อุบัติเหตุ ตอนที่ 12

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 12

อุบัติเหตุ ตอนที่ 12

  โยธินขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของบริษัท มีวิเวียนนั่งมาด้วยหญิงสาวบ่นตัวเอง

       
       “ไม่น่าเผลอหลับที่โรงแรมเลย ดูซิ วิเลยไม่ได้กลับบ้าน”
       “ใครทักว่าใส่เสื้อซ้ำคุณก็บอกว่ามีสองชุดสิ”
       วิเวียนค้อนโยธิน แล้วเปิดกระเป๋าหยิบน้ำหอมมาฉีด ตามซอกคอ โยธินมองยิ้มๆ แล้วดึงน้ำหอมออกจากมือ
       “อุ๊ย! คุณจะทำอะไร”
       “น้ำหอมกลิ่นนี้มันหอมเกินไป ผมห้ามใจไม่ไหว”
       โยธินโถมตัวเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยง วิเวียนขวยเขินพอเป็นพิธี...ลูกเกดลงจากรถของตัวเองที่จอดไม่ห่างออกไปนัก พอเหลือบมาทางรถโยธินก็ชะงักหน้าซีดเผือดนึกว่าผีหลอกแล้วรีบวิ่งกระเจิดกระเจิงออกไป...ลูกเกดวิ่งหน้าตื่นหันรีหันขวางเข้ามาในออฟฟิศ พอเห็นชมพู่ก็ร้องกรี๊ดๆ ใส่ ชมพู่กรี๊ดตาม
       “อะไรของแก”
       ลูกเกดปากคอสั่น
       “ฉ...ฉัน...ฉันเจอ...อ๊ายย”
       ชมพู่กรี๊ดตามอีก นีรนุชเดินออกมาเพราะได้ยินเสียง
       “มีอะไรกันเหรอคะ”
       ลูกเกดชี้สั่นๆ ไปที่ที่จอดรถ
       “ผ...ผี ฉันเจอผี”
       
       นีรนุช ลูกเกด ชมพู่ย่องมาที่จอดรถ ชมพู่หันมาดุ
       “ผีเผออะไรจะมาหลอกตอนเช้า ยายบ้า”
       “แกก็ดูรถคันนั้นสิ”
       ลูกเกดชี้ไปที่รถโยธิน ทุกคนสะดุ้ง ตกใจพร้อมๆ กัน ลูกเกดหน้าตื่น
       “มันเขย่าอีกแล้ว เห็นไหม”
       ชมพู่กับนีรนุชมองๆ หน้าตาพิศวง
       “อ๊าย ฉันกลัว ฉันไม่อยู่แล้ว อ๊าย”
       ลูกเกดวิ่งหนีทันที
       “นังเกด เดี๋ยวก่อน”
       ชมพู่วิ่งตามลูกเกดไป ทิ้งให้นีรนุชยืนดูอยู่คนเดียว นีรนุชนิ่งคิด สงสัยอะไรบางอย่างเลยเดินเข้าไปอย่างมาดมั่น รู้ว่าไม่ใช่ผี แล้วทุบกระโปรงหลังดังปัง
       “ใครน่ะ ใครอยู่ในนั้น”
       โยธินกับวิเวียนที่อยู่ในรถสะดุ้งเฮือก โผล๋หัวขึ้นมา เสียงนีรนุชดังเข้ามา
       “ฉันรู้นะว่าทำอะไรกันอยู่ ออกมานะ”
       นีรนุชเดินเข้ามาใกล้รถเรื่อยๆ วิเวียนเห็นก่อน
       “ยัยนุช !”
       โยธินหันไปมองเซ็งๆ
       “นังบ้าเอ๊ย !”
       นีรนุชเดินเข้ามาชะโงกมองอีก แต่รถติดฟิล์มทึบเลยมองไม่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นโยธินกับวิเวียนก็พยายามก้มหน้าหลบ นีรนุชเดินวนรอบคัน พยายามมอง วิเวียนร้อนใจ
       “ทำไมมันไม่ไปซักทีนะ วิลงไปไล่มันเอง”
       วิเวียนจะเปิดประตู แต่โยธินรีบคว้าแขนไว้
       “ไม่ได้นะ คุณจะไปแสดงตัวไม่ได้”
       วิเวียนทำหน้าแปลกใจ โยธินรีบอธิบาย
       “ถ้าใครรู้เข้ามันไม่ดี พนักงานบริษัทคุณยิ่งขี้เม้าท์อยู่ไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ดีสิคะ เขาจะได้รู้กันให้ทั่วว่าเราเป็นอะไรกัน”
       วิเวียนจะไปอีก โยธินไม่ยอมให้ไป
       “อย่าเพิ่งเลยครับ รู้เพราะเรื่องแบบนี้มันไม่ดีกับตัวคุณเองนะ” โยธินลูบแก้มเอาใจ “อีกอย่าง เราตกลงกันแล้วนี่นาว่าจะยังไม่เปิดเผย รอให้คุณอารู้ความจริงว่าวิศนีถอนหมั้นผมก่อน ท่านจะได้ไม่หาเรื่องเล่นงานคุณ”
       วิเวียนใจอ่อน แล้วมองนีรนุชที่ยังยืนเฝ้าอย่างรำคาญ
       “แต่ยายนุชมันยังไม่ไปไหนเลยนะคะ”
       โยธินหันไปมอง ชักรำคาญเหมือนกัน
       “เดี๋ยวผมจัดการเอง คุณอยู่ในนี้แหละ”
       นีรนุชยืนกอดอกรอท่า โยธินเปิดประตูลงมาจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว นีรนุชยิ้มเยาะ
       “นึกว่าใคร ที่แท้ก็พนักงานใหม่นี่เอง”
       “แล้วมันเรื่องอะไรต้องมาวุ่นวายกับรถฉัน รู้ไหมถ้าทุบรถฉันเป็นรอยล่ะก็ เงินเดือนเธอทั้งเดือนก็ซ่อมให้ฉันไม่ได้”
       “เท่าที่เห็นรถคุณก็ไม่ได้บุบสลายอะไรนี่ ท่าทางมันจะด้านหน้าเหมือนเจ้าของมันนั่นแหละ”
       “หมายความว่ายังไง”
       “ก็คนดีๆ ที่ไหนเขาจะเลือกใช้ที่จอดรถเป็นที่...” นีรนุชเบะปาก “อย่าให้ฉันพูดเลย มันขยะแขยง”
       โยธินชี้หน้า
       “นี่ อย่ามากล่าวหาฉันนะ”
       “หลักฐานมันออกจะอยู่ทนโท่”
       นีรนุชเดินเข้ามาใกล้โยธิน ยิ้มเยาะแล้วแกล้งชี้คางตัวเอง โยธินรู้สึกตัวรีบป้ายคางเห็นมีคราบลิปสติกติดนิ้วมา
       “ทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้ อยากรู้นักว่า...ว่าที่พ่อตาคุณจะโกรธสักแค่ไหน”
       นีรนุชยิ้มมีเลศนัย แล้วจะเดินไป แต่โยธินรีบกระชากแขนไว้
       “อย่ามาแส่เรื่องของฉันนะ”
       นีรนุชจ้องตอบ
       “เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกขู่เข็ญแล้วใช่ไหม แต่ฉันไม่เหมือนคุณ เพราะฉันไม่กลัวคุณ”
       นีรนุชสะบัดแขน แต่โยธินไม่ยอมปล่อยแล้วบีบแขนนีรนุชแน่นขึ้น นีรนุชนิ่วหน้า ทันใดนั้นเสียงเดชชาติดังขึ้น
       “นุช!”
       นีรนุชกับโยธินหันไปมอง เห็นเดชชาติวิ่งเข้ามา
       “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
       โยธินเห็นเดชชาติมองมาอย่างเอาเรื่อง ก็ปล่อยมือจากนีรนุช
       “ถ้าเธอกล้าก็เอาสิ แต่ฉันไม่รับประกันนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
       โยธินขู่อีกครั้งแล้วเปิดประตูขึ้นรถไป เดชชาติทำหน้างงๆ...วิเวียนมองโยธินอย่างงงๆ เพราะเห็นเหตุการณ์จากในรถ
       “มีอะไรกันเหรอคะ”
       “วันนี้คุณอย่าเข้าไปทำงานดีกว่า”
       
       โยธินพูดท่าทางยัวะๆ แล้วขับรถออกไปทันที วิเวียนได้แต่งง

 นีรนุชเดินคุยกับเดชชาติเข้ามาตรงมุมหนึ่งในบริษัท

       
       “จริงเหรอนุช แน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจผิด” เดชชาติถาม
       “นุชไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะดูเหตุการณ์ไม่ออกนะพี่ชาติ”
       “ทำไมนายโยธินมันกล้าอย่างนั้นวะ ว่าที่ลูกเขยท่านประธานเชียวนะเนี่ย”
       นีรนุชแค่นยิ้ม
       “นึกดูแล้วก็สมน้ำหน้านายอำนวยนะ ไม่รู้ซะแล้วว่าฝากชีวิตลูกสาวไว้กับใคร แต่ก็ดี ถือว่ากรรมสนองทั้งพ่อทั้งลูกแล้วกัน เสียดายนิดเดียวที่ไม่รู้ว่าผู้หญิงเป็นใคร”
       เดชชาติเซ็ง
       “แทนที่จะสงสารเขานะนุช แค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าท่านประธานไม่รู้เท่าทันความเลวของนายโยธิน”
       นีรนุชนิ่งคิด เห็นด้วยกับเดชชาติขึ้นมา แต่ยังไม่อยากยอมรับ เลยเดินหนีไปดื้อๆ เดชชาติส่ายหน้าเซ็ง แล้วเดินตามไป
       
       วิศนี เพ็ญ จันทร์นั่งรอฟังข่าวอารุมอยู่หน้าห้อง ฉายเดินเข้ามา วิศนีลุกไปหา
       “เป็นยังไงบ้างฉาย เงินพอไหม”
       “ตอนนี้น่าจะพออยู่ครับ แต่ว่า...ผมเสียดายแทนคุณจริงๆ คนที่รับซื้อบอกว่าบางอย่างเป็นของเก่า หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
       “ช่างมันเถอะจ้ะ ยังไงชีวิตอารุมก็สำคัญกว่า”
       จันทร์เบ้ปากหมั่นไส้ เพ็ญหันไปเงื้อง่าใส่อย่างรำคาญ หมอเปิดประตูออกมา มีบุรุษพยาบาลเข็นอารุมที่นอนอยู่ออกมาด้วย
       “ขอทางให้คนไข้หน่อยนะครับ”
       วิศนี ฉาย เพ็ญ จันทร์หลบ แล้วรีบตามหมอไป
       
       อารุมนอนสลบอยู่บนเตียงในห้อง มีผ้าพันหัวและอุปกรณ์แพทย์อื่นๆ วิศนีเดินเข้ามายืนมองอย่างเศร้าสลด นึกถึงคำพูดที่เพิ่งคุยกับหมอ
       “ผลสแกนสมองพบรอยช้ำภายในเล็กน้อยครับ โชคดีที่ไม่มีเลือดออก แต่คงต้องดูอาการต่อไป”
       “แล้วเมื่อไรเขาถึงจะรู้สึกตัวคะ”
       “หมอยังตอบไม่ได้เหมือนกันครับ คงต้องเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด”
       วิศนีค่อยๆ เอื้อมมือแตะมือของเขาแล้วน้ำตาร่วงลงมา
       “คุณต้องไม่เป็นอะไรนะอารุม คุณต้องฟื้นขึ้นมานะ แล้วฉันจะยอม...ยอมให้คุณโขกสับทุกอย่างเลย คุณจะโกรธเกลียดฉันแค่ไหน ฉันก็จะยอมรับ แต่คุณต้องกลับมานะอารุม”
       วิศนีซบหน้าลงร้องไห้กับแขนของเขาสะอื้นตัวโยน อารุมยังนอนนิ่งไม่รู้สึกตัว...ฉายกับเพ็ญยืนแอบมองวิศนีอยู่ด้านนอกห้อง
       “อยากให้คุณอารุมตื่นมาเห็นคุณนีตอนนี้จังเลย จะได้ใจอ่อนซักที”
       “เราจะเห็นว่าใครจริงใจกับเราก็ตอนเจ็บป่วยนี่แหละ”
       จันทร์แทรกเข้ามา
       “จันทร์จะเฝ้าพี่อารุมเอง ให้แม่นั่นกลับไปซะ”
       เพ็ญหันมาจ้องหน้า
       “แกนั่นแหละที่ต้องกลับ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักอย่าง อยู่ไปก็เกะกะ”
       จันทร์ขัดใจ
       “พี่เพ็ญ !”
       เพ็ญไม่สนใจฉุดแขนจันทร์ออกไป ฉายเดินตาม ส่ายหน้าระอา
       
       ในร้านส้มตำมีคนแน่นขนัด นีรนุชกับเพื่อนสาวนั่งคุยกันอยู่ ชมพู่พูดขึ้นอย่างสงสัย
       “ยายวิไปไหน ปกติไม่เห็นเคยขาดงานเลยนี่”
       ยุพเยาว์แปลกใจ
       “นั่นน่ะสิ เมื่อเช้าก็โทรบอกฉันว่ามาถึงบริษัทแล้วด้วยนะ แต่ทำไมไม่เข้าออฟฟิศไม่รู้”
       ลูกเกดนึกได้
       “จะว่าไปวันนี้คุณโยธินรูปหล่อก็ไม่มาทำงานนะ”
       ชมพู่หันมามองหน้าเพื่อน
       “แกกำลังจะบอกว่ายายวิงเวียนหายไปกับคุณโยธินหรือไงยะ”
       นีรนุชชะงัก มองชมพู่อย่างสนใจ ลูกเกดรีบบอก
       “เปล่าย่ะ แค่นึกได้เฉยๆ ว่าวันนี้ยังไม่เห็นหน้า ใคร้มันจะไปจับคุณโยธินได้ ท่านประธานตีตราจองออกสื่อซะขนาดนั้น”
       คนอื่นๆ หัวเราะกันไม่สนใจ แต่นีรนุชนิ่งคิด เดชชาติยกจานอาหารที่ไปรับจากแม่ครัวมาเสิร์ฟ
       “ช่างเม้าท์กันจริงๆ สาว อ้ะ เอาไปกินซะจะได้ปากไม่ว่าง”
       นีรนุชเอื้อมมือหยิบไก่ย่างเสียบไม้ในจาน เดชชาติรีบตีมือ
       “ทำไร !”
       “ก็นุชจะกิน”
       “ไหม้ทั้งนั้น เอามานี่”
       เดชชาติดึงไก่จากมือนีรนุชมาแกะหนังไม้ๆ ออกให้ สามสาวมองกันตาปริบๆ
       “กินสิ”
       นีรนุชทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นทุกคนมองมา แต่ก็รับจากมือเดชชาติมากิน ทั้งสามอมยิ้ม นีรนุชทำไม่รู้ไม่ชี้ ตักในจานอื่นมากิน เดชชาติตีมืออีก
       “กินเผ็ดได้ตั้งแต่เมื่อไร”
       นีรนุชเริ่มอาย
       “พี่ชาติ !”
       “จานนี้จืด ฉันสั่งมาให้เธอโดยเฉพาะ”
       เดชชาติยกอีกจานไปตรงหน้านีรนุช สามคนยิ้มใส่กัน ลูกเกดแซว
       “อู๊ยยย ดูแลกันดีจริ๊ง จะให้เรียกว่าแฟนหรือพ่อจ๊ะเนี่ย”
       เดชชาติ หันไปอธิบาย
       “ยายบ๊องนี่ธาตุอ่อน กินอะไรนิดหน่อยก็ท้องร่วงท้องเสีย ตอนเด็กๆ ขี้รดกางเกงกลับบ้านทุกวัน”
       “พี่ชาติ !”
       
       นีรนุชหน้าแดงด้วยความอาย คนอื่นๆ พากันหัวเราะคิกคัก

  ภาพจำในอดีตผุดขึ้นในความคิดของนีรนุช เป็นช่วงที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม นีรนุชเดินร้องไห้ตามเดชชาติที่วิ่งหนี

       
       “พี่ชาติ ฮือๆๆ รอนุชด้วย”
       “ไม่เอา เหม็นอึ ไป้ !”
       เดชชาติวิ่งหนี นีรนุชวิ่งตามหกล้ม ร้องไห้จ้า เดชชาติตกใจ รีบวิ่งกลับมา ดึงขึ้น นีรนุชยังร้องไห้ไม่หยุด เดชชาติ กลุ้มๆ
       “เอาๆ ขึ้นหลังก็ได้ อย่าอึใส่หลังพี่นะ”
       เดชชาติให้ขึ้นหลัง แล้วเดินไป นีรนุชยังสะอึกสะอื้น
       
       ยุพเยาว์ ลูกเกด ชมพู่หัวเราะก๊าก พอฟังเดชชาติเล่าจบ นีรนุชนั่งหน้าง้ำ ยุพเยาว์แหย่
       “ต๊ายตาย น่าเกลียด”
       นีรนุชหน้างอ
       “นั่นมันตอนเด็กๆ ใครก็ทำทั้งนั้นแหละ พี่ชาติชอบทำเหมือนนุชเป็นเด็กๆ เรื่อยเลย”
       คนอื่นยังอมยิ้มไม่เชื่อ นีรนุชฮึด หยิบไก่อีกไม้มากินกร้วมๆ ต่อหน้า แบบไม่สนใจว่าจะไหม้เกรียมแค่ไหน
       “ตอนนี้นุชโตแล้ว นุชกินได้ทุกอย่าง จะกินให้ดู”
       เดชชาติอ้าปากค้างจะห้ามก็ไม่ทัน นีรนุชท้าทายเอามือปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ แล้วก็ตักอาหารจานที่ดูรสจัดน่ากลัวกินอีก นีรนุชชะงักนิดนึงเพราะความเผ็ด แต่แอ็คท่ามั่นเต็มที่
       “เห็นไหม ไม่เห็นเป็นไรเลย”
       นีรนุชกัดฟันพูด เดชชาติกับทั้งสามมองนีรนุชตาปริบๆ ชมพู่ยื่นแก้วน้ำให้
       “อ้ะ น้ำ”
       นีรนุชโบกมือ
       “ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง”
       นีรนุชทำเก่ง กลั้นความเผ็ด ตักลาบเผ็ดๆ กินอีก ทุกคนมองอย่างห่วงๆ แต่นีรนุชทำไม่รู้ไม่ชี้ พยายามชักชวนให้คนอื่นเจริญอาหารตาม
       
       วิศนีนั่งอยู่ข้างเตียงอารุม จับมือไว้แน่น หน้าเศร้าโศก พยาบาลเข้ามารูดม่านจะเช็ดตัวให้อารุม
       “คุณออกไปทานข้าวก็ได้นะคะ เห็นเฝ้ามาตั้งแต่เช้าแล้ว”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากเห็นกับตาตอนที่เขาฟื้น”
       “ไม่หิวเหรอคะ”
       วิศนีส่ายหน้าอย่างมีกำลังใจ แล้วจับมืออารุมไว้แน่น บีบเบาๆ
       “อารุมคะ เดี๋ยวพยาบาลจะเช็ดตัวคุณ ถ้าน้ำเย็นเกินไปก็รีบตื่นขึ้นมาบอกนะคะ”
       วิศนีเลี่ยงออกไปอย่างเกรงใจ พยาบาลมองยิ้มให้แก่กัน แล้วลงมือเช็ดตัว วิศนียังมองอารุมอย่างมีความหวังว่าเขาจะฟื้นขึ้นมา
       
       โยธินเปิดประตูห้องในคอนโด พาวิเวียนเข้ามา วิเวียนกวาดตามอง
       “ห้องใครเหรอคะ”
       “ของเราไง”
       วิเวียนมองโยธินอย่างประหลาดใจ
       “ผมเพิ่งตกลงเช่าเมื่อกี้ ไว้ให้เราอยู่ด้วยกัน ต่อไปนี้ผมจะเอาของส่วนตัวผมมาไว้ที่นี่ ส่วนคุณอยากจะเอาเสื้อผ้ามาทิ้งไว้บ้างก็ได้ บางวันเราจะได้ออกไปทำงานพร้อมกัน”
       วิเวียนอึ้ง
       “คุณโยธิน”
       “นี่เป็นก้าวแรกที่ผมจะทำให้คุณเห็นว่าผมจริงจังกับคุณ คุณไม่ใช่แค่ผู้หญิงตามโรงแรมที่ผมต้องพาหลบๆ ซ่อนๆ อย่างที่คุณเข้าใจ ผมพร้อมที่จะยกย่องคุณออกหน้าออกตา ขอเวลาอีกไม่นานเท่านั้น”
       วิเวียนมองโยธินอย่างซึ้งใจจะร้องไห้ แล้วโผเข้าจูบโยธินอย่างแสนรัก
       “ขอบคุณนะคะโยธิน ขอบคุณจริงๆ”
       โยธินกอดวิเวียนไว้ แล้วซ่อนยิ้มสมใจที่ค่อยๆ หว่านล้อมวิเวียนมาเป็นพวกได้สำเร็จ
       
       ในโชว์รูม ลูกค้าเข้ามาดูรถประปราย เซลส์อื่นๆ ทำหน้าที่อยู่ นีรนุชถือโบรชัวร์เดินออกมา เห็นลูกค้าแม่ลูกรายใหม่ก็รีบตรงเข้าไป
       “สวัสดีค่ะ กรุงเทพยนตรกิจยินดีต้อนรับค่ะ สนใจรุ่นไหนเป็นพิเศษบอกได้นะคะ”
       ลูกค้าหันไปชี้รถคันที่อยู่ใกล้ นีรนุชเดินเข้าไปแนะนำอย่างกระตือรือร้น
       “อ๋อ คันนี้...”
       นีรนุชพูดอย่างฉะฉานคล่องแคล่ว ลูกค้าทั้งสองฟังตั้งใจ เดชชาติที่ยืนอยู่แถวนั้นหันมามองดูนีรนุชทำงานแล้วอมยิ้มพอใจ นีรนุชพูดจ๋อยๆ มาเรื่อยๆ สักพักก็สะดุ้ง ทำหน้าแปลกๆ
       “เอ่อ ก็มี...มี...”
       นีรนุชคิดไม่ออก เพราะข้าศึกบุก ลูกค้าหันมาถาม
       “ตกลงมีของแถมอะไรบ้างจ๊ะ”
       นีรนุชเหงื่อตก หน้าซีด สะดุ้งขึ้นมานิดนึง ลูกค้าได้กลิ่น ลูกสาวรีบหันไปถามแม่
       “อุ๊ย กลิ่นอะไรคะคุณแม่”
       แม่ลูกมองหน้า นีรนุชหน้าเสีย
       “ขอตัวสักครู่นะคะ”
       นีรุนชหันไปหาเดชชาติ ชี้มือชี้ไม้ให้มารับหน้าแทน เดชชาติรีบตรงรี่มา แล้วมองนีรนุชที่เดินออกไปอย่างรีบร้อน...เดชชาติพาลูกค้าแม่ลูกมาดูรถอีกรุ่น กำลังอธิบายแล้วเหลือบเห็นนีรนุชเดินออกมาเซียวๆ หญิงสาวโผล่หน้ามาสักพักก็วิ่งกลับไปด้านหลังอีก เดชชาติมองอย่างเป็นห่วง...นีรนุชโผเผออกมาหน้าห้องน้ำ ออกมาเกาะขอบประตูด้านหลังโชว์รูม แล้ววิ่งจู๊ดกลับเข้าไปอีก เดชชาติอยู่ในโชว์รูม เพิ่งส่งลูกค้าเสร็จ มองไปทางห้องน้ำอย่างกังวล
       เดชชาติเดินมาเคาะหน้าประตูห้องน้ำ 3 ที แล้วเงี่ยหูฟัง เสียงนีรนุชเพลียๆดังออกมาจากในห้องน้ำ
       “พี่ชาติ...กี่โมงแล้วอ่ะ”
       “งานเลิกแล้วเจ๊ ใจคอจะขังตัวอยู่ในนั้นถึงเช้าหรือไง”
       “นุชท้องร่วง”
       “นึกแล้วไม่มีผิด อยากอวดเก่ง”
       “ก็เป็นเพราะพี่ชาตินั่นแหละ ทำเหมือนนุชเป็นเด็กน้อยอยู่ได้ นุชอายเขา”
       “ก็เธอยังเป็นเด็กสำหรับพี่เสมอนี่นา”
       นีรนุชนิ่งเงียบไป สักพักก็เปิดประตูออกมาหน้าซีดเซียว เดชชาติมองแล้วพยายามกลั้นยิ้ม
       “ยิ้มอะไรเล่า”
       นีรนุชอาย เสียฟอร์ม
       
       เดชชาติเอายาฆ่าเชื้อมาให้นีรนุชกิน
       “ที่นี้จำไว้นะว่าอย่าอวดเก่ง สอนอะไรก็ต้องฟัง เข้าใจไหม”
       “ค่า คุณพ่อ”
       นีรนุชยกมือไหว้แบบเหนื่อยๆประชด
       “ไป”
       เดชชาติจูงนีรนุชให้ลุกขึ้นยืน เธอจะลุก แล้วก็ทรุดนั่งอีกเพราะไม่มีแรง
       “ไหวไหมเนี่ย”
       “ไม่ไหว”
       เดชชาติมองอย่างกลุ้มๆ ทำท่าคิดๆ แล้วนั่งยองๆ หันหลังให้ นีรนุชงงๆ
       “ทำอะไรน่ะ”
       เดชชาติเซ็งๆ
       “ก็เหมือนเดิมไง ขี่หลังสิ”
       “จะบ้าเหรอ ไปเรียกแท็กซี่มาเหอะ”
       “แท็กซี่มันขึ้นตึกได้หรือไงแม่คุณ ออกไปพร้อมกันสิ”
       นีรนุชลังเล แต่ก็ยอมขึ้นหลังเดชชาติ เอามือกอดคอแน่น เดชชาติลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล
       “หนักนะเนี่ย กินหินอุกาบาตมาหรือไงวะ โอ๊ย”
       เดชชาติร้องลั่นเพราะถูกนีรนุชดึงหู แต่ก็พยายามเดินต่อไป เดชชาติแซวเหมือนตอนเด็กๆ
       “อย่าอึใส่หลังพี่นะ”
       “บ้า!”
       
       นีรนุชดึงหูอีกข้าง เดชชาติร้องอีก แล้วก็หัวเราะ นีรนุชยิ้มแบบทั้งขำทั้งเคือง

วิศนีเอางานร้อยโมบายเปลือกหอยมานั่งทำที่โรงพยาบาล ขณะเฝ้าไข้อารุมไปด้วย จังหวะหนึ่งชายหนุ่มนอนหลับบนเตียงเริ่มขยับนิ้วเล็กน้อย วิศนีไม่เห็นในตอนแรก อารุมค่อยๆ ขยับตัวกระสับกระส่ายไปมา ก่อนจะร้องครางออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด 

       
       วิศนีได้ยินเสียงครางนั้น จึงหันไปมอง เห็นเขาขยับหน้าไปมา พึมพำ หญิงสาวรีบวางงานลุกมาหา
       
       “อารุม !คุณเป็นอะไรไป”
       อารุมยังไม่รู้สึกตัว ยังคงหลับตาเพ้อกระสับกระส่าย พยายามจะยกมือจับหัว
       “ปวดหัว...ปวด...โอ๊ย !”
       อารุมดิ้นทุรนทุรายมากขึ้นแต่ยังไม่ลืมตา วิศนีตกใจ พยายามจับไว้ แล้วรีบกดเรียกพยาบาล พยาบาลรีบวิ่งเข้ามาดูอารุมที่ดิ้นทรมานทั้งที่ยังไม่ลืมตา
       
       หมอเดินคุยมากับวิศนี ฉาย เพ็ญขณะตรงไปห้องฉุกเฉิน
       “คนไข้อาจจะมีอาการสมองบวม คงต้องตรวจสอบดูอีกครั้งนะครับ”
       หมอรีบเดินเข้าห้องฉุกเฉินไป วิศนีกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สะอื้นออกมา เพ็ญรีบตามไปจับมือไว้อย่างให้กำลังใจ วิศนีเลยหันมาร้องไห้ซบเพ็ญอย่างท้อแท้ ฉายได้แต่เฝ้ามองอย่างกลัดกลุ้ม
       
       ค่ำนั้น...ฉายเปิดกระเป๋าที่เก็บเงินก้อนที่ได้จากการเอาของวิศนีไปขายออกมานับ แล้วถอนใจ วิศนีเดินเข้ามาเห็นพอดี
       “ฉาย เงินพอหรือเปล่า”
       “ตอนนี้เหลือไม่มากเท่าไรครับ แต่ผมกับเพ็ญยังมีเงินอีกนิดหน่อย”
       “แต่ฉายกับเพ็ญก็ต้องกินต้องใช้นะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ อย่างที่คุณบอก ชีวิตคุณอารุมสำคัญที่สุด”
       ฉายพยายามยิ้มให้กำลังใจ แต่วิศนีรู้ว่าทั้งสองก็กลุ้มไม่แพ้กัน
       
       วิศนีปรับทุกข์กับเพ็ญอยู่หน้าบ้าน
       “ฉันไม่อยากรบกวนฉายกับเพ็ญเลย เดี๋ยวจะเดือดร้อนกันไปทุกคน”
       “พวกเราเคยลำบากมากกว่านี้ค่ะคุณนี เพ็ญกับพี่ฉายทนได้”
       วิศนีนิ่งคิด แล้วตัดสินใจ
       “ฉันจะไปของานจากพวกแม่บ้านมาทำเยอะขึ้น จะได้เอามาใช้หนี้เธอสองคน รอหน่อยนะจ๊ะ”
       “โธ่คุณ แค่นี้คุณก็แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนแล้วนะคะ”
       “ฉันยังไหวอยู่จ้ะ” วิศนีนิ่งคิด หน้าขรึมลง “ที่จริงก็มีอีกทางนึงที่จะได้เงินง่ายกว่านั้น คือฉันต้องกลับบ้าน...”
       เพ็ญหน้าหมองลง รู้ว่าวิศนีไม่อยากกลับไป วิศนีหันมาสบตาอย่างกังวล
       “แต่ฉันกลัวว่าถ้าฉันไม่มีโอกาสได้กลับมาอีก ฉายกับเพ็ญจะยิ่งเดือดร้อน ฉันไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ”
       เพ็ญพยักหน้าอย่างเข้าใจ จันทร์แอบฟังวิศนีกับเพ็ญปรับทุกข์กัน ครุ่นคิดบางอย่าง
       
       กรแก้วกลับจากข้างนอก เดินเข้ามาก็เห็นอำนวยเดินมาส่งตำรวจ 2 นาย ทั้งสองทำความเคารพกรแก้ว
       “ลาล่ะครับคุณกรแก้ว”
       กรแก้วรับไหว้ แต่ยังมองทั้งสองงงๆ จนกระทั่งตำรวจเดินออกไป จึงหันมาถามอำนวย
       “มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”
       
       อำนวยวางกระเป๋าสตางค์ เห็นบัตรประชาชนรูปวิศนีกับบัตรสำคัญอื่นๆ ซ้อนๆ กันอยู่ สภาพมอมแมม
       “มีคนไปเจอกระเป๋าเดินทางกับกระเป๋าสตางค์ของยายหนู”
       “ที่ไหนคะ”
       “กระจัดกระจายอยู่หลายที่ ตำรวจเดาว่าคงถูกขโมยต่อๆ กันมา”
       “ตายจริง”
       “แต่ตำรวจลงพื้นที่ไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้นทั้งหมด ไม่มีใครเห็นวิศนีเลย ตอนนี้ก็เลยประสานไปตามโรงพยาบาล เผื่อจะมีคนป่วยไร้ญาติ หรือแม้แต่ศพไร้ญาติ”
       อำนวยเสียงเครืออย่างสะเทือนใจ กรแก้วยิ่งหน้าเสีย ใจคอไม่ดี ไม่นึกว่าจะสถานการณ์จะดูเลวร้ายลง
       “ผมกลัวเหลือเกินคุณกร ถ้ายายหนูเป็นอะไรไป มันเป็นเพราะผมคนเดียว...ผมคนเดียว”
       
       อำนวยก้มหน้าอย่างอัดอั้นตันใจ กรแก้วได้แต่ปลอบโยน

  เมื่อวันใหม่มาถึง เพ็ญพลิกมือวิศนีที่ดูรอยแดงเพราะถูกเปลือกหอยตำ จากการนั่งร้อยทำโมบาย

       
       “มือคุณแดงไปหมดเลย พักเถอะค่ะ”
       “ไม่ได้หรอกจ้ะ เหลืออีกเยอะเลย ให้ฉันทำต่อเถอะ”
       วิศนีหยิบงานมาจะทำต่อ ฉายรีบดึงงานหนีไป
       “คราวนี้ผมใจต้องแข็งแล้วครับคุณนี คุณทำงานหนักเกินไป ถ้าไม่สบายอีกคนจะแย่นะครับ”
       “แต่อารุมยังไม่หาย เราต้องมีเงินรักษาเขา” วิศนีอ้อนวอน “ถ้าเขายังไม่ฟื้นแบบนี้ ฉันก็หลับตาไม่ลงอยู่ดี ให้ฉันทำต่อเถอะนะฉาย”
       วิศนีเว้าวอนฉายกับเพ็ญจนทั้งสองใจอ่อน
       
       กรแก้วนั่งกินข้าวกับพวกพี่ๆอยู่ในร้านอาหาร แกมกาญจน์หันมาถาม
       “สามีเธอเขาลุกไม่ขึ้นเลยเหรอ ตั้งแต่ลูกสาวหายตัวไป”
       กรแก้วหนักใจ
       “คุณอำนวยเครียดมากค่ะ ยิ่งมารู้ว่าคุณวิศนีถูกขโมยกระเป๋า เงินกับของมีค่าหายหมดก็ยิ่งใจไม่ดี ตอนนี้ก็พยายามให้ตำรวจช่วยตามคดีผู้หญิงถูกทำร้าย”
       กรองทองถอนใจ
       “เวรกรรมแท้ๆ”
       “พี่อยากจะดีใจกับเธอนะที่หมดเสี้ยนหนาม แต่มาได้ยินอย่างนี้ก็อดสงสารไม่ได้ ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีกับเด็กนั่นล่ะก็...” แกมกาญจน์ ทำหน้าสยอง
       กรองทองตัดบท
       “อย่าเพิ่งคิดกันไปไกลเลย ฝากบอกคุณอำนวยด้วยนะว่าพี่อวยพรให้หายเร็วๆ”
       กรแก้วฝืนยิ้มตอบกรองทอง แกมกาญจน์จิบน้ำชา แล้วเหลือบไปที่หน้าร้าน มีคนเพิ่งผลักประตูเข้ามา ชีพเดินกอดคอสาวหมวยอึ๋มรุ่นราวคราวเดียวกัน ท่าทางกระหนุงกระหนิง ชีพแต่งตัวดี เพราะยังใช้เงินจากโยธินอยู่ ชีพมองไม่เห็นโต๊ะสามพี่น้อง เลยทั้งโอบทั้งหอมสาวข้างกายออกอย่างนอกหน้า ก่อนนะนั่งลงที่โต๊ะห่างออกไป แกมกาญจน์มองอย่างขวางในทีแรก เพราะความประเจิดประเจ้อ แล้วสะกิดใจเพราะเคยเจอมาป่วนงานการกุศลกับแววและวิเศษ
       “ยายกร พี่กรอง ไอ้ผู้ชายคนนี้มัน...สามียายแววไม่ใช่เหรอ”
       กรแก้วกับกรองทองมองตาม แต่ยังไม่เห็น
       “ไหนคะ”
       แกมกาญจน์พยักเพยิด
       “นั่นไง”
       ชีพเงยหน้าขึ้นมาสบตากับทั้งสามทันที แล้วทำหน้าตกใจ ก่อนจะรีบลุกหนีไปทันที กิ๊กหน้าเหวอ
       “อ้าว พี่...”
       กิ๊กมองตามชีพงงๆ ยังตั้งหลักไม่ถูกเลยไม่ได้ลุกตามไป
       “ไปดูซิ ไปดูให้เห็นกับตา”
       แกมกาญจน์ลุกขึ้นฉุดแขนกรแก้วไป กรองทองห้ามไม่ทัน ได้แต่มองกลุ้มๆ
       
       ชีพเดินหันรีหันขวาง กลัวกรแก้วตามมา แล้วรีบมุดๆ เข้าไปในแผนกเสื้อผ้า แกมกาญจน์ลากกรแก้วตามมา
       “พี่กาญจน์ ช่างเขาเถอะค่ะ”
       “ไม่ได้ ต้องไปดูให้รู้ จะได้เอาไปเยาะเย้ยยายเมียเก่าว่าตัวเองมัวแต่อิจฉาริษยา ผัวมีเมียน้อยแล้วไม่รู้ตัว”
       กรแก้วอยากจะขัด แต่แกมกาญจน์ไม่ฟังเลย ลากไปจนได้ แกมกาญจน์ลุยเข้ามาในแผนกขายเสื้อผ้าผู้หญิง หยุดยืนใกล้ๆ หุ่นโชว์ สอดส่ายสายตามองหา พอไม่เจอก็เดินต่อ ข้างๆหุ่นโชว์ ชีพใส่แจ็คเก็ตและกระโปรงผู้หญิง หมวกปีกว้างที่ขโมยจากหุ่นมา แอ๊คท่าเดียวกับหุ่น เหมือนยืนคู่กันอยู่ ชีพเห็นทั้งสองพ้นไปแล้วก็ถอนใจ รีบเอาหมวกสวมคืนหุ่น แล้วรีบถอดแจ็คเก็ตกับกระโปรงอย่างรวดเร็ว หันมาอีกทีก็เห็นลูกค้ากับพนักงานขายมองอยู่ด้วยสายตาตระหนก ชีพยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบ วิ่งหนีไปอีกทาง
       
       กรแก้วกับแกมกาญจน์กลับมานั่งที่เดิม
       “หายไปได้ยังไงไม่รู้ เร็วจริงๆ”
       “กรว่าอาจจะไม่ใช่นายชีพจริงๆ ก็ได้ค่ะ กรก็ยังเห็นไม่ชัด”
       “ถ้าไม่ใช่แล้วมันจะหนีเราทำไมล่ะ”
       แกมกาญจน์พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังขึ้น
       “พี่ชีพ! อะไรนะ พี่ทิ้งหนูกลับบ้านได้ยังไง แล้วหนูจะเอาตังค์ที่ไหนจ่ายเขา”
       กรแก้วกับพี่ๆ หันไปมอง เห็นกิ๊กชีพที่นั่งอยู่ลุกขึ้นโวยวายใส่โทรศัพท์เสียงดัง มีพนักงานรอเช็คบิลอยู่ข้างๆ กรแก้วหน้าเจื่อน แกมกาญจน์หันไปยิ้มเยาะกรองทอง
       “ทีนี้เชื่อหรือยังล่ะคะ หรือคุณพี่จะคิดว่าบังเอิญชื่อซ้ำกัน”
       “ตอนนี้ฉันคิดอยู่อย่างเดียว...คือมันไม่ใช่เรื่องของเธอ”
       
       กรองทองกำราบแล้วก้มหน้าจิบน้ำชาตา แกมกาญจน์มองค้อน

  วิศนีรับเงินจากหัวหน้าแม่บ้านมา แล้วทำหน้าผิดหวัง

       
       “ได้แค่นี้เองเหรอคะ”
       “ช่วงนี้พายุมันเข้า ขายไม่ค่อยดีเลยหนู ถ้ามียอดเข้ามาอีกป้าจะเพิ่มให้”
       วิศนีฝืนยิ้ม
       “ขอบคุณค่ะ”
       วิศนีรับเงินกลับมานับ แล้วเดินออกมาอย่างเศร้าๆ เจอจันทร์ยืนดักรออยู่
       “งานอย่างนี้ ต่อให้ทำทั้งชาติก็ไม่พอค่ารักษาพี่อารุมหรอก”
       วิศนีเซ็งที่โดนแขวะ
       “ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอ”
       วิศนีจะเดินหนีไป จันทร์มองตามหมั่นไส้ แล้วพูดต่อ
       “ฉันมีหาทางให้เธอได้เงินก้อนใหญ่กว่านี้นะ ไม่สนใจเหรอ”
       วิศนีหยุดชะงัก หันกลับมา
       “แล้วทำไมเธอไม่ไปเอาเงินก้อนนั้นมาเองล่ะ” วิศนียิ้มเยาะ “หรือว่าไม่ได้รักอารุมแล้ว”
       “ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ฉันมันเด็กกะโปโล ไม่มีใครเขาเชื่อถือ งานนี้มันต้องใช้คนที่น่าไว้ใจ”
       วิศนีนิ่งมอง อยากรู้ว่าจันทร์จะให้ไปทำอะไร
       
       จันทร์ทำทีมาเป็นเพื่อนวิศนีที่คาราโอเกะ วิศนีมองด้านในร้านเห็นเปิดไฟสว่าง เพราะยังไม่รับลูกค้า เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไร
       “เสี่ยเฉินแกรวย ก็เลยปล่อยกู้นอกระบบด้วย แต่พี่ฉายกับพี่เพ็ญเขาไม่ชอบเป็นหนี้แบบนี้ ก็เลยไม่ยอมมากู้ แต่ถ้าเธอคิดว่ามันจำเป็น จะลองดูก็ได้ ดอกเบี้ยไม่แพงหรอก เพื่อพี่อารุม”
       วิศนีครุ่นคิด เริ่มคล้อยตามนิดๆ
       “แต่ฉันไม่มีอะไรมารับประกัน”
       “ไม่อยากนี่ ก็บอกเขาว่าเธอเป็นเมียพี่อารุม คนแถวนี้เขารู้จักดี เดี๋ยวพอหายก็ค่อยเอาเงินพี่อารุมมาใช้หนี้ก็ได้”
       วิศนีคล้อยตาม เพราะความห่วงอารุมจนทำให้ไม่ทันเฉลียว ลูกน้องเสี่ยเฉินเดินเข้ามา จันทร์ทำทีเป็นทัก
       “ฉันนัดกับเสี่ยไว้ว่าจะพาเพื่อนมาพบ”
       ลูกน้องมองวิศนีแล้วพยักหน้าไปที่ห้องทำงาน วิศนีหันมามองจันทร์ลังเล
       “ฉันจะรออยู่ข้างนอก เข้าไปคุยก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องกลัว มีอะไรก็เรียก”
       วิศนีมองจันทร์อย่างกังวลแต่ก็พยักหน้า พยายามนึกถึงอารุม แล้วรวบรวมความกล้าเข้าไป...จันทร์มองตาม แล้วยิ้มพรายออกมา ก่อนจะหันมองลูกน้องสองคน แล้วแบมือ ทั้งสองควักเงินให้เพราะตกลงกันไว้แล้ว
       “ฉันเอาเงินไปจ่ายค่าหมอพี่อารุมก่อนนะ”
       จันทร์เดินอารมณ์ดีออกไป ลูกน้องเสี่ยเดินไปปิดประตู
       
       วิศนีนั่งตัวลีบตรงหน้าเสี่ยเฉิน ชายวัยกลางคนหน้าตี๋ดูเจ้าชู้ หื่นกาม ไม่น่ากลัวนัก
       “หนูเองเหรอที่นังจันทร์มันบอกว่าจะมากู้เงิน”
       วิศนีกลัวๆ
       “ค่ะ”
       “เท่าไร”
       “เอ่อ” วิศนีเกรงใจ “ฉันไม่มีหลักประกันอะไร เสี่ยคิดว่าจะให้ได้เท่าไรล่ะคะ”
       เสี่ยเฉินยิ้มกริ่ม
       “งั้นก็ต้องสำรวจสินค้ากันก่อน”
       วิศนีงงๆ
       “คะ”
       “ไปนอนที่โซฟานั่น”
       วิศนีหันไปมองโซฟาที่อยู่ด้านหลัง ลุกพรวดขึ้นทันที
       “นี่อะไรกัน เสี่ยหมายว่ายังไง”
       “อ้าว ก็หนูจะกู้เงินโดยไม่มีคนค้ำประกัน ฉันก็ต้องขอค่าประกันอย่างอื่นไง”
       เสี่ยเฉินลุกขึ้นย่างสามขุมเข้ามาหา วิศนีตกใจ ถอยหนี
       “เสี่ย เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่เคยมีความคิดแบบนั้น”
       วิศนีหันหลังจะออกจากห้องไป เสี่ยเฉินรีบอ้อมมาดึงแขนไว้
       “ไม่เอาน่า ฉันรู้ว่าหนูต้องการใช้เงิน” เสี่ยเฉินขยับเข้าใกล้ “เสี่ยเป็นคนอ่อนโยน รับรองว่าหนูไม่สึกไม่หรออะไรหรอก”
       วิศนีสะบัดตัวออกอย่างรังเกียจ เสี่ยเฉินแทะโลมต่อ
       “ไหนนังจันทร์บอกว่าหนูไม่ถือเรื่องแบบนี้ไง”
       วิศนีตะลึง
       “ว่าไงนะ!”
       
       เสี่ยเฉินยิ้มแย้ม
       “ดูใกล้ๆ หนูก็ยิ่งสวยนะเนี่ย เสี่ยชอบ อยากได้เท่าไรว่ามาเลย เสี่ยจ่ายไม่อั้น”
       เสี่ยเฉินพยายามจะลวนลาม วิศนีสะบัดตัวหนี
       “ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ!”
       วิศนีจะออกจากห้อง เสี่ยเฉินยื้อไว้ไม่ให้ไปอีก แล้วจะปล้ำ วิศนีตีเข่าทันที
       “โอ๊ย !”
       เสี่ยเฉินกุมเป้าอย่างโมโห แล้วโถมคว้าตัว วิศนีเสียหลักล้มลงไป
       “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
       วิศนีดิ้นต่อสู้สุดชีวิต...เสียงต่อสู้โครมครามดังออกมาจากในห้อง ลูกน้องเสี่ยที่ยืนเฝ้ามองแบบชินแล้วอมยิ้มให้กันแต่แล้วจู่ๆ ประตูคาราโอเกะก็เปิดผางออก ลูกน้องเสี่ยมองไป หน้าซีด ตกใจ...เสี่ยเฉินพยายามปลุกปล้ำ วิศนีทั้งหยิกทั้งข่วน เสี่ยเฉินร้องลั่นแต่ไม่ยอมแพ้ วิศนีถีบกระเด็นหงายหลังไป เมียเสี่ยเฉินเปิดประตูผางออกมาพอดี
       “ไอ้แก่ !”
       เสี่ยเฉินสะดุ้ง รีบลุกขึ้นอย่างลนลาน ชี้สั่นๆ ไปที่วิศนี ปากคอสั่น
       “ม...มันยั่วอั๊วะ ! อั๊วไม่ตั้งใจ”
       เมียเสี่ยเฉินหันไปมองวิศนีที่ลุกขึ้น หน้าตาตื่น
       “อั๊วเป็นเมียลื้อ ไม่ได้เป็นควาย ทำไมจะไม่รู้ว่าสันดานลื้อเป็นไง วันนี้ลื้อตายแน่ไอ้ผัวเฮงซวย”
       เมียเสี่ยเฉินคว้าของบนโต๊ะไล่ตี เสี่ยเฉินร้องลั่นพยายามวิ่งหนี แล้วเตลิดออกไป เมียรีบวิ่งตาม ปากก็ร้องด่าไม่หยุด
        
       วิศนีมองตามแล้วถอนใจออกมา ทั้งตกใจและโล่งอกไปพร้อมๆ กันที่รอดมาได้

 จันทร์เอาเงินให้เพ็ญ ฉายถามเสียงเข้มด้วยความสงสัย

       
       “แกไปเอามาจากไหนเนี่ย”
       “ทำหน้าอย่างกับจันทร์ไปขโมยใครมางั้นแหละพี่ฉาย จันทร์ก็ไปช่วยคัดปลาที่ท่าเรือมาน่ะสิ”
       เพ็ญไม่เชื่อ
       “ปลาอะไรของแกถึงได้มาเป็นพันแบบนี้”
       จันทร์อึกอัก
       “ก็...จันทร์ไปทำมาหลายวัน บวกกับเบิกล่วงหน้าเขาด้วย พี่เอาไปเถอะ จะได้ช่วยๆ กันไปจ่ายค่าโรงพยาบาล”
       เพ็ญลังเล แต่ก็รับเงินมา แล้วหันไปเห็นวิศนีเดินหน้าเซียว ผมยุ่ง เสื้อผ้าปอกเปิกเข้ามาพอดี
       “ว้าย คุณนี เกิดอะไรขึ้นคะ ไปทำอะไรมาถึงเป็นแบบนี้”
       จันทร์หันไปเห็นวิศนีก็สะดุ้งร้อนตัว รีบลุกหนีไป วิศนีมองเงินในมือเพ็ญ
       “ไม่มีอะไรจ้ะ มีอุบัติเหตุนิดหน่อย”
       วิศนีพูดแล้วมองตามจันทร์ไป
       
       จันทร์เดินหลบออกมาด้วยความร้อนๆ หนาวๆ ไม่กล้าเผชิญหน้า แต่แล้วก็ถูกกระชากให้หันกลับไป
       “โอ๊ย ทำอะไรเนี่ย”
       “เธอรับเงินจากคนพวกนั้นเป็นค่าจ้างที่หลอกฉันใช่ไหม”
       จันทร์สะอึก หน้าเสีย แต่ก็ท้าทาย
       “ใช่มั้ง” จันทร์ยิ้มเยาะ “แต่เธอก็หิวเงินจนหน้ามืดไม่ใช่เหรอ”
       วิศนีโมโหมาก
       “ใครกันแน่ที่หน้ามืด ยอมทำงานสกปรกเพื่อจะกำจัดคนที่ตัวเองไม่ชอบขี้หน้า ไม่มีความละอายบ้างหรือไง”
       จันทร์โกรธ แต่ไม่ยอมรับ
       “มันเป็นวิธีหาเงินของฉันเพื่อเอามาช่วยพี่อารุม”
       “งั้นเธอก็หน้าด้านกว่าที่ฉันคิด ที่ทำได้ขนาดนี้เพื่อผู้ชายที่ไม่ได้สนใจเธอเลย”
       “แก !”
       จันทร์ตาวาวเหมือนถูกจี้ใจดำ เงื้อมือขื้นจะตบ แต่วิศนีจับมือไว้ อย่างเหลืออดเหลือทน
       “อย่าให้ฉันต้องบอกเรื่องนี้กับพี่สาวเธอนะ”
       “ใครจะเชื่อแก”
       “ฉันมีเมียเสี่ยเฉินเป็นพยาน แล้วก็ตัวไอ้เสี่ยนั่นด้วย มันคงอยากได้เงินจากเธอคืนแน่ เพราะงานเธอไม่สำเร็จ”
       จันทร์หน้าซีด เริ่มกลัวจริงๆ
       “ฉันจะให้โอกาสเธอลืมเรื่องนี้ไปซะ แล้วอย่าทำเรื่องเลวๆ แบบนี้อีก ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น ไม่งั้นคราวนี้คนที่จะถูกเกลียดคือเธอ ไม่ใช่ฉัน”
       วิศนีปล่อยมือ จันทร์เงื้อมือชะงักค้าง ยังหน้าเสียกับคำขู่วิศนีอยู่ แต่สุดท้ายก็รู้ว่าเสียเปรียบ เลยสะบัดหน้าเดินหนีไป วิศนีมองตามเครียดๆ แล้วผ่อนสายตาอ่อนลงอย่างเหนื่อยใจ เซ็งที่ต้องคอยรับมือกับจันทร์
       
       วิเวียนนั่งทำงานอยู่หน้าคอม นั่งเหม่อจ้องหน้าจอ ขณะที่คนอื่นลุกออกไปหมดแล้ว ยุพเยาว์เดินมาเรียก
       “วิ”
       วิเวียนสะดุ้ง หันมาทำท่ากลบเกลื่อน
       “พักเที่ยงแล้วนะยะ จะขยันไปไหน”
       วิเวียนอึกอัก
       “เธอไปกินก่อนเถอะ วันนี้ฉันไม่ค่อยหิว”
       “งานยุ่งเหรอ”
       วิเวียนฝืนยิ้มพยักหน้า ยุพเยาว์ไม่เซ้าซี้ เลยเดินออกไป วิเวียนมองตาม ลอบถอนใจ แล้วหันกลับมาดูหน้าจออีกครั้ง กำลังเปิดโปรแกรมเกี่ยวกับทำงบบัญชีอะไรบางอย่างอยู่ คำพูดของโยธินดังก้องในหัววิเวียน
       “เชื่อผมนะครับวิ นิดๆ หน่อยๆ มันไม่ทำให้บริษัทนี้ทรุดหรอก...เพื่ออนาคตของเรานะจ๊ะ”
       วิเวียนนิ่งคิด ไม่สบายใจนัก แต่ก็ใจอ่อน ค่อยๆ แก้ตัวเลขในกรอบที่พิมพ์ค้างไว้เป็นตัวเลขที่สูงขึ้น วิเวียนตื่นเต้น รู้สึกผิด เพราะไม่เคยทำมาก่อน
       
       โยธินเลื่อนเช็คไปตรงหน้าอวลอบ
       “เงินปันผลก้อนแรกของคุณแม่ครับ”
       อวลอบรับเช็คมาดู ทำตาโต
       “ตายแล้ว เยอะอย่างนี้เลยเหรอลูก”
       “ก็ตักตวงให้คุ้มอย่างที่คุณแม่บอกไงครับ คุณแม่จะเอาไปใช้อะไรก็เชิญ” โยธินมีเลศนัย “มันจะมีมาอีกเรื่อยๆ”
       อวลอบพับเช็คใส่กระเป๋า แล้วลุกมากอดหอมโยธินเป็นการใหญ่
       “แม่รักลูกที่สุดเลย”
       โยธินปล่อยให้อวลอบหอม ยิ้มทะเยอทะยาน
       
       วิศนียืนคุยกับหมออยู่หน้าเตียงอารุม
       “วันนี้อาการบวมลดลงเป็นปกติแล้วนะครับ คนไข้น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้ว”
       วิศนีดีใจกับข่าวใหม่
       “จริงเหรอคะ”
       “เดี๋ยวหมอจะมาดูอีกทีพรุ่งนี้”
       หมอกับพยาบาลเดินออกไป วิศนีหันมามองอารุมอย่างปลื้มใจ ตรงเข้าไปจับมือไว้
       “คุณจะหายแล้วใช่ไหมคะอารุม รีบๆ ตื่นขึ้นมานะคะ ฉันรอคุณอยู่ตรงนี้นะ”
       วิศนีนั่งลงที่เก้าอี้ ยังจับมืออารุมไม่ปล่อย สักพักอารุมก็บีบมือตอบ เหมือนกระสับกระส่ายพึมพำ
       “หิว...หิวน้ำ...”
       วิศนีตกใจ มองอารุมอย่างคาดไม่ถึง
       “อารุม คุณว่าอะไรนะ”
       วิศนีละล้าละลังจะกดเรียกพยาบาล แต่เห็นอารุมกระสับกระส่ายมากขึ้น
       “หิวน้ำ...หิวน้ำ”
       วิศนีเงี่ยหูฟัง
       “น้ำเหรอคะ เดี๋ยวนะ”
       วิศนีรีบหันไปริบน้ำใส่รอด แล้วประคองมายื่นให้เอาหลอดจ่อที่ปากเขา
       “น้ำอยู่นี่ค่ะ คุณดูดได้ไหม”
       อารุมค่อยๆ ปรือตามอง แต่ยังเห็นภาพไม่ชัด นอกจากรู้สึกว่ามีหลอดมาจ่อที่ปาก เลยพยายามออกแรงดูด อารุมที่พยายามลืมขึ้นเห็นภาพยังเบลอๆ เหมือนเห็นหน้าวิศนีชะโงกเข้ามา ก่อนภาพนั้นจะดับมืดไป
       
       วิศนีมองอย่างดีใจ แล้วรีบกดเรียกพยาบาล พลางบีบนวดอารุมอย่างตื่นเต้น

 ฉายกับเพ็ญออกมาจากลิฟต์อย่างรีบร้อน เจอกับวิศนีที่ออกมาข้างนอก วิศนีเพลียๆ แต่พยายามไม่แสดงออก ฉายเข้าไปถาม

       
       “คุณนี คุณอารุมฟื้นแล้วเหรอครับ”
       วิศนียิ้มดีใจ
       “ใช่ แต่เหมือนยังเพลียๆ อยู่ก็เลยหลับไปอีก ตอนนี้หมอกำลังเช็คร่างกายอยู่”
       เพ็ญยกมือท่วมหัวดีใจ
       “คุณพระคุณเจ้า”
       เพ็ญหันไปดีใจกับฉาย แทบจะกอดกัน ไม่ทันเห็นวิศนีที่ดูเหน็ดเหนื่อยยืนพิงผนังทรงตัวอยู่ พอหันมาอีกที วิศนีก็หมดสติทรุดลง
       “ว้าย คุณนี”
       ฉายกับเพ็ญตกใจรีบเข้าไปประคองวิศนีที่เป็นลมไป
       
       นีรนุชถือแก้วกาแฟออกมาจากห้อง กำลังจะเดินไปทำงานต่อ ก็เจอวิเวียนเปิดประตูออกมาจากห้องโยธิน แล้วรีบจับเสื้อผ้ากับทรงผมตัวเอง
       “พี่วิ”
       วิเวียนสะดุ้งหันมา ท่าทางมีพิรุธเต็มที่
       “ทำไมสภาพพี่เป็นอย่างนี้”
       วิเวียนทำไก๋
       “เป็นยังไง”
       “ก็อย่างกับไปมุดโต๊ะมาอย่างนั้นแหละ เข้าไปทำอะไรคะ”
       นีรนุชมองไปที่ประตูห้อง จำได้ว่าเป็นห้องโยธิน ก็มองวิเวียนอีกอย่างจับผิด วิเวียนหนาวๆ ร้อนๆ
       “ก็ไปค้นเอกสารน่ะสิ ห้องคุณโยธินรกมากเลย เดี๋ยวต้องให้แม่บ้านมาจัดซะหน่อย...แล้วเธอล่ะ มัวแต่กินกาแฟ เข้างานแล้วไม่ใช่เหรอ ไปสิ”
       วิเวียนรีบเดินหนีไป นีรนุชสงสัย แล้วมองประตูห้องโยธินอีกครั้ง
       
       นีรนุชกลับเข้ามาที่โชว์รูม แต่ยังครุ่นคิดเรื่องวิเวียนไม่เลิก แต่พอหันกลับมาก็เห็นแววยืนจ้องชี้หน้า
       “เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       นีรนุชทำหน้างงในตอนแรก รีบยกมือไหว้ แววตะโกน
       “นี่ มีใครอยู่บ้าง ลากผู้หญิงคนนี้ออกไป”
       “อะไรกันคะ”
       “ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ ฉันจำหน้าหล่อนได้ นี่หล่อนมาแก้แค้นให้พี่สาวเหมือนในละครใช่ไหม ออกไปเดี๋ยวนี้นะ นังตัวอันตราย”
       นีรนุชงุนงง แววตรงเข้ามากระชากแขนนีรนุช เดชชาติรีบวิ่งเข้ามาห้าม
       “อย่าครับ มีอะไรไม่พอใจบอกผมได้นะครับคุณ...อ้าว”
       เดชชาตมองหน้าแวว จำได้ นีรนุชมองหน้าเดชชาติกับแววสลับกัน ยังจำไม่ได้
       “ใครเป็นคนรับแม่นี่เข้ามาทำงาน ไม่รู้หรือไงว่ามันจะลากลูกสาวฉันเข้าคุก”
       นีรนุชอึ้ง เริ่มเข้าใจแล้วว่าแววเป็นใคร
       
       อำนวยนั่งทำงานอยู่ มีกรแก้วนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งฆ่าเวลา เสียงยุพเยาว์เรียกเข้ามา
       “ท่านคะ คุณแวว...”
       ยุพเยาว์ยังพูดไม่จบ แววก็เปิดประตูผาง เดินเข้ามา
       “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมถึงไปร่วมมือกับศัตรู”
       อำนวยเงยหน้ามองแววเพลียๆ กรแก้วมองๆ แต่ไม่อยากเข้ามายุ่ง
       “อะไรอีกล่ะ”
       “ก็น้องสาวพนักงานเก่าที่ตายไง คุณรับมันเข้ามาทำงานเหรอ”
       “ใช่ เขาเดือดร้อน”
       “แล้วไม่กลัวมันมาล้างผลาญบริษัทเอาหรือไง ยายหนูไปฆ่าพี่มันตายนะ”
       “ไร้สาระน่า”
       แววค้อน แล้วปรายตามองกรแก้ว เปลี่ยนเรื่องพูด
       “ได้ข่าวยายหนูบ้างหรือยัง”
       อำนวยเครียด
       “ยัง”
       “ได้ตามหาบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
       อำนวยโมโห
       “แล้วเธอล่ะ ทำอะไรบ้าง”
       แววสะอึก เพราะตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ หันไปพาลกรแก้ว
       “ดีนะ ลูกหายไปทั้งคน พ่อมันก็มานั่งทำงานไม่รู้ร้อนรู้หนาว ส่วนแม่เลี้ยงก็เฉิดฉายไปวันๆ”
       กรแก้วเซ็งที่โดนกระทบ วางหนังสือลง
       “ฉันกับคุณอำนวยให้ตำรวจช่วยสืบหาคุณวิศนีอยู่ค่ะ ที่ผ่านมาก็แวะไปดูตามโรงพยาบาลหลายที่ แต่ยังไม่พบ”
       แววเสียหน้า เลยแดกดันกลบเกลื่อน
       “ไม่ได้ถาม !”
       อำนวยตัดบท
       “ถ้าไม่มีธุระอะไรก็กลับไปเถอะแวว ฉันขอร้อง ฉันเหนื่อยเรื่องงานกับเรื่องลูกพอแล้ว”
       แววมองอำนวยอย่างขัดใจ ก่อนจะอ้อมแอ้มพูด
       
       “ที่จริงก็มีเรื่องนึง ฉันจะมาดูรถ”

 แววเดินวางมาดดูรถที่จอดอยู่ในโชว์รูม มีอำนวยกับกรแก้วเดินตาม 

       
       “พอดีชีพไปได้เงินมาก้อนนึง ก็เลยอยากออกรถสักคัน คุณมีอะไรแนะนำไหม”
       “แนะนำน่ะมันได้ แต่แน่ใจเหรอว่าจะมีเงินส่ง”
       “ฉันจะซื้อสดย่ะ ชีพเขารวย”
       กรแก้วมองแววแบบใช้ความคิด อดนึกถึงวันที่เจอชีพที่ห้างไม่ได้
       “แล้วทำไมเขาไม่มาด้วยล่ะคะ”
       “เขาติดธุระ ถามทำไม”
       กรแก้วเงียบไป ไม่อยากต่อความด้วย อำนวยก็ขี้เกียจจะเสวนา เลยหันไปเรียกนีรนุชกับเดชชาติที่ลับๆ ล่อๆ อยู่
       “คุณสองคนช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณแววด้วย”
       เดชชาติยิ้มฝืนรีบพานีรนุชเข้ามา
       “ด้วยความยินดีครับคุณแวว ไม่ทราบว่าคุณแววมองรุ่นไหนไว้ครับ”
       “ฉันอยากได้ยี่ห้อที่ยายหนูขับ แต่ไม่เอาคันของยายหนูนะ ไม่อยากโดนผีตามมาหลอก”
       แววปรายตามองนีรนุช หญิงสาวเลือดขึ้นหน้าขยับจะโต้ แต่เดชชาติกระตุกให้หยุด อำนวยมองแววอย่างเอือมระอา เดชชาติพยายามเอาใจ
       “งั้นเชิญทางนี้ครับเลยครับ”
       เดชชาติรีบนำทางไป แววเดินเชิดตาม คนอื่นๆ เดินตามไปอย่างไม่พอใจ...แววเดินดูสักพักก็หันมาชี้คันนึงที่จอดอยู่
       “ฉันชอบคันนี้ แต่คงจะต้องลองนั่งดูก่อน”
       แววมอง อำนวยพยักหน้ากับเดชชาติเป็นเชิงอนุญาต
       “ได้ครับ เดี๋ยวผมจะขับให้” เดชชาติกระซิบนีรนุช “ไปด้วยกันนะนุช”
       นีรนุชจะปฏิเสธ แต่เกรงใจอำนวยเลยได้แต่พยักหน้า แววเชิดเต็มที่ เปิดประตูขึ้นนั่งเบาะหลังทันที
       
       อารุมค่อยๆ รู้สึกตัว ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วกะพริบตามองไปรอบๆ จนเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล
       “ฟื้นแล้วเหรอวะอารุม”
       อารุมพยายามจะหันไปมอง วิโรจน์ปราดเข้ามาทันที
       “ค่อยๆ รอเดี๋ยว”
       วิโรจน์ปรับเตียงให้หัวสูงขึ้น
       “วิโรจน์ แกมาได้ยังไง”
       “ฉันมาทำธุระที่ภูเก็ต พอฉายโทรมาบอกว่าแกเข้าโรงพยาบาลก็เลยรีบมา เป็นยังไงบ้างวะเพื่อน”
       อารุมยังมึนงง จับใจความไม่ได้ ก่อนจะรู้สึกระบมที่หัวจนต้องเอามือแตะ
       “เฮ้ย อย่าไปแตะ หิวไหม”
       “แกเฝ้าฉันอยู่ตลอดเลยเหรอ”
       “เพิ่งมาถึงเมื่อบ่ายนี้เอง”
       อารุมกะพริบตา พยายามทวนความจำ นึกตอนที่เขาปรือตามองเหมือนเห็นวิศนีเป็นภาพเบลอๆ
       “แล้วก่อนหน้านี้ใครอยู่กับฉัน”
       วิโรจน์มองนิ่ง รู้ว่าเป็นวิศนี แต่แกล้งไม่รู้ไม่ชี้
       “พยาบาลมั้ง แกนอนต่อดีกว่า อย่าเพิ่งซักเลยเดี๋ยวจะปวดหัว”
       วิโรจน์ปรับเตียงกลับคืนให้อารุมนอนพักต่อ วิโรจน์รู้เรื่องเกือบทั้งหมดทั้งจากการคุยกับอารุมก่อนหน้าที่อารุมจะมาอยู่บ้านริมทะเลและเข้าใจความสัมพันธ์ของอารุมกับวิศนีจากปากคำของฉายกับเพ็ญ
       
       แววนั่งเบาะหลัง เชิดคอตั้งเหมือนคุณหญิงคุณนาย โดยมีเดชชาติกับนีรนุชนั่งอยู่ตอนหน้า นีรนุชเหลือบมองท่าทางวางมาดของแววอย่างหมั่นไส้ แต่พยายามอดทน
       “จอดก่อนๆ จอดๆๆๆ”
       “มีอะไรครับ”
       “ฉันอยากแวะร้านนี้หน่อย”
       นีรนุชชะงัก
       “ร้านทำผมเนี่ยนะคะ”
       “ใช่ ฉันจะทำผม”
       เดชชาติกับนีรนุชมองหน้ากัน งง นีรนุชอดปากไม่อยู่
       “แต่เรามาลองรถกันนะคะ”
       แววพูดน้ำเสียงหยิ่งๆ
       “ฉันคิดว่าเจ้านายเธอสั่งให้อำนวยความสะดวกให้ฉันไม่ใช่เหรอ”
       “แต่ว่า...”
       นีรนุชจะแย้ง เดชชาติสะกิดให้หุบปาก แล้วเลี้ยวรถจอด
       “ได้ครับคุณแวว”
       นีรนุชมองแววอย่างไม่เห็นด้วย...เดชชาติรีบมาเปิดประตูรถให้แววลง แววก้าวลงมา ชะงักเรียกนีรนุชที่ยังนั่งทื่ออยู่
       “เธอชื่ออะไรนะ”
       นีรนุชกลั้นใจตอบ
       “นีรนุชค่ะ”
       “เดี๋ยวมาถือกระเป๋าให้ฉันหน่อย”
       นีรนุชอึ้ง แววไม่สนใจ ลงจากรถแล้วมายืนรอ นีรนุชทำหน้าข่มความโกรธ แล้วจำต้องเปิดประตูลงมารับกระเป๋า
       “เธอตามฉันมา ให้นายเดชชาติรอข้างนอก”
       แววสั่งแล้วเดินคอเชิดเข้าไป นีรนุชเดินตาม แววผลักประตูเข้ามา มีนีรนุชถือกระเป๋าตาม เจ้าของร้านหันมายิ้มแย้มทักทาย
       “สวัสดีค่า มีช่างประจำหรือยังคะ”
       แวววางมาด
       “ยัง แต่ขอช่างที่เก่งที่สุด”
       “ได้ค่ะ” เจ้าของร้านหันไปทักนีรนุช “แล้วคุณลูกสาวตัดด้วยหรือเปล่าเอ่ย”
       แววรีบบอก
       “อุ๊ย ไม่ใช่ลูกสาวนะ นี่เด็กถือกระเป๋า”
       
       นีรนุชหน้าชา แววไม่สนใจ ตามเจ้าของไป

  นีรนุชเดินออกมาหาเดชชาติอย่างยัวะๆ

       
       “ยายป้านี่เป็นอะไรมากไหมเนี่ย ทำอย่างกับเราเป็นคนรับใช้ กลับกันเถอะพี่”
       “ฮึ้ย ได้ไงล่ะ ท่านประธานสั่งไว้”
       “แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนล่ะ”
       “เอาน่า ถือว่ามาทำงาน ถ้าพี่ขายคันนี้ได้ พี่จะแบ่งให้นุชครึ่งนึง”
       นีรนุชนิ่งคิด ใจเย็นลงได้บ้าง
       “แต่มันหิวนี่นา”
       เดชชาติมองไปเห็นบะหมี่รถเข็นผ่านมาพอดี
       
       เดชชาติกับนีรนุชนั่งกินบะหมี่อยู่ข้างถนน เดชชาติเล่าเรื่องแววให้ฟัง
       “ตอนที่ท่านประธานแต่งงานกับคุณแวว ฐานะยังไม่ดี จนกระทั่งหย่าขาดกัน ท่านก็เลยมานะสร้างตัวจนร่ำรวย คุณแววเห็นท่านประธานมีฐานะ แต่ไม่ยอมมาคืนดีด้วย แถมยังแต่งงานใหม่กับคุณกรแก้ว เธอก็เลยผิดหวัง พยายามทำตัวทัดเทียมกับคุณกรแก้ว แล้วก็พยายามบีบให้คุณวิศนีเกลียดคุณกรแก้วไปด้วย”
       “โอ้โห นี่ขนาดพี่ชาติไม่ใช่พวกขี้เม้าท์ ยังรู้เรื่องเยอะขนาดนี้”
       “ก็ฟังๆเขามา บางเรื่องคุณวิศนีก็เป็นคนเล่าให้พี่ฟังเอง...ที่พี่เล่าเนี่ยไม่ใช่ว่าสนุกปาก แต่อยากให้นุชรู้ความเป็นมา เผื่อจะได้เข้าใจคุณวิศนีมากขึ้นด้วย”
       นีรนุชชักสีหน้าเบื่อ ทำนองว่าเอาอีกแล้ว เดชชาติยังไม่ยอมแพ้
       “คุณวิศนีเธอน่าสงสารมากนะนุช ดูภายนอกเธอเหมือนคุณหนูร้ายๆ ก็เพราะเธอพยายามปกป้องตัวเองจากการมีครอบครัวที่ เอ่อ...” เดชชาติพยายามสรรหาคำพูด “ไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่เนื้อแท้เธอเป็นคนอ่อนโยนมากนะ พี่ถึงได้เชื่อไงว่าเธอไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร”
       “ฮึ แต่ก็ทำไปแล้ว”
       เดชชาติ อ่อนใจ
       “นุชจะไม่ให้อภัยเขาเลยเหรอ”
       “นุชบอกแล้วไงว่าจนกว่าเขาจะได้รับกรรม”
       เดชชาตินิ่งไป พาลจะอิ่มกินไม่ลง
       “บางทีนะ คุณวิศนีอาจจะกำลังรับกรรมอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้ นุชรู้ไหมว่า ตั้งแต่วันที่เธอหายตัวไป เพิ่งมีคนพบกระเป๋ากับเอกสารเธอถูกทิ้งที่กองขยะ”
       นีรนุชอึ้ง หยุดกิน มองเดชชาติแบบ ไม่อยากเชื่อ เดชชาติหน้าตาจริงจัง สลดใจ
       “คุณวิศนีหายไปแต่ตัวจริงๆ ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นตายร้ายดียังไง”
       นีรนุชจุก กินแทบไม่ลงเหมือนกัน เมื่อคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับวิศนีขึ้นจริงๆ
       
       เพ็ญเข้ามาดูวิศนี ที่นั่งพิงๆ อยู่บนเตียง
       “คุณนีเป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นหรือยัง”
       “ค่อยยังชั่วแล้วจ้ะ ขอโทษนะที่ทำให้ฉายกับเพ็ญต้องลำบาก”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เพ็ญพูดยิ้มๆ “แต่คุณนีน่าจะไปหาหมอสักหน่อย จะได้ไปเยี่ยมคุณอารุมด้วยไงคะ”
       วิศนีแปลกใจ
       “เขาฟื้นแล้วเหรอจ๊ะ”
       “ค่ะ ตอนนี้คุณวิโรจน์เฝ้าอยู่ เธอมาจากเมืองนอกพอดี”
       วิศนีหน้าดีขึ้นทันที เพ็ญคะยั้นคะยอ
       “ไปเย็นนี้เลยนะคะ เดี๋ยวให้พี่ฉายพาไป”
       วิศนีนิ่ง หน้าเศร้าลง ก่อนจะส่ายหน้า
       “ไม่ดีกว่าจ้ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก”
       “อ้าว แต่คุณอารุม...”
       “เขาคงไม่อยากเห็นหน้าฉันหรอกเพ็ญ”
       เพ็ญอึ้งไป กำลังจะแย้ง แต่วิศนีลุกขึ้น
       “เดี๋ยวเพ็ญช่วยฉันขนของกลับไปที่กระท่อมหน่อยนะจ๊ะ ถ้าอารุมกลับมาเห็นฉันที่นี่ เขาอาจจะไม่พอใจ”
       วิศนียิ้มเศร้าๆ แล้วลุกขึ้นพับผ้าห่ม เพ็ญมองอย่างสงสาร
       
       วิโรจน์ลากโต๊ะเลื่อนที่วางอาหารเย็นมาตรงหน้าอารุม แล้วเปิดฝาอาหารแต่ละอย่าง อารุมนั่งเหม่อลอย ไม่ได้สนใจอาหารที่เลื่อนมาตรงหน้า
       “กินซะสิ จะได้กินยา”
       วิโรจน์ขยับเข้ามาจะป้อน อารุมผลักมือออก
       “ไม่ต้อง”
       วิโรจน์หัวเราะ
       “ทำไม ฉันไม่ใช่สาวๆ ใช่ไหมเลยไม่มีสิทธิ์ป้อนแก”
       วิโรจน์ขำๆ แล้ววางช้อนลงที่เดิม
       “เดี๋ยวฉันไปจ้างพยาบาลสวยๆ มาให้แกก็ได้”
       วิโรจน์จะลุกไป อารุมรีบห้าม
       “อย่าน่า...ฉันกินเองได้”
       อารุมหยิบช้อนขึ้นจะกินข้าว แต่ในใจกำลังหงุดหงิดที่ไม่เห็นวิศนี
       “แล้วนี่ไม่มีใครที่บ้านมาเยี่ยมฉันบ้างเลยหรือไง”
       วิโรจน์ทำไก๋
       “ใครล่ะ ฉายกับเพ็ญแวะมาตอนแกหลับอยู่ ส่วนยายจันทร์นี่ยังไม่เห็นหน้าเลย”
       อารุมยิ่งหงุดหงิด เผลอกระแทกช้อนตักข้าวแรงๆ อย่างไม่รู้ตัว วิโรจน์มองออกว่าอารุมคิดถึงวิศนี หงุดหงิดงุ่นง่าน ก็กลั้นยิ้ม
       “ส่วนคุณวิศนี เอ้อ ไม่สิ ต้องเรียกว่าคุณนี...”
       อารุมชะงักทันที เหมือนรอฟังวิโรจน์พูดต่อ
       “เธอป่วย เลยนอนพักอยู่ที่บ้าน” วิโรจน์แกล้งแหย่ถาม “พอใจยัง”
       อารุมใจวาบๆ ด้วยความเป็นห่วง แต่พยายามซ่อนไว้ในสีหน้าเฉยเมย
       “เป็นอะไร”
       วิโรจน์แอบขำในใจ
       “ไม่รู้ว่ะ ฉันก็ไม่ใช่หมอ แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นเพราะเอาแต่เฝ้าไข้คนเจ็บจนไม่ได้หลับได้นอนเกือบอาทิตย์ละมั้ง”
       
       วิโรจน์พูดจบก็แอบมองสีหน้าเพื่อน เห็นอารุมหน้าขรึมเศร้าลง รู้ว่าหมายถึงตัวเอง


 อารุมกินข้าวเสร็จ วิโรจน์เลื่อนโต๊ะออกไป เอายามาให้ แล้วเล่าต่อ
       
       “คุณวิศนีมาเฝ้าแกตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าโรงพยาบาล ข้าวของมีค่าส่วนตัวก็เอาไปขายหมดเพื่อจะเอาเงินมาเป็นค่าหมอ”
       อารุมนิ่งฟังไปเรื่อยๆ แต่ซึมซับทุกอย่างที่วิโรจน์บอก
       “แล้วยังไม่พอ ต้องไปรับงานฝีมือจากพวกชาวบ้านมาทำแลกเงิน จนมือเป็นแผลยับเยินไปหมด”
       อารุมพยายามตีหน้าขรึม กินน้ำช้าๆ พูดอย่างมีฟอร์ม
       “ก็ดีแล้วนี่ จะได้รู้จักความลำบากซะบ้าง”
       วิโรจน์เข้ามารับแก้วน้ำ มองอย่างรู้ทัน
       “ทำไม ที่ผ่านมาแกยังลงโทษให้เขาไม่พออีกเหรอ แกไล่เขาไปนอนกระท่อมโกโรโกโส ด่าว่าทำร้ายจิตใจเขาสารพัด นี่ยังไม่เรียกว่าลำบากอีกเหรอ”
       อารุมแอบละอายใจ แต่ยังดึงดัน
       “มันก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่เขาทำอยู่ดี”
       วิโรจน์ส่ายหน้าระอา
       “แกคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอ ในฐานะที่ฉันเป็นเพื่อนเรียนกับแกมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันว่าฉันรู้จักแกดีว่ะ”
       วิโรจน์จ้องหน้ารู้ทัน จนอารุมต้องหลบสายตา
       “แกไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างที่พยายามแสดงออกว่าแกเป็นหรอก แล้วอยากรู้ไหมว่าฉันคิดว่าแกเป็นยังไง”
       อารุมตัดบท
       “ฉันจะนอน”
       อารุมเอนตัวลงนอน พยายามปรับเตียงให้เอนราบลงไป วิโรจนไปยืนกอดอกค้ำหัว ท่าทางเหมือนกำลังจะบีบคั้นอารุมให้ยอมรับ
       “ฉันว่าแกพยายามจะปกปิดความอ่อนแอของตัวเองมากกว่า ใจแกมันกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ เพราะแกรักเขา”
       อารุมพยายามหลับตา ไม่อยากเผชิญหน้า
       “ไม่จริง”
       “แกคิดจะโกหกฉันหรือโกหกตัวเอง”
       “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ฉันจะนอน”
       อารุมหลับตาลงทันที แล้วหันหน้าหนี วิโรจน์ยืนนิ่งมอง อ่อนใจ
       “ก็ตามใจ ฉันไม่เซ้าซี้แกก็ได้ แต่ระหว่างที่แกยังนอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องนี้วนเวียนอยู่ ฉันอยากให้แกลองถามตัวเองหน่อย ว่ามันยุติธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งไหม ที่ต้องมารองรับอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของผู้ชายตัวโตๆ อย่างแก อารุม”
       วิโรจน์เดินกลับไปนั่งที่เดิม หยิบหนังสือมาอ่านไม่สนใจอีก อารุมลืมตาโพลง หลับไม่ลงจริงๆ เพราะคำพูดของเพื่อน
       
       แววทำผมตั้งกระบังนั่งเชิดอยู่เบาะหลัง แต่เปิดกระจกเสนอหน้าตัวเองเต็มที่ขณะรถวิ่งเข้ามาในซอย ร้องทักชาวบ้านที่ผ่านไปมาแบบอวดตัวเอง
       “ว่าไงป้า ไปซื้อกับข้าวเหรอ”
       “อุ๊ย แม่แวว ต๊ายตาย เป็นคุณนายเชียวน้า”
       แววชี้รถตัวเอง
       “รถใหม่จ้ะ รถใหม่”
       แววยิ้มภูมิอกภูมิใจ ทักชาวบ้านไปเรื่อย นีรนุชแอบมองอย่างอึดอัดปนรำคาญ...เดชชาติจอดรถหน้าบ้าน แล้วรีบลงมาเปิดประตูเอาใจ
       “ขอบใจที่มาส่งนะ”
       เดชชาติถามอย่างมีหวัง
       “ตกลงคุณแววชอบไหมครับคันนี้”
       แววปรายตามอง แล้วตอบหน้าตาเฉย
       “ไม่ชอบ”
       เดชชาติกับนีรนุชเจื่อนไป
       “คันมันเล็กไปหน่อย เดี๋ยวไปคราวหน้าฉันจะไปลองคันอื่นอีกที”
       แววเดินเชิดเข้าบ้านไป นีรนุชหันมาหาเดชชาติเซ็งๆ
       “นี่สรุปว่าเราเสียเวลาฟรีทั้งวัน เพื่อมาขับรถบริการเจ๊แกเหรอเนี่ย”
       เดชชาติหน้าเหี่ยว
       “สงสัยเมื่อเช้าจะก้าวเท้าลงจากเตียงผิดข้างละมั้ง ไอ้ชาติเอ๊ย”
       เดชชาติเกาหัวกลุ้มๆ เสียดายลาภที่หลุดลอยไป
       
       เย็นนั้น เดชชาติกับนีรนุชนั่งรถเมล์เบาะหลังกลับบ้าน
       “เมื่อกี้เรายังนั่งรถสปอร์ตสุดหรูอยู่เลย เผลอแป๊บเดียวต้องมานั่งเบนซ์แถวยาวซะแล้ว”
       นีรนุชหัวเราะ
       “นี่แหละ ชีวิตเรา”
       เดชชาติมองสบตานีรนุชยิ้มๆ มีแต่รอยยิ้มสุขใจ ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจกันทั้งคู่
       “นุชชอบนั่งรถแบบนี้มากกว่าอีก ไม่เห็นจะอยากนั่งรถแพงๆ หรือทำตัวเป็นคุณนายคอตั้งบ่าเลย เป็นคนปกติมันเสียหายตรงไหน”
       “ความต้องการของคนเรามันไม่เหมือนกันนี่”
       เดชชาติเผลอหาวแล้วเอาหัวพิงพนักหลับตา แต่นีรนุชไม่ทันมอง มัวแต่บ่น
       “แต่คนเราก็ควรจะต้องประมาณตัวเองว่าเป็นได้แค่ไหน ไม่ใช่พยายามดิ้นรนเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น” หญิงสาวยังพูดต่อ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มหลับไปแล้ว “เชื่อนุชไหมว่ายายคุณแววไม่มีทางควักกระเป๋าซื้อรถจริงๆ หรอก ยังไงก็มีรถฟรี ของอดีตสามีให้นั่งไม่รู้กี่สิบคัน พี่ชาติว่าจริงไหม”
       นีรนุชพร่ำบ่น แล้วเห็นเดชชาติเงียบไป
       “พี่ชาติ อ้าว”
       นีรนุชหันไปมอง เห็นเขาพิงพนักหลับตาไป
       “ตาบ้า ง่วงก็ไม่บอก ให้เราพูดคนเดียวอยู่ได้”
       รถเมล์วิ่งต่อไปสะเทือนไปมา หัวเดชชาติที่พิงพนักค่อยๆ เอนมาซบไหล่ นีรนุชสะดุ้ง แต่เห็นเขาหลับจริงจัง มีกรนเบาๆ เลยไม่กล้าปลุก ปล่อยให้ซบต่อไป
        
       แต่หน้านีรนุชเริ่มแดงจัด เมื่อเห็นสายตาคนรอบข้างมองยิ้มๆ

   วันใหม่...อารุมนั่งเหม่ออยู่ที่เก้าอี้สนาม วิโรจน์แต่งสูทเรียบร้อย ถือกระเป๋าเอกสารเข้ามากำลังจะกลับเมืองนอก

       
       “เสียดายที่ลาต่อไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะอยู่อบรมให้แกหายงี่เง่าให้ได้”
       อารุมฝืนยิ้มให้อย่างเข้าใจ ไม่ถือสา
       “แค่นี้ก็เป็นพระคุณมากแล้วเพื่อน”
       “เดี๋ยวฉายกับเพ็ญคงจะมา แต่ไม่รู้ว่าคุณวิศนีจะมาด้วยหรือเปล่า เพราะเขาไม่กล้าสู้หน้าแก”
       “คราวนี้เขาไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บซักหน่อย”
       “แต่เขาคิดว่าแผลที่เคยทำไว้กับแกมันยังไม่หายไง”
       อารุมเมินหนี ทำท่าจะเลี่ยงการสนทนาอีก วิโรจน์เรียกจริงจัง
       “อารุม...ทำไมแกต้องต่อต้านตัวเองวะ แกจะมีความสุขกว่านี้มากนะ ถ้าแกเปิดใจยอมรับหัวใจตัวเองนะเว้ย”
       อารุมนิ่งไป อารมณ์เศร้าๆ กลับมาอีก
       “ฉันไม่ควรจะมีความสุข”
       “ทำไม”
       “เพราะนน...”
       อารุมคอตกเศร้า วิโรจน์มองอย่างเห็นใจ เอื้อมมือตบไหล่ให้กำลังใจ
       “คนที่ยังอยู่ต้องเดินไปข้างหน้าสิวะเพื่อน ไม่ใช่ความผิดของแกที่นนจากไป ไม่ใช่ความผิดของนน แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของคุณวิศนีด้วย แกไม่จำเป็นต้องโทษใครแม้แต่ตัวแกเอง มันคืออุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น”
       อารุมถอนใจเอาเบาๆ เข้าใจวิโรจน์แต่ยังหักใจไม่ได้
       “ฉันรู้ว่าแกเสียใจมากเรื่องนน แต่แกจะยิ่งเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้าปล่อยให้คนที่รักแกมากอีกคนหลุดลอยไปนะอารุม”
       อารุมนิ่งขรึม คิดตาม
       
       อารุมนอนลืมตาคิดอยู่บนเตียง เห็นฉายนั่งหลับอยู่ตรงมุมห้อง มีหนังสือคว่ำอยู่ที่ตัก คำพูดของวิโรจน์สะท้อนก้องอยู่ในหัว
       “ไม่ใช่ความผิดของแกที่นนจากไป ไม่ใช่ความผิดของนน แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของคุณวิศนีด้วย แกไม่จำเป็นต้องโทษใครแม้แต่ตัวแกเอง มันคืออุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น”
       อารุมถอนใจ นอนก่ายหน้าผาก นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา...วิศนีตามไปขอร้องจะเข้าไปไหว้ศพนนทลี แต่เขาไม่ยอม ออกปากไล่...วิศนีจะขอตามไปต่างจังหวัดด้วย เขาสะบัดหนี ไม่ยอมให้ไป...เขาลากเธอไปที่กระท่อม บังคับให้อยู่ที่นั่น...เขาจะขืนใจเธอเพราะอารุมชั่ววูบ วิศนีพยายามดิ้นขัดขืน ร้องไห้...
       อารุมนึกถึงตอนที่วิศนียืนร้องไห้สารภาพกับเขาก่อนจะฆ่าตัวตาย
       ‘คุณรู้ไหมว่าฉันตามคุณมาที่นี่ทำไม’
       อารุมนิ่ง ไม่รู้คำตอบ วิศนีสะอื้น
       ‘เพราะว่าฉันรู้สึกผิด ฉันละอายใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ ยิ่งกฎหมายตัดสินว่าฉันไม่ผิด ฉันก็ยิ่งละอาย เพราะฉันรู้ดีอยู่แก่ใจว่าทุกอย่างมันเป็นความผิดของฉัน ฉันถึงได้ตามมาเพื่อชดใช้ให้คุณ ฉันไม่ได้ตามมาเพราะฉันเป็นผู้หญิงหน้าด้านไม่มีที่ไป’
       อารุมนึกถึงที่วิโรจน์เล่าเรื่องวิศนีให้ฟัง
       ‘คุณวิศนีมาเฝ้าแกตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าโรงพยาบาล ข้าวของมีค่าส่วนตัวก็เอาไปขายหมดเพื่อจะเอาเงินมาเป็นค่าหมอ’
       อารุมนิ่งฟังไปเรื่อยๆ แต่ซึมซับทุกอย่างที่วิโรจน์ได้ยิน
       ‘แล้วยังไม่พอ ต้องไปรับงานฝีมือจากพวกชาวบ้านมาทำแลกเงิน จนมือเป็นแผลยับเยินไปหมด’
       อารุมค่อยๆ อ่อนโยนลง เมื่อเห็นในสิ่งที่วิโรจน์ต้องการจะบอก
       ‘ฉันรู้ว่าแกเสียใจมากเรื่องนน แต่แกจะยิ่งเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้าปล่อยให้คนที่รักแกมากอีกคนหลุดลอยไปนะอารุม’
       
       อารุมถอนใจปลดเปลื้องความหนักใจ แล้วพยายามข่มตาลง พร้อมกับบอกตัวเองว่าจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป

 วันใหม่...วิศนีเอาพวงมาลัยมาวางที่ศาลพระภูมิ แล้วก้มลงกราบพระก่อนอธิษฐาน

       
       “ขอให้คุณหายเร็วๆ นะคะอารุม”
       วิศนีตั้งจิตสวดมนต์ สักพักก็ได้ยินเสียงจันทร์ร้องอย่างตื่นเต้น
       “พี่อารุม พี่อารุมกลับมาแล้ว”
       วิศนีลืมตาขึ้น หลุดสมาธิหันไปมองแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสวดมนต์ต่อ พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
       ฉายประคองอารุมเข้าบ้านมา โดยมีจันทร์เข้าไปเกาะติดอยู่อีกด้าน มีเพ็ญช่วยหิ้วกระเป๋า
       “ทำไมคุณหมอให้กลับบ้านเร็วจังคะ คุณน่าจะพักต่ออีกหน่อย”
       “อย่าเลย แค่นี้ก็เสียเงินไปเยอะแล้ว ฉันแข็งแรงแล้วจริงๆ”
       จันทร์ฉอเลาะ
       “เดี๋ยวจันทร์จะคอยดูแลพี่อารุมเองจ้ะ พี่ฉายกับพี่เพ็ญไม่ต้องห่วง”
       เพ็ญค้อนจันทร์อย่างหมั่นไส้ อารุมยิ้มให้ทั้งสาม
       “ขอบคุณทุกคนมากนะที่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ ให้”
       “ไม่ใช่แค่พวกเราสามคนหรอกครับ”
       ฉายอมยิ้มสบตากับเพ็ญยิ้มๆ อารุมรู้ว่าฉายหมายถึงวิศนี แต่ก็เขิน ทำมองหา
       “นี่อยู่กันแค่นี้เหรอ”
       
       วิศนีถูพื้นกระท่อมพลางแอบชะเง้อมองออกไปที่หน้าต่างอย่างเป็นห่วงอารุม แล้วตัดใจก้มหน้าทำงานต่อ ทันใดนั้นเองประตูกระท่อมก็เปิดผางออก วิศนีหันไปมอง เห็นอารุมยืนอยู่ท่าทางเอาเรื่อง
       “ไม่รู้หรือไงว่าผมกลับมาแล้ว”
       “คุณแข็งแรงแล้วใช่ไหมคะ ฉันดีใจด้วย”
       วิศนีฝืนยิ้มแล้วก้มหน้าทำงานต่อ ไม่กล้าวอแวด้วย แต่อารุมเดินตามมาคุกเข่าตรงหน้า เอามือยึดผ้าขี้ริ้วที่วิศนีกำลังถูไม่ให้ขยับไปไหน แล้วจ้องหน้าใกล้ชิด แต่ยังแกล้งทำดุๆใส่
       “ได้ยินว่าตอนที่ผมไม่อยู่ คุณขึ้นไปนอนที่บ้านใหญ่”
       “ฝนมันตกหนักน่ะค่ะ ฉันก็เลย...”
       “แล้วคุณก็ยังตามไปนอนที่โรงพยาบาลด้วย”
       วิศนีก้มหน้านิ่ง เตรียมตัวถูกด่าเต็มที่ แต่จู่ๆ อารุมก็กระชากมือสองข้างของวิศนี พลิกขึ้นมาดู หญิงสาวสะดุ้งตกใจ งงว่าชายหนุ่มจะทำอะไร อารุมมองดูรอยแผลที่มือ
       “มือเป็นแผลแบบนี้ยังจะถูบ้านอีก เดี๋ยวก็ติดเชื้อ” เขาออกคำสั่งดุๆ “กลับไปนอนที่บ้านใหญ่”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยู่ที่นี่สะดวกกว่า”
       “ผมเคยให้คุณขัดคำสั่นด้วยเหรอ”
       อารุมลุกขึ้นฉุดวิศนีให้ยืนตาม แล้วรวบตัวอุ้มขึ้นมาทันที
       “คุณ !”
       อารุมไม่พูดอะไร อุ้มวิศนีลงจากกระท่อมไป
       
       อารุมอุ้มวิศนีเดินดุ่มๆ มา วิศนีตกใจ อาย
       “คุณอารุม ปล่อยฉันเถอะค่ะ ฉันเดินเองได้”
       อารุมไม่ฟัง เดินต่อ
       “พี่อารุม...”
       จันทร์แถเข้ามา พอเห็นอารุมอุ้มวิศนีก็ชะงัก ฉายกับเพ็ญตามออกมา อารุมหันไปสั่ง
       “เดี๋ยวไปหาคนงานมาสัก 2-3 คนนะฉาย ฉันจะจ้างให้รื้อกระท่อมหลังนั้น”
       ฉาย เพ็ญ จันทร์เงอะงะงง จันทร์สอดขึ้น
       “ทำไมล่ะจ๊ะ”
       “ต่อไปนี้คุณนีจะไปนอนที่บ้านใหญ่ กระท่อมนั้นไม่จำเป็นอีกแล้ว”
       จันทร์ช็อก วิศนีมองอารุมอย่างไม่คาดฝัน
       “ฉันคุยกับวิโรจน์แล้ว เขาอนุญาต”
       ฉายดีใจ
       “ครับๆ”
       ฉายมองหน้าเพ็ญอย่างดีใจแล้วรีบพากันวิ่งออกไป
       
       อารุมอุ้มวิศนีไปอีกทาง ทิ้งให้จันทร์ยืนเคว้งคว้าง ตั้งรับไม่ทัน

  อารุมอุ้มวิศนีเข้ามาวางที่โซฟา จันทร์วิ่งตามมา

       
       “พี่อารุมจ๋า เกิดอะไรขึ้น”
       อารุมเดินออกมาหาจันทร์ที่หน้าประตู ขวางไว้
       “เดี๋ยวค่อยคุยกันนะจันทร์ พี่อยากพักผ่อน”
       อารุมพูดจบก็ปิดประตูทันที ไม่ยอมให้จันทร์เข้า จันทร์ยืนอึ้ง พยายามทุบประตูเรียกให้เปิด อารุมทำเป็นไม่ได้ยิน เดินกลับมา วิศนีได้แต่มองตามอย่างไม่เข้าใจ
       “คุณกำลังจะทำอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ”
       อารุมไม่ตอบ เดินไปเปิดกระเป๋าที่เอามาจากโรงพยาบาล หยิบถุงยาออกมา
       “ขอน้ำให้ผมแก้วนึง”
       วิศนียังงงๆ อารุมมอง ขมวดคิ้ว พยักหน้าเป็นเชิงบังคับ วิศนีลุกไปแบบมึนๆ รินน้ำให้ อารุมเดินมาพร้อมกับซองยาทั้งหมด
       “อ่านซิว่าตอนนี้ผมต้องกินยาอะไรบ้าง”
       วิศนีไม่เข้าใจ แต่ก็หยิบซองยามาอ่าน แยกซองที่อารุมต้องกินเลยออกมา
       “แกะให้ด้วย”
       วิศนีทำตามอีก เทยาใส่มือ อารุมดื่มน้ำไปอึกนึง แล้วจับมือวิศนีที่มียาขึ้นมาเทใส่ปาก ก่อนจะดื่มน้ำตาม ก่อนจะพูดหน้าตาย
       “ต่อไปนี้ หน้าที่คุณคือทำอย่างนี้ทุกวัน”
       วิศนีอึ้งไป
       “อะไรนะคะ”
       “ถึงผมจะกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ยังต้องการคนดูแลใกล้ชิด ซึ่งก็คือคุณ”
       “ทำไมต้องเป็นฉัน”
       อารุมพูดกวนๆ
       “ก็คุณตามไปเฝ้าผมที่โรงพยาบาล แล้วอยู่ๆ จะมาทิ้งหน้าที่ไปเฉยๆ ได้ยังไง”
       วิศนีนิ่งอึ้ง ทำหน้าไม่ถูก อารุมจ้องหน้า สั่งเสียงกวนๆ
       “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น ผมไม่ให้คุณทำฟรีๆ หรอกน่า”
       อารุมพูดจบก็จับมือวิศนีขึ้นพลิกดูทั้งสองข้าง แล้วเอามือตัวเองลูบเบาๆ
       “ในเมื่อคุณดูแลผม ผมก็จะดูแลคุณ”
       อารุมพูดพลางลากวิศนีไป...เขาลากเธอมานั่งแล้วถืออุปกรณ์ทำแผลเดินตามมา เอาสำลีชุบยาฆ่าเชื้อโรค ทาที่มือให้ วิศนีสะดุ้งเพราะความแสบ อารุมจับมือแน่น จ้องตาปรามให้อยู่นิ่งๆ แล้วทำแผลต่อ...อารุม ติดผ้าพันแผลที่นิ้วให้แล้วมองหน้า
       “ต่อไปนี้คุณไม่ต้องทำงานหนักแล้วนะ ผมเลี้ยงคุณได้”
       อารุมพูดจบก็ก้มหน้าทำแผลต่อ วิศนียังไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะทำอะไร
       
       แต่ความอบอุ่นที่วูบวาบมาจากสัมผัสนุ่มนวลของเขาก็ทำให้เธอเผลอยิ้มน้อยๆ ออกมา

   เช้าวันใหม่...วิศนีเดินเช็ดผมออกมานั่งหน้ากระจก แล้วมองมือตัวเองที่มีผ้าพันแผลที่อารุมพันให้ วิศนียิ้มกับตัวเองอย่างรู้สึกดีเมื่อนึกถึงความอ่อนโยนของเขา

        
       หญิงสาวดูความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนจะลุกออกไปหน้าบ้าน เห็นอารุมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ที่ลานหน้าบ้าน ท่าทางขะมักเขม้น
       “คุณทำอะไรคะ”
       อารุมหันมามองเปลือกหอยที่วิศนีเอามาเตรียมทำโมบายล์กองอยู่ที่พื้น
       “งานของคุณไง”
       วิศนีแปลกใจแล้วเดินเข้าไปใกล้ ทรุดนั่งลง
       “งานของฉัน แล้วคุณจะทำอะไร”
       วิศนีเอื้อมมือไปจะหยิบ แต่อารุมไม่ให้ ดึงหนี พลางมองหน้าแบบสั่ง
       “ผมจะทำให้คุณเอง ก็มือคุณเจ็บอยู่”
       “คุณทำไม่ได้หรอกค่ะ”
       “ดูถูกผมเหรอ”
       อารุมทำหน้าท้าทายแล้วหยิบโมบายล์ตัวอย่างที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาดู
       “ก็แค่ร้อยไปตามนี้ไม่ใช่หรือไง”
       ชายหนุ่มพูดพลางทำต่อ หญิงสาวมองอย่างไม่แน่ใจ แล้วเอื้อมมือไปหยิบสายโมบายล์ที่เขาร้อยไว้แล้ว
       “ไหนขอฉันดูซิ”
       วิศนีหยิบมาดูแล้วทำหน้าอึ้งๆ อารุมหันมาถาม
       “เป็นไง สวยไหม”
       วิศนีพยายามกลั้นยิ้ม เพราะอารุมร้อยออกมาได้แย่มาก ดูสะเปะสะปะเหมือนหยิบอะไรได้ก็ร้อยต่อๆ กันไปแบบไม่เน้นสวยงาม ในที่สุดวิศนีก็กลั้นไม่อยู่ขำออกมา
       “อ้าว หัวเราะแบบนี้หมายความว่าไง”
       วิศนีกลั้นขำ
       “คุณร้อยเบี้ยวไปเบี้ยวมาขนาดนี้ มันใช้ไม่ได้หรอกค่ะ คงไม่มีใครซื้อ”
       อารุมเซ็ง วางงานในมือทันที วิศนียิ้มปลอบใจ
       “ขอบคุณนะคะที่พยายามช่วย ฉันทำเองดีกว่า”
       วิศนีจะหยิบ แต่อารุมกุมมือไว้ไม่ให้ดึงไปได้ สายตากำราบ
       “ถ้าคุณเก่งนัก คุณก็ต้องสอนผม”
       วิศนีมองหน้า มืออารุมยังคงเกาะกุมอยู่ไม่ปล่อย หญิงสาวเริ่มเขิน
       
       จันทร์ถือโทรศัพท์เดินเข้ามาในครัว
       “รู้แล้วน่าพี่เพ็ญ จันทร์กำลังจะอุ่นข้าวให้พี่อารุมเดี๋ยวนี้แหละ...ของพี่อารุมคนเดียวได้ไหม ของยายนั่นจันทร์ไม่ทำให้หรอก”
       จันทร์พูดจบก็รีบดึงโทรศัพท์ออกห่างตัว เพราะโดนเพ็ญด่ามา
       “ก็ได้ๆ ทำก็ได้...”จันทร์ฟังเพ็ญบ่น “เออ จันทร์ไม่เอายาพิษให้เขากินหรอก แค่นี้นะ”
       จันทร์วางหูเซ็งๆ แล้วเดินไปเปิดตู้กับข้าว
       
       วิศนีหยิบเส้นโมบายล์ที่ร้อยไว้เป็นตัวอย่างขึ้นมาให้อารุมดู
       “คุณต้องเรียงลำดับเปลือกหอยให้เหมือนเส้นอื่นๆ เห็นไหมคะ ถ้าร้อยสะเปะสะปะมันก็ไม่สวย”
       “ก็ผมไม่รู้นี่”
       วิศนียิ้มขำ แล้วเลือกหยิบเปลือกหอยให้ร้อยใหม่
       “ลองใหม่ไหมคะ”
       อารุมทำหน้าเสียฟอร์ม เทเปลือกหอยที่ร้อยไปแล้วทิ้ง ก่อนจะเริ่มร้อยใหม่ โดยมีวิศนีคอยยื่นให้ เธอมองเขาที่ทำงานหน้าคร่ำเคร่งแล้วอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
       
       จันทร์ถือถาดอาหารเดินเข้ามา แต่พอจะก้าวเข้ามาหน้าบ้านก็หยุดชะงัก เพราะเห็นวิศนีกับอารุมช่วยกันร้อยเปลือกหอย มีหัวเราะต่อกระซิก หยอกล้อกัน จันทร์มองด้วยสายตาอิจฉา หึงปรี๊ดขึ้นมาทันทีเธอเดินโครมๆ กลับมากระแทกถาดลงบนโต๊ะในครัว
       “ฮึ้ย! พี่อารุมนะพี่อารุม สุดท้ายก็หลงเสน่ห์มันแล้วจริงๆ อย่ากงอย่ากินมันเลย”
       
       จันทร์เทอาหารทั้งถาดลงถังขยะด้วยความโมโห

วิศนีผูกสายโมบายที่ร้อยเสร็จเรียบร้อยเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโมบายสวยๆ

       
       “เห็นไหมคะ ถ้าร้อยตามแบบมันก็จะออกมาสวย”
       อารุมหยิบโมบายล์ฝีมือตัวเองที่ดูไม่ค่อยสมประกอบขึ้นมาดู แล้วทำหน้าเซ็ง
       “งั้นอันนี้ก็คงไม่มีใครซื้อสินะ”
       วิศนีมองแล้วขำ
       “คุณเก็บไว้เถอะค่ะ”
       อารุมหน้าจ๋อย
       “มันไม่สวยเลยเหรอ”
       “มันก็...สวยแปลกๆ” วิศนีอมยิ้ม “ฉันว่าหาที่แขวนดีกว่า”
       วิศนีดึงโมบายเยินๆ ของอารุมมา แล้วเดินหามุมแขวน แต่อยู่สูงเกินไปเลยเอื้อมมือไปถึง อารุมเดินตามมาช่วยเอาไปแขวนให้ แล้วมองชื่นชม
       “มองมุมนี้ก็สวยดีนะคุณ”
       วิศนีหมั่นไส้
       “ค่า คุณเก่ง คุณมีฝีมือ โอเคไหม”
       วิศนีค้อน แล้วจะเดินไป แต่อารุมดึงมือไว้
       “เดี๋ยวก่อน...ผมมีอะไรจะให้คุณด้วย”
       วิศนีหยุดยืนหันมามองแปลกใจ อารุมค่อยๆ เอามืออีกข้างที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา เห็นว่าเป็นเปลือกหอยหลายชนิดร้อยด้วยเส้นเอ็นที่ทำโมบายล์ แต่ขดเป็นวงกลมเหมือมงกุฎเล็กๆ ดูน่ารัก
       “คุณทำให้ฉันเหรอ”
       อารุมข่มความเขิน
       “พอดีผมเห็นมันเหลือเยอะ ก็เลยเอามาทำอะไรเล่นๆ”
       วิศนีมองหน้าเขารู้ว่าเขาเองก็เก้อๆ เพราะไม่ชินกับการพยายามเอาใจใส่
       “แต่ถ้าคุณไม่ชอบก็...”
       อารุมจะชักมือกลับ แต่วิศนีรีบดึงไว้
       “ชอบค่ะ ฉันชอบ”
       วิศนียิ้มให้ แล้วหยิบมาพลิกดูอย่างพอใจ อารุมค่อยๆ ยิ้มออก แล้วดึงมาจากมือหญิงสาวอีกครั้งแล้วบรรจงสวมลงบนหัวของเธอแล้วมองตากันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ชายหนุ่มมองหญิงสาวอย่างเผลอใจ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เหมือนจะจูบ แต่เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาดังขึ้น ทั้งสองเลยสะดุ้ง สติกลับคืน
       “คุณหิวหรือยังคะ”
       อารุมเก้อเขิน
       “ก็...นิดหน่อย”
       “วันนี้ฉายกับเพ็ญไปช่วยงานบวชญาติ คงไม่มีใครอยู่ที่บ้านโน้น”
       อารุมนิ่งคิด
       “งั้นเราทำกินกันเองก็ได้นะ ไปตลาดกัน”
       อารุมดึงแขนวิศนีออกไป
       
       ที่ตลาดสดบรรยากาศดูคึกคัก คนเดินจับจ่ายซื้อของไปมา อารุมเดินเข้ามาในตลาด แม่ค้าเห็นก็ร้องทัก
       “อ้าว หายดีแล้วเหรอจ๊ะพ่ออารุม”
       “ครับป้า”
       แม่ค้ายิ้มแย้มแจ่มใสให้อารุม แล้วชะงักเมื่อเห็นวิศนีเดินตามเข้ามา ก่อนจะชักสีหน้าไม่ชอบหน้าใส่ เพราะยังติดใจเรื่องที่จันทร์นินทาให้ฟัง วิศนีมองแม่ค้ารอบๆ สีหน้าเจื่อนๆ ทุกคนก็มองด้วยสายตาเคลือบแคลง
       “อุ๊ย นึกว่ามาคนเดียว ดันพาคนบาปมาด้วย”
       วิศนีชะงัก หน้าเจื่อน อารุมสังเกตท่าทีพวกแม่ค้ารอบๆ ก็เริ่มเข้าใจ
       “ฉันไปรอที่รถดีกว่า”
       วิศนีจะเดินออกไป อารุมเอื้อมมือจับของเธอกระชับไว้แน่น วิศนีชะงัก มองหน้าเขา อารุมยิ้มให้กำลังใจ
       “เลือกด้วยกันสิ ผมไม่รู้ว่าคุณอยากกินอะไร”
       อารุมดึงเธอเข้ามาใกล้ แล้วจูงไปดูแผงขายผัก พวกแม่ค้ามองอย่างสนใจ กระซิบกระซาบกัน
       “ซื้อของหน่อยนะครับป้า”
       แม่ค้ามองอารุมอึ้งๆ แล้วก็ฝืนยิ้มเชื้อเชิญ แต่สายตายังจับสังเกตท่าทีของทั้งสองที่ช่วยกันเลือกผักสดบนแผง พวกแม่ค้ามองแล้วนินทากัน...อารุมจูงแขนวิศนีไปเลือกซื้อของทะเล หยิบกุ้งหอยปูปลามาหยอกล้อกันน่ารักๆ วิศนีเริ่มสบายใจขึ้นเมื่อมีเขาอยู่เคียงข้าง ค่อยๆ หายเกร็ง เดินเลือกซื้อของสบายใจขึ้น วิศนีแกล้งลากอารุมไปดูกะปิ ตักขึ้นมาจะให้ดม อารุมเบ้หน้า ผลักหนีแบบกลัวๆ วิศนีหัวเราะขำ...อารุมกับวิศนีหิ้วของออกมาจากตลาดหลายอย่าง กำลังจะกลับ ระหว่างเดินผ่านรถเข็นขนมครก วิศนีหยุดมองอยากกิน แล้วหันไปมองหน้าอ้อน อารุมควักเหรียญให้ไปซื้อ
       
       วิศนีเข้าไปเลือกชี้ขนมครกหน้าต่างๆ จากแม่ค้าอย่างตื่นเต้น เพราะไม่ได้กินมานาน อารุมยิ้มเอ็นดูระหว่างยืนรอ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 23 พ.ย. 55 22:37:50
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน