อุบัติเหตุ ตอนที่ 10

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 10

อุบัติเหตุ ตอนที่ 10

 

เดชชาติกับองอาจถูกถีบกระเด็นออกมาจากในบ้าน โยธินกับลูกน้องตามมา

       
       “คุมไอ้สองตัวนี้ไว้ ฉันจะขึ้นไปดูข้างบน”
       “เฮ้ย ขึ้นไม่ได้นะโว้ย”
       เดชชาติกับองอาจพยายามลุกขึ้นลูกน้องรีบมากัน องอาจชกลูกน้องกระเด็นไป แล้วบู๊กันต่อ เดชชาติรีบกระโจนไปรั้งโยธินไว้
       “แกนี่มันพูดไม่รู้เรื่องหรือไงฮะ”
       โยธินเงื้อหมัดชกเดชชาติล้มคว่ำ พิชิตกับรักชาติวิ่งเข้ามาทันเลยช่วยกันประคองไว้
       “พี่ชาติ!”
       โยธินจะเดินเข้าบ้านต่อ แต่ถูกด้ามไม้กวาดฟาดเข้าด้านหลังจนคว่ำไป
       “โอ๊ย !”
       โยธินหันกลับมา ก็เห็นนีรนุชถือยืนไม้กวาดเงื้อง่าอยู่
       “ถ้าแกก้าวเข้าไปอีกก้าวเดียว ฉันกระทุ้งให้แกสูญพันธุ์แน่”
       โยธินคว้าไม้กวาดไว้แล้วฉุดกระชากกับนีรนุช ตรีนุชกระทุ้งเข้าที่เป้าโยธินทันที
       “โอ๊ย !”
       โยธินเอามือกุมเป้าตัวงอ ชี้หน้านีรนุชอย่างเจ็บแค้น
       “คราวที่แล้วแกยังไม่เข็ดใช่ไหม หรือว่าอยากเจอมากกว่าโดนข่มขืน”
       นีรนุชชะงักเพราะแปลกใจที่โยธินรู้ โยธินถือโอกาสนี้กระชากไม้กวาดจนนีรนุชเซเข้ามาหา
       “ว้าย !”
       “นุช”
       เดชชาติจะเข้ามาช่วยนีรนุชแต่ถูกลูกน้องโยธินล็อคคอไว้ องอาจกระโจนเข้าถีบลูกน้องโยธินกระเด็นล้มไปพร้อมกับเดชชาติ พิชิตกับรักชาติเห็นทุกคนกำลังจะเสียที
       “แย่แล้ว เราต้องช่วย”
       พิชิตรีบวิ่งไปที่ก๊อกน้ำที่มีสายยางเสียบอยู่ ปลายสายเป็นหัวฉีดน้ำแรง รักชาติวิ่งไปหยิบสายยาง
       “พร้อมยังไอ้ชาติ”
       รักชาติหันไปยกมือทำนิ้วโอเค พิชิตเปิดก๊อกแรงสุด รักชาติรีบกดฉีดน้ำให้เป็นสายน้ำแรงๆ แข็งๆ พุ่งใส่หน้าลูกน้องโยธินทัน
       “โอ๊ย !”
       ลูกน้องหันมาเอามือปิดหน้า แต่ถูกน้ำแรงๆ ฉีดใส่จนหงายหลังเซไป พิชิตกับรักชาติหัวเราะร่า แล้วหันสายยางไปหาโยธินที่พยายามจะจับบีบคอนีรนุช พอน้ำพุ่งไปโดนที่ตา โยธินก็ร้องลั่นอีกคนปิดหน้าปิดตา
       “โอ๊ย ไอ้พวกเด็กบ้า”
       นีรนุชลุกขึ้นได้ก็คว้าไม้กวาดไล่ตีโยธิน
       “นี่แน่ะ แกจะไปหรือไม่ไป”
       โยธินปัดป้องไม่ไหว ถูกนีรนุชฟาดจนงอม แถมยังโดนน้ำฉีดใส่ไม่เลิก ลูกน้องตั้งหลักได้ก็รีบวิ่งเข้ามาประคอง
       “ไปก่อนเถอะครับคุณโยธิน”
       โยธินลุกขึ้น เอามือปิดตาที่โดนน้ำฉีดใส่ ชี้พวกเดชชาติอย่างโกรธแค้น
       “ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแก”
       โยธินกับลูกน้องรีบวิ่งออกไป องอาจ พิชิต รักชาติรีบวิ่งตามไป องอาจตะโกนไล่หลัง
       “เออ แล้วรีบๆ มาเอานะโว้ย เดี๋ยวบ้านรก ฮ่าๆๆๆ”
       พิชิตกับรักชาติตีมือกันชอบใจ เดชชาติรีบลุกไปหานีรนุช ที่มองตามโยธินอย่างครุ่นคิด
       
       อารุมยืนเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เห็นกระท่อมร้างเล็กๆ ตั้งอยู่ริมชายทะเล เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ เหมือนเกรงใจ ก่อนที่วิศนีจะค่อยๆ เยี่ยมหน้าเข้ามา
       “นี่คุณยังไม่ไปอีกเหรอ”
       “ฉันไม่รู้จะไปไหนนี่คะ”
       อารุมมอง แล้วเดินตรงมาหา วิศนีผวา ยกมือไหว้อ้อนวอน
       “อย่างน้อยก็ให้ฉันนอนหน้าบ้านเถอะนะคะ ฉันไม่เข้ามาในนี้ก็ได้ ขอหมอนกับผ้าห่ม...”
       “ไม่ คุณเข้าใจไหมว่าผมไม่ต้องการให้คุณอยู่ใกล้ ผมรังเกียจ”
       วิศนีน้ำตาไหลออกมาอย่างเสียใจ ส่ายหน้า ปากสั่น
       “แต่ฉัน...”
       อารุมข่มความสงสาร จับแขนวิศนีอย่างแรง แล้วดึงออกไป
       “โอ๊ย”
       วิศนีถูกกระชากไปตามแรงดึงของอารุม
       
       อารุมจับแขนวิศนีลากให้มาด้วยกัน
       “คุณจะพาฉันไปไหนคะ”
       อารุมไม่ตอบแต่เดินดุ่มๆ วิศนีเซไปมาตามแรงกกระชาก หน้าตื่น จะร้องไห้อีกรอบ
       “ฉันขอร้องเถอะ ฉันไม่มีที่จะไปจริงๆ เงินทองฉันก็ไม่ติดตัว”
       อารุมยังทำเฉย ดึงวิศนีเดินลุยพื้นทรายตรงไปที่บ้านกระท่อมร้าง
       
       อารุมลากวิศนีมาถึง แล้วผลักไปที่หน้ากระท่อม
       “ถ้าคุณอยากอยู่ก็อยู่ที่นี่ อย่าไปยุ่มย่ามที่บ้านผม เราจะได้ไม่ต้องเห็นหน้ากัน”
       วิศนีเสียงเครือ
       “อารุม”
       อารุมตวาดขึ้นมา
       “อย่าร้องขออะไรจากผมอีก ผมไม่มีอะไรจะให้คุณแล้ว”
       อารุมพูดจบก็เดินดุ่มๆ ไป ทิ้งให้วิศนียืนน้ำตาไหล เสียใจ...อารุมเดินดุ่มๆ กลับมาที่บ้านใหญ่ ซ่อนสีหน้าเจ็บหัวใจตัวเองที่ต้องร้ายกับวิศนี
       วิศนีค่อยๆ เปิดประตูกระท่อมเข้ามาอย่างยอมแพ้ แล้วชะโงกหน้าเข้าไปด้านใน เห็นเป็นห้องแคบๆ ว่างๆ ไม่มีอะไรให้ นอกจากเสื่อเก่าๆ ผืนเดียว
        
       วิศนีทรุดนั่งลงกลางเสื่อ กวาดตามองไปรอบๆ แล้วถอนใจ พยายามทำใจว่าจะต้องอยู่ที่นี่ให้ได้

   นีรนุชยืนโทรศัพท์อย่างกังวล มีองอาจ พิชิต รักชาติ ช่วยกันเก็บของที่โยธินกับพวกมารื้อคนอยู่ เดชชาติเดินเข้ามาหา

       “ติดต่อพี่อารุมไม่ได้เลย พี่ชาติรู้ไหมว่าเขาไปไหน”
       เดชชาติส่ายหน้า
       “ทำไมพี่อารุมถึงทิ้งพวกเราไป จะบอกลาสักนิดก็ไม่มี”
       “ให้เวลามันหน่อยเถอะนุช คนเรามีวิธีการทำใจไม่เหมือนกัน พี่ว่าตอนนี้อารุมมันคงอยากอยู่กับตัวเองมากที่สุด”
       นีรนุชใจเย็นลง หยุดโทร แต่ยังไม่หายกังวล
       “แล้วคุณวิศนีหายไปด้วยแบบนี้ แปลว่าเขาไปด้วยกันหรือเปล่า”
       เดชชาติอึ้งไป ลึกๆ ก็แอบสงสัย แต่ก็ไล่ความคิดนั้นออกไป
       “อารุมมันโกรธคุณวิศนีจะตาย ไม่มีทางไปด้วยกันหรอก”
       
       วิศนีเอาผ้าขี้ริ้วชุบน้ำแล้ว มาเช็ดถูรอบๆ กระท่อม เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ ทำไปก็ปาดเหงื่อไป เพราะไม่เคยต้องทำอะไรเองแบบนี้มานาน เสร็จแล้วก็หยิบผ้าขี้ริ้วออกไปตากระเบียงกระท่อม แล้วหยิบเสื่อที่ตากไว้จะเข้าไปปูนอน สายตาหญิงสาวเหลือบไปเห็นอารุมยืนมองอยู่หน้าบ้าน ก็เงยหน้ามองกลับอย่างเต็มตา อารุมยืนนิ่งอยู่สักพักก็หลบเข้าบ้านไป ไม่กล้าสู้หน้า วิศนีมองตามเศร้าๆ แล้วเอามือปัดๆ ฝุ่นที่เสื่อต่อ ก่อนจะหอบเข้าไปในกระท่อม
       
       อำนวยกินยาที่กรแก้วจัดให้ แล้วเอนพิงเก้าอี้ทำงานอย่างอ่อนแรงเหมือนเดิม
       “ขึ้นไปนอนข้างบนดีกว่าไหมคะ จะได้สบาย”
       อวลอบเห็นด้วย
       “นั่นสิคะคุณอำนวย ไปพักผ่อนเถอะค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตาโยกับดิฉัน ยังไงเราก็ต้องหาหนูวิศนีให้พบ”
       “ขอโทษคุณหญิงด้วยนะครับที่ต้องวุ่นวายไปด้วย ทั้งที่ยายหนูกับโยธินเพิ่งจะ...”
       อวลอบ รีบแทรก
       “อุ๊ย ไม่เอาๆ ไม่พูด บอกแล้วไงคะว่าเป็นเรื่องเด็กๆ ทะเลาะกัน อย่าไปคิดมาก ยังไงแกสองคนก็ยังเป็นคู่หมั้นกันเหมือนเดิมค่ะ”
       อวลอบย้ำแล้วรีบกลบเกลื่อน อำนวยยิ้มฝืนๆ ตอบแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
       
       อวลอบเดินออกมาหน้าบ้าน ก็เห็นโยธินลงจากรถมาพอดี โยธินมีผ้าปิดตาข้างหนึ่ง
       “มาพอดีเลยตาโย เอ๊ะ นี่แกเป็นอะไร”
       “มีเรื่องกับไอ้เดชชาติกับพี่น้องมันน่ะสิครับคุณแม่ เรารีบกลับเถอะครับ ผมไม่อยากเข้าไปอธิบาย เดี๋ยวจะเสียคะแนน”
       “เอ้า แล้วหนูวิศนีล่ะ”
       โยธินหงุดหงิด
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       โยธินรีบลากอวลอบขึ้นรถ แล้วขับออกไป
       
       เดชชาติเดินมาส่งนีรนุชหน้าห้อง
       “แน่ใจนะว่าคืนนี้จะนอนคนเดียว”
       “ก็บอกแล้วไงว่านอนได้ พี่ชาติกลับไปนอนที่บ้านเถอะ เผื่อมีใครมาก่อกวนอีก แม่พี่กับเด็กๆ คงเอาไม่อยู่”
       “แล้วเธอไม่กลัวบ้างหรือไง”
       “นุชเตรียมตัวพร้อมแล้ว”
       นีรนุชยิ้มโหด แล้วเดินเข้าไปในห้องเปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบมีดพกออกมา
       “อาวุธชิ้นที่หนึ่ง เป็นไง หรือถ้าหยิบไม่ทันไอ้นี่ก็พอใช้ได้”
       นีรนุชเลิกหมอนข้าง ให้ดูว่ามีไม้เบสบอลอันใหญ่ซ่อนอยู่ในปลอก เดชชาติเห็นแล้วสะดุ้งโหยง
       “หรือถ้าจวนตัวจริง ก็มีไอ้นี่”
       นีรนุชเปิดใต้หมอน หยิบปืนออกมา
       “เฮ้ย เล่นขนาดนี้เลยเหรอ นี่จะนอนหรือจะไปรบวะเนี่ย”
       นีรนุชแกล้งทำเป็นเล็งปืนใส่เดชชาติ แต่พอกดน้ำ ก็พุ่งใส่หน้า เดชชาติตกใจ แต่นีรนุชหัวเราะชอบใจ
       “เห็นหรือยังว่าอาวุธครบมือขนาดนี้ ใครมันจะกล้า”
       เดชชาติมองนีรนุชที่ยิ้มกวน แล้วก็คลายความเป็นห่วง
       “ฉันว่าไอ้คนที่มันปีนบ้านเธอหลังจากนี้มันต้องซวยสุดๆแน่”
       นีรนุชยิ้มกริ่ม ทำแอ็คท่าถือปืนเท่ๆ แล้วยักคิ้วให้เดชชาติอย่างมั่นใจ...นีรนุชโบกมือให้เดชชาติแล้วปิดประตูบ้าน เดชชาติมองให้แน่ใจว่าเธอปิดบ้านมิดชิดแล้วเดินออกไป คว้าโทรศัพท์ขึ้นกดโทร
       “ฮัลโหล อารุมเหรอวะ”
       อารุมรับสายอยู่ในห้องนอน
       “แกมีอะไร”
       “ฉันจะถามว่าแกเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
       “ถึงแล้ว”
       เดชชาติ เซ็งๆ
       “นี่แกจะไม่บอกฉันจริงๆ เหรอว่าแกหนีไปอยู่ไหน”
       “แกอย่าเพิ่งรู้เลยชาติ”
       “ก็ได้วะ” เดชชาตินึกได้ “แล้วแกรู้เรื่องที่คุณวิศนีหายตัวไปหรือเปล่า”
       อารุมชะงัก ขบกรามแน่น มองออกไปนอกหน้าต่าง
       “วันนี้นายโยธินมันมาตามถึงบ้านฉัน คิดว่าคุณวิศนีอยู่ที่นี่ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน โทรไปก็ติดต่อไม่ได้”
       เดชชาติพูดไปเรื่อยๆ แต่เห็นอารุมเงียบไปก็รีบถาม
       “เฮ้ย อารุม ฟังฉันอยู่หรือเปล่าวะ”
       “ฟังอยู่”
       “เออ นั่นแหละ ตอนนี้ที่บ้านคงตามตัวกันวุ่น แกคงไม่ได้บังเอิญพาเขาไปด้วยนะเว้ย”
       เดชชาติหัวเราะขำ อารุมนิ่งเหมือนถูกสาป มองไปที่กระท่อมร้างนอกหน้าต่าง จิตใจต่อสู้กันอย่างรุนแรง ว่าจะบอกเดชชาติดีหรือไม่ดีว่าวิศนีอยู่ที่นี่ แต่ในที่สุดก็ไม่บอก เพราะลึกๆ ก็อยากให้วิศนีอยู่ใกล้ๆ
       “เปล่า ฉันไม่ได้เจอเขาเลย”
       “ฉันก็ว่างั้นแหละ เอาล่ะ ฉันไม่กวนแกแล้ว มีอะไรก็โทรมานะเว้ย โชคดีเพื่อน”
       เดชชาติวางสายไป อารุมค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลง แล้วเดินออกไปยืนริมหน้าต่าง เหม่อมองท้องฟ้าที่มีพระจันทร์กับดาวสวยๆ แสงจันทร์ทอดแสงไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่อยู่ริมทะเล เป็นเงาตะคุ่มๆ อารุมมองตามไป อยากรู้เหลือเกินว่าวิศนีจะเป็นยังไงบ้าง
       วิศนีนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเสื่อผืนเดียว เงี่ยหูฟังเสียงลม เสียงคลื่นที่ซัดอยู่ด้านนอก ลมโกรกไปมาจนทำให้ตัวกระท่อมสั่นไหวไปด้วย พาลทำให้วิศนีนอนไม่หลับ แต่ก็พยายามข่มตา
       “เราต้องอยู่ที่นี่ให้ได้ ฉันต้องอยู่ให้ได้”
       วิศนีพยายามหลับตาลง ยกมือขึ้นกอดตัวเองเพื่อให้อบอุ่น

 นีรนุชกำลังพยายามข่มตาหลับอยู่ในห้องตัวเองเหมือนกัน แต่พอหลับตาลง จิตใต้สำนึกก็สะท้อนเสียงขู่ของโยธิน

       “คราวที่แล้วแกยังไม่เข็ดใช่ไหม หรือว่าอยากเจอมากกว่าโดนข่มขืน !”
       นีรนุชลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่ง เหมือนเอะใจอะไรบางอย่าง นีรนุชปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ ก็รีบลุกขึ้นเปิดไฟ หยิบโทรศัพท์ข้างเตียงกดไปหาเดชชาติทันที เสียงโทรศัพท์ดัง แต่ไม่มีคนรับ
       “โอ๊ย รับสิพี่ชาติ เรื่องด่วน”
       นีรนุชรอสายสักพักก็วางโทรศัพท์ ลุกไปที่หน้าต่าง คิดจะหยิบกระป๋องมาเขย่าเรียกเดชชาติเหมือนเคย แต่เพิ่งนึกออกว่าโยนทิ้งไปแล้ว นีรนุชหันรีหันขวาง แล้วรีบเปิดหน้าต่างออกไปเรียก
       “พี่ชาติ หลับหรือยัง พี่ชาติ”
       นีรนุชเห็นว่าตะโกนไม่ได้ผล ก็หันมองหาอะไรใกล้มือขว้างไปกระแทกหน้าต่างห้องเดชชาติ นีรนุชขว้างอยู่สองสามทีจนของใกล้มือหมด ก็ผลุบหายไปหยิบอะไรมาขว้างอีก แต่เดชชาติเปิดหน้าต่างออกมาพอดี เลยโดนหน้าเต็มๆ
       “โอ๊ย อะไรวะเนี่ย ผีเข้ากลางดึกหรือไงยายนุช”
       นีรนุชยิ้มแหยๆ ให้
       
       เดชชาตินั่งลงที่ม้าหินข้างๆ นีรนุช หาววอดๆ
       “เธอแน่ใจนะ”
       “แน่สิพี่ นอกจากพวกเราแล้วไม่มีใครรู้เรื่องคืนนั้นหรอก”
       เดชชาติ นิ่งคิด
       “จริงด้วย เธอไม่ได้แจ้งตำรวจนี่นา”
       “อีกคนเดียวที่รู้ก็คือไอ้โจรที่มันบุกเข้ามาทำร้ายนุช แล้วถ้านายโยธินมันรู้เรื่องนี้ด้วย ก็แสดงว่าพวกมันรู้จักกัน”
       นีรนุชพูดอย่างมั่นใจ เดชชาตินิ่งอึ้งไป
       
       พระอาทิตย์ขึ้นริมทะเลสวยงาม จันทร์เดินมาตามชายหาด จะตรงไปที่บ้านใหญ่ พยายามซักซ้อมวิธีปลุกอารุม เธอทำเสียงอ่อนหวาน
       “พี่อารุมจ๋า เช้าแล้วนะจ๊ะ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ไม่เอาๆ เอาใหม่”
       จันทร์ทำเป็นปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนแหวกโชว์เล็กๆ แล้วปรับเสียงเซ็กซี่ แอ็คติ้งใหม่
       “พี่อารุมจ๋า เช้าแล้วนะจ๊ะ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะจ๊ะ ฮิๆ แบบนี้ดีกว่า”
       จันทร์เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผ่านมาทางกระท่อม แล้วชะงัก เมื่อเห็นผ้าขี้ริ้วตากอยู่ที่ระเบียง แถมมีรองเท้าวางอยู่หน้าประตู
       “เอ๊ะ ใครมานอนที่นี่ หรือว่าโจร”
       
       จันทร์ลากฉายกับเพ็ญให้ย่องมาที่กระท่อม โดยที่ตัวเองถือไม้มาด้วย ฉายแปลกใจ
       “มันจะเป็นไปได้ยังไง กระท่อมนั้นมันจะพังมิพึงแหล่อยู่แล้ว”
       “แต่จันทร์เห็นกับตาว่ามีคนอยู่นะพี่ฉาย”
       เพ็ญมองไปหน้ากระท่อม
       “มีรองเท้าวางจริงๆ ด้วยพี่”
       จันทร์เอาไม้ยัดมือฉาย
       “เอาเลยพี่ ตีมันเลย ไม่รู้เป็นโจรหนีตำรวจมาหรือเปล่า”
       ฉายรับไม้มาถืออย่างไม่เต็มใจ แล้วย่องนำขึ้นเรือนไป ทันใดนั้นเองประตูกระท่อมก็เปิดออกมา ฉายตกใจเงื้อไม้ แต่พอเห็นเป็นวิศนีก็ชะงัก
       “อ้าวคุณ”
       “มีอะไรกันเหรอคะ”
       จันทร์กับเพ็ญตกใจพอกัน
       “คุณเองเหรอคะ” เพ็ญหันไปหยิกจันทร์ “ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือเลยแกนี่”
       จันทร์ปัดป้อง
       “ก็ใครจะไปรู้ล่ะ นึกจะมานอนก็มา ไม่รู้จักขออนุญาต”
       วิศนียกมือไหว้ฉายกับเพ็ญ
       “ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พอดีฉันเห็นว่ามันมืดแล้ว”
       ฉายกับเพ็ญรีบรับไหว้
       “ทำไมคุณถึงมานอนที่นี่ล่ะครับ ทำไมถึงไม่ไปนอนกับคุณ...”
       ทันใดนั้นเสียงอารุมก็แทรกเข้ามา
       “แล้วทำไมต้องไปนอนกับฉันด้วยล่ะ”
       ทุกคนหันไป เห็นอารุมเดินออกมา
       “ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน เขานอนที่นี่ก็ดีแล้ว”
       ทุกคนจ๋อย แต่จันทร์สะใจ วิศนียิ้มกลบเกลื่อน
       “ใช่จ้ะ ฉันนอนที่นี่ได้ ไม่เป็นไร”
       เพ็ญเป็นห่วง
       “แล้วคุณนอนสบายเหรอคะ กระท่อมมันโทรมจะตาย”
       “ถ้าคุณนีอยู่ไม่ได้ เดี๋ยวเขาก็ไปอยู่ที่อื่นเองแหละ”
       อารุมมองวิศนีอย่างเย็นชา จันทร์ลอบยิ้มสะใจอีก วิศนีเริ่มเกิดลูกฮึด
       “ฉันอยู่ได้จริงๆ ค่ะ ฉันไม่ไปไหนง่ายๆ หรอก”
       วิศนีพูดพลางจ้องหน้าอารุมแบบมุ่งมั่น ถือดีนิดๆ จันทร์มองค้อน
       
       อารุมเดินคุยกับฉายมาที่หน้าบ้าน
       “ตลาดอยู่ไม่ไกลหรอกครับ แค่สองกิโลก็ถึงแล้ว เดี๋ยวผมขับรถไปให้ก็ได้”
       “ไม่เป็นไร ฉันจะไปเอง ฉายไปทำธุระของตัวเองเถอะ”
       ฉายยิ้มให้อารุมอย่างเกรงใจแล้วแยกไป อารุมเดินไปที่รถ วิศนีรีบตามไป
       “คุณจะไปตลาดเหรอคะ ให้ฉันไปด้วยได้ไหม”
       อารุมหยุดเดินหันมา ทำเป็นถอนใจแรงๆ เหมือนรำคาญ
       “ไม่กลัวผมเอาไปทิ้งไว้ที่โน่นหรือไง”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะจำทางกลับมาให้ถูก หรือไม่ก็จะโยนหินไว้ตามทางเหมือนแฮนเซลกับเกรเทล”
       วิศนีพยายามพูดขำๆ ให้เขาอารมณ์ดีแต่อารุมก็ยังคงหน้าบึ้ง ไม่ขำด้วย จนเธอเจื่อนไป
       “จะไปก็ตามมา”
       อารุมเดินดุ่มๆ ไปขึ้นรถ วิศนียิ้มดีใจ รีบตามไป
       
       อวลอบถือโทรศัพท์ปรี่เข้ามาหาโยธินที่นั่งกินกาแฟอยู่
       “ทำไงดีล่ะโย เสี่ยหวินเริ่มให้คนโทรมาทวงหนี้เราแล้ว”
       “คุณแม่ก็ผลัดเขาไปก่อนสิ”
       “ผลัดมาตั้งหลายรอบแล้ว คราวนี้มันขู่ว่าถ้าไม่จ่าย มันจะแฉว่าเราเป็นหนี้มันนะลูก”
       โยธินกระแทกแก้ว กินไม่ลง
       “โธ่โว้ย !”
       “ถ้าหมดทางจริงๆ แม่คงต้องไปเจรจากับบริษัทฝรั่งเรื่องขายโรงแรมแล้วนะ”
       “คุณแม่ครับ ผมบอกแล้วว่าอย่าเพิ่ง”
       “แล้วจะเอายังไงล่ะ ทางเดียวที่เราจะมีเงินมาใช้หนี้ก็คือแกต้องแต่งกับหนูวิศนีให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้เจ้าสาวแกหายไปไหนก็ไม่รู้ แล้วจะแต่งกับใคร”
       โยธินนิ่งคิดส่ายหน้า เอามือกุมหัวอย่างกลุ้มจัด อวลอบนั่งมอง กลุ้มไม่แพ้กัน

  อารุมจอดรถที่มุมหนึ่งของตลาดแล้วลงจากรถมา มีวิศนีเดินตามมาด้วยความสนใจ แม่ค้าพ่อค้ามองวิศนีกับอารุมแล้วร้องเรียก คนเดินตลาดที่สวนไปมาก็มองวิศนี เพราะวิศนีแต่งตัวดูเป็นชาวกรุงที่สุด แม้จะยับยู่ยี่เพราะเป็นชุดเดิมที่ใส่ตั้งแต่คืนก่อน

       
       วิศนีเดินดูของเพลินไม่ได้สังเกต อารุมเหลือบมอง
       “คุณไม่อายเหรอที่ตัวเองเป็นตัวประหลาด”
       “หมายความว่าไงคะ”
       อารุมพยักเพยิดสายตาไปรอบๆ วิศนีมองตาม เห็นใครๆก็มองตัวเองก็หน้าเสีย
       “ฉันคงสกปรกมาก”
       “คุณแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้านเขาต่างหาก”
       “ก็ฉันไม่มีเสื้อผ้าใส่นี่นา” หญิงสาวมองไปที่ร้านเสื้อผ้า “อุ๊ย เจอพอดีเลย”
       วิศนีรีบวิ่งตรงไปที่ร้านค้า ตรงไปเลือกเสื้อสวยๆ ที่แขวนที่ราวอย่างสนอกสนใจ แม่ค้าเดินออกมา
       “รับตัวไหนดีคะ รับรองได้ว่าใส่แล้วสวยทุกตัวเลยค่ะ”
       วิศนียิ้มให้แม่ค้า แล้วเดินเลือกหยิบมาถือไว้หลายตัวลืมว่าไม่มีเงิน แม่ค้าเชียร์
       “อุ๊ย น้องตาแหลมนะ ตัวนั้นก็สวยนะคะ ซื้อเยอะๆเดี๋ยวพี่ลดให้”
       วิศนีชะงัก เพิ่งนึกได้ว่าไม่มีเงิน มองดูเสื้อในมืออย่างเสียดายก่อนจะฝืนยิ้ม
       “เอ่อ พี่ขา ถ้าหนูเอาเสื้อแลกกับนาฬิกาเรือนนี้ พี่จะขายไหมคะ”
       วิศนีรีบถอดนาฬิกาส่งให้ แม่ค้างงๆ แต่ก็รับมาดู แล้วส่ายหน้าก่อนจะส่งคืน
       “ยี่ห้ออะไรอะ ไม่รู้จัก”
       วิศนีเจื่อน มองดูมือตัวเอง แล้วรีบถอดแหวนส่งให้
       “แล้วถ้าแหวนวงนี้ล่ะคะ ทองแท้นะคะ หนูรับรอง”
       แม่ค้าจะรับแหวนมา แต่แล้วก็มีมือมาแย่งไป วิศนีหันไปมองก็เห็นว่าเป็นอารุม
       “ทำอะไรของคุณ”
       “อ้าว ก็...ฉันไม่มีเงินนี่คะ”
       อารุมดุๆ ฟอร์มๆ
       “แล้วไม่เสียดายหรือไง เอาของแพงๆ มาแลกเสื้อผ้า ไม่มีเงินแล้วยังจะฟุ่มเฟือยอีก”
       วิศนีอึ้งๆ งงๆ ทำอะไรก็โดนด่า อารุมทำเก๊กใส่ แล้วหันไปหาแม่ค้า
       “เสื้อพวกนี้ เท่าไรครับพี่”
       “สามร้อยค่ะ”
       อารุมจ่ายเงินทันที แม่ค้าเอาเสื้อใส่ถุงให้วิศนีก่อนจะแซว
       “แหม น้องนี่ตลกนะ เอาแหวนมาแลกเสื้อผ้า ถ้าทองแท้จริง พี่จะให้เหมาทั้งร้านเลยแม่คู้น”
       แม่ค้าหัวเราะคิกคัก วิศนียิ้มเขินๆ ใส่ แต่อารุมตีหน้ายักษ์ แล้วลากวิศนีออกไป
       
       อารุมพาวิศนีออกเดินต่อ
       “ขอบคุณนะคะ”
       “จะไปร้านไหนอีก”
       “พอแล้วมั้งคะ”
       อารุมเก๊กดุอีก
       “มาทั้งทีก็ซื้อให้ครบๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องมาแล้วมาอีก”
       วิศนีงง
       “ค่ะๆ ก็ได้ค่ะ”
       วิศนีเดินนำอารุมไปอีกร้าน อารุมทำเป็นเซ็งๆ แต่ก็เดินตาม จริงๆ ก็ชอบ แต่วางฟอร์ม
       
       วิศนีเข้าไปเลือกผ้านุ่งลายสวย แม่ค้าเดินออกมาดู
       “ลองได้นะคะ ลองไหม”
       วิศนีหันไปมองอารุมอย่างขอความเห็น ชายหนุ่มพยักหน้าแกนๆ หญิงสาวรีบเอาผ้าเข้าไปลองในห้อง แม่ค้าหันมากระเซ้าอารุม
       “เป็นไงคะพี่ แฟนพี่สวยเนาะ ใส่อะไรก็สวย”
       อารุมเขินหน้าแดง ทำเมินๆ ไม่ตอบ
       
       วิศนีมาดูผ้าถุงอีกร้าน แม่ค้าเสนอขาย...
       “ผ้าถุงผืนนี้เหมาะกับน้องผู้หญิงมากนะคะ น้องผู้ชายไม่ซื้อให้แฟนสักผืนเหรอคะ”
       วิศนีทำหน้าตกใจ กลัวอารุมวีนแตกที่ถูกเข้าใจว่าเป็นแฟน รีบแก้
       “เอ่อ พี่คะ จริงๆ แล้วเรา...”
       อารุมตัดบท
       “ถ้าชอบก็เอาไป”
       อารุมทำเป็นเดินหนีฉุนๆ วิศนียิ้มเจื่อนให้แม่ค้า แล้วหยิบเลือกลาย
       
       วิศนีเข้าไปเลือกพูดคุยกับคนขายอยู่ในร้านอีกร้านหนึ่ง อารุมเลี่ยงออกมาอยู่ข้างนอก หันไปอีกทีก็เจอชุดชั้นในแขวนเกือบจะชนหน้า อารุมรีบเอามือบังไว้ แต่เป็นลักษณะจับที่ตัวเสื้อพอดี ชายหนุ่มมองเขินๆ แต่ก็พลิกดูตัวอื่นๆ ที่แขวนอยู่ นึกถึงวิศนีว่าคงต้องใช้เหมือนกันพอหันมาก็เจอวิศนีที่ซื้อของเสร็จแล้วยืนมองอยู่
       “คุณทำอะไรคะ”
       อารุมสะดุ้ง รีบปล่อยมือ อธิบายหน้าแดง
       “เอ่อ ผม...ผมแค่ดูเฉยๆ เผื่อ...คุณต้องใช้”
       วิศนีเห็นอารุมหน้าแดงก็เขินไม่แพ้กัน
       “ค่ะ ฉันต้องใช้”
       “งั้นคุณก็...”
       อารุมเผลอดึงเสื้อที่แขวนส่งให้ วิศนีเขิน รีบหยิบวาง
       “ด...เดี๋ยวฉันดูเองแล้วกันค่ะ ขอบคุณนะคะ”
       วิศนีหลบเข้าไปเลือกในร้านอย่างอายๆ แล้วหันมองอารุมที่ยืนเก้อๆ อยู่หน้าร้าน ก่อนจะแอบยิ้มเอ็นดู...อารุมยืนหันไปหันมาอยู่หน้าร้านด้วยความประหม่า จันทร์ผ่านมาเห็นก็รีบแถเข้ามาหา
       “พี่อารุม มาทำอะไรที่นี่จ๊ะ”
       จันทร์รีบปรี่เข้าไปกอดแขนไว้
       “เอ่อ พี่มาซื้อของ”
       “ร้านเสื้อในเนี่ยนะ”
       อารุมยิ้มเขิน พูดไม่ออก วิศนีซื้อเสร็จพอดี เดินออกมา พอจันทร์เห็นก็ชักสีหน้า
       “อ๋อ มารอเธอนี่เอง”
       วิศนีไม่อยากคุยกับจันทร์ เลยหันไปพูดกับอารุมแทน
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       จันทร์ค้อนหมั่นไส้
       “พี่อารุมหิวหรือยังจ๊ะ ไปกินข้าวกันดีกว่า มีร้านนึงอร่อยมาก เดี๋ยวจันทร์พาไป”
       จันทร์จะลากอารุไป ไม่สนใจวิศนี อารุมอึดอัดที่เธอเกาะแกะ เลยพยายามหาก้างขวางคอจึงหันไปถามวิศนี
       “คุณหิวหรือยัง ถ้าหิวก็ไปด้วยกัน”
       จันทร์ชักสีหน้าไม่พอใจ ถลึงตาใส่วิศนีเป็นเชิงห้ามตาม แต่วิศนีไม่สนใจ
       “หิวค่ะ”
       
       จันทร์หน้างอ สะบัดหน้าพรืดใส่แล้วรีบลากอารุมไป โดยมีวิศนีเดินตามไปแบบสงบเสงี่ยม

 อาหารทะเลชนิดต่างๆ วางเต็มโต๊ะ จันทร์คอยพะเน้าพะนอตักใส่จานอารุม

       
       “อันนี้อร่อยมากเลยจ้ะพี่อารุม เขาเอามาขึ้นสดๆ ที่ท่า ลองดูนะจ๊ะ”
       วิศนีมองจันทร์ที่เอาใจอารุมตาปริบๆ เพราะจันทร์ทำเหมือนไม่เห็นวิศนีอยู่ในโลก วิศนีพยายามไม่ใส่ใจ เอื้อมมือจะตักอาหาร จันทร์รีบยกจานที่วิศนีจะตักหนีไปวางตรงหน้าอารุม
       “เอาไปไว้ใกล้ๆ นะจ๊ะ จะได้ตักง่ายๆ”
       จันทร์มองวิศนีเย้ยๆ แล้วกินต่อไป วิศนีเซ็งๆ ตักอาหารในจานอื่นแทน
       “อร่อยไหมจ๊ะพี่อารุม”
       อารุมฝืนๆ
       “ก็ดีจ้ะ”
       อารุมวางช้อนจะหยิบแก้วน้ำ จันทร์เห็นเข้าก็รีบประคองน้ำป้อน
       “น้ำอยู่นี่จ้ะ”
       อารุมรับแก้วมาดื่มเอง จันทร์พะเน้าพะนอบริการรับแก้วมาวางให้ แล้วเหล่มองวิศนีที่ก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ อย่างมีแผน ก่อนจะแกล้งทำแก้วล้ม น้ำเทไหลไปทางวิศนี
       “อุ๊ย !”
       “ตายแล้ว ขอโทษนะ”
       จันทร์ทำเสียงสำนึกผิด แต่สีหน้ายิ้มเยาะเย้ย วิศนีรู้เลยว่าถูกแกล้ง มองดูตัวเองที่เปียกๆ
       “ฉันไปห้องน้ำเดี๋ยวมานะคะ”
       วิศนีลุกออกไปอย่างเซ็งๆ หิ้วถุงเสื้อผ้าไปด้วย จันทร์มองตาม ยิ้มเยาะ
       “ชิมนี่หน่อยนะจ้ะพี่อารุม”
       จันทร์ตักอาหารที่มีกุ้งเป็นส่วนประกอบจะป้อน อารุมมองแล้วส่ายหน้า
       “พี่แพ้กุ้ง”
       จันทร์ตกใจ
       “อุ๊ย จริงเหรอจ๊ะ จันทร์ขอโทษนะจ๊ะ จันทร์ไม่รู้จริงๆ งั้นกินนี่แทนนะจ๊ะ ไอ้นี่ก็อร่อยๆ นะๆๆๆ”
       จันทร์คะยั้นคะยอป้อนใส่ปากจนได้ อารุมกินไปแบบฝืนๆ ทันใดนั้นเสียงเพ็ญ ดังขึ้น
       “นังจันทร์ !”
       จันทร์ชะงักหันไปมอง เห็นเพ็ญเดินหน้ายักษ์เข้ามา
       “ไหนแกบอกจะแวะไปหาเพื่อน ที่แท้ก็มาวุ่นวายอยู่กับคุณอารุมนี่เอง”
       “ก็พี่อารุมหิวข้าว จันทร์ก็เลยมาเป็นเพื่อน”
       อารุมรีบไล่
       “จันทร์ไปเถอะ พี่อิ่มแล้วล่ะ”
       “แต่ว่าจันทร์...”
       “ไม่ต้องแต่ ไปช่วยฉันหิ้วของกลับบ้าน มีงานต้องทำอีกเยอะ ไป”
       เพ็ญตรงเข้ามาลากจันทร์ออกไป จันทร์มองอารุมอย่างอาลัยอาวรณ์
       
       อารุมเดินออกมาหน้าร้าน มองหาวิศนีที่ยังไม่กลับมาสักที
       “หายไปไหนอีกล่ะ ยายตัวยุ่ง”
       อารุมมองไปมองมา แล้วเดินเซ็งๆ ไปรอที่รถ ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
       “เดี๋ยวค่ะ รอฉันด้วย”
       อารุมหันกลับมา เห็นวิศนีในมาดสาวหมู่บ้านชาวประมง ดูเรียบๆ เก๋ๆ วิ่งตรงมา อารุมอึ้งๆ มองวิศนีอย่างแปลกตา เพราะไม่เคยเห็นเธอในมาดที่ดูเป็นธรรมชาติเท่านี้มาก่อน
       “เป็นไงบ้างคะ ฉันหายเป็นตัวประหลาดหรือยัง”
       อารุมมองวิศนีเพลินเหมือนตกอยู่ในภวังค์ วิศนีเห็นเขาไม่ตอบ ก็โบกไม่โบกมือตรงหน้า
       “คุณ เป็นอะไรไป”
       อารุมได้สติ รีบตีหน้ายักษ์กลบเกลื่อน
       “หายไปตั้งนานเพื่อจะไปแต่งตัวสวยเนี่ยนะ” อารุมส่ายหัว “ผู้หญิง”
       อารุมเดินหนีไป เพราะไม่อยากให้วิศนีเห็นว่ากำลังเขิน วิศนีรีบเดินตามอย่างอารมณ์ดี
       “ขอบคุณนะคะที่ชมว่าสวย”
       อารุมปากแข็ง
       “ผมไม่ได้ชม”
       วิศนีรีบวิ่งไปดักหน้า
       “แล้วก็ขอบคุณที่ให้ฉันยืมเงินซื้อเสื้อผ้า แล้วฉันจะรีบหามาคืน”
       อารุมทำฟอร์ม
       “ไม่ต้อง คุณคงอยู่ที่นี่ไม่นาน เดี๋ยวก็ไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
       
       อารุมพูดจบก็เดินอ้อมไปขึ้นรถ วิศนีมองตามงอนๆ รู้ว่าอารุมไล่ทางอ้อม แต่ก็ตามขึ้นรถไป

   เดชชาตินอนหลับอุตุ คลุมโปงอยู่บนเตียง นีรนุชเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา

       
       “พี่ชาติ ! ตื่นได้แล้ว ไปธุระเป็นเพื่อนนุชหน่อย”
       เดชชาติทำเสียงอืออาอยู่ใต้ผ้าห่มไม่ยอมลุก นีรนุชเดินมานั่งที่เตียง พยายามเขย่าตัว
       “พี่ชาติตื่นเร็ว”
       เดชชาติงัวเงีย
       “อะไร ยังเช้าอยู่เลย”
       “เช้าที่ไหน นี่มันสายแล้ว ดูเวลาสิเอ้า”
       นีรนุชหยิบนาฬิกาปลุกหัวเตียงมายื่นให้เดชชาติดู แต่เดชชาติยังไม่ยอมลืมตา นีรนุชเลยแกล้งกดให้เสียงปลุกดังลั่นขึ้น เดชชาติลืมตาขึ้นอย่างรำคาญ
       “เอามานี่”
       “ก็ลุกขึ้นมาสิ”
       เดชชาติชะงัก
       “ลุกไม่ได้”
       “ทำไม”
       “ออกไปรอข้างนอกก่อนไป”
       “ไม่ จนกว่าพี่ชาติตื่น”
       นีรนุชกดเสียงปลุกให้ดังอีก เดชชาติรำคาญ พยายามดึงนาฬิกาคืนมา นีรนุชไม่ยอมให้ ในที่สุดเดชชาติก็ออกแรงกระชากจนนีรนุชเซถลา จนเกือบมาจุ๊บหน้ากัน ทั้งสองมองกันเลิ่กลั่กอย่างตกใจ แล้วรีบผละออกจากกัน หันหนีไปคนละทาง
       “บอกแล้วไงให้ออกไปก่อน”
       เดชชาติหันหลังให้ นีรนุชหันหลังให้เขาเหมือนกัน
       “พี่ก็ตื่นก่อนสิ ตื่นเดี๋ยวนี้”
       นีรนุชลุกขึ้นยืนดึงผ้าห่มออกจากปลายเตียง เดชชาติตกใจ ร้องลั่น
       “เฮ้ย อย่าๆๆ”
       นีรนุชไม่สนดึงผ้าห่มโยนไว้ที่พื้นห้อง กะจะไม่ให้เขานอนต่อ แต่พอมองไปที่เตียงก็ตกใจ เพราะเดชชาติเอามือกอดอก ท่อนล่างเปลือยเปล่า
       “อ๊าย พี่ชาติ คนลามก”
       นีรนุชรีบหันหน้าหนี ปิดตา เดชชาติบิดตัวหนี ตะโกนลั่น
       “เธอน่ะสิลามก ก็ฉันบอกแล้วไม่ให้ดึงๆ ทำไมไม่เชื่อเล่า”
       “ก็ใครจะรู้ว่าพี่จะแก้ผ้านอนเล่า”
       “ก็มันร้อนนี่ ออกไปก่อน เร็ว”
       นีรนุชวิ่งร้องกรี๊ดๆ ออกไปจากห้องอย่างตกใจ เดชชาติมองตาม ทำหน้าอยากตาย
       “หมดกัน ความหนุ่มแน่นของช้าน”
       
       นีรนุชนั่งลงที่โต๊ะมองเดชชาติที่ถือจานไส้กรอกทอดกับไข่ดาวมาจากในครัว เดชชาติทำเขินๆ
       “มองอะไร เมื่อกี้ยังเห็นไม่พออีกเหรอ”
       “บ้า !”
       นีรนุชอายหน้าแดง รีบก้มหน้า เดชชาติส่ายหน้า แล้ววางจานลงบนโต๊ะให้ตัวเองกับหญิงสาว
       “ตกลงมีธุระอะไรถึงขึ้นไปลากฉันถึงเตียง หิวข้าวแค่เนี้ยเหรอ”
       “นุชจะชวนพี่หาไปทนายต่างหากล่ะ”
       “ทำไม”
       “ก็เรื่องที่นุชถูกขู่ทำร้ายไง ถ้านายโยธินส่งคนมาข่มขู่นุช พ่อวิศนีก็ต้องรู้เรื่องนี้ด้วยแน่ นุชจะให้ทนายยื่นอุทธรณ์คดีพี่นน”
       “เฮ้ย ไปกันใหญ่แล้ว ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้”
       นีรนุชไม่พอใจ
       “พี่ชาติจะเข้าข้างพวกเขาอีกแล้วใช่ไหม”
       “ไม่ได้เข้าข้าง แต่คุณอำนวยไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ พี่ทำงานกับแกมาตั้งหลายปี พี่รู้จักแกดี แกอาจจะเป็นคนดุ แต่ไม่ใช่คนเลว ถ้านุชสงสัยว่าโยธินมันอยู่เบื้องหลังพี่ก็เห็นด้วย แต่พี่มั่นใจว่าคุณอำนวยไม่รู้เรื่องนี้”
       นีรนุชชักสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
       “อีกอย่าง ต่อให้นุชมั่นใจจริงๆ แต่ตอนนี้เราไม่มีหลักฐานอะไรเลย นุชเอาอะไรไปยืนยันให้ทนายรื้อคดีขึ้นมาใหม่ล่ะ”
       นีรนุชนิ่งอึ้งไป จำนนด้วยเหตุผล เดชชาติเห็นเข้าก็จิ้มไส้กรอกป้อน
       “กินซะ จะได้สมองโล่งๆ อย่าเพิ่งวู่วาม”
       นีรนุชใจเย็นลง ยอมกิน แต่สีหน้ายังครุ่นคิดอยู่
       
       อารุมขับรถมาจอดหน้ารั้วบ้าน ชะโงกหน้ามองเข้าไปไม่เห็นฉาย เลยเปิดประตูรถ
       “คุณขับต่อให้หน่อย ผมจะลงไปเปิดรั้ว”
       วิศนีอึกอัก เพราะไม่ได้จับรถมาหลายวันแล้ว
       “เอ่อ ได้ค่ะ”
       อารุมลงจากรถไป วิศนีปีนข้ามมานั่งเบาะคนขับ อารุมหันมาสั่ง
       “จอดหน้าบ้านเลยนะคุณ”
       วิศนีฝืนยิ้มพยักหน้าแทนคำตอบ แต่พออารุมหันหลังเดินไปเปิดรั้ว วิศนีก็หุบยิ้ม หน้าเครียดขึ้น เธอนั่งนิ่งๆ อยู่ในรถ มองพวงมาลัย คอนโซล ไล่ลงมาจนถึงเบรกเท้าด้วยความกดดัน อารุมเปิดรั้วกว้างออกเสร็จก็หันมาโบกมือให้วิศนีขับเข้ามา วิศนีจับเกียร์มือสั่นๆ เท้าค่อยๆ เลื่อนไปแตะคันเร่ง สั่นพอกัน หน้าตาวิตกจริต อารุมยังคงยืนโบกให้เข้าไป วิศนีมองตรงไปข้างหน้า พยายามเรียกสติ กะพริบตา ฉับพลันภาพเหตุการณ์รถชน ก็แว่บเข้ามา วิศนีรีบลืมตาขึ้น เหมือนตกใจตื่นจากฝันร้าย รีบเอามือเข้าเกียร์ แล้วเหยียบคันเร่ง แต่เพราะความวิตกจริต ทำให้คุมร่างกายไม่อยู่ รถพุ่งทยานออกไปอย่างเร็ว อารุมเห็นรถพุ่งเข้ามาตรงหน้าก็ตกใจ รีบกระโจนหลบ
       “ระวัง !”
       วิศนีตกใจทำอะไรไม่ถูก ปล่อยรถให้พุ่งกระโจนไปชนกำแพงอย่างแรง อารุมตกใจ รีบวิ่งตามมา เปิดประตูฝั่งวิศนีก่อนเลยด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นอะไรหรือเปล่า”
       วิศนีส่ายหน้างงๆ แล้วค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถ ขายังสั่นจนยืนแทบไม่อยู่ ต้องเกาะบานประตูไว้ อารุมเดินไปดู เห็นหน้ารถชนกำแพงควันขึ้น เหมือนหม้อน้ำแตก อารุมโมโห เริ่มพาล
       “หมดกัน พังพินาศหมด นี่ถ้าผมหลบไม่ทันก็คงตายไปอีกคน สมใจคุณ”
       วิศนีหน้าเสีย
       “เปล่านะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
       “คุณมันก็พูดได้แค่นี้แหละ ไม่ได้ตั้งใจๆ คุณเอาคำนี้มาอ้างเวลาก่อเรื่องได้ตลอดเวลา ผมอุตส่าห์หนีมาไกลๆ คิดว่าจะพ้น แต่คุณก็ยังตามมาหลอกหลอน ผมเบื่อเต็มทีแล้ว จะไปไหนก็ไป”
       วิศนีน้ำตาคลอ น้อยใจ แต่ก็รู้ว่าตัวเองผิด เลยเดินคอตกออกไป อารุมมองตาม แอบสงสารเหมือนกัน แต่ความโกรธพาลมีมากกว่า เพราะรถพัง
       วิศนีเดินร้องไห้ สะอื้นเบาๆ มาตามชายหาด เสียใจที่ถูกว่าอีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน เลยเดินเรื่อยเปื่อยไป...เพ็ญยืนกอดอกมองวิศนีอยู่ในบ้าน อย่างเป็นห่วง ฉายเดินเข้ามาดู
       “คุณนีเดินร้องไห้ไปโน่นแล้วพี่ฉาย”
       “มีเรื่องอะไรกัน”
       “ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อกี้คุณอารุมเอ็ดตะโรใหญ่เลย”
       ฉายมองตามไปทางวิศนีอย่างเป็นห่วง เพ็ญถอนใจ
       “ตกลงสองคนนี้เขาเป็นอะไรกันแน่นะพี่”
       “ก็บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน”
       “แต่ฉันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นนะ”
       
       เพ็ญกับฉายมองวิศนีอย่างสงสัย

 กรแก้วจัดอาหารใส่ถาด เตรียมจะเอาขึ้นไปให้อำนวย แต่อำนวยเดินลงมาพอดี

       
       “อ้าวคุณ ฉันกำลังจะให้เด็กเอาข้าวต้มไปให้พอดีเลยค่ะ”
       “ไม่เป็นไร ผมลุกไหว”
       กรแก้วรีบเข้าไปประคอง พาอำนวยมานั่งที่โต๊ะ อำนวยถามเพลียๆ
       “ยายหนูกลับมาหรือยัง”
       กรแก้วลำบากใจ ไม่ค่อยอยากพูด แต่ก็ต้องบอก
       “ยังค่ะ”
       “ตกลงที่โยธินไปตาม ก็ไม่ได้เรื่องเหรอ”
       กรแก้วส่ายหน้า อำนวยกินไม่ลง ตัดสินใจลุก
       “งั้นผมจะไปตามเอง”
       “คุณจะไปที่ไหนคะ”
       “ไปมันทุกที่ ถ้าต้องพลิกแผ่นดินหาลูกผมก็ยอม”
       อำนวยจะเดินออกไป แต่แล้วก็ปวดจี๊ดที่หน้าอกจนทรุดลง กรแก้วตกใจ รีบเข้ามาหา
       “คุณ !”
       อำนวยจับหัวใจ สีหน้าเจ็บปวด กรแก้วรีบประคองไว้ แล้วร้องตะโกนลั่น
       “ละออง ! สมจิต ! ใครอยู่ข้างนอกบ้าง ให้ประยุทธเอารถออก เร็วๆ เข้า”
       
       อำนวยนอนอยู่บนเตียงในห้องพักไข้ มีกรแก้ว อวลอบ โยธิน ห้อมล้อม
       “อย่าเพิ่งเครียดนะครับคุณอา ผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเลย พยายามตามหาคุณวิศนีทุกที่แล้ว”
       อวลอบเสริม
       “บางทีเธออาจจะน้อยใจคุณพ่อแล้วแอบไปเช่าโรงแรมอยู่เหมือนคราวนั้นก็ได้นะคะ”
       “จริงๆ ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก” อำนวยหันไปบอกกรแก้ว “คุณบอกให้หมออนุญาตให้ผมกลับบ้านได้ไหม”
       “ไม่ได้ค่ะ คุณหมอสั่งให้แอดมิตดูอาการสัก 2-3 วัน”
       อำนวยถอนใจ
       “2-3 วันเชียวเหรอ แล้วบริษัทจะทำยังไงกัน งานยิ่งยุ่งๆ อยู่”
       โยธินได้ยินแล้วสะกิดใจ เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
       
       อารุมเอาของแห้งที่ซื้อจากตลาดใส่ตู้ แล้วมองออกไปที่หน้าประตูบ้าน เพราะไม่เห็นวี่แววของวิศนีมาเกาะแกะ สักพักอารุมก็ทนไม่ได้ เดินออกไปยืนดูที่หน้าบ้าน พยายามมองหาวิศนี แต่บรรยากาศรอบๆ เงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นซัดซ่า
       อารุมเดินตรงจากบ้านใหญ่มาที่กระท่อม แล้วยืนรีๆ รอๆ ว่าจะเข้าไปดูดีไหม แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปดูข้างใน แต่ก็ไม่เห็นวิศนี มีแต่เสื่อที่ปูนอนม้วนพับไว้อย่างดี
       “วิศนี...”
       อารุมรีบออกมาจากกระท่อม มองไปทั่ว ใจไม่ดี กลัววิศนีไปจริงๆ เขารีบเดินออกไปที่ริมหาด พยายามมองหา ตะโกนอย่างลืมตัว เพราะเป็นห่วง
       “วิศนี ! วิศนี ! คุณอยู่ไหน”
       อารุมวิ่งไปเรื่อยๆ พลางกวาดตา แต่ก็ไม่เห็น อารุมยืนเคว้งคว้าง เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
       “วิศนี ได้ยินผมไหม”
       อารุมเดินไป ร้องเรียกไป ยิ่งไม่เห็นก็ยิ่งร้อนใจ รีบเดินต่อ
       “วิศนี !”
       อารุมมองไปยังชายหาดเวิ้งว้าง ใจหายวูบ ไม่รู้วิศนีหนีไป หรือจมน้ำ คิดแง่ร้ายไปเรื่อย ทันใดนั้น เสีบงวิศนีก็ดังชึ้น
       “ฉันอยู่นี่ค่ะ”
       อารุมหันขวับ พอเห็นวิศนียืนอยู่ด้านหลังก็โล่งใจ ความดีใจแล่นวูบขึ้นมา
       “คุณไปไหนมา”
       วิศนีชูถุงใส่เปลือกหอย
       “เก็บเปลือกหอยค่ะ ฉันเห็นว่ามันสวยดี ว่าจะเอาไปร้อย”
       อารุมมองวิศนี ลึกๆ ดีใจจนอยากดึงตัวมากอด แต่ด้วยความที่ฟอร์มเยอะก็ทำให้ตีหน้ายักษ์ใส่
       “ทีหลังจะไปไหนก็บอกสิ จะได้ไม่ต้องตามหา”
       วิศนีงง ถามซื่อๆ
       “แล้วคุณตามหาฉันทำไมเหรอคะ”
       อารุมตอบไม่ถูก จะบอกว่าเป็นห่วงก็ไม่ได้ เสียฟอร์ม เลยทำโมโหกลบเกลื่อน
       “ก็มันใกล้ค่ำแล้ว น้ำกำลังจะขึ้น อยากจมน้ำตายก็ตามใจ” อารุมมองเปลือกหอย “เล่นอะไรเป็นเด็กๆ”
       อารุมเดินหนีไป วิศนีมองตาม ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาจะเหวี่ยงทำไมนักหนา
       
       เพ็ญผัดผักอยู่หน้าเตา แล้วเทอาหารใส่จานข้างๆ จันทร์ที่ช่วยทำครัวอยู่
       “เดี๋ยวแกแบ่งเป็นสองจานแล้วยกไปให้คุณอารุมจานนึงนะ”
       “แล้วอีกจานของฉันใช่มะ”
       จันทร์เอามือหยิบจะกิน เพ็ญรีบตี
       “ของคุณนี ! เดี๋ยวแกค่อยกิน”
       จันทร์หน้าคว่ำ
       “ทำไมต้องบริการแม่คนนั้นด้วยล่ะ”
       “เอาเถอะน่า แบ่งใส่จานแล้วยกไปบ้านใหญ่”
       เพ็ญสั่งแล้วหันไปทำกับข้าวต่อ จันทร์มองตามหน้างอ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ รีบหยิบผัดผักไปวางอีกมุมในครัว แล้วเอาจานอีกใบมาตักแบ่งสำหรับวิศนี
       “เดี๋ยวแกได้กินของอร่อยแน่ นังคุณนี”
       จันทร์มองให้แน่ใจว่าเพ็ญไม่หันมา ก็รีบเหยาะพริกไทยใส่ไปในผัด เทน้ำปลาตาม ใส่น้ำส้มสายชู แล้วเอาช้อนคนๆ ให้ดูแนบเนียน พลางยิ้มสะใจ
       
       เพ็ญวางจานข้าว มีผัดผักกับแกงจืดชามเล็กๆ ลงตรงหน้า วิศนีมองอย่างเกรงใจ
       “ขอบคุณนะจ๊ะ ที่จริงเพ็ญไม่ต้องยกมาให้ฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันเดินไปกินเอง”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพ็ญอยากแวะมาดูคุณด้วยว่าขาดเหลืออะไรไหม เอาหมอนผ้าห่มไหมคะ”
       วิศนียิ้มฝืน
       “ก็ดีจ้ะ”
       เพ็ญยิ้มให้ แล้วมองอาหาร
       “ลองทานดูสิคะว่าทานได้ไหม หรืออยากทานอย่างอื่นเพ็ญจะทำให้”
       วิศนีหยิบช้อนตักใส่ปาก แต่กินไปครั้งแรกก็พะอืดพะอมจนจะอ้วก เพราะรสชาติมันเค็มแหลม แถมพริกไทยก็ฉุนขึ้นจมูกจนสำลัก เพ็ญตกใจ รีบหยิบน้ำ
       “นี่คะน้ำ ทานไม่ได้เหรอคะ”
       วิศนีหน้าเจื่อน แต่ไม่กล้าบอกเพ็ญ กลัวเสียน้ำใจ พยายามกลืนแล้วยิ้มฝืน
       “อร่อยดีจ้ะ”
       
       วิศนีทำเป็นก้มหน้าก้มตาตักกินอีก แต่ก็แอบฝืนใจกับรสชาติ เพ็ญมองเอ็นดู ไม่รู้เรื่องเลย

 อารุมนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะกับจันทร์

       
       “พี่ เพ็ญทำกับข้าวสุดฝีมือเลยนะจ๊ะวันนี้ พี่อารุมชอบไหม”
       อารุมฝืนยิ้ม พยักหน้าให้ จันทร์วุ่นวายตักโน่นนี่ให้เหมือนเคย
       “ทานเยอะๆ นะจ๊ะ”
       “น่าจะชวนฉายกับเพ็ญมาทานด้วยกัน”
       “พี่ฉายออกไปธุระจ้ะ ส่วนพี่เพ็ญน่ะเหรอ” จันทร์เบ้ปาก “โน่นแน่ะ รับใช้คุณนายอยู่ในกระท่อม”
       “คุณนายที่ไหน”
       จันทร์เม้าท์ต่อ แต่แบบป้ายสีเวอร์ๆ
       “ก็คุณนีเธอสั่งให้พี่เพ็ญเอาอาหารไปเสิร์ฟให้ถึงที่นอนน่ะสิคะ คนอะไร้ งานก็ไม่ช่วย พอถึงเวลากินก็มาชี้นิ้วสั่งๆๆ แล้วก็ไปนอนรอ ไม่รู้เป็นผู้ดีมาจากไหน”
       อารุมฟังจันทร์แล้วคล้อยตาม เพราะอคติอยู่เป็นส่วนตัว เลยวางช้อน จันทร์แปลกใจ
       “พี่อารุมอิ่มแล้วเหรอจ๊ะ”
       
       วิศนีกินอาหารอย่างพะอืดพะอม อาหารแทบไม่พร่อง เพราะกินทีละนิด
       “แล้วพรุ่งนี้คุณนีอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมจ๊ะ”
       ทันใดนั้นเสียงอารุมดังเข้ามา
       “ไม่ต้อง ตั้งแต่พรุ่งนี้ให้คุณนีไปหากินเอง”
       วิศนีกับเพ็ญเงยหน้ามอง เห็นอารุมเดินหน้าบึ้งเข้ามา จันทร์เดินตามยิ้มๆ
       “ถ้าวุ่นวายเรื่องมากนักก็ไม่ต้องกิน”
       วิศนีงงๆ
       “ฉันไม่ได้เรื่องมากอะไรนี่คะ”
       “แล้วทำไมคุณไม่ไปกินที่บ้านใหญ่กับผม”
       “ก็ฉัน...ฉันไม่กล้า”
       “ไม่กล้า งั้นก็ไม่ต้องกิน” อารุมหันไปสั่งจันทร์ “จันทร์ยกอาหารกลับไปที่บ้านใหญ่”
       “ค่ะ”
       จันทร์ยิ้มสะใจ แถเข้ามาหยิบไปทั้งถาด วิศนีทั้งอึ้งทั้งงงๆ เพ็ญก็ทำอะไรไม่ถูกไปด้วยเพราะกลัวอารุม
       
       จันทร์จัดโต๊ะอาหารใหม่ จานที่ยกมาจากกระท่อมวางอยู่ด้วย เพ็ญพาฉายเดินเข้ามา
       “พี่ฉายมาแล้วค่ะ” จันทร์รีบบอก
       อารุมหันไปชวน
       “กินข้าวด้วยกันนะฉาย”
       ฉายพยักหน้ารับอย่างเกรงใจ แล้วทรุดนั่งลง ก่อนจะนึกได้
       “อ้าวแล้วคุณนี...”
       “คุณนีกินแล้ว ป่านนี้นอนแล้วมั้ง”
       พูดเสร็จจันทร์ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วตักอาหารเอาใจอารุมต่อ อารุมทำเมินเฉย ไม่สนใจ
       
       วิศนีเทน้ำใส่แก้วจนหมดขวด แล้วดื่มประทังหิว ก่อนจะลุกเดินออกไปหน้ากระท่อม มองไปที่บ้านใหญ่ที่เปิดไฟ ทั้งหิวทั้งน้อยใจ
       “คนใจร้าย”
       วิศนีน้ำตาซึมๆ ลูบท้องตัวเอง
       
       อารุมกินข้าวคุยกับพวกฉายต่อ
       “ฉันว่าจะคุยกับฉายเรื่องงานด้วย ตอนนี้ที่ท่าเรือรับคนงานเพิ่มอีกไหม”
       ฉายชะงัก
       “คุณอารุมจะไปทำเหรอครับ”
       อารุมพยักหน้า
       “ฉันอยากลองดู”
       “ครับ แล้วผมจะถามให้”
       ฉายพูดพลางเอื้อมมือตักผัดผักในจานที่ยกมาจากวิศนีเข้าปาก ทันใดก็พ่นพรวดออกมา เพ็ญเห็นอย่างนั้นก็เอ็ด
       “พี่ฉาย !”
       ฉายสูดปาก
       “นี่มันอะไรของเธอ ทำอะไรกินเนี่ย”
       “ก็ผัดยอดมะระ พี่ก็เคยกินนี่ ถามประหลาด”
       “ฉันรู้ แต่ทำไมวันนี้รสชาติมันพิลึกอย่างนี้”
       อารุมทำหน้าเหรอหรา จันทร์ชะงัก กลัวโดนจับได้ เพ็ญเถียง
       “จะบ้าเหรอ ก็ทำแบบที่เคยทำทุกวัน”
       ฉายส่ายหน้าไม่พอใจ แล้วตักแกงจืดของวิศนีกินอีก แล้วก็สำลัก รีบคว้าน้ำมาดื่ม
       “นี่ก็อีก แกงจืดหรือน้ำกร่อยวะเนี่ย”
       อารุมมองสองคนเถียงกันอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่จันทร์เริ่มเจื่อนๆ เพ็ญชักฉุน
       “เอ๊ะ พี่ฉาย นี่จะหาเรื่องกันเหรอ ถ้าไม่อร่อยก็ไปกินข้างนอกเลยไป”
       เพ็ญยกจานหนีฉาย แล้วตักกินเอง แต่พอกินก็ชะงัก แล้วรีบคาย แหวะ อารุมสงสัย
       “มีอะไรหรือเปล่าเพ็ญ”
       เพ็ญหน้าเบ้
       “ทำไมมันเป็นอย่างนี้”
       ฉายเซ็งๆ
       “ก็ฉันบอกเธอแล้วว่ามันไม่ได้เรื่อง”
       อารุมมองงงๆ แล้วตักแกงจืดตรงหน้าตัวเองชิม สลับกับผัดผัก
       “จานนี้ก็อร่อยดีนี่”
       เพ็ญชิมแกงจืดแล้วทำหน้าปะแล่มๆ ก่อนจะนึกอะไรได้ เงยหน้ามองจันทร์
       “นังจันทร์ !”
       จันทร์สะดุ้งโหยง มองเพ็ญหน้าเสีย
       “แกจงใจปรุงเพิ่มให้คุณนีกินไม่ได้ใช่ไหม”
       จันทร์หน้าตื่น
       “เปล่านะ !”
       “จะเปล่าได้ยังไง ก็มีแกกับฉันอยู่ในครัวสองคน มานี่ มาให้ฟาดซะดีๆ”
       เพ็ญลุกขึ้นไล่ตี จันทร์รีบวิ่งหนีไปหลบหลังฉาย
       “อ๊าย เรื่องอะไรล่ะ พี่ฉายช่วยด้วย”
       “ช่วยเหรอ ช่วยซ้ำน่ะสิ นังตัวแสบ”
       ฉายหันมาตี จันทร์ร้องวี้ดๆ วิ่งหนี เพ็ญกับฉายรีบวิ่งตามไป ทิ้งอารุมนั่งงงอยู่คนเดียว
       
       อารุมหยิบจานผัดของวิศนีมาชิม แล้วเบ้หน้า เชื่อแล้วว่ารสชาติไม่ได้เรื่อง เลยมองไปทางกระท่อมวิศนีด้วยความเป็นห่วง

  วิศนีนอนลูบท้องตัวเองด้วยความหิวโหย จู่ๆ ประตูกระท่อมก็เปิดผึงออกมา อารุมโผล่มายืน วิศนีตกใจ
       
       “คุณ! มีอะไรคะ”
       วิศนีรีบลุกขึ้นนั่ง ท่าทางระวัง อารุมจ้องดุๆ แล้วเดินมานั่งยองๆ พร้อมกับวางจานข้าวที่ตักราดมาให้แล้วลงไป
       “กินซะ”
       วิศนีงงๆ
       “อะไรอีกล่ะคะ”
       “เมื่อกี้กินไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
       วิศนีเห็นอารุมเอาข้าวมาง้อ ก็เริ่มงอนบ้าง ทำเป็นเบือนหน้าหนี
       “เดี๋ยวก็หิวตายหรอก”
       “ฉันอิ่มแล้ว”
       “อิ่มอะไร เพ็ญบอกว่าคุณกินแค่ไม่กินคำ กินไม่ลงก็ไม่ยอมบอก”
       วิศนีหันมาแหว น้อยใจ
       “ในสายตาคุณ ฉันทำอะไรก็ผิดเสมอแหละ”
       วิศนีน้ำตาซึม ก้มหน้าซบเข่า ร้องไห้อย่างอัดอั้น อารุมมองสงสาร เริ่มอ่อนลงบ้าง
       “ต่อไปนี้ไปกินข้าวกับผม จะได้ไม่ต้องให้คนยกมาหลายๆ ที่ มันเปลือง”
       วิศนีหยุดร้องไห้ เงยหน้าขึ้นปาดน้ำตา แต่ยังเมินหนีไม่มองหน้าเขา อารุมจ้องคาดคั้น
       “จะกินไม่กิน”
       วิศนีพูดอู้อี้
       “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่หิว”
       อารุมจ้องอย่างไม่ยอมแพ้ หยิบจานขึ้นตักข้าวให้ แล้วยื่นมาตรงปาก
       “กิน !”
       วิศนีหันกลับมาเผชิญหน้า แต่ยังทำดื้อดึง อารุมเลิกคิ้วท้าทาย
       “หรือจะต้องให้ป้อนอย่างเมื่อวาน”
       วิศนีเจอสายตาของเขาก็เขินๆ ไม่กล้าสบตาด้วย ดึงช้อนมาจากมือของเขาแล้วตักข้าวปาก อารุมนั่งกอดอกมองจ้อง วิศนีเงยหน้ามาเจอก็เขินอีก
       “ฉันกินแล้ว คุณก็ไปสิคะ”
       “ไม่ไป จนกว่าจะกินหมด”
       อารุมจ้องนิ่ง จนวิศนียิ่งเขินจัดที่ต้องมากินข้าวให้ดู แต่ก็จำต้องก้มหน้าก้มตากินไป อารุมเห็นเธอเอาแต่ก้มหน้ากินข้าวไม่ยอมสบตามอง ก็แอบยิ้มเอ็นดูออกมา สายตาอ่อนโยนลง
       
       กุสุมาเดินดุ่มๆ หอบกระเป๋าเอกสารออกมาจากตึก พอก้าวลงฟุตบาธก็เกือบถูกรถพุ่งมาชน
       “ว้าย !”
       กุสุมาเงยหน้าจะด่า แต่เห็นว่าเป็นโยธินเปิดกระจกออกมา
       “นึกว่าใคร คุณกุสุมานี่เอง”
       กุสุมามองโยธิน ทำหน้าไม่อยากเสวนา โยธินมองป้ายบริษัท
       “มาสมัครงานเหรอครับ ได้ข่าวเหมือนกันว่าคุณลาออกจากบริษัท นึกว่าได้งานใหม่ซะอีก ที่ไหนได้...”
       โยธินจงใจไม่พูดต่อ แต่ยิ้มเหมือนเยาะเย้ย กุสุมาอาย
       “ขอตัวนะคะ”
       “คุณจะไปไหน เดี๋ยวผมไปส่งก็ได้ ฝนจะตกแล้วนะครับ”
       กุสุมาชักสีหน้าไม่เต็มใจ โยธินอ้อนวอน
       “ไปด้วยกันน่า ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณด้วย เกี่ยวกับอารุม”
       กุสุมาหันขวับ มองโยธินทันที เริ่มสนใจเหมือนกัน
       
       โยธินกับกุสุมากินข้าว คุยกันอยู่ในร้านอาหาร
       “ผมรู้ว่าคุณลาออกตามอารุม แล้วมันไปไหนซะล่ะครับ ทำไมปล่อยให้คุณมาเดินหางานทำจนร้องเท้าสึก”
       กุสุมาเซ็ง กินไม่ลง โยธินยิ้มรู้ทัน
       “คุณไม่รู้ใช่ไหมล่ะ”
       “แล้วคุณรู้หรือไง”
       “ผมก็ไม่รู้ แต่ผมรู้อยู่เรื่องแปลกๆ อยู่เรื่องนึง ไอ้อารุมหายตัวไปวันเดียวกับคุณวิศนีพอดี”
       กุสุมาร้อนเร่า นั่งไม่ติด
       “หมายความว่ายังไง”
       “ตอนนี้คุณวิศนีก็หายออกจากบ้านไปเหมือนกัน ผมก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นไปด้วยกันหรือเปล่า คุณพอจะมีทางตามตัวอารุมได้ไหม”
       กุสุมาเริ่มคิด แต่แล้วจู่ๆ ก็ระวังตัว
       “ถึงมี ฉันก็ไม่บอกคุณ”
       “ไม่เอาน่าคุณกุสุมา ผมรู้นะว่าคุณคิดยังไงกับมัน ท่าทางคุณมันออกตั้งแต่นนทลีตายแล้ว”
       โยธินยิ้มเยาะจนกุสุมาหน้าร้อนผ่าวด้วยความละอาย
       “คุณต้องการอารุมก็เชิญเลย ผมไม่ขัดขวาง แต่ถ้าสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน ผมก็อยากได้ความช่วยเหลือจากคุณ เพื่อเอาตัวคู่หมั้นผมกลับมา”
       กุสุมาคิดตาม โยธินเอื้อมมือแตะแขน ส่งสายตาเจ้าชู้
       “ช่วยผมหน่อยนะ”
       กุสุมาได้สติ รีบชักมือออก
       “ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก เรื่องที่คุณพูดมา คุณคิดไปเองทั้งนั้น”
       กุสุมาคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกไปทันที
       
       โยธินมองตามแววตาผิดหวัง แต่ก็ยังมั่นใจว่ากุสุมาจะช่วยแยกอารุมกับวิศนีออกจากกันได้

   บรรยากาศท้องฟ้าแปรปรวน เหมือนพายุเข้า ฝนตกหนักไปทั่วบริเวณ ลมพัดฮือ อารุมรีบเดินมาปิดประตูหน้าต่างรอบบ้าน จนกระทั่งถึงบานสุดท้าย ก่อนจะชะงักมองไปที่กระท่อมริมทะเล นึกเป็นห่วงวิศนี เห็นกระท่อมถูกลมตีจนโย้ไปมา

       
       อารุมมองดูด้วยความเครียด อยากจะออกไปดู แต่ก็แข็งใจไว้
       “ถ้าทนไม่ไหว คุณก็กลับไปเถอะวิศนี อย่าทรมานตัวเองอยู่เลย”
       อารุมพูดอย่างเศร้าๆ แล้วค่อยๆ ปิดหน้าต่าง
       
       วิศนีนอนหลบมุมอยู่มุมหนึ่ง เสียงฝนเทโครมๆ ลงมาดังลั่น ลมพักกรูเกรียวจนเหมือนกระท่อมจะพังลงมาทุกขณะ หญิงสาวตัวเปียกโชกเพราะละอองฝน น้ำจากหลังคาหยดพราวจนแทบไม่มีที่นอน วิศนีไม่รู้จะไปไหน ได้แต่พยายามซุกตัวอยู่มุมห้อง จนกระทั่งเสียงเคาะประตูโครมๆ ดังขึ้น วิศนีรีบลุกไปเปิด เห็นฉายกับเพ็ญใส่เสื้อกันฝนลุยมาหา ฉายตะโกนแข่งเสียงฝน
       “คุณนี คุณนอนที่นี่ไม่ได้หรอกครับ ไปบ้านผมเถอะ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ”
       “ไม่ได้ค่ะ ถ้ากระท่อมพังมันอันตราย ไปเถอะค่ะ”
       ฉายกับเพ็ญช่วยกันฉุดวิศนีวิ่งฝ่าสายฝนไป
       
       ฉายกับเพ็ญพาวิศนีเข้ามาที่บ้าน จันทร์เดินผ่านมาพอดี เพ็ญหันไปสั่ง
       “นังจันทร์ เดี๋ยวแกจัดที่นอนอีกที่นะ ให้คุณนีไปนอนด้วย”
       จันทร์ไม่พอใจ
       “โอ๊ย อะไรล่ะ ห้องก็แคบแค่นั้น จะให้ยัดเป็นปลากระป๋องหรือไงพี่เพ็ญ”
       วิศนีรีบบอก
       “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันนอนข้างนอกนี่แหละ”
       ฉายเป็นห่วง
       “ยุงมันเยอะนะครับ”
       “ฉันนอนได้จ้ะ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว”
       ฉายกับเพ็ญไม่อยากขัดใจ ได้แต่มองเป็นห่วง เพ็ญหันไปสั่งจันทร์อีก
       “งั้นแกไปเอาหมอนกับมุ้งมากางให้คุณนีด้วย”
       “ค่า คุณนาย”
       จันทร์กระแทกเสียงเดินหนีไปอย่างหมั่นไส้ เพ็ญส่ายหน้าเอือมๆ
       
       ฉายกลับมาล้มตัวลงนอนที่ที่นอน เพ็ญตลบมุ้งตามเข้ามา
       “ฉันล่ะสงส๊ารสงสารคุณนี ใจคอคุณอารุมทำด้วยอะไรนะ ฝนตกขนาดนั้น ไม่ยอมโผล่มาดูสักนิด”
       “มันต้องมีอะไรสักอย่าง ปกติคุณอารุมเป็นคนใจดี ไม่ใจไม่ไส้ระกำขนาดนี้”
       “พี่คิดเหมือนฉันแล้วใช่ไหมล่ะว่าคู่นี้เขาดูแปลกๆ บอกตรงๆ นะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณนีเธอจะเป็นผู้หญิงข้างถนนที่คุณอารุมไปเจอ ทั้งผิวพรรณ ทั้งท่าทางอย่างกับลูกเศรษฐี คนแบบนี้จะร่อนเร่ไม่มีที่ไป เป็นไปได้ยังไง”
       ฉายนิ่งคิด เริ่มคล้อยตามเพ็ญ แต่ก็ไม่รู้จะหาคำตอบยังไง
       
       จันทร์หอบหมอน มุ้ง ผ้าห่มเดินกระแทกเท้ามาโยนโครมตรงหน้า วิศนีมองเซ็งๆ
       “ขอบใจนะจันทร์ ฉันคงรบกวนเธอแค่คืนนี้”
       “ให้มันจริงเถอะ” จันทร์มองเย้ยๆ “คงกางมุ้งเองได้นะแม่คุณนาย หรือถ้าไม่ได้ ก็เอาห่อตัวนอนแล้วกัน”
       จันทร์ทำหน้าเหยียดหยามแล้วเดินเข้าห้องไป วิศนีได้แต่มองอย่างอ่อนใจกับความขี้เขม่นของจันทร์ แล้วลุกขึ้นขึงมุ้งอย่างเก้ๆ กังๆ หญิงสาวเอามุ้งมากางแผ่ แล้วพยายามปีนเอาห่วงไปคล้องตามมุมต่างๆ ของบ้าน แต่ไม่เท่ากัน เลยโย้เย้ไปมา แต่เธอไม่ท้อ หาทางขึงจนครบสี่ด้านจนได้
       
       อารุมยืนคุยโทรศัพท์กับจันทร์ในห้อง
       “ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง”
       จันทร์คุยโทรศัพท์ ทำเสียงออดอ้อน
       “ฟ้าร้องดังมากเลยจ้ะพี่อารุม จันทร์กลั๊วกลัว”
       “มีใครไปดูที่กระท่อมหรือเปล่า”
       “พี่ฉายไปดูมาค่ะ ตอนนี้ยายคุณนีหนีมานอนที่บ้านจันทร์นี่แหละ”
       จันทร์เปิดประดู ชะโงกมอง เห็นวิศนีนั่งสวดมนต์อยู่ในมุ้ง
       “แต่จันทร์ให้เขากางมุ้งนอนที่นอกชาน พี่อารุมน่าจะมาเห็นเขากางมุ้งนะคะ คงทำไม่เป็นมั้ง โย้เย้พอๆ กับกระท่อมที่เขาอยู่เลย ฮะๆๆๆ”
       
       จันทร์หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว อารุมนิ่ง ไม่ขำไปด้วย แล้วค่อยๆ วางสาย โล่งใจที่วิศนีมีที่นอนดีๆ ปลอดภัยแล้ว

 วันใหม่...วิศนีเดินออกมาจากในบ้าน เจอกับฉายที่หิ้วของเข้ามา

       
       “หวัดดีครับคุณนี”
       วิศนียิ้มทัก
       “ฉายไปไหนมาแต่เช้าจ๊ะ”
       “ไปซื้อของให้คุณอารุมครับ แกจะเอามาซ่อมกะท่อมริมหาด”
       วิศนีแปลกใจ
       “ซ่อมทำไมเหรอ”
       “ก็ให้มันแข็งแรงขึ้นไงครับ คุณอารุมบอกว่าคุณนีจะได้อยู่สบายขึ้น”
       วิศนีอึ้งไป ไม่นึกว่าอารุมจะมีใจเผื่อแผ่ ฉายกำลังจะหิ้วของจากไปแต่เพ็ญโผล่หน้ามาจากในบ้าน
       “พี่ฉาย กำนันโทรมาแน่ะ”
       ฉายชะงัก ทำท่าจะวางของลงแล้วเข้าไปรับโทรศัพท์ วิศนีเลยเข้าไปช่วยถือไว้
       “เดี๋ยวฉันช่วยหิ้วไปที่กระท่อมให้นะ”
       ฉายลังเลเล็กน้อย แต่พอเห็นว่าวิศนีถือไหวก็พยักหน้าแล้วรีบเข้าไปรับโทรศัพท์
       
       วิศนีหิ้วของเดินมาที่กระท่อม เห็นอารุมกำลังนั่งหันหลังตอกไม้อัดปิดรอยแตกของกระท่อมอยู่
       “มาแล้วเหรอฉาย ได้ตะปูมาไหม”
       วิศนีอึกอัก แล้วรีบค้นดูในถุง ก่อนจะหยิบตะปูส่งให้ อารุมยื่นมือมารับไปคาบไว้ แล้วตอกลงกับแผ่นไม้ วิศนีชะโงกหน้าดูเขาทำงานอย่างสนใจ อารุมรู้สึกว่ามีคนมาชะโงกใกล้ๆ ก็บ่น
       “ยืนดูอยู่ทำไม ขึ้นไปดูบนหลังคาซิว่ารั่วตรงไหนบ้าง”
       วิศนีชะงักถอยหนี แต่ขาไปชนกองไม้อัดที่วางอยู่เลยหงายหลัง
       “โอ๊ย !”
       อารุมได้ยินเสียงก็หันมามอง เห็นวิศนีนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น หน้าแหยๆ
       “ฉันเองค่ะ ไม่ใช่ฉายหรอก”
       อารุมพอเดาได้ แต่เก็กขรึม
       “แล้วลงไปนั่งทำไมตรงนั้น”
       วิศนียิ้มเขินๆ แล้วพยายามลุกขึ้น แต่พอจะเอามือเท้าที่พื้นอารุมก็รีบห้าม
       “ระวัง แถวนี้ตะปูทั้งนั้น เดี๋ยวก็โดนตำหรอก”
       อารุมละงานในมือเดินมาหา แล้วยื่นมือจะฉุดให้ วิศนีมองเขินๆ แล้วจับมือเขาดึงตัวเองขึ้น
       “ยุ่งจริงๆ เลยคุณเนี่ย”
       “ฉายติดธุระน่ะค่ะ ฉันก็เลยมาช่วยคุณก่อน” วิศนีมองรอบๆ อย่างกระตือรือร้น “มีอะไรให้ฉันทำบ้างคะ”
       “งานผู้ชายทั้งนั้น คุณทำได้เหรอ”
       “จะพยายามค่ะ คุณอุตส่าห์มีน้ำใจทำกระท่อมให้ฉันอยู่ ช่วยกันคนละไม้คนละมือจะได้เสร็จ”
       อารุมมองอย่างช่างใจ เห็นหญิงสาวยิ้มจริงใจ ก็เลยพยักหน้า ยื่นค้อนให้
       “อ้ะ ไหนลองซิว่ามีแรงหรือเปล่า”
       วิศนียิ้มดีใจ รับค้อนมา แล้วขยับเข้าไปใกล้ อารุมเอาตะปูวางบนแผ่นไม้ วิศนีเงื้อมือตอก แต่เบามากจนตะปูไม่เข้าเนื้อไม้เลย
       “ตอกแบบนั้นจะอยู่ไหม มีแรงแค่นี้ยังจะแค่น ทำให้ดู”
       อารุมดึงค้อนกลับมา เอามือหนึ่งวางตะปู แล้วใช้อีกมือถือค้อนตอกลงไป วิศนีดูอย่างสนใจ จังหวะนี้เหมือนเธอเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยไม่รู้ตัว เธอมัวแต่ก้มหน้าดูเขาตอกตะปู พอหันมาอีกทีก็เพิ่งรู้ตัวว่าชายหนุ่มแนบหน้าอยู่ใกล้นิดเดียว เลยเผลอหันมองแบบเขินๆ อารุมรู้สึกตัวเหมือนกันก็ชะงัก ฉายเดินตรงเข้ามาจะช่วยอารุม แต่พอเห็นทั้งสองเหมือนประคองกอดกันอยู่ก็ชะงัก หยุดมอง ทั้งที่แปลกใจ แต่ก็ทำให้ฉายอดยิ้มไม่ได้ เลยเปลี่ยนใจหันหลังกลับ
       
       ฉายเดินยิ้มกลับมาที่บ้าน เพ็ญถามอย่างแปลกใจ
       “อ้าว ลืมอะไรเหรอพี่”
       “ไม่ได้ลืม แต่คุณอารุมมีคนช่วยงานแล้ว”
       “คุณนีน่ะเหรอ ฮื้อ ผู้หญิงตัวแค่นั้นจะทำอะไรได้ เพ็ญไปตามกลับมาดีกว่า”
       เพ็ญทำท่าจะเดินไป แต่ฉายรีบกอดคอไว้ไม่ให้ไป ยิ้มกริ่ม
       “ไม่ต้องหรอก เพ็ญไปนวดให้พี่หน่อย พี่เมื่อย”
       “อะไรพี่ เดี๋ยวสิ”
       
       เพ็ญงงๆ ทำท่าจะขัดขืน แต่ถูกฉายลากเข้าบ้าน สายตาเพ็ญยังมองไปที่กระท่อมแบบงงๆ

   อารุมได้สติว่าอยู่ใกล้ชิดกับวิศนีมากไป เลยชักแขนออก ไม่ให้อยู่ในอาการโอบเหมือนเดิม แล้วยื่นค้อนให้ พร้อมกับสั่ง

       
       “ตอกดีๆนะ”
       วิศนียิ้มรับ แล้วรับค้อนมาถือ คราวนี้กระชับมือแน่น แล้วเงื้อสูงน่ากลัว
       “เฮ้ย เงื้อสูงไปป่ะ”
       “ก็จะได้ตอกได้แรงๆไงคะ”
       “ถ้าโดนมือผมนะน่าดู”
       อารุมทำหน้าดุใส่ วิศนีอมยิ้ม แล้วตอกลงไป ตะปูกินเนื้อไม้เข้าไป หญิงสาวยักคิ้วมองชายหนุ่มแบบอวดๆ ว่าทำได้เหมือนกัน
       “แค่นี้ไม่ต้องอวดหรอก ตอกให้มันลึกกว่านี้” อารุมหมั่นไส้
       วิศนีมองขำๆ แล้วแกล้งเงื้อค้อนสูงๆ อีก อารุมทำหน้าหวาดเสียว เลยหัวเราะออกมา ก่อนจะดุ แก้เขิน
       “หัวเราะอะไร จะทำไหมงานน่ะ”
       “ทำค่ะ...ทำ”
       วิศนีพยามกลั้นยิ้มแล้วก้มหน้าตอกตะปูลงแผ่นไม้อัด อารุมมองผลงาน แล้วแอบยิ้มเอ็นดู
       
       อำนวยเดินตรงมาที่ห้องทำงาน ยุพเยาว์รีบลุกขึ้นไหว้ ปรี่เข้ามาหา
       “สวัสดีค่ะท่าน สุขภาพเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็พอจะทำงานได้แล้ว วันนี้มีอะไรบ้าง”
       ยุพเยาว์ เช็คไอแพด
       “เอ้อ ตอนสิบโมงเช้าฝ่ายโรงงานจะเข้ามารายงานเรื่องการจัดซื้อเครื่องจักรค่ะ แล้วก็ตอนเที่ยงท่านมีนัดทานกลางวันกับคุณผู้หญิง วันนี้ก็มีแค่นี้แหละค่ะ”
       โทรศัพท์ที่โต๊ะยุพเยาว์ดังขึ้นพอดี เธอหันไปมอง
       “อุ๊ย สงสัยฝ่ายช่างจะมากันแล้ว ท่านจะให้เข้าพบเลยไหมคะ”
       ทันใดนั้นเสียงนีรนุชก็ดังขึ้น
       “ให้เขารอไปก่อน เพราะนัดของฉันสำคัญกว่า”
       อำนวยกับยุพเยาว์หันไปมอง เห็นนีรนุชเดินเข้ามาแต่งตัวภูมิฐาน อำนวยไม่แน่ใจ
       “นีรนุช”
       “นุช !” ยุพเยาว์ตกใจ รีบปรี่เข้าไปหา กระซิบดุ “เธอมาทำอะไรที่นี่”
       นีรนุชไม่ตอบ แต่ยกมือไหว้อำนวย แล้วยิ้มให้
       “นุชมาสมัครงานค่ะ ท่านเคยบอกไว้ว่าให้มาพบได้เสมอถ้าต้องการความช่วยเหลือ หวังว่าท่านจะยังไม่ลืมนะคะ”
       อำนวยอึ้งๆ เพราะไม่คิดว่านีรนุชจะมา แต่ก็ยิ้มรับอย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ
       “ผมไม่ลืมหรอก เข้าไปคุยกันในห้องดีกว่า...ให้ฝ่ายช่างรอก่อนนะคุณเยาว์”
       อำนวยผายมือนำนีรนุชเข้าไป ยุพเยาว์เหรอหรา แปลกใจที่นีรนุชจะมาทำงานที่นี่ รีบวิ่งไปคว้าโทรศัพท์ที่ยังดังอยู่
       
       เดชชาตินั่งรถสปอร์ตคันสวยมาจอดที่หน้าตึก พร้อมกับลูกค้าสาวท่าทางไฮโซ
       “เป็นไงบ้างครับคันนี้”
       “ขับสบายมากเลยค่ะ เบาะก็นิ้มนิ่ม”
       เดชชาติ มีความหวัง
       “งั้นก็แปลว่า...”
       “ว่าแต่คันนี้หรือเปล่าคะที่ลูกสาวเจ้าของโชว์รูมขับชนคนตาย ถึงได้ลดราคาขนาดนี้”
       เดชชาติอึ้ง เจื่อนไป แล้วรีบอธิบาย
       “เอ่อ ใช่ครับ แต่ว่าเราซ่อม...”
       ลูกค้ารีบบอก
       “อุ๊ย งั้นไม่เอาหรอกค่ะ กลัวผีหลอก”
       ลูกค้ารีบเปิดประตูรถแล้ววิ่งออกไป เดชชาติรีบลงจากรถตาม พยายามร้องเรียก
       “อ้าวคุณ เดี๋ยวสิครับคุณ”
       เดชชาติถอนใจเซ็งๆ แต่พอหันกลับมา ชมพู่กับลูกเกดก็ถลาออกมาจากในตึกพอดี
       “ชาติ!”
       เดชชาติ มองเซ็งๆ
       “เดี๋ยวนะ แข่งกันวิ่งร้อยเมตรมาแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องชาวบ้านมานินทาอีกแล้วใช่ไหม”
       ชมพู่กับลูกเกดค้อนที่ถูกจับได้ ลูกเกดงอนๆ
       “รู้ดี เดี๋ยวก็ไม่เล่าซะเลย”
       ชมพู่ลอยหน้าลอยตา
       “คราวนี้ไม่ใช่เรื่องชาวบ้าน แต่เป็นเรื่องใกล้บ้านของนายนั่นแหละ”
       เดชชาติงง ไม่เข้าใจความหมายของชมพู่
       
       อำนวยกับนีรนุชยังนั่งคุยกัน เสียงสปีกเกอร์โทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น
       “คุณเดชชาติมาพบแล้วค่ะ”
       “เชิญ !”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่เดชชาติจะเดินเข้ามาอย่างเก้อๆ
       “คุณชาติ รู้จักกันอยู่แล้วใช่ไหม”
       นีรนุชลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มให้ เดชชาติอึ้งๆ เมื่อเห็นว่าเป็นนีรนุช
       “ตั้งแต่วันนี้นีรนุชจะมาทำงานที่นี่ เขาเลือกอยู่ฝ่ายเดียวกับคุณ ผมก็เลยอยากให้คุณเป็นพี่เลี้ยง”
       นีรนุชส่งยิ้มหวาน
       “รบกวนด้วยนะคะพี่ชาติ นุชจะพยายามตั้งใจเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด”
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างค้นหา มีความรู้สึกว่ารอยยิ้มหวานของนีรนุชแฝงเลศนัยไว้
       “ตกลงคุณดูแลน้องใหม่ได้ไหม”
       เดชชาติได้สติ
       “เอ่อ ด...ได้ครับท่าน”
       “งั้นก็ดี” อำนวยหันไปหานีรนุช “ยินดีต้อนรับสู่บริษัทของเรานะคุณนีรนุช แล้วก็อย่างที่ผมบอก ถ้าคุณมีปัญหาอะไร ห้องนี้เปิดต้อนรับคุณเสมอ”
       นีรนุชไหว้นอบน้อม
       “ขอบพระคุณมากค่ะท่าน”
       อำนวยยิ้มให้นีรนุชอย่างจริงใจ รู้สึกโล่งใจที่เธอทิ้งความขุ่นมัว จนยอมรับความช่วยเหลือจากตน แต่นีรนุชกลับมองอำนวยยิ้มๆ ด้วยความรู้สึกอีกแบบ เสแสร้ง เพราะยังไม่ไว้ใจอำนวย
       
       เดชชาติลากนีรนุชออกมาที่ลับตา
       “บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าเธอคิดจะทำอะไร”
       “ทำอะไร...ก็คิดจะทำงานน่ะสิ”
       “นี่นุช เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว พี่รู้ว่าเธอมีเจตนาอื่น”
       เดชชาติจ้องนีรนุชอย่างคาดคั้น นีรนุชสู้สายตาไม่ได้ ในที่สุดก็สารภาพออกมา
       “ก็พี่ชาติบอกว่านุชไม่มีหลักฐานเอาผิดที่เขาส่งคนไปทำร้ายนุชถึงบ้าน นุชก็เลยต้องมาหาหลักฐานเองถึงที่นี่ไงว่าเจ้านายพี่เป็นคนไม่ดี”
       “ก็พี่บอกแล้วไงว่าคุณอำนวยท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย นั่นมันเป็นเรื่องของไอ้โยธิน”
       “เกี่ยวไม่เกี่ยวนุชจะตัดสินเองเมื่อถึงเวลา พี่อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ดีกว่า เดี๋ยวหลักฐานโผล่ออกมาแล้วจะหน้าแตก”
       
       นีรนุชพูดอย่างมั่นใจแล้วเดินหนีไป ทิ้งให้เดชชาติอ่อนใจกับความรั้นของหญิงสาว

อำนวยหยิบรูปถ่ายเดี่ยวของวิศนีที่ใส่กรอบตั้งโต๊ะไว้ออกมาดูอย่างคิดถึง สปีกเกอร์ที่โต๊ะดังขึ้นอีก เสียงยุพเยาว์ดังมา

       
       “คุณเดชชาติมาขอพบค่ะท่าน”
       “ให้เข้ามา”
       เดชชาติเคาะประตู แล้วค่อยๆ ก้าวเข้ามาอย่างเกรงใจ อำนวยรีบปรับท่าทางเป็นปกติ
       “มีอะไรอีกเหรอคุณชาติ”
       เดชชาติ ยิ้มเกรงใจ
       “เอ่อ ผมอยากจะมาเรียนถามท่านว่ามีข่าวจากคุณวิศนีบ้างไหมครับ”
       “ยังเลย แล้วคุณล่ะ”
       “ผมติดต่อคุณวิศนีไม่ได้เลยครับ”
       อำนวยกลุ้มใจ
       “ไม่มีใครรู้ว่ายายหนูไปไหน แม้แต่แม่ของแก”
       อำนวยทอดสายตามองเดชชาติอย่างลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเปรยขึ้นเพื่อขอความเห็น
       “ได้ข่าวว่านายอารุมก็หายตัวไปด้วย...คุณคิดว่าเขาไปด้วยกันหรือเปล่า”
       เดชชาติตกใจ ละล่ำละลักแก้ตัวแทนเพื่อน
       “ผมถามอารุมแล้วครับ มันก็บอกว่าไม่ได้พบคุณวิศนีเหมือนกัน”
       อำนวยถอนใจ โล่งใจอยู่ลึกๆ
       “ผมไม่รู้จริงๆ ว่ายายหนูจะไปอยู่ที่ไหนได้ ถ้าคุณทราบ ช่วยบอกผมด้วยก็แล้วกันนะ”
       เดชชาติพยักหน้าอย่างเห็นใจอำนวย
       
       อารุมซ่อมสังกะสีอยู่บนหลังคา แล้วหยุดปาดเหงื่อเพราะแดดร้อนจัด พอมองลงไปข้างล่างก็เห็นวิศนีกำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรอยู่กับพื้น เลยตะโกนทัก
       “คุณ คุณนี ทำอะไรน่ะ”
       วิศนีสะดุ้ง เห็นเขามองมา เลยโชว์ให้ดูว่ากำลังเอาสังกะสีตัดเป็นแผ่นย่อมๆ แปะลงบนไม้อัด หญิงสาวท่าทางเขินๆ
       “คือฉันเห็นสังกะสีมันเหลือ ก็เลยเอามาแปะกับไม้อัดดู เผื่อจะใช้แทนกระจกได้”
       วิศนีทำท่าพลิกไปมาให้ดูว่าเห็นเงาสะท้อนได้จริงๆ ใกล้เคียงกับกระจก อารุมส่ายหน้า
       “ทำไมคุณต้องทำให้มันดูอนาถาขนาดนั้น”
       “ก็ฉันไม่มีเงินซื้อกระจกนี่”
       “ไม่มีเงินแต่ก็ต้องสวยตลอดเวลาใช่ไหม...ผมหิวน้ำ ขอน้ำหน่อย”
       วิศนีรีบลุกขึ้นไปหยิบกระติกน้ำเย็น แล้วพยายามจะยื่นขึ้นไป แต่ไม่ถึง
       “ผมลงไปไม่ได้ คุณนั่นแหละตักน้ำแล้วปีนขึ้นมาใกล้ๆ นี่”
       วิศนีหน้าแหย
       “ฉันกลัวตก”
       “ผมปีนขึ้นมาทำหลังคาให้คุณยังไม่เห็นกลัวเลย นี่บ้านใครเนี่ย”
       วิศนีหน้าม่อย แล้วพยายามหาทางปีนขึ้นไปพอที่จะยื่นกระติกน้ำให้เขาถึง อารุมค่อยๆ ขยับเข้ามา แล้วยื่นน้ำไปดูดน้ำจากหลอด วิศนีมองเขาที่ยื่นหน้ามาใกล้แล้วนึกหิวน้ำ เลยยื่นมาดูดอีกหลอด
       “คุณเหงื่อเยอะมากเลย ร้อนเหรอคะ”
       อารุมทำท่าจะใช้แขนขึ้นปาดเหงื่อ วิศนีรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋า
       “มานี่ค่ะ ฉันเช็ดให้ เหงื่อจะได้ไม่เข้าตา”
       วิศนีขยับเข้าไปหาอารุมแล้วเอาผ้าเช็ดหน้า ค่อยๆ ซับเหงื่อที่หน้าผากกับแก้มให้เขาอย่างนุ่มนวล อารุมปล่อยให้หญิงสาวเช็ดหน้าไป สายตาก็มองอย่างลึกซึ้ง จนวิศนีเขิน
       “เสร็จแล้วค่ะ”
       อารุมยังจ้องนิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ พาลทำให้เธอนิ่งตาม ไม่กล้าขยับตัว ทันใดนั้นเสียงเพ็ญดังขึ้น
       “คุณนี หิวหรือยังคะ”
       วิศนีกับอารุมรีบผละออกจากกัน พอดีกับที่เพ็ญเดินเข้ามาพอดี
       “เอ่อ เพ็ญจะทำกับข้าวเหรอจ๊ะ เดี๋ยวฉันไปช่วยนะ” วิศนีหันบอกอารุมเก้อๆ “ฉันไปช่วยเพ็ญนะคะ”
       อารุมพยักหน้าให้วิศนีเขินๆ แล้วรีบก้มหน้าก้มตาซ่อมสังกะสีต่อไป แต่ท่าทางดูลนๆ
       “ไปเถอะจ้ะเพ็ญ”
       วิศนีรีบดึงแขนเพ็ญออกไป ด้วยอาการมีพิรุธเช่นกัน เพ็ญมองอารุมสลับกับวิศนีอย่างงงๆ
       
       จันทร์เดินกรีดกรายอยู่ในตลาด ผ่านแผงของสด แม่ค้ากำลังคุยกันซุบซิบอยู่
       “อ้าว นังจันทร์มาพอดี นี่ๆๆ นังจันทร์ แวะหน่อยโว้ย”
       “อะไรอีกล่ะป้า วันนี้ฉันไม่ซื้อนะ ไม่มีตังค์”
       “ไม่ได้จะให้ซื้อ ให้มาดูนี่หน่อย”
       แม่ค้าชูหนังสือพิมพ์ให้ดู จันทร์สนใจเลยขยับเข้าไป แล้วชี้ไปที่รูปวิศนี
       “เนี่ย ตกลงคนนี้ใช่เมียนายอารุมของแกไหม”
       จันทร์โวยวายทันที
       “อะไร้ พี่อารุมเขายังไม่มีเมีย ไปเอามาจากไหน”
       “ก็ข่าวเขาลงนี่ไงเล่า ว่าผู้หญิงเนี่ยแย่งอารุมมาจากแฟนเขา ถึงขนาดขับรถชนกันตายเลยนะแก”
       จันทร์ชะงัก
       “ใครชนใคร”
       “แกก็ดูหน้าให้ดีๆ สินังจันทร์ ว่าหน้ามันเหมือนใคร”
       จันทร์ดึงหนังสือพิมพ์มาดูรูปวิศนีใกล้ๆ เริ่มคลับคล้ายคลับคลา ก่อนจะทำตาโต
       
       “นังคุณนี!

 เวลานั้นโยธินเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานแล้วชะงัก เมื่อเห็นผู้คนวุ่นวายเก็บข้าวของในห้องของตัวเอง

       
       “พวกแกเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน”
       พิเชษฐ์ที่ยืนคุยกันฝรั่งอยู่หันมามองโยธิน แล้วหันไปคุยกับฝรั่งก่อนจะเดินเข้ามา
       “คุณโยธินใช่ไหม ผมพิเชษฐ์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
       พิเชษฐ์ยื่นมือให้ แต่โยธินปัดมือทิ้ง
       “ฉันไม่ได้อยากรู้จัก พาพวกของแกออกไปเดี๋ยวนี้”
       “เห็นจะไม่ได้ครับ เพราะห้องนี้จะเป็นห้องทำงานใหม่ของมิสเตอร์ลูอิส”
       พิเชษฐ์ผายมือไปทางนายฝรั่ง โยธินยิ่งไม่เข้าใจ
       “พูดบ้าอะไร นี่มันห้องทำงานฉัน ออกไป”
       พวกลูกน้องที่พยายามเก็บของอยู่ชะงัก พิเชษฐ์รีบหันไปสั่งต่อ
       “ไม่ต้องสนใจ เก็บของออกไปให้หมด”
       “แกกล้าลองดีกับฉันใช่ไหม”
       โยธินกระชากคอเสื้อพิเชษฐ์จะชก แต่พิเชษฐ์จับมือโยธินไว้ พยายามจะแกะออก โยธินเลยสวนหมัดกลับไป แต่พิเชษฐ์ก้มหลับ โยธินเลยถลาไปข้างหน้าจนเกือบล้ม
       “ไอ้ !”
       โยธินเสียฟอร์ม เลือดเข้าตา จะพุ่งจะเข้าไปต่อยพิเชษฐ์อีก แต่อวลอบเปิดประตูพรวดเข้ามา รีบคว้าตัวไว้
       “ว้าย ! โย อย่าลูก”
       “คุณแม่ ปล่อยผม”
       อวลอบไม่ฟัง รัดโยธินไว้แน่น แล้วลากตัวออกไป ในขณะที่พิเชษฐ์ยืนจัดสูทเท่ๆ แล้วหันไปยิ้มใจเย็นกับฝรั่ง
       
       อวลอบลากโยธินเข้ามาในห้องประชุมเล็ก
       “คุณแม่ห้ามผมทำไม หรือพวกมันเป็นเจ้าหนี้ที่ไหนของคุณแม่อีก”
       “เขาไม่ใช่เจ้าหนี้ แต่เขาจะมาเป็นผู้บริหารที่นี่”
       โยธินงง อ้าปากค้าง อวลอบถอนใจเครียดๆ
       “แม่บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าแม่ต้องขายโรงแรมให้บริษัทฝรั่ง แล้ววันนี้ทางโน้นก็ส่งผู้บริหารเข้ามาทำงานแล้ว”
       โยธินแทบทรุด
       “นี่แปลว่าเราไม่เหลืออะไรแล้วเหรอครับ”
       “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”
       พิเชษฐ์เดินตามเข้ามา พลางยิ้มใจเย็น โยธินหันขวับไปมองอย่างไม่ชอบหน้า
       “ตามที่เราตกลงกันไว้ คุณหญิงกับคุณโยธินจะยังคงมีตำแหน่งในบอร์ดบริหารอยู่ คุณทั้งสองยังสามารถมาทำงานและรับเงินเดือนได้ตามเดิม แต่จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น”
       “แล้วเรื่องนั้นล่ะ”
       “แน่นอนครับ ทุกอย่างจะยังเป็นความลับ คุณสองคนไม่ต้องกลัวจะมีใครรู้ว่าโรงแรมได้เปลี่ยนมือผู้บริหารไปแล้ว แต่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในเล็กน้อย เช่นห้องทำงาน”
       พิเชษฐ์พูดยิ้มๆ โยธินเดินเข้ามาในห้องทำงานเล็กๆ แคบๆ มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ตัวเดียว แต่มีเก้าอี้สองตัวตั้งตรงข้ามกันก็โวยวาย
       “อะไรกันเนี่ย แกจะให้ฉันกับแม่อยู่ในห้องเท่ารูหนูแค่เนี้ยเหรอ”
       “ก็อย่างที่ผมบอก คุณสองคนไม่มีหน้าที่ในโรงแรมอีกแล้ว จะเอาพื้นที่มากมายไปทำไมล่ะครับ”
       “แต่ถ้าใครแวะมาหาฉันจะอธิบายกับเขายังไง”
       “ก็บอกว่า...” พิเชษฐ์ทำท่านึกแล้วเปลี่ยนใจ “ผมว่าไม่ต้องให้มาดีกว่า คุณหญิงจะได้ไม่ต้องตอบคำถามที่จู่ๆ พนักงานระดับบริหารของโรงแรมถูกเปลี่ยนยกชุด ดีไหมครับ”
       พิเชษฐ์ยิ้มเย้ยๆ แล้วเดินออกไป โยธินมองโกรธๆ อยากจะตามไปเอาเรื่อง แต่อวลอบคว้าไว้
       “แกจะไปมีเรื่องกับเขาไม่ได้นะ”
       “คุณแม่ไม่เห็นเหรอว่ามันเยาะเย้ยเรา”
       “ถึงตอนนี้ เขาจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ ไม่งั้นเราก็หมดตัว”
       โยธินเซ็ง เดินไปนั่งที่เก้าอี้ เอามือกุมหัว
       “แต่ตอนนี้เราก็ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้วนี่ครับคุณแม่”
       “มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่า เรายังมีทางกอบกู้ศักดิ์ศรีอยู่ แม่หาทางออกไว้แล้ว”
       โยธินเงยหน้ามองอวลอบ เห็นแม่ยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกล
       
       จันทร์วางหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้า อารุมมองอึ้งๆไป
       “จันทร์ไปเอาหนังสือพิมพ์มาจากไหน”
       “พวกแม่ค้าเอามาให้จันทร์ดู แล้วเขาก็ถามจันทร์ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่”
       อารุมหน้าเครียด ไม่อยากรื้อฟื้น
       “ก็ตามที่ลงข่าวนั่นแหละ”
       อารุมพูดไม่เต็มปาก แล้วลุกหนี ไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก จันทร์มองตามหลัง ยิ้มมีเลศนัย จันทร์ทำเสียงซื่อ
       “จริงเหรอจ๊ะ แต่ทำไมคุณนีถึงได้เล่าอีกอย่างล่ะ”
       คราวนี้อารุมหันขวับมา จันทร์ตีหน้าใสซื่อ ทั้งที่ตัวเองกำลังปั้นน้ำเป็นตัว
       “พวกที่ตลาดบอกว่าพอคุณนีเห็นข่าวตัวเองก็แก้ตัวใหญ่เลยว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าวมั่ว ทำให้เขาดูเป็นคนไม่ดี”
       “คุณนีไปที่ตลาดมาเหรอ”
       “ก็ไปพร้อมจันทร์เมื่อกี้ไงจ๊ะ จันทร์มัวแต่ซื้อกับข้าว ไม่ทันสังเกตว่าเขาหายไปไหน ที่แท้ก็ไปนั่งเม้าท์กับพวกแม่ค้า”
       จันทร์พูดเป็นตุเป็นตะ ในขณะที่อารุมนิ่งฟัง แต่ขบกรามแน่น จันทร์แอบยิ้มแล้วพูดต่อ
       “แต่พี่อารุมไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ พวกแม่ค้าเขาไม่ค่อยเชื่อคนแปลกถิ่นหรอก เขาถึงแอบมาถามจันทร์ไงว่าเรื่องจริงๆ มันเป็นยังไง เพราะคุณนีไปคุยไว้ทั่วว่าพี่คบกับเขา แต่แฟนเก่าพี่ทำใจไม่ได้ก็เลยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถคุณนีชน”
       อารุมฟังมาถึงแค่นั้นก็ทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้น
       “พอแล้ว พี่ไม่อยากฟัง”
       
       จันทร์สะอึกไป เพราะไม่เคยเห็นอารุมดุดันขนาดนี้มาก่อน แต่พออ้าปากจะประจบ อารุมก็เดินตึงๆ ออกจากบ้านไปทันที

  วิศนีกำลังช่วยตักอาหารใส่จาน เตรียมจะเอาไปให้อารุมกิน เพ็ญเห็นอารุมเดินมาพอดี

       
       “คุณอารุมมาแล้วค่ะ”
       วิศนีหันไปมองแล้วยิ้มให้ แต่อารุมไม่ยิ้มตอบ เดินตรงเข้ามากระชากแขนเธอทันที
       “โอ๊ย อะไรกันคะ”
       “มานี่ !”
       “คุณจะพาฉันไปไหน”
       “ผมบอกให้มานี่”
       อารุมกระชากวิศนีหลุดไป เพ็ญมองอย่างตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
       
       อารุมลากวิศนีมาตามทางเดินตรงมาที่กระท่อม พอมาถึงกระท่อมก็เหวี่ยงวิศนีเข้าไปด้านใน
       “เข้าไปเก็บของส่วนตัวของคุณออกมา เก็บมาให้หมด”
       วิศนีงงๆ
       “ทำไมคะ”
       “คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
       วิศนีงงกว่าเดิม
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “คุณเห็นผมใจดีแล้วได้ใจใช่ไหม ถึงได้ไปโพนทะนาเรื่องทุเรศๆ ให้คนอื่นเขาเข้าใจผิด”
       วิศนีไม่เข้าใจ
       “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”
       อารุมตวาดซ้ำ
       “เข้าไปเก็บของ แล้วออกไปจากที่นี่ซะ คุณมันตัวมาร มารความสุข คุณกับผมไม่น่าเจอกันเลย”
       วิศนีน้ำตาคลอ ทั้งตกใจ ทั้งเสียใจ
       “อารุม ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คุณเข้าใจเลยนะคะ”
       “เข้าไปเก็บของ เข้าไป”
       อารุมกระชากวิศนีแล้วลากเข้าไปในกระท่อม แล้วผลักเข้าไป
       
       เพ็ญชะเง้อมองไปที่กระท่อมอย่างเป็นห่วง แล้วเห็นจันทร์วิ่งเข้ามา
       “มีอะไรกันนังจันทร์ ทำไมคุณอารุมถึงได้อาละวาดอย่างนั้น”
       “จะไปรู้เหรอ นังคุณนีคงจะก่อเรื่องอะไรอีกล่ะสิ”
       จันทร์ยิ้มสะใจแล้วเดินลอยชายออกไป เพ็ญมองกลุ้มๆ แล้วรีบออกไปตามฉาย
       
       อารุมเข้าไปคว้าเสื้อผ้าวิศนีมายัดใส่ถุงให้
       “เก็บ...เก็บไปให้หมด แล้วผมจะไปส่งคุณที่ท่ารถ จากนั้นก็ทางใครทางมัน”
       วิศนีรีบเข้าไปแย่งของจากมือ
       “ไม่...ฉันไม่ไป คุณจะไล่ฉันเพราะความผิดที่ฉันไม่ได้ทำไม่ได้”
       “คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น”
       อารุมเก็บของใส่ถุงแล้วกระชากวิศนีจะให้ลุกขึ้น แต่วิศนีขืนตัวไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น
       “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ เมื่อเช้า...เมื่อเช้าคุณยังดีกับฉันอยู่เลย”
       “ก็ถ้าผมรู้ว่าการดีกับคุณจะทำให้คุณคิดเข้าข้างตัวเอง ผมจะไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
       วิศนีสับสน งุนงง
       “คุณพูดอะไรของคุณ ฉันไม่เข้าใจ”
       “ไปได้แล้ว ไปให้พ้น”
       อารุมกระชากให้ลุกขึ้น แต่วิศนีขืนตัวไว้ น้ำตาไหลนอง
       “ฉันไม่ไป จนกว่าคุณจะอธิบายให้ฉันเข้าใจมากกว่านี้ว่าฉันทำอะไรผิด”
       “หรือว่าคุณต้องได้สิ่งที่ตัวเองต้องการก่อน ถึงจะไป ฮะ”
       วิศนีแทบจะหยุดร้องไห้ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เชื่อหู อารุมจ้องตอบอย่างดุดัน
       “ถ้าอย่างนั้นผมจะให้คุณ แล้วคุณก็ไปซะ”
       “คุณหมายถึงอะไร”
       วิศนีมองหน้าอารุมอย่างไม่เข้าใจ ทันใดนั้นเองอารุมก็กระชากตัววิศนีเข้ามาจูบอย่างรุนแรง หญิงสาวตกตะลึง ตั้งรับไม่ทัน
       ทางด้านเพ็ญวิ่งลากฉายออกมาจากบ้าน หน้าตาตื่น มีจันทร์วิ่งตาม
       “พี่ฉาย เร็วๆ เข้าสิ เดี๋ยวก็ตีกันตายหรอก”
       
       อารุมจูบวิศนีอย่างดูดดื่มรุนแรง แต่เต็มไปด้วยความเสน่หา วิศนีตั้งสติได้ แล้วพยายามผลักออก
       “อารุม !”
       “คุณต้องการอย่างนี้ไม่ใช่หรือไง”
       อารุมดึงเข้ามาจูบอีก แล้วผลักล้มลงไป ก่อนจะถอดเสื้อตัวเองอย่างเร็วจนแทบจะกระชากออกจากตัว วิศนีตกใจ
       “คุณจะทำอะไร”
       “ก็คุณต้องการตัวผม ถึงได้ตามมาถึงที่นี่ ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมไป” อารุมแค่นหัวเราะ “ผมน่าจะนึกออกตั้งแต่แรก”
       วิศนีหน้าตื่น
       “ไม่นะ ไม่ใช่อย่างนั้น อย่า...”
       “หวังว่าจะสมใจคุณสักทีนะ”
       อารุมยิ้มเหยียดหยาม แล้วโผลงไปหาวิศนี แล้วกอดรัดฟัดเหวี่ยงทันที วิศนีกรีดร้องอย่างตกใจ พยายามดิ้น เพราะตัวเองไม่เคยต้องการสิ่งเหล่านี้เลย
       “อารุม ปล่อยฉันนะ คุณทำอย่างนี้ไม่ได้ ปล่อยฉัน”
       
       ฉาย เพ็ญ จันทร์วิ่งมาถึง เห็นประตูกระท่อมปิดอยู่ก็รีบเคาะ
       “คุณอารุมครับ...คุณอารุม”
       อารุมยังสวมบทโหดกอดปล้ำวิศนีอยู่ ไม่ได้ยินเสียงใครทั้งนั้น
       “อารุม ปล่อยฉัน ได้โปรดเถอะค่ะ ปล่อยฉัน”
       วิศนีดิ้นรนทั้งน้ำตา แต่อารุมไม่หยุด
       “ผมจะให้สิ่งที่คุณต้องการ”
       จันทร์เงี่ยหูฟังได้ยินเสียงวิศนีวิงวอนก็แทบกรี๊ด
       “อ๊าย พี่อารุม ทำอะไรอยู่ เปิดประตูนะ”
       จันทร์ทุบประตูอย่างรุนแรง ร้อนใจ...อารุมยังคงกอดปล้ำต่อไป วิศนีตัวสั่นอย่างหวาดกลัว น้ำตาไหลพราก
       “อารุม ฉันขอร้อง อย่าลงโทษฉันอย่างนี้ ฉันขอร้อง”
       อารุมเห็นวิศนีร้องไห้ตัวสั่น ก็หยุดชะงัก ทำไม่ลง ได้แต่มองอึ้งๆ เห็นเธอน้ำตาเต็มตา มอมแมมไปหมด ท่าทางสั่นกลัวเหมือนลูกนก
       “ถ้าคุณอยากจะฆ่าฉัน ก็ฆ่าซะเลย แต่อย่าทำแบบนี้”
       วิศนีเอาสองมือกอดตัวเองไว้แล้วนั่งซบเข่าร้องไห้ อารุมมองอึ้งๆ พอได้สติก็เริ่มละอายใจขึ้นมา ทำอะไรไม่ถูก เสียงจันทร์ดังลั่น
       “พี่อารุม ! เปิดประตูสิคะ พี่อารุม”
       จันทร์ทุบๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ พอไม่ได้ดังใจก็ถีบประตูทันที เพ็ญตกใจ
       “ว้าย นังจันทร์”
       ประตูเปิดผางออก วิศนีนั่งก้มหน้าร้องไห้ โดยมีอารุมนั่งคุกเข่าเปลือยครึ่งท่อนอยู่ข้างๆ
       “อ๊าย นี่มันอะไรกัน อ๊าย!” จันทร์ร้องลั่น
       วิศนีได้สติ เมื่อเห็นสายตาของทั้งสามมองมา รู้สึกอับอาย เลยรีบลุกขึ้น วิ่งออกไป
       “วิศนี !”
       
       อารุมมองตามวิศนีอย่างไม่เข้าใจ แล้วรีบลุกตามไป ไม่สนใจทั้งสามคนเลย

  วิศนีปีนป่ายขึ้นไปยืนร้องไห้อยู่บนโขดหินสูงที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล อารุมวิ่งตามมา

       
       “วิศนี !”
       “คุณไม่ต้องตามฉันมาหรอกค่ะ ฉันกำลังจะไปให้พ้นหน้าคุณแล้ว”
       อารุมไม่เข้าใจ
       “หมายความว่าไง”
       วิศนีค่อยหันกลับมามอง น้ำตาไหลเป็นสาย
       “คุณรู้ไหมว่าฉันตามคุณมาที่นี่ทำไม”
       อารุมนิ่ง ไม่รู้คำตอบ วิศนีสะอื้น
       “เพราะว่าฉันรู้สึกผิด ฉันละอายใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ ยิ่งกฎหมายตัดสินว่าฉันไม่ผิด ฉันก็ยิ่งละอาย เพราะฉันรู้ดีอยู่แก่ใจว่าทุกอย่างมันเป็นความผิดของฉัน ฉันถึงได้ตามมาเพื่อชดใช้ให้คุณ ฉันไม่ได้ตามมาเพราะฉันเป็นผู้หญิงหน้าด้านไม่มีที่ไป”
       วิศนีปล่อยโฮ ปาดน้ำตา อารุมมองอย่างอึ้งๆ
       “แต่ฉันเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนี้เองว่าควรทำอะไร ถึงจะทำให้คุณสบายใจที่สุด เดือดร้อนน้อยที่สุด และเป็นผลดีกับฉันที่สุดด้วย”
       อารุมอึ้งๆ ยังมองวิศนีด้วยแววตาแปลกใจเหมือนเดิม หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าเจ็บปวด
       “คุณกลับไปเถอะค่ะ ก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้าแล้วเข้าใจคุณผิด”
       “คุณจะทำอะไร”
       “ทำสิ่งที่ฉันควรทำมาตั้งนานแล้ว...” วิศนีมองแน่วแน่ “ฉันจะชดใช้ชีวิตให้คุณ”
       วิศนีก้าวขึ้นไปยืนบนก้อนหินสูงสุด มองหน้าอารุมเป็นครั้งสุดท้าย
       “ลาก่อนค่ะ”
       วิศนีมองอารุมอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วค่อยๆ เอนหลังทิ้งตัวลงไปจากโขดหินลงทะเล อารุมตกใจ
       “วิศนี !”
       ร่างของวิศนีหล่นตูมลงไปในน้ำทะเลที่มีคลื่นซัดซ่า...วิศนีทิ้งตัวหลับตานิ่งอยู่ใต้พื้นน้ำที่บ้าคลั่ง ยังพอมีสติอยู่ แต่พยายามฝืนตัวเองไม่ให้ดิ้นรนเอาตัวรอด เพื่อให้ตายไปเสีย ร่างของเธอค่อยๆ ดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ...อารุมรีบปีนขึ้นไปบนโขดหินแล้วชะโงกดู ไม่เห็นอะไรแล้วนอกจากเกลียวคลื่นแรงที่ซัดโขดหิน เขามองอย่างเป็นห่วงแล้วตัดสินใจกระโดดตูมตามลงไป ร่างของอารุมทิ้งตัวตามลงมา แล้วตะเกียกตะกายหา...
       วิศนีปล่อยตัวนิ่งให้จมลงไปเรื่อยๆ จิตใต้สำนึกสุดท้ายของวิศนีเห็นภาพร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองที่ผ่านมา แววบเข้ามาในห้องคำนึง ทั้ง เหตุการณ์รถชน...ตอนไปงานศพแล้วโดนขว้างปา...ตอนที่ตัวเองถูกด่าในอินเตอร์เน็ต...อารุมพยายามขืนใจ...ร่างวิศนียังคงจมลงไปเรื่อยๆ อารุมที่กำลังมองหาหันมาเห็นพอดี รีบพุ่งไปคว้าตัวไว้
       อารุมโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ แล้วพบว่าตัวเองอยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร หันไปมองวิศนีที่อยู่ในอ้อมแขน แล้วรีบว่ายตามกระแสคลื่นเข้าฝั่ง...อารุมอุ้มวิศนีวิ่งขึ้นมาบนชายหาด แล้ววางลงกับพื้นทราย พยายามเรียกสติ
       “วิศนี ได้ยินผมไหม วิศนี !”
       อารุมพยายามเขย่าตัววิศนีไปมา แต่วิศนียังแน่นิ่ง ก็ตัดสินใจ ใช้มือปั้มหัวใจ แล้วก้มลงผายปอด เขาผายปอดสลับปั๊มหัวใจให้เธอ 2-3 ครั้ง สักพักวิศนีก็สำลักพ่นน้ำออกมา
       “วิศนี ! วิศนี !”
       วิศนีสะดุ้งเฮือกเหมือนลืมตาขึ้นมามองอารุม แต่แว่บเดียวก็หลับหมดสติไปอีก อารุมรีบเข้ามาประคองไว้บนตัก ลูบหน้าไปมาด้วยความห่วงใย
       
       อารุมอุ้มวิศนีเข้ามาในห้องเล็กของบ้านใหญ่วางร่างของเธอลงบนเตียง ฉาย เพ็ญ จันทร์เดินตามเข้ามา จันทร์หน้างอง้ำ ฉายมองวิศนีอย่างเป็นห่วง
       พาไปหาหมอดีไหมครับ
       “ฉันผายปอดกับปั๊มหัวใจแล้ว คงแค่สลบไป”
       “ผายปอด !”
       จันทร์ตาโตเตรียมจะกรี๊ด แต่เพ็ญกระตุกแขนให้เงียบ อารุมหันมาสั่งเพ็ญ
       “เพ็ญ เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเช็ดตัวให้คุณนีหน่อยนะ”
       “ค่ะ” เพ็ญหันไปหาจันทร์ “จันทร์ ไปเอาชุดคุณนีมา”
       “ไม่ !”
       เพ็ญถลึงตาดุใส่ จันทร์ทำท่าไม่กลัว แต่พอหันมาเห็นสายตาอารุมก็หวาดๆ รีบหลบตา แล้วเดินตึงๆ ออกไป อารุมเข้ามาบีบนวดขาวิศนี แล้วจับใบหน้าอย่างเป็นห่วง ฉายกับเพ็ญเหลือบมองแบบรู้กัน
       
       อารุมกับฉายออกมาอยู่นอกบ้าน ระหว่างให้เพ็ญกับจันทร์เปลี่ยนเสื้อผ้าให้วิศนี ฉายมองอารุมอย่างลังเลแล้วตัดสินใจพูด
       “คุณอารุมครับ อย่าหาว่าผมละลาบละล้วงเลยนะครับ ตกลงคุณกับคุณนีมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าครับ”
       อารุมนิ่งไป อารมณ์ขุ่นมัวจากการเสี้ยมของจันทร์ก่อตัวขึ้นมาเบาๆ
       “คุณนีของฉายไปก่อเรื่องที่ตลาดมา”
       ฉายชะงัก
       “วันนี้เหรอครับ”
       อารุมพยักหน้าบึ้งๆ ฉายทำหน้าคิด
       “แต่ผมไม่เห็นคุณนีออกไปไหนเลย พอกลับจากช่วยงานคุณ ก็ตามไปช่วยเพ็ญทำกับข้าวในครัว”
       อารุมงง
       “อ้าว แล้ว...”
       “มีแต่นังจันทร์นั่นแหละครับที่แว่บไปแว่บมา นังนี่มันขี้เกียจ”
       อารุมนิ่งไป สังหรณ์ใจตัวเองจะโดนจันทร์หลอก
       “คุณนีอยู่บ้านตลอดเวลาเลยเหรอ”
       “ครับ ถ้าเธอไปไหนผมกับเพ็ญก็ต้องเห็น”
       
       อารุมเริ่มปะติดปะต่อ แน่ใจแล้วว่าเรื่องที่จันทร์เอามาพูดเป็นเรื่องโกหก ยิ่งรู้สึกผิด เลยเดินเลี่ยงออกไปใช้ความคิดอยู่คนเดียว ฉายมองอารุมอย่างแปลกใจ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 22:18:09
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน