยวกราดใส่มาก่อน นนทลีโกรธขนาดนี้ มีทั้งความหึง ความระแวงว่าอะไรๆ จะไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ เพราะชีวิตนนทลีกำลังจะลงเอยด้วยดีแล้ว เหลืออีกนิดเดียว พอมาเจอภาพความใกล้ชิดแบบนี้ นนทลีจึงเหมือนสติหลุดเพราะกลัวทุกอย่างที่หวังไว้จะพังหมด เสียงปิดประตูปังไล่หลังนนทลีออกไป ทำให้วิศนีกับอารุมเหมือนตื่นจากความตกใจ อารุมสงสาร
       “ผมขอโทษแทนนนด้วย”
       “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ”
       วิศนีฝืนยิ้มขื่นๆ
       “ผมจะไปคุยกับนน”
       อารุมจะไป
       “ฉันไปเองดีกว่า ฉันควรจะคุยกับเธอตั้งนานแล้ว เพื่อไม่ให้ปัญหามันเรื้อรังมาจนถึงวันนี้”
       “ผมกลัวว่านนจะไม่ฟัง”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพูดแล้วยังทำให้เธอคิดว่าฉันเลว ฉันก็ยอม เพราะยังไงคนเลวคนนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายไปอยู่ดี”
       
       วิศนียิ้มเศร้าให้อารุม แล้วเดินออกจากห้องไป อารุมมองตามอย่างกังวล


นนทลีนั่งทำงานหน้าบึ้ง จิตใจปั่นป่วนด้วยความโกรธ วิศนีเดินตามมา
       
       “คุณนนทลี ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ”
       นนทลีเสียงเขียว
       “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”
       เสียงนนทลีดังอย่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ จนกุสุมา วิเวียน ยุพเยาว์ที่อยู่แถวนั้นโผล่หน้าออกมามอง พอเห็นทั้งสองคนปะทะกันอยู่ก็ตกใจ วิศนีพยายามใจเย็น
       “จำเป็นต้องคุยค่ะ”
       “อ๋อ นี่คุณใช้อำนาจลูกท่านประธานสั่งฉันสินะ เหมือนที่พยายามใช้อำนาจลูกท่านประธานแย่งแฟนฉันใช่ไหม ฉันลาออกก็ได้”
       วิเวียนกับยุพเยาว์อ้าปากหวอ กุสุมามองคนนั้นทีคนนี้ที นนทลีมองวิศนีอย่างโกรธเกลียดเต็มตา แล้วลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินหนีไป วิศนีรีบตาม ยุพเยาว์ วิเวียน กรูตามไป กุสุมารีบตามไปด้วย
       
       นนทลีเดินลิ่วๆ ออกมา วิศนีวิ่งตามมาถึงตัว แล้วดักหน้าไว้
       “คุณนนทลี ฉันขอร้อง ฟังฉันก่อน”
       “ไม่...คุณนั่นแหละต้องฟังฉัน ฉันกับอารุมกำลังจะแต่งงานกัน คุณไม่มีทางห้ามได้ นอกจากข้ามศพฉันไปก่อน”
       
       กุสุมากับวิเวียนเดินตามมาแอบดู ยุพเยาว์วิ่งไปตามลูกเกดกับชมพู่ และพนักงานอื่นๆ ให้ตามมาฟัง ท่าทางสอดรู้สอดเห็นกันใหญ่
       “ฉันไม่เคยมีความตั้งใจอย่างนั้น”
       “ฉันไม่ได้โง่นะคุณวิศนี ฉันเห็นอะไรต่ออะไรที่คุณทำกับแฟนฉันมาเยอะแล้ว เลิกเสแสร้งสักทีเถอะ แล้วก็ไม่ใช่ฉันคนเดียว คนทั้งบริษัทเขาเห็นความเน่าเฟะของคุณหมด เขาไม่กล้าพูดเพราะกลัวตกงาน แต่ฉันไม่กลัว”
       “คุณกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นะคะ”
       “ฉันไม่กลัวคำขู่ของคุณ ถ้าฉันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วคุณจะมีปัญญาทำอะไรฉันได้ จะฆ่าฉันเหรอ”
       วิศนีเริ่มโมโห
       “มีสติหน่อยสิคะคุณนน คุณกำลังทำให้ตัวเองดูแย่นะ”
       “ไม่ต้องมาห่วงฉัน ห่วงตัวเองเถอะ ป่านนี้ใครๆ เขาคงรู้กันทั่วหมดแล้วว่าลูกสาวประธานบริษัทตั้งหน้าตั้งตาแย่งแฟนพนักงาน ขนาดรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงานก็ยังไม่เว้น”
       วิศนีรู้สึกเหมือนถูกตบซ้ำๆ จนหน้าชา หมดความอดทนจะเคลียร์ ถอนใจเหนื่อยๆ
       “ถ้าคุณพูดแบบนี้ ฉันก็ยอมแพ้ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว คุณเตรียมงานแต่งให้สบายใจเถอะค่ะ ฉันจะไม่แตะต้องคนรักของคุณอีก”
       นนทลียิ้มอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นวิศนีหันหลังกลับ แต่จู่ๆ วิศนีก็หยุดชะงัก หันมา
       “แต่อย่าลืมส่งข่าวให้คุณโยธินรู้ด้วยก็แล้วกัน”
       นนทลีได้ฟังก็ผงะ ระแวงทันทีปากคอสั่น
       “โยธิน...โยธินมาเกี่ยวอะไรด้วย”
       “คุณก็น่าจะรู้ดี”
       วิศนีทิ้งท้ายแล้วเดินออกไป ทิ้งให้นนทลียืนหน้าซีด ตัวสั่นเทาอย่างหวาดผวา วิศนีพูดเป็นนัยเพราะรู้ทันว่านนทลีกับโยธินสนิทกัน แต่นนทลีตีความไปใหญ่โตว่าวิศนีรู้ความลับ เพราะระแวงอยู่แล้ว
       
       อำนวยเดินเข้ามาในบริษัท เห็นพวกกลุ่มพนักงานแยกย้ายกระจัดกระจายกันเป็นกลุ่ม หลังจากการแอบดูจบลง ลูกเกดกับชมพู่ดูรูปแอบถ่ายที่วิศนีกับนนทลีทะเลาะกันในมือถือ แล้วเดินซุบซิบกันทั้งร้ายมา ทั้งสองมัวแต่เม้าท์ไม่ทันมองอำนวยที่ยืนขวางอยู่จนเกือบจะชนเข้า
       “อุ๊ย ! ขอโทษค่ะท่าน”
       “ดูอะไรกัน”
       อำนวยถามหน้าเครียด ลูกเกดกับชมพู่ตกใจ หน้าเจื่อน
       
       อำนวยลากวิศนีเข้ามาในห้อง ปิดประตูด่า
       “แกก่อเรื่องปวดหัวให้ฉันจนนาทีสุดท้ายจนได้”
       “พ่อคะ ฟังหนูอธิบายก่อนได้ไหม”
       “แกมีอะไรมาอ้างอีกล่ะ คนเป็นสิบเขาเห็นกับตาว่าแกตามไปหาเรื่องนนทลี แกคิดว่าเขาจะพร้อมใจกันใส่ร้ายแกให้ฉันฟังหรือไง”
       วิศนีอึ้งไป อำนวยกระฟัดกระเฟียด
       “ทำไมนะวิศนี ทำไมแกถึงไม่เคยสร้างความสบายใจให้ฉันเลย ขนาดเรื่องนี้ฉันขอไว้แล้วว่าอย่าทำ แกก็ยังทำให้มันงามหน้า”
       วิศนีน้อยใจ
       “ทำไมพ่อถึงให้โอกาสคนอื่นพูด แต่ไม่ให้โอกาสหนูพูด”
       “เพราะฉันไม่เชื่อน้ำหน้าแก แกเป็นคนยังไงทำไมฉันจะไม่รู้จัก”
       วิศนีเสียใจจนน้ำตาปริ่ม เกิดทิฐิขึ้นมา
       “พ่อเชี่อในสิ่งที่พ่ออยากจะเชื่อมากกว่า พ่ออยากได้ยินว่าหนูเลว อย่างน้อยก็จะได้มีข้ออ้างกับตัวเองว่า เพราะไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูหนู”
       “วิศนี”
       “ก็ได้ค่ะ หนูจะยอมเลวเพื่อพ่อ” วิศนีเยาะ ประชด “หนูคิดจะแย่งคุณอารุมจริงๆ หนูอ่อยเขาสารพัด แต่เขาก็ยังไม่ยอมเลิกกัน สุดท้ายหนูก็เลยทนไม่ไหว บังคับให้คุณนนทลียกแฟนให้ ไม่งั้นหนูจะไล่เขาออก แบบนี้เลวพอไหมคะ หรือจะเอาแบบที่เลวกว่านี้ พ่อจะได้ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเอง”
       อำนวยโกรธจนตัวสั่น เงื้อมือตบหน้าวิศนีฉาดใหญ่ วิศนีหน้าหัน มองอำนวยอย่างตกใจ คาดไม่ถึง เพราะไม่เคยถูกอำนวยตบมาก่อน
       “แกมันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ”
       วิศนีน้ำตาเอ่อแล้วค่อยๆ ไหลออกมา เจ็บใจมากกว่าเจ็บกาย พอได้สติก็หันหลังวิ่งออกจากห้องไปทันที อำนวยมองตามลูกสาว ทั้งรักทั้งแค้นใจ แล้วทรุดนั่งลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง
       
       วิศนีวิ่งมาที่รถ ปิดประตูปัง แล้วฟุบหน้าลงร้องไห้กับพวงมาลัยรถอย่างเสียใจ สะอื้นตัวโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำตา ตั้งสติ สตาร์ทรถ แล้วหักเลี้ยวออกไปด้วยความเร็ว
       นนทลียืนหลบมุมพิงกำแพง ครุ่นคิดถึงคำพูดทิ้งท้ายของวิศนีอย่างผวา
       “คุณเตรียมงานแต่งให้สบายใจเถอะค่ะ ฉันจะไม่แตะต้องคนรักของคุณอีก แต่อย่าลืมส่งข่าวให้คุณโยธินรู้ด้วยก็แล้วกัน”
       ประโยคสุดท้ายเกี่ยวกับโยธินซ้อนเข้ามาซ้ำๆ เหมือนประสาทหลอน จนนนทลีต้องเอามือปิดหูตัวเอง ก่อนจะได้สติ คิดอะไรออกบางอย่างเธอจะไปหาโยธิน
       นนทลีเดินลิ่วๆ ออกมจากบริษัท สวนกับเดชชาติที่เพิ่งเข้ามาถึง
       “อ้าว นน จะไปไหน”
       นนทลีพูดเร็วๆ ห้วนแบบรีบร้อน
       “มีธุระ”
       นนทลีพูดจบก็เดินผ่านเดชชาติออกไป...อีกด้านหนึ่งรถของวิศนีเลี้ยวออกมาจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว กำลังจะผ่านหน้าบริษัท เป็นจังหวะเดียวกับที่นนทลีก้าวพรวดออกมากลางถนน นนทลีหันไปเห็นรถวิศนีวิ่งมา ก็หยุดนิ่งด้วยความตกใจ วิศนีรีบเหยียบเบรกกะทันหัน เสียงดังสนั่นจนเดชชาติที่กำลังจะเดินเข้าไปในตึกหันมามอง
       “เฮ้ย!”
       
       เดชชาติ เห็นรถของวิศนีพุ่งเข้าชนนนทลีกระเด็นต่อหน้าต่อตา...วิศนีมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกใจ

   เดชชาติเห็นรถของวิศนีพุ่งเข้าชนนนทลีกระเด็นต่อหน้าต่อตา เสียงโครมดังลั่นไปทั่วบริเวณ จนคนในบริษัทโผล่หน้ากันออกมาดู เดชชาติตะโกนก้อง

       
       “นน!”
       เดชชาติปรี่เข้ามาหาร่างนนทลีที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น พร้อมกับคนในบริษัทกรูกันออกมา ลูกเกดกับชมพู่โผล่หน้าออกมาก่อนแล้วกรี๊ดดังลั่นด้วยความตกใจเมื่อเห็นนนทลี
       “ใครก็ได้ เรียกรถพยาบาลที”
       ลูกเกดกับชมพู่ได้สติวิ่งกลับเข้าไป พร้อมกับยุพเยาว์ วิเวียนวิ่งสวนออกมา วิศนีที่นั่งค้างอยู่ในรถค่อยๆ ได้สติ แล้วรีบเปิดประตูลงรถมา
       “คุณนน...”
       นนทลีนอนหายใจรวยริน เลือดออกจมูก ตาเบิกโพลงมองวิศนีอย่างตกใจและเจ็บแค้น อารุมรีบเข้ามา
       “นน!”
       วิศนีหันไปเห็นอารุมวิ่งแหวกฝูงชนเข้ามาหานนทลีที่อยู่ในอ้อมแขนเดชชาติ
       “นน ไม่นะนน นนต้องไม่เป็นอะไร” อารุมหันไปมองวิศนีที่ยืนขาสั่น ด้วยสีหน้าสับสนข้องใจ “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ นน”
       นนทลีเริ่มตาปรือใกล้สิ้นสติ ลมหายใจขาดห้วง สะอึกเลือดออกมา วิศนียืนช็อค มึนงงเหมือนคนไม่มีสติ อำนวยพรวดพราดตามเข้ามาเห็นเหตุการณ์แล้วหน้าซีด หันไปมองวิศนี
       “วิศนี แกทำอะไรเนี่ย”
       อำนวยเอามือกุมหัวเครียด วิศนีไม่ได้ยินเสียงพ่อ เพราะหูอื้อตาลายจากความตกใจ ในที่สุดก็โงนเงนเหมือนจะหงายหลัง จนพนักงานแถวนั้นต้องประคองไว้ อารุมกับเดชชาติยังประคองนนทลีอยู่ กุสุมากับเพื่อนๆ ล้อมอยู่ใกล้ๆ พนักงานอีกส่วนประคองวิศนีที่เข่าอ่อนลงไปกับกองกับพื้น ส่วนอำนวยเอามือกุมหัวเครียด กระวนกระวาย
       
       วิศนีหน้าเหม่อลอยภาพนนทลีจมกองเลือดยังติดตาอยู่ในโรงพัก เสียงเคาะโต๊ะดังขึ้น วิศนีสะดุ้งสุดตัว ลืมตามอง เห็นตำรวจยื่นหน้าเข้ามา
       “คุณ! ได้ยินที่ผมถามหรือเปล่า”
       วิศนีได้สติมองไปรอบๆ อย่างงงๆ เห็นทนายกับอำนวยนั่งเครียดอยู่ข้างๆ
       “ผมถามว่าก่อนเกิดเหตุ คุณมีเรื่องทะเลาะอะไรกับผู้ตาย”
       วิศนีมึนๆ
       “ตาย...ตายแล้วเหรอคะ เธอตายแล้วเหรอคะ”
       วิศนีหน้าซีดกว่าเดิม อำนวยรำคาญ
       “ก็ใช่น่ะสิ นี่แกไม่ได้ฟังที่คุณตำรวจเขาถามเลยหรือไง” อำนวยย้ำอย่างโมโห “เขาตายแล้ว นนทลีตายแล้ว”
       ทนายรีบปรามไม่ให้อำนวยเอะอะ ในขณะที่วิศนีตัวสั่นน้ำตาคลอ เหมือนจะเริ่มได้สติ
       “หนู...หนูไม่ได้ตั้งใจ” วิศนีบอกกับตำรวจ “ฉันไม่ได้เจตนา ฉันไม่รู้ว่าคุณนนจะออกมา ฉันไม่รู้ว่าเธอจะ...”
       “ผมถามว่าคุณทะเลาะอะไรกัน”
       “ฉัน...”
       วิศนีนิ่งไปพยายามนึก ก่อนจะส่ายหน้าออกมาในที่สุดพูดเสียงเครือสะอื้น
       “ฉันไม่รู้ ฉันจำไม่ได้ค่ะ...ฉันจำไม่ได้”
       วิศนีเงยหน้ามองตำรวจ หน้าซีดเผือดดูหวาดกลัว เสียขวัญ จำไม่ได้จริงๆ เพราะยังช็อกอยู่
       
       นีรนุชพรวดพราดเข้ามาในห้องของโงพยาบาล โผเข้ามาหานนทลีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เดชชาติตามมาห่างๆ
       “พี่นน ไม่นะพี่นน ฮือๆๆ พี่นน”
       นีรนุชกอดร่างของนนทลีร้องไห้คร่ำครวญ หันไปหาอารุมที่ลุกจากเก้าอี้เข้ามาหา
       “ไม่จริงใช่ไหมพี่อารุม พี่นนหลับไปใช่ไหม” นีรนุชเขย่าตัว “พี่นน ฟื้นสิคะ ฟื้นมาคุยกับนุชสิ ฟื้นสิคะ”
       นีรนุชร้องไห้อย่างหนัก อารุมมองใบหน้าซีดของนนทลีแล้วเบือนหน้าหนีอย่างสะเทือนใจ เดชชาติเดินเข้ามาจับบ่าปลอบ
       “อย่าทิ้งนุชไปแบบนี้ ไม่เอานะคะพี่นน อยู่กับนุช ตื่นขึ้นมาคุยกับนุชสิคะ”
       “นุช...”
       อารุมเข้าแตะจับตัว แต่นีรนุชกอดร่างนนทลีแน่นไม่ยอมปล่อย พยาบาลกับบุรุษพยาบาลเดินเข้ามา เดชชาติกับอารุมสบตากัน รู้ว่าถึงเวลาต้องย้ายนนทลีแล้ว
       “นุช นนต้องไปแล้ว ให้นนพักผ่อนเถอะ” อารุมบอกอย่างสะเทือนใจ
       นีรนุชหันไปมองทางพยาบาลที่เข้ามา ยิ่งกอดนนทลีแน่นกว่าเดิม พยายามเขย่าแรงขึ้น
       “นุชไม่ให้พี่นนไป พี่นน ฟื้นสิคะ ฟื้นสิ”
       อารุมกับเดชชาติมองอย่างหนักใจ แล้วเข้ามาช่วยกันประคองนีรนุชออก
       “ไม่ ปล่อยนุชนะ ปล่อยนุช”
       นีรนุชทั้งขัดขืนทั้งร้องไห้เสียงดัง ขณะที่บุรุษพยาบาลมาเข็นเตียงออกไป
       นีรนุชมองตาม กรีดร้อง
       “พี่นน พี่นนกลับมา พี่นน”
       นีรนุชกรีดร้องเรียกนนทลีเหมือนจะขาดใจแล้วทรุดนั่งลงกับพื้น หมดเรี่ยวแรง น้ำตาพรั่งพรู
       
       กรแก้วตามเข้ามาในห้องสอบสวน เห็นวิศนี อำนวย บรรจงนั่งซึมอยู่คนละมุม
       “เป็นยังไงบ้างคะ”
       อำนวย มองวิศนีขวางๆ
       “ไม่ได้ความอะไรทั้งนั้น อยู่ๆ แม่ตัวดีก็เกิดสติแตก ตอบอะไรตำรวจไม่ได้ซักอย่าง”
       “หนูนึกอะไรไม่ออกจริงๆ” วิศนีน้อยใจ “หรือพ่ออยากให้หนูพูดอะไรออกไปมั่วๆ หนูจะได้ติดคุกให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เอาอย่างนั้นไหมคะ ดูจะได้ไปสารภาพว่าหนูตั้งใจฆ่าเขา”
       อำนวยโมโห
       “นี่แกอย่ามาประชดฉันนะ คนที่ควรจะโมโหคือฉัน ไม่ใช่แก”
       “อย่าเพิ่งพูดอย่างนี้เลยค่ะ ไม่ใช่เวลา” กรแก้วหันไปหาทนาย “มีทางสู้บ้างไหมคะคุณบรรจง”
       วิศนีเหลือบมองกรแก้ว นึกไม่พอใจนิดๆ เพราะคล้ายๆ กรแก้วจะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด
       “คงต้องดูเรื่องพยานก่อนครับ แล้วเดี๋ยวตำรวจจะขอสอบปากคำคุณอีกที คุณวิศนีพร้อมหรือยังครับ”
       วิศนีพยักหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน บรรจงรีบลุกออกไป อำนวยหันมากำชับวิศนี
       “ความจริงเป็นยังไงก็แล้วแต่ แกต้องปฏิเสธเข้าไว้ว่าแกไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องทั้งกับคนตายและนายอารุม ส่วนเรื่องคนที่บริษัทฉันจะจัดการเอง”
       “พ่อจะทำอะไรพวกเขา”
       “ทำอะไรก็ได้ที่จะไม่ให้ตำรวจเขาสงสัยในตัวแก”
       “แต่หนูบริสุทธิ์ใจ หนูพร้อมจะสู้ด้วยความจริง”
       “เฮอะ แล้วแกจะว่ายังไงถ้าความจริงมันส่งแกไปลงนรก ฉันเองไม่ได้อยากจะวุ่นวายหรอกนะ แต่ในเมื่อแกเป็นลูก ฉันก็ต้องช่วยสุดความสามารถ”
       วิศนีเจ็บปวด
       “หนูเสียใจค่ะที่ทำให้พ่อเดือดร้อน”
       อำนวยเจ็บปวดพอกัน
       “ไอ้ความเสียใจของแกมันคงไม่เท่าของฉันหรอก”
       
       อำนวยพูดอย่างกดดันแล้วผลุนผลันออกไปพร้อมกับกรแก้ว วิศนีหลับตาลงอย่างปวดร้าว

  กุสุมาเดินเข้ามาในบ้านท่าทางมึนๆ งงๆ คราบเลือดยังติดที่เสื้อ ป้าโผล่หน้าออกมามองอย่างตกใจ

       
       “ตายแล้วยายสุ นี่แกไปทำอะไรมา”
       กุสุมามองคราบเลือดบนเสื้อนิ่งๆ แล้วตอบป้าอย่างเบลอๆ
       “นน...นนเขาตายแล้วป้า เขาตายแล้ว”
       “นน ฮะ...นนเพื่อนแกน่ะเหรอ เกิดอะไรขึ้น แล้วนี่เลือดเขาหรือไง”
       กุสุมาไม่ตอบ แต่เดินเหม่อๆ ขึ้นชั้นบนไป ป้ามองตามอย่างงงๆ
       
       กุสุมาเดินเข้ามาทรุดลงที่เตียง เหวี่ยงกระเป๋าไปอีกมุม มองดูตัวเองในกระจก ยังช็อคๆ อยู่อารมณ์ของกุสุมาคือ ถึงจะอิจฉานนทลี แต่ก็ไม่เคยคิดขนาดอยากให้นนทลีตายไปจริงๆ กุสุมาก้มลงมองเสื้อตัวเองที่มีรอยคราบเลือดติดอยู่ กุสุมามองดูรอยคราบเลือดในกระจก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่แล้วกลายเป็นหัวเราะออกมาแทน ตอนแรกเกือบจะเสียใจ แต่พอคิดว่าตัวเองไม่มีคู่แข่งแล้วก็เกิดความรู้ดีใจขึ้นมา
       
       เดชชาติเดินลงมาจากชั้นบน เข้ามาหาอารุมที่นั่งซึมอยู่ในห้องรับแขก
       “นุชเป็นยังไงบ้าง”
       “ให้กินยาจนหลับไปแล้ว เดี๋ยวแม่ฉันกับพวกเด็กๆ จะมาอยู่เป็นเพื่อน”
       อารุมพยักหน้าขรึมๆ
       “ถ้านุชมีคนดูแลก็ดีแล้ว ฉันจะไปจัดการเรื่องวัดก่อน”
       อารุมลุกขึ้นด้วยท่าทางเหนื่อยๆ เดชชาติมองอย่างเป็นห่วง
       “อารุม แกไหวหรือเปล่า”
       “ไม่ไหวก็ต้องไหว มีอะไรอีกเยอะที่ต้องจัดการให้นน”
       อารุมหน้าเครียดขึ้นมาอย่างมีนัยบางอย่าง เดชชาติเห็นแล้วไม่สบายใจ อารุมทำท่าจะเดินออก เดชชาติรีบไปขวาง
       “อารุม แกรู้ใช่ไหมวะ ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
       “ฉันรู้...” อารุมนิ่งไป หน้าตาจริงจัง “แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ทำให้มันเกิดขึ้นจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้เดชชาติมองตามอย่างกังวล ไม่รู้ว่าเพื่อนคิดอะไรในใจ
       
       บรรจงพาวิศนี อำนวย กรแก้วออกมาจากห้องสอบสวนหลังจากสอบปากคำเสร็จ มีสารวัตรเดินมาอำนวยความสะดวกถึงด้านหน้าเพราะรู้จักกับอำนวย แต่พอทั้งหมดออกมาถึงหน้าโรงพัก นักข่าวที่รอทำข่าวอยู่ก็กรูกันเข้าไปหาวิศนีทันที เรียกชื่อวิศนีเซ็งแซ่
       “คุณวิศนีคะ ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ”
       “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องชู้สาวใช่ไหมคะ”
       “คุณวิศนีตั้งใจขับรถชนผู้ตายหรือเปล่า”
       “คุณมีอะไรกับแฟนของผู้ตายมานานหรือยังคะ”
       วิศนีมองไปรอบๆ เห็นนักข่าวยื่นใมค์เข้ามาซักถามเซ็งแซ่ ฟังไม่ได้ศัพท์ ความมึนงงกลับมาอีก
       “ไม่...ฉันไม่ได้ฆ่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
       นักข่าวยังคงเซ็งแซ่แย่งกันเหมือนเดิม ใจความคำถามคือซักไซ้เรื่องวิศนีเป็นฆาตกร อำนวยกับบรรจงและตำรวจพยายามจะกันพวกนักข่าวออกไปเพื่อให้ทั้งหมดไปที่รถ
       “คุณวิศนีเห็นคลิปจากกล้องวงจรปิดหรือยังคะ”
       “คุณสองคนมีปัญหาแย่งผู้ชายกันใช่ไหมครับ”
       วิศนีหันมองไปรอบๆ เห็นหน้านักข่าวกับไมโครโฟนที่ยื่นมาดูหลอนๆ เหมือนผีรุมทึ้งก็ยิ่งสติแตก
       “ไม่! ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำ”
       วิศนีร้องกรี๊ด แล้วหน้ามืดหมดสติไปทันที อำนวยกับกรแก้วรีบช่วยกันประคองรับไว้
       
       วันใหม่...อวลอบวางหนังสือพิมพ์หลายฉบับให้โยธินดู
       “ดูซิ หนังสือพิมพ์ไม่รู้กี่ฉบับลงแต่ข่าวหนูวิศนี มีแต่เรื่องเสียๆ หายๆ ทั้งนั้น ไม่รู้มันไปขุดหามาได้ยังไง...เล่มนี้ลงเรื่องเรียน เล่มนั้นบอกว่ามั่วกับฝรั่งตอนอยู่เมืองนอก อีกอันก็บอกว่าติดยา โอ๊ย อ่านแล้วจะเป็นลม”
       “คุณแม่อย่าไปเชื่อข่าวนักเลย หนังสือพิมพ์มันแย่งกันขายข่าว เพราะเรื่องมันกำลังดัง”
       “แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ”
       โยธินยักไหล่
       “ผมไม่แคร์ เราก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาสักเท่าไรนี่ครับ”
       อวลอบค้อน แล้วพูดต่อ
       “แต่แม่ชักไม่อยากไปดองกับบ้านนี้แล้ว กลัวเราจะถูกขุดคุ้ยไปด้วยน่ะสิ”
       “แล้วเราจะยอมเป็นลูกหนี้เสี่ยหวินไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไอ้ชีพมันมาขอส่วนแบ่งทุกงวดเหรอครับคุณแม่ เมื่อไรจะได้ลืมตาอ้าปากกัน”
       อวลอบนิ่งไป เถียงไม่ออก
       “ผมว่าตอนนี้แหละที่เรายิ่งต้องรีบทำคะแนน”
       โยธินยิ้มนิดๆ อย่างมีแผน
       
       อารุมกับเดชชาติลงจากรถ เตรียมจะเดินเข้าบ้านนนทลี แต่รถของอำนวยแล่นมาจอดพอดี อำนวย กรแก้ว บรรจงรีบลงจากรถเข้ามาหา
       “คุณอารุม ผมนึกแล้วว่าคุณต้องอยู่ที่นี่”
       อารุมชะงักมองอำนวยอย่างลังเล ระแวง กรแก้วรีบพูดต่อ
       “เรามีเรื่องจะต้องคุยกับคุณ”
       “ตอนนี้คงไม่เหมาะครับ”
       “ผมรู้ว่าคุณกำลังยุ่ง ไม่รบกวนคุณนานหรอก”
       อำนวยพูดพลางเหลือบมองทนาย
       
       นีรนุชนอนกระสับกระส่ายเพ้อเรียกหานนทลีอยู่ในห้อง
       “พี่นน...พี่นนคะ”
       นีรนุชป่ายมือเปะปะไปบนเตียง แล้วลืมตาขึ้นมองเมื่อพบความว่างเปล่าในห้อง
       “พี่นน”
       นีรนุชลุกพรวดเตรียมจะออกไปจากห้อง สวนกับพิมที่เข้ามาพอดี
       “อ้าว ตื่นแล้วเหรอนุช เป็นยังไงบ้างลูก”
       พิมรีบจับตัวเนื้อตัวนีรนุช แตะหน้าผากอย่างเป็นห่วง นีรนุชมองดูการแต่งตัวของพิมเต็มตา ใส่ชุดดำ เตรียมไปช่วยงานคืนนี้
       “ป้าพิม...ป้าพิมแต่งตัวอย่างนี้ทำไมคะ”
       นีรนุชถามทั้งที่รู้ พิมชะงัก หน้าเสีย ไม่รู้จะตอบยังไง นีรนุชทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
       “แสดงว่ามันเป็นเรื่องจริง นุชไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”
       พิมพูดไม่ออก ทำได้แค่ดึงตัวนีรนุชมากอด แต่แล้วอึดใจเดียวนีรนุชก็ผลักออก วิ่งออกจากห้อง
       
       “นุช จะไปไหนลูก”


อำนวยอึดอัดใจ ขณะที่ต้องพูดกับอารุมและเดชชาติ
       
       “ผมอยากจะขอโทษแทนลูกสาว ตอนนี้แกอยู่โรงพยาบาล”
       เดชชาติมีสีหน้ากระวนกระวายทันที แต่ไม่กล้าถามว่าวิศนีเป็นอะไร
       “ตอนนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจาก...”
       อำนวยหยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นให้อารุม แล้วรีบพูดต่อ
       “นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมตั้งใจจะแสดงความเสียใจหรอกนะ ผมพร้อมจะช่วยเหลือคุณกับน้องสาวของนนทลีอีก”
       นีรนุชพรวดพราดออกมาหน้าบ้าน เห็นอำนวยยื่นเช็คให้อารุมก็โกรธจัด
       “คุณคิดว่าพี่สาวฉันมีค่าแค่กระดาษเช็คแผ่นเดียวงั้นเหรอ”
       ทุกคนหันไปมองนีรนุชอย่างตกใจ ขณะที่นีรนุชพุ่งตรงเข้ามากระชากแล้วฉีกทิ้งทันที พิมวิ่งตามมา
       “ไม่มีใครที่นี่ต้องการมัน”
       กรแก้วรีบบอก
       “หนูจ๊ะ ฟังพวกฉันก่อน”
       “ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น คุณจะให้ฉันยอมรับเงินแล้วก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างนั้นใช่ไหม ไม่มีทาง ฉันจะให้พวกคุณชดใช้”
       อำนวยสำนึกผิด
       “พวกเรายินดีชดใช้อยู่แล้ว ถึงได้มาที่นี่”
       “แต่ต้องไม่ใช่ด้วยเงิน มันต้องชดใช้กันด้วยชีวิต ฉันจะเอาลูกสาวคุณเข้าคุกให้ได้ คุณได้ยินไหม”
       ทุกคนผงะกับคำประกาศของนีรนุช เดชชาติรีบเข้ามาจับตัวนีรนุชเรียกสติ
       “นุช”
       นีรนุชร้องไห้ออกมา
       “ต่อให้คุณเอาเงินมากองให้ฉันจนหมดตัว มันก็ไม่ทำให้พี่นนฟื้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องสูญเสียเหมือนกัน”
       อารุมปราม
       “นุช อย่าพูดอย่างนั้น”
       “ก็เขาเป็นฆาตกร ไอ้พวกฆาตกร ไปให้พ้นบ้านฉัน ออกไป๊”
       นีรนุชร้องไห้เอะอะโวยวายดังลั่น จนอำนวยกับกรแก้วตกใจ พวกชาวบ้านโผล่หน้ากันออกมาดู บรรจงเห็นท่าไม่ดีรีบบอก
       “ผมว่าเรากลับกันก่อนเถอะครับ”
       “ไปเลยนะ ไปเลย ไอ้พวกฆาตกร แกฆ่าพี่นน แกต้องชดใช้”
       นีรนุชดิ้นรนกรีดร้องโดยมีเดชชาติ พิม อารุมช่วยกันจับไว้ บรรจงรีบพาอำนวยกับกรแก้วฝ่า กลุ่มชาวบ้านที่โผล่หน้ากันออกมามุงดูด้วยความอับอาย
       
       ทุกคนช่วยกันประคองนีรนุชที่ร้องไห้อย่างอ่อนแรง เข้ามาในบ้าน
       “พี่นน นุชอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพี่นน พี่นนอยู่ที่ไหน ฮือๆๆ”
       พิมจะร้องไห้ตาม
       “โธ่เอ๊ย นุช มีสติหน่อยสิลูก”
       เดชชาติปลอบ
       “นุช เข้มแข็งหน่อยสิ ถ้านุชเป็นแบบนี้ นนเขาจะยิ่งห่วงนะ”
       “ถ้าพี่นนเป็นห่วงก็มาเอาตัวนุชไปสิ นุชอยู่ไม่ได้ นุชอยากตาย”
       นีรนุชกรีดร้องสติแตก ทุบตีตัวเอง พิมกับเดชชาติต้องช่วยกัน อารุมดึงตัวนีรนุชมากอดไว้
       “นุช อย่าทำแบบนี้ นุชยังมีพี่นะ”
       นีรนุชเงยหน้ามองอารุมอย่างมีความหวัง เขย่าตัวถาม
       “พี่อารุมรู้ใช่ไหม ว่าเขาเจตนา เขาจงใจฆ่าพี่นน เขาทำให้เราสองคนไม่เหลืออะไรแล้ว พี่รู้ใช่ไหม”
       นีรนุชโผซบอกอารุมร้องไห้โฮๆๆ เดชชาติมองอย่างหนักใจ
       “พี่อารุมรู้ใช่ไหมคะว่าเขาเป็นคนเลว รู้ใช่ไหม ฮือๆ”
       อารุมอึดอัด สับสน จิตใจสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดก็รับปากเพื่อให้นีรนุชสบายใจ
       “พี่รู้...พี่รู้”
       อารุมโอบนีรนุช ลูบหลังเบาๆ อย่างปลอบใจ หน้าเคร่งเครียด ตัดสินใจแล้วว่ายังไงต้องยืนอยู่ข้างนีรนุช เพราะนีรนุชไม่เหลือใครอีกแล้ว
       
       ค่ำนั้น วิศนีหลับฝันไป ภาพในฝันเธอยืนอยู่บนที่เวิ้งว้าง บรรยากาศน่ากลัว เห็นร่างของนนทลีเดินช้าๆ อยู่ไกลๆ
       “คุณนน คุณนนทลี นั่นคุณใช่ไหม”
       นนทลีเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเดิน วิศนีรีบวิ่งไปคว้ามือไว้
       “คุณนนคะ”
       นนทลีค่อยๆ หันมาอยากช้าๆ หน้าซีดเผือด ใส่ชุดเดิมพูดช้าๆ
       “ฆาตกร แกฆ่าฉัน”
       วิศนีผงะ นนทลีมองวิศนีอย่างเคียดแค้น เลือดค่อยๆ ไหล่ลงมาจากโคนผมที่หน้าผาก ออกจมูก ปากดูน่าสยดสยอง
       “แกจะต้องได้รับกรรมๆๆๆๆๆ!”
       นนทลีตวาดก้องใส่หน้าวิศนีที่ถอยหนีอย่างตกใจ...วิศนีกระสับกระส่ายไปมา ละเมอจากความฝัน
       “ไม่...ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่ได้ทำ”
       หญิงสาวตะโกนสุดเสียงสะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล มีแววกับชีพเกาะขอบเตียงอยู่
       “ยายหนู เป็นอะไรลูก”
       “แม่...”
       แววจับมือไว้
       “ใช่ นี่แม่เอง ฝันร้ายเหรอลูก โถๆๆ ชีพ เอาน้ำมาให้ยายหนูเร็วๆ”
       ชีพเอื้อมมือรินน้ำใส่แก้วส่งให้
       “นอนห้องพิเศษขนาดนี้ ยังจะฝันร้ายอีกเหรอจ๊ะคุณลูกสาว หรือว่าผีดุ”
       ชีพมองรอบๆ อย่างหวาดๆ วิศนีไม่สนใจชีพ หันมาถามแวว
       “หนูมาทำอะไรที่นี่คะแม่”
       “ก็พ่อเขาโทร.มาบอกว่าหนูเป็นลม พอแม่รู้เข้าก็เลยรีบมาดู นั่งเฝ้าอยู่ตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะกว่าหนูจะฟื้น”
       วิศนีนิ่งคิด จำได้ลางๆ ว่าตัวเองเป็นลมที่โรงพัก
       “แล้วพ่อล่ะคะ”
       “ไม่รู้ แม่มาก็ไม่เจอใครแล้ว มีแต่พยาบาลเฝ้าอยู่...ว่าแต่มันเป็นยังไงมายังไงกันถึงได้ขับรถชนแม่คนนั้น มีเรื่องอะไรกันล่ะลูก”
       “แหม เราก็อ่านข่าวแล้วนี่” ชีพหยิบหนังสือพิมพ์ให้ดู “เขาบอกว่าเรื่องแย่งไอ้ผู้จัดการอารุมนั่น ใช่มะ”
       แววรีบดึงหนังสือพิมพ์ไปไม่ให้วิศนีเห็น
       “วุ้ย ไม่เอาๆ อย่าให้ยายหนูอ่าน เดี๋ยวเป็นลมไปอีก ข่าวมันไม่ค่อยดี”
       วิศนีถามเหนื่อยๆ
       “เขาลงว่ายังไงคะ”
       แววอดไม่ได้เพราะคันปาก
       “ก็พูดเรื่องไอ้ผู้ชายคนนั้นแหละ บอกว่าหนูแย่งกันกับแฟนเขา ก่อนเกิดเรื่องก็ตบตีกันในบริษัท แต่ฝ่ายนั้นเขาไม่ยอม หนูก็เลยขับรถตามไปชน”
       วิศนีอึ้งกับความเป็นตุเป็นตะของข่าว
       “ไม่จริง! ไม่จริงเลย หนูไม่ได้ทำค่ะ”
       “แม่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ นักข่าวสมัยนี้มันใช้ไม่ได้ เขียนอย่างกับแต่งละคร เดี๋ยวให้มันมาสัมภาษณ์แม่ก่อน แม่จะแก้ข่าวให้ ว่าแต่สัมภาษณ์เนี่ย เขาได้ตังค์กันใช่ไหม แม่จะได้รีบโทรไปนัด”
       วิศนีพูดอะไรไม่ออก เมื่อรู้ว่าแววก็คิดเรื่องเงินมาก่อนอยู่ดี ชีพสอดขึ้น
       “เรารีบโทรเลยดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้มีข่าวอื่นแล้วมันจะไม่ได้ราคา”
       แววเห็นด้วย
       “ดีๆๆ งั้นโทรเลย ให้มาสัมภาษณ์ที่นี่”
       วิศนีตกใจ
       “ไม่นะคะ อย่าให้เขามาที่นี่นะ หนูไม่อยากเจอใคร”
       ชีพที่กำลังจะกดโทรศัพท์ชะงัก แววนึกสงสารลูก รีบเข้าไปลูบหัวกอด
       “โถ คงจะขวัญเสียสิลูก งั้นแม่นัดให้เขาไปสัมภาษณ์ที่บ้านก็ได้ เอ หรือจะไปที่สถานีโทรทัศน์เลย เผื่อออกทีวีค่าสัมภาษณ์จะยิ่งแพง ว่างั้นไหมชีพ”
       ชีพพยักหน้าตื่นเต้นรีบกดโทรศัพท์ทันที แววลุ้นๆ แล้วนับนิ้วคำนวณเงินใหญ่
        
       วิศนีมองอาการของแววกับชีพที่เอาแต่ตื่นเต้นกับผลประโยชน์ด้วยความสลดใจ

อารุมวางถาดอาหารเล็กๆ ลงตรงบริเวณใกล้ๆ โลงศพของนนทลีพลางมองรูปนนทลีอย่างเศร้าสลด น้ำตาคลอๆ

       
       “นน...นนไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ ผมจะดูแลนุชให้เอง นนไปให้สบายนะ”
       อารุมลูบที่โลงศพเบาๆ แล้วก้มหน้านิ่ง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีมือมาแตะที่ไหล่ พอหันไปก็เห็นว่าเป็นเดชชาติ
       “ร้องออกมาเถอะเพื่อน ไม่ต้องเก็บไว้”
       อารุมเงยหน้าขึ้นมองเดชชาติทั้งน้ำตา แต่ยังพยายามทำเสียงเข้มแข็ง
       “ฉันอ่อนแอไม่ได้อีกแล้ว...เพราะที่ผ่านมาฉันอ่อนแอมาตลอด มันถึงเกิดเรื่องขึ้น”
       “แกอย่าโทษตัวเองสิวะ มันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นเว้ย”
       “มันก็ไม่ใช่ความผิดของนนเหมือนกัน”
       อารุมเหลือบมองรูปนนทลีอย่างเจ็บปวด เดชชาติอึ้งไปเหมือนกัน ไม่รู้จะปลอบยังไงดี เดชชาติมองออกไปด้านนอก
       “แขกเริ่มมากันแล้ว”
       อารุมตัดบท
       “แกกลับไปดูนุชที่บ้านดีกว่า อย่าเพิ่งให้มาที่นี่ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป
       
       อารุมเดินออกไปรับแขกอยู่ตามลำพังหน้างาน ยุพเยาว์ วิเวียน ลูกเกด ชมพู่เดินเข้ามา วิเวียนเอ่ยถาม
       “ได้ข่าวว่าน้องสาวนนไม่สบายเหรออารุม เป็นอะไร อย่าบอกนะว่าผีเข้า”
       ยุพเยาว์หยิกแขนวิเวียนแรงๆ ให้หยุดพูด แล้วรีบยิ้มกลบเกลื่อน
       “อารุมท่าทางเหนื่อยๆ นะ มีอะไรให้พวกเราช่วยไหม”
       “ขอบคุณมากนะ”
       ลูกเกดท่าทางอยากรู้มาก
       “นี่ แล้วทางโน้นเขาติดต่อมาหรือยัง”
       “เรื่องอะไรของเธอ มานี่” ชมพู่บอกกับอารุม “อารุมจ๋า เดี๋ยวฉันพาพวกนี้ไปดูแลเครื่องดื่มให้แขกแล้วกันนะจ๊ะ”
       ชมพู่กับยุพเยาว์พยายามจะลากทั้งสองไป แต่แล้วก็มีแท็กซี่คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าศาลาพอดี ประตูรถแท็กซี่เปิดออก เท้าเรียวๆ ในรองเท้าส้นสูงก้าวลงมา สี่สาวมองกันตาค้าง เมื่อหญิงสาวที่ใส่เสื้อผ้าอลังการอยู่ในชุดดำสนิท แต่สวยงามสะโอดสะองเดินเข้ามาหาอารุมและกลุ่มเพื่อนๆ วิเวียนอึ้งๆ
       “นี่ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า”
       ยุพเยาว์หน้าเหวอๆ
       “ใช่จริงๆ เหรอ”
       ลูกเกดเพ่งมอง
       “ฉันว่าใช่”
       ชมพู่แปลกใจ
       “แต่นางไม่เคยแต่งตัวแบบนี้นี่”
       ทั้งสี่โพล่งออกมาพร้อมกัน
       “กุสุมา!”
       กุสุมาเป็นเจ้าของร่างนั้น แต่งชุดดำ แต่ดูดี มีสไตล์ ไม่ดูเรียบๆ จืดๆ แบบที่เคย ยิ้มละไม
       “อารุม ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่สุมาช้า เลยไม่ทันได้รดน้ำ”
       อารุมมองกุสุมาแบบอึ้งๆ ไปเหมือนกันเพราะแปลกตา
       “ไม่เป็นไร แค่สุมานนก็คงดีใจแล้ว”
       อารุมยิ้มให้กุสุมาแล้วเดินออกไปพบแขกที่เข้ามา กุสุมาหันมามองทั้งสี่ที่ยังอึ้งอยู่
       “แล้วสี่คนนี้เป็นอะไร ยืนตาค้าง แปลกใจมากเหรอที่เห็นฉัน”
       วิเวียนมองสำรวจ
       “นี่เธอมางานศพหรือมาเดินแฟชั่นเนี่ย”
       กุสุมาหน้าเผือดไปเมื่อถูกเบรก ก่อนจะค้อน
       “ฉันแต่งตัวมารับแขก ไม่ได้มาเสิร์ฟน้ำอย่างพวกเธอ มีอะไรก็ไปทำสิ”
       กุสุมาเชิดใส่แล้วเดินยิ้มหวานไปหาอารุม วิเวียนและคนอื่นๆ อ้าปากค้าง เพราะไม่เคยเห็นกุสุมาแสดงอาการแบบนี้มาก่อน กุสุมาเหลือบมองทั้งสี่แบบไม่แคร์ แล้วหันมายิ้มแย้มกับอารุม พลางขยับเข้าไปยืนใกล้ๆ เพื่อรอรับแขกที่เดินเข้ามา
       
       อารุมยืนรับแขก กุสุมาทักทายแขกอย่างคล่องแคล่ว ดูเจนสังคม ไม่ขี้อาย ประหม่าเหมือนเคย จนอารุมเหลือบมองอย่างแปลกใจ กุสุมาเชื้อเชิญแขกพามาที่เก้าอี้ แถมยังเดินไปไหว้แขกผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่แถวหน้า ยุพเยาว์กับวิเวียนที่นั่งคอยเตรียมธูปอยู่ในศาลามองอาการของกุสุมาอย่างแปลกใจ
       “วิ ฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่ากุสุมาดูแปลกๆ”
       “อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวสวย ในงานศพเพื่อนรัก ไม่แปลกก็บ้าแล้ว”
       “ไม่ใช่เรื่องนั้น ท่าทางเขาน่ะ ฉันไม่เคยเห็นสุทำท่าทางแบบนี้มาก่อนเลย”
       “ยังไง”
       “ก็ดู...กระฉับกระเฉง หยิบจับอะไรคล่องแคล่ว ไม่เหมือนยายกุสุมาที่ออฟฟิศที่ดูหงอๆ ขี้อายที่เราเคยเห็นน่ะสิ”
       วิเวียนฟังยุพเยาว์แล้วมองดูกุสุมาต่อ เห็นในจังหวะที่กุสุมาคุยกับแขก แล้วกวักมือเรียกลูกเกดกับชมพู่ที่เสิร์ฟน้ำเข้ามา แล้วหยิบน้ำจากถาดทั้งคู่ส่งให้แขก ด้วยอาการเชิดๆ แล้วหันไปคุยกับแขกต่อด้วยท่าทางยิ้มแย้ม โดยไม่สนใจลูกเกดกับชมพู่ที่ทำงานงกๆ ชมพู่กับลูกเกดที่มองกุสุมาเชิดใส่ พากันเดินออกมา แล้วซุบซิบ
       “แทนที่จะมาช่วยกันทำงาน มัวแต่โชว์ตัวกับแขกอยู่นั่นแหละ”
       “นั่นสิ งานเพื่อนตัวเองแท้ๆ ไม่มีโศกเศร้าซักนิด พิลึก”
       ลูกเกดกับชมพู่จับตามองกุสุมาอย่างหมั่นไส้ปนงง
       
       วิศนีเดินเรื่อยเปื่อยลงมาถึงชั้นล่าง แล้วแวะไปตรงบริเวณที่คนนั่งรอพบหมอและรับยา เห็นคนพลุกพล่าน สายตาเหลือบมองไปที่ทีวีที่เปิดทิ้งไว้กำลังรายงานข่าวตัวเอง ภาพเธอกับนนทลีในกรอบเล็ก แล้วตัดเป็นเหตุการณ์ที่เธอเป็นลมต่อหน้าหนักข่าว ต่อมาก็เป็นภาพแววนั่งให้สัมภาษณ์แจ้วๆ กับนักข่าว วิศนีมองอย่างอึ้งๆ ไม่นึกว่าแววจะเอาจริง พวกคนไข้ที่นั่งอยู่แถวนั้นเหลือบมาเห็นวิศนี ก็สะกิดคุยกัน ขณะเดียวกันนั้นพยาบาลก็เดินเข้ามาหา
       “คุณวิศนี ลงมาทำอะไรคะ”
       ขาดคำของพยาบาล คนอื่นที่ยังไม่เห็นวิศนีก็มองมาเป็นตาเดียวกัน ทุกสายตาเต็มไปด้วยคำถามและความคลางแคลงใจจนวิศนีรู้สึกร้อนผ่าว รีบก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตา พยาบาลเห็นบรรยากาศเริ่มจะไม่ดี ก็รีบประคองวิศนีออกไป
       พยาบาลประคองวิศนีขึ้นลิฟต์มาที่ห้องพัก ผ่านวอร์ดพยาบาลที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่
       “อ่านข่าวคนไข้ของเราหรือยัง ที่ขับรถชนแฟนของผู้ชายที่แอบชอบตายน่ะ พฤติกรรมอย่างกับนางร้ายในละคร”
       วิศนีชะงักทันทีที่ได้ยิน หยุดยืนฟังอยู่ด้านหลังทั้งสองคน
       “ก็เขาบอกว่าเป็นเด็กมีปัญหา พ่อแม่ไม่รัก ก็เลยไม่มีใครอบรมไงล่ะ”
       วิศนียืนนิ่งตัวชา ปวดใจ พยาบาลที่ประคองมาหน้าเสียด้วยความสงสาร เลยกระแอมเสียงดังใส่ลูกน้อง พยาบาลทั้งสองหันมองด้านหลัง พอเห็นวิศนีกับหัวหน้ายืนอยู่ก็สะดุ้ง รีบเก็บหนังสือพิมพ์แล้วลุกออกไป
       
       วิศนีมองตามด้วยสีหน้าปวดร้าว รู้สึกเหมือนถูกใครๆ ตัดสินโดยไม่มีโอกาสอธิบาย

 อารุมนั่งซึมเศร้าอยู่ในห้อง ในมือถือกล่องแหวน ที่ไม่มีโอกาสได้สวมให้นนทลี ชายหนุ่มนึกถึงในอดีตของเขากับนนทลี...อารุมจับมือนนทลีสวมแหวนของตัวเองเป็นการหมั้นหมาย...นนทลีเลือกแหวนแต่งงานกับอารุมอย่างมีความสุข

       
       อารุมน้ำตาซึมด้วยความเศร้าใจ มองแหวนอย่างเจ็บปวดพูดเสียงเครือ
       “นน...ผมขอโทษ ขอโทษที่ทุกอย่างต้องแบบนี้ มันเป็นความผิดของผมเอง ความผิดผมคนเดียว”
       อารุมพูดจบก็กำกล่องแหวนในมือแน่น สายตาทอดยาวออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด อารมณ์ของเขาหลังจากเกิดเรื่อง เขาเข้าใจดีว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองมีส่วนให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้น เขาอยากจะให้อภัยวิศนี แต่ก็ห่วงความรู้สึกของนีรนุช ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของนนทลีที่ติดค้างอยู่ในใจด้วย จึงทำให้ในที่สุดเขาตัดสินใจที่จะยืนข้างนีรนุช และทำเป็นโกรธเกลียดวิศนี เพื่อวิ่งหนีความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองไปให้ไกลที่สุด 
       
       วันใหม่...อำนวยเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงาน เห็นอารุมกำลังเก็บข้าวของ อำนวยดีใจ
       “มาแล้วเหรอคุณอารุม ทำไมไม่ให้คนไปบอกผมล่ะ เชิญๆ เดี๋ยวไปคุยกันที่ห้องผมดีกว่า”
       ทนายของอารุมที่นั่งรออารุมอยู่ขยับตัวลุกขึ้นทันที อำนวยเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนอยู่ในห้องด้วย
       “ไม่จำเป็นหรอกครับ คุณอารุมมาเก็บของเดี๋ยวก็จะออกไปแล้ว”
       อำนวยชะงัก
       “เก็บของ”
       ทนายยื่นซอง
       “นี่เป็นใบลาออกของคุณอารุมครับ”
       อำนวยอึ้งๆ อารุมทำหน้าขรึม แล้วตัดสินใจพูด
       “ผมคิดว่ามันคงไม่เหมาะที่จะทำงานที่นี่ต่อไปในขณะที่ตัวเองกำลังจะทำให้ลูกสาวท่านติดคุก”
       อำนวยอึ้งหนักกว่าเดิม
       “นี่มันอะไรกัน คุณหมายความว่ายังไง”
       
       กุสุมาเปลี่ยนสไตล์ใหม่ แต่งตัวดีขึ้น มีสีสัน ไม่ได้ไว้ทุกข์ เดินเข้ามาที่บริษัท เห็นอารุมกับทนายเดินออกมาขึ้นรถพอดี
       “อารุม”
       กุสุมารีบตรงเข้าไปหาจะทัก แต่อารุมกับทนายมองไม่เห็น ปิดประตูรถแล้วขับออกไปทันที
       “อารุม จะไปไหน”
       กุสุมามองตามอารุมที่ขับรถออกไปอย่างแปลกใจ
       
       กุสุมาตกใจเมื่อรู้เรื่องอารุม
       “อะไรนะ อารุมลาออก”
       “เพิ่งมายื่นจดหมายลาออกกับทนายเมื่อตะกี้ เงินเดือนอะไรก็ไม่เอา” ยุพเยาว์ลดเสียงลง “ท่านประธานโกรธใหญ่เลย เพราะอีตาอารุมดันไปประกาศว่าจะเอาคุณวิศนีเข้าคุกให้ได้”
       วิเวียนหน้าตื่น
       “ฮ้า อารุมกล้าเหรอ”
       กุสุมาสะใจ
       “นี่แสดงว่าอารุมไม่ได้คิดอะไรกับนังนั่นจริงๆ”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนแอบสะอึกกับท่าทางของกุสุมา
       “นนบ้าไปเอง สุดท้ายก็ตายฟรี”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนมองหน้ากัน ยิ่งรู้สึกแปลกๆ มากขึ้น วิเวียนสังเกตเสื้อผ้ากุสุมาแล้วอดแขวะไม่ได้
       “ว่าแต่เธอเถอะ แต่งตัวแบบนี้แปลว่าจะไม่ไว้อาลัยให้เพื่อนรักแล้วเหรอ”
       กุสุมาชะงัก มองตัวเอง
       “ก็ฉันมาทำงาน เดี๋ยวตอนเย็นค่อยกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด ใจคอจะให้ทุกข์โศกทั้งวันเลยหรือไง”
       ยุพเยาว์แย้ง
       “แต่นนเขาเป็นเพื่อนรักเธอนะ”
       กุสุมาเบ้หน้า
       “ก็แค่เพื่อน ไม่ใช่ญาติ”
       ยุพเยาว์กับวิเวียนสะอึก กุสุมาเหมือนรู้ตัวว่าเหวี่ยงเกินไป ก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ แต่ยังเสียงสะบัด
       “ฉันก็อยากสวยบ้าง ผิดด้วยเหรอ”
       กุสุมาเดินเชิดออกไป ยุพเยาว์กับวิเวียนเหวอ แปลกใจกับพฤติกรรมกุสุมามากขึ้นทุกที
       
       วิศนีรับยาจากพยาบาลมากิน ทันใดนั้นเองอำนวยก็เปิดประตูพรวด โวยวายเข้ามา
       “คราวนี้ฉันสนใจความจริงของแกแล้ว เล่ามาให้หมดว่าแกกับไอ้อารุมไปถึงไหนๆ กันมาบ้าง”
       พยาบาลเห็นท่าไม่ดีรีบหลบออกไป วิศนีงง
       “อะไรคะพ่อ”
       “มันมาลาออกจากบริษัทเมื่อเช้านี้ ขู่ว่าจะเล่นงานแกให้หนัก”
       วิศนีอึ้งไป บรรจงพูดต่อเรียบๆ แต่แฝงความหนักใจ
       “ทางโน้นให้ข้อมูลกับตำรวจว่าคุณมีความสัมพันธ์ทางใจกับคุณอารุม ทำให้คุณคิดจะฆ่าคุณนนทลี”
       วิศนีช็อค
       “อะไรนะคะ!”
       อำนวยรำคาญ
       “ไอ้อารุมมันบอกตำรวจว่าแกหลงรักมัน พยายามตามตื๊อมัน จนมีปัญหากับนนทลี แกก็เลยฆ่าเขา ได้ยินชัดหรือยัง”
       “เขาพูดอย่างนั้นจริงเหรอคะ”
       “แล้วฉันจะโกหกแกหาพระแสงอะไร แค่นี้ไอ้เรื่องยุ่งๆ มันยังสุมหัวฉันไม่พออีกเหรอ ฉันอายคนจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว”
       บรรจงพยายามไกล่เกลี่ย
       “ให้ผมสอบถามคุณวิศนีก่อนดีกว่าครับท่าน”
       “เอาเลย ถามมันให้รู้ดำรู้แดงซิว่ามันเลวจริงหรือเปล่า” อำนวยหงุดหงิด ชี้หน้า “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะแกเป็นลูกล่ะก็ ฉันจะไม่ยุ่งเลย”
       วิศนีกำลังสะเทือนใจที่รู้ว่าอารุมโกหก พอได้ยินอำนวยกระแทกก็ยิ่งเสียใจ
       “ก็เอาสิคะ พ่อไม่ต้องยุ่ง ทิ้งหนูไว้ที่นี่ แล้วไม่ต้องมาอีก” วิศนีน้ำตาร่วง “ได้ยินไหมคะ ทิ้งหนูไว้คนเดียว”
       วิศนีร้องไห้ตะโกนใส่ อำนวยโมโหจะด่าอีก แต่บรรจงรีบห้าม
       “ผมขอร้องนะครับท่าน ขอเวลาสักครู่”
       อำนวยชะงัก มองบรรจงอย่างข่มอารมณ์ แล้วผลุนผลันออกไป บรรจงลอบถอนใจ แล้วหันมาหาวิศนี พยายามพูดอย่างใจเย็น
       “คุณวิศนีเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังอีกครั้งได้ไหมครับ ผมอยากฟังข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เราจะได้หาทางต่อสู้กับทางโน้นได้”
       
       วิศนีไม่ตอบ แต่ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง น้อยใจพ่อผิดหวังในตัวอารุม เป็นอย่างมาก

 อำนวยเดินเข้าบ้านมา เห็นกรแก้วนั่งคุยอยู่กับอวลอบและโยธิน

       
       “ยายหนูยังยืนยันว่าแกไม่ได้มีอะไรกับอารุม”
       อวลอบถอนใจ
       “เฮ้อ ค่อยยังชั่ว”
       อำนวยเหล่มอง อวลอบรู้สึกตัวรีบกลบเกลื่อน กรแก้วออกตัวแทน
       “คุณพี่อวลอบเธอเป็นห่วงน่ะค่ะ ก็เลยแวะมาสอบถาม”
       อวลอบรีบบอก
       “จริงค่ะ เดี๊ยนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยนะคะ สงสารหนูวิศนี”
       โยธินสอดขึ้น
       “แบบนี้เราเอาเรื่องให้การเท็จได้นะครับ”
       อำนวยหนักใจ
       “แต่หลักฐานหลายอย่างมันชี้ให้ศาลเชื่อว่าคนของเราใกล้ชิดกับนายอารุมมาก ฝ่ายโน้นพยายามจะเล่นงานข้อหาพยายามฆ่า”
       “คุณพระช่วย!”
       อวลอบมองโยธินอย่างกังวล อำนวยหน้าเครียด
       “เขาเตรียมเล่นงานเราหนักจริงๆ เด็กนีรนุชนั่นก็ท่าทางหัวแข็ง แล้วยังมีนายอารุมกับเพื่อนเขาที่เพิ่งลาออกไปด้วยกันอีก”
       กรแก้วหนักใจ
       “แล้วคุณบรรจงว่ายังไงบ้างคะ”
       “ก็พยายามหาช่องทางสู้อยู่”
       โยธินเสนอแนะ
       “ผมพอจะมีเพื่อนเป็นนายอยู่บ้าง อยากจะขออนุญาตแนะนำให้มาช่วยทางคุณบรรจง คุณอาจะว่ายังไงครับ”
       อำนวยกับกรแก้วหันไปหาโยธินอย่างมีความหวัง
       
       อวลอบลากโยธินออกมาจากบ้าน แล้วถามอย่างไม่สบายใจ
       “คิดดีแล้วเหรอตาโย นี่มันเอากระดูกมาแขวนคอแท้ๆ นะ ถ้าแพ้คดีขึ้นมา เราจะซวยไปด้วย”
       “เพื่อนผมไม่ใช่ทนายกระจอกนะครับคุณแม่ แล้วมันก็ยินดีช่วยพวกเรา เพราะคดีนี้เป็นคดีดัง”
       อวลอบคลายใจลง แต่ก็ระแวงขึ้นมาอีก
       “แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าจ้าง แม่ไม่มีหรอกนะ”
       “เรื่องอะไรเราจะต้องจ่ายเอง หาทนายดีๆ มาให้ก็เป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว คุณแม่คอยดูเถอะ ถ้าคุณวิศนีรอด ขี้คร้านพวกเขาจะมากราบแทบเท้าเรา”
       
       โยธินยิ้มมั่นใจแล้วเดินไปขึ้นรถ อวลอบรีบตามไป เริ่มสบายใจขึ้น

  งานสวดศพของนนทลีวันต่อมา มีแขกมาร่วมงานคับคั่งเหมือนเคย อารุมเดินไปส่งแขกผู้ใหญ่ที่รถ แล้วเตรียมจะกลับมาที่ศาลา แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นวิศนีเดินช้าๆ เข้ามาในชุดคนไข้ ใบหน้าเซียวเหมือนคนป่วย

       
       “คุณอารุม”
       “คุณมาที่นี่ทำไม”
       “ฉันอยากมาไหว้เธอ” วิศนีมองไปที่ศาลา “แล้วก็อยากมาพบคุณ”
       อารุมมองวิศนีเต็มตา เห็นแววตาแห่งความห่วงใยแว่บนึง ก่อนจะรีบกลบอารมณ์นั้นทิ้ง เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเยาะ
       “คุณคิดถึงผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
       วิศนีชะงัก หน้าเสียไป อารุมหน้าเหี้ยมขึ้น
       “ใจเย็นๆ สิ เดี๋ยวเราได้เจอกันแน่ ในศาล”
       วิศนีเห็นหน้าของอารุมก็เสียใจ รู้แล้วว่าอารุมไม่เข้าข้างเธอจริงๆ
       “คุณทำจริงๆ ด้วย คุณทำอย่างที่พ่อฉันบอก คุณให้การกับตำรวจว่าฉันจงใจฆ่าคุณนนทลี ทำไมคะ”
       “ผมบอกตำรวจไปตามที่ผมคิด”
       “แต่คุณก็รู้ว่าฉันไม่มีทางทำแบบนั้น”
       “ผมไม่รู้ เราไม่ได้รู้จักกันดีขนาดนั้น”
       อารุมมองเย็นชา วิศนีน้อยใจจนน้ำตาแทบจะหยด อารุมอดสงสารไม่ได้ เลยเบือนหน้าหนี
       “คุณกลับไปซะ อย่าให้ใครเห็นว่าคุณมาที่นี่ ไม่งั้นมันจะยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวว่าคุณมาตามตื๊อผม”
       อารุมพูดจบก็เดินหนีไป ทิ้งให้วิศนีอึ้งกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา
       
       อารุมเดินลิ่วๆ เข้ามา วิศนีตามมาอย่างไม่ลดละ คนที่อยู่บริเวณนั้นพากันมองวิศนีเป็นตาเดียว
       “ไม่ ฉันไม่กลับ ให้ฉันเข้าไปหาคุณนนเถอะนะ”
       “คุณวิศนี คุณอยากให้เกิดเรื่องหรือไง กลับไป”
       “ถ้าคุณอยากจะเข้าใจว่าฉันเลว ฉันก็จะไม่ห้ามคุณ แต่ฉันอยากจะขอโอกาสได้ขอโทษคุณนนสักครั้ง นะคะ ฉันขอร้อง”
       วิศนีเกาะแขนอารุมอ้อนวอน ยุพเยาว์กับวิเวียนทำงานอยู่แถวนั้น เห็นเข้า ก็สะกิดกันอย่างตกใจ อีกด้านหนึ่งกุสุมาโผล่เข้ามาเห็นวิศนีเกาะแขนอารุมก็หึงหวง เกือบจะปรี่เข้าไปขัดจังหวะ แล้วนึกได้ เปลี่ยนใจถอยกลับเข้าไปในศาลา
       “ผมบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้”
       “คุณอารุม ฉันขอร้อง จะให้ฉันกราบก็ยอม”
       
       ทันใดนั้นเสียงนีรุนชดังขึ้น “วิศนี!”



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 21:50:03
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน