อุบัติเหตุ ตอนที่ 13

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 13

อุบัติเหตุ ตอนที่ 13

 อารุมกับวิศนีเอาของที่ซื้อจากตลาดมาไว้ในครัว อารุมเดินไปเปิดตู้หยิบจับทุกอย่างด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

       
       “คุณกินไปก่อนนะ เดี๋ยวผมทำกับข้าวให้”
       “คุณจะโชว์ฝีมือจริงๆ เหรอคะ”
       “จริง”
       “ให้ฉันเป็นลูกมือไหม”
       วิศนีเดินตามไปช่วยหยิบ
       “ไม่ต้อง คุณเหนื่อยเฝ้าผมตั้งหลายวัน ถึงเวลาผมเหนื่อยทำกับข้าวให้คุณมั่ง”
       “แต่ฉัน...”
       วิศนียังพูดไม่จบ อารุมก็หันไปหยิบขนมครกในกล่องมาป้อนใส่ปากวิศนีไม่ให้พูดต่อ
       “กินขนมรอไปก่อน”
       อารุมพูดแล้วหันไปเตรียมของทำกับข้าวต่อ วิศนีเคี้ยวขนมครก แล้วแอบชะโงกมองอย่างอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร
       
       เดชชาติจัดขนมใส่รถเข็นของพิม เตรียมจะออกไปขาย แล้วตะโกนเข้าไปในบ้าน
       “แม่ ฉันไปจองที่ที่ตลาดก่อนนะ”
       เดชชาติเข็นรถคล่องแคล่วเตรียมออกปากซอย มีรถหรูของโรงแรมแล่นตามมาด้านหลัง บีบแตรใส่รัวเร็ว เดชชาติตกใจ พยายามเข็นหลบ แต่เสียงแตรยังไม่หยุด
       “อะไรของมันวะ ก็แซงไปสิโว้ย”
       เดชชาติจะหันมาด่า รถแล่นมาเทียบ วิโรจน์ใส่แว่นดำเปิดกระจกหลังลงมา
       “มีขนมอะไรอร่อยบ้างน้อง”
       เดชชาติมองวิโรจน์ที่ใส่แว่นชะงักคุ้นๆ แต่ยังจำไม่ได้ จนวิโรจน์ถอดแว่นออก เดชชาติดีใจ
       “เฮ้ย ไอ้โรจน์ !”
       วิโรจน์ยิ้มกว้าง ดีใจที่ได้เจอเพื่อน วิโรจน์เป็นเพื่อนสมัยเด็กของอารุมกับเดชชาติ เป็นสามเพื่อนซี้ที่โตมาด้วยกัน แต่วิโรจน์ฐานะดีและมีโอกาสดีกว่าเลยได้ไปเรียนต่อ และทำงานที่ต่างประเทศ
       
       เดชชาติเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟวิโรจน์อย่างรู้ใจ
       “โอเลี้ยงเข้มๆ ของแก เป็นไงวะ อยู่เมืองนอกกินแต่เอสเปรซโซ่ ได้กลับมากินของแบบนี้ ชอบมะ”
       “ชื่นใจ” วิโรจน์มองไปรอบๆ “ไม่ได้มาแถวนี้ซะนาน เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”
       “ก็แหงสิ ตั้งแต่แกย้ายไปอเมริกาทั้งบ้าน แถวนี้ก็เจริญขึ้นพรวดๆ”
       “ไอ้บ้า”
       วิโรจน์หัวเราะ เดชชาติหัวเราะตาม แล้วมองเพื่อนอย่างดีใจ
       “ฉันดีใจจริงๆ ที่เจอแก นี่พักที่ไหนวะ มานอนบ้านฉันไหม”
       “อยากเหมือนกัน แต่คืนนี้ก็ต้องขึ้นเครื่องกลับแล้วว่ะ มาทำงานน่ะ”
       “เฮ้ย อะไรวะ กลับไทยทั้งที่มีเวลาให้เพื่อนแค่เนี้ย แล้วทำไมแกไม่บอกล่วงหน้าว่าจะกลับ ฉันจะได้นัดไอ้อารุม...”
       เดชาตินึกได้ว่าอารุมไม่อยู่ ชะงักไป วิโรจน์เห็นเดชชาติหน้าเจื่อนๆ ไปเมื่อนึกถึงอารุม ก็พลอยขรึมไปด้วย
       “ที่จริงฉันแวะมาหาแกวันนี้ ก็จะมาบอกเรื่องอารุมนี่แหละ”
       เดชชาติมองเพื่อนอย่างประหลาดใจ
       
       องอาจกับน้องๆ ช่วยกันขายของให้ลูกค้าที่เดินซื้อของ นีรนุชเดินเข้ามา
       “อ้าว พี่ชาติไปไหนล่ะอาจ ไหนบอกจะมาตลาด”
       องอาจบุ้ยใบ้ไป
       “แอบอู้ไปนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ที่ร้านเฮียโน่นแน่ะพี่นุช”
       “เพื่อนเหรอ” นีรนุช ยิ้มมีหวัง “พี่อารุม”
       นีรนุชรีบเดินออกไป
       
       เดชชาติกับวิโรจน์นั่งคุยกัน สีหน้าขรึมเมื่อพูดถึงปัญหาของอารุม
       “แกไม่รู้จริงๆ เหรอว่ามันไปอยู่ที่บ้านฉัน”
       “มันไม่บอกใครเลย”
       “หลังจากเกิดเรื่องมันโทรมาปรึกษา แล้วก็ออกปากขอยืมบ้านที่โน่น ฉันก็ว่าดี เพราะสภาพจิตใจมันกำลังแย่ หนีไปอยู่สงบๆ สักพักก็น่าจะดีขึ้น”
       เดชชาติพยักหน้าเห็นด้วย
       “แล้วแกรู้หรือเปล่าว่ามันไม่ได้ไปคนเดียว”
       คราวนี้เดชชาติชะงักมองหน้าวิโรจน์ สังหรณ์อะไรบางอย่าง
       “หมายความว่าไง”
       วิโรจน์ทำหน้าลังเล ก่อนจะยอมบอก
       “คุณวิศนีก็อยู่ที่นั่นด้วย”
       เดชชาติช็อก แม้จะแอบคิดอยู่แล้ว
       “แกแน่ใจนะ”
       “ฉันไปเจอคุณวิศนีมาด้วยตัวเอง”
       “แล้ว...คุณวิศนีเป็นยังไงบ้าง”
       “ก็สบายดี...มันเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นมากมายเลยว่ะชาติ แกก็คงมองออกอยู่แล้วมั้ง เพราะแกอยู่ใกล้ตัวกว่าฉัน”
       เดชชาติหน้าสลด นึกถึงความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งแค้นของอารุมกับวิศนี แล้วพยักหน้าซึมๆ
       “เพื่อนเราก็ยังเหมือนเดิม ตีกรอบให้ตัวเองคิดว่าสีขาวคือดี สีดำคือเลว ถูกต้องเป็นถูก ผิดก็ต้องเป็นผิด ไม่ยอมรับความจริงว่าหัวใจมนุษย์มันละเอียดอ่อนกว่านั้น”
       เดชชาติถอนใจ
       “อารุมมันคงโกรธคุณวิศนีน่าดู”
       “ใจมันน่ะรักเขา แต่มันกลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเลว เลยต้องต่อต้านความรู้สึกแบบนั้น คุณวิศนีก็เลยลำบากหน่อย”
       เดชชาติกังวลใจ
       “ลำบากแค่ไหน”
       วิโรจน์มองหน้าเดชชาติ เห็นความกังวลในแววตาของเพื่อน
       
       “แกจะไปแวะไปหาก็ได้นะ อารุมมันคงไม่ว่าอะไรแล้วมั้ง”

 จังหวะนั้น นีรนุชโผล่หน้าเข้ามาทันประโยคสุดท้ายพอดี พอได้ยินชื่ออารุมก็ถามอย่างลืมตัว

       
       “พี่อารุม ! เกิดอะไรขึ้นกับพี่อารุมเหรอคะ”
       เดชชาติกับวิโรจน์ตกใจ หันมา นีรนุชรีบพุ่งเข้ามาหาเดชชาติ
       “นุช !”
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างอึดอัดใจ แล้วส่งสายตากำชับไม่ให้วิโรจน์พูดอะไรอีก
       “เอ่อ นี่นุช น้องสาวของนน” เดชชาติหันไปหานีรนุช “วิโรจน์เป็นเพื่อนพี่”
       “แล้วตกลงพี่อารุมเป็นอะไรคะ เขาอยู่ที่ไหน”
       นีรนุชมองเดชชาติกับวิโรจน์อย่างคาดคั้น พอวิโรจน์รู้ว่านีรนุชเป็นน้องนนทลีก็รู้ว่าไม่ควรพูดมาก เขามองนาฬิกา
       “ฉันต้องกลับแล้วล่ะ เดี๋ยวจะไปสนามบินไม่ทัน แล้วเจอกันใหม่เว้ย” วิโรจน์ตบไหล่เดชชาติ “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณนุช”
       วิโรจน์ฝืนยิ้มให้นีรนุชเป็นการส่งท้ายแล้วลุกออกไป เดชชาติมองตาม ในขณะที่นีรนุชดูสับสน
       
       อารุมจัดโต๊ะริมทะเล บรรยากาศดีๆ วิศนีนั่งมองอาหารบนโต๊ะอย่างสนใจ
       “ทานเลยสิคุณ เดี๋ยวเย็นหมด”
       วิศนีทำท่าจะตักแล้วชะงัก
       “ฉันทานได้ทุกอย่างนะคะ ไม่แพ้อะไร”
       อารุมงง
       “แล้วไง”
       วิศนีทำหน้าเจ้าเล่ห์
       “ก็บอกไว้ก่อน ถ้าคิดจะแก้เผ็ดที่ฉันทำให้คุณป่วยคราวนั้นล่ะก็ ไม่สำเร็จหรอก”
       อารุมส่ายหน้าระอา
       “ขี้ระแวง”
       อารุมตักอาหารใส่จาน วิศนีตักขึ้นชิม อารุมยิ้มแย้มถาม
       “อร่อยไหม”
       วิศนีแกล้งทำหน้าเครียด วางช้อน อารุมหน้าเสีย
       “คุณอย่าไปทำประมงเลยค่ะ เป็นพ่อครัวดีกว่า อร่อยขนาดนี้ขายดีแน่”
       อารุมค่อยยิ้มออกมาได้
       “พูดได้ดี”
       อารุมตักปูม้านึ่งตัวใหญ่ใส่จานให้ วิศนีดีใจ พยายามจะแกะปู แต่เก้ๆ กังๆ แกะไม่ออกสักที อารุมกินของตัวเองแล้วมองเห็นเธอยังแกะปูไม่ได้ เลยเอื้อมมือไปช่วย
       “ไม่ต้องค่ะ ฉันทำได้”
       วิศนีเอามือง้างกระดองปูออกอย่างแรง จนมันปูกระเด็นไปติดแก้ม
       “อุ๊ย !”
       อารุมมองแล้วหัวเราะร่วนชอบใจ วิศนีค้อน แล้วเอานิ้วแตะมันปูที่แก้มมากิน อารุมส่ายหน้า แล้วหยิบปูอีกตัวมากินบ้าง แต่พอแกะออกมา มันปูก็กระเด็นโดนหน้าตัวเองเหมือนกัน วิศนีเลยหัวเราะบ้าง แต่พอเห็นอารุมแกล้งทำตาดุใส่ ก็รีบก้มหน้าลงแกะปูต่อ อารุมมองขำๆ แล้วเอามือป้ายมันปูที่แก้มใส่ปาก
       
       เ
       ดชชาติเดินเครียดๆ ออกมาจากร้านกาแฟ นีรนุชเดินตาม
       “พี่ชาติ ตกลงมีอะไรกัน เจอพี่อารุมแล้วเหรอ”
       เดชชาติหยุดเดิน พยายามปรับสีหน้า ทำไก๋
       “ฮะ ใครเจอ พี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       “ก็เมื่อกี้นุชได้ยินพี่คุยกัน” นีรนุช คาดคั้น “นุชได้ยินชื่อพี่อารุมนะ”
       เดชชาติหลุกหลิกหลบสายตา แล้วปั้นยิ้ม
       “หูฝาดหรือเปล่ายายบ๊อง ไอ้วิโรจน์มันอยากกินแกงส้มมะรุม ยังไม่ได้พูดถึงไอ้อารุมสักคำ ขี้หูน่ะแคะซะมั่ง”
       เดชชาติแกล้งเอามือสองข้างแยงหูหญิงสาว นีรนุชรีบปัดออกเพราะจั๊กจี้ เดชชาติทำเป็นขำแล้วเดินออกไป นีรนุชยังมองตามแบบมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด
       
       วิศนีกับอารุมเดินเล่นหลังมื้ออาหารอยู่ริมทะเล กินลมชมวิว
       “ฉันเพิ่งมีโอกาสได้ออกมาเดินเล่นริมหาดวันนี้เอง”
       “แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่มา”
       วิศนีจ๋อยๆไป
       “ฉันไม่กล้าค่ะ กลัวคุณหาว่าฉันออกมาเพ่นพ่าน”
       อารุมทอดสายตามองอย่างปรานี
       “คุณกลัวผมมากเลยเหรอ”
       “ฉันไม่อยากให้คุณโกรธ เดี๋ยวคุณจะมาไล่ฉันไปอีก”
       อารุมยิ้มน้อยๆ อย่างนึกเอ็นดู วิศนีเห็นสายตาก็เขิน เฉไฉหันไปมองบ้าน
       “บ้านคุณวิโรจน์สวยจังเลยนะคะ โชคดีมากเลยที่มีบ้านติดทะเลแบบนี้ ฉันอยากมีบ้างจัง”
       “คุณก็กลับไปขอเงินพ่อมาซื้อสิ”
       วิศนีหน้าเศร้าลงเมื่อนึกถึงพ่อ
       “ฉันบอกคุณแล้วนี่คะว่าฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไม่ว่าเงินทองหรือว่าครอบครัว”
       อารุมขรึมลงอย่างจำได้ว่าวิศนีทะเลาะกับพ่อมา แต่วิศนีเศร้าแป๊บเดียวก็รีบทำสดชื่น
       “ว่าแต่คุณกับคุณวิโรจน์รู้จักกันได้ยังไง”
       “ตอนเด็กๆ ผมกับเดชชาติเรียนห้องเดียวกับวิโรจน์ ก็เลยคบกันมาตลอด พ่อแม่วิโรจน์เอ็นดูพวกเราเพราะมีลูกชายคนเดียว เวลาครอบครัวมาพักผ่อนที่นี่ ก็มักจะชวนพวกผมมาด้วย แม้แต่ตอนที่วิโรจน์ไปเมืองนอกแล้ว บ้านหลังนี้ก็ยังต้อนรับพวกเรา”
       “คุณวิโรจน์ใจดีจัง เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักกันมากกว่านี้”
       “มันก็คงเสียดายมั้ง เพราะมันชอบคุณ”
       อารุมหลุดปาก วิศนีงง
       “ชอบฉันเหรอคะ”
       อารุมรู้ตัวว่าหลุดปากออกไปก็อึ้งๆ ไม่อยากให้รู้ว่าได้คุยกับวิโรจน์เรื่องของเธอตอนอยู่โรงพยาบาล
       “ทำไมอยู่ๆ คุณวิโรจน์ถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ”
       อารุมบ่ายเบี่ยง
       “ก็ไม่มีอะไร มันพูดถึงคุณ แล้วก็บอกว่าคุณนิสัยดี ฉายกับเพ็ญก็ชอบคุณ”
       “คุณคุยอะไรกัน ทำไมถึงต้องพูดถึงฉันด้วย”
       อารุมหน้าแดง หลบสายตา วิศนีเห็นอาการแปลกๆของเขา ก็ขยับตัวไปดักหน้า จ้อง
       “ว่าไงคะ คุยอะไรกันเหรอ”
       “ไม่มีอะไรหรอกน่า”
       อารุมเดินหนีไป วิศนีตามไปดึงแขนไว้ มองคาดคั้น
       “ฉันไม่เชื่อ”
       อารุมหันมา วิศนียื้อแขนไม่ให้ไป เขารู้ว่าเธอไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ แต่ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์
       “คุณรู้ไหม น้ำทะเลทำให้แผลหายเร็วขึ้น”
       “แล้วไงคะ”
       “คุณก็ลงไปเล่นน้ำสิ”
       อารุมลากวิศนีที่ยังไม่ปล่อยมือลุยลงไปที่หาด วิศนีตั้งหลักไม่ทันก็เซตามไป แล้วล้มลงไปเปียกน้ำ
       “ว้าย คุณทำอะไรเนี่ย”
       อารุมหัวเราะชอบใจ เมื่อเห็นหญิงสาวก้นจ้ำเบ้าลงไปในน้ำ
       “ผมพูดจริงๆ นะ คนโบราณเขาบอก คุณแช่ทะเลไปก่อน แผลจะได้หาย”
       อารุมเดินไป
       “คุณอารุม !”
       
       วิศนีหน้างอ พยายามจะสาดน้ำไล่หลัง เพราะเซ็งที่เปียกไปทั้งตัว

  ฉายกับเพ็ญกลับจากงาน ถือถุงขนมของแห้งที่เจ้าภาพแจกจ่ายติดมือมาด้วย ทั้งสองกลับมาเห็นจันทร์นั่งจับเจ่าดูทีวีเซ็งๆ อยู่

       
       “วันนี้แกไม่ได้ออกไปเลยเหรอจันทร์”
       “ถ้าออกไปแล้วพี่จะเห็นไหมล่ะ”
       ฉายฉุนกึก
       “อ้าว นังคนนี้ ถามดีๆ ยังจะมาเหวี่ยง”
       จันทร์สะบัดหน้าไม่สนใจเพราะอารมณ์ไม่ดี เพ็ญรีบถาม
       “แล้วเมื่อเช้าเอาข้าวไปที่บ้านใหญ่หรือเปล่า”
       “ทิ้งไปหมดแล้ว เขาคงไม่หิวหันหรอก ป่านนี้คงกินกันเองจนอิ่มไปถึงชาติหน้าแล้วมั้ง”
       จันทร์กระแทกเสียงแล้วลุกหนีไป ฉายกับเพ็ญมองหน้ากันงงๆ ยังไม่เข้าใจ
       
       อารุมยืนมองวิศนีเล่นน้ำอยู่ที่หน้าต่าง เห็นเธอเพลิดเพลิน แสงอาทิตย์ใกล้ๆ จะตกสะท้อนบนผิวน้ำระยิบระยับ อารุมมองดูภาพที่สวยงามของวิศนี เขาอดใจไม่ไหว หยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาเปิด เตรียมจะถ่ายรูป แต่พอเปิดเครื่องก็เห็นว่ากุสุมาพยายามโทรหาเกือบร้อยครั้ง ชายหนุ่มมองอย่างเครียดๆ แต่ไม่สนใจกดลบทิ้งไป แล้วเปิดโหมดกล้องถ่ายรูปขึ้นมา แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่เห็นวิศนีเล่นน้ำอยู่ตรงนั้นแล้ว อารุมแปลกใจ
       
       อารุมเดินออกมาที่ชายหาดมองหาวิศนี แต่ไม่เห็นใครเล่นน้ำอยู่แม้แต่คนเดียว ความกังวลวูบขึ้นมา
       “วิศนี”
       อารุมกลัวว่าเธอจะจมน้ำ รีบเดินไปตามชายหาด ร้องเรียก
       “วิศนี !”
       อารุมเดินไปเรื่อยๆ พยายามมองหาไปตลอดทาง พอไม่เจอก็เริ่มลุยน้ำลงไปครึ่งเข่า ใจคอไม่ดีป้องปากตะโกน
       “วิศนี คุณอยู่ไหน !”
       วิศนีค่อยๆ ย่องมาเงียบๆ ทางด้านหลัง พอถึงตัวเขาเธอก็โถมผลักเต็มแรง
       “เฮ้ย !”
       อารุมหันมามอง แต่ก็เสียหลักล้มตูมลงไปในน้ำ วิศนีหัวเราะลั่น
       “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง”
       “ก็คุณทำฉันก่อน...คุณแกล้งฉันทีเผลอ ฉันก็เอาบ้าง”
       “แต่ผมยังไม่พร้อม”
       อารุมควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าอย่างเซ็งๆ เห็นว่าเปียกน้ำไปแล้ว วิศนีหน้าเสีย
       “อ้าว ฉันไม่รู้นี่คะ”
       อารุมมองเซ็งๆ แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไป วิศนีมองจ๋อยๆ แต่แล้วเขากลับเดินเอาโทรศัพท์ไปวางไว้ที่แห้งๆ แล้ววิ่งกลับมาหาวิศนีอย่างรวดเร็ว วิศนีตั้งตัวไม่ทัน ในที่สุดก็ถูกเขารวบตัวอุ้มขึ้นไปแล้วลุยลงไปในทะเลอีกครั้ง
       “อารุม คุณจะอะไร ฉันขอโทษ อย่า !”
       อารุมพูดจบก็โยนเธอลงไปในน้ำดังตูม วิศนีโผล่พรวดขึ้นมา เอามือลูบหน้า โวยวายลั่น
       “ฉันแสบตา”
       อารุมยิ้มไม่รู้ไม่ชี้ วิศนีเลยกระโจนผลักเขาหงายหลังลงน้ำไปบ้าง ทั้งสองคนเริ่มวักน้ำใส่กันเหมือนเด็กๆ แกล้งกันไปใกล้ชิดกัน อารุมผ่อนคลาย มีความสุขขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งคู่เล่นน้ำอยู่ใต้พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
       
       ค่ำนั้น...กุสุมานั่งจับเจ่าอยู่ที่โทรศัพท์ในห้องรับแขก มือก็พยายามกดโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ป้าเดินเข้ามามอง
       “นั่งเฝ้าโทรศัพท์มาเป็นอาทิตย์แล้วนะสุเอ๊ย ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่นบ้าง”
       “สุบอกแล้วไงว่าสุกลัวอารุมโทรมา”
       “โอ๊ย นี่ยังคิดถึงมันอีกเหรอ ถ้าแฟนแกหายไปนานขนาดนี้ มันคงไม่กลับมาแล้วล่ะ”
       กุสุมาตาเขียว
       “ป้า !”
       “เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า ผู้ชายดีๆ มันยังไม่หมดโลกหรอกสุ พอแกได้งานใหม่ก็อาจจะเจอคนดีๆ ที่นั่น”
       ป้าขยับเข้ามาจะลูบหัวปลอบเพราะความเวทนา แต่กุสุมาลุกพรวด ตวาดอย่างไม่ยอมรับ
       “ไม่ ! ดีแค่ไหนสุก็ไม่เอา สุจะรออารุมคนเดียว เข้าใจไหมป้า”
       กุสุมาลุกเดินหนีขึ้นห้องอย่างหัวเสีย ป้ามองกลุ้มๆ
       
       อารุมแกะโทรศัพท์เอาซิมออกมาเช็ด แล้วใช้ผ้าเช็ดส่วนอื่นๆ ที่เปียกชื้น วิศนีชะโงกหน้ามอง ตัวเปียกกันอยู่ทั้งคู่
       “พังเลยเหรอคะ”
       “เปียกขนาดนี้จะเหลือเหรอ”
       อารุมมองวิศนีเคืองๆ วิศนีหน้าเจื่อนไป
       “นี่เป็นโทรศัพท์ผมเครื่องที่สองแล้วนะที่คุณทำพัง”
       “ฉันขอโทษ”
       “ตอนนั้นคุณมีเงินใช้ผม แต่ตอนนี้คุณไม่มี จะชดใช้ผมยังไง”
       อารุมแกล้งทำหน้าตาเอาเรื่อง วิศนีเห็นท่าทางของเขาก็แหยๆ
       “ฉันจะทำงานบ้านให้คุณ”
       “ไม่พอ”
       “ฉันจะทำกับข้าว ชงกาแฟทุกเช้า ฉันจะล้างรถให้คุณด้วย”
       อารุมทำหน้าคิด
       “ไม่เอาดีกว่า ผมว่าคุณต้องทำทุกอย่างที่ผมสั่ง แค่นั้นก็พอแล้ว”
       “ก็ได้”
       วิศนีค้อนแล้วทำท่าจะเดินไป อารุมดึงไว้
       “จะไปไหน”
       “อาบน้ำ”
       “ผมอาบก่อน”
       “แต่ฉันตัวเหนียวผมเหนียวไปหมดแล้ว ขออาบก่อนนะคะ”
       วิศนีจะไปอีก อารุมแกล้งขยี้ผม
       “ยังเหนียวไม่พอ”
       วิศนีอ้าปากจะเถียง แต่อารุมยกมือห้ามไว้
       “อย่าลืมกฎข้อเมื่อกี้ คุณต้องทำทุกอย่างที่ผมสั่ง”
       
       อารุมทำหน้ากวนๆ ใส่ แล้วเดินออกไป วิศนีหมั่นไส้ แลบลิ้นไล่หลัง

เดชชาตินอนก่ายหน้าผาก นึกถึงเรื่องที่คุยกับวิโรจน์เมื่อกลางวัน

       
       ‘อารุมมันคงโกรธคุณวิศนีน่าดู’
       ‘ใจมันน่ะรักเขา แต่มันกลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเลว เลยต้องต่อต้านความรู้สึกแบบนั้น คุณวิศนีก็เลยลำบากหน่อย’
       เดชชาติยิ่งกระสับกระส่ายเพราะเป็นห่วงวิศนี จนนอนไม่หลับ เลยลุกขึ้นนั่งตาสว่าง แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ คว้าโทรศัพท์มาถือไว้ คำพูดของอำนวยดังก้องในหัว
       “ผมไม่รู้จริงๆ ว่ายายหนูจะไปอยู่ที่ไหนได้ ถ้าคุณทราบ ช่วยบอกผมด้วยก็แล้วกันนะ”
       เดชชาติไล่รายชื่ออำนวยในโทรศัพท์กำลังจะกด แต่แล้วก็ชะงักลังเลใจ ครุ่นคิด ใจของเขาคิดว่าไปดูให้แน่ใจก่อนว่าวิศนีอยู่ที่นั่นจริงๆ
       
       วิศนีอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เอาเสื้อผ้าที่เปียกจากเมื่อกลางคืนมาตากลมที่ราวหน้าระเบียง ระหว่างที่สะบัดผ้าก็ล้วงไปเจอมงกุฎเปลือกหอยที่ม้วนไว้ในกระเป๋าเสื้อ เธอหยิบมงกุฎนั้นขึ้นมาดูแล้วยิ้มกับตัวเอง หญิงสาวนึกถึงตอนที่เขาสวมมงกุฎให้เธอ วิศนีมองอยู่เพลินๆ ทันใดนั้นจันทร์ก็พุ่งเข้ามากระชากไป วิศนีตกใจ
       “จันทร์ !"
       “พี่อารุมทำให้ล่ะสิ”
       จันทร์มองอย่างริษยา อยากจะฉีกทิ้งคามือ แต่ข่มใจไว้ ยิ้มเยาะ
       “ของกะโหลกกะลาแบบนี้ ยังเก็บมาชื่นชมได้อีกนะ คงคิดว่าพี่อารุมให้ด้วยความพิศวาสสิท่า”
       วิศนีไม่อยากต่อปากต่อคำ
       “เอาคืนมา !”
       “น่าสมเพช แค่ทำดีด้วยนิดหน่อยก็คงคิดว่าพี่อารุมพร้อมจะลืมทุกอย่างแล้วก็ยกโทษให้เธอสินะ แต่ฉันว่าเขาตอบแทนเธอที่อุตส่าห์ไปนั่งหลังขดหลังแข็งเฝ้าเขาเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรอย่างอื่นหรอก”
       “มันไม่ใช่เรื่องของเธอ”
       “ถ้าเธอคิดว่าความผิดจากการฆ่าคนตายมันลบล้างง่ายๆ เธอก็คิดผิดแล้ว พี่อารุมไม่มีวันลืมว่าเธอทำอะไรไว้กับคนรักของเขา ไม่มีวัน”
       จันทร์ปามงกุฎลงพื้นแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป วิศนีรีบก้มลงเก็บขึ้นมาปัดๆ อย่างทนุถนอม แต่สีหน้าก็เศร้าลง แอบคล้อยตามจันทร์นิดๆ ว่าอารุมอาจจะยังไม่ได้ให้อภัยเธอสำหรับทุกอย่าง
       
       อำนวยเปิดกล่องกระดาษเล็กๆ ภายในบรรจุโปสการ์ดสวยๆ หลายๆ ใบขึ้นมา เขาหยิบโปสการ์ดใบหนึ่ง เป็นภาพการ์ตูนน่ารักๆ มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าส่งมาจากอังกฤษ
       “พ่อคะ หนูมาถึงลอนดอนแล้ว ที่นี่หนาวมากเลยค่ะ แล้วก็เหงามากๆ ด้วย เมื่อไรพ่อจะมาเยี่ยมหนูล่ะคะ หนูคิดถึงพ่อนะ”
       อำนวยมองจดหมายนั้นแล้วก็ยิ้มเศร้าๆ กับตัวเอง เพราะแทบไม่เคยไปเยี่ยมวิศนีเลย เขาหยิบรูปถ่ายของวิศนี ที่ถ่ายที่ต่างประเทศขึ้นมาดู แล้วพลิกดูด้านหลัง
       “หนูส่งจดหมายไปหาพ่อตั้งหลายฉบับ แต่พ่อไม่ตอบ หนูเลยส่งรูปนี้มาให้พ่อดูว่าหนูยังมีชีวิตอยู่นะคะ เผื่อพ่อจะลืมไปว่ายังมีลูกคนนี้อยู่”
       อำนวยหน้าเศร้าลงด้วยความรู้สึกผิด หยิบซองจดหมายที่อยู่ก้นซองขึ้นมา พอเทออกมาก็เห็นเช็คเงินสดถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับจดหมายโน้ตสั้นๆ
       “หนูได้รับเงินพิเศษที่พ่อส่งมาให้ไปเที่ยวฉลองปิดเทอมแล้วนะคะ แต่หนูไม่ต้องการ หนูต้องการตั๋วกลับบ้าน”
       อำนวยปวดร้าว พับจดหมายลงใน กรแก้วเปิดประตูเข้ามาเห็นอำนวยนั่งเครียด ก็เดินเข้ามาหา
       “ยังไม่นอนอีกเหรอคะ ดูอะไรอยู่”
       “ผมเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนี้เองว่าผมเป็นคนสร้างปัญหาทุกอย่างกับลูก ผมทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่แกมาตลอด จนทำให้เยื่อใยของเราพ่อลูกขาดสะบั้นลง”
       กรแก้วกอดอำนวยไว้อย่างเห็นใจ อำนวยซบหน้าอย่างกลัดกลุ้ม
       “ถ้าแกกลับมา ผมจะเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ให้ได้ แต่ผมจะมีโอกาสนั้นอีกไหมคุณกร...ผมจะมีไหม”
       อำนวยสะอื้นตัวโยนในอ้อมกอดกรแก้ว กรแก้วได้แต่ลูบหลังอย่างเข้าใจ แต่ก็ตอบคำถามของเขาไม่ได้เหมือนกัน
       
       เดชชาติเดินเข้ามาในสถานีขนส่ง มองหาป้ายซื้อตั๋วรถแล้วเดินหาเลขรถที่จอดอยู่ ก่อนจะขึ้นไป บรรยากาศคนจ้อกแจ้กจอแจ เดชชาติขึ้นมาบนรถ แล้วเลือกที่นั่งริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ คุยมือถือไปด้วย
       “ผมอยู่บนรถแล้วแม่ ก็คงไปสัก 2-3 วันน่ะแล้วจะรีบกลับ ฝากแม่ดูนุชด้วยนะ”
       เดชชาติวางสาย แล้วนั่งเหม่อมออกไปนอกหน้าต่าง แล้วค่อยๆ หลับตาเตรียมจะหลับไปตลอดทาง ขณะเดียวกันนั้นมีคนเดินมาแล้วนั่งแปะลงที่เบาะข้างๆ เดชชาติเลยขยับให้ แต่ก็ไม่ได้ลืมตามอง
       “ซาลาเปาร้อนๆ ไหมพี่ชาติ”
       เดชชาติหลับตา จะนอน
       “ไม่อะ ขอบใจ”
       เดชชาติรับคำทั้งหลับตา แล้วนึกได้ สะดุ้งสุดตัว ลืมตาทันที เห็นนีรนุชนั่งกินซาลาเปาอยู่ข้างๆ หน้าตาเฉยเมย
       “เฮ้ย!”
       เดชชาติร้องดังลั่นจนคนทั้งรถหันมามองเป็นตาเดียว ชายหนุ่มรีบลดเสียง
       “ยายนุช เธอมาได้ยังไงเนี่ย”
       นีรนุชกินไปด้วย พูดไปด้วย
       “แท็กซี่”
       “แล้วตามฉันมาทำไม”
       นีรนุชรู้ทัน
       “ก็พี่จะไปไหนล่ะ”
       เดชชาติอึ้ง ไม่กล้าบอก
       “ใจคอจะไปเที่ยวคนเดียวไม่ชวนน้องเนี่ยนะ”
       “ไม่ได้ไปเที่ยว พี่จะไป...”
       เดชชาติพยายามคิดหาข้ออ้าง นีรนุชสวนทันควัน
       “ไปหาพี่อารุม”
       “เปล่าซะหน่อย”
       เดชชาติทำตาหลุกหลิก
       “ไม่ต้องมาโกหก น้องๆ พี่เล่าให้นุชฟังหมดแล้วว่าพี่จะไปหาพี่อารุม”
       เดชชาติเอามือกุมหัว นึกโกรธเด็กๆ
       “ไอ้พวกปากรั่ว อย่าให้รู้นะว่าใคร”
       “แล้วพี่จะปิดนุชทำไม นุชก็อยากเจอพี่อารุมเหมือนกันนะ ไม่รู้ล่ะ นุชตามมาถึงนี่แล้ว อย่าไล่ซะให้ยาก”
       นีรนุชตัดบทอย่างดื้อดึงแล้วกินซาลาเปาต่อ แถมยังตื๊อยื่นให้เขาอีกอัน
       
       เดชชาติรู้ว่าหญิงสาวไม่ยอมไปแน่ ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่รับซาลาเปามากินอย่างเซ็งๆ

 รถที่เดชชาติกับนีรนุชนั่งค่อยๆ แล่นออกจากท่า เดชชาตินั่งกินซาลาเปาอย่างเซ็งๆ ไม่วายหันมามองนีรนุชที่ทำไม่รู้ไม่ชี้

       
       “นี่เธอไม่กลัวเจ้านายไล่ออกจากงานหรือไง”
       “นุชก็โทรไปลากิจเหมือนพี่ไง”
       เดชชาติส่ายหน้า ยุ่งยากใจ
       “แล้วเธอจะต้องเสียใจที่มากับพี่”
       “ทำไม น่าสนุกจะตาย นุชไม่เคยไปเที่ยวที่นั่นเลย ได้ข่าวว่าทะเลสวย นี่นุชเตรียมกล้องมาด้วยนะ”
       นีรนุชหยิบกล้องจากกระเป๋าออกมาอวด ท่าทางตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยว เดชชาติแอบมองกลุ้มๆ เพราะรู้ว่าถ้านีรนุชไปเจอวิศนี เป็นเรื่องแน่
       
       อารุมเดินออกมาที่ริมทะเล เห็นวิศนีนั่งอยู่ที่โขดหินกำลังมองพระอาทิตย์ก็เดินไปหา
       “คุณตื่นเช้าจังเลยนะวันนี้”
       วิศนีสะดุ้งหันมา แล้วยิ้มเขินๆ ให้
       “ฉันนึกถึงที่คุณบอกว่าตื่นมารับพลังจากดวงอาทิตย์ จะได้มีกำลังใจเริ่มชีวิตใหม่ ก็เลยอยากได้บ้าง...คุณคงไม่หวงนะคะ”
       อารุมถามทีเล่นทีจริง
       “คุณจะไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ไหน”
       วิศนีหน้าเจื่อนไป เหมือนจี้ใจดำที่ตัวเองไม่มีที่ไป
       “จะให้ฉันไปไหนล่ะคะ คุณก็รู้ว่าฉันไม่มีที่ไป”
       “งั้นผมจะพาคุณไปที่นึง”
       วิศนีมองหน้าอารุมอย่างแปลกใจ
       “ผมจะไปเตรียมของก่อน คุณจะเอาอะไรไปด้วยก็ไปเอามา”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป วิศนีมองตาม กังวล คิดว่าอารุมจะเอาตัวไปปล่อยทิ้ง
       
       อารุมหิ้วตะกร้าปิกนิกแบบปิดฝา สะพายกระเป๋าเป้ เดินดุ่มๆ ออกมาจากในบ้าน เห็นวิศนียืนรออยู่
       “อ้าว คุณไม่เอาอะไรไปเลยเหรอ”
       วิศนีส่ายหน้าเศร้า คิดว่าเขาจะพาไปทิ้ง
       “ไม่ล่ะค่ะ ฉันมาตัวเปล่า ฉันก็ควรไปตัวเปล่า”
       อารุมทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจความหมายแต่ไม่ได้สนใจอะไร เดินนำไปที่ริมหาด ฉายกำลังเตรียมเรืออยู่
       “เรือพร้อมแล้วครับ”
       “ขอบใจนะฉาย”
       ฉายรับของจากมืออารุมไปช่วยใส่เรือให้ แล้วยิ้มให้วิศนีก่อนจะเดินออกไป
       “เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
       “ไปเกาะ”
       อารุมพูดพลางลองติดเครื่องเรือ วิศนีหน้าเหวอ หันมาพึมพำกับตัวเอง
       “ไปเกาะ...ปล่อยเกาะเหรอ”
       อารุมมองวิศนีที่ยืนหันหลัง
       “ขึ้นมาสิคุณ”
       วิศนีหันมามองอารุมตื่นๆ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ จำต้องก้าวขึ้นเรือไปด้วย อารุมสตาร์ทเครื่อง แล้วนำเรือออกจากฝั่งไป โดยมีวิศนีแอบมองอย่างเศร้าๆ ใจเสีย...เรือแล่นออกทะเลสวยงาม อารุมสบายๆ แต่วิศนีเครียด
       
       เดชชาตินั่งเครียดอยู่บนรถที่แล่นไป เหลือบมองนีรนุชที่หลับอยู่
       “ทำไงดีวะเนี่ย ถ้ายายนุชตามไปถึงบ้านวิโรจน์ ต้องเจอคุณวิศนีแน่ๆ...สงสัยต้องล้มเลิกแผน”
       เดชชาติตัดสินใจทันควัน แกล้งร้องโอดโอยตัวงอ จนนีรนุชลืมตาขึ้นมา
       “โอย ปวดท้อง โอย”
       “เป็นอะไรพี่”
       “พี่ปวดท้องมากเลย อยากเข้าห้องน้ำ สงสัยจะท้องร่วง”
       นีรนุชกระซิบ
       “ห้องน้ำที่ไหนล่ะ”
       “ไม่ไหวแล้ว จะราดแล้ว”
       เดชชาติทำท่าทรมาน นีรนุชว้าวุ่นใจ รถจอดที่ห้องน้ำในปั๊ม เดชชาติแกล้งวิ่งจี๋ลงมาจากรถ นีรนุชตามลงมา แล้วยิ้มให้คนขับขอโทษขอโพย
       “ขอโทษด้วยนะคะ รอพี่หนูแป๊บนึงนะ”
       “เร็วๆ เลยน้อง เสียเวลาผู้โดยสาร”
       นีรนุชหันไปมองผู้โดยสารเต็มรถทำหน้าบึ้งก็ยิ่งเจื่อน มองไปทางห้องน้ำที่เดชชาติวิ่งไป...เดชชาติวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วหลบอยู่หลังกำแพง แอบชะโงกมองออกไปว่ามีใครตามมา
       “เอาวะ ยายนุชไม่รู้จักบ้านไอ้วิโรจน์ ยังไงก็ไปเองไม่ได้”
       เดชชาติกระหยิ่มแต่ยังไม่วายชะเง้อออกไปที่รถที่จอดรออยู่...นีรนุชยืนกระสับกระส่ายมองไปที่ห้องน้ำ เดชชาติไม่ออกมาซักที คนบนรถเริ่มหงุดหงิด
       “โอ๊ย นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอ ผมรีบ”
       “ฉันก็รีบเหมือนกัน”
       “เดี๋ยวนะคะ”
       นีรนุชพยายามไกล่เกลี่ย แต่ผู้โดยสารเริ่มบ่น คนขับพาลหงุดหงิดไปด้วย ลงมาเปิดประตูหลังหยิบกระเป๋าสองใบให้นีรนุช
       “ไม่ไหวแล้วล่ะน้อง พี่ก็ต้องรีบไป เอากระเป๋าน้องกับเพื่อนไป”
       “อ้าวพี่ แล้วหนูจะไปกันยังไงล่ะ”
       “ไม่รู้”
       “เดี๋ยวสิพี่ กลับมาก่อน”
       คนขับพูดจบก็ขึ้นรถขับไปเลย นีรนุชพยายามจะเรียกไว้ แต่รถแล่นหนีไปอย่างไม่สนใจ
       
       นีรนุชหิ้วกระเป๋าสองใบมายืนหน้าห้องน้ำเซ็งๆ
       “พี่ชาติ ลำไส้ทะลุหรือไง ป่านนี้ยังไม่เสร็จอีก”
       เดชชาติค่อยๆ โผล่หน้าออกมา
       “รถไปแล้วเหรอ”
       นีรนุชเซ็ง
       “ใครเขาจะมารอล่ะ”
       เดชชาติยิ้มออกมาแล้วแกล้งทำท่าสะใจ นีรนุชมอง
       “เป็นอะไร”
       เดชชาติ สะดุ้ง
       “เอ่อ เปล่า” เดชชาติรีบมาช่วยหิ้วกระเป๋า “พี่ว่าเรากลับกันเถอะนะ ท่าทางจะฤกษ์ไม่ดีแล้ว ไว้วันหลังค่อยมา”
       “ฮะ...นี่พี่จะกลับกรุงเทพเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ รถมันคงไม่จอดรับคนกลางทางหรอก เราต้องเรียกรถรับจ้างกลับไปท่ารถแล้วก็ตีรถกลับกรุงเทพ”
       “เรามาตั้งไกลแล้วนะพี่”
       “ช่างมันเถอะ อารุมมันไม่หนีไปไหนหรอก”
       เดชชาติแกล้งทำเซ็งๆ แล้วเดินออกไป นีรนุชมองตาม ยังเสียดายไม่หาย เลยโพล่งขึ้น
       “ไม่เอา นุชไม่ยอม นุชต้องไปเจอพี่อารุมให้ได้”
       
       นีรนุชเดินแซงเดชชาติไป เดชชาติเหวอๆ ที่นีรนุชจะไปให้ได้

   นีรนุชเดินเข้ามาในร้านข้าวแกงในปั๊มมีเดชชาติเดินตามมา

       
       “นุช เธอจะทำอะไร”
       นีรนุชไม่ตอบ เดินตรงไปหาเจ้าของร้านที่หลังเคาน์เตอร์
       “ป้าคะ แถวนี้จะมีรถทัวร์ไปภูเก็ตมาจอดไหมคะ”
       เดชชาติเอามือเกาหัวกลุ้มๆ เมื่อรู้ว่านีรนุชไม่ยอมแพ้
       “ปั๊มที่นี่มันเล็ก ไม่ค่อยมีรถใหญ่มาแวะหรอกหนู”
       “เห็นไหม พี่บอกแล้วว่าไม่มี”
       นีรนุชหันมาถลึงตาเป็นเชิงห้ามว่าอย่าเพิ่งขัด
       “แล้วมีรถอะไรให้หนูไปได้บ้างคะ หนูกับเพื่อนมีธุระด่วน”
       เจ้าของร้านส่ายหน้าอย่างเห็นใจ แต่จู่ๆ ชายหนุ่ม 2 คนที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ ก็ลุกขึ้น
       “พวกน้องจะไปภูเก็ตกันเหรอ พวกพี่จะไปเหมือนกัน”
       “ถ้าไม่รังเกียจ ติดรถพวกเราไปได้นะ”
       ชายสองคนยิ้มเป็นมิตรให้ นีรนุชดีใจ ไม่ทันคิดระแวงอะไร
       “ขอบคุณนะคะ” นีรนุชหันไปหาเดชชาติ “พี่ชาติ เราได้ไปแล้ว”
       เดชชาติทำหน้าอึ้งๆ ชายสองคนยังคงยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แล้วเดินนำไปที่รถกระบะแบบไม่มีหลังคา
       “นั่งกระบะกันไปได้ใช่ไหม”
       “สบายมากค่ะพี่”
       “งั้นขึ้นเลย จะรีบไป”
       “ขอบคุณนะคะ”
       นีรนุชโยนกระเป๋าขึ้นไปบนกระบะอย่างไม่รอ แล้วปีนทะมัดทะแมง เดชชาติรีบดึง
       “จะไปจริงเหรอ”
       “นุชจะไป ถ้าพี่ไม่ไปก็เอาที่อยู่มา นุชจะไปตามหาพี่อารุมเอง”
       นีรนุชแบมือ เดชชาติทำหน้ากลุ้มใจ แล้วจำต้องโยนกระเป๋าขึ้นรถ แล้วปีนตามขึ้นไป ชายสองคนเปิดประตูขึ้นไปนั่งตอนหน้า แล้วสบตากันอย่างมีเลศนัย ก่อนจะออกรถไป
       
       อารุมจอดรถที่ริมหาดสวยๆ แล้วลงมาก่อนจะเอื้อมมือส่งให้วิศนี หญิงสาวมองเขินๆ แต่ก็เอื้อมมือให้เขาจับ แล้วปีนลงมา แต่ทิ้งน้ำหนักเกินไปจนทำให้อารุมเสียหลักเกือบจะล้ม วิศนีรีบเอาอีกมือโอบเอวเขาไว้
       “อุ๊ย คุณ !”
       อารุมชะงักเมื่อรู้สึกว่ามือของเธออยู่ที่เอวเขา ทั้งสองมองหน้ากันอึ้งๆ ก่อนที่อารุมจะค่อยๆ ทรงตัวกลับมายืนได้ตามปกติ วิศนีรีบปล่อยมือออก ต่างฝ่ายต่างก้มหน้านิ่งเพราะยังเขินอยู่
       “คุณเนี่ยตัวหนักเหมือนกันนะ”
       วิศนีเหลือบมองอารุมทั้งงอนทั้งเขิน แล้วทำทีเป็นหันไปช่วยหยิบตะกร้าบนเรือ อารุมยกกระเป๋าใบใหญ่ตามมา ทั้งสองเดินขึ้นมาบนพื้นทราย วิศนีมองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นไม้ กับพื้นทรายโล่งๆ ไม่มีวี่แววของคน เธอถามเขาเศร้าๆ
       “คุณจะให้ฉันอยู่ที่ไหนเหรอคะ”
       อารุมมองไปรอบๆ หาทำเลปิกนิก
       “แถวนี้ก็โอเคนะ”
       วิศนีมองอารุม คิ้วขมวด งอนมากขึ้น
       “คุณจะให้ฉันอยู่กลางแจ้งแบบนี้เหรอ ไม่มีกระท่อมเหรอคะ หรือจะต้องให้ฉันปลูกเอง”
       อารุมงง
       “ปลูกทำไม”
       วิศนียิ่งโมโห เพราะคิดเองเออเองไปกันใหญ่
       “อ้าว ก็ถ้าเกิดว่าฝนหรือมีพายุ ฉันจะไปหลบอยู่ที่ไหน หรือฉันต้องไปอยู่ในถ้ำ”
       หญิงสาวยิ่งพูดยิ่งตาแดงจะร้องไห้ อารุมได้แต่อึ้งเพราะไม่เข้าใจ เลยไม่รู้จะพูดอะไร วิศนียิ่งน้อยใจ น้ำตาไหลออกมา
       “ถ้าคุณจะลงโทษฉันขนาดนั้น ก็กลับไปเลยก็ได้ค่ะ ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น แม้แต่ของกินในตะกร้านี้” วิศนียื่นตะกร้าคืน “อีกไม่กี่วันฉันก็คงตายแล้ว”
       วิศนีพูดจบก็วิ่งร้องไห้ไป อารุมงงเป็นไก่ตาแตก
       “วิศนี! วิศนี!”
       
       อารุมทิ้งกระเป๋ากับตะกร้าลงบนพื้นทรายแล้ววิ่งตามวิศนีไป

 วิศนีวิ่งมาหยุดยืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ อารุมเดินตามมา

       
       “วิศนี คุณเป็นอะไร”
       วิศนียิ่งสะอื้นหนักขึ้น แต่ก็หันมา
       “คุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันจะพยายามอยู่ให้ได้ ถ้าคุณต้องการให้ฉันอยู่ที่นี่”
       อารุมมองหน้า
       “ยังไงนะ...ผมไม่เข้าใจ”
       วิศนีน้อยใจ ระเบิดน้ำตา
       “ก็คุณจะเอาฉันมาปล่อยเกาะไม่ใช่เหรอ นี่มันบทลงโทษสุดท้ายของฉันใช่ไหม ฮือๆ”
       วิศนียืนร้องไห้ ปาดน้ำตาอย่างไม่อาย อารุมตกใจ
       “ใครบอกคุณว่าผมจะเอาคุณมาปล่อยเกาะ ผมพาคุณมาปิกนิก”
       วิศนีชะงัก หยุดร้องไห้ เงยหน้ามองเขาทั้งน้ำตา
       “อ...อะไรนะคะ”
       “ผมพาคุณมาเที่ยว เพราะเกาะนี้มันสวยดี”
       หญิงสาวเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง มองชายหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อ
       
       อารุมนั่งลงบนเสื่อ แล้วหยิบตะกร้ามาเปิดออก พร้อมหยิบของกินออกมาพลางมองวิศนีที่นั่งกอดเข่าก้มหน้า
       “คุณไปเอาความคิดบ๊องๆ ว่าผมจะปล่อยเกาะคุณมาจากไหน”
       “ก็พอฉันบอกว่าฉันไม่มีที่ไป คุณก็บอกว่าฉันจะพาฉันมาที่ๆ นึง”
       วิศนีสะอื้นเบาๆ อารุมฟังแล้วขำ พยายามกลั้นยิ้มไว้ วิศนีบ่นต่อ
       “แล้วเมื่อคืนจันทร์ก็บอกว่าคุณทำดีกับฉันก็เพราะอยากตอบแทนที่ฉันเฝ้าไข้คุณ ตอนนี้คุณหายดีแล้วฉันก็ไม่มีประโยชน์ ฉันก็เลยนึกว่าคุณจะไล่ฉัน”
       วิศนีพูดจบก็เกิดอารมณ์น้อยใจจนจะร้องไห้ขึ้นมาอีก อารุมกลั้นขำไม่อยู่ หลุดขำพรืดออกมาดังลั่น วิศนีหันมามอง
       “คุณหัวเราะทำไม จะเยาะเย้ยฉันเหรอ ฮือๆๆๆ”
       หญิงสาวเริ่มร้องไห้ออกมาอีกเพราะความน้อยใจ ชายหนุ่มยิ่งขำ
       “ไม่ได้เยาะเย้ย”
       วิศนียิ่งร้องไห้แข่ง อารุมเอาแฮมแปะขนมปังแล้วยื่นให้
       “อ้ะๆๆ ไม่เยาะเย้ยแล้ว กินนะๆๆ จะได้มีแรงร้องไห้ต่อ”
       เขาทำท่ากระเซ้าเย้าแหย่ เธอหันมามองงอนๆ แล้วรับขนมปังมากินทั้งน้ำตา แต่ก็ยังสะอึกสะอื้นเบาๆ อารุมนั่งทำแซนด์วิช แล้วมองอย่างขำๆปนเอ็นดู
       
       อารุมกินผลในจานที่วิศนีปอกให้
       “เป็นไงบ้าง ที่นี่อากาศดีไหม”
       “ก็ดีค่ะ ลมเย็น วิวก็สวย”
       อารุมแกล้งแซว
       “อยากอยู่ไหมล่ะ”
       หญิงสาวหน้างอน แกล้งดึงจานหนีไม่ให้เขากิน อารุมหัวเราะออกมาอีก
       “ฉันไม่โกรธคุณก็ได้ เพราะมันทำให้คุณหัวเราะเต็มเสียง”
       อารุมเหมือนรู้ตัว เลยเขินจนหยุดหัวเราะ
       “ผมง่วงจัง คุณผูกเปลให้หน่อยสิ”
       อารุมเปิดกระเป๋าหยิบเปลเชือกมาส่งให้
       “ได้ทีก็ใช้ใหญ่เลยนะ”
       “ลืมแล้วเหรอว่าเมื่อวานสัญญาอะไรไว้”
       อารุมเลิกคิ้วถามกวนๆ วิศนีทำหน้าหมั่นไส้แล้วรับเปลออกไปหามุมผูกเชือก โดยมีอารุมมองตามอย่างมีความสุข
       
       เดชชาติกับนีรนุชนอนหนุนกระเป๋าหลับอยู่ท้ายรถกะบะอย่างไม่รู้ตัว รถแล่นมาตามถนนสายหลัก ชายสองคนที่นั่งด้านหน้ารถ เหลือบมองผ่านกระจก เห็นเดชชาตินีรนุชยังไม่ตื่นก็มองหน้ากัน รถกระบะค่อยๆ เลี้ยวออกจากถนนใหญ่ วิ่งตามถนนลูกรัง ระหว่างที่รถแล่นไปตามถนนขรุขระ นีรนุชก็ถูกเขย่า จนรู้สึกตัวตื่นขึ้น เลยหันมาปลุกเดชชาติ
       “ถึงไหนแล้วอะพี่ชาติ”
       เดชชาติงัวเงียลุกขึ้นมองรอบๆ ไม่รู้เหมือนกัน เพราะรอบกายมีแต่ป่า รถแล่นไปตามทางลูกรังสักพักก็หยุดลง เดชชาติกับนีรนุชมองกันอย่างงงๆ จนกระทั่งเห็นชายทั้งสองลงมาจากรถ
       “พี่จอดทำไมล่ะครับ ยังไม่ถึงเลยนี่นา”
       “พวกเราไม่ไปแล้ว”
       นีรนุชหน้าเหวอ
       “อ้าว ก็ไหนบอกว่าจะไปไงคะ”
       “มีอย่างอื่นอยากทำมากกว่า...ท่าทางน้องจะมาจากกรุงเทพใช่ไหม” ชายคนนั้นแสดงตัวเป็นคนร้าย มองดุๆ แล้วควักมีดพกออกมา “มีของมีค่าอะไรติดตัว เอามาให้หมด”
       เดชชาติกับนีรนุชตกใจ หญิงสาวโผกอดเขาแน่น
       “นี่พวกแกมันเป็น....”
       ชายอีกคนจ้องหน้าขู่
       “เออ !เอากระเป๋าเงินกับนาฬิกาแกมา”
       เดชชาติทำท่าลังเล ชายคนนั้นเลยควักมีดออกมาบ้าง
       “หรืออยากจะเป็นผีเฝ้าป่าวะ”
       “พี่ชาติ !”
       นีรนุชกอดเดชชาติอย่างผวา เดชชาติยอมส่งกระเป๋าแล้วถอดนาฬิกาให้อย่างกลัวๆ ชายคนร้ายหันมาสั่งนีรนุช
       “ของแกด้วย !”
       นีรนุชมองกลัวๆ แล้วรีบส่งกระเป๋ากับเครื่องประดับให้ คนร้ายมองเห็นสร้อยที่คอ
       “ที่คอแกล่ะ !”
       นีรนุชรีบปิดคอ
       “ไม่ได้นะ นี่สร้อยของพี่สาวฉัน”
       “กูไม่สน !”
       คนร้ายตรงเข้าจะกระชากคอ นีรนุชกรีดร้องอยากตกใจพยายามปัดป้อง
       “นุช !”
       เดชชาติกระโจนเข้าช่วยนีรนุช แล้วเอาเท้าเตะหน้า คนร้ายคนนั้นหงายไป เพื่อนคนร้ายเห็นเพื่อนโดนทำร้ายก็กระโจนขึ้นมาบนรถ เตะต่อยกับเดชชาติ นีรนุชรีบถอยหนีอย่างตกใจ คนร้ายอีกคนตั้งหลักได้ก็พุ่งเข้ามาจับตัวนีรนุช
       “แกสองคนอยากตายใช่ไหม”
       “ว้าย ปล่อยฉัน !”
       นีรนุชพยายามขัดขืน คนร้ายเอามีดจ่อคอไว้แล้วพยายามปลดสร้อย
       “นุช !”
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างเป็นห่วง แต่สู้ติดพันกับคนร้ายอีกคนเลยต้องหันมาจัดการมันก่อน เสียงนีรนุชยังร้องกรี๊ดๆ ขณะที่ถูกลากลงจากกระบะ
       
       “พี่ชาติ ช่วยนุชด้วย!”

 เดชชาติเริ่มบ้าเลือดเพราะกลัวนีรนุชเป็นอันตราย หันมาเล่นงาน ตีเข่า แล้วถีบหน้าคนร้ายกระเด็นตกรถไปได้ พอหันมองอีกทีนีรนุชก็ถูกลากเข้าป่าไปแล้ว

       
       “นุช !”
       เดชชาติรีบก้มลงหยิบมีด แล้วกระโจนลงจากรถวิ่งตามไป...คนร้ายลากนีรนุชที่กรีดร้องเข้ามาในป่า เดชชาติวิ่งตามมา
       “พี่ชาติ !”
       “โธ่โว้ย ร้องอยู่ได้ เดี๋ยวก็ปาดคอซะเลย”
       คนร้ายหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ เอามีดจิ้มเข้าไปที่คอ นีรนุชหน้าเสีย เดชชาติค่อยๆ ย่องตามมาไม่ไกลนักส่งสัญญาณให้เงียบแล้วย่องอ้อมไปทางต้นไม้ นีรนุชหันมาถ่วงเวลา
       “ก...แกเอาสร้อยฉันไปก็ได้ ฉันยกให้ ปล่อยฉันไปเถอะนะ”
       “ช้าไปแล้ว ตอนนี้ฉันจะเอามากกว่าสร้อย”
       นีรนุชตกใจ
       “อย่า...”
       คนร้ายระเบิดอารมณ์ แล้วผลักนีรนุชให้ล้มไป เตรียมจะปล้ำ แต่เดชชาติกระโจนลงมาขี่คอมันพอดี
       “โอ๊ย !”
       คนร้ายเสียหลักล้มไปแล้วเงื้อมีดจะแทง เดชชาติจับหักข้อมือแล้วแทงเข้าที่หัวไหล่
       “อ๊ากกก”
       เดชชาติบิดมีดไปมาจนมันดิ้นพราดๆ แล้วทรุดลงอย่างยอมแพ้ เดชชาติรีบลุกขึ้นยืนแล้วเตะอัดเข้าที่ท้องจนตัวงอหมดสติไป นีรนุชมองอย่างโล่งอกแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งไปกอดเขาไว้
       “พี่ชาติ”
       “เราต้องรีบไปจากที่นี่”
       “แต่กระเป๋า...”
       นีรนุชชี้ไปที่รถที่จอดด้านนอก
       “ช่างมันเถอะ ถ้าเราย้อนกลับไปอาจจะเจอพวกมันอีกก็ได้ไป”
       เดชชาติรีบพานีรนุชวิ่งหนีไป
       
       เดชชาติกับนีรนุชวิ่งไม่คิดชีวิตในป่า พลางหันไปมองด้านหลัง กลัวคนร้ายติดตามมา นีรนุชวิ่งหน้าตื่น หกล้ม เดชชาติรีบเข้าไปประคองแล้วชวนให้วิ่งต่อไป ทั้งสองทะลุออกมาที่ชายป่าอีกด้าน มองเห็นวัดป่า
       “มีวัดอยู่ตรงนั้น”
       นีรนุชเหนื่อยจนตัวโยน จะเดินไม่ไหว เดชชาติรีบเข้ามาช่วยประคองแล้ววิ่งตรงไป ทั้งสองวิ่งผ่านบริเวณวัด ไม่เห็นคน เลยวิ่งต่อไปจนถึงท้ายวัดบริเวณที่ปลูกกุฏิ
       “ช่วยครับช่วยพวกเราด้วย”
       “ช่วยด้วยค่ะ”
       ทั้งสองวิ่งไปที่กุฏิหลังหนึ่ง แล้วร้องตะโกน จนกระทั่งเห็นเหล่าพระเณรโผล่หน้าออกมาดูจากในศาลา
       “เกิดอะไรขึ้น พวกโยมเป็นอะไร”
       นีรนุชขวัญเสีย
       “พวกเราถูกโจรปล้นค่ะ”
       เหล่าพระเณร รีบเปิดประตู
       
       วิศนีมองดูพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ คล้อยต่ำลง แล้วเก็บของใส่ตะกร้า พลางมองไปทางอารุมที่นอนอยู่บนเปล เอาหมวกปิดหน้า
       “เย็นแล้ว กลับกันดีไหมคะอารุม”
       อารุมยังคงนอนนิ่งไม่ตื่น วิศนีเลยตัดสินใจลุกมาหา
       “คุณ...ตื่นเถอะค่ะ”
       วิศนีดึงหมวกออก อารุมนอนหลับสนิท เลยลองเขย่าเปล แต่เขาก็ยังไม่ตื่น เธอคิดอะไรบางอย่างได้ ยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วย่องไปเปิดตะกร้า หยิบขวดมัสตาร์ดออกมา ก่อนจะย่องกลับมาหา
       “อยากแกล้งเราดีนัก”
       วิศนีบีบมัสตาร์ดออกมาป้ายที่นิ้วมือ เตรียมจะแต้มลงไปบนหน้าของเขา แต่เขาลืมตาขึ้นมาแล้วจับมือเธอไว้ได้
       “อุ๊ย !”
       “คุณจะทำอะไร”
       วิศนีอึกอัก
       “เอ่อ ฉัน...”
       “จะแอบเขียนหน้าผมล่ะสิ”
       “เปล่านะ”
       อารุมมองไม่เชื่อ จังหวะนั้นวิศนีเห็นเขาเผลอก็เอามัสตาร์ดป้ายแก้มทันที
       “เฮ้ย !”
       วิศนีหัวเราะขำ อารุมแย่งขวดมัสตาร์ดจากมือของเธอมาบีบบ้าง แล้วเอาป้ายหน้าคืน
       “คุณอารุม !”
       “คุณวิศนี !”
       วิศนีแย่งขวดมาบีบแล้วเอาป้ายเขาใหม่ อารุมป้ายจากแก้มตัวเองแล้วลุกขึ้น จะป้ายคืน แต่วิศนีวิ่งหนีไป อารุมเลยรีบวิ่งตาม ทั้งสองวิ่งไล่กันไปรอบๆ ต้นไม้ที่ผูกเปลเชือกเหมือนเด็กๆ
       
       วิศนีกับอารุมเอาของมาเก็บที่เรือ แล้วเอาน้ำเปล่าที่เหลือติดเรืออยู่ผลัดกันเทล้างหน้าตัวเอง
       “คุณเล่นอะไรเป็นเด็กๆไปได้”
       “ผมไม่ใช่คนเล่นอะไรแบบนี้อยู่แล้ว คุณนั่นแหละเริ่มก่อน”
       วิศนีมองค้อน แต่พอชายหนุ่มเห็นหน้าหญิงสาวก็หัวเราะออกมา
       “มีอะไรอีกล่ะคะ”
       “ยังติดอยู่เลยที่แก้ม”
       อารุมชี้แก้มตัวเอง วิศนีรีบป้ายมัสตาร์ดที่แก้มใส่ปาก
       “กลับกันเถอค่ะ”
       “เดี๋ยวสิ อีกแป๊บนึง”
       วิศนีมองหน้าเขาอย่างสงสัยว่าทำไม อารุมทอดสายตาออกไปที่ทะเล สักพักก็พยักหน้า
       
       “นั่นไง กำลังสวยเลย พระอาทิตย์ตกน้ำ”

    วิศนีหันไปมอง เห็นพระอาทิตย์ดวงโต กำลังคล้อยต่ำลงจรดผิวน้ำพอดี ดูสวยงามประทับใจ

       
       “ผมพาคุณมาเที่ยวที่เกาะนี้ เพื่อคุณจะได้เห็นมันใกล้กว่าตอนอยู่บนฝั่ง”
       “สวยมากนะคะ”
       “พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว วันเวลากำลังจะผ่านไป”
       “แต่ก็จะมีวันใหม่รอเราอยู่”
       “ใช่ มีอีกวันรอเราอยู่เสมอ วันที่เราจะได้โอกาสในการเริ่มต้นใหม่”
       อารุมสบตากับวิศนีอย่างมีความหมาย บอกกลายๆ ว่าต้องการลบล้างความเจ็บปวดและเริ่มต้นใหม่กับเธออีกครั้ง วิศนีมองเขาอย่างเข้าใจความนัยนั้น จนเกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
       
       หลวงพี่เดินนำเดชชาติกับนีรนุชเข้ามาในศาลา มีเณรหอบเสื่อกับหมอนตามมา
       “โยมจะนอนด้วยกันที่นี่ หรือจะแยกกันนอน”
       เดชชาติกับนีรนุชมองหน้ากัน เกร็งๆ เพราะไม่เคยนอนด้วยกันมาก่อน
       “ถ้าจะแยก โยมผู้ชายก็ไปนอนที่กุฏิ”
       เดชชาติเป็นห่วงนีรนุช
       “ไม่เป็นไรครับหลวงพี่ ผมขอนอนเป็นเพื่อนน้อง”
       หลวงพี่พยักหน้าแล้วเดินออกไป เดชชาติรีบเข้าไปรับเครื่องนอนจากเณร มาปูนอน โดยมีนีรนุชคอยช่วย...นีรนุชปูเสื่อนอนที่ริมเสา เดชชาติตามมาปูข้างๆ
       “พี่ชาติ เขยิบไปหน่อยสิ”
       “ทำไม”
       นีรนุชมองระแวง
       “ก็...มันน่าเกลียด” นีรนุชพยักหน้าไปทางพระพุทธรูป “ต่อหน้าพระท่าน ชายหญิงจะมานอนใกล้ชิดกันได้ยังไง”
       “ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ได้ทำเรื่องอกุศลซะหน่อย”
       “นั่นแหละ ออกไป”
       นีรนุชผลักเสื่อออกไป เดชชาติมองหน้ารำคาญ แล้วขยับออกห่างไปอีกมุม...เวลาผ่านไปเดชชาติปูที่นอนเสร็จก่อน ล้มตัวลงนอนห่างกันมาก นีรนุชยังสวดมนต์อยู่ แต่จู่ๆ เสียงหมาหอนก็ดังขึ้น หญิงสาวสะดุ้ง หยุดสวดมนต์ แล้วมองไปที่ชายหนุ่มเห็นเขานอนตะแคงหันหลังให้ เธอพยายามข่มใจ สวดมนต์ต่อ แต่เสียงหมาหอนยังไม่หยุด แล้วจู่ๆ ไฟในศาลาก็ดับพรึ่บ นีรนุชสะดุ้ง เหลือบมองอย่างหวาดๆ
       “พี่ชาติ ! พี่ชาติ !”
       “หือ”
       “ไฟดับอะ”
       “ก็หลวงพี่บอกแล้วไงว่าไฟอัตโนมัติมันจะตัดตอนเที่ยงคืน”
       นีรนุชกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก มองรอบๆ ที่เริ่มมืด แล้วหันไปมองพระพุทธรูปในศาลา พยายามจะข่มใจสวดมนต์ต่อ หมาหอนยาวขึ้นมาอีกครั้ง เธอทนไม่ได้อีกต่อไป รีบหลับหูหลับตาท่องแล้วกราบหมอนปะหลกๆ ก่อนจะค่อยๆยกหมอน แล้วลากที่นอนขยับไปหาเดชชาติ
       “พี่ชาติ ! พี่ชาติ !”
       เดชชาติเริ่มรำคาญ หันมา
       “อะไร”
       “นุชขอนอนตรงนี้นะ”
       เดชชาติแขวะกลับ
       “นี่มันในวัดนะ ชายหญิงจะมานอนใกล้ชิดกันได้ยังไง”
       นีรนุชหน้างอ รู้ว่าโดนย้อน แต่จังหวะนี้กลัวผี เลยไม่อยากทำเก่ง
       “ก็ไม่ได้ใกล้ซะหน่อย นุชเอาหมอนกั้นไว้ก็ได้”
       นีรนุชสละหมอนนุนตัวเองมาวางระหว่างกลางเสื่อที่ทั้งสองนอนอยู่ แล้วล้มตัวลงนอน เดชชาติมองอย่างสงสาร ตัดสินใจดึงหมอนออกจากหัวตัวเองยื่นให้
       “เอาไป”
       นีรนุชยิ้มเขินๆ แล้วเอามาหนุนหัวตัวเอง เดชชาติเอาผ้าห่มมาพับเป็นทบๆ หนุนแทนหมอน นีรนุชพยายมข่มตา แต่พอหมาหอนอีกก็สะดุ้งอีก
       “อุ้ย มันมาอีกแล้วอ่ะ”
       เดชชาติมองนีรนุชแล้วอมยิ้ม ยื่นมือข้างนึงไปแปะไว้บนหมอนนี่ขวางคั่นกลาง
       “พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัวหรอก”
       นีรนุชหันมองเดชชาติ ทั้งสองสบตากัน ชายหนุ่มยิ้มอบอุ่นให้ หญิงสาวค่อยสบายใจขึ้น เลยพยักหน้าแล้วยื่นมือตัวเองจับมือกับเขาไว้บนหมอน ทั้งสองสบตากัน แล้วค่อยๆ หลับตาลง เสียงหมายังหอนอยู่ แต่นีรนุชนอนยิ้มอย่างไม่กลัวแล้ว
       
       ดึกคืนนั้น เมื่อกลับมาถึงบ้าน วิศนีกับอารุมยืนคุยกัน เตรียมแยกย้ายจะเข้านอน
       “วันนี้สนุกดีนะคะ ขอบคุณที่พาฉันไปเที่ยว”
       “ผมดีใจที่คุณชอบ ถ้ามีเวลาผมจะพาไปอีก”
       อารุมพูดพลางมองวิศนีด้วยสายตาอ่อนโยน จนเธอรู้สึกเขินวูบวาบ
       “งั้นฉันไปนอนก่อนนะคะ”
       “ฝันดีนะครับ”
       วิศนียิ้มเขิน
       “คุณก็เหมือนกัน ฝันดีค่ะ”
       ทั้งสองมองกันอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องนอนไป
       
       วิศนีกลับเข้าห้อง นั่งลงบนเตียง แล้วนึกถึงความสุขของวันนี้ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นใจ

  วันใหม่...เดชชาตินอนดิ้นข้ามห้วยมาแปะอยู่บนหมอนที่คั่นกลางจนหน้าเกือบจูบแก้มนีรนุชที่นอนตะแคงหันมาที่หน้าเขาพอดี เลยเหมือนหัวรวมกัน เสียงเคาะประตูศาลาจากด้านนอกดังขึ้น พร้อมกับเสียงเรียกของหลวงพี่

       
       “โยมๆ ตื่นหรือยัง”
       นีรนุชได้ยินเสียงเลยลืมตาตื่นขึ้นพอเห็นหน้าเดชชาติใกล้แค่คืบก็ตกใจ ผลักออกไปอย่างแรง
       “โอ๊ย ! ยายนุช อะไรวะ”
       นีรนุชยังไม่ทันตอบ หลวงพี่ก็เปิดประตูเข้ามา เดชชาติเลยต้องรีบลุกขึ้นนั่งสำรวม พนมมือแต้
       “โยมยังจะไปหาเพื่อนอยู่หรือเปล่า ลูกศิษย์อาตมาจะผ่านไปแถวนั้นพอดี”
       นีรนุชกับเดชชาติมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น แต่แล้วก็ชะงัก หลวงพี่เลยย้ำ
       “คนนี้ไว้ใจได้ ไม่ต้องกลัว”
       นีรนุชกับเดชชาติเลยโล่งใจ รีบก้มลงกราบหลวงพี่อีกครั้ง
       
       เพ็ญเก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้า แล้วเปิดประตูห้องอารุมออกมา เจอกับวิศนีพอดี
       “อารุมไม่อยู่เหรอจ๊ะเพ็ญ”
       “ออกไปธุระกับพี่ฉายค่ะ”
       เพ็ญตอบแล้วยกตะกร้าจะออกไป วิศนีมอง
       “เพ็ญจะไปซักผ้าเหรอ เดี๋ยวฉันไปช่วย”
       “อุ๊ย ไม่ต้องหรอกค่ะ เพ็ญทำคนเดียวไหว”
       เพ็ญเห็นวิศนีทำหน้าเสียดายเพราะอยากช่วยงาน เลยรีบบอก
       “ถ้าคุณนีอยากทำงาน รบกวนช่วยจัดบ้านแล้วกันนะคะ จะได้ไม่เหนื่อย”
       “ก็ได้จ้ะ”
       เพ็ญยิ้มให้วิศนีแล้วยกตะกร้าออกไป วิศนีมองไปรอบๆ อย่างชั่งใจว่าจะทำอะไรก่อนดี
       
       เดชชาติกับนีรนุชลงจากรถที่อาศัยมาจากที่วัด ทั้งสองไหว้ขอบคุณเจ้าของรถ ล่ำลากัน
       “ขอบคุณมากนะครับพี่”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ชาวบ้านรับไหว้แล้วขับรถออกไป เดชชาติมองไปที่ถนนที่จะมุ่งสู่บ้านวิโรจน์อย่างลังเล
       “ที่จริงเราน่าจะกลับกรุงเทพนะ”
       “อะไรของพี่ มาถึงนี่แล้วยังจะชวนกลับกรุงเทพอีกเหรอ เป็นอะไรเนี่ยพี่ชาติ”
       เดชชาติทำหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นีรนุชมองอย่างรำคาญ
       “แล้วถ้าคิดจะกลับ จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารถ ถูกโจรปล้นไปหมดแล้ว”
       เดชชาติเสียงอ่อยๆ
       “ก็จริง”
       “ไหนล่ะบ้านพี่วิโรจน์”
       เดชชาติถอนใจ รู้ว่าเลี่ยงไม่ได้แล้ว เลยเดินนำหน้าไป นีรนุชรีบเดินตามอย่างตื่นเต้น
       
       วิศนีเอาผ้าโพกหัวกันฝุ่น แล้วเอาไม้กวาดกวาดฝุ่นตามพื้นบ้านอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับจัดโต๊ะข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบไปด้วย หญิงสาวทำอย่างเพลิดเพลิน...วิศนีเดินจัดมาตามรูปถ่ายอารุม เอาผ้าแห้งเช็ดกรอบรูป และของแต่งบ้านต่างๆ อย่างทนุถนอม ยิ้มกับรูปของอารุม มีความสุข...นีรนุชเดินเข้ามาในเขตบ้านวิโรจน์ บ้านเปิดประตูรั้วทิ้งไว้โดยมีเดชชาติเดินตาม
       “บ้านนี้เหรอพี่”
       “ใช่”
       นีรนุชมีท่าทางยินดี เดินตรงไปที่ตัวบ้าน
       “พี่อารุม ! พี่อารุมคะ อยู่หรือเปล่า”
       วิศนีปัดฝุ่นตามโต๊ะ ได้ยินเสียงเรียกอารุมแว่วๆ ก็แปลกใจ แต่จำไม่ได้
       “พี่อารุม อยู่ไหมคะ”
       วิศนีผละจากงานบ้าน แล้วรีบเดินออกไปหน้าบ้าน คิดว่ามีแขกมาหา พอก้าวพ้นประตูออกมา ก็เจอนีรนุชกับเดชชาติพอดี ทั้งสามจ้องกันอย่างตกตะลึง
       “คุณนุช คุณชาติ”
       นีรนุชมองวิศนีอย่างไม่เชื่อสายตา อึ้งไปเลย...วิศนีกับนีรนุชจ้องกันอย่างอึ้งๆ สักพักนีรนุชก็ได้สติก่อน โวยวายขึ้น
       “นี่คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คุณมาตั้งแต่เมื่อไร”
       วิศนียังอ้ำอึ้งตั้งสติไม่ทัน นีรนุชทำท่าจะถลันเข้ามา
       “แล้วพี่อารุมล่ะ พี่อารุมอยู่ที่นี่ใช่ไหม”
       เดชชาติเข้าไปปราม
       “นุช ใจเย็นๆ”
       นีรนุชหันมาสะบัด เริ่มรู้แล้วว่าทำไมเดชชาติพยายามบ่ายเบี่ยง
       “พี่รู้อยู่แล้วล่ะสิ ถึงไม่อยากจะให้นุชมาที่นี่...พี่ปิดบังนุชมานานเท่าไรแล้ว”
       เดชชาติหน้าจ๋อย พูดไม่ออก วิศนีออกตัวแทน
       “คุณชาติไม่รู้หรอกค่ะ ฉันไม่ได้ติดต่อกับเขานานแล้ว”
       “โกหก !”
       เดชชาติเสียงอ่อย
       “ผมรู้จากวิโรจน์ครับว่าคุณอยู่ที่นี่”
       วิศนีอึ้งไป นีรนุชยิ่งช้ำใจ ที่ตัวเองเป็นคนเดียวที่ไม่รู้อะไรเลย
       “แสดงว่าคุณอยู่ที่นี่มาตลอด คุณตามพี่อารุมมา หรือว่าเขาชวนคุณมาด้วย”
       นีรนุชคาดคั้นถาม พอเห็นวิศนีไม่ตอบก็ปราดเข้าไปเขย่าตัว
       “บอกฉันมาสิ บอกฉันมา”
       เดชชาติกลัวนีรนุชจะทำร้ายวิศนี รีบเข้าไปห้าม
       
       อารุมขับรถเข้ามาจอด แล้วลงจากรถมากับฉาย ได้ยินเสียงเอะอะที่หน้าบ้าน พร้อมกับเพ็ญหน้าตาตื่นเข้ามา
       “มีอะไรกันน่ะเพ็ญ”
       “ใครไม่รู้ค่ะ อยู่ๆ ก็พากันมาหาเรื่องคุณนี”
       
       อารุมเป็นห่วง รีบวิ่งไปดูทันที ฉายกับเพ็ญตามไปอย่างกลัวๆ

นีรนุชยังพยายามจะจับตัววิศนีเขย่าไม่เลิก คาดคั้นถามเหมือนเดิม โดยมีเดชชาติคอยห้าม

       
       “ตอบมาสิ”
       อารุมเข้ามา
       “นุช !”
       นีรนุชหันไปมอง ปล่อยมือจากวิศนี ทำให้วิศนีเสียหลักหงายหลังจะล้ม อารุมรีบวิ่งเข้าไปประคอง
       “เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ”
       อารุมประคองให้วิศนียืนขึ้นเหมือนเดิม แล้วมองนีรนุชกับเดชชาติอย่างประหลาดใจ
       “นุช ชาติ มาได้ยังไง”
       นีรนุชมองมืออารุมที่จับอยู่ที่ไหล่ทั้งสองข้างของวิศนีอย่างร้าวรานใจ น้ำตาไหลออกมา
       “พี่อารุมอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย พี่มาอยู่กับผู้หญิงคนนี้เหรอ”
       นีรนุชร้องไห้สะอื้นออกมา อารุมหน้าเสีย รู้ว่านีรนุชคาดหวังว่าตัวเองจะต้องโกรธเกลียดวิศนี
       “ไม่ใช่นะคะ ฉัน...”
       วิศนีรู้ว่านีรนุชกำลังจะโทษอารุม เลยพยายามปกป้อง อารุมสวนขึ้นทันที
       “ใช่ พี่พาคุณวิศนีมาที่นี่ด้วยกัน”
       อารุมพูดจบก็เปลี่ยนไปจับมือวิศนีแน่น นีรนุชยิ่งน้ำตาร่วง ส่วนเดชชาติก็มองมือทั้งสองที่จับกันแน่นด้วยความเจ็บแปลบ รู้แน่แล้วว่าวิศนีกับอารุมผูกพันทางใจกันลึกซึ้ง
       “ทำไมคะ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ พี่ทำอย่างนี้ได้ยังไง”
       นีรนุชปล่อยโฮแล้วเข้ามาทุบตี อารุมไม่ปัดป้อง แต่เดชชาติรีบเข้าไปประคองห้ามไว้
       “นุช อย่า !”
       เดชชาติกอดนีรนุชไว้แล้วดึงออกมา นีรนุชเลยหันมาร้องไห้ซบเดชชาติอย่างเสียใจ เสียความรู้สึก อารุมมองนีรนุชอย่างรู้สึกผิด และสบตากับเดชชาติ ต่างฝ่ายต่างอึดอัดใจ
       
       กุสุมาเดินซื้อของอยู่ในห้างอย่างซังกะตาย ไร้ชีวิตจิตใจ เพราะยังทุกข์ใจเรื่องอารุม แต่ระหว่างเดินผ่านแผนกนาฬิกา กุสุมาก็เหลือบเห็นโยธินกับวิเวียนยืนอยู่ด้วยกันที่เคาน์เตอร์นาฬิกาหรูก็มองทั้งสองอย่างสงสัย...วิเวียนเลือกดูนาฬิกาเรือนสวยงามราคาแพงลิบลิ่ว
       “ชอบเหรอครับ”
       “สวยดีนะคะ” วิเวียนพลิกดูราคา “แต่แพงมากเลย”
       โยธินหันไปหาพนักงาน
       “รับเครดิตการ์ดไหมครับ”
       พนักงานพยักหน้า โยธินส่งบัตรให้ วิเวียนมองอย่างอึ้งๆ
       “คุณซื้อให้วิเหรอคะ”
       “วิสมควรได้รับ เป็นรางวัลที่ช่วยงานผม”
       โยธินพูดอย่างมีเลศนัยไปถึงการร่วมกันโกงอำนวย วิเวียนลังเล เพราะแอบละอายใจ
       “และถ้าเราทำงานด้วยกันได้ดี วิจะได้รางวัลชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ”
       โยธินยิ้มให้ วิเวียนคลายกังวลลง ก้มลงลูบไล้นาฬิกาอย่างตื่นเต้น
       
       กุสุมายืนนิ่งมองทั้งสอง เห็นโยธินโอบกอดวิเวียนอย่างสนิทสนม

    โยธินเดินเข้ามาที่สระน้ำที่ไฮโซรุ่นราวคราวเดียวกับอวลอบจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ยืนพูดคุยกัน อวลอบเห็นลูกชายก็รีบเดินเข้ามาหา

       
       “โย กลับมาแล้วเหรอลูก”
       “มีงานอะไรกันครับคุณแม่”
       อวลอบยิ้มกริ่ม
       “ไม่มีอะไรหรอก แม่อยากจัดเลี้ยงน้ำชาเพื่อนๆ บ้านเราไม่ได้จัดปาร์ตี้มาตั้งนานแล้ว เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเม้าท์กันว่าไม่มีปัญญา”
       โยธินมองอวลอบอย่างไม่เห็นด้วยเท่าไร อวลอบไม่แคร์ หันไปพูดกับแขกเสียงดัง
       “ตามสบายเลยนะคะ วันนี้อาหารเครื่องดื่มไม่อั้นค่า”
       โยธินถอนใจ เดินหนีเข้าบ้าน
       
       อวลอบเดินตามมาหาโยธิน เห็นคนงานชาย 2 คนกำลังช่วยกันยกรูปปั้นขนาดใหญ่มาแต่งมุมบ้าน อวลอบสั่งคนงาน
       “วางไว้ตรงนั้นแหละจ้ะ ขอบใจนะ”
       อวลอบควักเงินแบงค์พันให้คนงานเป็นค่าทิป โยธินมองรูปปั้นอย่างสงสัย
       “คุณแม่ให้ผมหาเงินเพื่อมาฟุ่มเฟือยแบบนี้เหรอครับ”
       อวลอบหน้าเจื่อน รีบแก้ตัว
       “คนมันซุบซิบกันว่าเรากำลังแย่ แม่ต้องแก้ข่าว”
       “ด้วยการเอาเงินมาถลุงเล่นอวดชาวบ้านเนี่ยนะครับ”
       “มันก็ไม่เท่าไรหรอกน่า”
       “แต่เงินที่ผมหามาให้คุณแม่ มันไม่ใช่เงินของเรา ผมคิดว่าคุณแม่จะเตรียมเอาไว้ซื้อโรงแรมคืนจากพวกฝรั่งมัน”
       อวลอบเริ่มโมโหกลบเกลื่อน
       “โอ๊ย แกตอดมาได้ทีละเล็กละน้อย แล้วชาติไหนมันจะพอซื้อโรงแรมล่ะ ถ้าอยากได้คืนนักแกก็ต้องกอบโกยจากตาอำนวยมามากกว่านี้”
       โยธินหนักใจ
       “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เดี๋ยวความก็แตกกันพอดี”
       “งั้นก็แกไปตามตัวหนูวิศนีมาแต่งงานเร็วๆ สิ จะได้เอาสมบัติทางโน้นมาแบ่งครึ่งกัน ทีนี้แกจะซื้อสักกี่สิบโรงแรมก็เชิญ”
       อวลอบสะบัดสะบิ้งเดินออกไป โยธินยืนนิ่งเครียด หนักใจ เริ่มไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่ทำ
       
       เดชชาตินั่งอยู่กับวิศนีหน้าเครียดทั้งคู่ เดชชาติมองอย่างเป็นห่วง
       “คุณวิศนีเป็นยังไงบ้างครับ”
       “ฉันสบายดีค่ะ”
       วิศนีพยายามยิ้มทั้งที่ใจขมขื่น เพราะรู้สึกถึงปัญหาใหม่ที่กำลังก่อตัว
       “ผมเป็นห่วงคุณมากนะครับ ทุกคนเป็นห่วงคุณ”
       วิศนีฝืนยิ้มอีกครั้ง เข้าใจความหมายที่เดชชาติจะบอก แต่ไม่เชื่อ
       “ผมต้องขอโทษด้วยที่มาที่นี่โดยไม่ได้บอกพวกคุณ ไม่ได้ตั้งใจจะพานุชมา”
       “แต่มันไม่ใช่อย่างที่คุณนุชคิดนะคะคุณชาติ ฉันมาอยู่ที่นี่เพราะฉันไม่มีที่จะไป คุณอารุมเขาเวทนา ถึงได้ยอมให้ฉันมาด้วย ฉันเป็นแค่ผู้อาศัยคนนึงในบ้านนี้เท่านั้น”
       เดชชาติ ฝืนยิ้มให้
       “ผมเข้าใจ แต่ตอนนี้ อธิบายยังไงนุชก็คงไม่ฟังหรอกครับ”
       เดชชาติมองออกไปหน้าบ้านอย่างกลุ้มๆ วิศนีมองตาม
       
       นีรนุชนั่งกอดเข่า เงยหน้ามองออกไปที่ทะเล น้ำตายังไม่แห้ง อารุมเดินออกมา
       “นุช คุยกับพี่หน่อยได้ไหม”
       นีรนุชสะอื้นเบาๆ
       “พี่อารุมลืมหมดแล้วเหรอคะ เรื่องเก่าๆ เรื่องของพี่นน”
       “พี่ไม่ได้ลืม...”
       นีรนุชปาดน้ำตา หันหน้ามา
       “แล้วทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่”
       อารุมนิ่งคิด พยายามเรียบเรียงคำพูด วิศนีเดินเข้ามาเงียบๆ ในระยะที่ได้ยินทั้งสองพูดคุยกัน
       “คุณวิศนีมีปัญหากับที่บ้าน พี่เห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่มีใครให้พึ่งพา พี่ก็เลยให้เขามาอยู่ที่นี่”
       “แค่นั้นจริงๆ เหรอคะ”
       อารุมไม่กล้าตอบ เพราะรู้ว่าลึกๆ แล้วก็มีอะไรมากกว่านั้น
       “นุชคิดว่าพี่อารุมจะคิดเหมือนนุชซะอีก...ว่าเขาเป็นฆาตกร และฆาตกรไม่สมควรได้รับความปรานีจากใคร”
       อารุมมองนีรนุชอย่างหนักใจ
       “พี่ไม่อยากให้นุชเก็บความรู้สึกเจ็บแค้นอย่างนี้ไว้กับตัวเลย”
       “พี่อารุมไม่เป็นนุช พี่คงไม่เข้าใจหรอก...ยิ่งมาเจอพี่ที่นี่ วันนี้ นุชก็แน่ใจแล้วว่าพี่ไม่วันจะเข้าใจ”
       นีรนุชปาดน้ำตาแล้วเดินหนีไป อารุมมองตามอย่างเป็นห่วง แล้วถอนใจยาว รู้ว่าไม่ควรเซ้าซี้
       
       วิศนีแอบดูหน้าเศร้าหมอง รู้สึกโทษตัวเองที่ทำให้ใครๆ ลำบากไปกันหมด

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 24 พ.ย. 55 17:27:48
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน