อุบัติเหตุ ตอนที่ 11

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 11

อุบัติเหตุ ตอนที่ 11

  นีรนุชกำลังยืนอ่านรายละเอียดของรถในโชว์รูมเพื่อทำความคุ้นเคย จู่ๆ ก็มีก็มีแก้วชาดำเย็นยื่นมาตรงหน้า นีรนุชเงยหน้ามองก็เห็นเป็นเซลส์หนุ่มในแผนกเดียวกันยืนยิ้มกริ่มให้

       
       “ดื่มแก้กระหายครับน้องนุช พี่ซื้อมาฝาก”
       นีรนุชยิ้มเขิน
       “ขอบคุณค่ะ”
       นีรนุชเอื้อมมือจะไปรับ แต่จู่ๆ เดชชาติก็เดินมาหยิบไปเสียก่อน
       “เออ ขอบใจว่ะกำลังคอแห้งพอดีเลย”
       เดชชาติคว้าไปดูดจนหมดแก้ว เซลส์มองอึ้งๆ
       “โห่พี่ชาติ อะไรเนี่ย ผมซื้อมาฝากน้องเขา”
       “ยายนุชมันไม่กินชาดำเย็น ทีหลังถามก่อนสิ คนรู้ดีอยู่นี่”
       เดชชาติชี้ตัวเอง เซลส์หันมาถาม
       “จริงเหรอครับน้องนุช”
       นีรนุชยิ้มเขินๆ แล้วพยักหน้าให้เซลส์
       “นุชขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
       นีรนุชเดินก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารมา แล้วชะงักเมื่อมีดอกไม้ดอกหนึ่งยื่นมาตรงหน้า พอเงยหน้าก็เห็นเป็นเซลส์หนุ่มอีกคน
       “จะไปไหนครับน้องนุช”
       “ไปทำงานค่ะ”
       “แต่นี่มันจะเที่ยงแล้วนะครับ ไม่หิวเหรอ ไปทานข้าวกับพี่นะ”
       นีรนุชอึกอัก อยากปฏิเสธแต่ก็เกรงใจ เดชชาติรีบเดินมาแทรก ดึงดอกไม้ออกมา
       “แกเอาดอกไม้อะไรมาให้ยายนุชวะเนี่ย เหม็นเป็นบ้าเลยว่ะ”
       เดชชาติโยนทิ้ง
       “อ้าว เฮ้ยพี่”
       “แล้วไม่ต้องชวนไปกินข้าวนะ ยายนุชมันกินจุ แกเลี้ยงไม่ไหวหรอกไอ้บอมบ์”
       เดชชาติพูดพลางลากนีรนุชออกไป...เดชชาติดึงแขนนีรนุชรีบสะบัดออก
       “พี่ชาติลากนุชออกมาทำไมเนี่ย”
       “แล้วเธอจะอยู่ให้ไอ้พวกนั้นมันแทะโลมทำไม”
       “ก็แค่คุยกันตามประสาเพื่อน นุชมาใหม่ก็อยากทำความรู้จักพวกเขาไว้”
       “รู้จักแค่ชื่อก็พอแล้ว อย่าไปทำตัวสนิทสนมด้วย ไอ้พวกนี้มันเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งนั้น เธอไม่ทันมันหรอก”
       “นุชโตแล้วนะพี่ รู้หรอกน่าว่าควรจะคบใครเป็นเพื่อน”
       “จ้า แม่คนเก่ง”
       เดชชาติบีบปลายจมูกไปมาอย่างหมั่นไส้ เซลส์หนุ่มกลุ่มใหญ่เดินออกมาพอดี
       “แน่ะ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
       “ถ้าบอกว่ากิ๊กกันแต่แรก ผมก็ไม่แตะร๊อกกกกพี่ชาติ”
       เซลส์หนุ่มส่งเสียงแซวกันกิ๊วก๊าว นีรนุชหน้าแดงด้วยความอาย เดชชาติก็เหรอหรา
       “เฮ้ย ไม่ใช่ !”
       “เห็นไหม พี่ชาติ ใครๆ เข้าใจผิดกันไปหมดเลย นุชไม่ยุ่งกับพี่แล้ว”
       นีรนุชปัดมือเดชชาติออก แล้วเดินงอนตุ๊บป่องออกไป
       
       กรแก้วนั่งกินอาหารกับอวลอบอยู่ในบ้าน อวลอบถามขึ้น
       “คุณอำนวยเป็นยังไงบ้างคะ”
       กรแก้วถอนใจ
       “ก็รั้นไปทำงานจนได้ค่ะ แต่กรต้องหมั่นแวะไปดู คอยย้ำให้แกทานยาตามเวลา อาการจะได้ไม่กำเริบขึ้นอีก”
       “พี่ละเห็นใจจริงจริ๊ง คุณอำนวยทำงานหนักมาทั้งชีวิต ยิ่งมาเครียดเรื่องลูกแบบนี้ คงหมดกะจิตกะใจทำงานไปเยอะ ไหนจะสุขภาพอีก”
       กรแก้วฝืนยิ้ม
       “ทำยังไงได้ล่ะคะ กรเองก็ไม่ได้มีหัวทางธุรกิจ จะไปรับภาระแทนก็คงไม่ไหว”
       อวลอบยิ้มเหมือนรอจังหวะอยู่แล้ว รีบเปิดประเด็น
       “เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ให้ตาโยไปช่วยงาน ยังไงเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันอยู่แล้ว”
       กรแก้วชะงัก มองหน้าอวลอบอย่างลังเล อวลอบยิ่งเกลี้ยกล่อม
       “ตาโยแกทำงานเก่ง หัวไว คงจะช่วยคุณอำนวยได้เยอะ”
       “แล้วงานที่โรงแรมล่ะคะ”
       “โอ๊ย ที่โรงแรมอยู่ตัวแล้วค่ะ แม้แต่พี่เองก็แทบไม่ต้องเข้าไปจัดการอะไรแล้ว วางใจพวกลูกน้องน่ะค่ะ”
       
       กรแก้วครุ่นคิด เริ่มเห็นด้วยนิดๆ เพราะเป็นห่วงอำนวย อวลอบลอบยิ้มมีแผน

บริเวณริมถนนใกล้ร้านอาหาร...วิเวียน ยุพเยาว์ ลูกเกด ชมพู่เดินมากับนีรนุช 

       
       “นึกยังไงถึงมาทานข้าวกับพวกฉันล่ะจ๊ะ หนูน้อย” วิเวียนหันมาถามนีรนุช
       “นุชอยากฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ๆ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว”
       ลูกเกดถามบ้าง
       “แล้วแฟนเธอเขาไม่ว่าเอาเหรอ”
       ชมพู่เสริม
       “ใช่ นายชาติมันหวงเธออย่างกับจงอางหวงไข่”
       นีรนุชตาโตรีบปฏิเสธ
       “ไม่ใช่นะคะ นุชกับพี่ชาติไม่ได้เป็นอะไรกันนะ”
       “จริงเร้อ”
       ยุพเยาว์กับคนอื่นทำหน้าไม่เชื่อ นีรนุชหน้างอ
       “มีแต่คนเข้าใจแบบนี้ นุชนะเครียดนะเนี่ย เดี๋ยวก็ขายไม่ออกกันพอดี”
       ทุกคนหัวเราะ ขยี้หัวนีรนุชอย่างเอ็นดู วิเวียนที่เดินนำหน้าทุกคนมองไปที่ริมถนน แล้วแปลกใจ...
       “เอ๊ะ นั่นมันกุสุมานี่”
       วิเวียน เห็นกุสุมายืนคุยกับพนักงานเสิร์ฟอยู่หน้าร้าน ยุพเยาว์กับคนอื่นๆ หันกันเลิ่กลั่กมองตาม...กุสุมาได้งานใหม่เป็นผู้จัดการร้านอาหารเล็กๆ อาชีพการงานด้อยกว่าตำแหน่งเดิม เลยไม่อยากให้ใครรู้ กุสุมาหันมาเห็นวิเวียนพอดีก็ทำหน้าตกใจ รีบผลุบหายเข้าไปในร้าน ยุพเยาว์มองหา
       “ไหน ไม่เห็นมีเลย”
       วิเวียนไม่ตอบ แต่รีบเดินนำตรงไปที่ร้านอาหารทันที ทั้งหมดรีบวิ่งตามกันไป...วิเวียนเปิดประตูพรวดเข้ามาในร้าน แล้วกวาดตามองสอดส่ายหากุสุมา
       “มีอะไรคะพี่วิ” นีรนุชถามอย่างไม่เข้าใจ
       “พี่เห็นกุสุมาเข้ามาในร้านนี้”
       ยุพเยาว์งงๆ
       “อยู่ไหนล่ะ ไม่เห็นมีเลย”
       “ก็ฉันเห็นนี่ !”
       วิเวียนยังมองหาต่อ พนักงานเห็นนีรนุชกับเพื่อนๆ ยืนอยู่ก็รีบเข้ามาต้อนรับ
       “สวัสดีค่า เชิญค่ะ”
       วิเวียนเห็นเครื่องแบบพนักงาน เหมือนคนที่ยืนคุยกับกุสุมาก็ตรงรี่เข้าไปถาม
       “เมื่อกี้น้องยืนคุยกับใครอยู่ข้างนอก”
       พนักงานทำหน้างง แปลกใจที่วิเวียนถาม แต่ยังไม่ทันตอบ ชมพู่ก็เข้ามากระตุกแขน
       “เธอไปยุ่งอะไรกับเขา” ยุพเยาว์ยิ้มกลบเกลื่อน “ห้าที่ค่ะ”
       พนักงานฝืนยิ้มแล้วพาทั้งหมดไปนั่งโต๊ะ แต่สายตาวิเวียนยังสอดส่ายไม่หยุด นีรนุชช่วยมองหา
       “ไม่เห็นมีพี่สุเลยค่ะ”
       ชมพู่ก็ไม่เห็น
       “ฉันว่าเธอตาฝาดแล้วล่ะ”
       ลูกเกดทำเป็นป้องปากกระซิบ
       “อย่าไปถือสาป้าแกเลย เดี๋ยวไปตัดแว่นนะป้านะ”
       คนอื่นหัวเราะขำ วิเวียนหันมาค้อนควั่กใส่ลูกเกด แต่ก็ยังไม่เลิกมองหา เพราะปักใจเชื่อว่าตัวเองตาไม่ฝาด
       
       กุสุมายืนแอบอยู่หลังร้าน ชะโงกหน้ามองไปที่โต๊ะที่นีรนุชกับพวกนั่งอยู่ พนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาเห็นเข้า
       “พี่คะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
       กุสุมาสะดุ้ง หันไปหาพนักงาน พยายามทำหน้าเห็นเป็นปกติ
       “พี่ไม่ค่อยสบาย ขอกลับบ้านก่อนนะ”
       “อ้าวพี่...”
       กุสุมาไม่สนใจ รีบเดินออกไปทางหลังร้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน...นีรนุชนั่งคุยกับทุกคนหลังจากสั่งอาหารไปแล้ว
       “พวกพี่ไม่ได้เจอพี่สุเลยเหรอคะ”
       ยุพเยาว์ถอนใจ
       “ตั้งแต่หลังงานศพนนเขาก็ไม่ติดต่อใครเลย ลาออกไปทำอะไรก็ไม่ยอมบอก”
       ลูกเกดเบ้หน้า
       “จะไปทำอะไร้ แค่ลาออกซื้อใจอารุมไงล่ะ ตอนนี้ไม่มีนนแล้วยายสุคงพยายามทำคะแนนอยู่ ฉันดูออกตั้งนานแล้ว”
       นีรนุชหน้าเสีย เพราะรู้ว่ากุสุมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ
       “ถึงว่าหลังๆ ยายสุทำตัวแปลกๆ” ชมพู่นึกแล้วรีบเม้าท์ “ฉันว่าเขาชอบแต่งตัวเหมือนนนด้วยนะ”
       “หวังว่าจะไม่บ้าปลอมตัวเป็นนนแล้วย่องขึ้นคอนโดอารุมหรอกนะ ยายนี่ยิ่งนิสัยพิลึกอยู่ด้วย”
       ลูกเกดทำท่าขนลุกขนพองสยองเกล้า
       “พี่อารุมไม่ได้อยู่ที่คอนโดแล้วค่ะ นุชก็ไม่รู้ย้ายว่าไปไหน”
       ยุพเยาว์เปรยๆ
       “งั้นเขาก็อาจลงเอยกันได้แล้วก็ย้ายไปอยู่บ้านนอกเงียบๆ ไม่ให้คนนินทามั้ง”
       วิเวียนแย้ง
       “ไม่จริงหรอก ฉันว่ายายสุต้องอยู่แถวนี้แหละ ก็เมื่อกี้ฉันเห็นนี่นา”
       วิเวียนยังหันมองซ้ายขวาอย่างไม่ยอมแพ้ ทุกคนส่ายหน้าอ่อนใจ ไม่เชื่อวิเวียน แล้วลงมือกินอาหาร
       
       นีรนุชมีสีหน้ากังวลนึกเป็นห่วง เมื่อนึกถึงอารุม

 วิศนีนอนอยู่บนเตียง ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นหลังจากหลับไปนาน พอหันไปรอบๆ เห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องก็ขยับลุกขึ้น

       
       “ตื่นแล้วเหรอคุณ”
       วิศนีมองไปที่มุมห้อง เห็นอารุมนั่งจ้องอยู่
       “ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
       “ผมก็ลงไปงมคุณขึ้นมาจากน้ำน่ะสิ”
       วิศนีนิ่งคิด เริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ว่าตัวเองโดดน้ำตาย อารุมลุกเดินเข้ามานั่งที่ปลายเตียง วิศนีรีบขยับหนีตามสัญชาตญาณกลัวโดนปล้ำเหมือนเมื่อกลางวันรีบเอามือจับเสื้อผ้า แล้วเพิ่งสังเกตว่าตัวเองใส่ชุดใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเมื่อเช้า ยิ่งหน้าเสีย
       “คุณเปลี่ยนชุดให้ฉันเหรอ”
       “ผมให้เพ็ญทำให้ ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก”
       แววตาวิศนีคลายกังวลลง อารุมมองอย่างหมั่นไส้แล้วแกล้งพูดต่อ
       “แต่ตอนที่อนามัย ผมเป็นคนเช็ดตัวให้คุณเอง”
       วิศนีอึ้ง มองอารุมอย่างตกใจ ไม่รู้มาก่อน อารุมมองอย่างสะใจเล็กๆ ที่แหย่ให้วิศนีหน้าเสียได้
       “เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวกลัวผมจะเห็นหรอก เพราะผมเห็นหมดแล้ว”
       วิศนีหน้าแดงก่ำ ก้มหน้างุด ทั้งอายทั้งกลัว อารุมขยับเข้ามาใกล้แล้วเอื้อมมือจะแตะหน้าผาก วิศนีรีบถดหนีอีก
       “จะไปไหน”
       อารุมจับแขนวิศนีไว้ แล้วเอามืออังหน้าผากวัดไข้
       “ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า”
       “ไม่ค่ะ”
       “แต่คุณน่าจะกินยาซักหน่อยนะ”
       อารุมลุกไปหยิบยาที่มุมห้อง วิศนีถือโอกาสพยุงตัวลุกขึ้น แล้วหย่อนเท้าลงไป แต่พอจะยืน ก็ทรุดลงเพราะความเจ็บ
       “โอ๊ย !”
       อารุมรีบถลันกลับเข้ามาประคองไว้
       “จะลุกไปไหน บอกให้กินยาก่อน”
       “ฉันเจ็บเท้า”
       “ก็ต้องเจ็บสิ เท้าคุณโดนก้อนหินบาดจนเป็นแผลไปหมด”
       วิศนีก้มลงมองเท้าตัวเอง เห็นผ้าพันแผลพันรอบเท้า แต่ก็พยายามจะยืนขึ้น
       “ยังจะดื้ออีก”
       “ฉัน...ฉันหิวข้าวค่ะ”
       อารุมชะงัก มองวิศนีทำหน้าจ๋อยใส่ แล้วตัดสินใจช้อนตัวอุ้มขึ้น
       “อุ๊ย คุณ !”
       “จะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ”
       อารุมพูดหน้าตาย แล้วอุ้มออกไป วิศนีตกใจ ทำอะไรไม่ถูกที่โดนอุ้ม แต่ก็รีบเอามือกอดคอเขาไว้ไม่ให้ตก
       
       วิศนีกอดคออารุมแน่นขณะที่อารุมอุ้มออกมาเพราะกลัวตก จันทร์ถือถาดอาหารมาพอดี เห็นอารุมอุ้มวิศนีก็อ้าปากค้าง หยุดยืนดูอย่างไม่เชื่อสายตา อารุมอุ้มวิศนีมาถึงโต๊ะอาหารที่จัดไว้ แต่วิศนียังเหนี่ยวคอไว้แน่น
       “ปล่อยคอผมได้แล้ว จะกอดเป็นลูกลิงหรือไง”
       วิศนีรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ แล้วทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ ท่าทางสงบเสงี่ยม อารุมมองครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้าม หันไปเห็นจันทร์ถือถาดอาหารเดินหน้าคว่ำมาพอดี
       “อ้าว จันทร์มาพอดีเลย”
       จันทร์ไม่พูดอะไร แต่มองวิศนีตาเขียว แล้วเดินเอาถาดอาหารมาวางที่โต๊ะ ยกชามข้าวต้มวาง
       “นี่ของพี่อารุม นี่ของคุณ!”
       จันทร์กระแทกตรงหน้าวิศนีแล้วมองตาแข็ง วิศนีเงยหน้าสบตาจันทร์ ก็เห็นสายตาดุดันริษยาชัดเจน
       “ทานเยอะๆ นะ จะได้หายเร็วๆ”
       “ขอบใจจ้ะ”
       จันทร์ยืนคุมเชิงอยู่ตรงนั้น แล้วจ้องแบบมีเลศนัย วิศนีกลัวโดนแกล้ง เลยไม่กล้ากิน อารุมเตรียมจะกินของตัวเอง แต่เห็นวิศนียังถือช้อนนิ่งอย่างลังเล
       “ทำไมไม่ทานล่ะ เมื่อกี้บอกหิวไม่ใช่เหรอ”
       วิศนียิ้มฝืนให้ แล้วใช้ช้อนคนๆ แต่ไม่ยอมกิน ก่อนจะมองจันทร์อีกที จันทร์จ้องตอบอย่างไม่หลบสายตา ยิ้มเยาะ เล่นสงครามประสาทให้วิศนีไม่กล้ากิน จริงๆ ไม่ได้ใส่อะไรลงไป แต่แกล้งให้วิศนีไม่กล้ากินเฉยๆ
       “กินสิคุณนี เดี๋ยวก็เย็นหมดหรอก”
       จันทร์พูดเยาะๆ แบบมีเลศนัย วิศนีมองอย่างระแวง จะตักกินก็ไม่กล้า ได้แต่อึกๆ อักๆ อารุมมองเห็นสีหน้ายิ้มๆ มีเลศนัยของจันทร์ แล้วนึกถึงตอนที่เพ็ญจับได้ว่าจันทร์แกล้งวิศนี
       “นังจันทร์ !”
       จันทร์สะดุ้งโหยง มองเพ็ญหน้าเสีย
       “แกจงใจปรุงเพิ่มให้คุณนีกินไม่ได้ใช่ไหม”
       “เปล่านะ !”
       “จะเปล่าได้ยังไง ก็มีแกกับฉันอยู่ในครัวสองคน มานี่ มาให้ฟาดซะดีๆ”
       เพ็ญลุกขึ้นไล่ตี จันทร์รีบวิ่งหนีไปหลบหลังฉาย...
       อารุมเริ่มเข้าใจความกลัวของวิศนี เลยดึงชามจากวิศนีไป แล้วย้ายชามของตัวเองไปให้แทน
       “คุณเอาของผมไปกิน เดี๋ยวผมจัดการชามนี้เอง”
       จันทร์เห็นอารุมเปลี่ยนชามก็ชักสีหน้าผิดหวัง อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ ตักชิม แล้วพยักหน้ากับจันทร์
       “ไม่มีอะไรนี่จันทร์ อร่อยดีนะ”
       วิศนีมองอารุมอย่างซึ้งใจ แล้วค่อยตักข้าวต้มชามตัวเองกินบ้าง จันทร์หน้างอเจ็บใจที่อารุมทำเหมือนปกป้องวิศนี
       
       จันทร์เอาช้อนขยี้ข้าวในจานอย่างโมโหร้าย ฉายกับเพ็ญมองดูตาปริบๆ
       “นี่นังจันทร์ จะกินหรือจะเล่น เสียของ”
       “เป็นอะไรของมัน อยู่ๆ ก็กระฟัดกระเฟียด”
       “จะเป็นอะไร ก็อิจฉาริษยาเขาตามเคย นี่คงไปเห็นคุณสองคนเขากระหนุงกระหนิงกันมาล่ะสิ”
       ขาดคำของเพ็ญ จันทร์กระแทกจานโครม
       “ไม่ต้องมาย้ำได้ไหมพี่เพ็ญ ไม่ช่วยน้องแล้วยังจะซ้ำเติมอีก”
       “ฉันจะไปช่วยอะไรแกได้ ไม่ดูตัวเองเลยนังนี่ ไม่เห็นหรือไงว่าคุณอารุมเขารักเขาห่วงคุณนีขนาดไหน ทำใจซะเถอะนังจันทร์ แกน่ะเอื้อมไม่ถึงเขาหรอก”
       “ไม่จริง พี่อารุมเกลียดมัน เพราะนังนั่นมันเป็นฆาตกร”
       ฉายกับเพ็ญงง ฉายถามย้ำ
       “แกว่าอะไรนะ”
       “ก็นังคุณนีคนนี้ไง ที่ขับรถชนแฟนพี่อารุมตาย พี่ฉายไปหาข่าวมาอ่านสิ”
       
       จันทร์พูดจบก็เดินกระแทกเท้าหนีเข้าห้องไปอย่างอารมณ์เสีย ทิ้งให้ฉายกับเพ็ญอึ้ง

  หลังเลิกงาน พนักงานทยอยกันกลับบ้าน เดชชาติเดินเข้ามาที่โชว์รูม มองหานีรนุช เห็นพวกเซลส์สาวๆ กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านพอดี

       
       “พี่ชาติ ยังไม่กลับอีกเหรอคะ”
       “พี่รอนุช”
       เซลส์สาวๆ มองหน้ากัน
       “นุชกลับไปตั้งนานแล้วนี่พี่”
       เดชชาติชะงัก
       “ฮะ...ไปกับใคร”
       เดชชาติเป็นห่วงรีบออกมาหน้าโชว์รูม มองหาแกงค์หนุ่มเพลย์บอยเมื่อตอนกลางวันแต่ไม่เจอ เห็นเซลส์หนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี รีบตรงเข้าไปคว้าแขน
       “เฮ้ย แกเห็นไอ้บอมหรือเปล่า”
       “ไอ้บอมเหรอพี่ มันกลับไปแล้วนะ เห็นบอกว่ามีนัด”
       เซลส์เดินผ่านไป ทิ้งเดชชาติยืนนิ่งอึ้ง เขาคิดไปเองด้วยความว้าวุ่นว่านีรนุชไปเที่ยวกับพวกผู้ชาย
       
       อารุมเอนหลังผึ่งพุงหลังกินข้าวเสร็จ ทอดสายตามองทะเลอย่างอารมณ์ดี วิศนีรีบถือโอกาสทำหน้าที่เก็บจานรวมกัน แล้วทำท่าจะยกไป แต่พอลุกขึ้นยืนก็ปวดแผลจี๊ดขึ้นมา แต่ก็พยายามฝืนตัวขึ้น อารุมเหล่มอง
       “จะเอาไปไหน”
       “ไปล้างสิคะ”
       “ขาเจ็บแล้วยังทำเป็นเก่ง”
       วิศนีมองอารุมอย่างน้อยใจ
       “ถ้าฉันอยู่เฉยๆ คุณก็คงแขวะว่าฉันทำตัวเป็นคุณนายทำอะไรไม่เป็นอยู่ดี”
       วิศนีทำงอนๆ แล้วพยายามจะยกจานเดินออกไป แต่ก็เจ็บขาจนก้าวขาไม่ออก อารุมทนดูไม่ได้ต้องลุกขึ้นประคองไว้
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       “ไม่เป็นไรได้ยังไง เดี๋ยวจานชามแตกขึ้นมาก็เดือดร้อนผมอีก ผมไม่อยากขาเป๋ไปกับคุณด้วยหรอกนะ”
       วิศนีพึมพำ
       “แค่นี้ก็ต้องดุด้วย”
       “คุณว่าอะไร”
       “เปล่าค่ะ ฉันบอกว่าแค่นี้ฉันเดินได้”
       อารุมมองอย่างหมั่นไส้แล้วปล่อยมือทันที วิศนีพยายามจะแข็งใจเดินไป แต่พยายามไม่ลงน้ำหนักเต็มเท้า แต่ก็ดูกะเผลกจนอารุมรำคาญ เข้าไปประคอง แล้วแย่งจาน
       “มานี่ ผมถือให้”
       “ไม่เป็นไร ฉันล้างเอง”
       “ผมไม่แย่งคุณล้างหรอกน่า จะถือไปให้”
       อารุมแย่งจานมาถือจนได้ แล้วใช้มืออีกข้างประคองจับมือให้วิศนีเดินไปด้วยกัน
       “ถ้าแผลระบมขึ้นมาจะสมน้ำหน้าให้ดู”
       วิศนีหันไปมองค้อน แต่อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วประคองเดินต่อไป
       
       วิศนียืนอยู่ที่อ้างล้างจาน มีอารุมยืนคุมอยู่ข้างๆ วิศนีเกรงใจ
       “คุณไปทำอย่างอื่นเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันล้างเสร็จแล้วจะเรียก”
       อารุมพูดหน้าเฉย
       “ขี้เกียจเดินไปเดินมา ทำเร็วๆ แล้วกัน”
       อารุมยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ วิศนีเหลือบมองอย่างอ่อนใจ แล้วค่อยๆ เปิดน้ำล้างแก้ว อารุมทำเป็นยืนหันหลังมองไปทางอื่น แต่ก็แอบเหล่หญิงสาวไปด้วย ก่อนจะแกล้งแขวะ
       “ล้างแบบนั้นทั้งคืนก็ไม่เสร็จ”
       “ก็ฉันบอกแล้วว่าให้คุณไปทำอย่างอื่น เดินไม่ไหวเดี๋ยวฉันคลานไปเองก็ได้”
       วิศนีเริ่มโมโหนิดๆ แล้วล้างแก้วต่อ อารุมเหล่ๆ มอง แล้วขยับเข้ามาด้านหลัง แล้วดึงแก้วที่เธอเพิ่งใช้ฟองน้ำถู ไปล้างน้ำเปล่าให้ วิศนีมองงงๆ
       “จะได้เร็วๆ คนขาเจ็บไม่ควรยืนนาน”
       วิศนีแอบอุ่นใจที่รู้ว่าเขาห่วง แต่ก็ไม่กล้าแสดงสีหน้า ก้มหน้าล้างจานต่อไปแล้วส่งให้ อารุมรับจานมาล้างน้ำเปล่าแล้วจัดใส่ที่วาง ช่วยกันคนละไม้ละมือ บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่น หอมหวานเล็กๆ
       
       เดชชาติรีบกลับมาที่บ้านด้วยความร้อนใจ แล้วตรงไปตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านนีรนุช
       “นุช ! นุช ! กลับมาหรือยัง เปิดประตูให้พี่หน่อย”
       เดชชาติเขย่าประตู แล้วชะโงกเข้าไปดู ไม่เห็นนีรนุชเปิดออกมา
       “นุช !”
       คนข้างบ้านโผล่หน้าออกมา
       “มันยังไม่กลับหรอกไอ้ชาติ เห็นบ้านปิดตั้งแต่เช้าแล้ว”
       เดชชาตินิ่งอึ้ง มองนาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็น เริ่มกระวนกระวายเป็นห่วง
       
       นีรนุชยืนคุยกับพวกเด็กวัด
       “พี่อารุมไม่ได้มาที่นี่นานแล้วครับ”
       “ไม่ได้มาเยี่ยมหลวงตาเลยเหรอ”
       “อ๋อ หลังงานศพแกมาลาหลวงตา แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน”
       นีรนุชพยักหน้าเศร้าๆ อย่างรับรู้ พวกเด็กๆ แยกย้ายกันออกไป นีรนุชกลุ้มใจ เป็นห่วงอารุมมากขึ้นอีก
       
       ค่ำนั้น วิศนียืนอยู่ที่หน้าบ้าน เหม่อมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า แล้วหันไปสังเกตบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมืดลง ก่อนจะก้าวขาออกจากบ้านอย่างระมัดระวัง วิศนีกะเผลกออกมาจากบ้าน เตรียมจะกลับไปที่กระท่อม แต่ก็ต้องชะงักเมื่ออารุมเดินมาดักหน้า
       “จะไปไหน !”
       วิศนีสะดุ้ง
       “คุณนี่ดื้อจริงๆ เลย บอกไม่ให้เดินก็ยังจะเดินไปเดินมาอยู่ได้ หรืออยากจะเป็นบาดทะยักถึงมาลุยทรายเล่น”
       “ก็มันมืดแล้ว ฉันจะกลับไปนอน”
       “คิดถึงมากหรือไง ไอ้กระท่อมโกโรโกโสแบบนั้นน่ะ”
       “ก็ฉัน...”
       อารุมไม่รอฟังคำตอบ ตรงเข้ามาช้อนตัวหญิงสาวทันที วิศนีตกใจ
       “คุณ !”
       “ถ้าไม่ได้นอนที่นั่นซักคืนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
       “คุณจะทำอะไรน่ะ”
       
       อารุมไม่ตอบอุ้มเธอเดินกลับไปที่บ้าน วิศนีตกใจกลัวโดนปล้ำ

   อารุมวางวิศนีลงบนเตียงในห้อง
       
       “คืนนี้คุณนอนที่นี่แหละ ถ้าแผลยังไม่หายก็ยังไม่ต้องกลับลงไป”
       “คุณแน่ใจเหรอคะที่จะให้ฉันอยู่ที่นี่”
       “ถ้าผมพูดออกมาเอง คุณก็ไม่จำเป็นต้องถาม”
       อารุมทำเสียงดุใส่ แล้วหันหลังจะเดินออกจากห้อง วิศนีมองตามอย่างข้องใจ แล้วตัดสินใจโพล่งออกมา
       “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       อารุมหยุดเดิน แต่ยังหันหลังให้อยู่
       “คุณช่วยฉันทำไมคะ”
       อารุมยืนนิ่ง แต่ไม่กล้าตอบ
       “ฉันไม่เข้าใจคุณเลยจริงๆ ตอนแรกคุณเกลียดฉัน อยากจะไล่ให้ฉันไปพ้นๆ แต่อีกนาทีคุณก็รั้งฉันไว้ ไม่ยอมให้ฉันไป”
       อารุมสับสนตัวเองเหมือนกัน เพราะอยู่ในอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียด แต่ในที่สุดก็ข่มอารมณ์ที่หวั่นไหวของตัวเองได้ หันกลับมาเผชิญหน้าแกล้งทำเป็นเย็นชา
       “ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนี่ ผมแค่ไม่อยากให้คุณไปป่วยตายในกระท่อมนั่น มันจะเป็นภาระผมมากกว่าเดิม”
       อารุมทิ้งท้ายแล้วเดินออกไป ทิ้งให้วิศนีมองตามอย่างเศร้าๆ ใจลึกๆ ยังไม่เชื่อว่านั่นคือเหตุผล หญิงสาวพึมพำตามหลัง
       “คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ คุณอารุม”
       
       อารุมเดินพ้นประตูห้องออกมา ก็ก้มหน้าคอตกเศร้า แล้วทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ จมลงสู่ความรู้สึกว้าวุ่นใจของตัวเองต่อไป ชายหนุ่มลูบหน้าตัวเองเครียดๆ ความรักกับความเกลียดในตัววิศนียังคงต่อสู้กันอย่างทรหด ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะชนะ
       
       นีรนุชเข้ามาไขกุญแจหน้าบ้าน แล้วเตรียมจะผลักประตูเข้าไป
       “ไปไหนมา ถึงกลับมาป่านนี้”
       นีรนุชสะดุ้ง หันไปเห็นเดชชาติ ก็ถอนใจ
       “พี่ชาติ มามืดๆ นุชตกใจหมด”
       เดชชาติดุกว่าเดิม
       “พี่ถามว่าไปไหนมา”
       “ไปธุระ”
       นีรนุชตอบสั้นๆ แล้วเปิดประตูเดินหนีเข้าบ้าน เดชชาติตามไป กระชากแขนไว้
       “มีธุระอะไรต้องไปตอนมืดๆ ค่ำๆ แบบนี้”
       “พี่ชาติ !”
       “ไปเที่ยวมาใช่ไหม ไปกับใคร ไอ้เสือสิงห์กระทิงแรดตัวไหน”
       นีรนุชงง
       “อะไรของพี่ชาติเนี่ย”
       “ไม่ต้องมาเปลี่ยนประเด็นเลย แก้ตัวไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” เดชชาติผิดหวัง “แสดงว่าไปเที่ยวกับผู้ชายมาจริงๆ”
       นีรนุชอ้าปากค้าง อยากจะเถียงแต่เดชชาติไม่ฟัง
       “พี่ผิดหวังในตัวเธอมากนะ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากนักหรือไง กะอีแค่เริ่มทำงานได้วันเดียวก็ทำตัวแบบนี้แล้ว หรือคิดว่าตัวเองตัวคนเดียวแล้ว จะเหลวแหลกยังไงก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร”
       นีรนุชโมโหปรี๊ด เงื้อมือตบหน้าเดชชาติทันที
       “ก่อนที่จะตัดสินนุช พี่ได้รอให้นุชอธิบายอะไรหรือยัง”
       เดชชาติอึ้งไป นีรนุชน้ำตาคลออย่างน้อยใจ
       “นุชไม่ได้ไปเที่ยวกับผู้ชายที่ไหนมาทั้งนั้น นุชไปเยี่ยมหลวงตา ไปคุยกับพวกเด็กๆ ที่วัด เพราะอยากรู้ว่าพี่อารุมย้ายไปอยู่ที่ไหน”
       เดชชาติสะอึก เสียใจที่เข้าใจผิด
       “พี่ชาติอาจจะไม่สนใจว่าเพื่อนรักของตัวเองเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง แต่นุชเป็นห่วงพี่อารุม”
       “นุช พี่ไม่รู้ พี่ขอโทษ...”
       นีรนุชไม่สนใจ สะบัดหน้าวิ่งขึ้นห้องไป...เดชชาติตามมาเคาะประตูหน้าห้องด้วยสีหน้าว้าวุ่นใจ
       “นุช ออกมาคุยกับพี่หน่อย พี่อยากขอโทษ”
       ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง เดชชาติยิ่งไม่สบายใจ เคาะประตูซ้ำ
       “นุช !”
       “ไม่ต้องมายุ่ง นุชไม่มีอะไรจะพูดกับพี่”
       เดชชาติยืนคอตกเศร้า ไม่กล้าเคาะประตูอีก ได้แต่เสียใจที่ตัวเองวู่วามเกินไป
       
       เพ็ญสวดมนต์เสร็จก็จะล้มตัวลงนอน แต่สังเกตเห็นฉายนอนก่ายหน้าผาก พลิกไปพลิกมา
       “เป็นอะไรพี่ฉาย นอนไม่หลับเหรอ”
       “พี่โทรไปถามคุณวิโรจน์เรื่องคุณอารุมกับคุณนี แกยืนยันอย่างที่นังจันทร์มันพูด”
       เพ็ญหน้าตื่น
       “ฮ้า ที่ว่าคุณนีฆ่าแฟนคุณอารุมตายน่ะเหรอ”
       ฉายพยักหน้ากลุ้มๆ
       “คุณวิโรจน์บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็มีการฟ้องร้องกัน จนคุณอารุมแพ้คดี ถึงขอมาอยู่ที่นี่”
       “แล้วพี่คิดว่าคุณนีเป็นคนไม่ดีอย่างที่นังจันทร์มันว่าหรือเปล่า”
       “ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้กลุ้มอยู่นี่ไงว่าควรจะวางตัวยังไง”
       เพ็ญนิ่งคิด ก่อนจะสรุปออกมา
       “ไม่เห็นจะยากเลย สำหรับฉัน คุณนีเป็นคนดีมีน้ำใจ เรื่องที่ผ่านมาฉันถือว่าไม่รับรู้ ฉันมองคนเท่าที่เห็น ไม่มองไปถึงอดีตที่เขาเคยทำ ถ้าวันนี้เขาดีกับฉัน ดีกับคนอื่น ฉันก็ถือว่าเขาเป็นคนดี”
       
       เพ็ญพูดจบก็ล้มตัวลงนอนไม่สนใจอีก ทิ้งให้ฉายยังคงนั่งครุ่นคิดสับสน

   จันทร์เดินย่องเข้ามาในความมืด มุ่งหน้าไปยังบ้านใหญ่ตรงไปที่ห้องที่วิศนีนอน เห็นวิศนีนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงด้วยท่าทางสบายๆ แล้วปิดหนังสือล้มตัวลงนอน จันทร์แอบมองอยู่อย่างหมั่นไส้

       
       “มีความสุขเหลือเกินนะนังคุณนี ฉันจะจัดการแกยังไงดี”
       
       นีรนุชอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ เดินลงมาหยิบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์เพื่อขึ้นไปนอนอ่านบนห้อง แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน
       “พี่นุชคร้าบพี่นุช”
       นีรนุชจำได้ว่าเป็นเสียงพิชิตเลยเดินไปเปิดประตู เห็นพิชิตกับรักชาติยืนอยู่หน้าประตู
       “มากันทำไมดึกๆ เนี่ยเด็กๆ”
       พิชิตยื่นสมุดการบ้านให้ดู
       “พวกเราจะให้พี่ช่วยสอนการบ้านให้หน่อย”
       “แล้วก็เอาขนมมาฝากด้วย”
       รักชาติยื่นจานขนมไทยฝีมือพิมให้ นีรนุชรับมาแล้วชะโงกมองออกไปอย่างระแวง
       “ไม่ได้พาใครมาด้วยใช่ไหม”
       “โอ๊ย เปล่า พี่ชาติไม่ได้ส่งพวกเรามา อุ๊บ”
       พิชิตรีบเอามือปิดปาก นีรนุชรู้ทันว่าเดชชาติส่งน้องๆ มาง้อ เลยรีบดึงสองคนเข้ามาแล้วปิดประตู
       “ถ้าจะให้พี่สอนการบ้าน ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ห้ามพูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องการบ้าน ใครฝากให้มาบอกอะไรพี่ เอากองไว้ข้างนอกโน่น พี่ไม่อยากฟัง”
       พิชิตจ๋อยไป
       “แหม รู้ทันอีก”
       “ตกลงหรือเปล่า ถ้าตกลงพี่จะสอนการบ้านให้”
       พิชิตกับรักชาติรับคำแข็งขัน
       “ตกลงครับ”
       “ไป งั้นขึ้นห้อง”
       นีรนุชโอบไหล่รักชาติเดินนำขึ้นไป พิชิตมองตาม เห็นนีรนุชขึ้นบันไดไปแล้วก็แอบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมากด ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่ยืมองอาจมา ทุกอย่างเป็นแผนของเดชชาติที่จะง้อนีรนุช พิชิตกระซิบคุย
       “สงสัยจะยากอะพี่ชาติ พี่นุชห้ามพูดถึงพี่ ไม่งั้นโดนไล่ออกจากบ้านแน่”
       เดชชาติยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบ้าน คุยโทรศัพท์กับน้อง
       “ก็คิดอยู่แล้วล่ะ”
       “พี่ชาติไปทำอะไรอีกล่ะเนี่ย เฮ้อ ก่อเรื่องอยู่เลย”
       “แหมๆๆ ไอ้นี่ ได้ทีซ้ำเติมเลยนะแก”
       พิชิตหัวเราะคิก เสียงนีรนุชดังมาจากข้างบน
       “ชิต ทำไมไม่ขึ้นมาซักทีล่ะ”
       พิชิตตกใจ
       “เอ่อ ไปแล้วคร้าบๆ...แค่นี้ก่อนนะพี่ชาติ พี่ต้องไปหาทางง้อพี่นุชเอาเองแล้วล่ะ”
       เดชชาติตกใจ รีบห้าม
       “เฮ้ย เดี๋ยวก่อนๆ เอาอย่างนี้”
       
       พิชิตกับรักชาตินอนทำการบ้านอยู่บนเตียง นีรนุชกำลังสอนการบ้านรักชาติ พิชิตทำเป็นทำการบ้านแล้วเหล่อมองนีรนุช เสียงเดชชาติดังก้องในหัว
       “แกเนียนๆ ทำการบ้านไปสักพัก ก็หาเรื่องย่องลงมาข้างล่าง”
       พิชิตค่อยๆ ปิดสมุดการบ้านแล้วลุกขึ้นย่องๆ จะออกจากห้อง ระหว่างที่นีรนุชมัวแต่สนใจสอนรักชาติอยู่ แต่พอจะเปิดประตูออกไปนีรนุชก็หันมาเห็นพอดี
       “จะไปไหนอีกล่ะชิต การบ้านเสร็จแล้วเหรอ”
       พิชิตอึกอัก
       “เอ่อ ไปห้องน้ำครับ”
       พิชิตยิ้มกลบเกลื่อนแล้วรีบออกจากห้องไป นีรนุชมองตามแล้วหันมาสอนรักชาติต่อ...พิชิตวิ่งลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว กวาดตามองไปที่ห้องรับแขก คำพูดของเดชชาติดังก้องในหัว
       ‘ที่ห้องรับแขกจะมีคัทเอาท์ไฟบ้านอยู่ตรงผนัง แกเอาไม้สับคัทเอาท์ให้ไฟดับ’
       พิชิตมองเห็นคัทเอาท์ รีบยกเก้าอี้ไปตั้ง แล้วเอาไม้กวาดปีนขึ้นไปเขี่ยๆ ไฟ แล้วนึกถึงคำสั่งของพี่ชาย
       ‘พอไฟดับ แกก็ทำเป็นโวยวาย แล้วให้นุชเรียกพี่ไปซ่อม พี่จะได้ถือโอกาสง้อนุช เข้าใจไหม’
       พิชิตปีนอยู่บนเก้าอี้ แล้วพยายามใช้ไม้กวาดเขี่ยคัทเอาท์อย่างมุ่งมั่น จนในที่สุดก็เขี่ยโดน ไฟดับพรึ่บ
       
       เดชชาติที่ซุ่มอยู่หน้าบ้าน มองเห็นไฟบ้านนีรนุชดับก็ทำมือสะใจ
       “เยส!”
       
       นีรนุชสอนการบ้านรักชาติอยู่ ไฟดับพรึ่บ
       “อ้าว ไฟดับอีก”
       นีรนุชกับรักชาติงงๆ เสียงพิชิตดังขึ้น
       “โอ๊ย พี่นุช ไฟดับอ่ะ ผมกลัวผี ช่วยด้วย ฮือๆๆๆ”
       นีรนุชตกใจ รีบหยิบไฟฉายที่หัวเตียงแล้วลุกขึ้นออกไป รักชาติรีบวิ่งตาม...นีรนุชกับรักชาติถือไฟฉายเดินเข้ามา เห็นพิชิตยืนอยู่กลางบ้าน พิชิตรีบถลาเข้าไปกอดทำเป็นกลัว
       “ฮือๆ มืดอะ กลัว”
       “ไหนว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วชิตมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
       พิชิตอึ้ง รีบแก้ตัว
       “เอ่อ ก็กำลังจะไปแต่ไฟดับ ผมก็เลยไปไม่ถูก”
       รักชาติมองนอกบ้าน
       “ข้างนอกไม่เห็นดับเลย”
       นีรนุชมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นไฟถนนกับข้างบ้านติดปกติ
       “สงสัยจะดับเฉพาะบ้านเรา”
       พิชิตทำเป็นบ่น
       “ถ้าคืนนี้ทำการบ้านไม่เสร็จต้องโดนครูตีแน่เลย”
       รักชาติพาซื่อ
       “งั้นก็ไปทำบ้านเราสิ”
       พิชิตรีบพูด
       “ไม่ได้ !”
       รักชาติสะดุ้ง นีรนุชงง พิชิตรู้สึกตัว รีบกลบเกลื่อน
       “คือ ยังไงพี่นุชก็ต้องนอนที่นี่ ถ้าไฟดับก็นอนไม่ได้อยู่ดี จริงไหมพี่” พิชิตแกล้งถาม “พี่นุชซ่อมไฟได้หรือเปล่า”
       นีรนุชส่ายหน้า
       “ทำไม่เป็นอ่ะ”
       “งั้นก็ต้องให้คนอื่นมาซ่อม”
       รักชาติถามทันที
       “ใคร”
       “ก็พี่ชาติไง”
       พิชิตพูดแล้วเหลือบมองเห็นนีรนุชชักสีหน้า จึงรีบอ้อน
       “นะครับพี่นุช ไม่งั้นคืนนี้ร้อนตายแน่ๆ การบ้านก็ไม่เสร็จด้วย...จริงไหมไอ้รัก”
       รักชาติงงๆ พิชิตหันไปพยักเพยิด เลยเออออด้วย
       “จริงมั้ง”
       นีรนุชมองทั้งสองคน นึกสงสารเลยจำใจต้องยอม
       “อ้ะ ไปเรียกมาแล้วกัน พี่จะไปรอข้างบนนะ”
       นีรนุชทำท่าจะเดินหนีไป แต่จู่ๆ ก็เสียงเคาประตูดังขึ้น พิชิตรีบวิ่งไปเปิดประตู
       “พี่ชาติ !”
       นีรนุชหันขวับ เห็นเดชชาติยืนยิ้มแป้นพร้อมกับอุปกรณ์ช่าง เดชชาติรีบพูด
       “ไฟดับใช่ไหม”
       เดชชาติเห็นนีรนุชทำหน้าแปลกใจ ก็รีบแก้เก้อ
       “คือ...พี่เห็นจากหน้าต่างห้องน่ะ แต่บ้านอื่นไม่ดับ ก็เลยแวะมาดู”
       “มาเร็วไปป่ะเนี่ย”
       เดชชาติยิ้มประจบ
       “นุช ให้พี่เข้าไปนะ”
       นีรนุชสะบัดหน้างอนๆ
       “เร็วๆ แล้วกัน”
       เดชชาติยิ้มร่า รีบปรี่เข้าบ้าน
       “เดี๋ยวพี่ซ่อมให้ แป๊บเดียวเสร็จ”
       
       เดชชาติยักคิ้วให้พิชิตเป็นการขอบอกขอบใจ

  องอาจนั่งดูถ่ายทอดฟุตบอลอยู่คนเดียวในบ้าน กำลังเชียร์อย่างเมามัน จู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บ

       
       “เฮ้ย ทำงี้ได้ไงวะ ยิงเข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ปัดโธ่”
       องอาจโผล่หน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง เห็นไฟดับมืดทั้งแถบ ลมพัดแรงเหมือนฝนจะตก
       “อ้าว ดับทั้งแถบเลยนี่หว่า เซ็งเว้ย”
       องอาจขยี้หัวตัวเองอย่างโมโห
       
       เดชชาติไม่รู้เรื่องไฟดับปีนขึ้นไปดูคัทเอาท์ ทำทีเป็นขยุกขยิกซ่อมไฟ พลางพูดอวดๆ
       “จริงๆ ซ่อมไฟมันไม่ยากหรอก แต่มันเป็นงานอันตราย ดีแล้วล่ะที่นุชเรียกพี่มาช่วย อย่าซ่อมเองเชียวนะ”
       เดชชาติโปรยยิ้มประจบ นีรนุชค้อนขวับพึมพำ
       “ยังไม่ทันจะเรียกเลย”
       เดชชาติยิ้มกริ่มมองคัทเอาท์ที่ถูกพิชิตสับลง เตรียมจะดันขึ้น โดยไม่รู้ว่าไฟฟ้าดับทั้งแถบ
       “แค่นี้ก็เรียบร้อย...” เดชชาติดันคัทเอาท์ขึ้น “อ้าว อะไรวะ”
       เดชชาติชะงักเมื่อไม่เห็นไฟติดอย่างที่คิด นีรนุชกอดอกมอง
       “เสร็จหรือยังเนี่ย ตกลงซ่อมเป็นหรือเปล่า”
       “เอ่อ ก็...อีกแป๊บนะจ๊ะ”
       เดชชาติยิ้มกลบเกลื่อน แล้วหันมาส่งสัญญาณเรียกพิชิตเข้ามาใกล้กระซิบเบาๆ
       “แกทำอะไรวะไอ้ชิต ทำไมไฟไม่ติดล่ะ”
       พิชิตกระซิบตอบ
       “ก็สับคัทเอาท์ลงไง”
       “แล้วทำไมมันยังดับอยู่ล่ะ”
       “จะไปรู้เหรอ”
       เดชชาติงงที่ไฟไม่ติด รักชาติชะเง้อมอง
       “เมื่อไรจะเสร็จเนี่ยพี่ชาติ ไหนบอกแป๊บเดียว”
       “ก็ทำอยู่ อย่าเร่งสิวะ”
       เดชชาติหันไปดูวงจรไฟฟ้าต่อ แต่เริ่มกลุ้ม เพราะไม่รู้ว่าทำไมไฟไม่ติด
       “สงสัยฟิวส์จะขาด”
       เดชชาติเปิดแผงไฟฟ้าขึ้นมา ใช้มือแตะดูจุดต่างๆ ด้วยความประมาท
       
       องอาจนั่งซดมาม่าสลับกับพัดให้ตัวเองอยู่หน้าทีวี ทันใดนั้นไฟก็ติดขึ้นมาอีกครั้ง ทีวีเปิดดังลั่น
       “เฮ้ย มาแล้วๆๆๆ”
       องอาจรีบวางมาม่าหันไปเชียร์ฟุตบอลต่อ
       
       เดชชาติยังแตะอยู่ที่แผงไฟในจังหวะที่ไฟมาพอดี ไฟฟ้าแล่นเข้าช็อตเขา
       “จ๊ากก”
       เดชชาติสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วหล่นโครมลงมาจากเก้าอี้ นีรนุช พิชิต รักชาติตกใจล
       “พี่ชาติ!”
       ทั้งสามรีบพุ่งไปหาอย่างตกใจ
       
       เดชชาตินอนอยู่ที่โซฟา ลืมตาขึ้นเพลียๆ เห็นนีรนุชนั่งเฝ้าอยู่
       “พี่ยังไม่ตายใช่ไหมนุช”
       “ก็เกือบไปล่ะ”
       เดชชาติเอื้อมมือเปะปะ
       “ขอดูกระจกหน่อยสิ พี่โดนไฟช็อตแล้วดำลงกว่าเดิมหรือเปล่า ผมหยิกไหม”
       เดชชาติจับหัวตัวเอง นีรนุชส่ายหน้าอ่อนใจ
       “ทีนี้เข็ดหรือยัง นี่แหละเขาเรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว พิชิตมันสารภาพกับนุชหมดแล้ว”
       “ไอ้ตัวแสบ”
       “ไม่ต้องไปโทษน้องเลย พี่นั่นแหละทำอะไรไม่รู้จักคิด เล่นกับฟืนกับไฟอันตรายจะตาย”
       “ก็นุชไม่ยอมคุยกับพี่นี่ พี่ก็ต้องหาทางเข้ามาง้อสิ”
       เดชชาติมองหน้านีรนุชออดอ้อน ยื่นนิ้วก้อยให้
       “พี่ขอโทษจริงๆ ที่เข้าใจนุชผิด ดีกันนะ อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตขนาดนี้แล้ว”
       นีรนุชมองเดชชาติ ใจอ่อนลง
       “นุชก็ไม่ได้โกรธพี่ขนาดนั้นหรอก แค่หมั่นไส้ ทีหลังก็ฟังเหตุผลกันบ้างสิ”
       “จ้ะๆ ฟังแล้วจ้ะ ดีกันน้า”
       
       เดชชาติกระดิกนิ้วก้อยง้อนีรนุช นีรนุชมองค้อนๆ แต่ในที่สุดก็ยอมเกี่ยวก้อยด้วย

   เช้าวันใหม่...บรรยากาศยามเช้าริมทะเลสวยสดใส วิศนีเปิดประตูออกมา มองไปที่ริมทะเล เห็นพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นที่ริมขอบฟ้า ดูสวยงามจนอดใจไม่ไหวต้องเดินไปดูที่ริมหาด เธอเดินมาช้าๆ จนถึงโขดหิน แล้วทอดสายตามองพระอาทิตย์อย่างเพลินตา

        
       ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเสื้อของอารุมพาดอยู่ที่ก้อนหิน เลยเดินเข้าไปดูแล้วจะหยิบขึ้นมา
       
       “จะทำอะไร”
       วิศนีหันไปมอง เห็นอารุมเดินขึ้นมาจากทะเล ใส่กางเกงชาวเลตัวเดียว รีบปล่อยเสื้อ
       “เปล่าค่ะ ฉันนึกว่าคุณลืมไว้”
       อารุมมองเท้าของเธอ วิศนีร้อนตัว รีบอธิบาย
       “ฉันหายแล้วนะคะ แผลแห้งแล้ว”
       “ไม่ได้ถามซะหน่อย”
       วิศนีจ๋อยไป
       “อ้าว ก็กลัวคุณดุที่ฉันเดินไปเดินมานี่นา”
       อารุมขำ แต่ฝืนไว้ ทำเป็นไม่สนใจ หันไปมองพระอาทิตย์ขึ้น วิศนีเลยมองบ้าง
       “มุมนี้สวยจังเลยนะคะ อย่างกับภาพวาด”
       “ตรงนี้เป็นมุมที่สวยที่สุดในการดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดนี้”
       “คุณตื่นมาดูทุกวันเลยเหรอคะ”
       “ใช่ ผมเฝ้าดูมันทุกเช้าเพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจเริ่มชีวิตใหม่ เวลาที่ผมเห็นแสงอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า มันเตือนให้ผมรู้ว่าไม่ว่าชีวิตเราจะมืดมนแค่ไหน แต่ก็จะมียามเช้าของวันใหม่รอเราอยู่เสมอ”
       อารุมพูดอย่างใจลอย สายตายังมองดวงอาทิตย์ไม่วางตา วิศนีมองเขาอย่างเห็นใจ เข้าใจความหมายนั้น พลอยทำให้ตัวเองรู้สึกแย่
       “ความมืดมนที่คุณว่า มีฉันเป็นต้นเหตุใช่ไหมคะ”
       อารุมหยุดชะงัก หันมามองวิศนี ทำท่าเหมือนจะตอบ แล้วเปลี่ยนใจลุกขึ้น
       “ผมจะไปวิ่งล่ะ”
       อารุมพูดจบก็ออกวิ่งไปตามชายหาด ทิ้งให้วิศนีมองตามอย่างหงอยๆ รู้สึกผิด
       
       วิศนีเดินเข้ามาในบ้าน เห็นเพ็ญกำลังกวาดบ้านอยู่
       “มีอะไรให้ฉันช่วยไหมจ๊ะเพ็ญ”
       “อุ๊ย ไม่ต้องหรอกค่ะคุณนี คุณไปนั่งเถอะ เดี๋ยวจะเจ็บแผล”
       “ฉันหายแล้วจ้ะ เพ็ญมีงานอื่นให้ฉันทำไหม ถูบ้านก็ได้นะ”
       วิศนีรีบหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาอย่างไม่รังเกียจ เพ็ญทำหน้าเกรงใจ ฉายกับจันทร์เดินผ่านมาพอดี
       “เอางี้ค่ะ คุณนีไปช่วยซื้อกับข้าวแล้วกัน ไปกับนังจันทร์มัน อยากทานอะไรก็ซื้อมาเลยนะคะ เดี๋ยวเพ็ญจะทำเผื่อคุณอารุมด้วย”
       “ได้จ้ะ”
       วิศนีรับคำอย่างกระตือรือร้น จันทร์สะบัดหน้าพรืดอย่างหมั่นไส้แล้วเดินหนีไป
       “ฝากคุณนีด้วยนะพี่”
       ฉายพยักหน้าขรึมๆ แล้วมองวิศนีอย่างตะขิดตะขวงใจ ก่อนจะเดินนำไป
       
       จันทร์เดินหน้างอหนีวิศนีเข้ามาที่ตลาด วิศนีพยายามตามประกบพยายามพูดดีด้วย
       “จันทร์จะซื้ออะไรบ้างจ๊ะ ฉันจะช่วยดู”
       จันทร์กระแทกเสียง
       “ซื้อทุกอย่างนั่นแหละ”
       จันทร์แอบเบ้ปากแล้วเดินนำไป แม่ค้าร้องทัก
       “วันนี้เอาจะอะไรบ้างยะแม่จันทร์”
       จันทร์จันทร์ปรายตามองวิศนีอย่างหมั่นไส้
       “ถามคุณนีเขาดูแล้วกัน ป้าจำคุณนีได้ไหมล่ะ ที่ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์น่ะ”
       จันทร์พูดดังไปทั่วตลาด จนพวกแม่ค้าหันมามองวิศนีเป็นตาเดียว วิศนีหน้าเสีย
       “อ๋อ จำได้แล้ว งั้นฉันไม่ขาย”
       จันทร์สะใจ แต่แกล้งถาม
       “เอ้า ทำไมล่ะป้า”
       “ไม่ชอบพวกฆาตกร”
       วิศนีหน้าซีดอีก เดินเลี่ยงหนีไปอีกแผง แม่ค้ารีบลุกมากันไว้
       “ฉันก็ไม่ขายเหมือนกัน ไปพ้นๆ แผงฉันนะ เดี๋ยวคนไม่กล้าเข้าร้าน”
       วิศนีถอยกรูดหนีอีก แม่ค้าอีกแผงยื่นหน้าเข้ามา
       “แผงนี้ก็ไม่ขาย”
       แม่ค้าแผงอื่นเริ่มตะโกนแข่งกัน ขณะที่วิศนียืนคว้างทำอะไรไม่ถูก โดยที่จันทร์มองอย่างสะใจ ทันใดนั้นเสียงฉายดังขึ้น
       “ใครไม่ขายก็ไม่ต้องไปซื้อมัน”
       พวกแม่ค้าหยุดกึก ฉายตรงเข้าไปหาวิศนี จันทร์ทำหน้าไม่พอใจ
       “เราไปซื้อที่อื่นก็ได้ครับคุณวิศนี ให้มันรู้ไปว่าทั้งตลาดนี้จะมีแต่คนใจแคบ”
       พวกแม่ค้าก้มหน้าวูบ ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับฉาย วิศนีมองฉายอย่างซึ้งใจ แต่จันทร์ทำกระฟัดกระเฟียด
       
       ฉายพาวิศนีกับจันทร์เข้ามาที่ตลาด จันทร์มองๆ อย่างอึดอัด เพราะอยากแกล้งวิศนีอีก
       “พี่ฉายไปรอที่รถก็ได้นะ เดี๋ยวฉันเดินไปหา”
       “ไม่ ฉันจะไปกับแกด้วย จะได้คอยคุมไม่ให้แกปากมากพูดอะไรที่ไม่ควรพูดอีก”
       จันทร์ชักสีหน้าค้อนฉาย แล้วกระแทกเท้าเดินไป วิศนียิ้มให้ฉายอย่างขอบคุณ จันทร์เดินมาเรื่อยๆ ผ่านร้านขายกะปิน้ำปลา
       “กะปิสดๆ ใหม่ๆ เลยจ้า เลือกได้ชิมได้นะ”
       จันทร์กำลังจะเดินผ่านไป แต่แล้วก็เปลี่ยนใจหยุดดู นึกถึงเหตุการณ์วันก่อน ที่เธอพยายามจะป้อนกุ้งให้อารุมกิน แต่อารุมส่ายหน้า
       ‘พี่แพ้กุ้ง’
       จันทร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วพูดเสียงดังให้วิศนีได้ยินด้วย
       “ซื้อกะปิดีไหมพี่ฉาย ของโปรดพี่อารุมซะด้วย”
       วิศนีได้ยินชื่ออารุมก็ตื่นเต้น รีบสนับสนุน
       “ซื้อสิจ๊ะ เอาไปทำอะไรได้บ้าง”
       จันทร์แกล้งพูด
       “โอ๊ย ตั้งหลายอย่าง เดี๋ยวฉันสอนคุณก็ได้”
       
       วิศนีพยักหน้ารับอย่างดีใจ แล้วรีบหันไปสั่งให้แม่ค้าตัก โดยไม่เห็นจันทร์ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์

วิศนีเอาของสดที่ซื้อจากตลาดออกมาเตรียมทำกับข้าว มีจันทร์ทำทีเป็นช่วยหยิบจับ

       
       “กะปิมันทำกับข้าวได้หลายอย่าง ทำน้ำพริก ทอดปลา ผัดผัก แกงส้ม แกงเลียง คุณจะทำอะไรล่ะ”
       วิศนีคิดๆ
       “แกงเลียงดีไหม ฉันทำเป็น”
       จันทร์กลั้นยิ้ม
       “แล้วจะให้ฉันช่วยอะไรบ้าง”
       วิศนีชะงักมองจันทร์ยังลังเล แปลกใจที่จันทร์ดูเอื้อเฟื้อ
       “เธอจะช่วยฉันเหรอ”
       จันทร์กลัวถูกจับได้ แกล้งทำเป็นไม่เต็มใจ
       “ก็ต้องช่วยสิ ขี้เกียจโดนพี่ฉายด่า” จันทร์ทำเป็นหงุดหงิด “จะให้ทำอะไรก็ว่ามา”
       วิศนียิ้มดีใจ รีบหางานให้จันทร์ช่วยทำ จันทร์ซ่อนสีหน้าร้าย
       
       เดชชาติเดินคุยกับนีรนุชเรื่องงานเข้ามาในโชว์รูม แต่พอเข้ามาก็เห็นพนักงานคนอื่นวิ่งกันขวักไขว่ก็แปลกใจ ลูกเกดกับชมพู่รีบเติมแป้งแล้วชวนกันกระวีกระวาด เดชชาติหันไปถาม
       “อ้าว ไปไหนกันน่ะ”
       “ท่านประธานเรียกประชุมพนักงานทุกคน ไม่รู้เรื่องเลยหรือไง”
       เดชชาติส่ายหน้า ชมพู่เข้ามาดึงแขนนีรนุช
       “ไปเร็วเข้า ชักช้าเดี๋ยวโดนซองขาวกันพอดี”
       นีรนุชรีบตามลูกเกดกับชมพู่ไป เดชชาติเดินตามอย่างงงๆ
       
       พนักงานทั้งหมดรีบทยอยกันเข้ามาในห้องประชุม นีรนุช เดชชาติ ตามชมพู่กับลูกเกดไปยืนรวมกลุ่มอยู่กับยุพเยาว์และวิเวียน ที่ด้านหน้าโพเดียม อำนวยเดินเข้ามาพร้อมกับกรแก้ว โยธิน อวลอบ และพนักงานระดับผู้บริหาร 2-3 คน
       “ผมต้องขอโทษด้วยที่เรียกทุกคนมาประชุมอย่างกะทันหัน แต่เพราะวันนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบโดยพร้อมเพรียงกัน”
       ยุพเยาว์หน้าเสีย ค่อยๆ ยกมือขึ้นกลัวๆ
       “ท่านไม่ได้จะประกาศเลย์ออฟใช่ไหมคะ”
       พนักงานทุกคนฮือฮาหวาดกลัวขึ้นมาพร้อมกัน อำนวยและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ตรงเวทียิ้มๆ
       “ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำให้รู้จักต่างหาก”
       อำนวยพูดยิ้มๆ แล้วหันไปพยักหน้าให้โยธิน ก่อนจะโอบเดินเข้ามายืนข้างๆ
       “นี่คือคุณโยธิน หลายคนคงรู้จักอยู่แล้ว”
       นีรนุช เดชชาติ ลูกเกด ชมพู่อึ้งๆ ลูกเกดหน้าเหวอ
       “อย่าบอกนะว่า...”
       “ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ทำงานได้ไม่ค่อย คุณโยธินก็เลยแบ่งเวลาจากการบริหารโรงแรมของตัวเองมาช่วยดูแลงานที่บริษัทอีกแรง”
       โยธินยิ้มให้ทุกคน ขณะที่อวลอบยิ้มปลาบปลื้ม
       “คุณโยธินเป็นคู่หมั้นของลูกสาวผม เพราะฉะนั้นในอนาคตเขาก็คงต้องเข้ามาดูแลที่นี่เต็มตัวอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี หวังว่าทุกคนจะให้การต้อนรับนะ”
       พวกพนักงานพากันโล่งใจ ปรบมือให้โยธิน อำนวยขยับออกไป ให้โยธินขึ้นมาพูดกับทุกคน โยธินเล่นบทคนดีมาก
       “ขอบคุณครับ ขอบคุณทุกท่าน โปรดอย่าคิดว่าผมมาเป็นเจ้านาย แต่ขอให้ถือว่าผมเป็นสมาชิกใหม่ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับทุกคน เราจะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ”
       พวกพนักงานปรบมืออีก นีรนุชกับเดชชาติที่ปรบมือไปแกนๆ
       “เห็นไหมล่ะ นุชพูดผิดซะเมื่อไร” นีรนุชเหล่เดชชาติ
       “อะไร”
       “ก็เขาเป็นพวกเดียวกันไง”
       “ไม่เกี่ยวหรอกน่า ท่านประธานก็บอกแล้วว่านายนี่แค่มาช่วยงาน”
       “ก็งานทุกอย่างทั้งงานสกปรก งานสะอาดนั่นแหละ”
       เดชชาติกลอกตา ยอมแพ้ ไม่อยากเถียง แต่นีรนุชยังมุ่งมั่น
       “แต่ก็ดี มาอยู่ใกล้ๆแบบนี้ นุชจะได้หาหลักฐานง่ายขึ้น”
       โยธินยังโปรยยิ้มไปรอบๆ ห้องด้วยสีหน้าละมุนละไม แต่พอหันไปเห็นเดชชาติกับนีรนุชก็หุบยิ้ม จ้องเขม็งแบบประกาศศึก นีรนุชเชิดหน้าตอบ ยักคิ้วท้าทายไม่กลัว โยธินเลยเป็นฝ่ายหลบตา หันไปทางอื่นแล้วฉีกยิ้มใหม่
       
       ทั้งหมดกลับเข้ามาที่ห้องทำงานของโยธินที่อำนวยจัดไว้ให้ กรแก้วเกรงใจอวลอบ
       “คุณพี่แน่ใจนะคะว่างานที่โรงแรมจะไม่วุ่นวาย”
       อวลอบรีบปฏิเสธ
       “อุ๊ย ไม่ค่ะ ไม่เลย พี่เอาอยู่ค่ะ”
       อวลอบยิ้มกลบเกลื่อนแล้วหันไปลูบหัวโยธินอย่างเอ็นดู
       “ให้ตาโยมาช่วยงานคุณอำนวยนี่แหละดีแล้ว จะได้แบ่งเบาภาระ”
       โยธินยิ้มให้อำนวยกับกรแก้วอย่างมั่นใจ
       “ผมจะไม่ทำให้คุณอาผิดหวังแน่นอนครับ”
       อำนวยจับไหล่โยธิน
       “ขอบใจมากนะ เอาล่ะ อาไม่กวนแล้ว เดี๋ยวจะให้ลูกน้องเอาข้อมูลบริษัทมาให้คุณศึกษา จะได้พร้อมเริ่มงานได้เลย”
       “ขอบคุณครับ”
       อำนวยกับกรแก้วพากันเดินออกไป อวลอบมองตามยิ้มๆ แล้วรีบหันมาสั่ง
       “เห็นไหม แม่บอกแล้วว่าแม่หาทางออกให้แกได้ ทีนี้แกก็เข้ามาใกล้บ่อทองโดยไม่ต้องพึ่งวิศนีแล้ว ตักตวงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะ”
       
       โยธินยิ้มกริ่ม พยักหน้าให้อวลอบ

  อาหารจัดไว้เต็มโต๊ะหลายอย่าง จันทร์รีบเข้านั่งติดอารุมอย่างเคย ตักข้าวให้

       
       “พี่อารุมอย่าทานข้าวเยอะเลยนะจ๊ะ แป้งมันทำให้อ้วน เน้นแต่กินแต่กับก็พอ” จันทร์หันไปตักให้ฉาย “ส่วนพี่ฉายน่ะกินไปเยอะๆ จะได้ไม่เปลืองกับ”
       ฉายค้อน
       “แหม นังนี่”
       เพ็ญยิ้มขำกับฉาย แล้วมองอาหารบนโต๊ะ
       “นี่ฝีมือแกหมดเลยเหรอนังจันทร์ ไม่น่าเชื่อ ทุกทีเห็นทำกับข้าวออกมาหน้าตาอย่างกับข้าวหมา”
       จันทร์ค้อน
       “ก็ไม่ใช่น่ะสิ ฝีมือคุณนี”
       ทั้งโต๊ะหันไปมองวิศนีเป็นตาเดียว แม้แต่อารุม ฉายตาโต
       “ฮ้า จริงเหรอครับ”
       วิศนียิ้มเขิน
       “ได้จันทร์เป็นลูกมือน่ะจ้ะ หวังคงจะทานกันได้นะ”
       “แหม หน้าตาอย่างนี้อร่อยอยู่แล้วครับ”
       คนอื่นๆ เริ่มกิน จันทร์ช่วยตักอาหารใส่จานให้อารุม แล้วเล็งไปที่ชามแกงเลียง
       “พี่อารุมทานนี้หน่อยนะคะจะได้คล่องคอ”
       จันทร์ตักแกงเลียงใส่ถ้วยเล็กให้อารุมอย่างเอาใจ วิศนีลอบมองอารุมชิมอาหารฝีมือตัวเองอย่างลุ้นๆ
       “เป็นไงจ๊ะ”
       อารุมชิมๆ แล้วเหลือบมองวิศนี พยักหน้าแบบวางฟอร์ม
       “ก็ดี”
       “งั้นทานเยอะๆ เลยนะจ๊ะ”
       จันทร์ตักเพิ่มให้อีก วิศนียิ้มเขินแบบชมแค่นี้ก็แฮ้ปปี้แล้ว ฉายตักชิม
       “อร่อยกว่าฝีมือยายเพ็ญตั้งเยอะ”
       เพ็ญหมั่นไส้หันไปตีฉาย บรรยากาศบนโต๊ะดูครื้นเครง วิศนีเห็นทุกคนเอร็ดอร่อยกับอาหารฝีมือตัวเอง ก็สบายใจ เจริญอาหาร แต่แล้วเมื่ออารุมตักแกงเลียงเข้าปากไปอีก 2-3 คำ สักพักก็เริ่มพะอืดพะอมทิ้งช้อน แล้วเอี้ยวตัวออกไปอาเจียนโอ้กอ้าก จันทร์ทำเป็นตกใจ
       “ว้าย พี่อารุม เป็นอะไรจ๊ะ”
       อารุมไม่ตอบ แต่ก้มหน้าอาเจียนอย่างหนัก ทำเอาทุกคนตกใจ ฉายเงอะงะเอาน้ำให้อารุมกิน อารุมอาเจียนจนแทบหมดไส้หมดพุง จันทร์รีบเข้าไปประคอง เห็นอารุมหน้าแดงเอามือจับคอตัวเอง ฉายมองอย่างเป็นห่วง
       “เป็นยังไงบ้างครับคุณอารุม”
       “ในนี้มีกุ้งหรือเปล่า ฉันแพ้กุ้ง”
       ทุกคนเลิ่กลั่กไม่แน่ใจ จันทร์รีบโวยวายทันที
       “มีค่ะ ในกะปิไงคุณนี คุณเอาใส่ไปในแกงเลียงตั้งเยอะ”
       อารุมตกใจ เกิดอาการคลื่นไส้ขึ้นมาอีก หันไปอาเจียนใหญ่ วิศนีหน้าเสีย
       “ฉันไม่รู้ค่ะ ก็จันทร์บอกว่า...”
       วิศนียังไม่ทันพูดคำว่าเป็นของโปรดอารุม จันทร์รีบแทรก เพราะกลัวถูกจับได้
       “ฉันไปรู้ได้ยังไง คุณก็ใส่ซะเยอะเชียว”
       วิศนีงงที่จันทร์เอาตัวรอด แต่ห่วงอารุมมากกว่า เลยเข้ามาช่วยลูบ
       “ฉันไม่รู้จริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉัน...”
       อารุมรีบปัดมือวิศนีออก หายใจหอบเหนื่อย
       “อย่า...อย่ามาแตะตัวผม คุณมันไม่ตั้งใจทั้งนั้นแหละแต่ก็เกือบจะฆ่าผมทุกครั้ง ถ้าคุณตั้งใจผมคงตายไปแล้ว”
       วิศนีสะอึก ฉายกับเพ็ญพลอยตกใจไปด้วย จันทร์รีบเข้าไปพยุงอารุม
       “ไปหาหมอนะจ๊ะพี่อารุม พี่ฉายไปเอารถออกสิ”
       ฉายงงๆ แล้วรีบวิ่งออกไป จันทร์กับเพ็ญรีบประคองอารุมไปที่รถ
       “ให้ฉันไปด้วยนะคะ”
       อารุมตวาดเหนื่อยๆ
       “ไม่ต้อง แค่นี้คุณยังทำให้ผมเดือดร้อนไม่พออีกเหรอ อย่ามาใกล้ผมอีกนะ”
       อารุมตวาดแล้วเมินหน้าหนี ให้เพ็ญกับจันทร์ประคองไป วิศนีได้แต่หยุดนิ่งไม่กล้าเซ้าซี้ เสียใจที่ทำเรื่องเดือดร้อนอีกแล้ว
       
       โยธินนั่งทำงานอยู่ มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่วิเวียนจะถือแฟ้มเดินเข้ามา
       “คุณโยธินคะ ดิฉันวิเวียนค่ะ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี”
       “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
       “ท่านประธานให้เอารายงานงบดุลของบริษัทมาให้คุณโยธินศึกษาค่ะ”
       วิเวียนยื่นแฟ้มให้ โยธินรับมาเปิดดูพลิกไปพลิกมา
       “ตรงนี้เป็นของไตรมาสแรกนะคะ ส่วนอันนี้เป็นไตรมาสที่สอง”
       วิเวียนชะโงกหน้าชี้ให้โยธินดู แต่จังหวะที่ก้มไม่ได้ระวังตัว เลยอวดอึ๋มเข้าตรงหน้าโยธินพอดี โยธินเงยหน้าขึ้นมอง ก็สะดุดตากับทรวดทรงวิเวียนเข้าอย่างจัง เลยมองเพลิน วิเวียนสังเกตเห็นโยธินเอาแต่จ้องตัวเอง ก็ขวยเขิน
       “ถ้ามีอะไรสงสัยก็สอบถามดิฉันได้นะคะ ยินดีที่ได้ร่วมงานกันค่ะ”
       วิเวียนยื่นมือให้จับ โยธินจับกุมแน่น ส่งสายตาหว่านเสน่ห์
       “คงต้องมีคำถามอีกเยอะล่ะครับ ผมยังงงๆ อยู่เลย” โยธินมองมีเลศนัย “แต่ไม่ทราบว่าคุณวิเวียนพอจะมีเวลาให้ผมหรือเปล่า”
       
       วิเวียนขวยเขินเอียงอาย แต่ในใจก็เนื้อเต้น รู้ว่าโยธินชวนไปเดต

  วิศนีเดินกระวนกระวายอยู่ริมหาด เห็นจันทร์หอบหมอนผ้าห่มเดินตรงมา ก็รีบเข้าไปหา

       
       “จันทร์ เขาเป็นยังไงบ้าง”
       จันทร์กระแทกเสียงใส่
       “ไม่ตายก็แล้วกัน”
       จันทร์พูดจบก็โยนเครื่องนอนเข้าไปในกระท่อม
       “ที่นอนหมอนผ้าห่มของเธอ ฉันเอามาให้ครบแล้วนะ”
       วิศนีชะงัก
       “หมายความว่าไง”
       “เธอไม่ได้ยินพี่อารุมพูดหรือไง เขาไม่อยากให้เธออยู่ใกล้ๆ อีก ตอนนี้เธอหายดีแล้ว มันก็ถึงเวลาที่เธอต้องระเห็จกลับมานอนกระท่อมแสนสุขของเธอเหมือนเดิมไง”
       จันทร์ยิ้มเยาะ แล้วจะเดินออกไป แต่นึกได้ หันกลับมาเย้ยต่อ
       “อ้อ แล้วพี่อารุมฝากบอกว่า ต่อไปนี้อย่าไปยุ่งกับอาหารการกินของเขาอีก เขาไม่อยากถูกเธอฆ่าตายไปอีกคน”
       จันทร์เบ้ปาก แล้วสะบัดหน้าเดินออกไป วิศนีเริ่มไม่พอใจขึ้นมา เพราะรู้ว่าทุกอย่างจันทร์เป็นต้นเหตุ เลยตามไปกระชากไหล่จันทร์ให้หันกลับมา จันทร์ตกใจแทบเซถลา เพราะไม่ทันตั้งตัว
       “นี่ แก”
       “เธอรู้ใช่ไหม ว่าอารุมแพ้กุ้ง รู้ว่าเขาจะต้องโกรธฉัน ถ้าฉันเป็นต้นเหตุให้เขาไม่สบาย เธอรู้ทุกอย่าง”
       “ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
       “ทำไมเธอทำแบบนี้ ฉันไปทำอะไรให้เธอ ถึงได้จงเกลียดจงชังฉันนัก”
       “คนบางคนไม่ต้องทำอะไรให้ก็เกลียดได้ เกลียดขี้หน้า”
       วิศนีอึ้ง จันทร์ได้ทีเยาะซ้ำ
       “ตอนนี้มีสองคนแล้วที่เกลียดเธอคือฉันกับพี่อารุม แต่ถ้าเธอยังหน้าด้านอยู่ต่อไป ฉันก็จะทำให้พี่ฉายกับพี่เพ็ญเกลียดเธอเหมือนกัน”
       จันทร์ยิ้มเป็นต่อแล้วเดินเชิดจากไปทิ้งให้วิศนียืนเศร้าซึม รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในที่แห่งนี้
       
       จันทร์เดินลั้นลากลับมาที่บ้านใหญ่อย่างมีความสุขที่กำจัดวิศนีไปได้ เห็นอารุมค่อยๆ พยุงตัวเองออกมาจากห้องพอดี อารุมเซจะล้ม จันทร์รีบเข้าไปประคอง
       “พี่อารุม ทำไมไม่นอนต่อล่ะจ๊ะ”
       “พี่หิวน้ำ”
       “เดี๋ยวจันทร์เอาให้นะ”
       จันทร์รีบประคองอารุมไปนั่ง แล้วรินน้ำใส่แก้วให้
       “มืดแล้ว จันทร์กลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะ” อารุมมองไปที่ห้องวิศนีเห็นไฟปิด “แล้วนี่คุณนีไปไหน”
       จันทร์โกหกหน้าตาย
       “หอบผ้าหอบผ่อนกลับไปนอนที่กระท่อมแล้วค่ะ สงสัยจะงอนที่โดนพี่ดุ คุณนีนี่แปลกนะคะ สำคัญตัวผิดขึ้นทุกวันๆ”
       จันทร์แกล้งเสี้ยมแล้วแอบสังเกตท่าที อารุมนิ่งไป ยังไม่หายเคือง พอได้ยินแบบนี้ก็เคืองกว่าเดิมที่วิศนีดื้อรั้น ไม่ยอมนอนที่บ้าน จันทร์แอบมอง ยิ้มสะใจ
       
       โยธินกับวิเวียนเข้ามาที่ร้าน โยธินมองรอบๆ
       “ทำไมเลือกร้านนี้ล่ะครับ อาหารอร่อยเหรอ”
       “อร่อยมากค่ะ”
       วิเวียนยิ้มกริ่ม แล้วมองไปรอบๆ ร้าน จนไปเห็นกุสุมานั่งที่หน้าเคาน์เตอร์พอดี วิเวียนหน้าเปลี่ยนสี ไม่ได้ตั้งใจมาเจอ คิดว่าตัวเองตาฝาดเหมือนที่เพื่อนๆบอก กำลังจะหลุดปากทัก แต่กุสุมาคิดเงินลูกค้าแล้วลุกเข้าหลังร้านไปเสียก่อน วิเวียนรีบลุก เดี๋ยววิขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ กุสุมาล้างมือในห้องน้ำ แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจก ก่อนจะตกใจเมื่อเห็นวิเวียนเปิดเข้ามา
       “นึกแล้วว่าฉันไม่ได้ตาฝาด เธอทำงานอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
       กุสุมาอึกอัก ไม่กล้าสู้สายตา
       “ฉันแค่มากินข้าว”
       “แค่มากิน แล้วไปทำอะไรหลังเคาน์เตอร์เก็บเงินจ๊ะ”
       กุสุมาเถียงไม่ออก วิเวียนยิ้มขำ
       “ไม่เห็นต้องอายเลย เพื่อนได้งานใหม่ฉันก็ดีใจด้วย ถึงแม้มันจะเป็นงานที่กระจอกกว่าที่เก่าก็เถอะ” วิเวียนพูดยิ้มๆ แต่ออกแนวดูหมิ่น “ก็เธอไม่น่าลาออกตามอารุมไปนี่นา”
       “พูดจบแล้วใช่ไหม ฉันจะกลับบ้าน”
       กุสุมาจะเดินออกไป แต่วิเวียนเอามือกันไว้
       “จะรีบกลับไปไหนล่ะ หรือว่าอารุมเขารออยู่ที่บ้าน”
       กุสุมาได้ยินก็ยิ่งกดดัน เผลอกำมือแน่น วิเวียนไม่รู้ตัว
       “ตกลงว่าเธอกับเขาลงเอยกันหรือยัง หายเงียบไปแบบนี้ไม่ใช่ไปอยู่กินกันแล้วนะ ถ้ามีข่าวดีก็บอกให้เพื่อนรู้บ้างสิ ฉันไม่ประณามว่าเธอตีท้ายครัวเพื่อนหรอกน่า เพราะยังไงนนเขาก็ไม่อยู่แล้ว”
       กุสุมามองวิเวียนอย่างเจ็บใจ คำพูดของวิเวียนเหมือนทิ่มแทงแผลเจ็บที่อยู่ๆ อารุมก็หายตัวไป
       “หรือว่าสุดท้ายแล้วเธอก็หงายเงิบจ๊ะ เพราะนี่คุณวิศนีก็หายตัวไปเหมือนกันนะ ฉันเลยงงว่าอารุมไปอยู่กับใคร...คุณวิศนีหรือว่าเธอ”
       “นังบ้า !”
       กุสุมาสุดทน ระเบิดความอึดอัดทั้งหมดออกมาทันที เงื้อมือตบหน้าวิเวียนทันที
       “ว้าย !”
       “แกจงใจเยาะเย้ยฉันใช่ไหม แกรู้ว่าฉันกำลังจะแพ้ใช่ไหม นังวิเวียน”
       
       กุสุมาเงื้อมือตบวิเวียนซ้ำอีก วิเวียนตั้งหลักไม่ทัน ประกอบกับตกใจ เลยได้แต่ปัดป้อง

  โยธินนั่งรอวิเวียนอยู่ สักพักก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากหลังร้าน พวกพนักงานได้ยินเสียงรีบวิ่งไปดูแล้วโวยวายดังลั่น

       
       “พี่สุ! อย่าค่ะ อย่า”
       พวกลูกค้าได้ยินเสียงกรีดร้องของวิเวียนก็ผงะ โยธินรีบลุกไปหลังร้านทันทีเห็นกุสุมาพยายามตบตีวิเวียนอาละวาด โดยมีพวกพนักงานพยายามแยก พวกลูกค้าอื่นๆ กรูตามกันมามุงดู
       “แกไม่ต้องมาเยาะเย้ยฉัน ยังไงอารุมเขาก็รักฉัน เขาจะต้องกลับมาหาฉัน ได้ยินไหม”
       “บ้า แกมันบ้าไปแล้ว นังโรคจิต”
       กุสุมาโผนเข้ามาจะตบวิเวียนอีก แต่เจ้าของร้านโผล่มาจากอีกด้าน
       “หยุดนะ นี่มันอะไรกัน...เธอทะเลาะตบตีกับลูกค้าได้ยังไง”
       “ก็มัน...”
       เจ้าของตวาดไล่
       “ไปเลยนะ ไปให้พ้นร้านฉัน ฉันไล่เธอออก”
       กุสุมาช็อกอึ้ง เริ่มได้สติว่าตัวเองทำอะไรลงไป
       
       ป้าเดินเข้าบ้านมา เห็นกุสุมานั่งเหม่อลอยที่โซฟา สภาพมอมแมม หัวหูกระเซิง
       “อ้าว ยายสุ ทำไมยับเยินกลับมาอย่างนี้ล่ะ ไปทำอะไรมา”
       กุสุมามองป้า สีหน้าอิดโรย
       “อารุมมาหาสุหรือเปล่าป้า”
       “อะไรของแก”
       กุสุมาเข้าไปเขย่าตัว
       “อารุมไง อารุมแฟนสุ เขามาหาสุหรือเปล่า หรือโทรมาบ้างไหม”
       “ไม่เห็นมีใครโทรมาเลย”
       กุสุมาปล่อยมือจากป้า ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วลุกเดินคอตกขึ้นห้องไป
       
       กุสุมาทิ้งตัวลงบนเตียง นอนตัวงอน้ำตาไหลอาบแก้ม
       “อารุม คุณอยู่ที่ไหน ทำไมคุณต้องหนีสุด้วย สุทิ้งทุกอย่างมาเพื่อคุณนะ”
       กุสุมาสะอึกสะอื้น โหยหาอย่างน่าสงสาร
       
       วิเวียนยืนเอาผ้าชุบน้ำแข็งประคบหน้าตัวเอง
       “เจ็บมากไหมครับ ขอผมดูหน่อย”
       โยธินถือโอกาสจับแก้ม วิเวียนทำเอียงอาย
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ นิดหน่อยเอง วิตกใจมากกว่าค่ะ วิไม่เคยเห็นสุเป็นบ้าขนาดนี้มาก่อนเลย”
       “ถ้างั้นคุณวิอย่าเพิ่งกลับบ้านเลยนะครับ ไปฟังเพลงหาอะไรดื่มสักแก้ว พอถึงบ้านจะได้หลับสบาย”
       วิเวียนพอใจ แต่ทำเล่นตัว
       “จะดีเหรอคะ”
       “ทำไมถึงไม่ดีล่ะครับ”
       “ก็...คุณเป็นคู่หมั้นคุณวิศนี ถ้าคนเห็นว่าไปไหนมาไหนกับวิ คงจะไม่เหมาะ”
       โยธินยิ้มเศร้า ส่ายหน้า
       “คุณวิศนีเธอทิ้งผมไปแล้วล่ะครับ เราถอนหมั้นกันแล้ว”
       วิเวียนแปลกใจกับข้อมูลใหม่ ทำตาโต โยธินเล่นบทพระเอกต่อ
       “แต่ผมยังไม่กล้าบอกคุณอา เพราะกลัวท่านจะเสียใจ ท่านสุขภาพไม่แข็งแรงน่ะครับ ที่ผมมาทำงานที่นี่ก็เพราะอยากช่วยท่านจริงๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นว่าที่ลูกเขยหรืออะไร”
       วิเวียนนิ่งฟัง สบายใจขึ้น โยธินมองอย่างพอใจที่กล่อมวิเวียนได้
       “ตกลงว่าคุณวิสบายใจที่จะไปกับผมหรือยัง”
       วิเวียนช้อนตาขึ้นมองโยธินอย่างขวยเขิน ก่อนจะพยักหน้า โยธินดีใจ รีบเปิดประตูให้วิเวียนขึ้นรถ รู้ดีว่าคืนนี้จะไปจบลงที่ไหน
       
       อารุมเดินออกมาหน้าบ้าน ยืนมองกระท่อมเล็กๆ ของวิศนีด้วยความครุ่นคิด เป็นห่วง ฉายค่อยๆ เดินเข้ามาหา
       “คุณนีหลับแล้วล่ะครับ เมื่อกี้ผมให้เพ็ญแวะไปดูมา”
       อารุมได้สติ หันกลับมา ทำเป็นไม่สนใจ
       “ไม่ต้องไปใส่ใจเขามากก็ได้ ยิ่งให้ความสำคัญก็ยิ่งเคยตัว”
       อารุมมองไปทางกระท่อมอย่างฉุนๆ ฉายอดไม่ได้
       “แต่คุณนีน่าสงสารนะครับ เธอคงไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
       อารุมเจ็บปวด
       “เขาก็พูดแบบนี้แหละ ตอนที่เขาทำให้นนตาย”
       ฉายหน้าเสีย
       “ผมเพิ่งทราบว่ามันเป็นเรื่องจริง”
       อารุมแค่นยิ้มให้ฉาย
       “งั้นนายก็น่าเข้าใจแล้วว่าทำไมฉันถึงไม่อยากจะทำดีกับผู้หญิงคนนี้ เมื่อไรที่ฉันเห็นใจเขา เขาก็จะแว้งกัดฉันทุกที”
       “แล้วคุณพาคุณนีมาที่นี่ทำไมล่ะครับ”
       “ฉันไม่ได้พามา เขาตามฉันมาเอง”
       “งั้นคุณก็น่าจะติดต่อให้ครอบครัวคุณนีมารับเธอกลับไปนะครับ”
       “ฉัน...”
       อารุมนิ่งไป เพราะลึกๆ ก็ยังอยากให้วิศนีอยู่ใกล้ชิด
       “ผมหวังว่าจะไม่ใช่เพราะลึกๆ แล้วคุณเองก็ต้องการให้เธออยู่รองรับอารมณ์เคียดแค้นต่อไปจนกว่าคุณจะพอใจ”
       “ฉันไม่เคยต้องการแบบนั้น ฉันไม่ใช่คนผูกใจเจ็บนะฉาย”
       “ถ้างั้นก็ปล่อยเธอไปเถอะครับคุณอารุม ผมสงสารเธอ”
       
       อารุมนิ่งอึ้ง ใจก็สงสารวิศนีเหมือนกันที่ถูกตัวเองทำร้ายจิตใจอยู่เรื่อย

  ขณะที่เพ็ญเก็บกวาดบ้านอยู่คนเดียว แล้วหันไปเห็นวิศนีเดินมายืนลับๆ ล่อๆ มองอยู่

       
       “คุณนี ไปทานข้าวมาหรือยังคะ เพ็ญแบ่งไว้ให้ในครัว”
       วิศนียิ้มส่ายหน้า แล้วมองเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
       “เขาเป็นยังไงบ้างคะ”
       “คุณอารุมเหรอคะ หายแล้วค่ะ”
       วิศนีหน้าชื่นขึ้นอย่างโล่งใจ แต่แล้วก็เจื่อนเมื่อเพ็ญพูดต่อ
       “พอแข็งแรงปุ๊บก็ออกไปทำงานกับพี่ฉายเลย”
       “ทำงานเหรอคะ” วิศนีแปลกใจมาก
       
       ท่าเรือมีผู้คนพลุกพล่าน มีการขนปลา ขนแห ขึ้นลงเรืออย่างคึกคัก อารุมเดินตามฉายเข้ามา มองไปรอบๆ เห็นทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขันไม่เหน็ดเหนื่อย ฉายมองกังวล
       “คุณอารุมแน่ใจนะครับว่าอยากทำงานนี้”
       อารุมพยักหน้า
       “ฉันไม่เลือกงานหรอก มีอะไรให้ทำก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ”
       ฉายมองอารุมแบบไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าอารุมควรทำงานดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ว่าอะไร ฉายพาอารุมเดินผ่านกลุ่มตังเกที่ทำงานไปหาเฮียที่ยืนคุมลูกน้องอยู่
       “เฮียครับ นี่เพื่อนผมครับ ชื่ออารุม”
       “คนที่เอ็งบอกว่าอยากทำงานใช่ไหม” เฮียมองประเมิน “หน่วยก้านดี เริ่มงานเลยได้หรือเปล่า”
       “ได้ครับ”
       “เอ็งช่วยสอนงานมันด้วยนะฉาย”
       เฮียสั่งแล้วเดินออกไป
       
       อารุมเริ่มเรียนรู้การทำงานอยู่บนเรือโดยมีฉายคอยสอน ไม่นานนักก็ทำได้เอง เขาทำงานหลายอย่างด้วยความตั้งใจ
       วิศนีรอคอยอารุมกลับมาเพราะเป็นห่วง มองฟ้าเห็นตะวันใกล้ตกเดิน
       “คุณนีไม่ต้องรอหรอกค่ะ เขาไปออกเรือกัน วันนี้ยังไม่กลับหรอก” เพ็ญเดินมาบอก
       วิศนีหน้าเสีย
       “แสดงว่าตอนนี้อารุมอยู่กลางทะเลเหรอจ๊ะ”
       “ค่ะ ปกติก็ไป 2-3 วันแน่ะค่ะ”
       วิศนียิ่งหน้าหมองลงเพราะเป็นห่วงอารุม แต่เพ็ญเข้าใจว่าวิศนีกลัว
       “ถ้าคุณนีกลัว ไปนอนกับเพ็ญที่บ้านก็ได้ค่ะ”
       “ไม่ได้กลัวหรอกจ้ะ ฉันเป็นห่วงเขา”
       วิศนีพูดอย่างจริงใจแล้วเดินคอตกกลับไป เพ็ญมองตามอย่างเห็นใจ
       
       อวลอบนั่งกินข้าวเช้าแล้วลอบมองโยธินที่อ่านหนังสือพิมพ์ กินกาแฟ
       “เมื่อคืนแกกลับบ้านกี่โมง”
       โยธินไม่แยแส
       “ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่ได้ดูนาฬิกา”
       “เช้าเลยสิท่า...นี่โย อย่ามัวแต่สำมะเลเทเมาอยู่นะ รู้ใช่ไหมว่าตัวเองต้องทำอะไร”
       “รู้ครับคุณแม่ ผมก็กำลังเรียนรู้งานอยู่ไง รับรองว่าทุกนาทีในบริษัทนั้นไม่เสียเปล่าแน่ แต่งานแบบนี้ผมทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีตัวช่วย”
       “แกจะไปเอาใครมาช่วย”
       “เดี๋ยวคุณแม่ก็รู้เอง”
       โยธินลุกขึ้นหอมแก้มแม่แล้วเดินออกไป อวลอบมองตาม ข้องใจ
       
       ยุพเยาว์ ลูกเกด ชมพู่ รุมล้อมวิเวียนอยู่ ยุพเยาว์หยิบสร้อยคอที่วิเวียนสวมอยู่มาดูใกล้ๆ
       “ต๊าย สร้อยเธอที่ฉกมาจากคอนางเอกลิเกหรือเปล่า เพชรระยิบระยับอย่างของปลอม”
       วิเวียนตีมือยุพเยาว์ รีบดึงสร้อยคืน
       “มีตาหามีแววไม่ นี่ของแพงนะยะ...แบรนด์เนม ! เส้นละเป็นแสน”
       ทุกคนทำหน้าฮือฮา ลูกเกดสงสัย
       “แล้วเธอเอาตังค์ที่ไหนมาซื้อ”
       ชมพู่มองหน้า
       “อย่าบอกว่าซื้อเองนะ ฉันไม่เชื่อ”
       ทุกคนจ้องอย่างคาดคั้น วิเวียนอึกอัก เหลือบไปเห็นโยธินเดินเข้ามาพอดี ทั้งสองส่งสายตากัน วิเวียนเผลอยิ้มหวานแล้วรีบกลบเกลื่อนด้วยการหันไปไล่
       “เจ้านายมาแล้ว ฉันไปทำงานล่ะ พวกเธอก็ไปกันได้แล้ว ไป๊”
       วิเวียนวิ่งไปหยิบแฟ้ม แล้วเดินตามโยธินไปที่ห้อง ทุกคนกระจายตัวออก ไม่มีใครสงสัยอะไร
       
       เดชชาติเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ใกล้ๆ รถคันใหม่ที่จอด ก็รีบตรงเข้าไปหา
       “สวัสดีครับคุณผู้หญิง สนใจดูรุ่นไหนดีครับ”
       ผู้หญิงคนนั้นหันกลับมา แล้วถอดแว่นกันแดดออก เดชชาติเห็นแล้วชะงักไป
       “กุสุมา”
       
       ในร้านอาหาร...เดชชาตินั่งมองกุสุมาที่สีหน้าหมองคล้ำ ใต้ตาลึกโหล ดูทรุดโทรมเหมือนคนไม่ได้นอนและร้องไห้อย่างหนัก
       “ไม่ได้เจอกันนานเลย สุสบายดีไหม”
       “ไม่ดีเลย สุไม่นอนไม่ค่อยหลับ มันเครียด...เครียดมาก”
       “มีเรื่องอะไรเหรอ”
       กุสุมารีบเล่า
       “ก็อารุมน่ะสิ สุติดต่อเขาไม่ได้เลย ไปตามหาเขาที่บ้านเพื่อนทุกบ้านเท่าที่จะนึกออกแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน สุจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”
       “สุจะตามหามันทำไม”
       “ก็...ก็สุเป็นห่วงอารุม เขาไม่มีใคร”
       “อารุมมันดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก สุไม่ต้องห่วงมันหรอก ห่วงตัวเองเถอะ สุดูไม่ค่อยสดใสเลยนะ”
       กุสุมาหลุดปาก
       “จะให้สดใสได้ยังไงล่ะ ในเมื่อคนที่สุรักหายตัวไป”
       กุสุมาหลุดปากไปแล้วอึ้ง เพราะไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่เดชชาติก็อึ้งเหมือนกัน แม้จะรู้อยู่แล้ว
       “สุ...”
       กุสุมารู้ว่าแก้ตัวไม่ได้แน่ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยสารภาพอย่างจริงใจ
       “สุเป็นห่วงอารุมจริงๆ นะชาติ เมื่อก่อนเขายังมีนน แต่ตอนนี้เขาไม่มีใครแล้ว สุอยากจะดูแลเขา แต่สุไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน กินยังไง นอนยังไง” กุสุมาพูดไปปาดน้ำตาไป “ชาติไม่รู้จริงๆ เหรอว่าอารุมไปไหน”
       “ไม่รู้หรอก มันไม่ได้บอกไว้”
       กุสุมาท้อแท้ ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น เดชชาติมองอย่างเข้าใจ เพราะอ่านกุสุมาออกมานานแล้ว เขายื่นมือแตะ
       “สุ เราอยากเตือนในฐานะเพื่อนนะ อย่าไปพยายามตามหาอารุมเลย การที่มันไปโดยไม่บอก ก็แปลว่ามันไม่อยากให้สุรู้ สุควรจะเลิกคิดถึงมัน แล้วก็หันมาใส่ใจตัวเอง พยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ได้”
       กุสุมาชักมือออก แล้วเงยหน้ามองเดชชาติอย่างขุ่นเคือง
       “แล้วปล่อยให้ผู้หญิงคนอื่นได้อารุมไปงั้นเหรอ ไม่มีทาง สุคือผู้หญิงที่ใกล้ชิดอารุมที่สุดรองจากนน เขาต้องเป็นของสุ”
       เดชชาติอึ้ง
       “สุ...”
       “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ถ้านายไม่ยอมช่วย ฉันก็จะไม่ถือว่านายเป็นเพื่อนที่ฉันต้องรับฟังอะไรอีกต่อไป”
       กุสุมาคว้ากระเป๋าแล้วลุกเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
       
       เดชชาติได้แต่มองตามอย่างกลุ้มจัด ไม่นึกว่ากุสุมาจะเปลี่ยนไปขนาดนี้

   อารุมกับฉายขนปลาขึ้นฝั่ง แล้วตามไปรับเงินจากเฮียพร้อมกับคนงานอื่นๆ ก่อนจะแยกย้ายกันลูกเรือประมงแยกย้ายกัน บางคนลูกเมียมารับ กอดคอกันกลับ อารุมมองการแสดงความรักรอบตัวอย่างเหงาๆ

       
       “เรากลับกันเลยไหมครับคุณอารุม”
       “ฉายไปเถอะ เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะนอนในเรือ”
       “อ้าว ทำไมล่ะครับ”
       “พรุ่งนี้เช้าฉันจะตามเขาออกเรืออีกซักรอบนึง”
       “คุณไม่เหนื่อยเหรอครับ”
       “ฉันอยากทำงานหนัก จะได้ไม่มีเวลาเหนื่อยไง อีกอย่างฉันอยากทำความคุ้นเคยกับคนที่นี่ด้วย”
       อารุมมองไปรอบๆ เห็นพวกชาวเลที่ยังทำงานกันอยู่
       “งั้นผมอยู่ด้วย”
       อารุมตบไหล่
       “ไม่ต้อง นายกลับไปหาเพ็ญเถอะ ฉันมันตัวคนเดียว ไม่มีลูกเมียให้เป็นห่วง ฉันดูแลตัวเองได้”
       “แต่ว่า...”
       “นายอยากให้ฉันปล่อยคุณนีไปใช่ไหม ฉันกำลังอยู่นี่ไงล่ะ”
       อารุมพูดด้วยสีหน้าขรึมจริงจัง ฉายนิ่งไป
       “คุณนีของนายน่ะดื้อ ต่อให้ออกปากไล่ยังไงเขาก็ไม่ไปหรอก ทางเดียวก็คือต้องทำให้เขารู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรอคอยฉันอีกต่อ เขาจะได้ยอมแพ้แล้วก็จากไปเอง”
       อารุมตอบแล้วเดินกลับไปหาพวกหนุ่มชาวเลคนอื่นๆ ที่กำลังขนของกลับขึ้นเรือ ฉายมองตามอารุมอย่างเศร้าๆ เห็นใจทั้งอารุมและวิศนี
       
       ฉายเดินเข้ามาในบ้าน วิศนีรีบลุกขึ้นเดินมาหาอย่างดีใจ
       “ฉาย กลับมาแล้วเหรอ”
       วิศนีมองหาไปด้านหลัง ฉายฝืนยิ้มเศร้าๆ จนกระทั่งวิศนีหันมาสบสายตาอย่างมีความหวัง
       “คุณอารุมไม่ได้กลับมาหรอกครับ แกจะนอนที่ท่าเรือ เห็นบอกว่าพรุ่งนี้จะไปออกเรืออีก”
       วิศนีอึ้ง หน้าเศร้าลง จันทร์ที่นั่งมองอยู่ส่งเสียงเย้ยขึ้นมา
       “ก็แน่ซี้ ใครอยากจะกลับมาเห็นหน้าคนบางคนให้เกะกะลูกตาล่ะ”
       ฉายมองจันทร์ดุๆ ปรามไม่ให้พูดต่อ จันทร์หน้าบึ้ง สะบัดลุกหนีไป ฉายหันมาฝืนยิ้ม
       “คุณอารุมแกอยากจะเป็นงานไวๆ น่ะครับ จะได้หาเงินได้เยอะๆ ไม่ใช่อย่างที่นังจันทร์มันพูดหรอก”
       วิศนีพยักหน้ารับรู้ แต่ยังเศร้าอยู่ เพราะลึกๆ ก็เชื่อว่าอารุมพยายามหลบหน้าตน
       
       ท่าเรือยามค่ำ พวกชาวเลยังคงจับกลุ่มทำงาน ล้อมวงกินเหล้า ร้องเพลงกันตามประสาผู้ชาย วิศนีเดินถือปิ่นโตเข้ามาในย่านท่าเรืออย่างกลัวๆ เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยหนุ่มกลัดมันที่มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ วิศนีพยายามไม่สบตาใครแล้วสาวเท้าเร็วขึ้น เดินผ่านกลุ่มพวกนั้นไป อีกด้านอารุมนั่งอยู่ในกลุ่มร้องรำทำเพลง คนอื่นๆ กินเหล้า เต้นรำตลกๆ แบบคนเมา อารุมนั่งมองยิ้มหัวเราะสักพักก็ลุกขึ้น ตบไหล่ลาทุกคนเพื่อจะไปนอน แก๊งขี้เมายังร้องรำทำเพลงต่อไปเรื่อยๆ
       อารุมเดินแยกตัวออกมา แล้วเหลือบเห็นวิศนีถือปิ่นโตมาจากที่ไกลๆ ก็ยืนนิ่ง วิศนีเดินระแวดระวังไปเรื่อยๆ แต่ก็พยายามมองหาจนเห็นกลุ่มผู้หญิงกับเด็กๆ เลยเดินเข้าไปหา ทั้งหมดชี้ๆ มาทางที่อารุมยืน อารุมเห็นเข้าก็รีบหลบไป
       
       วิศนีหิ้วปิ่นโตเดินมาที่สะพานเทียบเรือ เห็นเรือจอดอยู่หลายลำ เธอเดินตรงมาที่เรือลำริมสุดชะโงกมองเข้าไปในเรือ
       “อารุมคะ คุณทานข้าวหรือยัง ฉันเอาข้าวเย็นมาให้”
       วิศนีนิ่งฟัง แต่ไม่มีเสียงตอบ เลยมองไปที่เรือ พยายามจะหาทางปีนลงไป
       “อารุม คุณได้ยินฉันหรือเปล่า ฉันเอา...”
       วิศนีพูดไม่ทันจบก็ชะงักเมื่อเห็นชาย 3 คนท่าทางเมาๆ โผล่ออกมา
       “เอาอะไรมาให้เหรอจ๊ะน้องสาว”
       วิศนีผงะตกใจ แต่พยายามคุมสติ
       “อารุมล่ะจ๊ะ”
       “อารุมไหนวะ ไม่รู้จัก”
       ชายคนนั้นหันไปหัวเราะกับเพื่อนๆ วิศนียิ่งกลัวๆ ถอยหนี
       “งั้นฉันคงมาผิดที่ ขอโทษนะ”
       วิศนีจะไป แต่ทั้งสามรีบกระโดดลงจากเรือมาขวางไว้
       “ไม่ผิดร๊อก พี่กำลังหิวอยู่พอดีเลย ขอชิมหน่อยนะ”
       ชายคนนั้นยื่นมือไล้แขน วิศนี รีบดึงแขนหนี
       “จะทำอะไร”
       “ไหน เอาอะไรมาให้พวกพี่กิน ขอดูหน่อย”
       ชายคนนั้นจะดึงปิ่นโต วิศนีดึงไว้
       “อย่านะ ไม่ใช่ของพวกนาย”
       ตังเกอีกคนมองกระลิ้มกระเหลี่ย
       “งั้นไม่กินข้าวก็ได้ กินอย่างอื่นแทนก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ”
       ชายทั้งสามหัวเราะร่วนแล้วล้อมเข้าหาวิศนี
       “อย่านะ ไปให้พ้น”
       ทั้งสามไม่สนใจ ย่างสามขุมเข้ามา วิศนีถอยหนีจนเกือบสุดสะพาน ตัดสินใจขว้างปิ่นโตใส่ทั้งสาม แล้วรีบวิ่งแทรกตัวออกไปอย่างหวาดกลัว
       วิศนีวิ่งมาจากสะพาน แล้วมองไปทางด้านหลังอย่างกลัวก่อนจะรีบหนีไป อารุมซ่อนตัวแอบดูอยู่ แล้วค่อยๆ ถอนใจโล่งอก พอหันมาอีกทีก็เจอขี้เมา 3 คนเมื่อกี้เดินมาหาหายเมาแล้ว เพราะเล่นละคร
       “เจ็บเป็นบ้าเลยพี่ แฟนพี่ปาโคตรแม่นเลยอ้ะ”
       ชายอีกคนหันไปด่าเพื่อน
       “ก็เอ็งมันเล่นสมบทบาทเกิน”
       อารุมยิ้มให้ทั้งสาม
       “ขอบใจพวกนายมากนะ”
       “ทะเลาะอะไรกันทำไมไม่เคลียร์กันดีๆ วะพี่ ทำแบบนี้สงสารผู้หญิง นี่ถ้าไม่ได้ตังค์ผมไม่ทำให้หรอกนะ”
       อารุมมองทั้งสามเซ็งๆ แล้วควักเงินให้ ทั้งสามรับเงินมายิ้มๆ กันแล้วเดินออกไป อารุมมองตามทางที่วิศนีวิ่งไป รู้สึกสงสารไม่น้อย
       “เมื่อไรคุณจะยอมแพ้สักทีนะ วิศนี”
       
       วิศนีเดินปาดน้ำตาร้องไห้มาตามชายหาด ตรงมาที่บ้านวิโรจน์ที่ปิดไฟเงียบ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้เดียวดายอยู่ตรงนั้น...ฉายกอดอกมองวิศนีอย่างเห็นใจ เพ็ญเดินออกมาดู
       “พอจะมีทางไหนไหมที่เราจะติดต่อครอบครัวคุณนีได้”
       เพ็ญแปลกใจ
       “พี่จะทำไม”
       “จะโทรไปบอกให้เขามารับคุณนีกลับบ้านน่ะสิ”
       “ฮื้อ ไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะ”
       “ก็คุณอารุมทำขนาดนี้ จะให้เธอทนอยู่ทำไม สงสารเธอ”
       “เรื่องของเขาน่า ถึงคุณอารุมจะร้ายกับคุณนียังไง ฉันก็ดูออกว่าแกรักของแก เพียงแต่ใจแกยังไม่อยากยอมรับเท่านั้นแหละว่ารัก”
       เพ็ญสบตากับฉาย ฉายยังไม่ค่อยเชื่อ
       “พี่คอยดูต่อไปแล้ว คนเราลองรักไปแล้ว มันหักใจไม่ได้ง่ายๆ หรอก ถ้าคุณนีไม่ไปไหนซะอย่าง สุดท้ายคุณอารุมก็ต้องแพ้ใจตัวเอง”
       
       ฉายยังคงทอดสายตามองวิศนีที่กอดเข่าร้องไห้ด้วยความสงสาร

  ด้านวิเวียนนอนซบโยธินอยู่บนเตียงในโรงแรม มองกล่องกำไลที่โยธินเปิดออกโชว์อย่างตื่นเต้น

       
       “ตายแล้ว สวยมากเลยค่ะ”
       “ผมเห็นแล้วนึกถึงคุณก็เลยซื้อ สวมเลยนะครับ”
       โยธินจับมือวิเวียนมาสวม แล้วถือโอกาสหอมอย่างแสนรัก วิเวียนเป็นปลื้ม แต่ก็มองไม่หยุด
       “คุณไม่ต้องให้อะไรวิบ่อยๆ แบบนี้ก็ได้ค่ะ เสียดายเงิน”
       “ของแพงแค่ไหน ถ้าเหมาะกับคุณผมก็ซื้อมาให้ได้”
       วิเวียนเล่นตัว
       “ข้าวของพวกนี้ไม่มีค่าสำหรับวิหรอกนะคะ ถ้าคุณคิดจะแลกกับตัววิแค่ชั่วคราว”
       “ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นของเล่น ผมรักคุณจริงๆ แล้วผมก็มองอนาคตของเราสองคนไว้แล้วด้วย”
       วิเวียนอึ้ง
       “อนาคต”
       โยธินจ้องตา
       “อนาคตที่จะมีคุณกับผมใช้ชีวิตร่วมกันไงครับ”
       วิเวียนขนลุกซู่ ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ด้วยมาก่อน แต่ก็เคลิ้มไปกับสัมผัสลูบไล้ของโยธิน
       “แต่ผมคนเดียวคงสร้างอนาคตที่มั่นคงไม่ไหว วิจะร่วมมือกับผมได้ไหม”
       วิเวียนมองตอบโยธินเป็นคำถาม ยังไม่เข้าใจ แต่โยธินไม่พูดต่อ โถมตัวกอดวิเวียน
       
       วันใหม่...เพ็ญตากผ้าอยู่หลังบ้าน พอก้มลงจะหยิบผ้าก็มีมือวิศนียื่นมาช่วย เพ็ญเลยยิ้มให้อย่างขอบคุณ
       “ฉายไปทำงานแล้วเหรอจ๊ะ”
       “ค่ะ ตอนแรกว่าจะหยุดสักวัน แต่พี่ฉายเป็นห่วงคุณอารุมก็เลยตามออกทะเลไปด้วย”
       “ทุกคนมีงานทำกันหมดเลย มีฉันคนเดียวที่อยู่ไปวันๆ เหมือนคนไร้ค่า”
       “อย่าคิดอย่างนั้นเลยค่ะ ใครถนัดทำอะไรก็ทำไป คุณไม่เคยทำงานมาก่อนก็อย่าไปฝืน เดี๋ยวจะไม่สบาย”
       วิศนีหันมองเพ็ญอย่างมุ่งมั่น
       “แต่ฉันอยากมีรายได้บ้าง อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่านอยู่เฉยๆ เพ็ญพอจะแนะนำฉันได้ไหม”
       เพ็ญนิ่งมองวิศนีอย่างครุ่นคิดว่าเอายังไงดี
       
       เพ็ญพาวิศนีเดินเข้ามาที่ลานหัตถกรรมกลุ่มแม่บ้าน พวกแม่บ้านประมงจับกลุ่มกันทำงานฝีมือหลายอย่าง วิศนีมองเห็นทุกคนทำงาน ก็สนใจ หัวหน้าแม่บ้านเดินออกมาเห็นเพ็ญ ก็ตรงเข้ามาหา เพ็ญกับวิศนียกมือไหว้
       “มาแล้วเหรอแม่เพ็ญ”
       เพ็ญแนะนำ
       “นี่คุณนีที่เพ็ญเล่าให้ฟังจ้ะป้า”
       วิศนียิ้มให้
       “อย่าเรียกคุณเลยค่ะ เรียกชื่อเฉยๆ ก็ได้ พี่น้องกันทั้งนั้น”
       หัวหน้ามองวิศนีอย่างถูกชะตา
       “หนูทำอะไรเป็นบ้างล่ะ”
       “อะไรก็ค่ะ หนูอยากทำทุกอย่าง”
       หัวหน้าหัวเราะ
       “ดีจริง ขยันอย่างนี้ป้าชอบ กำลังขาดคนพอดี มา เดี๋ยวไปดูกันว่าถนัดงานแบบไหน”
       หัวหน้าแม่บ้านเข้าไปโอบวิศนี พาเดินไปดู มีเพ็ญเดินตามยิ้มๆ
       
       หลายวันต่อมา หัวหน้าแม่บ้านพาวิศนีไปดูแม่บ้านเพ้นท์ผ้า วิศนีสังเกตการทำงานแล้วลอง ใช้แปรงลงสี ทุกคนมองชื่นชม ช่วงเดียวกันนั้น อารุมทำงานบนเรืออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน เรือประมงของอารุมเจอพายุ อารุมกับฉายและคนอื่นๆ เก็บข้าวของหลบคลื่นที่ซัดขึ้นมาบนเรือบรรยากาศดูวุ่นวาย สับสน
       วิศนีนั่งที่นั่งร้อยเปลือกหอยโมบายยามค่ำคืน ต้องออกจากกระท่อม ไนอนที่บ้านเพ็ญเพราะฝนตกหนัก
       วิศนีกับเพ็ญหอบข้าวของเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล แล้วถอนใจโล่งอก
       “คุณนอนคนเดียวได้ไหมคะ หรือจะให้เพ็ญมาอยู่เป็นเพื่อน”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ เพ็ญกลับไปดูบ้านเถอะ ท่าทางฝนจะหนักทั้งคืน”
       “มีอะไรก็โทรเรียกเพ็ญนะคะ”
       เพ็ญรีบออกไป วิศนีเดินไปส่งแล้วรีบปิดประตู มองฝนตกด้านนอกอย่างไม่ค่อยสบายใจ
       
       ทะเลบ้าคลั่งเพราะลมพายุ ซัดเรือโยนไปมา อารุม ฉาย และคนอื่นๆ พยายามจะหาที่ยึดเกาะไม่ให้ถูกเหวี่ยงตกลงไป คนงานเริ่มช่วยกันดึงเข้าไปหลบคลื่นทะเล บรรยากาศวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงตะโกนสั่งงาน ช่วยเหลือกัน ฉายหันมาเรียกอารุม พยายามจะไต่ไปด้วยกัน แต่อารุมมองเห็นเสาเรือที่โดนพายุซัดหักโค่นไปทางคนงานคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
       “ระวัง !”
       อารุมตะโกนลั่นแล้วตัดสินใจพุ่งตัวไปผลักคนงานคนนั้น เสาเรือหักโค่นลงมา ฟาดไปทางอารุม ฉายตกใจ
       “คุณอารุม !”
       อารุมทรงตัวไม่อยู่ โดนเสาฟาดหงายหลังตกน้ำ ฉายกับเพื่อนๆ ตกใจ พยายามไต่ไปที่กราบเรือหาทางช่วย อารุมร่วงลงไปใต้น้ำ พยายามตะเกียกตะกาย แต่ถูกคลื่นโยนซัดเข้าหาท้องเรือ จนหัวกระแทกเข้าอย่างแรง แน่นิ่งไป ทะเลยังคงคลั่งไม่หยุด แต่ไม่เห็นร่างอารุมโผล่ขึ้นมา มีเพียงกลุ่มเลือดค่อยๆ ผุดขึ้นมาจนแดงฉาน
       
       ใต้ผืนน้ำร่างอารุมแน่นิ่งจมดิ่ง เห็นเลือดไหลค่อยๆ ลอยขึ้นไปเหนือผิวน้ำ ฉายกับพวกคนงานรีบโดดลงมาช่วยโดยมีเชือกร้อยตัว และอุปกรณ์ช่วยชีวิต

  วิศนียืนมองดูทะเลบ้าคลั่งอยู่นอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล ลมพัดกรูเกรียวเข้ามา ทันใดนั้นเองวิศนีก็ได้ยินเสียงดังเพล้ง มาจากด้านหลัง หันไปดูเห็นกรอบรูปอันหนึ่งตกลงมา วิศนีรีบวิ่งไปหยิบกรอบรูปขึ้นมา เห็นเป็นรูปถ่ายเดี่ยวของอารุม กระจกแตกบาดมือวิศนีพอดี

       
       “อุ๊ย!”
       วิศนีตกใจรีบเอามือออก เห็นเลือดของตัวเองค่อยๆ ซึมไปที่หน้าอารุม วิศนียิ่งหน้าเสีย
       “ขอให้คุณปลอดภัยด้วยเถอะอารุม”
       วิศนีมองไปที่ทะเลบ้างคลั่งอีกครั้งอย่างใจคอไม่ดี
       
       เช้าวันใหม่ พระอาทิตย์ขึ้นริมทะเล ท่าเรือบรรยากาศคึกคักมีการซื้อขายปลา วิศนีปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน พยายามมองหาอารุม แล้ววิ่งไปที่สะพานปลา ผ่านคนที่เดินสวนไปมา ไม่มีเงาของอารุม วิศนีไล่ดูชื่อเรือที่จอดอยู่ แล้วตรงไปที่เรือท้ายสุด เห็นชายคนหนึ่งปีนลงมา
       “ขอโทษนะจ๊ะพี่ เห็นอารุมหรือเปล่า”
       ชายคนนั้นหันมามองวิศนีอย่างแปลกใจ
       “อารุมเหรอ มันไปโรงหมอแล้วนี่”
       วิศนีตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “มันตกเรือหัวกระแทกตั้งแต่เมื่อคืน จนเช้าก็ไม่รู้สึกตัว”
       วิศนีตกใจมาก
       
       วิศนีรีบร้อนไปที่โรงพยาบาลเล็กๆแถวหมู่บ้าน ตรงไปที่แผนกฉุกเฉิน ฉาย เพ็ญ จันทร์ ยืนรีรออยู่ พอวิศนีเห็นเข้าก็วิ่งไปหา
       “คุณนี ไปไหนมาคะ เพ็ญไปเรียกที่บ้านก็ไม่เจอ” เพ็ญร้อนใจ
       วิศนีไม่ตอบ เพราะร้อนใจพอกัน
       “เขาเป็นยังไงบ้าง”
       ฉายหนักใจ
       “ยังไม่รู้เลยครับ หมอเอาเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว”
       “มันเกิดขึ้นได้ยังไง”
       จันทร์สวนขึ้นอย่างรำคาญ
       “ก็เพราะตัวซวยอย่างเธอมาอยู่ใกล้ไง ถึงได้เกิดเรื่องไม่รู้จักหยุด กาลกิณี”
       “นังจันทร์ เดี๋ยวฉันจะตบปากแกให้”
       เพ็ญทำเงื้อมือ จันทร์เลยไม่กล้าหือ สะบัดหน้าใส่ วิศนีไม่ถือสา หันมาฟังฉายอย่างรอคำตอบ
       “เมื่อคืนเรือโดนพายุ คุณอารุมตกลงไปในทะเล หัวฟาดกับท้องเรือครับ ตอนที่ช่วยขึ้นมาได้ก็ยังไม่เป็นอะไร แต่พอนอนไปสองสามชั่วโมงก็บ่นว่าปวดหัวแล้วก็หมดสติไปเลย”
       “โธ่”
       วิศนีหน้าเสีย อยากร้องไห้ หมอออกมาพอดี ทุกคนรีบวิ่งไปหา เพ็ญถามทันที
       “เป็นไงบ้างคะหมอ”
       “เราต้องส่งคนเจ็บไปเอกซเรย์ แต่ที่นี่เครื่องมือไม่มี หมอประสานงานกับโรงพยาบาลในจังหวัดให้แล้ว”
       ฉายกับเพ็ญชะงักหน้าเสียไป แต่วิศนีไม่ได้สังเกต รีบบอกหมอ
       “เอาเลยค่ะ ทำยังไงก็ได้ช่วยเขาให้ได้นะคะ”
       หมอพยักหน้ากับพยาบาล สักพักประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก เห็นพยาบาลกับบุรุษพยาบาลลำเลียงอารุมที่นอนหมดสติบนเตียงเข็นออกมา จันทร์รีบโผไปหาแล้วร้องไห้
       “พี่อารุม”
       “อารุม” วิศนีวิ่งตาม พยายามจับมือเรียก “คุณต้องไม่เป็นอะไรนะอารุม ได้ยินฉันไหม”
       วิศนีเห็นภาพอารุมแล้วกลั้นน้ำตาไม่ไหว ร้องไห้ออกมา แต่ก็ตามจับมืออารุมไปจนถึงหน้าโรงพยาบาล
       
       ฉายกับเพ็ญสั่งจันทร์หลังจากลงจากรถ
       “เก็บเสื้อผ้ากับของใช้คุณอารุมมาด้วยนะจันทร์”
       จันทร์รีบร้อนออกไป ฉายถอนใจจะเดินไปบ้าน แต่เพ็ญดึงไว้
       “พี่...พี่รู้ใช่ไหมว่าโรงพยาบาลในจังหวัดมันแพงมาก”
       “ก็ของเอกชนมันก็ต้องแพงสิ แต่ยังไงเราก็ต้องเอาไว้ก่อน”
       “ฉันรู้ แต่ลำพังเงินเราสองคนจะพอเหรอ”
       ฉายนิ่งไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหน้ากลุ้มแล้วเดินไป วิศนียืนอยู่ด้านหลัง ได้ยินทั้งหมด เธอยืนนิ่งครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
       
       วิศนีเอาของมีค่าชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางลงตรงหน้า แหวน ต่างหู กำไล นาฬิกา เท่าที่พอเอาติดตัวมา
       “นี่อะไรครับคุณนี”
       “ของส่วนตัวฉันเอง ฉายเอาไปขายแลกเงินมาให้หมดเลยนะ”
       จันทร์มองตาวาว หยิบมาดู แล้วเบ้ปาก
       “เก๊หรือเปล่า”
       วิศนีเสียงแข็ง
       “ของจริงทั้งหมด”
       จันทร์วางลง ค้อนวิศนีอย่างหมั่นไส้ วิศนีหันไปบอกฉายต่อ
       “เรายังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินค่ารักษาเท่าไร ขายเตรียมไว้ก่อนก็ดี ถ้าขาดเหลือค่อยหาทางออกทีหลัง”
       เพ็ญมองอย่างเสียดาย
       “คุณไม่เสียดายเหรอคะ”
       วิศนีน้ำเสียงหนักแน่น
       “ไม่ ! ฉันจะเสียดายมากกว่าถ้าฉันช่วยชีวิตเขาไม่ได้ ฉันยังต้องชดใช้ให้เขาอีกเยอะนะเพ็ญ ราคาของพวกนี้เทียบไม่ได้หรอก”
       
       วิศนีหันมาสบตากับฉายเป็นเชิงยืนยัน ฉายหนักใจ แต่ก็หยิบขึ้นมาใส่ห่อผ้า



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 22:27:57
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน