อุบัติเหตุ ตอนที่ 9

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 9

อุบัติเหตุ ตอนที่ 9

  ญาติโยมกำลังประเคนอาหารให้พระที่ฉันเพลร่วมกันอยู่บนศาลา อารุมดูแลความเรียบร้อยอยู่ที่วงสำรับอีกวง พอหันมารินน้ำดื่มจะไปประเคนให้พระ ก็มีมือใครคนหนึ่งมาหยิบขวดน้ำไปรินใส่แก้วให้ อารุมหันไปมอง ถึงเห็นว่าคนที่เข้ามาช่วยคือวิศนี

       
       “ฉันช่วยนะคะ”
       อารุมมองวิศนีอย่างไม่เต็มใจนักแต่ก็ปล่อยให้ทำ วิศนีขยับเข้ามาช่วยใกล้ขึ้น เมื่อเห็นว่าเขาไม่ขัดขืน...ทั้งสองช่วยกันดูและการฉัน คอยเดินเติมอาหาร ประเคนของหวานให้ ใกล้ชิดกัน อารุมเหลือบมองวิศนีด้วยหัวใจอ่อนโยนลง
       
       อารุมกับวิศนีช่วยกันเทขนมปังเลี้ยงปลาในสระน้ำของวัด
       “ฉันมาทำบุญให้คุณนนค่ะ”
       อารุมเยาะ
       “คุณไม่จำเป็นต้องทำ เพราะยังไงศาลก็ตัดสินแล้วว่าคุณไม่เจตนา”
       วิศนีฟังแล้วนึกน้อยใจ
       “ฉันก็ไม่ได้เจตนาจริงๆนี่คะ”
       อารุมเบือนหน้าหนีไม่อยากฟัง
       “ฉันตั้งใจจะมาอุทิศส่วนกุศลให้เธอ แล้วก็อธิษฐานขอให้เธอให้อภัยฉัน”
       “นนไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตอนนี้เขาคงมีความสุขกับที่ที่เขาอยู่แล้ว”
       “แล้วคุณล่ะคะ คุณยังแค้นฉันอยู่หรือเปล่า”
       อารุมอึ้งไป ตอบไม่ถูก เลยทำท่าจะเดินหนี
       “ตอบมาสิคะ ฉันอยากรู้”
       อารุมยืนหันหลังให้ กระสับกระส่าย อยากจะบอกความจริง แต่ก็ยังมีทิฐิในใจ
       “มันไม่สำคัญหรอก เพราะยังไงเราก็จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก เรามีชีวิตใหม่ที่ต้องเดินกันไปคนละทางอยู่แล้ว”
       วิศนีเดินอ้อมมาดักหน้า
       “มันสำคัญกับฉันค่ะ”
       อารุมมองหน้าวิศนี อึดอัดใจ รู้ว่าวิศนีแคร์เขามาก...เดชชาติเฝ้ามองวิศนีกับอารุมคุยกันอยู่ด้วยแววตาเศร้าๆ ไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกุสุมาเดินเข้ามา
       “อารุม”
       กุสุมามองอย่างไม่พอใจ แล้วทำท่าจะตรงไป เดชชาติรีบเข้าไปดึงไว้
       “โอ๊ย ปล่อยนะ ชาติ มาจับฉันไว้ทำไม”
       “ปล่อยให้สองคนนั่นคุยกันตามลำพังก่อนได้ไหม”
       “ยายนั่นมันจะมาอ้อนอะไรอารุมอีกน่ะสิ ปล่อยฉัน ฉันจะไปไล่มัน”
       “สุ เธอเป็นอะไรของเธอ จะไปยุ่งอะไรกับเขานักหนา ปล่อยให้อารุมมันได้หายใจบ้าง เธอเกาะมันจนใกล้จะเป็นปลิงแล้วรู้ตัวไหม”
       กุสุมาแทบกรี๊ด
       “ไอ้ชาติ ไอ้คนปากชั่ว”
       กุสุมาโกรธจัด หันมาทุบเดชชาติไม่ยั้ง เดชชาติพยายามปัดป้อง ถอยหนี
       
       วิศนีพยายามดักหน้าอารุม
       “ตอบฉันมาสิคะ ขอให้ฉันได้ยินคำตอบของคุณ ไม่ว่าจะให้อภัย หรือไม่ให้ฉันก็ยอมรับได้ทั้งนั้น ฉันจะได้รู้ว่าตัวเองควรทำตัวยังไงต่อไป”
       อารุมนิ่งอึ้ง หันมองวิศนี สายตาเหมือนจะปรานี
       “คำตอบของผมมันช่วยให้คุณเริ่มต้นใหม่ได้ใช่ไหม”
       “ค่ะ”
       วิศนีมีความหวัง อารุมมองนิ่งๆ แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มเหี้ยม
       “งั้นผมไม่ให้”
       วิศนีผงะไป
       “ผมไม่อยากให้คุณเริ่มต้นใหม่ ผมอยากให้คุณจมปลักกับความทุกข์ กับความเลวร้ายที่คุณทำ”
       วิศนีหน้าเสีย ทันใดนั้นเองก็มีเสียงร้องดังมาจากมุมไกลๆ
       “โอ๊ย!”
       อารุมกับวิศนีหันไปมอง เห็นกุสุมาล้มอยู่ตรงหน้าเดชชาติ กุสุมาโวยวายจ้องเดชชาติอย่างโมโห เดชชาติมองงงๆ
       “ฉันเจ็บนะนายชาติ!”
       อารุมกับวิศนีเดินเข้ามา
       “สุเป็นอะไร”
       กุสุมาไม่ตอบ แต่หันไปหาอารุมแทน
       “สุเห็นอารุมอยู่ที่ริมสระก็จะเดินเข้าไปหา แต่เดชชาติเขาไม่ยอมให้เข้าไป พอสุไม่ฟังเขาก็ผลักสุ”
       เดชชาติหน้าเหวอ
       “เฮ้ย เธอไล่ทุบฉันแล้วก็ล้มของเธอเองนะ”
       “แต่นายไม่ยอมให้ฉันเข้าไปหาอารุม”
       เดชชาติเถียงไม่ออก กุสุมาทำท่าลุกไม่ขึ้น จนอารุมต้องประคองขึ้นมา
       “มีเรื่องอะไรกันเหรอ”
       “ไม่มีหรอก เจอกันโดยบังเอิญน่ะ” อารุมมองกุสุมาที่เลอะเทอะไปด้วยดิน “สุเดินไหวไหม ผมจะพาไปหาหมอ”
       กุสุมาเหลือบมองวิศนี แล้วเกิดความคิดบางอย่าง
       “เดี๋ยวสุไปล้างแผลก่อนดีกว่า คุณวิศนีช่วยพาสุไปห้องน้ำหน่อยสิคะ”
       
       วิศนีงงๆ ที่อยู่ๆ กุสุมาก็หันมาใช้ แต่ก็เข้ามาช่วยประคองออกไป

  พอวิศนีประคองกุสุมาเข้ามาในห้องน้ำแล้ว ทันใดนั้นกุสุมาก็สะบัดมือออก

       
       “คุณยังมีอะไรจะคุยกับอารุมอีกเหรอคะ ทั้งๆ ที่คุณทำลายชีวิตเขาไปแล้ว”
       วิศนีตกใจที่เห็นกุสุมาเปลี่ยนท่าที ทันควัน พยายามตั้งสติ
       “ฉันแค่บอกเขาว่ามาทำบุญให้คุณนน”
       กุสุมาคาดคั้น
       “แค่นั้นจริงๆนะ”
       วิศนีเริ่มฉุนเมื่อเห็นกุสุมาก้าวก่าย
       “จะแค่นั้นหรือแค่ไหน จริงๆก็ไม่เกี่ยวกับคุณเลยนะคะ”
       วิศนีมองกุสุมาที่ยืนเต็มขา เหมือนไม่เจ็บอะไรเลย
       “คุณคงดูแลตัวเองได้แล้ว ฉันขอตัว”
       วิศนีจะเดินออก กุสุมา จับแขน ดึงกลับมา จ้องหน้า
       “ฉันขอสั่งให้คุณเลิกยุ่งกับอารุม เพราะคุณทำให้เขาไม่ลืมอดีต ยิ่งเขาเห็นหน้าคุณ เขาก็ต้องนึกถึงนน แล้วเมื่อไรเขาจะมีความสุข” กุสุมาสีหน้าดุดันขึ้นเรื่อยๆ “ฉันรู้นะว่าคุณหลงรักอารุมอยู่ แต่ถ้าคุณรักเขาจริง ก็ควรจะเลิกยุ่งกับเขาซะ อารุมจะได้มีชีวิตใหม่สักที”
       วิศนีได้แต่อึ้ง เริ่มรู้สึกว่ากุสุมาไม่ธรรมดา
       
       เดชชาติคุยกับอารุมระหว่างรอวิศนี
       “แกคุยกับคุณวิศนีเข้าใจหรือยัง”
       “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว เรื่องของฉันกับเขาจบลงไปพร้อมกับชีวิตนนแล้ว”
       “อารุม...”
       “อย่าพาเขามาใกล้ฉันอีก ถ้าแกเป็นห่วงเขา ก็ดูแลเขาให้ดี”
       อารุมพูดจบก็เดินจากไป เดชชาติถอนใจ เหน็ดเหนื่อยกับความใจแข็งของเพื่อน
       
       วิศนีลงจากรถที่จอดหน้าบ้าน โยธินกับอวลอบปราดออกมาพร้อมกับกรแก้ว
       “คุณวิศนี ไปไหนมาครับ ผมมารอตั้งนาน”
       วิศนีมองโยธินกับอวลอบอย่างเบื่อๆ ไม่ยอมตอบ กรแก้วเข้ามาบอก
       “คุณหญิงพาช่างตัดเสื้อเอาชุดมาให้เลือกสำหรับงานหมั้นไงคะ”
       “คุณเลือกให้ฉันเถอะ ชุดไหนก็ได้ ในเมื่อจะเจ้ากี้เจ้าการชีวิตฉันแล้ว ก็ทำให้มันถึงที่สุดสิคะ รอมานานแล้วไม่ใช่เหรอ”
       วิศนีพูดจบก็เดินสวนทั้งสามคนเข้าบ้านไป กรแก้วหน้าชาที่ถูกวิศนีแขวะต่อหน้าแขก ในขณะที่โยธินทำหน้าเจื่อนไปที่วิศนีไม่สนใจเขาเลย
       
       ค่ำนั้น เดชชาติอาบน้ำประแป้ง หอบเสื่อกับหมอนเดินมาหน้าบ้าน มีองอาจหอบมุ้งครอบผู้ใหญ่ตามมา
       “พี่จะนอนตรงนี้จริงๆ เหรอพี่ชาติ”
       “เออสิ กางมุ้งเลย”
       เดชชาติปูเสื่อลงที่พื้น องอาจหยิบมุ้งออกมาเตรียมจะกาง นีรนุชเปิดประตูพรวดออกมา
       “ทำอะไรกันน่ะ”
       เดชชาติกับองอาจสะดุ้ง
       “ก...กางมุ้งจ้ะ พี่ชาติจะนอนเฝ้าพี่นุชตรงนี้”
       “นุชจะได้ไม่ต้องออกมาดูแลพี่ไง”
       นีรนุชมองเดชชาติหน้างอ จริงๆหายโกรธแล้วแต่ยังวางฟอร์ม
       “ใครอนุญาต เก็บไปเลยนะ”
       “นุช”
       “ทำตัวเป็นคนอนาถาไปได้ บ้านช่องมีไม่ยอมไปนอน”
       เดชชาติกับองอาจหน้าจ๋อย นีรนุชแกล้งตีหน้ายักษ์
       “จะมานอนเฝ้าก็เข้ามานอนข้างใน โซฟาในห้องรับแขกยังว่าง”
       เดชชาติกับองอาจอึ้งไปเล็กน้อยแล้วยิ้มออกมา
       “นุชยอมให้พี่มาอยู่เป็นเพื่อนแล้วเหรอ”
       “อยากนอนก็นอนสิ เบื่อคนดื้อ”
       เดชชาติดีใจ
       “งั้นพี่จะไปตามรักชาติมานอนกับนุชนะ”
       องอาจทะเล้น
       “ผมนอนแทนก็ได้พี่ ฮี่ๆๆ”
       เดชชาติเตะก้นองอาจอย่างหมั่นไส้ ชี้หน้า
       “ไม่ต้องเผือกเลย รู้นะว่าคิดอะไรอยู่” เดชชาติเตะซ้ำ “ไป...ไปเอาไอ้รักมา”
       องอาจรีบหอบมุ้งเด็กวิ่งออกไป เดชชาติหันมายิ้มให้นีรนุชอย่างดีใจ แต่นีรนุชทำวางฟอร์มหน้าบึ้งๆ แล้วเบือนหน้าหนี
       
       อารุมเก็บของบนโต๊ะทำงานใส่กล่องไปเรื่อยๆ จนมาถึงรูปวาดฝีมือของวิศนี อารุมมองคิดถึงวิศนี แล้วนึกถึงคำพูดที่คุยกับเดชชาติเมื่อตอนกลางวัน
       “เรื่องของฉันกับเขาจบลงไปพร้อมกับชีวิตนนแล้ว”
       “อารุม...”
       “อย่าพาเขามาใกล้ฉันอีก ถ้าแกเป็นห่วงเขา ก็ดูแลเขาให้ดี”
       อารุมมองรูปอย่างเศร้าใจ
       “ฝากแกดูแลคุณวิศนีแทนฉันด้วยนะชาติ”
       
       อารุมเก็บรูปใส่ลงกล่อง รวมกับข้าวของส่วนตัวที่ตั้งใจเก็บไปต่างจังหวัดด้วยกัน

 วันใหม่...ในห้องแต่งตัวที่โรงแรมของอวลอบ อำนวยกับกรแก้วเคาะประตูห้อง แล้วเปิดเข้ามา

       
       “เสร็จหรือยังลูก”
       “เรียบร้อยแล้วค่า” ช่างค่อยๆ หมุนเก้าอี้ให้วิศนีหันมา หญิงสาวแต่งหน้าแต่งตัวสวยงามในชุดสำหรับพิธีหมั้น แต่หน้าเศร้าหมอง อำนวยมองอย่างปลื้มๆ แล้วเข้าไปประคองกอดลูก
       “ลูกพ่อสวยมากจริงๆ พ่อดีใจที่ได้เห็นวันนี้ของหนู”
       วิศนีก้มหน้านิ่งไม่ยอมสบตาอำนวย กรแก้วเลยตัดบท
       “ลงไปเถอะค่ะ จวนฤกษ์แล้ว”
       อำนวยพยักหน้า แล้วโอบวิศนีให้ลงไปด้วยกัน
       
       โยธินนั่งอยู่ที่กลางวง โดยมีอวลอบกับแขกล้อมรอบ ทุกคนมองไปที่วิศนีที่เดินลงมาพร้อมกับอำนวยเป็นตาเดียว โยธินมองวิศนีที่ดูสวยงามอย่างปลาบปลื้ม ขณะที่วิศนีเดินมานั่งลงตรงตำแหน่งที่ว่างของตัวเอง อวลอบรีบบอก
       “น่าจะได้ฤกษ์แล้ว เริ่มกันเลยดีไหมคะ”
       ทุกคนเตรียมตัวจะเริ่มพิธี แต่แล้วจู่ๆ แววก็พรวดเข้ามากลางวง
       “หยุด! จะไม่มีการเริ่มอะไรทั้งนั้น”
       ทุกคนหันไปมองอย่างตกใจ วิศนีตะลึง
       “แม่!”
       “ลูกสาวฉันจะหมั้นกับนายคนนี้ไม่ได้”
       “เธอมีสิทธิ์อะไร ออกไปนะ” อวลอบตะโกน “ยาม! มาลากตัวมันออกไป”
       “สิทธิ์ของความเป็นแม่ไง ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าลูกเขยฉันมีคนเดียวเท่านั้น” แววหันไปเรียก “เชิญค่ะคุณวิเศษ”
       ทุกคนมองไปที่ประตู เห็นวิเศษกับขบวนขันหมากแบบจีนชักแถวเข้ามาพร้อมกับกิมเตียงที่รีบเจ้ากี้เจ้าการให้บริวารวางเครื่องขันหมากแบบจีนลงประชัน แล้วมองค้อนอวลอบ
       “ให้มังลู้ไปสิ ว่าขังหมากไคจะหญ่ายกว่ากัง”
       อำนวยหันไปตวาดแวว
       “เธอทำบ้าอะไรเนี่ยแวว”
       แววไม่สนใจ หันไปหาวิเศษ
       “เอาสิคะคุณวิเศษ สวมแหวนเลยค่ะ”
       วิเศษรีบนั่งลง หยิบแหวนในกล่องออกมา เตรียมจะสวม โยธินรีบขยับมากระชากแหวนไป
       “แกจะทำอะไร”
       “เฮ้ย เอามานะ”
       วิเศษพยายามแย่งคืน แต่โยธินไม่ให้ วิศนีมองอย่างรำคาญ
       “นี่ หยุดนะ อย่าทำแบบนี้”
       อำนวยพยายามเข้าไปขัดขวาง แววกับกิมเตียงเข้าไปพยายามแย่งแหวนในมือโยธิน แขกเหรื่อมองดูเหตุการณ์อย่างตกใจ ช่างภาพระดมถ่ายรูปอย่างตื่นเต้น กรแก้วมองอย่างอับอาย อวลอบเห็นท่าไม่ดี รีบลุกออกไป โยธินกับวิเศษยังแย่งแหวน โดยมี อำนวย แวว กิมเตียงเข้าไปเอะอะด้วย วิศนีมองอย่างอับอาย แล้วรีบลุกหนีไป อำนวยได้สติหันมองตาม
       “ยายหนู!”
       แววหันมาเห็นวิศนีออกไปก็จะวิ่งตาม
       “หนูจะไปไหนลูก กลับมาหมั้นก่อนสิลูก”
       แววตามไปเกือบทันแต่อวลอบโผล่สวนเข้ามาพร้อมกับตำรวจ
       “จับมันไปเลยค่ะคุณตำรวจ จับมันไปให้หมด ไอ้พวกก่อกวน”
       ตำรวจกรูกันเข้าไปหาวิเศษ แวว กิมเตียง และพวกทันที ทั้งหมดเลิ่กลั่กตกใจ
       
       วิศนีนั่งอยู่ในห้องแต่งตัวร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ ที่ชีวิตของตัวเองวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นเสียที เสียงเคาะประตูดังอยู่ด้านนอก
       “ยายหนู เปิดประตูหน่อยลูก”
       โยธินตะโกนเรียก
       “คุณวิศนีครับ เปิดประตูเถอะครับ”
       วิศนีเหลือบมอง แล้วนั่งฟุบหน้าร้องไห้ต่อ ไม่อยากเจอหน้าใคร โยธิน อำนวย อวลอบ กรแก้ว ออกันอยู่หน้าประตู พยายามเคาะประตูเรียกวิศนีอย่างกลุ้มใจ
       
       แวว วิเศษ กิมเตียงนั่งหน้าเหี่ยวอยู่ตรงหน้าตำรวจบนโรงพัก ตำรวจอีกนายเดินเข้ามาพร้อมกับเถ้าแก่เฮง
       “นายวิเศษ นางกิมเตียง มีญาติมาประกันตัวแล้ว”
       วิเศษกับกิมเตียงลุกขึ้นอย่างดีใจ เถ้าแก่เฮงเดินเข้ามา วิเศษชะงัก
       “เตี่ย”
       “เฮีย ช่วยอั๊วล่วย”
       เถ้าแก่เฮงหงุดหงิด
       “มันน่าให้พวกลื้อนอนซังเตเล่นสักคืน ดื้อรั้นกันนัก ห้ามแล้วไม่รู้จักฟัง อั๊วบอกแล้วว่าจะหาสะใภ้ดีๆ ให้ก็ไม่เชื่อ”
       “อั๊วเชื่อแล้ว ต่อไปนี้อั๊วจะไม่ดื้อแล้วฮือๆ”
       วิเศษกับกิมเตียงรีบวิ่งไปหาเถ้าแก่เฮงแล้วพากันออกไป แววรีบลุกตาม
       “อ้าว เถ้าแก่ แล้วฉันล่ะ”
       เถ้าแก่เฮงมองแววอย่างโกรธจัด
       “ยังจะถามอีกเหรอ ลื้อก่อเรื่องให้ลูกกับเมียอั๊วอยู่เรื่อย จะไปตายที่ไหนก็ไป”
       เถ้าแก่เดินนำออกไป วิเศษกับกิมเตียงมองแววจ๋อยๆ แต่ไม่กล้าช่วยอะไร เพราะกลัวเถ้าแก่ แววร้องเรียก
       “อ้าว เถ้าแก่ เดี๋ยวสิ คุณวิเศษ ช่วยน้าด้วย”
       
       แววจะตาม แต่ตำรวจจับตัวไว้ เลยได้แต่ดิ้น ร้องโวยวาย

 กุสุมากับอารุมนั่งอยู่ในร้านอาหาร กุสุมาเปิดไอแพดออกมาถ่ายรูปอาหาร เห็นข่าววิศนีพอดี

       
       “อารุม อ่านข่าวนี้สิ” กุสุมาเปิดไอแพด “หลังจบเรื่องวุ่นๆ ไปไม่กี่วัน วิศนี สุริยาทิตย์กับโยธิน ไกรคณิศรก็ประกาศหมั้นเช้าวันนี้ที่โรงแรมของฝ่ายชาย งานนี้สยบข่าวฝ่ายหญิงเป็นมือที่สามจนก่อเหตุสลดได้กะทันหันจริงๆ”
       อารุมชะโงกหน้าดูข่าวในเว็บไซต์ข่าว หน้าสังคมแล้วอึ้งไป เพราะไม่ระแคะระคายมาก่อน
       “แปลกนะ เจอกันที่วัดก็ไม่เห็นพูดสักคำว่าจะหมั้น ทำอย่างกับกลัวเราจะไปขัดขวาง”
       กุสุมาหัวเราะ อารุมไม่ขำด้วยหน้าขรึมลง กุสุมาเห็นอารุมหน้าไม่ดีก็รู้ว่าเขายังมีเยื่อใย เลยใส่ไฟต่อ
       “ดูนี่สิ คอมเมนท์ข้างล่างมีแต่คนด่า หาว่าไม่สลด พอรอดคุกก็จับผู้ชายคนใหม่ทันที ว้าย แรงอะ”
       อารุมคล้อยตาม แอบผิดหวัง
       “เราคงไปบังคับจิตใจให้เขาเสียใจเท่าเราไม่ได้หรอก”
       “แต่ก็น่าจะเกรงใจเราบ้าง ให้ข่าวแบบนี้เหมือนเยาะเย้ยกัน”
       “ช่างเขาเถอะ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้ตัดสินใจได้เด็ดขาด”
       “ตัดสินใจเรื่องอะไรจ๊ะ”
       กุสุมามองหน้าอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่อารุมไม่ตอบ กินข้าวต่อ
       
       หงวนนั่งเกาะลูกกรง ส่งโอเลี้ยงให้แววที่หมดอาลัยตายอยากในห้องขังกิน
       “ทานซะหน่อยนะคะคุณผู้หญิงขา”
       แววปัดทิ้ง
       “ไม่กิน ฉันไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”
       “อร่อยนะคะ”
       หงวนดึงกลับมาดูดกินเอง แววเบะปากจะร้องไห้ หงวนเห็นเข้าก็ปลอบ
       “ทำใจดีๆ ไว้นะคะคุณ”
       “อีบ้า ฉันไม่ได้กำลังจะตาย ฉันแค่ไม่อยากนอนในนี้ แกเข้าใจไหม”
       “หงวนก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วนี่คะ คุณก็ชีพก็ติดต่อไม่ได้ จะให้คนอื่นมาประกัน คุณแววก็ไปติดหนี้เขาไว้ทั่วหมด ไม่มีใครเขาเชื่อขี้หน้าแล้วค่ะ”
       “อ๊าย อีหงวนบ้า ยังจะซ้ำเติมกันอีก”
       แววเงื้อมือตบลูกกรง จนหงวนสะดุ้งถอยหนี แล้วร้องไห้คร่ำครวญต่อ
       “ฮือๆๆๆ ฉันไม่อยากติดตะราง ใครก็ได้ช่วยฉันที ฮือๆๆ”
       แววกับหงวนเกาะลูกกรงกันเศร้าๆ เห็นเท้าใครคนหนึ่งเดินมาหยุด
       “หวังว่าจะสำนึกได้สักทีนะ”
       แววกับหงวนชะงัก ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอำนวยยืนอยู่
       
       แววกับหงวนลงจากรถอำนวยแล้วเดินลิ่วเข้าบ้าน อำนวยเดินตามมา
       “เดี๋ยวก่อนแวว”
       แววชะงัก หันมาทำหน้ารำคาญ
       “อะไรอีกล่ะ จะเอาคำขอบคุณใช่ไหม” แววไหว้แบบแกนๆ “ขอบคุณ”
       “นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่ฉันจะช่วยเธอ ถ้ายังวอแวกับคุณโยธินอีก ฉันคงรับรองอะไรไม่ได้”
       “โอ๊ย ย่ะ...ไอ้ลูกเขยเทวดานี่มันแตะไม่ได้สินะ”
       “เธอต้องเลิกคิดเองเออเองว่าเขาไม่เหมาะสมกับลูกสักที แล้วก็เลิกพาผู้ชายที่ไหนมาแนะนำให้ยายหนูด้วย เพราะต่อไปนี้แกมีคู่หมั้นแล้ว”
       “ฉันผิดเหรอ ที่ไม่อยากเห็นลูกถูกบังคับ”
       “ไม่มีใครบังคับลูกทั้งนั้น วิศนีเป็นคนตัดสินใจที่จะหมั้นกับโยธินเอง”
       แววอึ้ง
       “อะไรนะ”
       “การหมั้นเป็นความสมัครใจของยายหนู ถ้าเธอยังรักลูกอยู่ ก็อย่าไปป่วนให้แกขายหน้ามากไปกว่านี้ ไม่งั้นฉันคงต้องใช้วิธีเด็ดขาดกับเธอ”
       แววสะอึก ก่อนจะถามอย่างถือดี
       “วิธีอะไร คุณจะทำอะไรฉันได้”
       “ถ้าเธอทำให้ลูกเสียใจอีก ฉันจะเอาตึกที่เธอเก็บค่าเช่ากินทุกวันนี้คืน ดูซิว่าถ้าเธอไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน เธอจะอยู่ยังไง”
       แววตกใจหน้าซีด รู้ว่าอำนวยเอาจริง
       
       อารุมถือกล่องกระดาษเดินมากับกุสุมา ในห้างสรรพสินค้า
       “ผมจะเอาหนังสือไปบริจาคที่ชั้นล่าง สุเดินเล่นไปก่อนนะ”
       กุสุมาพยักหน้า อารุมเดินลงบันไดเลื่อนไป กุสุมาเดินมาดูใบปลิวโฆษณาที่แผนกประชาสัมพันธ์ แล้วมองเห็นเวทีอีเวนท์ไกลๆก็เข้าไปถาม
       “วันนี้มีงานอะไรเหรอคะ”
       “อ๋อ งานเวดดิ้งแฟร์ค่ะ วันนี้มีเซเล็บมาร่วมงานก็เลยคนเยอะ” ประชาสัมพันธ์กระซิบนินทา “ไฮโซที่ขับรถชนคนตายไงคะ”
       กุสุมาประหลาดใจปนดีใจ ที่รู้ว่าวิศนีมาที่นี่
       
       กุสุมาเดินเกาะแขนอารุมเข้ามาในงานอีเวนท์ รอบๆ งานเป็นบอร์ดโชว์ภาพชุดแต่งงานคู่บ่าวสาว ในชุดแบบต่างๆ มีคนคับคั่งมาเดินดู อารุมทำหน้าเบื่อๆ
       “อารุมเบื่อหรือเปล่า ขอสุแวะดูแป๊บนึงนะ ผู้หญิงก็งี้แหละ เห็นงานแบบนี้ทีไรอดใจไม่ได้ทุกที”
       กุสุมาลากอารุมเข้ามากลางงาน ทำเป็นเดินดูรูปถ่ายบนเวทีงานดำเนินไป พิธีกรขึ้นมาประกาศ
       “วันนี้เราได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษ ซึ่งเป็นคู่รักสุดฮ๊อตที่เพิ่งมีข่าวดีไปหมาดๆ จะมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์ความรักของเขาทั้งสองคนค่ะ คุณโยธิน ไกรคณิศร และคุณวิศนี สุริยาทิตย์ค่ะ”
       เสียงปรบมือดังขึ้น พร้อมๆ กับที่อารุมอึ้งตะลึงงันเมื่อได้ยินชื่อวิศนี...โยธินจูงมือวิศนีขึ้นมาบนเวทีด้วยท่าทางสนิทสนม หน้ามีรอยยิ้ม วิศนียิ้มฝืนๆ กุสุมามองเวทีแล้วเหล่มองอารุมอย่างสะใจ ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะให้เขาเห็นภาพนี้ กุสุมาเอนตัวกระซิบ
       “แหม หมั้นได้วันเดียวคู่นี้ก็ควงกันออกงานเลยนะอารุม”
       พิธีกรบนเวทีสัมภาษณ์โยธิน
       “ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ สำหรับข่าวดีที่เพิ่งผ่านไป ก่อนอื่นต้องขอ...”
       โยธินโอบวิศนี
       “ขอบคุณครับ”
       “งั้นเรามาเริ่มสัมภาษณ์กันเลยดีกว่า”
       พิธีกรชวนโยธินคุยไป อารุมมองทั้งสองแบบทนไม่ได้ ทำท่าจะเดินหนี
       “กลับกันหรือยังสุ”
       “เดี๋ยวสิ อารุมไม่อยากฟังเหรอว่าเขาจะเฟคตอบนักข่าวว่ายังไง”
       
       กุสุมายิ้มเยาะลากแขนอารุมเข้าไปใกล้หน้าเวทีมากขึ้น

    โยธินยังคุยกับพิธีกรอย่างออกรส ในขณะที่วิศนียืนปั้นหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจแอบเบื่อที่ต้องมาออกงานนี้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวหน้าเวทีเมื่อกุสุมาดึงแขนอารุมเข้ามา 

       
       วิศนีมองอารุมนิ่งอย่างคาดไม่ถึง ทั้งสองสบตากัน สายตาอารุมดูเย็นชา เยาะเย้ย พิธีกรหันมาถาม
       “คุณวิศนีคะ”
       วิศนียังยืนเหม่อไม่ได้ยิน จนโยธินต้องกระชับโอบให้รู้สึกตัว วิศนีเลยสะดุ้งหันมา
       “เอ่อ คะ”
       “เมื่อกี้ดิฉันถามว่าคุณวิศนีชอบคุณโยธินตรงไหน ใจลอยไปไหนเอ่ย”
       วิศนียิ้มฝืดๆ เฝื่อนๆ แล้วมองไปที่อารุมกับกุสุมาอีกที โยธินมองตาม หน้าตึง
       “เอ่อ ฉัน...”
       วิศนีอึกอักตอบไม่ได้ โยธินเลยแก้สถานการณ์
       “ผมขี้ตื๊อน่ะครับ”
       โยธินหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วกระชับกอดวิศนีแสดงความเป็นเจ้าของอวด อารุมมองๆ แล้วทนหมั่นไส้ไม่ไหว
       “สุอยากดูงานไม่ใช่เหรอ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
       อารุมจูงกุสุมาออกไปเดินดูรูปถ่ายเวดดิ้งที่อยู่รอบๆ ไม่อยากอยู่หน้าเวทีอีก อารุมเห็นวิศนีกับโยธินหวานบนเวทีก็ยิ่งโกรธวิศนี ทางด้านวิศนีก็น้อยใจเพราะเห็นอารุมควงกุสุมามางานเวดดิ้ง
       
       อารุมเดินดูรูปเวดดิ้งอย่างเบื่อๆ กุสุมาเดินเพลินๆ อยู่อีกมุม อีกด้านโยธินให้สัมภาษณ์พวกนักข่าว อารุมเดินดูคนเดียวไปเรื่อยๆ ผ่านรูปขนาดใหญ่รูปหนึ่ง ก็เห็นวิศนียืนอยู่พอดี อารุมอึ้งไป วิศนีเยาะ เพราะหึง
       “มาดูรูปถ่ายวันแต่งงานเหรอคะ”
       อารุมอึ้งๆ ไป แล้วตอบกวนใส่
       “ผมจะมาทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”
       อารุมพูดพลางเดินหนีออกไปอย่างหงุดหงิด โดยมีวิศนีตามมาติดๆ
       “ดูคุณจะทำใจได้เร็วดีเหลือเกินนะคะ แต่แปลกที่ยังทำเหมือนไม่ยอมยกโทษให้ฉัน”
       อารุมหยุดเดิน หันมามองวิศนีอย่างดุดัน
       “ผมไม่จำเป็นต้องยกโทษให้กับคนที่ไม่สำนึกผิดจริงๆ แบบคุณ”
       “หมายความว่ายังไง”
       อารุมใส่อารมณ์เบาๆ
       “ก็ดูคุณสิ ทำเป็นเล่นบทโศกให้ผมดูเพื่อขอคะแนนสงสาร แต่พอไม่กี่วันก็ทำหน้าระรื่นจัดงานหมั้นกับผู้ชาย เนี่ยเหรอคนที่สำนึกผิดจริงๆ”
       วิศนีมองอารุมอย่างน้อยใจที่อารุมคิดไปใหญ่โต แต่ไม่ยอมแพ้
       “แสดงว่าเราสองคนก็ไม่ดีไปกว่ากันสักเท่าไรสินะ คุณเองก็พร้อมที่จะทิ้งคุณนนไว้เบื้องหลัง แล้วก็เริ่มต้นใหม่กับคุณกุสุมาเหมือนกัน”
       อารุมนิ่งไปอย่างไม่พอใจ อยากจะอธิบายว่าไม่ใช่อย่างที่เห็น
       
       กุสุมาเดินดูซักพักก็รู้สึกตัวว่าอารุมหายไป พยายามเดินหา แต่ไม่พบ
       “หายไปตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”
       กุสุมาบ่นหงุดหงิดแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากด...อารุมกับวิศนียังเผชิญหน้ากันอยู่ โทรศัพท์อารุมดังเขาหยิบมาดู วิศนีเยาะ
       “คุณกุสุมาโทรมาตามแล้ว รีบไปหาเธอสิคะ เธอคงเจอชุดที่ถูกใจแล้วมั้ง”
       “สุกับผมไม่ได้เป็นอะไรกัน”
       วิศนีโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
       “แต่ถ้าคุณอยากจะคิดอย่างนั้นเพื่อให้ตัวเองละอายใจน้อยลง ผมก็คงห้ามไม่ได้”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป วิศนีมองตาม เสียใจ โยธินยืนมองด้วยความโมโหที่วิศนีแอบมาเจออารุมจนได้
       
       โยธินก้าวขึ้นรถ ปิดประตู ท่าทางหัวเสียจนระงับอารมณ์ไม่อยู่
       “คุณตามไปคุยอะไรกับมัน”
       วิศนีพูดเสียงเย็นชา
       “ใครคะ”
       “ก็ไอ้อารุมไง คุณรู้ไหมว่าผมขายหน้ามากที่คุณวิ่งตามไปทั้งๆ ที่ผมยืนทนโท่อยู่ในงานแบบนั้น ผมอุตส่าห์พาคุณออกงานเพื่อสยบข่าวลือเสียๆ หายๆ ของคุณกับมัน”
       “ฉันไม่ได้ขอร้องคุณให้ทำแบบนั้น ใครจะพูดยังไงก็พูดไปสิ ฉันไม่แคร์”
       โยธินทุบพวงมาลัยอย่างโมโห หึงจนรักษาภาพแสนดีเหมือนเมื่อก่อนไม่ไหว
       “แต่ผมแคร์ คุณเป็นคู่หมั้นผมแล้วนะ”
       “ถ้าฉันรู้ว่าคู่หมั้นจะก้าวก่ายชีวิตฉันมากขนาดนี้ ฉันไม่มีดีกว่า”
       วิศนีจะถอดแหวนที่สวมอยู่ในนิ้วออก โยธินมองตกใจ รีบจับมือวิศนีไว้
       “ทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณวิศนี คุณเป็นของผมแล้ว ผมไม่ยอมให้คุณทิ้งไปหาไอ้อารุมนั่นเด็ดขาด”
       “ปล่อยฉันนะ”
       วิศนีพยายามจะดึงมือออก แต่โยธินคิดว่าวิศนีจะหนีไปจริงๆ เริ่มยัวะ
       “หรือว่าจะต้องให้ผมทำมากกว่าหมั้น คุณถึงจะเลิกโหยหามันซักที”
       โยธินดึงวิศนีเข้ามาจูบ แล้วพยายามจะปล้ำในรถ วิศนีตกใจ ขัดขืน
       “นี่! จะทำบ้าอะไร อย่านะ”
       “มันมีดีอะไร ไหนบอกผมซิ ผมจะทำให้ดีกว่ามัน”
       โยธินพยายามกอดจูบอีก วิศนีดิ้นรน พยายามผลักโยธินออกไป แล้วตบฉาด เสียงดังสนั่น จนโยธินหน้าหัน
       “ธาตุแท้ของคุณมันเป็นแบบนี้จริงๆ ด้วย ฉันสงสัยไม่ผิดเลย” วิศนีถอดแหวนออกมาปาใส่หน้า “เอาของคุณคืนไป การหมั้นของเราจบแค่นี้”
       วิศนีรีบเปิดประตูลงจากรถไปทันที โยธินร้องตะโกน
       “วิศนี! คุณวิศนี!”
       
       โยธินหงุดหงิดโมโหอยู่ในรถด้วยความขัดเคืองใจ

   วิศนีลงจากแท็กซี่หน้าบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่นจากโยธิน พอจะเข้าบ้านก็เห็นรถยนต์จอดเต็ม สมจิตออกไปปิดประตูรั้วแล้ววิ่งตามมา

       
       “มีงานอะไรกันอีก ทำไมรถเยอะอย่างนี้”
       “พวกเพื่อนๆ ของคุณผู้หญิงมาประชุมสมาคมค่ะ”
       วิศนีรำคาญ แต่ก็เดินเข้าบ้าน
       
       กรแก้ว อำนวย และผองเพื่อนนั่งจิบน้ำชาสนทนากันอยู่ในห้องรับแขก
       “ยินดีด้วยจริงๆ นะคะคุณอำนวย แบบนี้ต้องเรียกว่าได้โชคสองชั้น ลูกสาวล้างมลทินได้สำเร็จไม่พอ ยังมีลูกชายตามกฎหมายเพิ่มมาอีกคน”
       ทุกคนหัวเราะกันครืนใหญ่ อำนวยมองหน้ากรแก้วแบบปลื้มๆ
       “ความสุขของพ่อแม่ก็มีอยู่สองอย่างแหละครับ เห็นลูกแคล้วคลาดจากเรื่องร้ายๆ กับได้เป็นฝั่งเป็นฝาไปกับคนดีๆ”
       คุณหญิงหันมายิ้มกับกรแก้ว
       “ต้องชมคุณกรแก้วสิคะที่ตาแหลม แนะนำให้หนุ่มสาวคู่นี้เขาเจอกัน”
       กรแก้วยิ้มกว้าง
       “เป็นหน้าที่ของคนเป็นแม่อยู่แล้วค่ะที่ต้องสนับสนุนคนที่เหมาะสมให้ลูก”
       “จริงค่ะ โยธินกับหนูวิศนีสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยค่ะ”
       คุณหญิงคุณนายสรรเสริญกรแก้วกับอำนวยเจื้อยแจ้ว วิศนีเดินผ่านห้องรับแขก กำลังจะขึ้นชั้นบน ได้ยินเสียงคุยกันดังออกมาพอดี
       “ตอนแรกเดี๊ยนก็หลงเชื่อข่าว นึกว่าหนูวิศนีแกมีอะไรกับอีตาผู้จัดการนั่นจริงๆ ซะอีก เห็นนายนั่นกับพวกออกมาให้ข่าวซะใหญ่โต”
       “แหม คนมันอยากได้เงินไงคะ พูดอะไรก็ได้ทั้งนั้นให้ตัวเองมีราคา”
       วิศนีหน้าตึงอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินคนพวกนี้พาดพิงตนกับอารุม...พวกคุณหญิงคุณนายยังตั้งท่าจะเม้าท์ต่อ
       “ดีนะคะที่หนูวิศนีชิงหมั้นกับคนอื่นซะก่อน ไม่งั้นมันอาจจะตามมาต่อแยให้เป็นเรื่องอีก เฮ้อ”
       วิศนีเข้ามา
       “พูดจบหรือยังคะ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของฉันจบหรือยัง”
       วงสนทนาชะงักเมื่อเห็นวิศนีพรวดพราดเข้ามา คุณหญิงตกใจ
       “อุ๊ย หนู!”
       อำนวยชะงัก
       “วิศนี”
       วิศนีไม่สนใจอำนวย ตรงเข้ามาหาพวกคุณหญิง
       “สนุกมากใช่ไหมนะคะที่ได้ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”
       คุณหญิงหน้าเจื่อนไปตามๆ กัน อำนวยกับกรแก้วรีบลุกมาหาวิศนีพยายามจะปราม คุณหญิงงงๆ รีบแก้ตัว
       “ร...เราแค่ถามถึงหนูเท่านั้นเองจ้ะ”
       “เหรอคะ ขอบคุณนะคะที่ยังคิดถึง แต่ถ้าจะให้ดี คิดถึงเรื่องลูกเรื่องสามีของตัวเองดีกว่า อย่ามาวุ่นวายอะไรกับเรื่องของฉันเลย ชีวิตฉัน ไม่ใช่ประเด็นสาธารณะของใคร”
       กรแก้วหน้าเสีย
       “คุณวิศนี ขอร้องเถอะค่ะ”
       “ขอร้องอะไรคะ ขอร้องให้ฉันปล่อยให้คนพวกนี้นินทาฉันต่องั้นเหรอ”
       คุณหญิงผงะกันอีกรอบ วิศนีหันมาใส่ต่อ
       “ตลกดีนะ พวกคุณมานั่งประชุม นั่งกินขนมกินน้ำชาบ้านฉันแท้ๆ แต่ยังจะมีหน้าเอาเรื่องเจ้าของบ้านมาพูดกันสนุกปาก เนี่ยเหรอมารยาทผู้ดี”
       อำนวยกระชากแขนปราม
       “หยุดได้แล้วนะ แกพูดอะไรอย่างนี้ นี่ผู้ใหญ่ทั้งนั้น”
       “ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักความเหมาะความควร หนูไม่เกรงใจหรอก เพราะเขาก็ไม่ได้เกรงใจหนูเหมือนกันนี่”
       วิศนีสะบัดหน้าเดินออกไป อำนวยมองตามอย่างโกรธจัด พอหันมาเห็นพวกคุณหญิงก็เห็นแต่ละคนหน้าหดเหลือแค่สองนิ้ว
       
       อำนวยเคาะประตูห้องวิศนีเสียงดัง โดยมีกรแก้วยืนอยู่ด้วย
       “วิศนี แกเปิดประตูออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้” อำนวยหลุดเรียก เพราะโกรธจริงๆ “นังวิศนี!”
       “คุณคะ พูดจากันดีๆ เถอะ หยาบคายอย่างนี้อายบ่าวไพร่มัน”
       “แล้วคุณเห็นไหมว่ามันทำกริยาข้างถนนใส่แขกของคุณ ลูกคนนี้พูดดีๆ กับมันไม่รู้เรื่องแล้ว” อำนวยทุบประตู “ฉันบอกให้เปิด”
       อำนวยทุบประตูซ้ำอีก ทันใดนั้นเองวิศนีก็เปิดประตูออกมา
       “ใช่ค่ะ คนระดับหนูกับพ่อพูดจากันตรงๆ แบบนี้แหละดี เราไม่ใช่พวกผู้ดีเหมือนคนอื่นเขา”
       วิศนีมองแขวะ กรแก้วหน้าตึง
       “คุณวิศนี อย่าเอาฉันไปเกี่ยวเลยค่ะ”
       “ไม่เกี่ยวได้เหรอคะ ก็พวกคุณหญิงคุณนายที่นั่งหน้าบางเพราะถูกฉันด่าอยู่ข้างนอกน่ะ เพื่อนคุณทั้งนั้น”
       อำนวยโกรธ
       “แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ใหญ่ แกต้องไปขอโทษเขา”
       “หนูไม่ขอโทษ หนูไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจกับสิ่งทำไปเมื่อกี้ แต่ถ้าพ่อจะไปตามง้อพวกเขาล่ะก็ ช่วยเอาข่าวใหม่ไปบอกให้เข้าใจให้ถูกด้วยว่าหนูกับโยธินไม่ได้หมั้นกันแล้ว หนูเพิ่งถอนหมั้นกับเขาวันนี้เอง”
       อำนวยกับกรแก้วช็อก
       “อะไรนะ นี่แกทำอะไรของแก”
       “ยังไงเราก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี จะเสียเวลาไปทำไมคะ” วิศนีเยาะกรแก้ว “ถ้าคุณอยากเห็นฉันเป็นฝั่งเป็นฝานัก ก็เสนอผู้ชายคนอื่นเข้ามาแล้วกัน”
       วิศนีแค่นยิ้มให้กรแก้ว แล้วจะปิดประตูห้อง แต่อำนวยคว้าไว้ ชี้หน้าวิศนี โกรธจนตัวสั่น
       “แกนี่มันทำอะไรไม่เคยไว้หน้าฉันเลย ฉันชักจะเลี้ยงแกไม่ไหวแล้วนะ”
       วิศนีสะอึก สายตามีแววเจ็บช้ำ
       “หนูก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าพ่อเห็นว่ามันเกินแก้ จะเลิกเลี้ยงหนูเมื่อไรก็บอกมา”
       “อย่าท้าฉันนะ”
       อำนวยหายใจหอบ โกรธจนปวดจี๊ดที่หัวใจ กรแก้วเห็นท่าไม่ดีก็ประคองอำนวยไว้ แล้วตำหนิวิศนี
       “คุณไม่ควรพูดกับคุณพ่อแบบนี้นะคะ”
       วิศนีหน้าเสียไปเมื่อเห็นอาการอำนวย แต่สักพักอำนวยก็เหมือนควบคุมตัวเองได้ ปลดมือกรแก้วออก แล้วหันจ้องหน้าวิศนีอย่างผิดหวัง
       “ช่างมัน ในเมื่ออวดดีขนาดนี้ ก็แสดงว่ามันมีที่ไป เชิญเลย แกอยากจะไปอยู่ที่ไหนกับใครก็เชิญ แต่ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”
       วิศนีชะงัก น้ำตาคลอ ไม่นึกว่าจะถูกอำนวยไล่จริงๆ กรแก้วก็ตกใจเหมือนกัน
       “คุณคะ ฉันว่า...”
       อำนวยโบกมือ มองวิศนีอย่างเจ็บช้ำพอกัน
       “มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วคุณกร ถ้ามีลูกคนเดียวแล้วเป็นอย่างนี้ มีหรือไม่มีมันก็มีค่าเท่ากัน”
       อำนวยพูดจบก็หันหลังเดินตึงๆ ออกไป กรแก้วรีบตามไปด้วยความเป็นห่วง วิศนียืนอึ้งๆ น้ำตาคลอ มองตามพ่อไปด้วยความน้อยใจ...วิศนีปิดประตูลง แล้วยืนหันหลังพิงบานประตู นึกถึงคำพูดของพ่อ
       “ช่างมัน ในเมื่ออวดดีขนาดนี้ ก็แสดงว่ามันมีที่ไป เชิญเลย แกอยากจะไปอยู่ที่ไหนกับใครก็เชิญ แต่ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”
       “มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วคุณกร ถ้ามีลูกคนเดียวแล้วเป็นอย่างนี้ มีหรือไม่มีมันก็มีค่าเท่ากัน”
       วิศนีน้ำตาไหลออกมา แล้วทรุดลงร้องไห้เสียใจ
       
       กรแก้วถือแก้วน้ำกับยามาให้อำนวย ที่นั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในห้อง
       “คุณอย่าเครียดนะคะ เดี๋ยวอารมณ์เย็นลง คุณวิศนีคงจะมาขอโทษคุณเอง”
       “ผมไม่อยากหวังอะไรในตัวลูกคนนี้แล้วล่ะ จะคิดได้หรือไม่ก็แล้วแต่มันเถอะ”
       กรแก้วถอนใจอย่างกลุ้มไปด้วย
       “เดี๋ยวฉันคงต้องตามไปขอโทษพวกคุณหญิงท่าน ไม่งั้นจะเข้าหน้ากันไม่ติด”
       “ผมไปด้วย จะได้แวะไปถามโยธินซะเลยว่ามีเรื่องอะไรกัน”
       
       อำนวยลุกขึ้นอย่างเหนื่อยๆ

    โยธินวางแหวนหมั้นลงบนโต๊ะตรงหน้าอวลอบผู้เป็นมารดา

       
       “อะไรนะ ถอนหมั้น แกจะบ้าหรือไง เพิ่งจะหมั้นได้สองวันเนี่ยนะ”
       โยธินเซ็ง
       “ผมไม่ได้เป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นนี่ครับ”
       “แกไปทำอะไรเข้า อยู่เฉยๆ มันจะเป็นอย่างนี้ได้ยังไง”
       โยธินเล่าไม่เต็มปาก
       “ผมก็แค่...ทวงสิทธิ์ในฐานะคู่หมั้นนิดหน่อย เขาจะได้ลืมไอ้อารุม”
       “แล้วเขายอมแกไหมล่ะ แม่บอกแล้วว่าหนูวิศนีเขาไม่เหมือนคนอื่น นี่ถ้าเขาไปฟ้องพ่อแม่เขาจะว่ายังไง”
       โยธินหน้ามุ่ย เข้ามาบีบนวดอ้อนอวลอบ
       “คุณแม่ต้องช่วยผมแล้วล่ะครับ ถ้าผมง้อไม่สำเร็จ เราได้พังกันหมดแน่”
       อวลอบหันมองโยธิน กลุ้มใจอยู่ว่าจะทำยังไง
       
       เสียงออดดังก้องไปทั่วบ้านจนแววเดินลงมาอย่างทนไม่ไหว
       “อีหงวน อีหูหนวก กริ่งดังจนขี้หูเต้นระบำแล้วยังไม่ออกไปดูอีกว่าใคร จริงๆ เล้ย ฉันจะจ้างคนใช้ทำไมเนี่ย มีอะไรก็ทำเองทุกอย่าง”
       แววมองไปทางหลังบ้านเห็นหงวนโยกย้ายส่ายสะโพกประกอบการล้างจานอยู่ ก็มองอย่างหมั่นไส้แล้วเดินไปตาม แววเดินเข้าไปเท้าเอวมองหงวน ยังเห็นหงวนฮัมเพลงไม่สนใจ เลยรำคาญ มองไปที่เครื่องเล่นเอ็มพีสามที่หงวนวางไว้ข้างๆ เลยเดินไปหยิบมา หงวนยังคงเพลินไม่เห็น แววเลยเปิดเริ่งโวลุ่มเสียงดังสุด จนได้ยินมาถึงข้างนอก
       “กรี๊ดดด”
       หงวนตกใจทิ้งจานเพล้ง รีบดึงหูฟังออกแทบไม่ทัน แล้วหันหลัง
       “ว้าย คุณผู้หญิง”
       “นังบ้า นี่แกจะล้างผลาญจานชามบ้านฉันหรือไง”
       “ก็คุณหญิงทำหงวนตกใจอะ”
       “แล้วแกมัวแต่ทำอะไรอยู่ ออดดังตั้งนานแล้วทำไมไม่ออกไปเปิดประตู เผื่อชีพเขาจะเข้าบ้านไม่ได้”
       “โอ๊ย ยังจะหวังอีกเหรอคะคุณผู้หญิง คุณชีพหายไปหลายวันขนาดนี้ ถ้าไม่ไปติดผู้หญิง ก็คงโดนกระทืบคาบ่อนที่ไหนสักที่แล้วล่ะค่ะ”
       “ปากดีนัก ไปเปิดประตู ถ้าเป็นชีพ ฉันจะไล่แกออก”
       หงวนรีบเอามือปิดปาก
       “ว้าย งั้นขอให้ไม่ใช่ค่ะ”
       หงวนรีบวิ่งออกไป แววมองอย่างหมั่นไส้...หงวนวิ่งไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วชะงักกึก หันไปเรียกแววด้วยเสียงตื่นเต้น
       “คุณผู้หญิงขา คุณผู้หญิง ออกมาหน่อยค่ะ”
       “อะไรของแก เขามาหาใครก็ถามเขาสิ”
       แววโผล่หน้าออกมามอง แล้วเดินออกมาหน้าบ้านอย่างเซ็งๆ พอมองไปที่หน้าประตูรั้วก็ชะงัก
       “ยายหนู...”
       วิศนียืนอยู่พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบย่อม
       “หวัดดีค่ะแม่”
       วิศนียกมือไหว้แววด้วยหน้าเศร้าซึม แววรับไหว้งงๆก่อนจะพาลูกสาวเข้าบ้านจูงไปนั่งลงที่เก้าอี้
       “หนูทะเลาะกับพ่อมาค่ะ”
       แววหมั่นไส้
       “ดีแล้วล่ะลูก ว่าเอาซะมั่ง คนหลงเมียเด็กพรรค์นั้น ไม่ต้องกลัวนะ ยังไงหนูก็ยังมีแม่ เบื่อบ้านนั้นก็มานอนเล่นคุยกับแม่ซักคืนสองคืน”
       หงวนสอดขึ้น
       “ดีเลยค่ะ คุณผู้หญิงกำลังเหงา คุณชีพไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว”
       แววหันไปดุ
       “เอ๊ะ นังนี่ แกจะย้ำทำไมบ่อยๆยะ”
       วิศนีมองแววอย่างเป็นห่วง
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
       แววยิ้มกลบเกลื่อน
       “ไม่มีอะไรหรอกลูก ชีพเขาก็อย่างนี้แหละ ติดเพื่อน บางทีก็หายไปหลายๆ วัน พอคิดถึงแม่เดี๋ยวก็กลับจ้ะ”
       หงวนอ้าปากจะเถียง แต่แววชี้หน้า
       “ไม่ต้องพูดมาก เอากระเป๋าลูกฉันขึ้นไปเก็บบนห้อง”
       หงวนทำหน้างอ แต่ก็ลากกระเป๋าไป แววหันมาถามวิศนี
       “ว่าแต่หนูเถอะ ทะเลาะกันเรื่องอะไร เรื่องนังนั่นใช่ไหม”
       “เปล่าค่ะ”
       “อย่ามาหลอกแม่เลย มันจะมีเรื่องอะไรอีกล่ะที่ทำให้พ่อลูกทะเลาะกันบ้านแตก นอกจากเรื่องนังเมียใหม่ แม่น่ะไม่เคยไว้ใจมันเล้ย นึกแล้วว่ามันต้องทำให้หนูกับพ่อมีเรื่องกัน”
       วิศนีได้แต่ก้มหน้าซ่อนความรู้สึกเบื่อหน่ายที่แววจ้องเล่นงานกรแก้ว แววมองวิศนีแล้วคิดว่าลูกกำลังเศร้า เลยลูบหัวปลอบ
       “อยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้ลูก สบายใจเมื่อไรแล้วค่อยกลับ ว่าแต่หนูมีเงินมีทองติดตัวมาบ้างไหม แม่น่ะไม่ค่อยมีหรอก กลัวจะดูแลหนูได้ไม่ดีเหมือนอยู่คฤหาสน์”
       “หนูอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าเป็นที่ต้องการค่ะแม่”
       แววอึ้งไป แต่ไม่ยอมแพ้
       “แต่เงินมันก็จำเป็นนะลูก” แววเห็นลูกสาวนิ่งไปก็ตัดบท “เอาเถอะ อยู่ไปเท่าที่อยู่ได้ ทนลำบากไม่ไหวก็ค่อยกลับไปแล้วกันนะ”
       เท่านั้นเอง วิศนีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับแวว แล้วบอกเศร้าๆ
       “หนูคงไม่กลับไปแล้วล่ะคะ”
       แววมองหน้าวิศนีอย่างงงๆ ยังไม่เข้าใจว่าวิศนีหมายถึงอะไร
       “พ่อเขาไล่หนูออกจากบ้าน”
       แววทำท่าตกใจเมื่อรู้เรื่อง
       “นี่ถึงขนาดไล่กันออกจากบ้านเลยเหรอ”
       “ช่างเถอะค่ะ หนูก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ออกมาก็ดีเหมือนกัน เผื่อหนูจะมีความสุขขึ้น”
       แววมองวิศนีเหมือนไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคแบบนี้
       “ฮ้าย พูดอะไรอย่างนั้น” แววแหวอย่างลืมตัว “บ้าไปแล้วหรือไง”
       “หนูทนไม่ได้แล้วค่ะ”
       แววได้ยินก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เพราะอยากจะให้วิศนีอยู่เป็นหอกข้างแคร่กรแก้ว
       “มีอะไรที่ทนไม่ได้ ไหนลองว่ามาสิ บ้านช่องก็ใหญ่โต บริวารรับใช้ก็มากมาย สุขสบายทุกอย่าง มันมีอะไรนักหนาที่หนูทนไม่ได้”
       “หนูไม่มีความสุข”
       “ความสุขมันอยู่ที่ใจเราเอง หนูหาเอามั่งสิ ทีอีนังคุณนายนั่นมันยังชูคอมีความสุขได้ แล้วทำไมหนูจะทำไม่ได้ อะไรกัน กลับมาไม่ทันไรก็ยอมแพ้มันซะแล้ว”
       วิศนีสะอึกไป เริ่มเข้าใจแล้วว่าแววกำลังหัวเสีย เพราะกลัวจะแพ้กรแก้วนี่เอง
       “ยังไงหนูก็ไม่กลับไปแน่ๆค่ะ”
       แววยิ่งหงุดหงิด
       “โง่! ทั้งโง่ทั้งดื้อ ป่านนี้นังกรแก้วมันคงนั่งยิ้มหน้าบานที่จะได้ฮุบสมบัติไว้คนเดียวหมด ของๆ เราทั้งนั้น ไม่เสียดายบ้างหรือไง”
       วิศนีได้ยินก็ยิ่งจิตตกที่แววไม่เข้าใจเธอเลย แถมยังเปลี่ยนข้างทันควัน
       “พ่อลูกกันมันก็ต้องกระทบกระทั่งกันบ้าง เราเป็นลูกก็ต้องอดทน ไม่ใช่เอะอะก็ทนไม่ไหวขนของหนีมาแล้วปล่อยให้คนนอกมันนอนกินสบายใจเฉิบ กลับไปเถอะยายหนู อย่ามาอยู่ที่นี่เลย”
       วิศนีคาดไม่ถึง
       “แม่...”
       “คนเป็นพ่อเขาไม่โกรธลูกนานหรอก ประจบสักหน่อยขี้คร้านจะทูนหัวทูนเกล้าให้ทุกอย่าง หนูหนีมาแบบนี้ก็ได้ดีนังแม่เลี้ยงเท่านั้นเอง แม่ยอมไม่ได้หรอก นังหงวน”
       แววหันไปเรียกหงวนที่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี
       “เอากระเป๋าคุณวิศนีมา แล้วออกไปเรียกแท็กซี่ที”
       หงวนงงๆ
       “อ้าว หนูเพิ่งยกขึ้นไปนะคะคุณผู้หญิง”
       “ยกขึ้นไปก็ยกลงมา” แววหันไปหาลูกสาว “หนูรออยู่ที่นี่นะ แม่จะไปดูแท็กซี่ให้”
       แววทำท่าจะลุกออกไป วิศนีรู้ในวินาทีนั้นว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของแววแล้วจริงๆ เลยพูดขึ้น
       “ไม่ต้องค่ะ หนูไปเองได้”
       
       แววชะงักมองวิศนีอย่างพอใจ ไม่ได้ล่วงรู้ถึงความรู้สึกเศร้าใจของลูกเลยสักนิด

หงวนยกกระเป๋าวิศนีใส่รถแท็กซี่ แววยืนส่ง โอบกอดลูกปลอบใจ

       
       “กลับไปขอโทษพ่อเขาซะ หายเคืองกันเมื่อไรจะมาหาแม่ก็มา แต่เรื่องมาอยู่ที่นี่จริงจัง หนูไม่ต้องคิดเลย ยังไงบ้านโน้นก็เป็นบ้านของหนู จำไว้นะลูก”
       วิศนีได้แต่พยักหน้าอย่างขอไปที ทั้งที่ใจเศร้าจนอยากจะร้องไห้ แล้วก้าวขึ้นรถปิดประตู หญิงสาวเหลือบมองแม่ที่ยืนยิ้มส่งด้วยความหดหู่ จนกระทั่งแท็กซี่หันมาถาม
       “ตกลงคุณจะไปไหนครับ”
       วิศนีหน้าเศร้า ไม่ตอบ เพราะยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหนดี
       
       ค่ำนั้น นีรนุชเดินมาเปิดประตูบ้าน เห็นรักชาติยืนอยู่
       “อ้าวรัก ขนอะไรมาเยอะแยะจ๊ะ”
       รักชาติอวดหนังสือนิทานปึกใหญ่
       “นิทานก่อนนอน รักจะเอามาให้พี่นุชอ่าน”
       “โอ้โห ถ้าอ่านหมดนี่ ชาตินี้คงไม่ได้นอนล่ะมั้ง”
       นีรนุชขยี้หัวรักชาติอย่างเอ็นดู แล้วแอบชะเง้อมองออกไปหน้าบ้าน
       “แล้ว...ชาติมาคนเดียวเหรอ”
       ขาดคำนีรนุช เดชชาติก็โผล่เข้ามา พร้อมกับหมอนผ้าห่มชุดเดิม
       “แหม นึกว่าจะไม่ถามถึงซะแล้ว ยังไงพี่ก็ต้องมาสิ”
       นีรนุชทำหน้าเก้อๆ แต่ยังวางฟอร์ม
       “ไม่ได้ถามถึงซะหน่อย แค่แปลกใจว่าทำไมไม่มีใครมาส่ง พี่กลับไปได้แล้วไป”
       นีรนุชทำท่าจะปิดประตู แต่เดชชาติเอามือยันไว้
       “อ๊ะๆๆ เจ้ารักนอนที่นี่ พี่ก็ต้องนอนด้วย ขืนทิ้งมันไว้คนเดียว เดี๋ยวเธอหาเรื่องแกล้งมันเพื่อแก้แค้นพี่จะทำไงล่ะ”
       “เพ้อเจ้อน่า”
       นีรนุชค้อนเดชชาติ แต่ก็ยอมให้เขาเข้ามาในบ้าน เดชชาติยิ้มแฉ่งที่หญิงสาวเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ
       
       วิศนีลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าคอนโด ฝนตกปรอยๆ บรรยากาศดูเศร้า วิศนีมองตึกคอนโดอารุมอย่างตัดสินใจก่อนจะเดินเข้าไปที่ตู้รปภ.
       “ขอโทษค่ะ ฉันมาพบคุณอารุม”
       “คุณอารุมเหรอครับ นั่นไงครับ”
       รปภ.ชี้ไปที่ลานจอดรถ เห็นอารุมกำลังยกลังกระดาษใส่ท้ายรถพอดี วิศนีหันมองไป ในจังหวะเดียวกับที่อารุมมองมา อารุมไม่คาดคิดว่าจะเห็นวิศนีที่นี่
       อารุมยกลังที่วางไว้ที่ล็อบบี้จะเอาไปใส่รถ วิศนีเดินตาม
       “คุณมาทำไมอีก ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราไม่ควรเกี่ยวข้องกัน”
       “ฉันขอโทษค่ะ แต่ฉันไม่รู้จะไปไหน”
       อารุมหยุดมองวิศนี เห็นกระเป๋าเดินทางวิศนีวางอยู่ไม่ไกลนัก
       “คุณจะมาหาคอนโดอยู่ใหม่หรือไง ก็ดี มีห้องว่างพอดี เพราะผมกำลังจะไปแล้ว”
       วิศนีตกใจ
       “คุณจะไปไหนคะ”
       “ต่างจังหวัด”
       “ไปทำไม”
       อารุมมองวิศนีอย่างเจ็บช้ำ
       “ที่นี่ไม่เหลืออะไรให้ผมใช้ชีวิตต่อได้อีกแล้ว มันพังไปหมดแล้ว ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ผมจะไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น”
       อารุมพูดพลางยกลังเดินต่อ วิศนีมองตาม แล้วตัดสินใจพูดขึ้น
       “ให้ฉันไปด้วยได้ไหมคะ”
       อารุมชะงัก เพราะไม่คาดคิดว่าวิศนีจะขอดื้อๆ วิศนีรีบลากกระเป๋าตาม
       “ฉันเองก็ไม่เหลืออะไรแล้วเหมือนกัน ไม่มีแม้แต่บ้านให้ซุกหัวนอน”
       อารุมมองวิศนีอย่างพิศวง อยากจะถามด้วยความห่วงใย แต่ยั้งไว้ทัน
       “ฉันถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน ส่วนแม่ก็ไม่ยอมให้ฉันอยู่ด้วย ฉันไม่มีเพื่อนที่จะไปพึ่งพาได้”
       สายตาอารุมมีแววสงสาร แต่สักพักก็เลือนหายไป กลายเป็นรอยเยาะหยัน
       “ไอ้ชาติคงช่วยคุณได้ อ้อ ไหนจะคู่หมั้นคุณอีกล่ะ”
       “ฉันไม่มีคู่หมั้น ฉันถอนหมั้นกับเขาแล้ว ส่วนคุณชาติ ฉันไม่กล้ารบกวนเขา”
       อารุมมองวิศนีอย่างชั่งใจ แต่ก็เห็นสายตาอ้อนวอน
       “คุณจะไปทำไม ที่นั่นไม่สุขสบายเหมือนที่คุณมาหรอกนะ”
       “ที่ไหนก็คงไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ” หญิงสาวเสียงเครือ “เพราะอย่างที่ฉันบอก...ฉันไม่มีอะไรในชีวิตเหลือแล้ว แม้แต่ครอบครัวที่ฉันเคยคิดว่ามี”
       อารุมใจแข็ง
       “ผมให้คุณไปด้วยไม่ได้ ขอโทษนะ”
       อารุมแบกกล่องจะเดินไป วิศนีรั้งแขนไว้อย่างอ้อนวอน
       “คุณอารุม”
       “ปล่อย”
       อารุมสะบัดตัวหนี รูปวาดแผ่นเล็กๆ ของวิศนีที่วางไว้บนสุดในกล่องปลิวหล่นลงมาที่พื้น วิศนีมองอย่างแปลกใจ แล้วก้มลงเก็บ จำได้ว่าเป็นรูปที่ตัวเองวาดไว้
       “คุณยังเก็บมันไว้เหรอคะ”
       อารุมชะงักไป กลัววิศนีจับความหวั่นไหวในใจได้ รีบกระชากออกมา
       “ผมกำลังจะทิ้งมันเดี๋ยวนี้”
       อารุมเดินลิ่วๆ ออกไปจากตึกเดินถือกล่องมาใส่รถ วิศนีวิ่งตามออกมา
       “คุณอารุม เห็นใจฉันเถอะนะคะ ฉันรู้ว่ามันน่าเกลียดแค่ไหนที่ต้องออกปากขอไปกับคุณด้วย แต่คุณเป็นที่พึ่งเดียวของฉัน”
       อารุมซ่อนสายตาหวั่นไหวเอาไว้ แล้วหันหลังกลับมา
       “แต่ผมไม่ต้องการให้คุณมาอยู่ในชีวิตผมอีกแล้ว กลับไปซะ”
       วิศนีร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง อารุมใจวูบเหมือนสงสาร แต่ก็แข็งใจหันไปเรียกรปภ.
       “พี่ยาม เอาผู้หญิงคนนี้ออกไปจากที่นี่ เขาเป็นตัวอันตราย ถ้าเขาไม่ไปก็เรียกตำรวจได้เลย”
       อารุมสั่งยามแล้วเดินลิ่วๆ ออกไป ทิ้งวิศนีที่ยืนร้องไห้ไว้เบื้องหลัง รปภ.ยืนมองวิศนีอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วพากันเดินเข้ามาจะเชิญตัววิศนีออกไป อารุมเดินกลับเข้าไปในคอนโด หน้าเศร้าโศก อยากจะร้องไห้เพราะสงสารวิศนี
       
       อารุมเข้าห้องปิดประตูปัง แล้วต่อยผนังด้วยความโกรธตัวเองถึงขีดสุด
       “ไอ้บ้าๆๆๆ”
       อารุมสงบลง แต่ก็ไม่วายแอบชะโงกหน้ามองดูวิศนีที่หน้าต่าง เห็นเธอถูกรปภ.เชิญตัวออกไปด้านนอก แต่เธอยังคงยืนตากฝนอยู่หน้าคอนโด เหมือนคนไม่มีที่ไปจริงๆ อารุมเห็นแล้วก็ยิ่งกดดัน มือล้วงเข้าไปสัมผัสกับก้อนกระดาษรูปวาดฝีมือวิศนีที่ขยำทิ้งเมื่อครูหยิบมาดูอีกครั้ง แล้วตัดสินใจเดินไปหยิบไฟแช็คบนโต๊ะ จุดไฟแล้วเอามาจ่อเพื่อเผากระดาษแผ่นนั้น
       
       อารุมมองเปลวไฟที่ลามเลียรูปวาดที่ตนเองเก็บไว้เป็นสิ่งแทนตัววิศนีมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยแววตาเศร้าหม่น

 เวลานั้น นีรนุชอ่านนิทานมาถึงหน้าสุดท้าย โดยมีรักชาตินอนฟังอยู่บนเตียง
       
       “และเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ณ ดินแดนอันไกลโพ้นตลอดไป...”
       “เย้ พี่นุชเล่าสนุกจังเลย”
       “นอนได้แล้วนะจ๊ะ”
       “แต่รักหิว”
       “หิวเหรอ ตายล่ะ พี่ไม่มีของกินอะไรติดบ้านซะด้วย”
       ขาดคำของนีรนุช ประตูห้องก็เปิดผ่างออก เดชชาติถือถาดใส่นมหลายแก้วเข้ามาทำเสียงแบบทีวีไดเร็ก
       “ต่อไปนี้ คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเราช่วยคุณได้ด้วยเครื่องดื่มก่อนนอนที่แสนอร่อยและให้พลังงาน แท่นแทนแท๊น”
       นีรนุชมองหน้า
       “ทำอะไรเนี่ยพี่ชาติ”
       “พี่รู้ว่าเจ้ารักมันต้องหิวตอนดึกๆ ก็เลยออกไปหาซื้อมาให้ แหะๆๆ เอ้าของแกเจ้ารัก”
       เดชชาติยื่นแก้วนมให้น้องชาย แล้วหันไปถามนีรนุช
       “แล้วนุชล่ะ อยากกินนมอะไร พี่มีทั้งนมช็อคโกแล็ต นมน้ำแดง นมน้ำเขียว นมกล้วย นมถั่วเหลือง นมงาดำ ไม่มีอย่างเดียว นมจากเต้า เพราะเต้าพี่ไม่มีนม แหะๆๆๆ”
       นีรนุชหมั่นไส้
       “ใครอยากกิน”
       “กินหน่อยนะ นมอุ่นๆ ช่วยให้หลับสบายนะ”
       เดชชาติยกแก้วนมมาคะยั้นคะยอ นีรนุชเบือนหน้าหนี
       “ไม่เอา นุชแปรงฟันแล้ว”
       “หน่อยน่า พี่อุตส่าห์ทำมาตั้งหลายแก้ว ถ้าให้กินคนเดียว คงหลับสบายไม่ตี่นไปจนเที่ยงแน่ นะๆๆ”
       เดชชาติเอาแก้วนมมาจ่อปากหญิงสาว ทำท่าอ้อนไปมา นีรนุชรับแก้วมาอย่างเสียไม่ได้ ชายหนุ่มยิ้มร่าดีใจ รีบยกอีกแก้วมาขอชน แล้วหันไปชนกับรักชาติ ทั้งสามดื่มนม สลับชนแก้วกัน บรรยากาศดูอบอุ่น
       
       อารุมปิดกระโปรงรถ หลังจากเก็บของเสร็จหมด รปภ.เดินมาส่ง
       “โชคดีนะครับคุณ”
       “ขอบคุณครับพี่”
       อารุมไหว้รปภ. แล้วมองดูคอนโดเป็นการสั่งลา ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป...อารุมขับรถออกมาจากหน้าคอนโด เลี้ยวออกไปปากซอย เห็นฝนยังโปรยปรายอยู่ทั่วบริเวณ ขณะที่รถกำลังจะเลี้ยวผ่านซอยเล็กๆ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นวิศนีนั่งหลับพิงกำแพง กอดอก เนื้อตัวเปียกไปด้วยฝน อารุมเพ่งมองอย่างตกใจ แล้วชะลอรถ คิดจะเปิดประตูลงไปเรียก แต่แล้วก็ตัดใจ เบือนหน้าหนีไม่มอง แล้วขับรถออกไปพึมพำเบาๆ
       “ลาก่อนคุณวิศนี”
       อารุมมองวิศนีผ่านกระจกข้าง ขณะที่รถแล่นห่างไปเรื่อยๆ อย่างทรมานใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเขาไปแล้ว
       ขี้เมาสองคนเดินโซซัดโซเซมาตามซอย ในสภาพเมาเต็มที่ ทั้งสองเดินมาถึงตรงที่วิศนีนั่งหลับ แล้วสะกิดกันให้ดู ก่อนจะเซซังเข้ามาหา
       “มาหลับอะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะน้องสาว ไม่หนาวหรือไง”
       วิศนีหลับไปแล้ว เลยไม่ได้ยินทั้งสองคน
       “แน่ะ พูดด้วยทำเป็นไม่พูด”
       ขี้เมาเดินโซเซเข้าไปใกล้ แล้วยื่นมือเข้าไปแตะ
       “น้องสาวจ๋า ไปกับพี่ดีกว่านะ เดี๋ยวพี่จะพาไปให้ไออุ่น ไปนะจ๊ะ”
       ขี้เมาอีกคนขัดขึ้น
       “เฮ่ย ของข้า!”
       ขี้เมาทั้งสองเข้าไปแย่งกันเขย่าตัว วิศนีปรือตาขึ้นมอง ตกใจ
       “พวกแกเป็นใคร ปล่อยฉันนะ อย่ามายุ่ง”
       วิศนีพยายามสะบัดหนี แต่อ่อนแรง เลยสลัดไม่หยุด
       “ไม่เอาน่า ไม่ชวนไปฟรีหรอก คิดเท่าไรก็ว่ามา”
       “ปล่อยฉัน”
       “ดื้อจังโว้ย”
       ขี้เมาตรงเข้ากอดหมับ
       “โอ๊ย ปล่อย !”
       วิศนีถูกขี้เมากอดไว้ พยายามสะบัดแต่ไม่มีแรง ขี้เมาหัวเราะร่า ขี้เมาอีกคนพยายามลวนลาม ทันใดนั้นเองก็มีมือมากระชากตัวขี้เมาให้หันไป แล้วชกเปรี้ยงจนคว่ำลงเป็นอารุมนั่นเองที่เข้ามาช่วย
       “ไอ้บ้า เสือกอะไรวะ”
       ขี้เมาลุกขึ้นสู้ แต่อารุมยันหน้ากระเด็นไปอีก แล้วหันไปกระชากคอขี้เมาอีกคนชกหงายไป แล้วคว้าแขนวิศนีไว้
       “ไปให้พ้น หรืออยากเจ็บตัวอีก”
       อารุมเงื้อเท้าขู่ ขี้เมาทั้งสองลงไปกองกับพื้น มองอารุมอย่างกลัวๆ แล้วตะเกียกตะกายหนีไป อารุมหันมาหาวิศนี เห็นทำท่าจะทรุดลงพอดี จึงรีบประคองไว้
       “คุณวิศนี”
       วิศนีมองปรือๆ
       “อารุม คุณมาช่วยฉัน...คุณมาแล้ว...”
       วิศนีพูดจบก็หมดสติลงไปอ้อมแขน อารุมเขย่าตัวอย่างกังวล
       
       “วิศนี! วิศนี!”

    อารุมอุ้มวิศนีมาที่รถ แล้วเปิดประตูพาขึ้นไปนอนที่เบาะข้างๆ โดยไม่ได้หยิบข้าวของของเธอขึ้นมาด้วย

       
       “วิศนี คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ผมจะพาคุณไปส่งบ้านนะ”
       วิศนีค่อยๆ ปรือตามอง อ่อนเพลียเพราะเริ่มไม่สบาย
       “ไม่...ฉันไม่ไป ฉันไม่มีบ้านอีกแล้ว”
       อารุมมองอย่างไม่เห็นด้วย พยายามจะค้าน วิศนีเห็นอารุมไม่ยอมก็พยายามแข็งใจลุก
       “ถ้าคุณไม่ให้ฉันไป ฉันจะลงค่ะ”
       วิศนีพยายามจะก้าวลงจากรถแล้วก็ทรุดฮวบลง อารุมรีบตรงเข้าไปช้อนประคองเอาไว้ เมื่อประคองกอด สัมผัสใกล้ชิด ตาประสานตา อารุมแพ้ใจตัวเองในวินาทีนั้น รู้ว่ายังไงก็ทิ้งเธอไม่ได้
       “ขึ้นรถ”
       วิศนีมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ อารุมเสียงเข้มขึ้น กลบเกลื่อนความอาทร
       “ถ้าคุณจะไปก็ขึ้นรถ”
       วิศนีงงๆ แต่ก็ก้าวขึ้นไปนั่งอย่างว่าง่าย อารุมปิดประตู แล้วเดินอ้อมไปขึ้นอีกฝั่งก่อนจะขับรถออกไป โดยไม่พูดอะไรอีก วิศนีมองอารุมที่ขับรถไปเงียบๆ ไม่กล้าถามว่าเขาจะพาไปไหน สักพักก็หลับตาลงอย่างอ่อนล้า อารุมเหลือบมองหญิงสาวที่หลับตาลงไปแล้วด้วยสายตาห่วงใย แล้วขับรถต่อ
       
       รถของอารุมแล่นฝ่าความมืดมุ่งหน้าออกจากเมืองใหญ่ไปต่างจังหวัด กระทั่งเช้าจึงจอดรถที่ศาลาริมถนน หยิบของกินที่แวะซื้อที่เบาะหลังออกมา แล้วมาเปิดประตูด้านข้างวิศนีจะปลุกให้กิน
       “ทานอะไรรองท้องหน่อยนะคุณ ผมซื้อมาฝาก”
       วิศนีนอนเงียบ อารุมเลยเอื้อมมือไปแตะเบาๆ
       “วิศนี”
       อารุมชะงักเพราะวิศนีตัวร้อน แต่ไม่แน่ใจ เลยลองแตะหน้าผากอีกที ยิ่งร้อนกว่าเดิม วิศนีสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่รู้สึกตัว พึมพำแบบเพ้อๆ
       “ฉันขอโทษ...ฉันขอโทษจริงๆ”
       วิศนีนอนกอดตัวเองอยู่ใต้เสื้อคลุมของอารุม ซมด้วยพิษไข้ อารุมมองไปรอบๆว่าจะทำยังไงดี เพราะไม่มีโรงพยาบาลแถวนั้น เขาตัดสินใจขับรถไปเรื่อยๆ พลางเหลือบมองวิศนีอย่างห่วงๆ เอื้อมมือมาจับแขนเธอเป็นระยะ แล้วมองหาบ้านคนที่พอจะช่วยเหลือได้ จนเหลือบไปเห็นสถานีอนามัยที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง อารุมรีบเลี้ยวรถเข้าไปอย่างมีความหวัง
       
       วิศนีนอนอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมตัวหน้าตาดีขึ้นเพราะฉีดยาแล้ว
       “หมอฉีดยาให้แล้ว ปล่อยให้แกหลับสักพักคงจะดีขึ้น”
       “ขอบคุณครับ”
       “ถ้าจะให้ดีคุณเช็ดตัวให้แกหน่อยนะคะ”
       หมอหันไปหยิบกะละมังกับผ้าขนหนูผืนเล็กๆมาส่งให้ อารุมรับมาอย่างเหวอๆ
       “เอ่อ หมอครับ”
       “เช็ดให้ทั่วนะคะอุณหภูมิจะได้ลดเร็วๆ”
       หมอยิ้มให้แล้วออกไป อารุมมองอุปกรณ์เช็ดตัว แล้วก็ถอนใจ เดินเข้าห้องน้ำไป สักพักก็ถือกะละมังใส่ผ้าขนหนูชุบน้ำเข้ามา ยืนมองวิศนีอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วค่อยๆ หยิบผ้าขึ้นมาบิด แล้วเช็ดไปตามแขนของหญิงสาว เขาค่อยๆเช็ดตัวอย่างนุ่มนวล ทนุถนอม ไล่ไปตามมือ แขน คอ ก่อนจะหยุดอย่างชั่งใจว่าควรจะยังไงต่อ เขามองคิดๆ แล้วถอนใจอีกเฮือก ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของเธอเพื่อแหวกเช็ดเข้าไปใต้เสื้อ
       
       อำนวยกับกรแก้วเข้ามาที่โต๊ะอาหารเช้า แต่เห็นโต๊ะวิศนียังว่างอยู่
       “คุณวิศนียังไม่ตื่นเหรอ”กรแก้วหันไปถามละออง
       “คุณหนูยังไม่กลับบ้านเลยค่ะ”
       อำนวยกับกรแก้วมองหน้ากัน
       “ตั้งแต่เมื่อไร”
       สมจิตเข้ามาบอก
       “เธอออกไปตอนไหนพวกหนูก็ไม่ทราบค่ะ ไม่ได้เอารถไป”
       กรแก้วหน้าเสีย
       “สงสัยจะตั้งแต่เมื่อคืนแล้วมั้งคะ”
       อำนวยนิ่งไป เป็นห่วงลูก แต่ก็เกิดทิฐิในใจ
       “งั้นก็คงหนีไปอยู่บ้านแม่เขาละมั้ง ช่างเถอะ”
       อำนวยนั่งลงไม่สนใจ กรแก้วหันมาหา
       “แล้วคุณจะไม่...”
       “ผมบอกเขาแล้วว่าถ้าอยากจะไปก็ไป ผมก็จะรักษาคำพูด”
       อำนวยหันไปพยักหน้าให้ละอองกับสมจิตตักข้าว พยายามทำไม่สนใจ ทั้งที่ไม่สบายใจนัก กรแก้วจำต้องนั่งลงข้างๆ ไม่กล้าขัดใจ
       
       วิศนีค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองอยู่ในห้องพักเล็กๆ หมอเข้ามาดูพอดี
       “ที่นี่ที่ไหนคะ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”วิศนีมองงงๆ
       “คุณไม่สบายไงคะ ตากฝนจนเป็นไข้ สามีคุณก็เลยพามาหาหมอ”
       วิศนีงง
       “สามี...”
       “ค่ะ แกออกไปซื้อข้าวที่ตลาด เดี๋ยวก็คงมา”
       วิศนีสับสน เพราะไม่รู้ว่าสามีหมายถึงใคร ทันใดนั้นเองอารุมก็เดินเข้ามาพร้อมกับถุงอาหาร
       “นั่นไง มาแล้ว”
       วิศนีหันไปมองอารุมก็อึ้งไป ขณะที่อารุมก็ชะงักเหมือนกันที่เห็นเธอฟื้นขึ้นมาแล้ว
       “ไหนพี่ขอวัดไข้หน่อยนะคะ”
       หมอหยิบปรอทมาให้วิศนีอม สักพักก็ดึงออกมาดู
       “ไม่มีไข้แล้ว งั้นเดี๋ยวทานข้าวแล้วค่อยทานยานะคะ” หมอหันไปบอกอารุม “คุณสามีป้อนเลยนะคะ จะได้ทานเยอะๆ”
       หมออมยิ้มให้ทั้งคู่แล้วเดินออกไป...วิศนีนอนพิงหมอนอยู่บนเตียง อารุมลากโต๊ะมานั่งข้างๆ แล้วหยิบห่อข้าวมาเปิดออก
       “ผมไม่รู้ว่าคุณกินอะไรได้บ้าง เลยซื้อมาหลายอย่าง”
       “อะไรก็ได้ค่ะ”
       อารุมพยักหน้าแล้วหยิบห่อข้าวมาเทใส่จาน แล้วทำท่าจะตักข้าวป้อน วิศนีเกรงใจ
       “ฉันทานเองก็ได้ค่ะ”
       “มันไม่มีที่วาง คุณจะถือยังไง เดี๋ยวก็หก”
       อารุมตักข้าวใส่ช้อน แล้วยื่นให้วิศนี ใบหน้าเฉยเกือบจะเป็นบึ้งๆตลอดเพราะพยายามเก๊ก วิศนีมองอย่างเกรงใจ แต่ก็อ้าปากให้เขาป้อน สบตากันนิดๆ อารุมพยายามข่มความเขิน แล้วตักป้อนเหมือนทำหน้าที่ ไม่รู้สึกอะไร วิศนีกินข้าวแล้วมองหน้าเขาไม่วางตา แต่อารุมพยายามหลบสายตาข่มใจไว้
       “ทานน้ำไหม”
       วิศนีพยักหน้า อารุมรีบเอี้ยวตัวไปตักน้ำรินให้ แล้วป้อนข้าวต่อ ชายหนุ่มป้อนข้าวให้หญิงสาวอย่างเอาใจใส่ แต่สีหน้าเรียบเฉย วิศนีกินอย่างว่าง่าย บรรยากาศดูอบอุ่น น่าชื่นใจแต่ก็มีกำแพงบางๆ แทรกอยู่
       อารุมออกมานั่งสงบอารมณ์หลังจากป้อนข้าวเสร็จ เพราะความใกล้ชิดทำให้ ใจเต้น หวั่นไหว พนักงานอนามัย 2 คนยืนกระซิบกระซาบกัน อารุมเหลือบไปมอง
       “สองผัวเมียที่พากันมาวันนี้ หน้าคุ้นๆ ไหมเธอ”
       “นั่นสิ ฉันก็ว่าเคยเห็นที่ไหนไม่รู้”
       “แต่ท่าทางผัวเขารักเมียดีนะ ทั้งเฝ้าไข้ ทั้งนั่งป้อนข้าว หวานเจี๊ยบ”
       
       สองคนหัวเราะกันคิกคัก แต่อารุมหน้าเครียดลง ยิ่งมีคนตอกย้ำว่าตัวเองรักวิศนี ยิ่งทำให้อยากวิ่งหนี

  วิศนีกินยาเสร็จ หมอก็ยื่นถุงยาให้

       
       “นี่ยาพี่ให้กลับไปทานที่บ้าน...อ้าว แฟนคุณไปไหนล่ะ”
       วิศนีมองตามเช่นกัน แต่ไม่เห็น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงรถยนต์ติดเครื่องดังมา หมอเดินไปแหวกม่านดู
       “แล้วกัน นั่นแฟนคุณจะไปไหนน่ะ” หมอตะโกนเรียก “คุณ คุณ !”
       วิศนีใจหายวาบ ลุกขึ้นเดินไปมองที่หน้าต่าง เห็นอารุมขับรถออกไปแล้ว...อารุมขับรถออกมาจากอนามัย มุ่งจะออกถนนใหญ่ เครียดจัดอย่างต่อสู้กับตัวเองอย่างรุนแรง
       เจ้าหน้าที่อนามัยวิ่งตาม พยายามร้องเรียก อารุมมองเห็นจากกระจก แต่ก็พยายามตัดใจไม่มอง ไม่สนใจ ไม่อยากใจอ่อนอีก วิศนีเดินลงมาจากอนามัย ยืนมองรถของอารุมที่แล่นจากไปอย่างใจหาย รู้ว่าเขาทิ้งเธอไปแล้วจริงๆ หมอหันมาถามวิศนี
       “เขาจะไปไหนคุณรู้ไหม”
       วิศนีไม่ตอบ แต่ได้แต่ยืนนิ่งงัน มองรถที่วิ่งฝุ่นตลบออกไปอย่างแน่ใจว่าอารุมจะไม่กลับมาอีก
       
       กุสุมาแต่งตัวสวย เดินหน้าระรื่นออกมาจากลิฟต์ ตรงไปที่ห้องพักของอารุม แล้วเคาะประตู พอประตูเปิดออกมา กุสุมาที่ยิ้มระรื่นรับแล้วชะงัก เมื่อเห็นผู้หญิงเปิดประตูออกมา
       “เอ๊ะ เธอเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       ผู้หญิงทำหน้างง หันไปมองด้านใน ผู้ชายอีกคนเดินออกมาพร้อมกับผู้จัดการคอนโด
       “มีอะไรกันเหรอคะ” ผู้จัดการมองกุสุมา “อ้าวคุณ จะมาดูห้องเหรอคะ คือว่า...”
       “ดูห้องบ้าอะไร ฉันจะมาหาแฟน อารุมอยู่ไหน”
       “อ๋อ คุณอารุม แกย้ายออกไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ”
       กุสุมาช็อกเพราะ ไม่รู้มาก่อน
       
       วิศนีนั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าอนามัย เจ้าหน้าที่คนอื่นพากันชะเง้อ หมอเข้ามาปลอบ
       “คุณมีโทรศัพท์มาหรือเปล่า ลองโทรไปตามไหมคะ”
       วิศนีเศร้า ยอมรับชะตากรรม
       “ไม่มีค่ะ”
       หมอยื่นโทรศัพท์ให้
       “งั้นเอาของพี่”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”
       ทุกคนชะงัก งงที่วิศนีไม่ยอมโทรตามอารุม วิศนีฝืนยิ้มกลบเกลื่อน
       “เขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะค่ะ”
       ทุกคนหน้าเหวอ
       “อ้าว...”
       “ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยให้ใครพาฉันไปส่งที่ท่ารถหน่อยเถอะค่ะ”
       “แล้วคุณจะไปไหนคะ”
       วิศนีนิ่งไป ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ
       “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
       ทุกคนอึ้งไป วิศนีลุกขึ้นพร้อมกับถุงยาในมือ เตรียมจะออกไป แต่แล้วจู่ๆ รถของอารุมก็แล่นกลับมาจอดพรืดหน้าอนามัยอีกครั้ง วิศนียืนงงอย่างประหลาดใจ ขณะที่อารุมเปิดประตูลงมา หมอยิ้มออกมาได้
       “แหม นึกว่าจะทิ้งแฟนซะแล้ว”
       อารุมแค่นยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร เดินไปดึงแขนวิศนีมาขึ้นรถ แล้วปิดประตู
       “ขอบคุณนะครับ”
       อารุมยกมือไหว้ทุกคนแล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนงงๆ...อารุมขับรถออกไปด้วยสีหน้าเครียดเหมือนเดิม ไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว วิศนียังงงอยู่ ได้แต่เหลือบมองเขาเป็นเชิงถาม แล้วอดเปรยขึ้นมาไม่ได้
       “คุณกลับมารับฉันทำไมคะ”
       อารุมเมินหน้าหนีเหมือนไม่อยากตอบ ก่อนจะถามอย่างแดกดัน
       “คุณอยากจะอยู่ที่นี่มากนักใช่ไหม”
       “ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่...แปลกใจ”
       อารุมฝืนใจตอบ
       “ตอนแรกก็อยากจะทิ้งไว้เหมือนกัน แต่อยากไม่อยากสร้างบาปกรรมให้คุณกลายเป็นภาระพวกเขา”
       วิศนีมองอารุมอย่างซาบซึ้ง รู้ว่าถึงเขาจะพูดแรง แต่การกลับมารับก็ถือเป็นบุญคุณล้นเหลือ วิศนีมองหน้าเขาก่อนจะพูดอย่างจริงใจ
       “ขอบคุณค่ะ ที่คุณรับภาระนั้นไว้เอง”
       
       อารุมถอนใจแรงๆ พยายามเมินไม่สบตาด้วย เพราะไม่อยากหวั่นไหวไปกว่านี้

     เสียงทุบประตูหน้าบ้านดังลั่นติดกันหลายๆ ครั้ง จนนีรนุชรีบเดินออกมาเปิดประตู

       
       “โอ๊ย รู้แล้วๆ ทุบทีเดียวก็พอแล้ว”
       นีรนุชเดินออกไปเปิดประตู เห็นกุสุมายืนหน้าบึ้งรออยู่
       “อ้าว พี่สุ”
       กุสุมากระชากเสียงถาม
       “อารุมอยู่ไหน !”
       นีรนุชงง
       “พี่อารุม ก็อยู่บ้านเขาสิคะ”
       กุสุมาหึงจนบ้า
       “ไม่จริง ! ฉันไปที่คอนโดมา เขาบอกว่าอารุมย้ายไปแล้ว เธอเอาเขามากกไว้ที่นี่หรือเปล่า”
       นีรนุชช็อก โมโห
       “พี่สุ !”
       กุสุมาไม่รอให้นีรนุชตอบโต้ ผลักกระเด็นแล้วเดินเข้าบ้านทันที
       
       กุสุมาก้าวฉับๆ เข้ามาในบ้าน เรียกหาอารุมดังลั่น
       “อารุม อยู่ที่นี่หรือเปล่า” กุสุมาเดินขึ้นบันไดไปตะโกนเรียก “อารุม !”
       นีรนุชรีบวิ่งไปขวางไว้ไม่ให้ขึ้นไป เริ่มไม่พอใจ
       “นุชบอกแล้วไงคะว่าพี่อารุมเขาไม่ได้อยู่ที่นี่”
       กุสุมาหึงหน้ามืด
       “ฉันไม่เชื่อ ให้ฉันขึ้นไปดูสิ”
       “พี่ทำอย่างนี้ดูถูกนุชมากเลยนะ คิดว่านุชเป็นผู้หญิงยังไงถึงจะให้พี่อารุมมาอยู่ด้วย”
       “ก็ฉันรู้น่ะสิว่าเธอจ้องจับเขาอยู่ รอให้นนตาย แล้วตัวเองจะได้รับช่วงต่อ”
       นีรนุชอึ้ง ไม่นึกว่ากุสุมาจะกลายเป็นคนแบบนี้
       “นุชไม่นึกเลยนะว่าพี่จะคิดกับนุชแบบนี้”
       “คิดว่าคนอื่นเขาโง่ดูไม่ออกเหรอว่าเธอหลงรักแฟนพี่สาวตัวเอง ถอยไป”
       กุสุมาจะกระชากนีรนุชหลบ นีรนุชขืนตัวไว้ เริ่มไม่เกรงใจเสียงเข้มใส่
       “พี่อารุมไม่ได้อยู่ที่นี่ กลับไปได้แล้ว”
       “ถอยไป !”
       กุสุมากระชากนีรนุชหลบไปจนได้ แล้วพยายามจะขึ้นไป
       “ออกไปจากบ้านนุชเดี๋ยวนี้นะ”
       นีรนุชตามไปดึงกุสุมาลงมาจากบันไดชั้นบน กุสุมาถลาลงมาแล้วพยายามจะขึ้นไปอีก ทั้งสองคนฉุดกระชากกัน ไม่ยอมกัน จนนีรนุชต้องออกแรงเหวี่ยงกุสุมาออกไป กุสุมาเซถลาไปชนกับเดชชาติที่เข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะ
       “อะไรกันนุช”
       นีรนุชหอบ
       “พี่สุพยายามจะขึ้นไปบนห้องนุช”
       กุสุมาลืมตัว
       “ก็แกเอาอารุมไปซ่อน”
       เดชชาติงง หันขวับมองกุสุมา
       “เดี๋ยวๆ อารุมมาเกี่ยวอะไร”
       เดชชาติมองกุสุมากับนีรนุช อย่างไม่เข้าใจ กุสุมามองนีรนุชตาขวาง
       “พี่สุบอกว่าพี่อารุมย้ายออกจากคอนโดไปแล้ว เขาก็เลยมาตามที่นี่ คิดว่านุชเอาพี่อารุมมาอยู่ด้วย คิดสกปรก”
       กุสุมาถลันเข้ามาจะเล่นงานนีรนุช เดชชาติรีบขวางไว้
       “เฮ้ย สุเดี๋ยว ใจเย็นก่อน อารุมมันไม่ได้มาที่นี่”
       “ฉันไม่เชื่อ”
       “เธอต้องเชื่อ เพราะฉันนอนกับนุชทั้งคืน”
       กุสุมาชะงัก นีรนุชหันขวับมอง เดชชาติสะดุ้ง รีบเอามือตบปากตัวเอง
       “เอ่อ ฉันหมายถึง ฉันกับน้องๆ มานอนเป็นเพื่อนนุชที่นี่ ถ้าอารุมมันมา ฉันก็ต้องเห็น”
       กุสุมายังไม่เชื่อ
       “เธอสองคนอาจจะช่วยกันปกปิดก็ได้”
       เดชชาติเพลีย
       “นี่ เธอมีสติหน่อย อย่าหึงจนหน้ามืด เธอคิดว่าอารุมมันจะหนีมาอยู่กับน้องสาวแฟนตัวเองให้เป็นขี้ปากชาวบ้านหรือไง คนอย่างมันไม่ทำหรอกนะ”
       กุสุมาอึ้งไป เริ่มคล้อยตามเดชชาติ
       “กลับไปถามที่คอนโดดีกว่ามันย้ายไปไหน แล้วย้ายไปทำไม เพราะพวกเราที่นี่ไม่รู้เรื่อง”
       กุสุมาค่อยๆ สงบลง แต่ยังไม่วายจ้องหน้านีรนุชอย่างขู่เข็ญ
       “ฉันเชื่อเธอก็ได้ แต่ขอเตือนไว้นะ เลิกหวังในตัวอารุมได้แล้ว นอกจากนนแล้ว เขาไม่มีใจให้ใครทั้งนั้น”
       กุสุมาพูดจบก็ผลุนผลันออกจากบ้านไปอย่างโมโห เดชชาติรู้มาตลอดว่าอารุมจะย้ายออกไปอยู่ต่างจังหวัด แต่ทำเนียนไม่บอกใครทั้งนั้นแม้แต่นีรนุช
       นีรนุชนั่งลงที่ม้าหินหน้าบ้านอย่างเหนื่อยๆ พร้อมกับเดชชาติ
       “ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่สุจะเป็นคนแบบนี้ อาละวาดบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำตัวอย่างกับคนตามหึงแฟน”
       “ก็หึงน่ะสิ”
       นีรนุชตกใจ
       “ฮะ”
       เดชชาติ อ้อมแอ้ม
       “พี่ดูออกมาตั้งนานแล้วว่าสุแอบปลื้มอารุม แต่เมื่อก่อนเขาก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดีนะ เพิ่งจะมาคลั่งเอาก็ตอนที่นน...”
       นีรนุชอึ้งไปกับข้อมูลใหม่
       “อะไรกันเนี่ย ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ แล้วนี่พี่อารุมไปไหน”
       
       เดชชาติส่ายหน้าเศร้าๆ

  อำนวยเปิดประตูเข้ามาในห้องลูกสาว แล้วมองเข้าไปด้านในอย่างเศร้าๆ ภายในห้องเห็นของใช้ส่วนตัววิศนีหายเกลี้ยง ทำให้อดนึกถึงเรื่องเมื่อวานขึ้นมาไม่ได้

       
       “หนูก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าพ่อเห็นว่ามันเกินแก้ จะเลิกเลี้ยงหนูเมื่อไรก็บอกมา”
       “อย่าท้าฉันนะ”
       อำนวยหายใจหอบ โกรธจนปวดจี๊ดที่หัวใจ กรแก้วเห็นท่าไม่ดีก็ประคองอำนวยไว้ แล้วตำหนิวิศนี
       “คุณไม่ควรพูดกับคุณพ่อแบบนี้นะคะ”
       วิศนีหน้าเสียไปเมื่อเห็นอาการอำนวย แต่สักพักอำนวยก็เหมือนควบคุมตัวเองได้ ปลดมือกรแก้วออก แล้วหันจ้องหน้าวิศนีอย่างผิดหวัง
       “ช่างมัน ในเมื่ออวดดีขนาดนี้ ก็แสดงว่ามันมีที่ไป เชิญเลย แกอยากจะไปอยู่ที่ไหนกับใครก็เชิญ แต่ถ้าแกก้าวออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”
       อำนวยเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าให้แน่ใจ ก็พบแต่ความว่างเปล่า ใจหาย ทรุดนั่งลงที่เตียงอย่างหมดแรง ก่อนจะรู้สึกตัวเมื่อมีมือกรแก้วแตะไหล่เบาๆ
       “คุณโทรหายายหนูติดหรือเปล่า”
       กรแก้วส่ายหน้า อำนวยยิ่งเครียด
       “ใจเย็นๆ นะคะ เธออาจจะไม่อยากรับสายฉันก็ได้” กรแก้วเห็นอำนวยยังไม่ดีขึ้นก็ปลอบต่อ “ถ้าเธอไปอยู่บ้านคุณแววจริง ก็คงไม่มีอะไร”
       อำนวยพยักหน้า อยากจะเชื่ออย่างที่กรแก้วพูด แต่แล้วก็ได้ยินเสียงแหวของแววดังขึ้น
       “ไหน ! ไปไหนกันหมด ขอฉันดูหน้าไอ้อีที่มันรังแกลูกฉันหน่อยซิ”
       อำนวยกับกรแก้วหันขวับมองออกไปที่หน้าประตู
       
       อำนวยกับกรแก้วพากันลงมา เห็นแววยืนเอะอะ โดยมีละอองกับสมจิตยืนขวัญกระเจิงอยู่ แววมองเยาะ
       “มากันแล้วเหรอเจ้าคะ คุณผู้หญิง คุณผู้ชาย”
       อำนวยเพลีย
       “มีอะไรอีกแวว จะมาก่อกวนอะไรอีก”
       “เชอะ คนอย่างอีแวว ถ้าไม่โดนก่อกวนก่อน จ้างให้ก็ไม่มีทางมาหาเรื่องคนอื่นหรอกโว้ย ไม่รู้หรือว่าแกล้งโง่กันแน่”
       “เธอพูดอะไร พวกฉันไม่เข้าใจ”
       กรแก้วอึดอัดใจที่ต้องเผชิญหน้ากับแวว เลยทำท่าจะผละไป
       “คุยกันไปก่อนนะคะ ฉันจะให้เด็กไปเตรียมของว่างมารับแขก”
       กรแก้วเดินเลี่ยงจะไป แต่แววรีบปรี่ไปดักหน้า
       “ไม่ต้องไปเลย เธอนั่นแหละตัวดี”
       “อะไรกันคะคุณแวว”
       “ก็ที่ลูกฉันวิ่งร้องไห้ไปฟ้องว่าถูกพ่อมันไล่ออกมา ไม่ใช่เพราะเธอเหรอ”
       “ไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะคะ”
       “เกี่ยวแน่ๆ อยู่แล้ว พ่อลูกกันอยู่ดีๆ จะทะเลาะกันขนาดอยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้ได้ยังไง ทำไมหล่อนไม่สำนึกบ้างว่าตัวเองเป็นแค่คนนอก พ่อลูกน่ะเขาสายเลือดเดียวกัน ทำลายครอบครัวคนอื่นมันบาป พ่อแม่ผู้ดีของหล่อนไม่สั่งสอนเลยหรือไง”
       กรแก้วโกรธ
       “คุณแวว !”
       อำนวยทนฟังไม่ไหว รีบห้าม
       “เธอลามปามกรแก้วมากไปแล้วนะ”
       “แล้วจะทำไม อีแววไม่กลัวหรอก วันนี้สู้ตายโว้ย ใครทำลูกฉันเจ็บ มันต้องเจ็บกว่าสองเท่า”
       แววทำท่าคันไม้คันมือจะปรี่เข้ามาเหมือนจะตบ อำนวยถอนใจเอือมๆ
       “คนที่เธอควรจะด่าที่สุดก็คือฉัน เพราะฉันเป็นคนให้ยายหนูมันไปเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับกรแก้ว”
       แววชี้กรแก้ว
       “แต่มัน!”
       “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น เธอไม่ได้ถามลูกเลยหรือไงว่ามีเรื่องอะไรกัน”
       แววชะงัก เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจถามรายละเอียดจากวิศนีจริงๆ อำนวยเห็นแววอึ้งก็อ่อนใจ รู้ว่าแววไมได้ฟังอีร้าค่าอีรมเหมือนเคย
       “เอาเถอะ คราวนี้ฉันผิดเอง ฉันยอมรับ”
       อำนวยถอนใจเหนื่อยๆ แล้วหยิบเงินในกระเป๋ายื่นให้
       “เงินก้อนนี้เอาไปดูแลลูกให้ดี ยังไม่ต้องให้วิศนีกลับบ้านถ้าแกยังไม่อยากกลับ แล้วมีเวลาเมื่อไรฉันจะไปหาลูกเอง”
       แววมองเงินมาอย่างไม่เข้าใจ แล้วก็รีบตะครุบ
       “พูดบ้าอะไรของคุณ ยายหนูมันกลับบ้านมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่ใช่หรือไง”
       อำนวยตกใจ
       “เธอว่าไงนะ”
       
       แววมองอำนวยกับกรแก้วงงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งสองคนไม่รู้ว่าวิศนีกลับมาแล้ว

  รถของอารุมแล่นมาเรื่อยๆ ผ่านทะเลสวนงาม วิศนีหันไปมองอย่างตื่นตาและลืมตัว

       
       “ทะเล! คุณเห็นทะเลไหมคะ ดูสิคะ”
       วิศนีชะเง้อหันมองแบบเด็กๆ อารุมเหลือบมอง แอบเอ็นดู แต่ก็ทำเป็นเก๊กบ่น
       “ทำเป็นเด็กไปได้ เกิดมาไม่เคยเห็นเลยหรือไง”
       “ฉันไม่เคยเห็นทะเลเมืองไทยเลย พูดจริงๆ ค่ะ ตอนเด็กๆ พ่อฉันไม่มีเวลาพามาเที่ยวไกลๆ แบบนี้หรอก พอไปเรียนต่อ ทะเลที่ฉันเห็นก็ไม่ได้เป็นแบบนี้” วิศนีมองไปรอบๆ ยังไม่หายตื่นเต้น “เสียดายจังที่ไม่มีกล้อง ไม่งั้นฉันจะ...”
       อารุมดุ
       “เราไม่ได้มาเที่ยวนะ!”
       วิศนีชะงักเมื่อถูกดุ จ๋อยลง
       “ค่ะ”
       วิศนีก้มหน้างุดจ๋อยๆ อารุมมอง แล้วอดสงสารไม่ได้ เลยจอดรถกะทันหัน
       “ลงไป”
       “คะ”
       “ลงไปสิ ถ้าอยากดูก็ไปดูใกล้ๆ”
       วิศนีอึ้งๆ คิดว่าถูกอารุมไล่ลง แต่ก็ไม่กล้าดื้อ ค่อยๆ ก้าวลงจากรถไป อารุมพูดหน้าตาย
       “ผมให้เวลาคุณห้านาที ถ้าไม่กลับมา ผมจะไม่รอ”
       วิศนีมองเขาอย่างแปลกใจ แล้วค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
       “ขอบคุณค่ะ ฉันจะรีบกลับมา”
       หญิงสาวรีบวิ่งออกไปที่ชายหาดเหมือนเด็กๆ อารุมมองตาม แล้วเผลอยิ้มเอ็นดูออกมา
       
       วิศนีวิ่งลงไปเหยียบเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าชายหาดด้วยอารมณ์ตื่นเต้น แล้วหันหน้าออกไปสูดลมทะเลเข้าเต็มปอดด้วยความชื่นใจ อารุมลงจากรถ เดินออกมายืนมองที่มุมไกลๆ ด้วยความเอ็นดู
       
       วิศนีเดินเตะน้ำเล่นอย่างเพลิดเพลิน หันไปเห็นอารุมก็ป้องปากตะโกนบอก
       “น้ำทะเลตรงนี้ใสมากน่าเล่นมากเลยคุณ”
       วิศนีหันไปก้มลงวักน้ำเล่น อารุมยืนมองอย่างอารมณ์ดี โทรศัพท์ดังขึ้น อารุมมอง แล้วกดรับ
       “ว่าไงฉาย...ฉันกำลังจะถึงแล้วล่ะ อีกนิดเดียว”
       อารุมกดวางสาย แล้วมองวิศนีที่ยังเดินลุยน้ำตื้นๆ อย่างเพลิดเพลิน จังหวะแสง เงา มุมที่วิศนียืนดูให้ภาพที่สวยงาม จนอารุมอดไม่ไหว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องเล็งจะถ่ายภาพ แต่แล้ววิศนีก็หันกลับมาพอดี โบกมือให้ ยิ้มหวาน อารุมเสียฟอร์ม รู้สึกเหมือนถูกจับได้ เลยเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วหันหลังกลับเดินไปที่รถทันที วิศนีโบกมือค้างๆ มองตามงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
       
       อารุมขับรถต่อไป โดยไม่พูดอะไรเหมือนเคย วิศนีเหลือบมอง แล้วถามแบบเกรงๆ
       “เราจะไปไหนกันคะคุณอารุม”
       “ต่อไปนี้ ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณอารุม แล้วผมก็จะไม่เรียกคุณว่าคุณวิศนี ผมไม่อยากตอบคำถามใครๆ”
       วิศนีพาซื่อ
       “ใครจะถามเหรอคะ”
       อารุมมองตาดุ จนวิศนีไม่กล้าถามต่อ...รถของอารุมขับมาเรื่อยๆ จนถึงแถบบ้านพักชายทะเล แล้วเลี้ยวรถมาที่หน้าบ้านหลังหนึ่งก่อนจะบีบแตร วิศนีมองอย่างสนใจ เมื่อเห็นฉายวิ่งมาจากด้านใน ตรงมาเปิดประตูรั้วเตี้ยๆ หน้าบ้าน เพื่อให้อารุมขับรถเข้าไป ฉายมองเข้ามาในรถอย่างตื่นเต้น ดีใจ
       
       บ้านวิโรจน์ เพื่อนของอารุม เป็นบ้านพักริมทะเล เล็กๆ สวยๆ ตั้งอยู่ติดชายทะเลพอดี อารุมจอดรถ และเปิดประตูลงมา ฉายปรี่เข้ามา ยกมือไหว้อย่างดีใจ
       “หวัดดีครับคุณอารุม ดีใจจังเลยครับที่ได้พบ”
       “ขอบใจนะฉายที่มาเปิดบ้านรอไว้”
       “พอคุณวิโรจน์โทรมาสั่งจากเมืองนอกว่าคุณจะมาอยู่ ผมก็รีบเข้ามาทำความสะอาดเลย อะไรเสียผมก็จัดการซ่อมให้เรียบร้อยเลยครับ รับรองว่าคุณอยู่ได้สบาย”
       อารุมเกรงใจ
       “ช่วงแรกๆ ฉันคงต้องพึ่งฉายมากหน่อย”
       “อย่าคิดว่าพึ่งเลยครับ ผมยินดีรับใช้ คุณเป็นเพื่อนคุณวิโรจน์ก็เหมือนเจ้านายของผมคนนึง” ฉายมองไปที่รถ “อ้าวแล้วคุณ...”
       
       ฉายยังพูดไม่จบ วิศนีก็เปิดประตูรถลงมา แล้วส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ ฉายอึ้งไป เพราะคิดว่าเป็นนนทลี แต่ไม่ใช่

 เพ็ญเมียฉายกำลังตากปลาเค็มอยู่หลังบ้าน ได้ยินเสียงเอะอะโหวกเหวกดังลั่นของจันทร์

       
       “พี่เพ็ญ...พี่เพ็ญอยู่ไหน พี่เพ้น !”
       เพ็ญหันไปตะโกนตอบ
       “เออ อยู่นี่โว้ย จะเอะอะทำไมนังจันทร์”
       จันทร์น้องสาวของเพ็ญวิ่งเข้ามาอย่างดีใจ
       “พี่ฉายล่ะพี่เพ็ญ”
       เพ็ญตากปลาต่อ
       “เขาก็ไปบ้านใหญ่น่ะสิ”
       จันทร์เข้ามาฉุดแขน
       “งั้นเราตามไปกันเถอะพี่เพ็ญ”
       เพ็ญถูกฉุดแขนทรงตัวไม่อยู่ เกือบทำกระจาดปลาเค็มร่วง ต้องรีบวาง
       “เอ๊ะ แกจะไปทำไมจันทร์ งานการที่โน่นเสร็จหมดแล้ว”
       “จันทร์จะไปดูพี่อารุม ป่านนี้คงมาถึงแล้ว จันทร์อยากเห็นหน้า จันทร์คิดถึง” จันทร์กระดี๊กระด๊า “ไปนะพี่”
       จันทร์กระตุกแขนเพ็ญอีกครั้ง เพ็ญเลยต้องวางกระจาด แล้วตามจันทร์ไปทั้งที่รำคาญ
       
       แววนั่งจิบน้ำชา วางท่าไฮโซอยู่ในห้องรับแขก ขณะที่คนอื่นวิ่งกันให้วุ่น อำนวยทนไม่ได้ หันมาโวย
       “ทำไมเธอไม่โทรกลับไปถามคนที่บ้านหน่อยว่าลูกกลับไปที่นั่นหรือเปล่า”
       “จะกลับไปทำไม ก็ฉันเป็นคนส่งลูกขึ้นแท็กซี่ตั้งแต่เมื่อคืน”
       “แล้วทำไมเธอไม่รั้งไว้”
       “โอ๊ย แล้วฉันทำผิดตรงไหน พ่อลูกทะเลาะกันก็ไล่ให้กลับมาเคลียร์กันเรียบร้อย จะเอายังไงอีก”
       อำนวยหงุดหงิด ขี้เกียจเถียงด้วย อวลอบที่นั่งปลอบกรแก้วอยู่มองแววอย่างหมั่นไส้
       “จะหวังอะไรกับแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกล่ะคะ แม่พวกนี้ พอคลอดพ้นท้องมาแล้วก็ธุระไม่ใช่กันทั้งนั้น”
       แววกระแทกแก้ว
       “หล่อนว่าใคร นังคุณนาย”
       “คุณหญิงย่ะ”
       แววลุกพรวดจะเอาเรื่อง กรแก้วรีบห้าม
       “พอเถอะค่ะ เถียงกันไปก็ไม่มีใครรู้ว่าคุณวิศนีอยู่ที่ไหน เอาเวลามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าเธอจะไปไหนได้บ้าง”
       โยธินที่เดินกระสับกระส่ายอยู่ หันมาอย่างคิดได้
       “ผมไม่อยากคิดอกุศลเลยครับคุณอา แต่เป็นไปได้ไหมครับว่าคุณวิศนีจะไปหาไอ้หมอนั่น”
       อำนวยหันมาถาม
       “ใคร”
       โยธินเคือง
       “ไอ้อารุม !”
       
       อารุมหันขวับมาเหมือนได้ยินเสียงเรียก แต่กลายเป็นจันทร์วิ่งหน้าแฉล้มมากับเพ็ญ
       “พี่อารุม พี่อารุมจ๋า”
       จันทร์ปรี่เข้าไปเกาะแขนอารุมอย่างดีใจ
       “จำจันทร์ได้ไหมจ๊ะ”
       เพ็ญเข้าไปลากออกมาดุ
       “นังจันทร์ ทำน่าเกลียด สวัสดีค่ะคุณอารุม”
       อารุมรับไหว้ ยิ้มให้เย็น
       “ไม่เป็นไรหรอกเพ็ญ” อารุมยิ้มให้จันทร์ “จำได้สิ ใครจะจำจันทร์ไม่ได้”
       “อุ๊ย พี่อารุมอ่ะ”
       จันทร์ทำเอียงอาย แต่ก็เบียดกระแซะอารุม ฉายรีบเข้าไปขวาง
       “ให้มันน้อยๆ หน่อยนังจันทร์ เป็นสาวเป็นแส้ อายแขกบ้าง”
       จันทร์ชะงัก ทำหน้าม่อย แล้วมองเลยไปเห็นวิศนียืนจ๋อยๆ
       “เอ๊ะ นั่นใครจ๊ะ” จันทร์หน้างอ “แฟนพี่อารุมเหรอ ไม่ใช่คนเก่านี่”
       วิศนีหน้าเสีย ไม่กล้าแนะนำตัว อารุมถูกสะกิดแผลก็หน้าตึงไปเหมือนกัน ก่อนจะตอบเย็นชา
       “ไม่ใช่ เราเพิ่งรู้จักกัน”
       วิศนีมองอารุมอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าเขาจะตอบอย่างนี้
       “ฉันเจอเขากลางทาง เขาไม่มีที่ไปก็เลยขอมาอาศัยอยู่ด้วย...ชั่วคราว” อารุมหันไปหาวิศนี “คุณนี นี่ฉาย คนดูแลบ้านของเพื่อนสนิทผม นั่นเพ็ญ เป็นภรรยาของฉาย ส่วนจันทร์เป็นน้องสาวของเพ็ญ”
       วิศนีมองทั้งสามอย่างคาดคะเนอายุ แล้วยกมือไหว้ฉายกับเพ็ญ ทั้งสองรีบรับไหว้ วิศนีมองเลยไปทางจันทร์ แล้วยิ้มให้อย่างผูกมิตร แต่จันทร์สะบัดหน้าพรืดอย่างไม่ถูกชะตา
       “เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แล้วให้มาอยู่ที่นี่จะไว้ใจได้เหรอจ๊ะ”
       “ไม่เป็นไรหรอก เขาคงอยู่ไม่นาน”
       อารุมมองวิศนีอย่างกำราบ แล้วเดินนำเข้าบ้านไป จันทร์จะปรี่ตาม แต่ฉายกระชากไว้
       “แกจะไปไหน มาช่วยกันยกของท้ายรถ เร็ว”
       จันทร์กระฟัดกระเฟียดเมื่อถูกฉายลากไป เย็นตามไปช่วยขน วิศนียืนมองทั้งสามอย่างเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะวางตัวไว้ตรงไหนดี เลยพยายามเข้าไปผูกมิตร
       “ฉันช่วยนะจ๊ะ”
       จันทร์หันมา แทบจะโยนกระเป๋าใบใหญ่ให้วิศนีทันที วิศนีตั้งรับไม่ทัน ทำกระเป๋าหล่นใส่เท้าตัวเอง
       “โอ๊ย”
       “วุ้ย ซุ่มซ่าม เกะกะ”
       จันทร์แกล้งเดินข้ามหัววิศนีไป เพ็ญมองโมโห
       “นังจันทร์ !นังคนนี้นี่” เพ็ญหันมาประคองวิศนี “คุณเป็นยังไงบ้างคะ อย่าไปถือมันเลยนะคะ นังนี่มันบ้าๆ บอๆ”
       วิศนียิ้มเจื่อนๆ ฉายเข้ามาช่วยยกกระเป๋า
       “คุณนีไม่ต้องช่วยพวกเราหรอกครับ เข้าไปดูบ้านกับคุณอารุมเถอะ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอก ผมจะรีบไปหามาให้”
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       วิศนียิ้มให้ทั้งสองคนแล้วเดินหน้าเซียวๆ ตามเข้าไปในบ้าน...วิศนีเดินเข้ามาในบ้าน ก็ชะงัก เมื่อเห็นสภาพบ้านที่ตกแต่งไว้อย่างน่าอยู่
       “น่ารักจัง”
       วิศนีเดินเข้าไปดูการแต่งบ้านใกล้ๆ หยิบนั่นนี่มาดูอย่างสนใจ จันทร์เดินเข้ามาเห็นก็ตรงเข้ามากระชากคืน
       “อย่าจับส่งเดชนะ เดี๋ยวข้าวของเสียหาย เธอรู้ไหมว่าเจ้าของบ้านเป็นใคร”
       วิศนีส่ายหน้า
       “คุณวิโรจน์เพื่อนซี้พี่อารุม ตอนนี้ทำงานอยู่อเมริกา ก็เลยให้ฉันเป็นผู้ดูแล...ฉันจำของในบ้านนี้ได้ทุกชิ้น ถ้ามีอะไรหายไปล่ะก็ ฉันจะแจ้งตำรวจจับเธอ”
       วิศนีทำตาปริบๆ ท่าทีโอ่อ่าของจันทร์
       “ฉันคงไม่ขโมยหรอกค่ะ”
       “ที่จริงเธอไม่ควรอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ พี่อารุมอยู่ได้เพราะเป็นเพื่อนสนิทคุณวิโรจน์ แต่เธอไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าของบ้านเลยสักนิด จะหน้าด้านอยู่ทำไม”
       จันทร์พูดจบ อารุมก็ออกมาพอดี จันทร์รีบเปลี่ยนท่าทีหันไปหวานใส่เขา
       “พี่อารุมจ๋า จันทร์เอากระเป๋าพี่ไปไว้ห้องนอนใหญ่แล้วนะจ๊ะ จันทร์รู้ว่าพี่ชอบห้องนั้นที่สุด”
       “ขอบใจนะ”
       “พรุ่งนี้เช้าจันทร์จะมาปลุกพี่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่แหลมเหมือนเคยนะจ๊ะ”
       อารุมฝืนยิ้มพยักหน้าให้ จันทร์เดินออกไป แต่ไม่วายมองตาแข็งใส่วิศนี แล้วเดินออกไปเชิดๆเหลือวิศนีกับอารุมยืนอยู่กลางบ้านตามลำพัง หญิงสาวสบตากับชายหนุ่มอย่างลังเล ว่าตัวเองควรจะยังไงต่อ
       
       อารุมมองสักพักก็เมินๆ เดินหนีไปอีก ไม่ยอมให้คำตอบ

 ฉายตักน้ำเย็นในกระดิกหน้าบ้านกิน หลังจากกลับจากไปขนของให้อารุม เพ็ญกับจันทร์ตามมา

       
       “พี่ฉาย ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน”
       “ไม่รู้ คุณอารุมแกไม่ยอมเล่าอะไร บอกแค่ว่าเจอกันตอนออกจากกรุงเทพ”
       “แต่ฉันว่าท่าทางเขาดูคุ้นเคยเหมือนผัวเมียกันเลยนะ”
       “ไม่ใช่หรอกมั้ง แฟนคุณอารุมชื่อนนทลี ที่เคยมาเที่ยวเมื่อสมัยคุณวิโรจน์ยังไม่ไปเมืองนอกไง”
       “แล้วทำไมเขาไม่มาด้วยกันละ” จันทร์นึกดีใจ “หรือว่าเลิกกันไปแล้ว งั้นก็ดีสิ แสดงว่าจันทร์มีหวัง งั้นจันทร์ไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะ เดี๋ยวจะรีบไปรับใช้ใกล้ชิดพี่อารุม”
       จันทร์จะวิ่งขึ้นบ้านไป เพ็ญกระชากไว้
       “นี่ ไม่ต้องไปเลย งานบ้านท่วมหัวท่วมหู มารับใช้ฉันนี่”
       จันทร์จ๋อย
       “พี่เพ็ญอ้ะ”
       เพ็ญลากจันทร์ที่ดิ้นๆ ออกไป ฉายมองตามส่ายหน้า แล้วมองไปที่บ้านวิโรจน์อย่างอยากรู้เหมือนกัน
       
       วิศนีเข้ามายกกล่องกระดาษที่วางอยู่ที่พื้น แต่ยกไม่ขึ้น ในจังหวะที่เกือบจะหล่นอารุมก็ยื่นมือเข้ามาช่วยจับพอดีมือทั้งสองแตะกัน จนทำให้ต่างฝ่ายต่างชะงักไป พอได้สติ วิศนีก็รีบชักมือออก ปล่อยให้เขายกลังไปคนเดียว แล้วเดินตามต้อยๆ
       “คุณไม่ได้หยิบกระเป๋าฉันมาจากหน้าคอนโดใช่ไหมคะ”
       อารุมชะงักเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แล้วพูดโดยไม่หันมามอง
       “ใช่”
       วิศนีเจื่อนๆ เสียดายของที่อยู่ในนั้น แต่ก็พยายามทำเสียงสดชื่น ไม่อยากเรื่องมาก
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       อารุมไม่ตอบอะไร ยกลังไปวางที่โต๊ะ แล้วหยิบของออกมา วิศนีรีบเข้าไปช่วย
       “ฉันช่วยค่ะ คุณจะเอาไปไว้ตรงไหนบ้าง”
       จังหวะนั้นอารุมหยิบกรอบรูปตั้งโต๊ะที่เป็นรูปของนนทลีออกมาพอดี วิศนีมองเห็นก็ชะงักไป อารุมมองรูปเครียดๆ
       “คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้”
       “อะไรนะคะ”
       อารุมหันมามองหน้าวิศนีตรงๆ พูดอย่างตัดสินใจ
       “คุณจะอยู่ที่นี่ไม่ได้!”
       วิศนีอึ้ง
       “อารุม”
       “การที่ผมพาคุณมาด้วยก็นับว่าปรานีมากพอแล้ว หลังจากนี้คุณต้องหาทางออกเอาเอง”
       อารุมถือรูปเดินเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้วิศนียืนคว้าง งงงวยกับคำประกาศิต
       
       ค่ำนั้น อารุมเข้ามาในห้อง แล้วนั่งลงบนเตียง มองดูรูปของนนทลีอย่างเศร้าๆ แล้วเหลือบมองไปที่ประตูห้องด้วยความปวดใจที่ต้องทำแบบนี้
       “ผมควรจะทำยังไงดีนน ผมควรจะทำยังไงกับเขาดี”
       
       โยธิน อำนวย กรแก้ว อวลอบ มาที่ออฟฟิศคอนโดที่อารุมเคยอยู่ ผู้จัดการคอนโดโวยวาย เพราะถูกทั้งสี่รุมล้อมคาดคั้น
       “โอ๊ย ก็บอกแล้วไงคะว่าคุณอารุมย้ายไปแล้ว ก่อนหน้าพวกคุณก็มีผู้หญิงคนนึงมาถามหา”
       อำนวยดีใจ รีบยื่นรูปถ่ายวิศนีให้
       “ใช่คนนี้หรือเปล่า”
       ผู้จัดการมองดู ส่ายหน้า
       “ไม่ใช่หรอก อ้อ แล้วไม่ต้องถามนะคะว่าเขาย้ายไปไหน ดิฉันไม่รู้”
       ผู้จัดการเดินหนีไปอย่างรำคาญ อำนวยยืนเศร้า หมดหวัง อวลอบแอบโล่งใจ
       “ก็ยังดีนะคะที่หนูวิศนีไม่ได้มาตามตื๊อนายอารุม”
       กรแก้วหนักใจ
       “แล้วเราจะไปถามที่ไหนกันต่อดีคะ”
       อำนวยส่ายหน้า แล้วทรุดนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน โยธินเหลือบมอง แล้วพูดอย่างครุ่นคิด
       “คุณอากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมตามหาต่อเอง มีอีกที่นึงที่ผมคิดว่าคุณวิศนีอาจจะไป”
       
       เดชชาติเปิดประตูออกมา เห็นโยธินกับลูกน้องยืนอยู่หน้าบ้าน
       “ฉันมาหาคุณวิศนี”
       เดชชาติเซ็ง
       “วันนี้มันวันคนหายแห่งชาติหรือไงวะ คุณวิศนีไม่ได้มาที่นี่”
       “แกแน่ใจนะ”
       “อ้าว พี่ครับ นี่มันบ้านผม ผมก็ต้องรู้สิว่ามีใครอยู่มั่ง”
       โยธินมองอย่างไม่เชื่อ หันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง
       “ค้น !”
       เดชชาติงุนงง แต่ยังไม่ทันขัดขืน ลูกน้องตรงเข้ามาผลักให้ถอยแล้วบุกเข้าไป โยธินตามเข้าไป
       “ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ถ้าเจอของใช้ผู้หญิง เอามาให้ฉันดูด้วย”
       ลูกน้องบุกเข้าไปในบ้าน รื้อค้นของกระจุยกระจาย เดชชาติรีบวิ่งเข้าไปห้าม
       “เฮ้ย เดี๋ยวก่อน”
       องอาจวิ่งลงมาเห็นเดชชาติกำลังฉุดกระชากกับลูกน้อง
       “อะไรกันวะพี่ โอ๊ย”
       ลูกน้องเดินสวนขึ้นจะขึ้นบ้าน ผลักองอาจแทบจะตกบันได
       “ไอ้อาจ ห้ามมันเร็ว”
       องอาจได้สติกระโจนกอดลูกน้องไว้ ลูกน้องสะบัดหลุด แต่กางเกงรูดลงมา
       “เฮ้ย ไอ้...”
       ลูกน้องหันไปชกองอาจโครม เดชชาติตรงเข้าล็อคคอโยธินที่กำลังรื้อค้นอยู่
       “ปล่อยนะโว้ย”
       “ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ !”
       เดชชาติล็อคคอโยธินบิดไปมา โยธินสะบัดหลุดแล้วชกเดชชาติหน้าหงายไป
       “แกก็คืนคุณวิศนีมาให้ฉันสิ”
       “ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี”
       เดชชาติพุ่งเข้าไปชกกับโยธินอีก อีกด้านเห็นองอาจกับลูกน้องโยธินสู้กันอุตลุด พิชิตกับรักชาติโผล่เข้ามาทางหน้าบ้าน เห็นพี่ๆ ต่อสู้กันอุตลุดก็รีบวิ่งออกไป
       
       นีรนุชนั่งจดบัญชีรับจ่ายอยู่ในบ้าน พิชิตกับรักชาติวิ่งเข้ามา พิชิตร้องเรียก
       “พี่นุช! พี่นุช!”
       “ช่วยพี่ชาติกับพี่อาจด้วย”
       นีรนุชเงยหน้ามอง รีบลุกมาหา
       “มีอะไร เกิดอะไรขึ้น”
       “ใครก็ไม่รู้มันบุกเข้าไปในบ้านเรา”
       รักชาติเสียงสั่นตกใจ
       “มันชกพี่ชาติกับพี่อาจใหญ่เลยพี่”
       
       นีรนุชรีบวิ่งไปที่หน้าต่าง แหวกม่านดู เห็นเดชชาติกับองอาจชกต่อยอยู่ ก็รีบวิ่งออกไป พิชิตกับรักชาติรีบตาม
       



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 22:07:43
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน