อุบัติเหตุ ตอนที่ 8

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 8

อุบัติเหตุ ตอนที่ 8

  วิศนีชะงัก เมื่อหันไปเห็นนีรนุชเดินตัวสั่นเข้ามา โดยมีกุสุมาตามมาห่างๆ

       
       “หน้าด้าน”
       นีรนุชพูดจบก็เงื้อมือตบหน้าวิศนีทันที ท่ามกลางตกตะลึงของทุกคน อารุมพลอยตกใจไปด้วย
       “คุณนี่มันไม่มียางอายเลยหรือไง พี่สาวฉันนอนอยู่ในศาลายังไม่สำนึก แล่นมาตื๊อผู้ชายถึงที่นี่”
       “ฉันแค่จะมาขอ...”
       “ไม่ให้ ฉันไม่มีอะไรจะให้คุณอีกแล้ว ฉันหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คุณไม่เห็นหรือไง”
       “ฉันเสียใจ”
       วิศนีร้องไห้ ขณะที่นีรนุชก็ร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
       “คุณก็พูดได้สิ แค่คำว่าเสียใจ แต่คุณไม่รู้จักความหมายของมันจริงๆ หรอก จนกว่าคุณจะต้องสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตอย่างฉัน”
       อารุมเข้าไปจับตัวนีรนุชไว้ พูดปราม
       “พอเถอะนุช กลับเข้าไปข้างใน” อารุมหันมาทำเสียงแข็งใส่วิศนี “เดี๋ยวพี่จะไล่เขาไปเอง”
       วิศนีมองอารุมด้วยความน้อยใจ อารุมชี้ไล่
       “คุณไปได้แล้ว ไม่งั้นผมจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้ว่าคุณตามมาก่อกวนพวกเรา”
       อารุมพูดจบก็ประคองนีรนุชกลับเข้าไปข้างใน วิศนีทำท่าจะตาม แต่กุสุมารีบเข้ามาขวาง
       “ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้วหรือไงคุณวิศนี ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับคุณนะ”
       “ขอฉันไหว้เธอข้างนอกก็ได้”
       วิศนีทำท่าจะคุกเข่าลงไหว้กับพื้น กุสุมารีบกระชากตัวขึ้นแล้วเหวี่ยงจนวิศนีเซไป
       “ก็บอกว่าไม่ได้ไง กลับไป หรืออยากจะโดนรุมประชาทัณฑ์”
       
       วิศนีมองกุสุมาตื่นๆ อย่างคาดไม่ถึงว่ากุสุมาจะเกรี้ยวกราดได้ขนาดนี้ กุสุมาหันไปบอกพวกไทยมุง ทำเป็นบีบน้ำตา
       
       “ผู้หญิงคนนี้ไงคะ ที่เขาฆ่านนตาย แล้วยังจะมีหน้ามาเยาะเย้ยพวกเราถึงที่นี่ ใครก็ได้ไล่เขาไปที”
       วิศนีตกใจ หันไปมองรอบๆ ชาวบ้านเริ่มพากันเข้ามามุง
       “นังฆาตกร ไปเลยนะแก”
       ชาวบ้านคนหนึ่งปาแก้วพลาสติกใส่วิศนีที่ยืนอยู่กลางวง
       “นังเลือดเย็น”
       ชาวบ้านอีกคนหยิบอะไรใกล้ตัวปาใส่วิศนีบ้าง ชาวบ้านคนอื่นช่วยกันประสานเสียงด่า แล้วหยิบอะไรขว้างใส่กันใหญ่ วิศนีตกใจ พยายามถอยหนี แต่ก็ถูกปิดล้อม โดนปาใส่มาอย่างไม่ลดละ เดชชาติกับพิมวิ่งเข้ามาเห็น รีบแทรกเข้ามาในวงที่กำลังดุเดือด
       “คุณวิศนี !”
       “โอ๊ย ตายแล้ว นี่มันอะไรกัน หยุดนะ หยุด”
       พิมพยายามเข้ามาช่วยห้าม แต่ชาวบ้านกำลังเมามัน รุมตะโกนด่า ขว้างปาใส่วิศนีไม่หยุดยั้ง มีกุสุมามองอย่างสะใจ วิศนียืนร้องไห้โฮ เอามือปัดป้องอย่างขวัญเสีย ระคนหวาดกลัว เดชชาติพุ่งเข้าไป พยายามกอดบังไว้ ตะโกนห้าม
       “อย่า อย่าทำเธอ โธ่เว้ย บอกว่าอย่า”
       พิมรีบสั่งเดชชาติ
       “ชาติ พาหนูวิศนีกลับไปก่อน”
       เดชชาติตัดสินใจดึงตัววิศนีฝ่ากลุ่มชาวบ้านที่มารุมล้อมออกไป พวกชาวบ้านตะโกนด่า แล้วขว้างปาไล่หลังไม่หยุด
       
       เดชชาติพาวิศนีวิ่งขึ้นแท็กซี่หนีออกมาจากวัด แล้วเข้าไปดูวิศนีที่นอนขดตัวร้องไห้อยู่
       “เป็นยังไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
       วิศนีไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยน้ำและข้าวของที่ปาใส่
       “ขอผมดูแผลหน่อย”
       เดชชาติพลิกตัววิศนีให้หันมา แต่ทันใดนั้นวิศนีก็สะบัด แล้วเปิดประตูอีกด้าน คนขับแท็กซี่ตกใจ
       “เฮ้ย คุณจะทำอะไร รถกำลังวิ่ง”
       “คุณวิศนี!”
       เดชชาติรีบคว้าตัวไว้ ขณะที่วิศนีพยายามดิ้น
       “ปล่อยฉันนะ ปล่อย...ปล่อย!”
       “คุณจะไปไหน”
       “ฉันอยากตาย ให้ฉันตายไปซะตรงนี้เลยเถอะคุณชาติ ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ฮือๆๆ”
       วิศนีร้องไห้ พยายามจะกระโดดลงจากรถไป แต่เดชชาติไม่ปล่อย ดึงตัวมากอดไว้แน่น
       “ไม่นะครับ คุณคิดอย่างนี้ไม่ได้”
       “ปล่อยฉันเถอะ ปล่อยให้ฉันตาย ได้โปรด ฮือๆๆๆ”
       วิศนีร้องไห้สะอึกสะอื้น เดชชาติโอบกอดไว้ด้วยความสงสาร
       
       อำนวยกับกรแก้วกำลังยืนคุยกับหมอและพยาบาลอย่างเคร่งเครียด
       “คุณดูแลกันยังไงถึงได้ปล่อยให้คนไข้หนีไปได้”
       “ลองโทรหาคุณแววไหมคะ เผื่อแกจะไปที่นั่น”
       อำนวยขัดใจ แล้วหันไปเห็นเดชชาติประคองวิศนีเข้า
       “ยายหนู นี่เกิดอะไรขึ้น”
       อำนวยรีบปรี่เข้าไปหา เห็นลูกสาวในสภาพมอมแมมก็ตกใจ วิศนีไม่ตอบ แต่ทำท่าจะทรุดลงเหมือนจะเป็นลม อำนวยตกใจ รีบร้องเรียกหมอ
       “หมอ! ช่วยด้วย หมอ!”
       หมอรีบเข้ามา แล้วรีบให้พยาบาลนำตัววิศนีออกไป อำนวย กรแก้ว เดชชาติตาม กรแก้วหันมาถามเดชชาติ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       เดชชาติอึกอัก
       “คุณวิศนีไปที่งานศพมาครับ เลยถูกทำร้าย”
       “โธ่เอ๊ย ลูก” อำนวยคราง สงสารลูกสาว
       “ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย ป่าเถื่อน”
       กรแก้วมองประณามอยู่ในที เดชชาติก้มหน้างุด ไม่กล้าตอบโต้ อำนวยเริ่มสงสาร
       “ขอบใจมากนะคุณ ที่พาลูกผมกลับมาได้ ขอบใจมาก”
       อำนวยตบไหล่เดชชาติอย่างซึ้งใจ แล้วรีบตามไปที่ห้องตรวจพร้อมกับกรแก้ว
       
       เดชชาติมองตามด้วยความเป็นห่วงวิศนี

  เมื่อกลับจากโรงพยาบาล เดชชาติตรงมาหาอารุมที่คอนโด เขานั่งลงตรงหน้าอารุม

       
       “คุณวิศนีอยู่โรงพยาบาล เธอบาดเจ็บ”
       อารุมทำไม่สนใจ ลุกหนีไป
       “แล้วแกมาเล่าให้ฉันฟังทำไม”
       “แกควรจะต้องรู้ไว้ว่าแกทำรุนแรงเกินไปน่ะสิ”
       “ฉันไม่ได้ขอให้เขาไปที่นั่น”
       อารุมเบือนหน้าหนี ทำใจแข็ง เดชชาติมองอย่างไม่เข้าใจ
       “แกเป็นอะไรไปวะอารุม แกเคยมีเหตุผลมากกว่านี้ ทำไมตอนนี้แกถึงทำตัวเหมือนคนใจหิน ไม่ฟังเหตุผลใครเลย”
       “คนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเรื่องสำคัญขึ้นในชีวิต ตอนนี้ฉันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
       เดชชาติเริ่มโมโห เดินไปจ้องหน้า
       “แกกำลังจะบอกว่าแกกลายเป็นคนงี่เง่าไปแล้วงั้นเหรอ”
       “ฉันคนเก่าต่างหากที่งี่เง่า ตอนนี้ฉันมีสติมากขึ้นแล้ว ฉันรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก รู้ว่าใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับกรรม”
       เดชชาติส่ายหน้าอย่างผิดหวังในตัวเพื่อน
       “ฉันเข้าใจผิดเอง แกไม่ได้กลายเป็นคนงี่เง่า แต่แกกลายเป็นคนเลือดเย็นที่ฉันไม่รู้จักไปแล้ว”
       เดชชาติพูดจบก็เดินออกจากห้องไป อารุมก้มหน้านิ่งสลด เสียใจเหมือนกันที่ต้องทำใจร้ายกับวิศนี แต่ไม่มีทางเลือก
       
       เดชชาติเดินออกมาจากคอนโดอย่างเซ็งๆ สวนกับกุสุมาที่หิ้วของเข้ามา
       “จะกลับแล้วเหรอจ๊ะชาติ” กุสุมาทักหน้าระรื่น
       เดชชาติมองกุสุมาอย่างแปลกใจ
       “เธอมาทำอะไรที่นี่”
       กุสุมายิ้มขำ
       “ที่นี่คอนโดอารุม ฉันก็ต้องมาหาเขาสิ ถามอะไรโง่ๆ”
       เดชชาติมองกุสุมา สังเกตว่ากุสุมาหอบของพะรุงพะรังทั้งถุงใส่อาหารและกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่
       “เธอหอบเสื้อผ้ามาทำไม”
       กุสุมาหน้าตาเฉย
       “ฉันจะมานอนที่นี่คืนนี้”
       เดชชาติสะดุ้ง
       “ฮะ”
       กุสุมาหัวเราะขำ ยังทำหน้าระรื่นเหมือนเดิม
       “อย่าเพิ่งเข้าใจผิด พรุ่งนี้ฉันจะไปให้ปากคำกับตำรวจแต่เช้า เกรงใจอารุมที่ต้องย้อนไปรับ ก็เลยเก็บเสื้อผ้ามาค้างที่นี่ซะเลย จะได้ประหยัดเวลาไง”
       “แล้วมันรู้หรือเปล่าเนี่ย”
       “ก็กำลังจะรู้นี่แหละ”
       กุสุมาพูดอย่างมั่นๆ แล้วเดินเข้าคอนโดไป เดชชาติอึ้ง
       
       อารุมยืนเหม่อลอยครุ่นคิดถึงวิศนีอย่างรู้สึกผิด ชายหนุ่มถอนใจเครียดๆ เพราะสงสารวิศนี แล้วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงออดหน้าประตูดังขึ้น พอเดินไปเปิดก็เห็นกุสุมายืนยิ้มอยู่
       “สุ” อารุมงง
       “หิวหรือยังจ๊ะอารุม สุซื้อข้าวต้มปลามาฝาก”
       กุสุมาถือวิสาสะเดินเข้ามาทันที
       “เดี๋ยวสุอุ่นให้นะจ๊ะ จะได้ร้อนๆ”
       กุสุมาเดินเข้าไปวุ่นวายอยู่ในครัว อารุมมองตามงงๆก่อนจะเดินตามเข้ามาในครัว กุสุมาเทข้าวต้มใส่หม้ออุ่นด้วยท่าทางเหมือนแม่บ้าน แล้วหันมายิ้มหวาน
       “วานอารุมยกกระเป๋าสุไปไว้ในห้องให้หน่อยสิจ๊ะ เดี๋ยวเสื้อผ้าสุจะยับหมด พรุ่งนี้ไม่มีใส่ไปโรงพัก”
       อารุมมองไปที่กระเป๋าทันที เพิ่งรู้ว่ามีเสื้อผ้าอยู่ในนั้น
       “อะไรกันเนี่ยสุ เรานัดเจอกันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ”
       “ก็สุเห็นว่ามันเสียเวลา เลยจะขอมาค้างที่นี่ซะเลย แค่คืนเดียวคงไม่เป็นไรหรอกเนาะ เดี๋ยวสุนอนโซฟาก็ได้”
       “ไม่ได้นะสุ ใครรู้เข้ามันจะไม่เหมาะ”
       “รู้ก็รู้ไปสิ เราเป็นเพื่อนกัน สุไม่แคร์”
       กุสุมาพูดพลางง่วนกับการอุ่นข้าวต้ม อารุมหายงงรีบเดินไปห้าม ดึงทัพพีข้าวต้มออกจากมือ
       “สุ...ไม่ได้หรอก ผมยอมให้สุอยู่ที่นี่ไม่ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปรับที่บ้านดีกว่า”
       กุสุมาผิดหวัง
       “ทำไมล่ะ”
       “ป้าสุจะคิดยังไงที่อยู่ๆ สุก็ไม่กลับบ้าน สุไม่เคยทำตัวแบบนี้”
       กุสุมาสะอึกไป ทำหน้างอเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ
       “ป้าเขาไม่สนใจสุหรอก อีกอย่างสุบอกแล้วว่าจะมานอนบ้านเพื่อน”
       “ยังไงก็ไม่ได้ สุกลับบ้านเถอะนะ”
       กุสุมาเริ่มตีโพยตีพาย น้อยใจ
       “อารุม นี่อารุมไล่สุเหรอ สุลงทุนนั่งแท็กซี่ออกมากลางดึก แล้วอารุมจะให้สุนั่งกลับไปอีกเนี่ยนะ”
       กุสุมาบีบน้ำตา อารุมอึดอัดใจ แต่ก็ยอมให้กุสุมาอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ
       “เดี๋ยวผมจะไปส่ง”
       อารุมเดินไปหยิบกุญแจรถ แต่หันมาก็ยังเห็นกุสุมายืนนิ่ง หน้างอ ไม่ขยับเขยื้อน
       “สุจะกินข้าวต้มก่อนก็ได้นะ ผมจะลงไปรอข้างล่าง”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไปจากห้องทันที
       กุสุมามองตามอย่างขัดใจ ทำท่ากระฟัดกระเฟียดโมโหที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด
       
       วันใหม่มาถึง...ลูกเกดกับชมพู่เข้ามาดูวิศนีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง พร้อมกับส่งกระเช้าผลไม้ให้
       “คุณวิศนีขา เป็นยังไงบ้าง ลูกเกดเป็นห๊วงเป็นห่วง”
       ชมพู่แย่งเสนอหน้า
       “ชมก็เป็นห่วงเหมือนกันค่ะ”
       “ฉันเป็นห่วงกว่าย่ะ”
       ลูกเกดกับชมพู่ผลักกันไปมาเหมือนเด็ก วิศนีมองดูทั้งคู่อย่างเบื่อๆ ไม่ได้อยากต้อนรับ
       “ขอบคุณนะคะ”
       ชมพู่ยิ้มเอาใจ
       “คุณวิศนีหายไวๆ นะคะ จะได้กลับไปทำงานที่บริษัทอีก”
       วิศนีนิ่งฟังแบบไม่ยินดียินร้าย เพราะหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตไปแล้ว ลูกเกดรีบบอก
       “แต่คุณวิศนีไม่ต้องกลัวนะคะว่าจะไปเจอคนที่ไม่อยากเจอ ตอนนี้ถอนรากถอนโคนกันออกไปหมดแล้วค่ะ เหลือแต่นายเสียชาติคนเดียว”
       วิศนีแปลกใจ
       “คุณกุสุมาก็ไม่อยู่แล้วเหรอคะ”
       “วุ้ย รายนั้นเผ่นตามนายอารุมไปติดๆ เลยค่ะ แล้วหลังๆ มาเนี่ยเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้าทำผมเหมือนนนทลีไม่มีผิด แถมยังเกาะอารุมแจอย่างกับวิญญาณยายนนมาเข้าสิงงั้นแหละ”
       ชมพู่เบะปาก
       “แหม ก็จะเป็นอะไรนอกจากอยากรับช่วงต่อแฟนเพื่อนน่ะซี้”
       ลูกเกดกับชมพู่เม้าท์กันมันปาก แต่พอเห็นวิศนีนิ่งเงียบก็เริ่มเจื่อน ชมพู่มองๆ
       “เอ่อ คุณวิศนีคะ พวกเรามารบกวนคุณหรือเปล่าคะ”
       ทันใดนั้นเสียงโยธินดังขึ้น
       “รบกวน มากด้วย”
       ชมพู่กับลูกเกดสะดุ้ง หันไปมองด้านหลังก็เห็นอำนวย กรแก้ว โยธิน กับโสฬสยืนอยู่ ลูกเกดกับชมพู่ตกใจ
       “ว้าย !ท...ท่าน”
       อำนวยดุ
       “เอาเรื่องไร้สาระอะไรมาใส่หัวลูกผม”
       ลูกเกดรีบปฏิเสธ
       “ป...เปล่าค่ะ”
       ชมพู่หน้าเสีย
       “พ...พวกเรามาเยี่ยมค่ะท่าน”
       กรแก้วมองด้วยสายตาดุ
       “เยี่ยมเสร็จก็ไปได้แล้ว ทิ้งงานมาแบบนี้ อยากจะลาออกตามกันไปหรือยังไง”
       ลูกเกดหน้าตื่น
       “ว้าย ไม่ค่ะ ไม่อยากค่ะ”
       “ไปแล้วค่ะๆ สวัสดีค่ะ”
       ลูกเกดกับชมพู่รีบยกมือไหว้อำนวยกับกรแก้วแล้วพากันกระหืดกระหอบไป
       
       วิศนีหันมามองทุกคนที่รุมล้อมแล้วเบือนหน้าหนีอย่างเบื่อๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะต้อนรับใคร

  โยธินโอบโสฬสทนายหนุ่ม เข้ามาแนะนำให้วิศนีรู้จัก

       
       “นี่โสฬสเพื่อนผมครับคุณวิศนี เขาจะมาช่วยดูแลเรื่องคดีให้อีกแรง”
       “จะต้องมีทนายทำไมเยอะแยะคะ ยังไงฉันก็คงไม่พ้นคุกอยู่ดี”
       กรแก้วปรามๆ
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะคุณวิศนี พวกเรากำลังพยายามจะช่วยคุณอยู่”
       “ถ้าจะกรุณา ช่วยให้ฉันถูกตัดสินประหารชีวิตไปเลยดีกว่า อย่าให้ต้องติดคุกหัวโตเลย”
       อำนวยถอนใจ
       “เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ฟังคุณโสฬสเขาก่อน”
       “คุณวิศนีไม่ต้องห่วงนะครับ คดีแบบนี้ผมถนัด เราสู้ได้แน่” โสฬสหันไปพูดกับอำนวย “ตอนนี้เรามองไปถึงการเจรจาเรื่องค่าเสียหายกับครอบครัวผู้ตายได้เลย”
       “น้องสาวคุณนนทลีคงไม่ยอมรับอะไรจากพวกเราหรอก”
       “ในตอนแรกก็คงทำท่าไปอย่างนั้นเองครับ เท่าที่ผมทราบ ฐานะทางบ้านเขาก็ไม่ได้ดีอะไร ขาดพี่สาวไปคนก็คงจะอยู่ยาก เพราะตัวเขาก็ไม่มีงานทำ ถ้าเราเสนอตัวเลขสูงหน่อยก็คงยอมถอย ผมมีวิธีเจรจา”
       โสฬสพูดอย่างมั่นใจ พลางหันไปยิ้มกับโยธินอย่างรู้กัน
       
       อารุมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาล แล้วนั่งนิ่งอย่างลังเลใจ เขานึกถึงคำพูดของเดชชาติที่มาบอกเรื่องวิศนีเข้าโรงพยาบาล
       “ฉันเข้าใจผิดเอง แกไม่ได้กลายเป็นคนงี่เง่า แต่แกกลายเป็นคนเลือดเย็นที่ฉันไม่รู้จักไปแล้ว”
       อารุมขบกรามเป็นสันด้วยความเครียด แล้วเปิดประตูลงจากรถ
       
       วิศนีออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อม โดยมีโยธินตามมาคอยดูแล พยายามจะโอบประคอง วิศนีแกะมือเขาออก
       “คุณไม่ต้องมาตามคุมฉันแจแบบนี้ก็ได้ค่ะ กลับไปเถอะ”
       “กลับได้ยังไงล่ะครับ ก็คุณอาสั่งให้ผมคอยดูแลคุณ”
       วิศนีถอนหายใจเบื่อๆ แล้วเดินหนีโยธินไปที่สนาม แต่ก้าวลงไปที่พื้นหญ้าที่เป็นหลุมจนเซล้มลง โยธินรีบเข้าประคอง
       “เห็นไหมล่ะครับ ผมปล่อยคุณไว้ได้ที่ไหน คุณยังไม่แข็งแรงเลย”
       โยธินถือโอกาสโอบวิศนีแน่นทันที วิศนีได้แต่เซ็ง เพราะไม่มีแรงจะขัดขืน อารุมเดินเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี ก็หยุดนิ่ง อารมณ์สงสารที่ก่อตัวขึ้นหายวับ กลายเป็นความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที ชายหนุ่มกำดอกไม้ช่อเล็กๆ ในมือที่ซื้อมาแน่นโดยไม่รู้ แล้วตัดสินใจโยนทิ้งลงพื้น ก่อนจะเดินออกไป เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งเล่นของเล่นอยู่ตรงที่อารุมยืนพอดี เห็นเขาทิ้งดอกไม้แล้วเดินไปก็รีบวิ่งไปเก็บดอกไม้ แต่พอจะเรียก เขาก็เดินลิ่วไปแล้ว เด็กมองตามงงๆ แล้วหันไปมองวิศนี เพราะเห็นอยู่ก่อนว่าอารุมมองวิศนีแล้วผลุนผลันออกไป
       
       โยธินประคองวิศนีให้นั่งลงที่ม้านั่ง
       “คุณวิศนีอย่าเดินดีกว่านะครับ เดี๋ยวผมไปเอารถเข็นมาให้นั่ง”
       โยธินพูดจบก็รีบออกไป วิศนีลอบถอนใจโล่งอกที่ได้อยู่คนเดียวซักที เด็กชายตัวน้อยเดินเข้ามาหาพอดี
       “พี่ครับ”
       เด็กชายยื่นดอกไม้ให้ วิศนีมองงง
       “ให้พี่เหรอจ๊ะ”
       “มีคนมาทิ้งไว้ตรงต้นไม้ครับ”
       วิศนีรับช่อดอกไม้มา แต่ยังงงอยู่ว่าเกี่ยวอะไรกับตัวเอง เด็กชายหันไปเห็นอารุมไวๆก็ชี้ไป
       “นั่นไงครับ ผู้ชายคนนั้น”
       วิศนีมองตาม เห็นอารุมเดินลิ่วๆ ออกไป
       “คุณอารุม”
       วิศนีรีบลุกแล้ววิ่งตามไปทันที...หญิงสาวถือช่อดอกไม้วิ่งไล่ตามชายหนุ่มพลางร้องเรียก
       “คุณอารุม คุณอารุม เดี๋ยวก่อนค่ะ”
       อารุมได้ยินเสียงวิศนีก็หยุดเดิน แต่ไม่ยอมหันมา วิศนีรีบวิ่งไปดักหน้าถามอย่างมีความหวัง
       “คุณมาเยี่ยมฉันเหรอคะ”
       อารุมมองดอกไม้ในมือวิศนี แล้วแข็งใจตอบ
       “ผมแค่ผ่านมาแถวนี้”
       “ไม่จริง มีคนเห็นว่าคุณมาเยี่ยมฉัน” วิศนียิ้มมีหวัง “คุณไม่ได้โกรธฉันแล้วใช่ไหมคะ คุณเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ”
       “ผมไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น คุณกำลังจะหลอกให้ผมพูดเพื่อจะเอาไปเป็นหลักฐานในศาลใช่ไหม”
       วิศนีผงะ
       “คุณคิดว่าฉันมีเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “คนที่ร้ายกาจขนาดฆ่าคนอื่นได้ คงทำได้ทุกอย่างนั้นแหละ”
       “คุณอารุม” วิศนีน้ำตาคลอ “คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่...”
       “เลิกพูดเหมือนกับผมรู้จักคุณดีได้แล้วนะ ผมอาจจะเคยมองคุณในแง่ดี ก็เพราะตอนนั้นผมมันตาบอด ถึงไม่เห็นความชั่วร้ายที่มันซ่อนอยู่ในตัวคุณ”
       “ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นคนเดียวที่เข้าใจฉัน”
       วิศนียืนร้องไห้น้ำตาไหลนอง อารุมสงสาร แต่ก็ต้องทำร้ายกาจต่อไป เพื่อตัดใจ
       “คุณมันคิดไปเอง”
       อารุมหันหลังจะเดินออกไป วิศนีตามไปยื้อแขนไว้ ร้องไห้อ้อนวอน
       “คุณอารุม คุณต้องการให้ฉันรับผิดชอบยังไง”
       “ปล่อยผม”
       “ฉันยอมทำทุกอย่าง คุณบอกมาสิ”
       “ปล่อย!”
       อารุมเหวี่ยงแขนที่วิศนีเกาะอยู่จนหลุด วิศนีเซไปด้านหลัง โยธินเข้ามารับไว้พอดี
       “ไอ้อารุม แกทำร้ายผู้หญิง”
       โยธินกระโจนเข้าชกหน้าอารุมทันที อารุมตั้งหลักได้ก็สวนกลับ จนกระทั่งอารุมต่อยโยธินล้มลง
       “ไอ้!”
       โยธินลุกขึ้นจะเล่นงานอารุม แต่วิศนีรีบพุ่งไปยืนขวางไว้ ต่อว่าโยธิน
       “หยุดนะ อย่ามาทำอันธพาลที่นี่”
       “แต่มันทำร้ายคุณนะ”
       อารุมเห็นวิศนีปกป้องเข้าข้างตัวเอง ก็แกล้งผลักวิศนีออกไป
       “ไม่ต้องมาสร้างภาพเป็นคนดีกับผม”
       วิศนีเสียใจ
       “คุณอารุม”
       “ฆาตกรยังไงก็คือฆาตกรวันยังค่ำ เตรียมรับกรรมไว้ให้ดี”
       อารุมตวาดแล้วเดินลิ่วๆ ออกไป วิศนีมองตามอย่างเสียใจ
       “คุณอารุม”
       
       วิศนีตะโกนไล่หลังแล้วยืนร้องไห้น้ำตานองหน้า ไม่เห็นสีหน้าอารุมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด...อารุมเดินออกมา เปลี่ยนจากหน้าดุดัน กลายเป็นความละอายใจและเสียใจที่ต้องร้าย

โยธินพาวิศนีกลับมาที่ห้อง

       
       “ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะบอกไอ้โสฬสให้เอาผิดมันข้อหาข่มขู่คุกคาม”
       วิศนีตวาดไล่
       “กลับไป”
       โยธินไม่ฟัง
       “แล้วผมจะแจ้งโรงพยาบาลให้ระวังไม่ให้มันขึ้นมารังควานคุณได้อีก”
       “ฉันบอกให้กลับไป ฉันอยากอยู่คนเดียว”
       โยธินอึ้งๆ ไป วิศนีตวาดทั้งน้ำตา
       “กลับไปสิ”
       โยธินมองวิศนีอย่างเจ็บใจ อุตส่าห์ทำดีแต่ก็ถูกไล่ เลยผลุนผลันออกไป วิศนีหันกลับมา แล้วทรุดลงที่เตียง นึกถึงความร้ายกาจที่อารุมทำเมื่อกี้ อารมณ์ที่อัดอั้นตันใจค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาเป็นน้ำตา
       
       อารุมนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในรถ นึกถึงภาพที่ต้องแข็งใจร้ายกับวิศนีอย่างรู้สึกผิด เขาเอามือลูบหน้า พยายามลบภาพนั้นออกไปจากสมองไม่ให้จิตใจว้าวุ่นอีก แล้วหยิบกล่องแหวนที่วางไว้ในรถออกมา
       “ผมจะให้เขาชดใช้ให้คุณ นนทลี”
       อารุมปิดกล่องแหวน แล้วมองไปที่ตึกโรงพยาบาลด้วยความร้าวราน ก่อนจะเบือนหน้าหนี พยายามตัดใจไม่อาลัยอาวรณ์กับคนที่อยู่บนนั้น
       
       โสฬสเขียนตัวเลขลงในกระดาษ แล้วพับก่อนจะยื่นไปให้ทนายของนีรนุชดู
       “นี่คือตัวเลขที่ผมกับคุณบรรจงคำนวณมาให้”
       ทนายเปิดกระดาษดูแล้วยื่นให้นีรนุช แต่นีรนุชฉีกทิ้งทันทีไม่สนใจ
       “กี่บาทฉันก็ไม่เอา เงินสกปรก”
       “ไม่เอาน่านุช” เดชชาติกระซิบ “พูดมากเกินไปเราจะเป็นฝ่ายเสีย”
       โสฬสจ้องหน้า
       “งั้นคุณต้องการอะไร”
       นีรนุชยืนยันเสียงแข็ง
       “ฉันบอกแล้วไง วิญญาณพี่นนจะสงบก็ต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นเข้าไปอยู่ในคุก”
       โสฬสแค่นยิ้ม
       “ถ้าคุณรอดูคุณวิศนีติดคุก เห็นจะต้องผิดหวัง เพราะเราไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้น”
       นีรนุชเริ่มยัวะ
       “คุณจะทำอะไร จะเอาเงินยัดใครอีก”
       ทนายรีบแตะนีรนุชให้หยุดพูด เพราะรู้ว่ากำลังโดนยั่วให้เสียที
       “เอาเป็นว่าคุณนีรนุชไม่ตกลงนะครับ”
       โสฬสทำท่าไม่พอใจ แต่ก็ลุกออกไป กุสุมาหันมาต่อว่านีรนุช
       “เธอบ้าหรือเปล่า เขาเอาเงินมาให้ อยากได้เท่าก็เรียกได้เต็มที่ดันไม่เอา”
       “เพราะมันไม่สาสมกับสิ่งที่พี่นนได้รับไง”
       “นนเขาตายไปแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว มีแต่เธอที่ต้องเดือดร้อน เพราะหลังจากนี้จะไม่มีใครหาเลี้ยง”
       “นุชเลี้ยงตัวเองได้ หรือถ้าต้องอดตายจริงๆ นุชก็ยอม ถ้ามันแลกกับการให้ยายวิศนีตายในคุกเหมือนกัน”
       นีรนุชพูดอย่างเด็ดเดี่ยว กุสุมาถอนใจหงุดหงิด เดชชาติกลุ้มใจ เริ่มสงสารวิศนี
       
       โยธินเดินคุยโทรศัพท์ออกมาจากโรงแรมกับอวลอบ เตรียมจะกลับบ้าน
       “ว่าไงนะ เออ ฉันจัดการเอง” โยธินปิดโทรศัพท์แล้วบอกอวลอบ “เด็กนั่นมันไม่ยอมครับคุณแม่ จองหองจริงๆ”
       “แล้วจะยังไงต่อล่ะ”
       “โสฬสบอกว่าต้องหาทางบีบมัน”
       โยธินพูดแล้วนำหน้าไปที่รถ ทันใดนั้นเองชีพก็โผล่หน้าออกมาดักทั้งสอง
       “จ๊ะเอ๋”
       โยธินกับอวลอบสะดุ้ง
       “ไอ้ชีพ!”
       ทั้งรีบหันไปมองรอบๆ อย่างระแวง ขณะที่ชีพยิ้มเผล่ เจ้าเล่ห์
       
       ทั้งหมดมาคุยกันในห้องทำงาน...อวลอบโวยวายใส่ชีพที่นั่งเต๊ะท่าอยู่ที่โซฟาในห้อง หยิบผลไม้บนโต๊ะมากัดเคี้ยวกินสบายอารมณ์
       “นี่แกยังจะมาเอาเงินจากพวกฉันอีกเหรอ”
       “ก็ช่วยไม่ได้ ก้อนที่แล้วมันหมดเร็วไปหน่อย”
       “แล้วทำไมฉันจะต้องให้แก”
       ชีพยิ้มเจ้าเล่ห์ หยิบโทรศัพท์ออกมากดโชว์รูป
       “คุณหญิงก็รู้ว่าทำไม แค่ผมกดส่งรูปนี้คลิกเดียว”
       อวลอบพูดไม่ออก ได้แต่มองชีพอย่างแค้นใจ โยธินเซ็นเช็คเสร็จก็ยื่นให้
       “เอาไป”
       ชีพยิ้มกริ่มลุกขึ้นรับเช็ค
       “ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันนะครับคุณโยธิน”
       ชีพจะเดินลอยชายออกไป แต่โยธินมองเจ้าเล่ห์
       “แต่ก่อนที่จะออกไปจากที่นี่ ขอให้รู้ไว้อย่าง...โรงแรมฉันมีกล้องวงจรปิดทุกมุม แม้แต่ในห้องนี้”
       ชีพหันมา โยธินยิ้มเป็นต่อ
       “มันบันทึกภาพแกไว้หมดแล้ว ถ้าฉันเอาภาพนี้ไปให้เมียแก่ของแกดู ว่าแกแอบมารับเงินจากฉัน ยายแววคงไม่เลี้ยงแกไว้แน่”
       ชีพทำเหมือนตกใจ แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างยียวน
       “ก็เอาสิคุณ ดีเหมือนกัน ผมจะได้ลาออกจากตำแหน่งสามีนังแก่นั่นซะที ที่ทนอยู่กับมันทุกวันนี้ก็เพราะไม่อดตายเท่านั้นแหละ”
       โยธินชะงักไป เจ็บใจที่ดัดหลังชีพไม่สำเร็จ ชีพยิ้มเยาะ แล้วเดินออกไป โยธินตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้าย
       “เดี๋ยว แล้วถ้าฉันจะให้เงินแกมากกว่านี้ แลกกับการทำงานบางอย่างให้ล่ะ”
       
       ชีพหยุดเดิน หันมาหาโยธินอีกครั้ง

นีรนุชวางแจกันดอกไม้สวยๆ ลงบนข้างเตียงที่มีรูปของนนทลีวางอยู่

       
       “คืนนี้ให้นุชนอนกับพี่นนด้วยนะคะ นุชคิดถึงพี่นนนะ”
       นีรนุชดึงรูปนนทลีมากอด แล้วล้มตัวลงนอนแล้วปิดไฟ
       มองจากด้านนอก บ้านทั้งหลังตั้งอยู่เป็นเงาตะคุ่มท่ามกลางความมืด ระหว่างนั้น ร่างๆ หนึ่งในเงาดำปีนรั้วเข้ามา พร้อมกับถังพลาสติกคล้ายๆ ถังน้ำมันขนาดเล็ก 2 ใบ เป็นชีพซึ่งอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิท สวมไอ้โม่งปิดหน้ามิดชิด มองไปรอบๆ ระแวดระวัง แล้วเปิดถัง เทเลือดออกมาแล้วสาดไปทั่วบริเวณ ก่อนย่องไปที่หน้าต่างด้านข้างตัวบ้าน แล้วใช้มีดงัดอย่างชำนาญ
       ชีพปีนเข้ามาพร้อมกับถังเลือดอีกถัง แล้วเทราดไปรอบๆ บ้าน พร้อมกับมองขึ้นไปชั้นบน นึกถึงคำพูดของโยธิน
       ‘หน้าที่ของแกคือขู่ให้มันกลัวจนอยู่บ้านนี้ไม่ได้ มันจะได้ยอมรับเงินจากพวกฉันแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นซะ ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น’
       ชีพโยนถังเลือดออกไปนอกหน้าต่าง แล้วหยิบไฟฉายเล็กออกมาส่องทางขึ้นบันได แสงไฟฉายสาดไปปะทะรูปถ่ายคู่ของนนทลีกับนีรนุชที่ผนัง ชีพเห็นหน้านีรนุชก็ตาโต ถอดไอ้โม่งออกมา
       “สวยขนาดนี้ จะให้ไอ้ชีพขู่ๆ เฉยคงไม่ได้ซะแล้ว”
       ชีพยิ้มกริ่ม รีบปิดไอ้โม่ง แล้วฉายไฟส่องบันได พร้อมกับย่องขึ้นไป...ชีพค่อยๆ สะเดาะกลอนประตูห้องเข้ามา เห็นเงาตะคุ่มๆ ของนีรนุชบนเตียง ก็รีบย่องเข้ามาช้าๆ แล้วโถมตัวลงไปหาทันที
       “ว้าย! ใครน่ะ”
       ชีพไม่ตอบ แต่พยายามกอดปล้ำนีรนุชนทันที
       “ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า แกเป็นใคร”
       นีรนุชเอื้อมมือเปะปะจะเปิดไฟ แต่ไม่โดนสวิทช์ไฟเสียที
       “อยู่นิ่งๆ แล้วจะดีเองน้องสาว”
       “อย่านะ แกจะทำอะไรฉัน”
       นีรนุชเอามือจิกหน้าชีพ พยายามจะกระชากไอ้โม่งออก
       “ช่วยด้วย ช่วย...”
       ชีพเอามือปิดปากนีรนุช แล้วชกเข้าที่ท้อง จนนีรนุชตัวงอไป หลับตาลง พอคิดว่านีรนุชสลบไปแล้ว ก็ก้มลงมาจะปล้ำ แต่จู่ๆ นีรนุชลืมตาขึ้นแล้วเอานิ้วจิ้มเข้าสองตาชีพทันที
       “โอ๊ย !”
       ชีพผงะหงาย ลุกหนีแล้วไหลตกเตียงดังโครม นีรนุชได้ที รีบลุกขึ้นจะวิ่งออกจากห้อง
       “จะไปไหน”
       ชีพกระชากเท้าไว้ได้ นีรนุชล้มตึง กรีดร้อง
       “ปล่อยฉันนะ”
       นีรนุชพยายามดิ้นหนีชีพ ได้ยินเสียงเคาะประตูปังๆ ทีด้านนอก พร้อมกับเสียงของเดชชาติดังเข้ามา
       “นุช เกิดอะไรขึ้น”
       “ช่วยด้วยพี่ชาติ ช่วยด้วย”
       เดชชาติ องอาจ พิมหน้าตาตื่นอยู่หน้าบ้าน มีอาวุธใกล้มือมาด้วย องอาจถือไม้ พิมถือสาก เดชชาติร้อนใจ
       “พังประตูเลยไอ้อาจ เร็วๆ”
       องอาจถอยหลัง ตั้งท่า แล้วถีบประตูอย่างแรง จนประตูเปิดเข้าไป องอาจรีบวิ่งนำเข้าไปแล้วไถลลื่นเลือดที่ชีพเทไว้ล้มลง เดชชาติไม่รอ รีบวิ่งข้ามองอาจไปพร้อมกับพิม
       “เฮ้ย พี่ชาติ แม่ รอด้วย”
       ชีพจับตัวนีรนุชได้แล้วเหวี่ยงไปที่เตียง แต่แล้วไฟก็เปิดขึ้นเมื่อเดชชาติถลันเข้ามาที่สวิทช์
       “แก ไอ้สารเลว”
       “เฮ้ย มาได้ไงวะ”
       ชีพหันมองเดชชาติ แล้วถูกต่อยโครมกลิ้งไป เดชชาติตามไปซ้ำ พิมรีบวิ่งไปประคองนีรนุชอย่างเป็นห่วง องอาจถือไม้ตามมาตี
       “ไอ้โจรชั่ว แกตาย”
       ชีพร้องลั่น
       “โอ๊ย ไอ้พวกหมาหมู่”
       ชีพกระชากไม้มาแล้วยันองอาจกระเด็นไป แล้วพุ่งเข้าเอาหัวขวิดเดชชาติ ชกต่อยกัน พิมทนดูไม่ได้ เอาสากไล่ตีชีพ
       “ฮึ้ย แกทำลูกฉันเหรอ”
       “โอ๊ย! เจ็บนะ”
       ชีพหันมาเอามือกัน เดชชาติถือโอกาสกระชากหน้ากากชีพหลุดติดมือมาทันที ชีพตกใจที่เผยหน้าตา รีบเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งออกไปทันที
       “ไอ้อาจ จับไว้”
       องอาจลุกขึ้นจับไว้ไม่ทัน ชีพทั้งวิ่งทั้งกระโจนลงบันไดแล้วเผ่นออกหน้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว...พิมประคองนีรนุชลงมานั่งที่เก้าอี้ เดชชาติกับองอาจเดินสำรวจ เห็นเลือดแดงสาดเต็มบ้าน พิมหน้าตื่น
       “ตายแล้ว นี่มันเอาอะไรมาสาดเต็มบ้านเลยเนี่ย”
       องอาจเอามือป้ายคราบเลือดที่เสื้อมาดม ทำหน้าขยะแขยง
       “เลือดหมูมั้งแม่ ฮึ้ย”
       “ไอ้พวกโรคจิต มันคงรู้ว่านุชอยู่คนเดียว”
       นีรนุชตัวสั่นด้วยความกลัว พิมดึงมากอดอย่างเห็นใจ
       “โธ่เอ๊ยลูก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรอย่างนี้นะ ไปนอนกับป้าดีกว่า อย่านอนที่นี่เลย มันอันตราย”
       “นอนห้องพี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่ย้ายไปนอนกับเจ้าอาจเอง”
       
       เดชชาติพูดจริงจัง องอาจพยักหน้าเห็นด้วย นีรนุชมองทั้งสามอย่างซึ้งใจ

 เดชชาติเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วรีบพุ่งไปเก็บข้าวของที่รกรุงรัง

       
       “ห้องพี่รกหน่อยนะ เดี๋ยวจะเคลียร์ให้”
       เดชชาติรีบวิ่งไปโกยข้าวของใส่ลิ้นชัก นีรนุชเดินตามเข้ามามองแล้วก้มลงที่พื้น เดชชาติมองเห็นบอกเซอร์ตัวเองหล่นอยู่ก็สะดุ้ง
       “อุ้ย!” เขารีบหยิบขึ้นมา แล้วยัดใส่ตะกร้า “ทำตัวตามสบายเลยนะ ถือว่าเป็นห้องนุชก็แล้วกัน”
       นีรนุชพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งที่เตียง ซักพักก็เหมือนนั่งทับอะไรบางอย่าง เลยหยิบขึ้นมาดู กลายเป็นหนังสือนางแบบโป๊ เดชชาติสะดุ้งอีกรอบ รีบดึงมาซ่อนไว้ด้านหลัง ยิ้มกลบเกลื่อน
       “ของไอ้เจ้าอาจน่ะ มันเอามาทิ้งไว้ เดี๋ยวพี่จะเอาไปคืนมัน ตามสบายนะนุช”
       เดชชาติจะเดินไป แต่นีรนุชดึงมือไว้
       “พี่ชาติ”
       เดชชาติหยุดเดิน หันมามอง เห็นนีรนุชสบตาด้วยแววตาซึ้งใจ
       “ขอบคุณมากนะคะ”
       เดชชาติยิ้มอ่อนโยน ลูบหัว
       “พี่ยืนอยู่ข้างนุชเสมอ เพราะนุชเป็นน้องพี่”
       เดชชาติยิ้มให้กำลังใจนีรนุชแล้วเดินออกไป นีรนุชน้ำตาคลอ แล้วหันมองไปรอบๆ ห้อง พยายามทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศแห่งใหม่
       
       แววลงมาจากชั้นบน หลังจากได้ยินเสียงเคาะประตูดังลั่น
       “โอ๊ย มาแล้วๆ จะทุบให้บ้านพังเลยหรือไง”
       แววเปิดประตูออกไปก็เห็นชีพยืนหน้าปูดอยู่
       “อ้าว ชีพ ว้าย นี่เป็นอะไร ใครทำ”
       ชีพไม่ตอบ ส่ายหน้าแล้วพยายามเบี่ยงตัวหนีไป แววรีบตาม
       “ชีพ เดี๋ยวก่อน ทำไมหน้าเละอย่างนี้” แววตะโกน “นังหงวน ตื่นเดี๋ยวนี้ มาเตรียมยาใส่แผลให้คุณชีพหน่อย นังขี้เซา นังหงวน”
       ชีพรีบบอก
       “ไม่ต้องจ้ะที่รัก ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก”
       “ไม่เป็นได้ยังไง หน้าบวมเป็นมะกรูดแบบนี้ ไปทะเลาะกับใครมา”
       “เอ่อ เปล่าจ้ะ ถูกหมามันไล่กัดน่ะ ผมง่วงแล้ว ไปนอนกันเถอะจ้ะไป”
       ชีพรวบรัดด้วยการโอบแววให้ประคองขึ้นห้อง แต่แววยังไม่วายมองหน้าชีพด้วยความเป็นห่วงและสงสัย
       
       เช้าวันใหม่...แม่บ้านยกถาดอาหารเช้าที่วิศนีกินเสร็จออกไป สวนกับพยาบาลที่ถือไอแพดเข้ามา
       “คุณวิศนีทานข้าวแล้ว เดี๋ยวนั่งเล่นเกมไปก่อนแล้วค่อยทานยานะคะ”
       พยาบาลวางไอแพดลงตรงหน้า วิศนีงงๆ
       “ทำไมฉันต้องเล่นเกม”
       “เมื่อวานคุณมีอาการเครียด คุณหมออยากให้หากิจกรรมผ่อนคลายทำค่ะ”
       พยาบาลยิ้มให้แล้วเดินออกไป วิศนีแปลกใจ แล้วมองคอมพิวเตอร์อย่างใช้ความคิดๆ
       
       กรองทองเดินเข้ามาในบ้านกับแกมกาญจน์แล้วนั่งที่โซฟา
       “เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ลูกเลี้ยงเธอ ชื่อเสียงป่นปี้ไปถึงไหนแล้ว” แกมกาญจน์หันไปถามกรแก้ว
       กรองทองปราม
       “พูดน่าเกลียดจริงยายกาญจน์ นี่มันไม่ใช่เวลามาเยาะเย้ยถากถางกันนะ”
       “ก็มันสะใจนี่คะคุณพี่ ร้ายกับน้องเราไว้เยอะ สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง สมน้ำหน้า”
       กรองทองมองแกมกาญจน์แล้วส่ายหน้าอ่อนใจ
       “อย่าไปสนใจยายกาญจน์ เรื่องคดีไปถึงไหนแล้ว”
       “มะรืนนี้ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยค่ะ คุณอำนวยก็พยายามจะประนีประนอมกับฝ่ายโน้นให้ได้ แต่ยังไม่สำเร็จ” กรแก้วบอกอย่างหนักใจ
       “ก็คงต้องสู้กันยาว” กรองทองถอนใจ “ตอนนี้ก็กระแสสังคมก็แรงเสียด้วย เห็นทีเธอจะไม่ได้อยู่เป็นสุขหรอกยายกร”
       กรแก้วพยักหน้ากลุ้มๆ เห็นด้วยกับกรองทอง
       
       วิศนีเข้าเว็บไซต์ข่าว ไล่ลงมาดูข่าว จนเห็นพาดหัว
       “ตำรวจชูปมคดีไฮโซสาวซิ่ง มุ่งสังหารมารหัวใจ”
       หญิงสาวมือสั่นๆ คลิกดูหัวข้อข่าว เห็นภาพอุบัติเหตุ ภาพศพนนทลี ภาพเธอถูกตำรวจคุมตัว แล้วกดคลิกเข้าไปดูเรื่อยๆ จนถึงหน้าแฟนเพจใน facebook แล้วอึ้งไป หน้า facebook เขียนว่า
       “คนไทยเกิน 1 ล้านคนเกลียดวิศนี สุริยาทิตย์”
       วิศนีมองอย่างตกตะลึง เพราะไม่นึกว่าจะถูกแอนตี้แรง แต่มือก็ยังไล่ดูภาพต่างๆ ในแฟนเพจ เห็นรูปอุบัติเหตุโชว์หรา มีรูปตัดต่อหน้าเธอเข้ากับตัวสัตว์ประหลาดกระหายเลือด แสดงให้เห็นว่าเป็นการทำขึ้นเพื่อความสะใจของเจ้าของแฟนเพจ ข้อความที่โพสเป็นหนังสือ เช่น “นังฆาตกร” “คนใจบาป” “ขอให้ตกนรกหมกไหม้!” “ขอให้กรรมตามสนอง” วิศนีจ้องสิ่งที่เห็นในจอด้วยความเครียด ตัวสั่นเทา เห็นแต่ภาพเหล่านั้นพุ่งซ้อนกันเข้ามาในความคิดจนทนไม่ไหว ในที่สุดร้องกรี๊ดออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนร้องไห้ตัวงอ พยาบาลได้ยินเสียงร้องของวิศนีก็วิ่งกรูกันเข้ามาดูอย่างตกใจ
       
       พิมเดินเข้ามาทางหลังบ้าน เห็นนีรนุชกำลังล้างจาน
       “อุ๊ยตายแล้วนุช ไม่ต้องลูก เดี๋ยวป้าทำเอง”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้า ช่วยๆ กัน ป้ามีอะไรจะให้นุชทำอีกก็บอกนะคะ”
       นีรนุชล้างจานเก็บใส่ชั้นวางพอดี
       “ไม่มีหรอก แต่เมื่อกี้ป้าไปตลาดผ่านหน้าบ้าน เห็นไปรษณีย์เขาเอาอีเอ็มเอสมาส่งจ่าหน้าซองถึงหนู” พิมยื่นซองให้ “แต่แปลก ทำไมมันส่งมาจากบริษัทเจ้าชาติก็ไม่รู้”
       นีรนุชพลิกดูหน้าซอง เห็นปั้มตราบริษัทของอำนวยจริง ก็ฉีกออกดูอย่างแปลกใจ พิมเห็นนีรนุชยืนอ่านเอกสารแล้วหน้าเปลี่ยนสี ก็ถามอย่างแปลกใจ
       “มีอะไรเหรอลูก”
       นีรนุชโมโห
       “จดหมายเชิญไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท คนพวกนี้พูดไม่รู้หรือไง นุชไม่ต้องการอะไรของพวกเขาทั้งนั้น”
       
       นีรนุชขยำกระดาษในมืออย่างโมโห

 นีรนุชเดินลิ่วๆ เข้ามาในบริษัท มียุพเยาว์วิ่งตาม

       
       “เดี๋ยวก่อนนุช เธอยังเข้าไปไม่ได้นะ ท่านมีแขก”
       “นุชก็เป็นแขกเหมือนกัน แล้วนุชก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ ไม่ให้เขาไปวุ่นวายกับชีวิตนุชอีก”
       “นี่ ที่เธอพูดถึงน่ะเจ้านายพี่สาวเธอนะ”
       “มันเป็นแค่อดีต พี่นนไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
       นีรนุชพูดพลางเดินหนีไป แล้วชะงักเมื่อเห็นประตูห้องทำงานอำนวยเปิดออกมาพอดี อำนวยเดินนำหน้าออกมาพร้อมกับทนายทั้งสองคน มีเดชชาติเดินรั้งท้าย อำนวยตบไหล่เดชชาติ
       “ขอบคุณมากนะคุณเดชชาติ ที่ยอมเป็นพยานให้ยายหนู คุณช่วยเราได้เยอะจริงๆ”
       “ผมเต็มใจครับท่าน”
       นีรนุชได้ยินเต็มสองหู
       “พี่ชาติ!”
       เดชชาติหันขวับไปมอง เห็นนีรนุชยืนตกตะลึง
       “หมายความว่ายังไง นุชหูฝาดไปใช่ไหม”
       เดชชาติอ้ำอึ้งกำลังจะอธิบาย โสฬสรีบสอด
       “คุณเดชชาติตอบตกลงจะขึ้นเป็นพยานในศาลให้คุณวิศนี เพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การเจตนาฆ่าอย่างที่คุณพยายามใส่ความ”
       เดชชาติรีบขัดขึ้น อึดอัดใจ
       “ให้ผมพูดกับเธอเองได้ไหมครับ” เดชชาติหันมามองนีรนุช “นุช”
       นีรนุชมองเดชชาติน้ำตาคลอ คาดไม่ถึง และโกรธมาก ทันใดนั้นก็เงื้อมือตบหน้าเขาทันที
       “คนทรยศ ที่แท้พี่ก็หลงผู้หญิงคนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น นุชมันโง่เองที่คิดว่าพี่เป็นพวกเดียวกับเรา”
       นีรนุชวิ่งร้องไห้ออกไปทันที เดชชาติร้องตะโกน
       “นุช เดี๋ยวก่อน ฟังพี่ก่อน”
       เดชชาติรีบวิ่งตามนีรนุชไป
       
       เดชชาตินั่งคุยกับอารุมอยู่ในสวนสาธารณะ อย่างกลุ้มใจ
       “แม่บอกว่านุชเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปแล้ว ฉันไปตามที่บ้านเขา แต่ไม่มีคนอยู่”
       “นุชไปอยู่บ้านเพื่อน ฉันเป็นคนขับรถไปส่งเอง”
       เดชชาติจะถาม แต่อารุมขัดขึ้นก่อน
       “แต่แกอย่าเพิ่งไปตามเขาเลย ให้เขาอยู่ที่นั่นให้สบายใจก่อนดีกว่า”
       เดชชาติรู้สึกผิด
       “แกรู้เรื่องแล้วใช่ไหม”
       “ที่แกจะเป็นพยานให้คุณวิศนีน่ะเหรอ...ฉันรู้แล้ว”
       เดชชาติคอตก รู้สึกผิดต่อเพื่อน
       “แกจะโกรธฉันก็ได้นะเว้ย แต่มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำ เพราะฉันเห็นเหตุการณ์กับตาว่าคุณวิศนีไม่ได้ตั้งใจจริงๆ การที่ชีวิตเธอต้องพังพินาศแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย ฉันต้องช่วยเธอ”
       อารุมนิ่งเงียบไป ก่อนจะตอบขรึมๆ
       “ฉันไม่โกรธหรอก ฉันเข้าใจแก”
       เดชชาติมองหน้าอารุมอย่างแปลกใจ
       “เราต้องทำเพื่อคนที่เรารักสุดความสามารถ” อารุมพูดอย่างขมขื่น “ฉันก็กำลังทำอยู่เหมือนกัน”
       เดชชาติสบตาอารุม มองออกว่าอารุมไม่ได้มีความสุขที่พูดแบบนั้น เพราะยังมีเยื่อใยกับวิศนีอยู่
       “แกเคยถามตัวเองบ้างไหมอารุม ว่าหัวใจจริงๆ ของแกมันเป็นยังไง”
       “ถามแล้วจะได้อะไร”
       “แกจะได้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ไง เพราะที่ฉันเห็นแกเป็นอยู่ตอนนี้คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง แกรู้ทุกอย่างใช่ไหม รู้ว่าคุณวิศนีไม่ได้ตั้งใจ แต่แกก็พยายามโยนความผิดให้เขา แล้วก็เอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง ทั้งๆ ที่ฉันมั่นใจว่าแกไม่เชื่อเหตุผลพวกนั้นสักข้อเดียว”
       อารุมก้มหน้าหลบสายตา
       “แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ปล่อยให้นุชสู้ตามลำพังงั้นเหรอ นุชเขาไม่มีใครแล้ว”
       อารุมสบตากับเดชชาติ เหมือนจะโทษว่าเดชชาติเองก็ทิ้งนีรนุชไปในวันที่นีรนุชต้องการที่พึ่ง เดชชาติเลยเป็นฝ่ายพูดไม่ออกบ้าง เพราะก็รู้ว่าตัวเองทำร้ายจิตใจนีรนุชเช่นกัน
       “แกจะไปไหนต่อ ฉันจะขับรถไปส่ง”
       อารุมลุกขึ้นตัดบท ไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก
       
       อารุมจอดรถที่หน้าโรงพยาบาล รอให้เดชชาติลงไป แต่เดชชาติหันมามองอารุมขรึมๆ
       “แกรู้ไหม ถ้าแกชนะคดี คุณวิศนีจะเป็นยังไง”
       อารุมขรึม
       “ไม่ชนะหรอก ยังไงพวกฉันก็ไม่มีทางชนะ ฝ่ายฉันไม่มีหลักฐานผูกมัดอะไรทั้งนั้น นอกจากข้อกล่าวหา”
       “แกรู้อย่างนี้มาตั้งแต่แรก แล้วแกทำแบบนี้ทำไม ทำร้ายคุณวิศนีทำไม”
       อารุมนิ่งงัน ก่อนจะหันมาบอกอย่างขมขื่น
       “ถ้าคนคนหนึ่งถูกฆ่าให้ตาย ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม คนที่ทำก็ควรจะตายทั้งเป็นด้วย”
       เดชชาติผงะไปอย่างคาดไม่ถึง
       “ตกลงแกต้องการแค่ยืมมือสังคมเล่นงานคุณวิศนีเท่านั้นเหรอ”
       “ใช่ ฉันต้องการแค่นั้น เพราะฉันทนไม่ได้ที่จะให้นนตายเปล่า ในขณะที่คนที่ทำร้ายเธอยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข มีเกียรติยศหน้าตา นนต้องได้รับความยุติธรรม”
       เดชชาติจ้องอารุมอย่างผิดหวัง แค่นหัวเราะออกมา
       “แกแค่เอานนมาอ้างเท่านั้น”
       “หมายความว่ายังไง”
       เดชชาติรู้ทัน
       “ฉันว่าแกไม่อยากให้คุณวิศนีมีเกียรติยศ มีหน้ามีตาที่จะทำให้แกรู้สึกว่าเธออยู่สูงจนสุดเอื้อม แกก็เลยต้องพยายามดึงเธอลงมาต่ำ”
       อารุมสะอึก ร้อนตัว
       “ฉันไม่เคยอยากจะเอื้อมคว้าตัวเขา สิ่งที่ฉันต้องการก็คือให้เขาชดใช้”
       “ถ้าแกต้องการแค่นั้นจริง เรื่องมันคงจบที่ทนายไปแล้ว แกคงไม่ลากคุณวิศนีออกมาให้คนเหยียบย่ำจนกลายเป็นจำเลยสังคมแบบนี้”
       อารุมอึ้งไปเหมือนถูกจี้ใจดำ แต่ยังไม่ยอมรับ
       “ฉันไม่เคยมีความคิดบ้าๆ แบบนั้น”
       “ลองกลับไปคิดดูให้ดี ว่าฉันพูดถูกหรือเปล่า”
       
       เดชชาติทิ้งท้ายแล้วลงจากรถไป

 เดชชาติลงมาจากรถก็ชะงัก เมื่อเห็นวิศนีเดินเข้ามา โดยมีพยาบาลประคอง

       
       “คุณชาติ...”
       วิศนียิ้มทักแล้วมองไปด้านหลัง เห็นรถอารุม ก็รีบเข้ามาถามเดชชาติอย่งมีความหวัง
       “คุณพาเขามาเยี่ยมฉันเหรอคะ คุณอธิบายให้เขาเข้าใจฉันแล้วใช่ไหม”
       เดชชาติ หนักใจ
       “คุณวิศนี”
       วิศนีมองไปที่รถไม่เห็นอารุมเดินมา ก็รีบตรงไปที่รถ อารุมซึ่งยังนั่งแช่อยู่ในรถ เห็นวิศนียืนเกาะกระจกด้านนอก ใกล้กันเพียงเอื้อมมือถึง มีเพียงกระจกกั้นอยู่ วิศนีส่งยิ้มให้แล้วเอามือลูบกระจก ทำท่าว่าอยากคุยกับเขามาก อารุมมองอย่างปวดใจ อยากจะทำตามใจปรารถนา ลงจากรถไปกอด ถามไถ่สารทุกข์ แต่แล้วความรู้สึกด้านมืดก็กลับมาครอบงำอีกครั้ง เขาตัดสินใจติดเครื่องรถ
       “คุณอารุม”
       วิศนีเอื้อมมือจะเคาะกระจก อารุมออกรถพรวดออกไปทันที
       “คุณอารุม กลับมาก่อน”
       อารุมขับรถหนีออกมา วิศนีรีบวิ่งตามไป ร้องตะโกน เดชชาติกับพยาบาลวิ่งตามไป
       “คุณอารุม อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน”
       เดชชาติรีบคว้าตัวไว้
       “อย่าไปครับ”
       วิศนีร้องเรียก
       “คุณอารุม จะให้ทำยังไงคุณถึงจะให้อภัยฉัน บอกฉันมาสิ บอกมา”
       วิศนีทรุดลงร้องไห้ในอ้อมกอดเดชชาติ ความหวังพังทลาย
       
       วิศนีนอนซมอยู่บนเตียงหน้าตาหมดอาลัยตายอยาก
       “ถ้าเขาอยากจะฆ่าฉันให้ตาย เขาก็ควรทำตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องทรมานกันทั้งสองฝ่าย”
       “อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ อารุมมันไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น”
       วิศนียิ้มขมขื่น
       “จริงสินะคะ ฉันคนเดียวเท่านั้นที่เลวร้าย เพราะฉันคนเดียวที่ฆ่าคนตาย”
       “มันเป็นอุบัติเหตุนะครับคุณวิศนี”
       “ฉันไม่สนแล้วว่าใครจะคิดยังไง ตอนนี้ฉันอยากขึ้นศาลให้เร็วที่สุด แล้วฉันจะสารภาพผิดทุกอย่าง ให้ศาลตัดสินประหารชีวิตฉันไปเลย จะได้จบๆ”
       เดชชาติตกใจ
       “ไม่ได้นะครับ คุณต้องได้รับความยุติธรรม”
       “ฉันไม่อยากได้ความยุติธรรมที่แลกมาจากความเกลียดชังของใครหรอกค่ะคุณชาติ ปล่อยให้ฉันรับกรรมอย่างที่ควรจะได้รับไปเถอะ”
       “คุณวิศนี ไม่มีอะไรจากภายนอกที่ทำให้เรามีมลทินได้นะครับ มีแต่สิ่งที่อยู่ภายในใจเราเท่านั้นที่จะทำให้เรามีมลทิน เพราะฉะนั้นคุณต้องให้กำลังใจตัวเอง ต้องรักตัวเอง”
       วิศนีนิ่งไปเหมือนได้คิด เดชชาตินึกได้ รีบถอดสร้อยที่คอออก ยื่นให้
       “อะไรคะ”
       “ผมอยากให้คุณสวมสร้อยนี้ติดคอไว้ อาจจะไม่ใช่พระที่มีราคาค่างวดอะไรมาก แต่ท่านจะคุ้มครองคุณได้”
       วิศนีมองดูสร้อยในมือ แล้วสบตากับเดชชาติด้วยความตื้นตันใจ หญิงสาวพูดเสียงเครือ
       “ขอบคุณมากนะคะคุณชาติ ขอบคุณจริงๆ”
       วิศนีบีบมือเขาอย่างมีกำลังใจ เดชชาติยิ้มให้ดีใจที่ทำให้เธอหายจิตตก วิศนีนิ่งคิด
       “ก่อนไปศาลฉันอยากทำอะไรบางอย่าง คุณพอจะช่วยฉันได้ไหมคะ”
       
       ค่ำนั้น เดชชาติประคองวิศนีเข้ามาในศาลาวัด หลังจากงานสวดศพนนทลีเลิกไปแล้ว เดชชาติมองรอบๆ อย่างระวัง
       “เราคงเข้าไปข้างในไม่ได้หรอกครับ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่อยู่ข้างนอกฉันก็พอใจแล้ว”
       วิศนีพูดจบก็ทรุดลงนั่งพับเพียบ มองเข้าไปที่รูปนนทลีที่อยู่ในศาลา แล้วหันมาบอกเดชชาติ
       “ขอฉันคุยกับเธอตามลำพังสักครู่นะคะ”
       เดชชาติมองวิศนีอย่างลังเล แต่เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนก็พยักหน้า เดินออกไป วิศนีหันกลับมามองรูปนนทลี น้ำตาคลอๆ ออกมา
       “คุณนนทลีคะ ฉันมากราบขอขมาคุณ...ถ้าวิญญาณคุณยังรับรู้ ขอให้ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจเลย ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณ”
       อีกมุมหนึ่งอารุมเดินเข้ามาทางด้านหลังของศาลา ได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ก็เดินอ้อมออกมาดู และเห็นวิศนีนั่งอยู่หน้าศาลา กำลังพนมมือ ร้องไห้
       “ฉันอาจจะมีความผิดหลายอย่างในสายตาของใครๆ แต่ความผิดเดียวที่ฉันไม่ได้ทำคือการเอาชีวิตคุณ ถ้าแลกกันได้ ฉันอยากจะให้คุณกลับมาแล้วเอาชีวิตฉันไปแทนด้วยซ้ำ เพราะลมหายใจของฉันมันแทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ฉันกำลังรับโทษทัณฑ์ที่ฉันก่ออยู่แล้วค่ะคุณนนทลี อโหสิให้ฉันด้วย”
       วิศนีก้มลงกราบที่พื้น แล้วฟุบหน้าสะอึกสะอื้น อารุมยืนมองด้วยสายตาปวดร้าว สงสาร อึดใจหนึ่งอารุมคิดจะเดินเข้าไปปลอบ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเดชชาติเดินเข้ามา
       “คุณวิศนี”
       เดชชาติตรงเข้ามาประคองหญิงสาวที่ฟุบหน้าอยู่ วิศนีเงยหน้าขึ้นแล้วโผเข้าซบหน้าสะอื้นกับเดชชาติ
       
       อารุมจำต้องถอยกลับเข้าสู่เงามืด แล้วแอบดูอย่างเจ็บปวด

    วันใหม่...วิศนีลงจากรถ แล้วเดินมาที่ศาลพร้อมกับขบวนของอำนวย เดชชาติ กรแก้ว กับคณะทนาย กลุ่มนักข่าวที่รอสังเกตการณ์กรูกันเข้ามาล้อม พยายามสัมภาษณ์ เดชชาติต้องทำหน้าที่ช่วยกับพวกตำรวจศาลกันไว้

        
       วิศนีก้าวตามอำนวยขึ้นไป และเห็นอารุมกับนีรนุชพร้อมกับทนายฝ่ายตนยืนรออยู่ด้านหน้า วิศนีชะงักไปและเริ่มประหม่ากับสายตาเย็นชาของอารุมกับนีรนุช เดชชาติเห็นเข้าก็บีบมือวิศนีอย่างให้กำลังใจ อารุมมองภาพนั้นแล้วเบือนหน้าหนี นีรนุชจ้องเดชชาติอย่างเจ็บใจแล้วสะบัดหน้าเดินหนีเข้าตึกไป
       
       ในห้องพิจารณาคดี วิศนีนั่งอยู่กับอำนวย ดูการซักพยานที่เดชชาติขึ้นให้การ เดชชาติตอบคำถามของโสฬสอย่างฉะฉาน พลางเหลือบมองนีรนุชที่จ้องเขม็งมา สายตาของนีรนุชเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำผิดหวัง จนเดชชาติไม่กล้าสบตา วิศนีเหลือบมองไปทางอารุมที่นั่งอยู่ข้างๆ นีรนุช ทั้งสองสบตากันก่อนที่อารุมจะเมินไปอย่างไม่มีเยื่อใย วิศนีได้แต่ก้มหน้ากล้ำกลืนความเศร้า
       
       ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่บ้าน ฟังโสฬสสรุปงาน
       “ทุกอย่างเป็นไปได้สวยครับ แต่เราควรให้คุณวิศนีอยู่ที่โรงพยาบาลไปก่อน เพื่อให้ศาลรู้สึกว่าเธอน่าเห็นใจ”
       อำนวยหนักใจ
       “แล้วเรื่องของนีรนุชล่ะ เด็กนั่นยังไม่ยอมเจรจากับเรา ผมเสนองานให้แกก็ปฏิเสธ”
       “ลองถ้าไม่มีงาน ไม่มีเงินซะอย่าง ก็คงเล่นตัวได้ไม่นาน ผมจะต้อนให้เขาจนมุมเอง”
       โยธินพูดอย่างมีแผน กรองทองมองๆ โยธิน รู้สึกไม่ค่อยวางใจกับโยธินเท่าไร
       
       กรองทองนั่งกินน้ำชาอยู่ในสวนกับน้องๆ แล้วพูดเกริ่น
       “ยายกร คุณโยธินอะไรเนี่ย นิสัยใจคอเขาเป็นยังไง”
       “ก็ดีคะ สุภาพเรียบร้อย มีมารยาท ทำงานเก่ง”
       “แต่พี่ว่าเขาดูเล่ห์เหลี่ยมยังไงไม่รู้นะ”
       แกมกาญจน์ขัดขึ้น
       “หนุ่มๆ สมัยนี้ก็ต้องมีบุคลิกมั่นใจแบบนี้แหละค่ะ คนรุ่นคุณพี่มองแล้วคงจะรู้สึกว่าไม่น่ารักละมั้ง”
       แกมกาญจน์หัวเราะขำ
       “ไม่รู้สิ พี่แค่รู้สึกว่าเขาดูไม่น่าไว้ใจ”
       กรองทองเปรยแล้วกินน้ำชาต่อ ไม่พูดอะไรอีก กรแก้วทำหน้าข้องใจ แต่แกมกาญจน์หันมาสะกิดแล้วส่งซิกว่าไม่ต้องไปสนใจกรองทอง
       
       นีรนุชไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ฝ่ายบุคคลดูอะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ตรงหน้า แล้วคืนเอกสารสมัครงานให้นีรนุช
       “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ทางเราเพิ่งรับพนักงานในตำแหน่งนี้ไปค่ะ”
       นีรนุชหน้าเจื่อน ฝืนยิ้มให้แล้วเก็บเอกสารก่อนจะลุกไป
       
       นีรนุชมาสมัครงานอีกบริษัทหนึ่ง ผู้จัดการกอดอกอ่านอีเมลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วทำหน้าเครียดก่อนจะส่ายหน้า
       “เสียใจด้วยครับ คุณสมบัติคุณยังไม่เพียงพอ”
       นีรนุชเศร้า แต่ก็ยกมือไหว้แล้วลุกออกมา
       
       นีรนุชไปสมัครอีกบริษัท เลขาเดินนำนีรนุชมาที่บริเวณนั่งรอ
       “กรอกเอกสารตรงนี้นะคะ แล้วเชิญนั่งรอเรียกสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ”
       เลขาหยิบแผ่นกระดาษส่งให้นีรนุชกรอกแล้วเดินออกไป นีรนุชกำลังจะเขียนใบสมัคร แต่ปากกาหมึกหมด เลยเอื้อมมือหยิบปากกาบนโต๊ะ จนไปชนแฟ้มเอกสารที่ตั้งอยู่เขยื้อนไป เผยให้เห็นรูปตัวเองที่ปรินท์ใส่แผ่นกระดาษแล่บออกมา นีรนุชมองอย่างแปลกใจ แล้วดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาอ่าน ถึงเห็นว่าเอกสารที่ปรินท์จากอีเมล ลักษณะคล้ายๆ ประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่รูปใหญ่ ตัวอักษรชัดเจนเขียนตัวโตๆ เหนือรูปว่า “ประกาศ” นีรนุชไล่สายตาอ่าน ลงมาที่ข้อความข้างล่าง
       “นางสาวนีรนุช แก้วโกเมน มีพฤติกรรมเสื่อมเสียด้านความซื่อสัตย์และเรื่องชู้สาว กรุณาหลีกเลี่ยงบุคคลอันตรายผู้นี้ด้วยการไม่รับเข้าทำงานในองค์กรของท่าน”
       นีรนุชอ่านจบก็ขยำกระดาษแน่นด้วยความแค้น แล้วผลุนผลันออกไปทันที สวนกับเลขาที่เข้ามา
       “อ้าวคุณ จะไปไหนคะ”
       
       เลขามองตามนีรนุชอย่างแปลกใจที่อยู่ๆ ก็รีบร้อนไป

สักครู่หนึ่ง นีรนุชเปิดประตูพรวดเข้ามาในห้องพัก วิศนีมองอย่างตกใจ

       
       “คุณนีรนุช”
       นีรนุชเดินมาตรงหน้า แล้วปากระดาษแผ่นนั้นใส่วิศนีทันที
       “พวกคนสกปรก สกปรกกันทั้งตระกูล”
       “อะไรกันคะ”
       “คุณคิดว่าฉันจะจนตรอกกับแผนเลวๆ ของคุณเหรอ”
       วิศนียิ่งงง
       “ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”
       “ก็อ่านดูสิ พ่อคุณส่งฟอร์เวิร์ดเมลทำลายชื่อเสียงฉันไปตามบริษัท เพื่อไม่ให้ฉันได้งานทำ คิดว่าทำอย่างนี้แล้วฉันจะซมซานมาขอเงินคุณงั้นเหรอ เลวมาก”
       วิศนีรีบอ่านดู
       “ไม่จริง พ่อฉันไม่มีทางทำอย่างนั้น”
       “ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะใคร ศัตรูฉันก็มีแต่พวกคุณนี่แหละ”
       เดชชาติเปิดประตูเข้ามา พอเห็นนีรนุชก็ตกใจ
       “นุช มาทำอะไรที่นี่”
       “แค่จะมาบอกให้ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าไม่ว่าจะเล่นสกปรกยังไง เขาก็จะไม่มีทางชนะนุชได้ ยังไงคนชั่วๆ ก็ต้องได้รับกรรม”
       “อะไรกัน พอได้แล้ว คุณวิศนีไม่สบาย”
       เดชชาติเข้ามาขวางไว้ นีรนุชเห็นก็ยิ่งโมโหปรี๊ด
       “ก็แล้วเมื่อไรจะตายล่ะ เมื่อไรจะตายตามพี่นนไปซักที”
       เดชชาติโกรธมาก เพราะสงสารวิศนี
       “นุช! กลับไป ไม่งั้นพี่จะให้พยาบาลมาลากเธอออกไป”
       นีรนุชอึ้ง
       “พี่ชาติ!”
       เดชชาติทำหน้าขึงขังใส่นีรนุช เพราะตอนนี้เป็นห่วงวิศนีมากกว่า ยิ่งทำให้นีรนุชน้อยใจ เพราะไม่เคยถูกเดชชาติตวาดใส่แบบนี้มาก่อน ในที่สุดก็นีรนุชสะบัดหน้าวิ่งออกไปจากห้อง เดชชาติมองตามอย่างเหนื่อย แล้วหันมาหาวิศนีที่ยืนหน้าซีดขาว ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
       
       นีรนุชกอดอารุมร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ
       “พี่ชาติเขาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว เขาเปลี่ยนไปมาก นุชไม่นึกเลย”
       นีรนุชซบหน้าร้องไห้หนัก
       “อย่าเพิ่งคิดมากสินุช ชาติคงมีเหตุผลของ...”
       นีรนุชสวนทันที
       “เขาหลงผู้หญิงคนนั้นจนไม่ลืมหูลืมตา เขาไม่ได้อยู่ข้างนุชอีกแล้ว พี่อารุม”
       อารุมฟังแล้วยิ่งเศร้าใจ เพราะเหมือนวิศนีกับตัวเขาจะยิ่งห่างเหินกันไปทุกที
       “นุชไม่เหลือใครแล้วนะพี่อารุม พี่อย่าทิ้งนุชไปอีกคนนะคะ”
       นีรนุชร้องไห้โฮๆ กอดอารุมแน่น โดยมีอารุมได้แต่ลูบหลังอย่างปลอบประโลม
       
       กุสุมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู แอบมองภาพที่ทั้งสองใกล้ชิดกันด้วยตาวาวโรจน์อย่างริษยา เริ่มคิดว่านีรนุชจะเข้ามาแย่งอารุมไปอีกคน
       
       นีรนุชลุกพรวดขึ้นอย่างไม่พอใจ
       “ก็บอกแล้วไงคะว่านุชไม่ต้องการเงินของพวกเขา”
       กุสุมาหมั่นไส้
       “แล้วเธอจะอยู่ยังไง อย่าบอกนะว่าไม่มีนนแล้ว จะให้อารุมเป็นฝ่ายหาเลี้ยง”
       นีรนุชมองกุสุมาอย่างไม่พอใจ แต่เพราะถือว่าเป็นเพื่อนพี่ เลยไม่อยากเถียงด้วย ทนายหันมาหานีรนุช
       “คุณนุชครับ ถึงเราไม่ยอมรับเงิน แต่การที่ฝ่ายนั้นพยายามติดต่อขอแสดงความรับผิดชอบมาตลอด ยังไงศาลก็ต้องเห็นใจเขา”
       “แล้วที่พวกเขากลั่นแกล้ง ไม่ให้นุชได้งานทำล่ะคะ”
       ทนายหนักใจ
       “เรามีหลักฐานไม่พอนะครับ บริษัทพวกนั้นก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องนี้”
       นีรนุชอึ้งไป น้ำตาคลอออกมา
       “สรุปว่ายังไงเราก็แพ้ใช่ไหม”
       อารุมปลอบ
       “มันไม่ใช่เรื่องของการแพ้ชนะแล้วนะนุช มันเป็นเรื่องของการที่นุชต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีนน”
       นีรนุชหันมามองอารุมทั้งน้ำตา ถามอย่างน้อยใจ
       “พี่อารุมก็เป็นไปกับเขาด้วย”
       “พี่เป็นห่วงนุชนะ”
       นีรนุชรับรู้ถึงความจริงใจที่อารุมส่งให้ แต่ยังไม่อยากยอมรับความจริง
       “พี่ไม่อยากให้นุชคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นราคาชีวิตของนน เพราะมันเทียบกันไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่นุชควรได้รับ นนคงเป็นทุกข์ถ้าต้องเห็นนุชลำบากโดยที่เขาช่วยอะไรนุชไม่ได้เลย”
       นีรนุชร้องไห้น้ำตานอง เมื่อนึกถึงนนทลีที่จากไปแล้ว อารุมจับไหล่นุชเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
       
       “พี่ไม่ได้บังคับนุชนะ พวกเราเคารพการตัดสินใจของนุช”

  ค่ำนั้น นีรนุชนั่งไหว้ศพนนทลีอยู่เพียงลำพัง หลังจากงานสวดเลิกแล้ว

       
       “พี่นน นุชขอโทษนะคะที่สู้เพื่อพี่นนไม่สำเร็จ ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะหลุดคดี เพราะไม่มีหลักฐานว่าเขาตั้งใจทำร้ายพี่นน นุชเสียใจจริงๆ ค่ะที่เอาชีวิตเขามาชดใช้ให้พี่นนไม่ได้”
       นีรนุชก้มหน้าร้องไห้ เสียงหลวงตาดังเข้ามา
       “โยมคิดจริงๆ เหรอว่าพี่สาวโยมอยากได้ชีวิตของคนอื่นมาชดใช้ชีวิตของเขา”
       นีรนุชค่อยๆ รู้สึกตัว หันกลับมาเห็นหลวงตายืนอยู่ รีบพนมมือไหว้
       “หรือมันเป็นความคิดของโยมเอง ที่พยายามหาความชอบธรรมที่จะผูกพยาบาท”
       นีรนุชชะงัก
       “หลวงตาเจ้าขา...”
       “ถ้าโยมสะสมความโกรธความเกลียดเอาไว้ ในภายภาคหน้าโยมก็จะต้องแบกมันติดตัวไปตลอด แล้วโยมคิดว่าชีวิตที่อยู่บนความรุ่มร้อนของโทสะแบบนั้น จะทำให้โยมหาความสุขได้หรือ”
       หลวงตามองนีรนุชอย่างเวทนา นีรนุชค่อยๆคิดได้ ก้มลงกราบหลวงตาที่พื้นแล้วสะอื้นไห้
       
       นีรนุชกลับมาที่บ้าน พบเดชชาติที่ดักรออยู่...
       “นุช ไปไหนมา ทำไมกลับดึกจัง”
       นีรนุชทำเป็นไม่ได้ยินที่เดชชาติพูด เดินผ่านไปไขประตู เดชชาติตามไปเซ้าซี้เพราะห่วง
       “ทุกคนเป็นห่วงรู้ไหม แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง”
       นีรนุชทำเหมือนเดชชาติไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น พอไขประตูเสร็จก็จะเดินเข้าบ้าน
       “เดี๋ยวนุช คุยกับพี่ก่อน”
       เดชชาติจะตามไป แต่หญิงสาวปิดประตูใส่หน้า ชายหนุ่มได้แต่ยืนอึ้ง
       
       นีรนุชเข้ามาในห้อง โทรศัพท์กระป๋องริมหน้าต่างดังขึ้น นีรนุชอดใจไม่ได้หยิบขึ้นมาแล้วมองไปที่หน้าต่าง เห็นเดชชาติเปิดหน้าต่างออกมาพอดี
       “นุช อย่าทำอย่างนี้ได้ไหม พูดกับพี่หน่อยสิ พี่ไม่สบายใจนะ”
       นีรนุชทนไม่ไหว
       “ไม่สบายใจเหรอ พี่ควรจะมีความสุขมากสิถึงจะถูก พี่ชนะนุชแล้วไง นุชยอมรับเงินจากคนพวกนั้นแล้ว เพราะมันสิ่งเดียวที่นุชจะเรียกร้องจากพวกเขาได้”
       นีรนุชเห็นเดชชาติอึ้งไปก็ยิ่งโมโห
       “แล้วก็ขอแสดงความยินดีด้วย ที่พี่ช่วยเปลี่ยนสีคุณวิศนีที่แสนดี ให้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์จนได้”
       เดชชาติพยายามอธิบาย
       “คุณวิศนีไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์นะนุช เธอยังเป็นคนผิด แต่เธอไม่ได้ตั้งใจ”
       “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ สุดท้ายเขาก็ไม่ต้องติดคุก สมใจพี่แล้วไง แต่พี่จำไว้นะว่านุชจะไม่มีวันให้อภัยเขา แล้วก็จะไม่มีวันให้อภัยพี่ด้วย”
       นีรนุชพูดจบก็วางกระป๋อง แล้วหายไปจากหน้าต่าง
       “นุช”
       นีรนุชโผล่หน้ามาอีกครั้ง แล้วเดินตรงมาที่หน้าต่าง เอากรรไกรที่ถือมาด้วย ตัดสายเชือกที่ผูกโทรศัพท์กระป๋องระหว่างทั้งสองบ้านออก เดชชาติตะลึง
       “นุช”
       นีรนุชมองเดชชาติอย่างเจ็บปวด แล้วปากระป๋องออกไปนอกบ้าน ก่อนจะปิดหน้าต่างดังปัง โทรศัพท์หัวนอน และมือถือดังระงม
       
       นีรนุชรู้ทันทีว่าเดชชาติโทร.มา รีบเดินไปยกหูออก แล้วกดปิดมือถือ ก่อนจะนั่งร้องไห้อย่างคับแค้นใจ เดชชาติถือโทรศัพท์ค้างๆ อย่างเศร้าใจ
       
       วันใหม่...วิศนีนอนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอย ไม่สนใจโยธินที่ยื่นช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ให้ โดยมีอวลอบยิ้มร่าอยู่ข้างๆ
       
       “ยินดีด้วยนะครับคุณวิศนี”
       “หมดทุกข์หมดโศกกันซักทีนะจ๊ะหนู”
       วิศนีรับดอกไม้มาอย่างเสียไม่ได้ แล้ววางไว้ข้างเตียง ก่อนจะล้มตัวลงนอนหันหลังให้ทั้งคู่ ไม่สนใจ อำนวยกระซิบดุ
       “ทำน่าเกลียด พวกเขาอุตส่าห์ช่วยเหลือแกนะ”
       กรแก้วกลบเกลื่อน
       “ต้องขอบคุณคุณพี่กับคุณโยธินมากนะคะ ที่ช่วยแนะนำคุณโสฬสให้”
       “คุณวิศนีไม่ต้องกังวลเรื่องโทษรอลงอาญานะครับ เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ไม่เคยทำความผิดมาก่อน ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายในช่วงสามปีนี้ ก็ไม่ต้องรับโทษ”
       “แต่ฉันอยากรับโทษ”
       ทุกคนผงะ มองหน้ากัน
       “ฉันไม่ควรจะลอยนวลออกไปโดยที่ไม่ได้รับผลกรรมอะไรเลย”
       อำนวยไม่พอใจ
       “พูดอะไรของแก”
       อวลอบอึ้งๆ
       “เอ่อ หนูวิศนีจ๊ะ ศาลเขาตัดสินแบบนี้ก็ดีแล้วนะลูก”
       
       วิศนีไม่ตอบ เอาแต่นอนเหม่อลอย ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ เพราะความรู้สึกผิดยังมีอยู่ อำนวยกับกรแก้วได้แต่มองหน้ากันอย่างกลุ้มๆ

 ครู่ต่อมา ทั้งหมดเดินออกจากห้องวิศนีด้วยอารมณ์มึนตึ้บ กรแก้วพูดขึ้น

       
       “คุณหมอบอกว่าสภาพจิตใจคุณวิศนียังแย่อยู่ คงต้องปล่อยให้เธออยู่กับตัวเองสักพักนึง”
       “แกจะมีปัญหาทางจิตไหมคะ” อวลอบนึกได้ รีบแก้ตัว “คือ เดี๊ยนเป็นห่วงน่ะค่ะ”
       “ผมจะขออนุญาตหมอพาแกกลับบ้าน อยู่ในโรงพยาบาลก็ยิ่งหดหู่ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่”
       อำนวยกับกรแก้วเดินออกไป อวลอบมองตามอย่างกังวล แล้วกระซิบกับโยธิน
       “ตายล่ะตาโย ถ้าเป็นบ้าขึ้นมา ไอ้ที่เราลงทุนก็สูญหมดน่ะสิ”
       “คนเราไม่เป็นบ้าง่ายขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่ หรือถ้าจะบ้าขึ้นมาจริงๆ ผมยิ่งชอบ ดูแลง่ายดี”
       โยธินยิ้มกริ่ม พูดทีเล่นทีจริง แล้วเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับอวลอบแต่พอลิฟต์ของโยธินปิดลง ลิฟต์อีกตัวก็เปิดออก อารุมก้าวออกมา
       อารุมเดินไล่ดูป้ายชื่อหน้าห้องจนไปหยุดที่ห้องวิศนี แล้วยืนลับๆ ล่อๆ ลังเลใจ แม่บ้านที่เข้าไปเก็บถาดอาหารเปิดประตูออกมา พอเห็นอารุมแล้วชะงัก
       “อ้าวคุณ มาเยี่ยมคนไข้เหรอคะ เพิ่งหลับไปสักครู่นี้เอง”
       “เธอเป็นยังไงบ้างครับ ทานข้าวได้เยอะไหม”
       “ก็ไม่เยอะหรอกค่ะ เธอเบื่ออาหาร ต้องคอยบังคับให้กิน คนมันกลุ้มใจน่ะคุณ น่าสงสาร อายุยังไม่เท่าไร ถูกสังคมประณามซะไม่มีชิ้นดี”
       อารุมพยักหน้าเศร้าๆ มองผ่านกระจกเข้าไป เห็นวิศนีนอนหลับ ก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป แม่บ้านมองตามอารุม เริ่มคลับคล้ายคลับคลา แล้วรี่ไปหาพยาบาลที่นั่งประจำวอร์ด พยาบาลถามแม่บ้านอย่างแปลกใจ
       “อะไรเหรอพี่”
       “เห็นผู้ชายคนนั้นไหม พี่ว่าคุ้นๆ”
       “ก็คนในหนังสือพิมพ์ ที่เป็นข่าวกันอยู่ไง”
       แม่บ้านมองตามอย่างสนใจ...
       
       อารุมเดินเข้ามาในห้อง ตรงมาที่วิศนีซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง ในสายตาของอารุม วิศนีดูผ่ายผอมและซีดเซียวลงกว่าแต่ก่อนมาก อารุมมองให้แน่ใจว่าวิศนีหลับอยู่ จึงขยับเดินเข้าไปใกล้
       “คุณวิศนี”
       อารุมมองวิศนีด้วยสายตาสงสาร รู้สึกผิด
       “เพราะผมคนเดียวที่ทำให้คุณต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ผมเสียใจ”
       อารุมไล่สายตาลงมาที่แขนของวิศนี ยื่นมือเข้ามาใกล้เหมือนจะแตะ
       “แต่หลังจากศาลตัดสินแล้ว คุณคงได้เริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องอยู่กับฝันร้ายแบบนี้อีกแล้ว ขอให้โชคดีนะครับ”
       มืออารุมยื่นเข้ามาอยากจะแตะวิศนีเป็นการบอกลา แต่แล้วประตูก็เปิดผางออก ลูกเกดกับชมพู่โผล่เข้ามา
       “คุณวิศนีขา...”
       ลูกเกดชะงัก ชมพู่มองอารุมอย่างสงสัย
       “อารุม คุณมาทำอะไรที่นี่”
       อารุมตกใจ ชักมือออก ทำตัวไม่ถูก ลูกเกดกับชมพู่ปรี่เข้ามา แล้วมองวิศนี ลูกเกดมองหน้าอารุม
       “นี่...นี่คุณจะมาทำร้ายคุณวิศนีเหรอ”
       ชมพู่หน้าตื่น
       “ตายแล้ว ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย”
       ลูกเกดหันไปโวยอย่างร้อนใจ
       “จะมัวร้องอยู่ทำไมเล่า กดกริ่งสิ”
       ชมพู่นึกได้ รีบถลาไปที่กริ่งเรียกพยาบาลหัวเตียง แล้วกดระรัว อารุมเห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจเดินลิ่วออกไป ลูกเกดรีบร้องเรียก
       “กลับมานะอารุม จะไปไหนล่ะ ไม่แน่จริงนี่”
       วิศนีได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็ลืมตาตื่นขึ้น ชมพู่รีบเข้าไปหา
       “คุณวิศนี เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
       วิศนีงงๆ
       “มีอะไรกันคะ”
       ลูกเกดรีบบอก
       “ก็นายอารุมสิคะ มันโผล่มาที่นี่ ถ้าเราสองคนไม่เข้ามาห้าม มันฆ่าคุณแน่ๆ เลยค่ะ”
       วิศนีตกใจ
       “อารุม เขามาทีนี่เหรอ”
       “เราไล่เขาไปแล้วค่ะ คุณไม่ต้องกลัวนะคะ”
       ลูกเกดกับชมพู่ลูบหน้าลูบหลัง แต่วิศนีไม่ฟังเสียง สะบัดออก แล้วลุกวิ่งออกไปทันที ลูกเกดหน้าเหวอ
       “อ้าว ว้าย คุณวิศนี จะไปไหนคะ”
       
       วิศนีวิ่งออกมานอกห้อง เกือบชนพยาบาลที่จะเข้ามาดูแล
       “มีอะไรหรือเปล่าคุณ”
       วิศนีไม่สนใจ ผลักพยาบาลออกให้พ้นทางแล้ววิ่งไป เห็นอารุมอยู่ไกลๆ
       “คุณอารุม รอฉันก่อน”
       อารุมหันมามองวิศนีอย่างตกใจ รีบออกไปทางประตูหนีไฟ
       “คุณอารุม กลับมาก่อนค่ะ”
       วิศนีรีบวิ่งตามไป ลูกเกดกับชมพู่โผล่หน้ามา พยายามเรียก แต่วิศนีไม่ฟังใคร พุ่งไปที่ประตูหนีไฟ...อารุมวิ่งลงบันไดหนีไฟมาอย่างรวดเร็ว กลัววิศนีตามทัน วิศนีพยายามวิ่งตามลงมา แต่รู้ไม่ทันแน่ ก็เกาะขอบบันได ตะโกนลงมา
       “คุณอารุม ทำไมคุณต้องหนีหน้าฉันด้วยคะ คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
       อารุมชะงัก หยุดยืน ไม่กล้ามองขึ้นไป เพราะกลัวเห็นวิศนีแล้วใจอ่อน
       “หรือว่าคุณยังแค้นใจที่ฉันไม่ถูกกฎหมายลงโทษ ก็เลยต้องการทำร้ายฉัน งั้นคุณก็ลงมือเลยสิ ขึ้นมาฆ่าฉันเลย ฉันรอคุณอยู่ที่นี่ คุณได้ยินไหม”
       อารุมยืนขบกรามนิ่งอย่างอัดอั้น พยายามแข็งใจไว้ไม่ตอบโต้
       “ฉันไม่ได้มีความสุขหรอกนะที่เรื่องมันลงเอยแบบนี้ ฉันไม่รู้จะรับผิดชอบยังไงให้สมกับความผิดที่ฉันก่อ ถ้าคุณคิดว่าความเจ็บปวดที่ฉันได้รับมันยังน้อยเกินไป คุณก็ขึ้นมาฆ่าฉันด้วยมือของคุณเองสิคะ ฉันจะได้พ้นจากความทุกข์ทรมานสักที”
       วิศนีตะโกนแล้วร้องไห้ออกมา อารุมได้ยินเสียงสะอื้นก็สงสาร ความรู้สึกในใจต่อสู้กันอย่างรุนแรง ในที่สุดฝ่ายมารก็ชนะ ชายหนุ่มแข็งใจผลักประตูออกไปจากบันไดหนีไฟ ไม่อยากฟังหญิงสาวร้องไห้อีก
       
       วิศนีได้ยินเสียงประตูเปิด ก็ทรุดตัวลงร้องไห้โฮ รู้ว่าเขาจากไปแล้วโดยไม่มีเยื่อใย

ประยุทธขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน แล้วเปิดประตูให้วิศนีลงมา อำนวยตามลงมาสั่ง

       
       “พ่อยกเลิกตั๋วกลับฝรั่งเศสของแกไปแล้วนะ แกควรจะอยู่ที่เมืองไทยไปก่อน”
       วิศนีพยักหน้ารับรู้ไม่ว่าอะไร ละอองกับสมจิตรีบออกมารับหน้า
       “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะคุณหนู”
       วิศนียิ้มฝืนให้ทั้งสองคน สมจิตเข้ามาบอก
       “มีคนมารอพบคุณด้วยค่ะ”
       “ใครจ๊ะ”
       สมจิตยังไม่ทันตอบ เดชชาติที่รีๆ รอๆ อยู่ที่สนามก็โผล่หน้าเข้ามา
       “คุณวิศนีครับ”
       “คุณชาติ”
       อำนวยกับกรแก้วมองเดชชาติ กรแก้วไม่ค่อยพอใจ
       
       วิศนีกับเดชชาติเดินคุยกันที่สนามหน้าบ้าน
       “ที่โรงพยาบาลบอกว่าคุณวิศนีจะกลับบ้านวันนี้ ผมก็เลยรีบมาดักรอ”
       “ฉันยังไม่อยากกลับหรอกค่ะ แต่พ่อคงเห็นว่าฉันสำออยมากพอแล้ว ก็เลยบังคับให้หมอปล่อยฉันกลับบ้าน” วิศนียิ้มเยาะตัวเอง “มันไม่มีประโยชน์แล้วนี่คะ ฉันไม่ต้องติดคุกแล้ว จะนอนเรียกร้องความเห็นใจจากใครอีกทำไมกัน”
       “อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ ท่านคงอยากให้คุณมาอยู่ใกล้ๆ จะไม่ต้องเป็นห่วง”
       วิศนีมองเดชชาติที่แต่งชุดดำ
       “คุณชาติจะไปงานต่อใช่ไหมคะ”
       วิศนีพูดว่างานเฉยๆ เลี่ยงไม่พูดว่างานศพ เพราะตัวเองก็ยังสะเทือนใจอยู่ เดชชาติมองวิศนีอย่างชั่งใจว่าจะบอกดีไหม
       “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของนนครับ”
       วิศนีหน้าซีดเผือดไป ลังเลว่าควรจะไปดีไหม
       
       กรแก้วยืนมองวิศนีกับเดชชาติเดินคุยกันด้วยสายตาใช้ความคิด จนกระทั่งอำนวยเดินเข้ามา
       “แอบมองเขาทำไมล่ะคุณ”
       “ฉันกำลังคิดค่ะ”
       “คิดอะไร”
       กรแก้วถอนสายตาจากทั้งคู่ แล้วหันมาสบตากับอำนวย
       “การที่คุณวิศนีพ้นเคราะห์คราวนี้ โยธินกับคุณหญิงอวลอบช่วยพวกเราไว้มาก คุณจะว่ายังไง ถ้าจะให้คุณวิศนีกับโยธินหมั้นกัน”
       อำนวยชะงักไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะออกมา
       “เขายังไม่ทันจะเอ่ยปากกับเราเลยนะคุณ”
       “คุณหญิงเกริ่นกับฉันแล้วค่ะ ถึงได้มาถามคุณ พอดีเห็นนายเดชชาติขึ้นมาก็เลยนึกได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องจัดการ”
       “มันไม่กะทันหันไปเหรอ”
       “แต่การหมั้นจะช่วยกลบข่าวไม่ดีที่เกิดขึ้นได้นะคะ”
       อำนวยมีหน้าขรึมไป ก่อนจะถอนใจเครียดๆ
       “ยายหนูคงไม่ยอมง่ายๆ”
       “คงต้องลองดูค่ะ ดีกว่าเราอยู่เฉยๆ จนเกิดเรื่องไม่งามขึ้นอีก”
       กรแก้วมองไปที่สนามอย่างจับตา อำนวยมองตาม เริ่มครุ่นคิดว่าจะเชื่อคำแนะนำของกรแก้วดีหรือไม่
       
       วันเผาศพของนนทลีมีผู้คนคับคั่ง นีรนุชเดินขึ้นมาวางดอกไม้จันบนเมรุเผาศพ น้ำตาไหลพราก
       “พี่นน หลับให้สบายนะคะ”
       นีรนุชยืนร้องไห้ พยายามกลั้นสะอื้น เดชชาติตามเข้ามาวางดอกไม้ข้างๆ แล้วมองอยากจะปลอบ
       “นุช...”
       นีรนุชตากร้าวขึ้นมา แล้วสะบัดหน้าหนีเดินปาดน้ำตาลงไป เดชชาติมองอย่างเสียใจ
       
       ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากปล่องควัน เหมือนส่งวิญญาณนนทลีสู่สวรรค์ นีรนุชเงยหน้ามองควัน แล้วโผเข้ากอดอารุมร้องไห้ อารุมโอบหญิงสาวไว้ หน้าโศกเศร้าไม่แพ้กัน กุสุมาเดินเข้ามาแล้วมองนีรนุชด้วยสายตาหมั่นไส้
       ใกล้ๆที่จอดรถ วิศนีในชุดสีดำ สวมแว่นตาสีดำค่อยๆ เดินเข้ามา แต่ก็ยืนหลบอยู่ห่างๆ ไม่ยอมเข้าไป หญิงสาวมองไปที่ปล่องควัน
       “ขอให้คุณไปสู่สุคตินะคะคุณนน แล้วฉันจะอุทิศส่วนกุศลให้คุณ”
       วิศนีพึมพำ แล้วเหลือบเห็นพวกแขกที่เริ่มทยอยกันกลับ หลายคนมองมาที่วิศนีอย่างสนใจ วิศนีร้อนตัว กลัวถูกจำได้ ก็รีบเบือนหน้าหนี หลบไม่ให้ใครเห็นว่าตนเองแอบมาที่งาน ประยุทธเห็นท่าไม่ดีรีบเดินเข้ามาหา
       “คุณหนูครับ ไปเถอะครับ เดี๋ยวคนจะมากขึ้น”
       วิศนีพยักหน้าแล้วเดินตามประยุทธไปขึ้นรถ แต่สายตายังมองไปที่เมรุอย่างเศร้าสลด ที่มีสิทธิ์ส่งนนทลีได้แค่นี้

 อารุมเข้าไปช่วยเก็บของดูความเรียบร้อย แล้วปาดเหงื่ออย่างเหนื่อยอ่อน กุสุมาเดินหน้าแฉล้มเข้ามาหา

       
       “อารุมจ๊ะ เดี๋ยวเสร็จงานแล้ว ไปหาอะไรทานกันนะ สุหิวมากเลย ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
       อารุมเพลียๆ
       “สุไปกับเพื่อนๆ เถอะ ผมไม่ค่อยสบาย”
       กุสุมาตกใจ
       “ตายแล้ว เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       กุสุมารีบเอามือแตะหน้าผาก แตะแก้มวุ่นวาย อารุมเบี่ยงหน้าหนีอย่างอึดอัด
       “เป็นไข้นิดหน่อยน่ะ กลับไปกินยาคงหาย ผมกลับเลยแล้วกันนะ แล้วเจอกัน”
       อารุมรีบเลี่ยงออกจากกุสุมาแล้วเดินขึ้นรถไป กุสุมามองตาม หงุดหงิดที่หาจังหวะเข้าไปสนิทไม่ได้สักที หันมองเข้าไปในศาลาเห็นนีรนุชวุ่นวายทำงานอยู่ ก็คิดอะไรได้บางอย่าง
       
       กุสุมาเดินตามนีรนุชเข้ามาในห้องนนทลี
       “ต้องขอโทษนุชด้วยนะที่มารบกวน พอดีพี่เพิ่งนึกได้ว่านนเขายืมตุ้มหูพี่ไปแล้วยังไม่ได้คืน”
       “ของส่วนตัวพี่นนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะนั่นแหละค่ะ ตามสบายนะคะ”
       นีรนุชเดินออกไปแล้วปิดประตู กุสุมาเหลือบมอง พอแน่ใจว่านีรนุชไม่อยู่ ก็ตรงเข้าไปรื้อลิ้นชักอย่างร้อนใจ หยิบของออกมาเทเลือกดู พอไม่เจอก็หยิบอีกลิ้นชักมาเทอีก ด้วยอาการร้อนรน กุสุมาคุ้ยข้าวของต่างๆ จนกระทั่งไปเจอพวงกุญแจคอนโดอารุม เธอหยิบกุญแจมามอง ยิ้มอย่างพอใจ
       
       นีรนุชเดินออกมาส่งกุสุมาที่แอบหยิบกุญแจใส่กระเป๋าถือไว้แล้ว
       “ขอบใจนะจ๊ะ พี่ได้ของแล้ว ไปก่อนนะ”
       กุสุมารีบเดินออกไปอย่างมีพิรุธ นีรนุชมองตามแล้วจะปิดประตูบ้าน แต่มือเดชชาติยื่นมาขวางไว้
       “มาทำไม”
       “นุชจะไปนอนที่บ้านพี่ไหม”
       “ไม่ไป”
       นีรนุชจะปิดประตู แต่เดชชาติยื้อไว้
       “นุช คืนนี้อย่าอยู่คนเดียวเลยนะ เชื่อพี่เถอะ ไปอยู่บ้านพี่ดีกว่า”
       “นุชดูแลตัวเองได้ ฝากบอกป้าพิมด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง”
       เดชชาติเริ่มหงุดหงิด
       “ไม่ใช่แค่แม่พี่ที่เป็นห่วง พี่เองก็เป็นห่วง”
       “จะมาสวมบทเป็นคนดีอะไรตอนนี้ มันสายไปแล้ว”
       นีรนุชรีบจะปิดประตูอีก คราวนี้เดชชาติออกแรงผลักประตูออก แล้วเดินเข้าบ้านไปเลย...เดชชาติเดินเข้ามาในห้องรับแขก นีรนุชตามมาพยายามผลักออกไป
       “พี่ชาติ ออกไปนะ”
       “พี่จะนอนที่โซฟา นุชขึ้นไปนอนบนห้อง ถ้ามีอะไรก็ร้องเรียก”
       เดชชาติทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา หยิบหมอนอิงมากอดไว้ เตรียมจะหนุนนอน นีรนุชตรงไปดึงขึ้น
       “พี่ชาติ”
       “งั้นนุชก็ไปนอนกับพวกเด็กๆ ที่บ้านพี่ เลือกเอา ยังไงคืนนี้พี่ก็ไม่ให้นุชอยู่คนเดียว”
       “ทำไม”
       “พี่...” เดชชาติลังเลที่จะพูด “พี่กลัวนุชคิดมาก”
       “กลัวนุชจะฆ่าตัวตายตามพี่นนหรือไง ไม่ต้องห่วงหรอก นุชเข้มแข็งพอ นุชรู้แล้วว่าต่อไปนี้นุชต้องพึ่งตัวเอง เพราะฉะนั้นพี่ไม่ต้องมายุ่ง ออกไป”
       นีรนุชพยายามฉุดกระชาก แต่สู้แรงไมได้ เดชชาติแทบไม่ขยับเลย
       “มีเหตุผลหน่อยสินุช นี่พี่พยายามทำดีที่สุดแล้วนะ”
       “มันยังไม่ดีไม่พอ ออกไป ไม่ออกใช่ไหม”
       นีรนุชหันไปหยิบข้าวของขว้างใส่พอเขาไม่ไป เธอก็วิ่งไปหยิบไม้กวาดมาเงื้อจะตี เดชชาติหน้าตื่น
       “เฮ้ย นุช อย่าทำแบบนี้”
       “อย่าคิดว่านุชไม่กล้านะ”
       นีรนุชฟาดลงมาใส่แต่เดชชาติลุกหนีทัน ชายหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวเอาจริง เลยรีบออกไปจากบ้าน นีรนุชวิ่งตามไปปิดประตูปังแล้วล็อคกลอนทันที
       เดชชาติออกมายืนหน้าบ้าน ตะโกนขึ้นไปบนบ้านอย่างไม่ยอมแพ้
       “นุช พี่รู้ว่านุชยังโกรธพี่ แต่นุชเข้าใจพี่หน่อยได้ไหมว่าพี่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับนุชเลย พี่ทำไปเพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พี่เป็นคนกลาง นุชต้องเข้าใจพี่สิ...พี่ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้น แต่พี่เข้าข้างความยุติธรรม พี่ช่วยคุณวิศนี เพราะพี่เป็นคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พี่ไม่ได้เข้าข้างเขาเพราะเหตุผลอื่น แต่ขณะเดียวกันพี่ก็เห็นใจนุช เพราะนุชเป็นน้องพี่ พี่ไม่เคย...”
       เดชชาติพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกน้ำสาดลงมาจากชั้นบนจนเปียกโชก ชายหนุ่มอึ้ง เงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นหญิงสาวถือถังน้ำยื่นลงมา
       “ถ้ายังไม่หยุดพูด พี่เจอน้ำร้อนแน่”
       นีรนุชผลุบหายเข้าไปในห้องปิดหน้าต่าง ถอนใจ นึกว่าเดชชาติจะยอมสงบ ที่ไหนได้ เขาตะโกนเข้ามาอีก
       “พี่ไม่พูดก็ได้ แต่พี่จะนอนเป็นเพื่อนนุชอยู่ข้างนอกนะ ถ้านุชมีอะไร ร้องเรียกพี่แล้วกัน”
       “ตาบ้าเอ๊ย”
       นีรนุชส่ายหัวอย่างรำคาญ แล้วเดินกลับเข้ามาในห้อง หยิบหนังสือมาอ่านเพื่อให้มีสมาธิ แต่เปิดอ่านดูแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะจริงๆ แล้วก็แอบสงสารเดชชาติ นีรนุชพยายามจะตั้งสติกับหนังสือตรงหน้า แต่อ่านไปก็ยิ่งว้าวุ่น จนต้องปิดหนังสือล้มตัวลงนอน แต่ก็นอนไม่หลับ ได้แต่ลืมตาโพลง จู่ๆ คำพูดของหลวงตาก็ดังแว่วมาในหัว
       ‘ถ้าโยมสะสมความโกรธความเกลียดเอาไว้ ในภายภาคหน้าโยมก็จะต้องแบกมันติดตัวไปตลอด แล้วโยมคิดว่าชีวิตที่อยู่บนความรุ่มร้อนของโทสะแบบนั้น จะทำให้โยมหาความสุขได้หรือ’
       
       นีรนุชครุ่นคิดถึงคำพูดของหลวงตา ตัดสินใจเปิดไฟ แล้วลุกไปชะโงกหน้าดูที่หน้าต่าง มองลงไปข้างล่างเห็นเดชชาตินอนคุดคู้อยู่ที่พื้น ไม่ยอมกลับบ้านไปจริงๆ นีรนุชถอนใจ

      เดชชาตินอนตัวงออยู่หน้าบ้าน นีรนุชเปิดประตูออกมามอง แล้วถอนใจ หญิงสาวมองหน้างอ ก่อนจะหยิบยากันยุงที่จุดไว้บนปากขวด มาวางอยู่ใกล้ๆ กับที่เขานอน เดชชาติเกิดหนาวขึ้นมา นอนกอดตัวเองแน่น นีรนุชถอนใจเฮือก เลยเอาผ้าห่มที่หอบมาช่วยกางห่มให้

       
       “จะมาช่วยหรือมาทำให้ฉันลำบากกันแน่”
       นีรนุชมองค้อนๆ แล้วเข้าบ้านปิดประตูเบาๆ หารู้ไม่ว่าพอคล้อยหลัง เดชชาติก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วมองผ้าห่มที่ห่มตัวเองอยู่ ก่อนจะอมยิ้มดีใจที่ทำให้นีรนุชค่อยๆ ลดทิฐิให้อภัยเขา
       
       อารุมนอนซมอยู่บนเตียงเพราะไข้รุม อาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนได้ยินเสียงนนทลีเรียกมาไกลๆ
       “อารุมคะ อารุม”
       อารุมกึ่งฝันกึ่งรู้ตัว พยายามลืมตาขึ้นมอง เสียงเรียกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อารุมเห็นภาพนนทลีรางๆ ชะโงกหน้าเข้ามา
       “นน...นนเหรอ”
       “คุณไม่สบายเหรอคะ”
       อารุมมองเบลอๆ เห็นเป็นหน้านนทลีก็ตื่นเต้น
       “นน คุณจริงๆ ด้วย คุณกลับมาแล้วเหรอ”
       นนทลียิ้มให้แล้วขยับขึ้นมานั่งบนเตียง จับมือเขาไว้
       “นนกลับมาแล้วค่ะ อารุมไม่ห่วงนะ เดี๋ยวนนจะดูแลอารุมเองนะคะ”
       นนทลีประคองหน้าอารุมไว้ แล้วก้มลงมาเหมือนจะจูบ อารุมหลับตาลง แต่พอลืมตาอีกครั้ง ใบหน้าของนนทลีกลายเป็นหน้าของกุสุมา อารุมสะดุ้งตื่น
       “สุ!”
       อารุมผลักกุสุมาออกไป แล้วขยับตัวลุกขึ้นทันที
       “สุเข้ามาได้ยังไง”
       กุสุมาตกใจที่อารุมรู้สึกตัว รีบเฉไฉ
       “ก็...สุเห็นอารุมไม่สบาย ก็เลยมาดู เคาะประตูตั้งหลายครั้งก็ไม่มีเสียงตอบ สุก็เลยไขกุญแจเข้ามา”
       อารุมชะงัก
       “สุมีกุญแจห้องผมเหรอ”
       กุสุมารีบอธิบาย
       “ก็นนเคยปั๊มกุญแจคอนโดไว้ให้สุ เผื่อฉุกเฉินไงจ๊ะ”
       อารุมตั้งสติ แต่ยังมองกุสุมาอย่างพิศวง ชักรู้สึกว่ากุสุมาทำตัวแปลกมากขึ้นทุกที
       “สุเป็นห่วงอารุมนะ” กุสุมาทำหน้าเศร้า “แต่ถ้าอารุมเห็นว่าสุเสียมารยาท สุก็ขอโทษ”
       อารุมเห็นกุสุมาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ อดใจอ่อนไม่ได้
       “สุไม่ควรออกจากบ้านมากลางดึกแบบนี้ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก”
       “ก็สุเป็นห่วงนี่ กลัวอารุมจะไม่มีคนดูแล” กุสุมาเข้ามาจับมืออ้อน “เราก็มีกันสามคน อารุม สุ นน มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ถ้านนไม่อยู่ สุก็อยากจะทำหน้าที่แทน”
       อารุมอึ้งกว่าเดิม มองเข้าไปในดวงตากุสุมา พยายามค้นหาว่าความหมายที่เธอพูดคืออะไรกันแน่ๆ เพราะลึกๆ ก็สัมผัสได้ถึงความ “อยากได้” ของกุสุมาอยู่เหมือนกัน กุสุมาเห็นสายตาคลางแคลงของเขาก็บีบน้ำตาอีก แล้วทำเป็นลุกขึ้น
       “เอาเป็นว่าสุจะไม่ทำอย่างนี้อีก สุขอโทษที่มารบกวน”
       กุสุมาลุกขึ้น แล้วเดินออกไป อารุมมองตามอย่างกลุ้มจัด...กุสุมาเดินคอตกออกมาจากห้อง อารุมตัดสินใจตามออกมา
       “สุ คืนนี้ดึกแล้ว สุค้างที่นี่เถอะ”
       กุสุมาหยุดเดิน แอบยิ้ม แล้วเปลี่ยนเป็นตีหน้าเศร้า
       “ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวสุนั่งแท็กซี่กลับก็ได้”
       “มันอันตราย ผมเป็นห่วง”
       กุสุมาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอารุม ยิ้มตื้นตัน
       “เดี๋ยวสุเข้าไปนอนในห้องนะ ผมจะนอนข้างนอกเอง”
       กุสุมาทำเป็นพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ทั้งที่ในใจยิ้มดีใจ
       
       กลางดึก...กุสุมาเดินวนเวียนอยู่ในห้องของอารุม แล้วแง้มประตูออกไปมอง เห็นเขานอนหลับอยู่ที่โซฟา ก็เดินกลับมานั่งที่เตียงอย่างเสียดาย เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่ใกล้กับเขามากกว่านี้ กุสุมาเหลือบมองไปที่หัวเตียง เห็นรูปถ่ายนนทลีกับอารุมวางอยู่ เอื้อมมือไปหยิบมา
       “ตอนนี้ฉันยังไม่ชนะเธอ แต่อีกไม่นาน ฉันจะทำให้เขาลืมเธอ นนทลี”
       
       กุสุมาบอกกับรูป หน้าตามุ่งมั่น

   วันใหม่...วิศนีนั่งกินอาหารเช้ากับอำนวยและกรแก้วเงียบๆ ไม่พูดไม่จา อำนวยกับกรแก้วสบตากัน อย่างตกลงกันไว้แล้วว่าจะคุยกับวิศนีเรื่องเมื่อวาน

       
       “วิศนี...พ่อว่าแกไม่ต้องกลับไปเรียนแล้วนะ อยู่ที่บ้านช่วยงานพ่อดีกว่า หรือถ้าอยากเรียนจริงๆ ก็เลือกเอามหาวิทยาลัยในเมืองไทย ดีไหม”
       วิศนีกินข้าวเงียบๆ ไม่ตอบ อำนวยเหลือบมองกรแก้วอย่างอึดอัด ก่อนจะพูดต่อ
       “คุณหญิงอวลอบเขามาคุยกับคุณกรแก้ว เรื่องอยากจะสู่ขอแกให้คุณโยธิน แกคิดว่ายังไง”
       อำนวยพูดจบก็นิ่ง กรแก้วเกือบหยุดหายใจเพราะกลัววิศนีปรี๊ดขึ้นมา จนกระทั่งวิศนีเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคนอย่างไร้อารมณ์
       “ถ้าพ่อเห็นด้วย หนูก็ตามใจพ่อ”
       วิศนีพูดจบก็ก้มหน้ากินข้าวต่อ อำนวยกับกรแก้วงง ที่อยู่ๆ วิศนีก็ยอมง่ายๆ
       
       โยธินรินแชมเปญใส่แก้ว แล้วเอามาเสิร์ฟให้อวลอบที่นั่งเต๊ะท่า
       “เชียรส์!”
       สองแม่ลูกหัวเราะกันแล้วจิบแชมเปญ อวลอบยิ้มพอใจ
       “ไม่นึกเลยว่าบทมันจะง่ายก็ง่ายขนาดนี้”
       “ผมบอกแล้วว่าถ้าเราช่วยเรื่องคดีสำเร็จ ยังไงเขาก็ต้องมาง้อเรา”
       “นั่นสินะ สรุปแล้วเราไม่ต้องเสียอะไรเลย มีแต่ได้ ฮ่าๆๆๆ”
       อวลอบกับโยธินชนแก้วกันอีกรอบ ทันใดนั้นเสียงชีพเข้ามา
       “สรุปเร็วไปหน่อยนะคุณหญิง ที่ว่าจะไม่เสียอะไรเลยน่ะ”
       อวลอบกับโยธินชะงัก มองหน้ากันอย่างหลอนๆ แล้วหันไปที่หน้าประตู เห็นชีพเดินกร่างเข้ามานั่งเอกเขนกอยู่ที่โซฟามองเห็นแก้วแชมเปญของทั้งสองตั้งไว้ กับขวดแชมเปญ
       “ยินดีด้วยนะครับ กับตำแหน่งว่าที่ลูกเขย ต่อไปนี้คุณก็ต้องหัดเรียกผมว่าคุณพ่อได้แล้วนะ เพราะผมก็มีศักดิ์เป็นพ่อของวิศนีเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ”
       ชีพหยิบขวดแชมเปญมากรอกใส่ปากอย่างหน้าด้าน ทั้งสองมองรังเกียจ อวลอบตั้งสติ
       “ในเมื่อแกรู้เรื่องนี้ ก็น่าจะสำเหนียกว่าแกไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรอีกแล้ว เพราะฉันกำลังจะใช้หนี้เสี่ยหวินให้หมด”
       “กำลังจะใช้ ไม่ได้แปลว่าใช้แล้วนี่คุณหญิง”
       โยธินหงุดหงิด
       “ฉันให้ส่วนแบ่งแกไปจนหมดแล้วนะ ไอ้งานที่แกไปทำให้ฉันไม่สำเร็จ ฉันก็ยอมจ่ายไปแล้ว แกจะเอาอะไรอีก”
       “ก็เพราะเรื่องนี้ไง ผมถึงต้องมาที่นี่ อย่าลืมสิว่างานที่คุณให้ผมไปทำมันเป็นงานสกปรก ถ้าผมกระซิบให้นายอำนวยรู้ขึ้นมา ถังข้าวสารที่คุณหวังจะไปตกมันก็คงถูกปิดฝาทันที ไม่ให้หนูอย่างคุณเล็ดลอดเข้าไปได้หรอก”
       “แกไม่มีหลักฐาน”
       “มีสิ เงินที่คุณโอนเข้าบัญชีผมไง คุณคิดว่านายอำนวยเขาจะไม่สงสัยเหรอว่าเราเกี่ยวข้องกันยังไง ฮ่าๆๆๆ”
       โยธินกับอวลอบนิ่งอึ้งไป อวลอบแค้นๆ
       “แก...ที่แกได้มันยังไม่พออีกเหรอ”
       “ถ้าคุณหญิงกับคุณโยธินไม่พอ ผมก็ไม่พอ ฮ่าๆๆๆ”
       ชีพระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น แล้วหยิบแชมเปญในแก้วทั้งสองมาดื่มอย่างอารมณ์ดี โยธินกับอวลอบหนักใจ ท่าทางจะสลัดชีพหลุดยากกว่าที่คิด
       
       เดชชาตมาหาวิศนีที่บ้าน ทั้งสองนั่งคุยกันที่สนามเดชชาติตะลึงเมื่อวิศนีบอกว่ากำลังจะหมั้น
       “อะไรนะครับ คุณวิศนีจะหมั้นนายโยธิน”
       วิศนีซึมๆ
       “ค่ะ”
       “ทำไมครับ เกิดอะไรขึ้น”
       “พ่อฉันเห็นว่าโยธินกับคุณหญิงแม่ของเขาช่วยฉันไว้เยอะ ก็เลยอยากตอบแทนน่ะค่ะ”
       “แต่คุณไม่ได้รักเขาไม่ใช่เหรอครับ”
       วิศนีหน้าสลดลง ส่ายหน้า เดชชาติยิ่งงง
       “แล้วทำไมคุณถึงยอม”
       “ฉันควรจะต้องได้รับกรรมจากสิ่งที่ฉันทำกับคุณนนบ้าง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ใครจะทำอะไรกับฉันก็ได้ ฉันจะไม่สู้อีกแล้ว ถือว่าชีวิตที่เหลือคือการถูกลงโทษในสิ่งที่ฉันทำลงไป”
       “เรื่องของคุณกับนนมันจบไปแล้วนะครับคุณวิศนี ถ้าคุณอยากจะลบล้างความรู้สึกผิดของตัวเอง มันมีวิธีอื่นอีกเยอะ”
       วิศนีได้แต่นิ่งเงียบ เดชชาติมองอย่างไม่สบายใจ
       
       วิศนีกับเดชชาติร่วมกันถวายสังฆทาน แล้วกรวดน้ำให้นนทลี หลวงตาทอดสายตามองวิศนีกับเดชชาติที่ก้มลงกราบ
       “โยมผู้หญิงดูซีดเซียวไปนะ”
       “หลวงตาทราบเรื่องแล้วใช่ไหมคะ”
       หลวงตาพยักหน้า
       “รู้ อาตมาได้คุยกับน้องสาวของโยมที่เสียไปแล้วเหมือนกัน”
       วิศนีได้ยินก็ก้มหน้านิ่งอย่างละอายใจ
       “โยมสองคนไม่ต่างกันเลย คนนึงก็ตั้งใจจะแบกความโกรธไว้กับตัว ส่วนโยมก็เอาแต่กอดความรู้สึกผิดไว้ ชีวิตไม่ต้องไปไหนกันพอดี”
       “หนูทำใจให้ลืมไม่ได้จริงๆ ค่ะหลวงตา”
       “แล้วโยมก็ทุกข์ใช่ไหมล่ะ วิธีแก้ความทุกข์มันง่ายนิดเดียว วางมันลงซะ อย่าไปแบกมันไว้”
       วิศนีก้มกราบหลวงตาอย่างตื้นตัน
       “หนูจะพยายามค่ะ”
       “นี่อารุมมันก็มาเหมือนกัน คงกำลังเลี้ยงพระอยู่ที่ศาลา”
       
       ดวงตาวิศนีดูมีแวววูบไหวเมื่อได้ยินชื่ออารุม

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 21:57:54
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน