อุบัติเหตุ ตอนที่ 14

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 14

อุบัติเหตุ ตอนที่ 14

  ฉายยืนรออยู่ที่รถแล้ว เดชชาติกับอารุมตามไปคุยกับนีรนุชที่ผลุนผลันจะกลับท่าเดียว วิศนีเดินตามออกมา

       
       “นุช ค้างที่นี่ก่อนดีกว่านะ อย่าเพิ่งรีบกลับ”
       “นุชไม่อยากอยู่ที่นี่”
       นีรนุชตวัดสายตามอง วิศนีหลบสายตา เดชชาติพยามแย้ง
       “แต่มันเย็นแล้ว กว่าจะไปถึงท่ารถในเมืองก็คงไม่ทันเที่ยวสุดท้ายหรอก”
       ฉายหันมาบอก
       “จริงครับ วันนี้คงกลับไม่ทัน อาจจะต้องพักในเมืองแล้วค่อยเดินทางเช้า”
       “งั้นก็ไปนอนโรงแรมในเมือง”
       เดชชาติ รำคาญ เริ่มถามเสียงแข็งบ้าง
       “แล้วจะเอาเงินที่ไหนเหรอ มีเงินหรือเปล่า”
       นีรนุชชะงัก หันมามองเดชชาติ
       “ค่ารถกลับบ้านเราต้องยืมอารุมมัน นุชจะให้มันออกค่าโรงแรมด้วยเหรอ”
       นีรนุชหันไปมองอารุมที่ยืนอยู่แบบจนปัญญา
       
       ค่ำคืนนั้น...วิศนีเปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าของตัวเองให้นีรนุชที่ยืนหน้าคว่ำอยู่
       “เสื้อผ้าพวกนี้ฉันยังไม่ได้ใส่ คุณไม่ต้องรังเกียจนะคะ”
       นีรนุชรับมาอย่างไม่เต็มใจ แล้วไม่พูดด้วยอีก วิศนีมองอย่างเสียใจ
       “คืนนี้คุณนอนที่นี่แล้วกันค่ะ ฉันจะไปนอนที่บ้านฉาย”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันจะออกไปนอนข้างนอก”
       วิศนีอึ้ง
       “คุณนุช”
       วิศนีเอามือจะจับ แต่นีรนุชสะบัด
       “อย่าห้ามฉัน เพราะฉันอยู่ใกล้คุณนานกว่านี้ไม่ไหวจริงๆ”
       นีรนุชส่งสายตาเชือดเฉือนแล้วออกจากห้องไป วิศนีหน้าเศร้า ไม่สบายใจ
       
       อารุมนั่งอยู่กับเดชชาติที่ม้านั่งหน้าบ้านมองหน้ากัน แต่พออารุมจะอ้าปากพูด เดชชาติก็ยกมือห้าม
       “แกไม่ต้องพูดหรอก วิโรจน์มันเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ทุกเรื่อง”
       อารุมถอนใจ
       “แกคงนึกดูถูกฉัน ว่าสุดท้ายฉันก็ใจไม่แข็งพอ ยอมแพ้ให้กับ...”
       เดชชาติสวนทันควัน
       “ไม่ ! ฉันขอบคุณ ที่แกคิดได้”
       อารุมสบตากับเพื่อนอย่างแปลกใจ เดชชาติมองเพื่อนด้วยสายตาจริงใจ แต่ก็แฝงความเจ็บปวดลึกๆ ที่ต้องมาพบวิศนีอยู่กับเพื่อนรักที่นี่
       “ที่ฉันรีบแล่นมาที่นี่หลังจากรู้เรื่อง ก็เพราะฉันเป็นห่วงว่าคุณวิศนีจะลำบาก ฉันเดาเอาว่าแกคงจะใจร้ายกับเขาสารพัด คิดไปต่างๆ นานาถึงขั้นว่าแกอาจจะทำร้ายเขา”
       อารุมหลบตาอย่างละอาย เพราะเคยทำอย่างนั้นจริงๆ
       “แต่ฉันรู้แล้วว่าเข้าใจผิด แกทำในสิ่งที่ควรทำ คือดูแลคุณวิศนีอย่างดี” เดชชาติยิ้มเศร้า “ถ้าวิโรจน์รู้มันก็คงโล่งใจที่แกไม่งี่เง่าแล้ว”
       อารุมมองหน้าเดชชาติอย่างไม่มั่นใจ
       “แกไม่คิดว่าฉันเป็นคนโลเลเหรอ”
       เดชชาติอ่อนใจกับนิสัยคิดเยอะของเพื่อน
       “เลิกสงสัยว่าคนอื่นจะคิดยังไงได้แล้ว สนใจแค่ความรู้สึกของตัวแกเองก็พอ”
       อารุมก้มหน้านิ่ง ครุ่นคิด เดชชาติมองแล้วตบไหล่เบาๆ ย้ำหนักแน่น
       “เพราะแกวิ่งหนีมันมาตลอด”
       เดชชาติพูดอย่างคนที่อ่านออกว่าอารุมรักวิศนี แต่ไม่ยอมรับและพยายามต่อต้านทุกอย่าง แต่วันนี้เดชชาติเห็นว่าอารุมเริ่มเข้าใจตัวเอง เลยอยากจะให้เพื่อนหนักแน่นกับความรู้สึกนั้น เดชชาติลุกออกไปแล้ว ทิ้งให้อารุมครุ่นคิด แต่สบายใจขึ้น
       
       ฉาย เพ็ญ จันทร์ นั่งกินข้าวกันอยู่ เพ็ญหันมาถามฉาย
       “ตกลงคุณนุชอะไรนั่น เขายอมค้างที่บ้านหรือเปล่าพี่ฉาย”
       “ก็ยอมแหละ แต่คืนนี้คงนอนไม่หลับกันสักคน”
       “อะไรกันนักหนาก็ไม่รู้นะ”
       “ดี สมน้ำหน้า มีความสุขกันดีนัก ถึงเวลาต้องทุกข์ถนัดแล้วล่ะ โดยเฉพาะนังคนก่อเรื่อง”
       จันทร์แดกดันไปถึงวิศนี แล้วกินข้าวต่ออย่างเจริญอาหาร ฉายกับเพ็ญมองรำคาญ
       
       อารุมเดินกลับเข้ามาในบ้าน มองไปที่ห้องวิศนีอย่างลังเล เป็นห่วง แล้วตัดสินใจเดินไปเคาะประตู สักพักวิศนีก็เปิดประตูออกมา
       “นุชล่ะครับ”
       “เธอไม่ยอมนอนในห้องนี้ค่ะ”
       “แล้วตอนนี้อยู่ไหน”
       “คงออกไปเดินเล่นมั้งคะ”
       วิศนีหน้าเศร้า อารุมมองอย่างสงสัย
       “นุชว่าอะไรคุณหรือเปล่า”
       วิศนีน้ำตาร่วงออกมา แต่รีบเช็ดแล้วส่ายหน้า
       “เปล่าค่ะ”
       “แต่คุณร้องไห้...”
       วิศนีตัดบท
       “ฉันขอตัวนะคะ ง่วงแล้ว”
       “มีอะไรหรือเปล่าวิศนี”
       อารุมจะขยับเข้ามาหา แต่วิศนีผลักออกไป แล้วระเบิดอย่างอัดอั้น
       “คุณอย่ามายุ่งกับฉันเลยนะคะ ฉันดูแลตัวเองได้ คุณไปดูแลคุณนุชเถอะ ตอนนี้เธอคือคนที่ต้องการความเข้าใจมากที่สุด” วิศนีไม่ได้น้อยใจ แต่ไม่อยากสร้างปัญหาอีกแล้ว “ฉันไม่อยากให้เธอต้องเป็นทุกข์มากกว่านี้เพราะเห็นคุณทำดีกับฉัน ฉันดูแลตัวเองได้จริงๆ”
       อารุมมองวิศนีอย่างไม่เข้าใจ วิศนีถือโอกาสผลักเขาออกไปให้พ้นเขตประตูห้อง
       “อย่าให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปัญหามากกว่านี้เลยนะคะ”
       วิศนีรีบปิดประตูล็อคไม่ให้เขาเข้ามาอีก อารุมได้แต่ยืนนิ่ง อยู่หน้าห้องอย่างเป็นห่วง พยายามเคาะเรียก เดชชาติเดินออกมาเห็นอาการของอารุมที่พยายามจะคุยกับวิศนี ก็รู้ว่ามีปัญหากัน ยิ่งกลุ้มใจ เพราะตัวเองกับนีรนุชเป็นต้นเหตุ
       
       วิศนียืนพิงประตู ได้ยินเสียงเคาะประตู และเสียงเรียกของอารุม แต่พยายามฝืนใจไม่ยอมเปิด แล้วทรุดนั่งร้องไห้

นีรนุชเดินเล่นอยู่ริมทะเล ยังเศร้าไม่หาย ลึกๆ ของความเสียใจของเธอไม่ใช่เพราะคิดว่าอารุมลืมนนทลี และจะเริ่มต้นใหม่กับวิศนี แต่เป็นเพราะนีรนุชเสียใจที่อารุมเลือกผู้หญิงคนอื่นแทนที่จะเป็นเธอเอง เดชชาติเดินตามมา

       
       “กลับเข้าบ้านเถอะนุช น้ำกำลังจะขึ้น”
       นีรนุชเสียงเครือ
       “นุชไม่ควรมาที่นี่เลยพี่ชาติ”
       เดชชาตินิ่ง ไม่รู้จะพูดยังไง นีรนุชหันกลับมา
       “ถ้านุชไม่รู้ไม่เห็น นุชก็จะไม่เป็นทุกข์แบบนี้ใช่ไหม”
       “ตอนแรกพี่ก็ว่าอย่างนั้น แต่คิดอีกทีการรู้เร็วก็อาจจะทำให้เรายอมรับความจริงได้เร็วนะ”
       นีรนุชยิ่งเศร้าหนัก
       “นุชต้องยอมรับความจริง เพราะนุชไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความจริงได้ใช่ไหม”
       เดชชาติส่ายหน้าเศร้าๆ แทนคำตอบ นีรนุชกลั้นน้ำตาไม่ไหว ร้องไห้ แล้วกอดเขาไว้อย่างเดียวดายเป็นความเสียใจที่สุดของเธอที่ต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีหวังในตัวอารุมอีกต่อไป เดชชาติกอดนีรนุช ลูบหัวเบาๆ อย่างปลอบประโลม เข้าใจความรู้สึกดี เพราะตัวเองก็เพิ่งประจักษ์เช่นกันว่าไม่มีหวังในตัววิศนีแล้ว
       
       กรุงเทพยามเช้า...โยธินขับรถมา แล้วชะลอจอดริมถนนใกล้ที่ทำงาน แล้วหันไปมองวิเวียนที่นั่งมาด้วย
       “คุณลงตรงนี้นะ ผมจะเข้าไปก่อน วันนี้เรามาสาย คงหลบคนไม่ได้”
       วิเวียนมองโยธินเซ็งๆ ถามอย่างอัดอั้น
       “วิไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้เลย”
       โยธินลูบแก้มเอาใจ
       “รออีกนิดนะครับ”
       “คุณก็พูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่คุณก็ให้คำตอบวิไม่ได้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไร”
       โยธินนิ่งเงียบ จนปัญญาจะตอบ วิเวียนเริ่มต่อรอง
       “วิยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งที่คุณต้องการแล้ว เมื่อไรคุณจะเสี่ยงเพื่อวิบ้างคะ”
       โยธินหันกลับมาสบตาวิเวียน เห็นสายตาตัดพ้อกึ่งต่อรองของหญิงสาวก็ไม่กล้าขัดใจ
       “ก็ได้จ้ะ”
       โยธินฝืนยิ้มให้แล้วขับรถต่อไป วิเวียนอารมณ์ดีขึ้น นั่งคอเชิด
       
       โยธินขับรถเข้ามาจอดที่ประจำของตัวเอง แล้วลงจากรถ วิเวียนก้าวฉับๆ ลงมา แต่พอจะเดินไปที่บริษัทก็เห็นอำนวยยืนมองอยู่ โยธินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ วิเวียนไหว้ตาม
       “เพิ่งมาเหรอโยธิน แล้วนี่บ้านอยู่ใกล้กันเหรอ ถึงมาด้วยกันได้”
       อำนวยมองวิเวียนอย่างแปลกใจ โยธินหลุกหลิก กลัวความแตก รีบเฉลย
       “ไม่ใช่ครับคุณอา” โยธินอึกอัก มองวิเวียน “เอ่อ ผมเจอคุณวิเวียนหน้าบริษัทน่ะครับ ก็เลยให้ติดรถมาด้วย”
       โยธินมองวิเวียน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาแบบเจ้านายกับลูกน้อง
       “ใช่ไหมคุณวิเวียน”
       วิเวียนทำหน้าไม่พอใจนิดนึง แต่พอเห็นสายตาบังคับของโยธินก็จำต้องฝืนยิ้มรับคำ
       “ใช่ค่ะท่าน”
       โยธินเสียงเป็นการเป็นงาน
       “คุณไปได้แล้ว แล้วเดี๋ยวเอาแฟ้มที่ผมบอกไปให้ที่ห้องด้วยนะ”
       วิเวียนแอบชักสีหน้าใส่
       “ค่ะ”
       วิเวียนเดินออกไปเซ็งๆ โยธินรีบเข้าไปประจบ ช่วยถือกระเป๋าเอกสารให้อำนวย
       “เชิญครับคุณอา”
       โยธินเดินคู่ไปกับอำนวย พยายามชวนคุยประจบ อำนวยเลยไม่สงสัยอะไร แต่วิเวียนมองโยธินที่ประจบอำนวยอย่างฉุนๆ
       
       นีรนุชยังจิตตกไม่เลิกกับเรื่องอารุมและวิศนี เลยออกมาเดินเล่นต่อ แต่เจอกับจันทร์ที่ยืนดักอยู่
       “คุณนั่นเอง นึกว่ากลับไปแล้วซะอีก”
       “เธอเป็นใคร”
       “ฉันชื่อจันทร์ เป็นน้องสาวพี่ฉาย”
       นีรนุชมองจันทร์แบบเมินๆ ไม่สนใจทำความรู้จัก
       “ฉันรู้นะว่าคุณเป็นใคร แล้วฉันก็ดีใจมากด้วยที่คุณมา จะได้มาจัดการยายคุณนีสักที”
       “เธอต้องการอะไร”
       
       นีรนุชมองจันทร์อย่างระแวง

 วิศนีเตรียมอาหารเช้าพวกขนมปังปิ้งไส้กรอกทอด เดชชาติเดินเข้ามาพอดี

       
       “คุณวิศนีลงมือทำเองเลยเหรอครับ”
       “เมื่อก่อนพวกฉันฝากท้องที่บ้านฉายน่ะค่ะ แต่เกรงใจเพ็ญที่ต้องคอยทำกับข้าวเผื่อทุกมื้อ ก็เลยพยายามจะทำอะไรง่ายๆ ทานเองบ้าง”
       “งั้นผมช่วยนะครับ”
       “ได้ค่ะ”
       วิศนีขยับให้เดชชาติเข้ามาช่วยเตรียมอาหาร อารุมเดินเข้ามา เห็นเดชชาติกับวิศนีช่วยกันทำอาหารก็เกิดหึงเล็กๆ ตามเข้ามาอีกคน
       “มีอะไรให้ผมทำบ้าง”
       อารุมพยายามแทรกเข้ามาระหว่างสองคน เดชชาติมองอย่างรู้ทัน ขยับถอยออกให้ แต่วิศนีมองอย่างอึดอัดใจ
       “ไหนดูซิ คุณทอดสุกหรือเปล่า อย่าให้ไหม้นะ”
       อารุมเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการจับมือวิศนีที่ถือตะหลิว วิศนีเริ่มอึดอัดเพราะไม่อยากใกล้ชิดเลยปล่อยมือแล้วถอยหนี
       “ทำกันไปแล้วกันนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปตามคุณนุช”
       วิศนีรีบเดินออกไป อารุมมองตามอย่างเสียดาย เดชชาติมองอารุมแล้วส่ายหน้า รู้ว่าเพื่อนเข้ามากวนเพราะหึง
       
       นีรนุชเดินเข้าไปในสวน นึกถึงที่พูดกับจันทร์
       ‘คนที่นี่ไม่มีใครชอบผู้หญิงคนนั้น เพราะเขารู้วีรกรรมที่ยายคุณนีทำกับพี่สาวคุณดี แต่แม่นี่ไม่สลดหรอก เขาประกาศว่าตัวเองชนะทั้งคดีและชนะหัวใจพี่อารุม นี่ก็เที่ยวไปบอกใครๆ ทั่วเลยนะว่าเป็นเมียพี่อารุมไปแล้ว’
       วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน มองหานีรนุช
       “คุณนุชคะ คุณนีรนุช”
       วิศนีร้องเรียกแล้วเห็นนีรนุชเดินเร็วๆ ไปทางสวนเลยไปตาม
       
       นีรนุชยังคงนึกถึงคำพูดของจันทร์
       ‘พี่สาวกับพี่เขยฉันก็เบื่อเขามาก ตั้งแต่มาถึงก็วางท่าเป็นคุณนาย คอยจิกใช้พวกเราเป็นคนรับใช้ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าพี่อารุมเขาก็สร้างภาพเป็นคนแสนดี’
       ‘เธอมาบอกฉันทำไม’
       ‘ก็แค่อยากให้ช่วยอะไรหน่อย คุณรู้จักพ่อแม่เขาหรือเปล่าล่ะ โทรให้มารับตัวยายคุณนีกลับไปหน่อยสิ พวกฉันจะได้อยู่กันอย่างสงบๆสักที’
       จันทร์พูดจบพลางยื่นโทรศัพท์มือถือให้...นีรนุชยืนมองโทรศัพท์ในมืออย่างชั่งใจแล้วตัดสินใจกดเบอร์แล้วเดินหลบมาอีก จนไปอยู่ใต้ต้นไม้ วิศนีเดินตามเข้ามาเห็นนีรนุช ก็รีบเดินเข้ามาหา
       “คุณนุช”
       นีรนุชยังกดเลขไม่ครบ แต่ได้ยินเสียงเรียกเลยหันมามอง เห็นวิศนีเดินเข้ามา แต่แล้ววิศนีก็ชะงักเมื่อเห็นงูตัวหนึ่ง เลื้อยทอดตัวห้อยหัวอยู่ใกล้ๆ นีรนุช วิศนีมองอย่างตกตะลึง ขณะที่นีรนุชมองวิศนีตื่นๆ แบบเด็กแอบทำความผิด
       “คุณนุช”
       นีรนุชจะถอยหลังหนีเข้าไปใกล้งูอีก งูเลยชูคอขึ้นมาเตรียมฉก
       “อย่าค่ะคุณนุช”
       ด้วยความเป็นห่วง วิศนีลืมตัวรีบพุ่งเข้าไปผลักนีรนุชให้พ้นงู แต่งูยิ่งตกใจเลยหันมาฉกวิศนีแทน
       “โอ๊ย !”
       วิศนีเอามือจับต้นแขนตัวเองขณะที่ล้มลงไปพร้อมกัน นีรนุชเงยหน้ามองเห็นงูชูคออยู่ก็ตกใจ ก่อนที่งูจะรีบเลื้อยออกไปอย่างรวดเร็ว วิศนีจับแขนตัวเองแน่นด้วยความเจ็บปวด พิษงูเริ่มเล่นงาน
       “โอ๊ย !”
       นีรนุชหน้าเสีย ลุกขึ้นมองวิศนีที่นอนเจ็บปวดอยู่ วิศนีสบตาแบบขอความช่วยเหลือ
       
       นีรนุชยืนนิ่ง จิตใจต่อสู้กันอย่างรุนแรง ระหว่างปล่อยให้วิศนีชดใช้กรรมให้นนทลี หรือไปตามคนมาช่วย

  วิศนีมองนีรนุช ความเจ็บปวดทรมานจากพิษร้ายกำลังแล่นไปตามแขนเป็นริ้วๆ นีรนุชยืนอึ้งๆ อยู่พักเดียวก็รีบวิ่งหนีไป เธอพยายามกลั้นความเจ็บปวด คิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ การรับรู้ค่อยๆ เบลอ ก่อนจะดับวูบลง

       
       มีเสียงใครหลายๆ คนเรียกวิศนีระงม เสียงอำนวยดังแว่วมาในโสตประสาท
       “วิศนี กลับมาเถอะลูก วิศนี !”
       เดชชาติเรียก
       “คุณวิศนี ! คุณวิศนีครับ !”
       “วิศศนี!”เสียงอารุม
       
       วิศนีค่อยๆ ลืมตาขึ้นเธอนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มีอารุมกับเดชชาติชะโงกหน้าดูอย่างดีใจ
       “คุณวิศนีฟื้นแล้ว”
       “วิศนี!” อารุมดีใจจนห้ามไม่อยู่ โผเข้าไปกอดวิศนีแน่น พร่ำออกมาอย่างตื่นเต้น “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม คุณไม่เป็นไรนะ”
       อารุมกอดวิศนีแน่น ในขณะที่วิศนีได้แต่ทำตาปริบๆ ยังไม่ค่อยรู้ตัว แต่ค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่ง ที่ไม่ได้ถูกกัดแตะหลังเขาเบาๆอย่างรับรู้ เดชชาติมองดูทั้งสอง แววตาเศร้าลง พยายามฝืนยิ้ม
       “ฉันจะไปตามหมอให้นะอารุม”
       เดชชาติฝืนยิ้มให้วิศนีอีกครั้งแล้วเดินออกไป แต่ไม่วายหันมามองทั้งสองกอดกันแบบเจ็บแปลบ
       
       นีรนุชนั่งอยู่ตรงที่นั่งใกล้ๆ วอร์ดพยาบาลหน้าเคร่งเครียด ครุ่นคิด ใจเต้นตึกๆ นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตอนนั้นเธอวิ่งนำอารุมกับเดชชาติเข้ามาในสวน เพราะสุดท้ายแล้วนีรนุชก็เห็นแก่มนุษยธรรมไปตามคนมาช่วย ทั้งสองเข้ามาเห็นวิศนีสลบอยู่ ก็รีบตรงเข้าไปหาอย่างตกใจ
       “วิศนี!”
       “คุณวิศนี คุณวิศนีครับ”
       อารุมกับเดชชาติเข้าไปกลุ้มรุมพยายามช่วย อารุมเปิดแผลดูที่แขน
       “ชาติ ไปเอาผ้ามามัดแผลเร็ว”
       เดชชาติรีบวิ่งออกไป อารุมประคองวิศนีขึ้นมา มองหาท่อนไม้ใกล้ตัวเตรียมมาดามแขนข้างนั้นไว้เพราะการปฐมพยาบาลคนถูกงูกัดคือต้องให้แผลที่ถูกกัดอยู่นิ่งที่สุด นีรนุชยังมองดูเหตุการณ์อย่างตื่นๆ
       
       นีรนุชยังเคร่งเครียด วนเวียนถามตัวเองว่าทำถูกหรือเปล่าที่ช่วยวิศนีไว้ เดชชาติเดินไปคุยกับพยาบาล แล้วเดินกลับมานั่งข้างๆ นีรนุชรับรู้แต่ไม่ยอมหันมอง
       “ผู้หญิงคนนั้น...เป็นยังไงบ้างพี่”
       “รู้สึกตัวแล้ว”
       นีรนุชทำหน้าเหมือนโล่งใจแสดงออกนิดเดียว เพราะเธอยังมีความชิงชังวิศนีติดอยู่ในใจ เดชชาติมองหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษของนีรนุชก็รู้ว่ามีอะไรในใจอยู่ไม่น้อย
       “นุชทำถูกแล้วที่ช่วยคุณวิศนี”
       นีรนุชส่ายหน้า
       “เขา...เขาช่วยนุชไว้ ถ้าไม่เป็นเขา ก็ต้องเป็นนุชที่ถูกงูกัด แล้วนุชก็อาจจะไม่...”
       เดชชาติเอื้อมไปบีบมือนีรนุช ให้กำลังใจ
       “ใช่ พี่ถึงบอกว่านุชทำถูกแล้ว พี่ภูมิใจในตัวนุชนะ”
       นีรนุชค่อยๆ หันมองหน้าเดชชาติ หน้ายังคงซีด เครียด สับสน ลังเล แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของเดชชาติทำให้ใจที่กระสับกระส่ายของเธอสงบลง
       
       อารุมนั่งคุยกับวิศนีอยู่ในห้อง วิศนีมองดูแผลที่แขน
       “คุณนุชน่ะเหรอคะช่วยฉัน”
       อารุมพยักหน้า
       “นุชวิ่งไปตามผมกับเดชชาติ แต่พอกลับมาผมก็เห็นคุณสลบไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะ หมอบอกว่าเป็นงูทะเล พิษไม่รุนแรง”
       วิศนีนิ่งไป รู้สึกดีเมื่อรู้ว่านีรนุชช่วย
       “ฉันคิดว่าเธอจะปล่อยให้ฉันตายซะอีก”
       “พูดอะไรอย่างนั้น ทุกคนเป็นห่วงคุณ”
       อารุมพูดพลางลูบหัววิศนีอย่างเอ็นดู พยายามพูดให้ขำ
       “เราสองคนมัวแต่ผลัดกันเฝ้าไข้อยู่นี่เอง เมื่อไรจะหายกันสักที”
       วิศนีเงยหน้าขึ้นสบตาอารุมแล้วยิ้มเซียวๆ ให้
       
       เดชชาติกับนีรนุชเดินกลับมาที่หน้าห้อง พอเห็นวิศนีกับอารุมนั่งยิ้มให้กันก็เจื่อนไป นีรนุชมองภาพนั้นอย่างเจ็บช้ำ แล้วตัดสินใจ
       “พี่ชาติ...นุชอยากกลับบ้าน”
       เดชชาติหันมามองนีรนุช เห็นสายตาเจ็บปวด ท้อแท้ก็เข้าใจ พยักหน้า แล้วเดินไปบอกวิศนี
       “คุณชาติจะกลับแล้วเหรอคะ”
       “ครับ ผมกับนุชลางานไว้แค่นี้ ขืนมัวแต่เที่ยวอาจจะตกงานได้”
       เดชชาติยิ้มเจื่อน วิศนีพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่แล้วหน้าตาก็หม่นหมองลง
       “พ่อฉันสบายดีไหมคะ”
       “ไม่ค่อยสบายเท่าไรหรอกครับ ท่านประธานเป็นห่วงคุณมาก กลัวว่าคุณจะได้รับอันตราย แต่ถ้าท่านรู้ว่าผมมาพบคุณคงจะสบายใจขึ้น”
       วิศนีรีบบอก
       “อย่าบอกพ่อนะคะว่าฉันอยู่ที่นี่”
       “ทำไมล่ะครับ”
       “ฉันไม่อยากกลับไปที่บ้านนั้นอีกแล้ว”
       เดชชาติตกใจ
       “คุณวิศนี”
       “พ่อบอกฉันวันที่ออกจากบ้านว่า ถ้าก้าวเท้าออกมาแล้วก็ไม่ต้องกลับไปอีก ฉันก็จะทำอย่างที่พ่อต้องการค่ะ”
       “โธ่ คุณ...”
       “ขอร้องนะคะคุณชาติ อย่าบอกว่าพบฉัน...อย่าให้ฉันต้องกระเสือกกระสนหนีไปที่อื่นอีกเลยนะคะ”
       
       เดชชาติหน้าเสีย รู้ว่าวิศนีเอาจริงแน่ เลยจำต้องพยักหน้ารับ ตกลง

  นีรนุชกับเดชชาติเดินเข้ามาที่ท่ารถ เดชชาติเลี่ยงไปซื้อตั๋ว ทิ้งให้นีรนุชนั่งรอกับอารุมตามลำพัง

       
       “คุณวิศนีฝากพี่มาขอบคุณนุช”
       “เรื่องที่นุชไม่ปล่อยให้เขาตายน่ะเหรอคะ” นีรนุชแค่นยิ้ม “นุชก็อยากจะเลือดเย็นให้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาช่วยชีวิตนุชไว้”
       “นุช พี่รู้ว่ามันทำใจยากที่นุชจะยอมรับว่า...”
       นีรนุชสวนขึ้นมา
       “ค่ะ มันทำใจยาก 2-3 วันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของนุช แต่นุชเคยผ่านเรื่องที่ยากกว่านี้มาแล้ว นั่นคือการเสียพี่นน” นีรนุชมองอารุมน้ำตาคลอ “ถ้านุชจะต้องเสียพี่ไปอีกคน มันก็คงจะไม่เจ็บเท่าครั้งนั้นหรอกค่ะ”
       อารุมนิ่งไป เข้าใจความผิดหวังของนีรนุชดี แต่ก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ นีรนุชเห็นเดชชาติซื้อตั๋วเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนเป็นการตัดบทไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก
       “นุชยังเคารพพี่อารุมเหมือนเดิมนะคะ และนุช...จะพยายามเคารพการตัดสินใจของพี่”
       นีรนุชพูดจบก็ลุกไปหาเดชชาติ ทิ้งให้อารุมมองตามอย่างเศร้าๆ เดชชาติเห็นนีรนุชเดินตาแดงๆ มาหาก็หันไปมองอารุม แล้วพยักหน้าปลอบใจว่าจะดูแลนีรนุชต่อเอง ก่อนจะพานีรนุชเดินไปที่รถ เขาเหลือบมองเธออย่างเห็นใจ ก่อนจะเอามือโอบไหล่หลวมๆ นีรนุชก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ซบไหล่เขาร้องไห้ จนเดชชาติต้องประคองขึ้นรถไป
       
       วิศนีนั่งเหม่ออยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใจลอย นึกถึงคำพูดของเดชชาติ
       “ท่านประธานเป็นห่วงคุณมาก กลัวว่าคุณจะได้รับอันตราย แต่ถ้าท่านรู้ว่าผมมาพบคุณคงจะสบายใจขึ้น”
       วิศนีใจอ่อนลง เพราะลึกๆ ก็คิดถึงพ่อ เหลือบมองโทรศัพท์ที่หัวเตียง
       
       อำนวยแต่งชุดสูทเดินทาง มีกรแก้วเดินมาส่งหน้าบ้าน สมจิตกับประยุทธช่วยยกกระเป๋าใส่รถ
       “ผมไม่อยากไปเลย ไม่กะจิตกะใจ”
       “ไปเถอะค่ะ งานมอเตอร์โชว์แบบนี้ ตัวแทนไปกันทั่วโลก ถ้าคุณไม่ไปอาจจะเสียโอกาสดีๆ ได้นะคะ ฉันจะดูแลทางนี้ให้เอง”
       อำนวยพยักหน้า คลายใจลง ก้าวขึ้นรถ มีกรแก้วตามไปส่ง
       
       ละอองทำงานบ้านอยู่ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เลยเดินไปรับ
       “สวัสดีค่ะ บ้านสุริยาทิตย์ค่ะ”
       วิศนีกำลังจะพูด แต่นึกได้ว่าไม่ควรแสดงตัวชัดเจน พยายามกดเสียงตัวเองให้ไม่เหมือนปกติ
       “คุณอำนวยอยู่ไหมคะ”
       ละอองชะโงกมองไปทางหน้าบ้าน เห็นรถไปแล้ว
       “ท่านเดินทางไปญี่ปุ่นค่ะ เพิ่งออกไปเมื่อสักครู่ มีอะไรจะสั่งไว้ไหมคะ”
       วิศนีนิ่ง ผิดหวัง เข้าใจว่าอำนวยไปเที่ยวมีความสุข
       “ไม่มี ขอบคุณค่ะ”
       วิศนีวางสายลงทันที ความน้อยใจแล่นจับขั้วหัวใจ
       “เนี่ยเหรอเป็นห่วง...”
       
       ค่ำนั้น อารุมพาวิศนีกลับบ้านประคองเธอเข้ามาในห้อง แล้วพาไปนั่งลงที่เตียง พลางบ่น
       “คุณน่าจะนอนให้หมอดูอาการสักคืน”
       “อย่าเปลืองเงินเลยค่ะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว”
       อารุมนึกได้
       “จริงสิ ผมเพิ่งนึกได้ว่ามีอะไรจะให้คุณ”
       อารุมพูดจบก็รีบออกไป แล้วกลับเข้ามาพร้อมกับถุงผ้าใบเล็กๆ แล้วเข้ามานั่งข้างๆ ก่อนจะค่อยๆ เทของในถุงผ้าลงบนเตียง วิศนีมองหน้าอารุมอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าของในนั้นคือสร้อย กำไล ต่างหูที่ตนเองขายไปแล้ว
       “ของๆ ของคุณที่ฝากฉายไปขายเพื่อเอาเงินมารักษาผม เมื่อวานผมไปตามไถ่มาคืน แต่ก็ได้ไม่ครบหรอกนะ บางชิ้นก็ถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว”
       “คุณเอาเงินตัวเองซื้อกลับมาเหรอ มันตั้งหลายบาทนะคะ”
       อารุมพยักหน้า
       “ของพวกนี้มีค่าทั้งนั้น ผมเสียดายแทน ถึงคุณจะบอกกับใครๆ ว่ามันไม่สำคัญเท่าชีวิตผมก็ตาม”
       วิศนีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอารุม แล้วบอกจริงจัง
       “ฉันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆค่ะ”
       “งั้นก็ถือว่าผมยืมเงินคุณไปจ่ายค่าหมอ นี่คือการใช้หนี้”
       วิศนีมองหน้าเขาอย่างซาบซึ้ง
       “ผมใส่ให้นะ”
       อารุมหยิบสร้อยออกมาปลดตะขอ แล้วสวมที่คอให้ด้วยรอยยิ้มเต็มใจ วิศนีเขินมองสร้อยที่กลับมาอยู่ที่คอตัวเองอย่างรู้สึกดีนิดๆ อารุมหยิบกำไลขึ้นมาสวมให้อีก วิศนีมองขำๆ แต่ก็ยอมให้สวม แต่พอเขาจะใส่ต่างหูให้ ก็รีบบอก
       “เดี๋ยว คุณจะให้ฉันแต่งตัวเป็นลิเกในสภาพมอมแมมแบบนี้เหรอคะ”
       อารุมชะงัก เพิ่งนึกได้ แล้วมองขำๆ ระคนเอ็นดู
       “งั้นก็ไปอาบน้ำสิครับ” อารุมนึกได้ “จริงสิ คุณยังอาบน้ำไม่ได้ ผมเช็ดตัวให้นะ”
       เขาทำท่าจะลุกไป วิศนีตกใจ รีบห้ามเพราะอาย
       “ไม่ต้องค่ะ”
       อารุมชะงัก หันมายิ้มขำ
       “ผมล้อเล่น เดี๋ยวจะไปตามเพ็ญให้”
       
       อารุมผลุบหายออกไป วิศนีมองตาม อมยิ้ม แล้วหันกลับมาลูบกำไลกับสร้อยที่สวมอยู่อย่างมีความสุข

   เดชชาติเข้ามาส่งนีรนุชถึงในบ้าน

       
       “ขึ้นบ้านไปอาบน้ำนอนซะนุช อย่าคิดอะไรมาก พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว”
       “ขอบคุณนะคะ” นีรนุชมองซาบซึ้ง “ตอนนี้นุชก็เหลือพี่ชาติคนเดียวที่เข้าใจ”
       “อย่าคิดอย่างนั้นสิ พวกเราทุกคนยังรักนุชนะ”
       นีรนุชทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วหันกลับมาโผเข้ากอดเดชชาติ
       “แต่นุชไม่มีที่พึ่งแล้วพี่ชาติ นุชไม่เหลือใครแล้ว”
       “ไม่จริงหรอกนุช ไม่จริงเลย”
       นีรนุชยังกอดเดชชาติแน่น สะอึกสะอื้นซบอก
       “ต่อให้นุชไม่มีใคร นุชของพี่ก็เข้มแข็งพอ นุชรู้ตัวไหมว่านุชโตขึ้นมาจากเวลาไม่กี่เดือน หรือแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นุชก็ทำให้พี่เห็นว่านุชเติบโตขึ้นอีกขั้น ที่สามารถเอาชนะใจตัวเอง ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกเคียดแค้นเข้าครอบงำจนทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก นุชควรจะรู้สึกดีกับตัวเองให้มากๆ”
       นีรนุชค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอด เดชชาติค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้
       “วันนี้นุชอาจจะเหนื่อยและท้อใจ ขึ้นไปพักผ่อนซะ พอมีแรงแล้วโลกของนุชก็จะกลับมาสดใสอีกครั้ง เชื่อพี่นะ”
       เดชชาติเช็ดน้ำตาให้จนหมด แล้วยิ้มอ่อนโยน นีรนุชพยักหน้ารับ มองหน้าเขานิ่ง รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่ชายหนุ่มสื่อมาถึง
       
       เดชชาติเดินออกมาจากบ้านนีรนุช แล้วชะงักเมื่อเห็นน้องๆ ออกันอยู่หน้าบ้าน องอาจทำเป็นยืนกอดตัวเองเล่นละครล้อเลียนเดชชาติกับนีรนุชเมื่อกี้
       “พี่ชาติ นุชไม่เหลือใครแล้วนะพี่ พี่ชาติต้องอยู่ข้างๆ นุชนะ”
       น้องๆที่เหลือหัวเราะกันร่วน องอาจยังเล่นต่อ คราวนี้เก๊กเสียงพระเอก
       “นุช นุชพี่เข้มแข็งพอ ไปพักผ่อนนะจ๊ะ โลกจะได้สดใจ”
       องอาจทำเสียงจ๊วบๆๆ น้องๆ หัวเราะกันอีก เดชชาติโมโห เดินไปยันโครมใส่องอาจ
       “โอ๊ย”
       “แอบดูผู้ใหญ่คุยกันเหรอวะ เสียมารยาท”
       พิชิตเถียง
       “ก็ผู้ใหญ่อยากไม่ปิดประตูทำไมล่ะ”
       “จริงด้วย เราจะมาตามพี่ไปกินข้าว แต่พี่กับพี่นุชจู๋จี๋ให้เราดูเอง เนอะๆ”
       จิตใสหันไปพยักเพยิดกับพวกน้องๆ ใจภักด์กับรักชาติทำปากจู๋ล้อเลียน
       “จู๋จี๋ๆๆๆ”
       องอาจยิ้มล้อๆ
       “รีบๆ ให้แม่มาขอพี่นุชซักทีเถอะพี่ชาติ จะได้ไม่ต้องขึ้นคานกันทั้งคู่ เดี๋ยวแก่กว่านี้จะมีลูกไม่ทันใช้นะ”
       น้องๆ ส่งเสียงฮิ้วล้อเลียน เดชชาติเขิน
       “แต่อย่างน้อยฉันก็ได้แก่โว้ย แต่แกจะตายก่อนแก่แน่ ไอ้อาจ”
       เดชชาติวิ่งไล่เตะ องอาจวิ่งหนีวนไปรอบน้องๆ ที่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเจี๊ยวจ๊าว นีรนุชยืนมองที่หน้าต่างแล้วอมยิ้มไปด้วยแอบได้ยินอยู่นานแล้ว แต่คราวนี้ไม่เขิน ไม่เหวี่ยงเหมือนที่เคยถูกล้อ เพราะยังซึ้งกับเดชชาติอยู่
       
       วันใหม่...วิศนีเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตหลายเถา มีขนมกับผลไม้ใส่ถุงแยกไว้เป็นชุดๆ ฉาย เพ็ญ จันทร์เดินเข้ามา
       “เยอะจังเลยนะคะคุณนี ให้ผมกับเพ็ญตามไปช่วยที่วัดไหมครับ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันกับอารุมจัดการได้”
       จันทร์ปราดเข้ามาดู ทำเป็นเปิดปิ่นโตดูอาหารกับขนมจงใจพูดกระแทก
       “แล้วนี่ของโปรดของแฟนพี่อารุมที่ตายทั้งนั้นเลยเหรอ เข้าใจเอาใจผีนะ”
       วิศนีชะงักหน้าเสียไปเล็กน้อย เพ็ญหันไปหยิกจันทร์
       “นังจันทร์ นังปากมาก ถ้าแกจะไม่ได้มาช่วยก็ไปให้พ้น ไปพี่ฉาย”
       เพ็ญกับฉายช่วยกันยกปิ่นโตออกไป วิศนีกำลังจะยกตาม จันทร์มองประสงค์ร้าย ยังแขวะต่อ
       “ทำให้ดีให้ตาย มันก็ล้างบาปไม่ได้หรอก อย่าเสียเวลาดีกว่า”
       วิศนีหันกลับมามองจันทร์อย่างเย็นชา
       “แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย นอกจากอิจฉาริษยาคนไปวันๆ แบบนั้นมันทั้งบาป ทั้งน่ารังเกียจ”
       วิศนีหิ้วปิ่นโตเชิดจากไป ทิ้งให้จันทร์มองตาม อย่างเจ็บใจ
       
       วิศนีกับอารุมเช็คของที่ใส่หลังรถแล้วปิดกระโปรงหลัง
       “เราจะไปที่วัดไหนกันเหรอคะ”
       “ผมรู้จักอยู่วัดหนึ่ง ไม่ค่อยมีคนเข้าไปถึงเพราะอยู่ไกล พระเณรที่นั่นน่าสงสาร เพราะบางทีไม่มีชาวบ้านเข้าไปทำบุญ ท่านก็ต้องฉันอาหารแห้ง”
       “งั้นเราแวะซื้ออาหารแห้งเพิ่มดีไหมคะ”
       อารุมพยักหน้าเห็นด้วย แล้วเปิดประตูให้วิศนีก้าวขึ้นนั่ง ก่อนจะอ้อมไปขึ้นอีกฝั่งแล้วขับรถออกไป
       
       อารุมกับวิศนีถวายเพลให้พระเณรในศาลา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้นนทลีร่วมกัน สบตากันเป็นระยะๆ ใบหน้าทั้งสองแช่มชื่นมีความสุข...อารุมกับวิศนีนั่งกินอาหารร่วมวงกับพวกเด็กวัดและพวกชาวบ้านหลังจากลาพระแล้ว วิศนีพูดคุยกับพวกเด็กๆ อย่างไม่ถือตัว
       
       อารุมแอบมองหญิงสาวเป็นระยะๆ ด้วยความเอ็นดู วิศนีหันมาเจอสายตาก็เขิน

  โยธินเดินเข้ามาในบ้าน เจออวลอบดักรออยู่ อวลอบมองดูเสื้อผ้า
       
       “นี่แกเพิ่งกลับเข้าบ้านเหรอเนี่ย ไปนอนที่ไหนมา”
       “ผมโตแล้วนะครับคุณแม่ เลิกถามคำถามแบบนี้ซักทีเถอะ”
       “ต้องถามสิ เพราะแกกำลังจะกลับไปทำนิสัยเดิมอีกแล้วใช่ไหม” อวลอบเข้าไปตี “ไปนอนกับอีคนไหนมา บอกมานะ”
       โยธินปัดป้องอย่างเซ็งๆ แล้วตวาด
       “คุณแม่ ! ผมให้ทุกอย่างที่คุณแม่ต้องการแล้ว คุณแม่จะเอาอะไรจากผมอีก เรื่องแค่นี้ให้อิสระผมไม่ได้หรือไง”
       “แกไปติดผู้หญิงจริงๆ ด้วย ใช่นังคนเมื่อวันก่อนที่มาตามแกที่บ้านหรือเปล่า”
       “คุณแม่พูดถึงใคร”
       “มันบอกว่ามันชื่อกุสุมา”
       โยธินทั้งตกใจและประหลาดใจที่กุสุมามาที่นี่
       
       กุสุมานั่งเผชิญหน้ากับโยธินในร้านอาหาร
       “ที่คุณเคยเสนอตัวจะช่วยฉันแยกอารุมกับวิศนีออกจากกัน ฉันตกลง”
       “คุณไปหาผมที่บ้านเพื่อจะพูดเรื่องนี้เหรอ”
       “ใช่ ฉันรู้แล้วว่างานนี้ทำคนเดียวไม่สำเร็จ เราต้องร่วมมือกันตามหาสองคนนั่น”
       โยธินนิ่งฟัง มองอย่างคาดคะเน
       “คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าสองคนนั้นไปอยู่ด้วยกัน”
       “ยังไม่แน่ใจ แต่ก็คิดว่าเป็นไปได้สูง...คุณคิดดูสิ จู่ๆ สองคนนั่นก็หายไปพร้อมกัน ไม่มีใครได้ข่าวพวกเขาอีกเลย มันจะไม่บังเอิญไปเหรอ”
       โยธินแค่นยิ้ม
       “งั้นมันก็เป็นแค่การคาดการณ์ของคุณ ขอโทษนะ ผมไม่ใช่นักสืบ ไม่ได้มีหน้าที่รับจ้างตามหาผู้ชายให้ใคร เอาไว้ให้คุณมีหลักฐานว่าคุณวิศนีไปกับไอ้บ้านั่นแล้วค่อยมาบอก ผมถึงจะช่วย”
       โยธินลุกขึ้นอย่างไม่แยแส กุสุมาผิดหวัง
       “คุณแน่ใจเหรอ กว่าจะถึงวันนั้น ยายวิศนีอาจจะเป็นแค่ของเหลือเดนไปแล้วก็ได้ คุณทนได้เหรอ”
       โยธินยืนนิ่งหันหลังให้กุสุมา แต่ตาวาวเพราะเริ่มกังวล
       “หรือคุณไม่แคร์ เพราะตอนนี้มีเหยื่อรายใหม่ แต่ฉันว่าคุณเปลี่ยนรสนิยมเร็วไปนะ จากลูกสาวเจ้าของบริษัทไปเป็นพนักงานต๊อกต๋อยอย่างวิเวียน”
       คราวนี้โยธินหันกลับมาทันที กุสุมายิ้มอย่างถือไพ่เหนือกว่า
       “คุณพูดอะไร”
       “ฉันเห็นคุณกับเขาเมื่อวานนี้” กุสุมายิ้มขู่ “ฉันอาจจะบอกคุณอำนวยก็ได้ ว่าว่าที่ลูกเขยของเขาเกิดรอเจ้าสาวไม่ไหว เลยหันไปคว้าของกินตกพื้นในบริษัทมาเคี้ยวฆ่าเวลา อยากรู้นักเขาจะว่ายังไง”
       โยธินทั้งโกรธ ทั้งกลัว แต่อึดใจเดียวก็ยิ้มใจเย็น
       “คุณไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ถึงเห็นก็ไม่มีหลักฐาน แต่ถ้าจะลองดูก็เชิญ ผมจะได้ถือว่าคุณเป็นศัตรู”
       โยธินชี้หน้ากุสุมา ส่งสายตาดุดัน ก่อนจะเดินออกไป กุสุมายืนนิ่ง ขัดใจ ไม่กล้าเสี่ยงกับโยธิน
       
       วิศนีกับอารุมช่วยกันกวาดใบไม้ที่ลาน เด็กวัดกับชาวบ้านทำงานอื่นๆ อารุมกวาดใบไม้ไปก็เหลือบมองพวกเด็กๆ ที่ช่วยกันทำงานบ้าง วิ่งเล่นบ้าง
       “มองอะไรเหรอคะ” วิศนีหันมาถาม
       “เห็นเด็กๆ แล้วนึกถึงตัวเองสมัยอยู่วัดน่ะ”
       “ครึกครื้นดีนะคะ เสียดายจัง ตอนนั้นพ่อน่าจะส่งฉันมาเป็นเด็กวัดบ้าง จะได้ไม่ต้องเหงาอยู่บ้านคนเดียว”
       อารุมหันมองวิศนีทำหน้าแปลกๆ แล้วยิ้มขำ
       “เด็กวัดผู้หญิงมีที่ไหนเล่า”
       “ก็เด็กที่อยู่กับชีไงคะ”
       อารุมหัวเราะ
       “ไม่มีหรอก แบบนั้นคุณต้องไปอยู่โบสถ์คริสต์”
       วิศนีทำหน้าย่น
       “ฉันเคยเรียนโรงเรียนแม่ชี พวกท่านไม่ค่อยปลื้มฉันเท่าไรหรอกค่ะ เพราะฉันกระโดกกระเดก แถมยังชอบแหกกฎ”
       อารุมมองยิ้มๆ
       “ทำไมผมไม่แปลกใจก็ไม่รู้นะ”
       วิศนีมองค้อนๆ แล้วหันไปกวาดใบไม้ต่อ ก่อนจะเห็นพวกชาวบ้านเดินกลับ
       “กลับกันแล้วเหรอคะคุณลุงคุณป้า สวัสดีค่ะ”
       อารุมกับวิศนียกมือไหว้ ชาวบ้านเดินเข้ามาจับมือวิศนี
       “อาหารอร่อยมากเลยลูก”
       “พ่อหนุ่มนี่โชคดีนะมีเมียทำกับข้าวเก่ง อย่างนี้ไม่อดตายแล้วล่ะ”
       อารุมกับวิศนีเขิน ได้แต่สบตากัน พวกชาวบ้านหัวเราะแล้วพากันเดินออกไป ทั้งสองตั้งท่าจะกวาดใบไม้ต่อ แต่วิศนีเห็นฝนตั้งเค้าเสียก่อน
       “ฟ้าครึ้มเหลือเกิน เราจะกลับกันเลยไหมคะ เดี๋ยวฝนตก”
       “ก็ดีเหมือนกัน”
       อารุมมองฟ้าอย่างกังวล ฟ้าครึ้มคำราม
       
       อารุมขับรถไปตามถนนเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน ฝนตกหนักมาตลอดทาง รถแล่นฝ่าสายฝนมาสักพักก็หยุดนิ่ง อารุมสตาร์ทเท่าไรก็ไม่ติด
       “บ้าจริงๆ สงสัยจะน้ำเข้าเครื่อง”
       อารุมพยายามติดเครื่องอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จ วิศนีมองผ่านกระจกหน้ารถออกไป เห็นฝนเทลงมาเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
       “แล้วจะทำยังไงล่ะคะ”
       “ผมจะออกไปหาชาวบ้านแถวนี้ เผื่อจะมีใครมาลากรถได้”
       “ฉันไปด้วย”
       
       อารุมกับวิศนีเปิดรถลงมา ฝนยังคงตกหนัก ทั้งสองไม่มีร่ม เลยต้องจูงมือกันวิ่งหลบฝนเข้าป่าข้างทาง

  อารุมจูงวิศนีวิ่งหลบฝนที่ยังคงตกนัก ฟ้าแล่บแปลบปลาบตลอดทาง

       
       “ไม่เห็นมีบ้านคนเลยค่ะ”
       อารุมมองไปรอบๆ อย่างกังวล ก็ไม่เห็นเช่นกัน เสียงฟ้าคำรามครืนๆ แล้วผ่าเปรี้ยง
       “ว้าย !” วิศนีสะดุ้ง
       วิศนีตกใจกลัวฝ้าผ่า กระโดดกอดอารุมแน่น ชายหนุ่มรีบประคองไว้แล้วพาวิ่งต่อไปจนเห็นกระท่อมร้าง
       “เข้าไปหลบในนั้นก่อน”
       อารุมรีบพาวิศนีตรงไปที่กระท่อม เสียงฟ้ายังผ่าดังเปรี้ยงๆ น่ากลัว
       
       กรแก้วรับแหวนจากตำรวจมาดู อวลอบชะโงกหน้าดูด้วย
       “แน่ใจเหรอคะคุณตำรวจว่านี่เป็นแหวนของคุณวิศนี” กรแก้วไม่อยากเชื่อ
       “ลักษณะของแหวนตรงกับรายละเอียดเครื่องประดับที่คุณอำนวยแจ้งไว้กับเราครับ”
       “แล้วมันไปอยู่ถึงที่นั่นได้ยังไงคะ”
       “ผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่คนที่รับซื้อแหวนวงนี้ยืนยันว่าซื้อต่อมาจากร้านทองในพื้นที่ อวลอบหันมาถามกรแก้ว
       “คุณอำนวยแกมีญาติอยู่ที่นั่นหรือเปล่าคะน้องกรแก้ว พื้นเพแกเป็นคนต่างจังหวัดนี่คะ”
       “คุณอำนวยไม่เคยพูดถึงเลยค่ะ ถ้ามีเราก็คงจะไปตามหาคุณวิศนีที่นั่นตั้งแต่แรก” กรแก้วส่งแหวนคืน “ขอบคุณนะคะคุณตำรวจ ดิฉันจะแจ้งให้คุณอำนวยทราบ”
       ตำรวจเก็บแหวนก่อนจะขอตัวลุกออกไป กรแก้วกับอวลอบเดินไปส่ง
       “ถ้าคุณวิศนียังมีชีวิตอยู่ แล้วถึงกับต้องขายแหวนกิน ก็แสดงว่าคงจะลำบากไม่ใช่น้อย เราต้องรีบพาเธอกลับมานะคะ”
       อวลอบเร่งรัดเพราะอยากได้สะใภ้ กรแก้วยิ่งเครียด ไม่แน่ใจว่าจะหวังได้แค่ไหนว่าวิศนียังอยู่
       
       อารุมถอดเสื้อออกไปบิด แล้วพาดตากไว้ที่จุดหนึ่งภายในกระท่อม ก่อนจะหันมาเห็นวิศนีนั่งกอดตัวเองหนาวสั่นอยู่บนแคร่
       “เสื้อผ้าคุณเปียกหมดแล้ว ระวังจะเป็นหวัดนะ”
       “ฉันทำยังไงได้ล่ะ ไม่มีเสื้อเปลี่ยนนี่คะ”
       วิศนีกอดอกแน่นกว่าเดิมเพราะความหนาว
       “คุณเอาออกมาบิดให้แห้งแล้วค่อยใส่ใหม่ดีกว่า ผมจะออกไปอยู่ข้างนอกก่อน”
       อารุมพูดจบก็ออกไป แล้วปิดประตูกระท่อมไว้ วิศนีค่อยๆ เหลือบมองอย่างระวัง เห็นเขายืนหันหลัง ก็ค่อยๆ คลายใจ ลุกขึ้นเตรียมจะถอดเสื้อผ้าออกมาบิดอย่างที่เขาบอก
       
       อารุมออกไปยืนดูฝนที่หน้ากระท่อม ซึ่งยังตกลงมาไม่ยอมหยุด สักพักก็มีเสียงเคาะมาจากด้านใน
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
       อารุมเดินกลับเข้ามา เห็นวิศนีใส่ชุดเดิม แต่ดูแห้งหมาดขึ้น ไม่หนาวสั่นเหมือนเมื่อครู่ ทั้งสองมองกันเขินๆ ก่อนจะขยับออกไปนั่งอยู่คนละมุม
       “ฝนยังตกไม่หยุดเลย”
       “เราจะได้กลับบ้านไหมคะเนี่ย”
       “ไม่รู้เหมือนกัน”
       อารุมถอนใจกลุ้มๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนแคร่ วิศนีเงี่ยหูฟังเสียงฝน ยังได้ยินฟ้าร้องครืนๆ ก็พลอยกลุ้มไปด้วย
       
       ชีพกับสาวคนใหม่กำลังนัวเนียกันอยู่บนห้องนอน สาวทำท่าระริกระรี้ออดอ้อน
       “พี่ชีพขา เมื่อไรจะพาอ้อยมาอยู่ที่บ้านนี้สักทีล่ะจ๊ะ”
       “แหม ก็พี่บอกแล้วไงว่ารอเก็บเงินอีกแป๊บ เราค่อยๆ ไปหาบ้านสวยๆ เป็นเรือนหอของเราดีกว่านะจ๊ะ”
       “แล้วทำไมถึงอยู่บ้านนี้ไม่ได้ อย่าบอกนะว่าอยู่กับเมีย”
       “ไม่ช้ายไม่ใช่ พี่อยู่กับแม่”
       ชีพพยายามตัดบทด้วยการนัวเนียสาวต่อ แต่จู่ๆ เสียงแววก็ดังขึ้น
       “ชีพ ! ชีพจ๋า ! อยู่บ้านหรือเปล่า ดาร์ลิ้ง”
       ชีพกับอ้อยสะดุ้ง ผละออกจากกัน อ้อยมองหน้าตื่นๆ
       “ไหนว่ามันไปปอยเปตไงวะ” ชีพพึมพำ
       “นั่นแม่พี่เหรอ เรียกกันซะหวานขนาดนั้น”
       ชีพอึกอัก แก้ตัวไม่ออก อ้อยลุกพรวดจะไปเปิดประตู
       “ไหน ขออ้อยไปดูหน้าแม่พี่หน่อยสิ”
       ชีพรีบห้าม
       “อย่าๆๆๆ อย่าไปนะอ้อย พี่ขอร้อง”
       อ้อยชะงัก
       “มันเป็นใคร”
       ชีพลังเล แต่ก็ยังไม่อยากตัดรอนอ้อย เลยพยายามซื้อเวลารีบลุกไปหยิบกระเป๋าเงิน
       “เอางี้ อ้อยหลบไปก่อนนะ พี่ให้ค่ารถนะ”
       “พี่ชีพ !”
       เสียงแววดังเข้ามา
       “ชีพ ! ยังไม่ตื่นเหรอจ๊ะ”
       ชีพร้อนใจ
       “พี่ขอร้องนะอ้อย หลบไปก่อน ถ้าอ้อยอยากได้อะไรพี่จะให้หมดเลย นะ นะจ๊ะ”
       ชีพยัดเงินใส่มืออ้อย แล้วรีบเปิดประตูระเบียง พาอ้อยออกไปแล้วปิดประตู อ้อยกระฟัดกระเฟียด แววเข้ามาในห้อง หันมองซ้ายขวา
       “อ้าว ไปไหนของเขา”
       
       แววปิดประตูกลับออกไป

     ชีพกับอ้อยปีนระเบียง แล้วไต่มาที่ต้นไม้ เพื่อจะลงมาชั้นล่าง อย่างลุกลี้ลุกลน ชีพปีนลงมาก่อน แล้วประคองรับอ้อยลงมา ก่อนจะชะโงกหน้ามองไปทางหน้าบ้าน...แววเดินลงจากบ้านมาหาหงวนที่ถือของเข้ามาวาง

       
       “เห็นชีพไหมนังหงวน”
       “หงวนก็เข้ามาพร้อมกับคุณผู้หญิง จะเห็นได้ยังล่ะคะ”
       “นังนี่ พูดจายอกย้อนนัก เดี๋ยวก็ตบซะ”
       หงวนทำท่ากลัว รีบยกของเข้าครัวไป แววมองตาม จังหวะที่แววหันหลังนั่นเอง ชีพกับอ้อยก็ย่องๆ ผ่านหน้าบ้าน แล้ววิ่งแจ้นออกไป
       
       ชีพพาอ้อยออกมาหลบมุมคุยกันที่ซอยใกล้บ้าน อ้อยทำสะบัดสะบิ้ง
       “พี่ชีพ...พี่ชีพหลอกอ้อย ! มันเป็นเมียพี่ใช่ไหม ใช่ไหมๆๆๆ”
       อ้อยทุบๆๆ
       “พี่กำลังจะเลิกกับมันอยู่แล้วจ้ะอ้อยจ๋า”
       “อ้อยไม่ยอม อ้อยจะไปฟ้องพ่อว่าพี่หลอกอ้อย”
       “โธ่ อ้อย พี่จริงจังกับอ้อยนะ เอางี้ อ้อยเอาเงินไปใช้ให้สบายใจก่อน แล้วเดี๋ยวพี่เคลียร์เรื่องนังแก่เสร็จเมื่อไร พี่จะไปหาอ้อยนะจ๊ะ”
       “ไม่ อ้อยไม่อยากได้เงิน”
       อ้อยพูดจบก็เบิกตาค้าง เมื่อเห็นชีพเปิดกระเป๋าสตางค์ เห็นเงินเป็นปึก
       “ก็ได้ อ้อยเอาหมดนี่ แล้วพี่รีบติดต่อมานะ” อ้อยเปลี่ยนท่าที
       อ้อยดึงเงินไปทั้งปึกจนเกลี้ยงกระเป๋าแล้วเดินออกไป ชีพมองดูในกระเป๋าอย่างเสียดาย ก่อนจะรีบล้วงกระเป๋ากางเกงสองข้างออกมา แต่ไม่มีเงินเหลือสักบาทเดียว ชีพหน้าเหี่ยว
       
       ค่ำนั้น ชีพถูกชกกระเด็นออกมาหน้าบ้าน โยธินตามมาชี้หน้าด่า อวลอบเดินตามมา
       “แกนี่มันหน้าด้านจริงๆ ยังมีหน้ามาขูดรีดพวกฉันอีกเหรอ รู้ไว้ด้วยนะไอ้โง่ ฉันจบสิ้นการเป็นลูกหนี้ไอ้เสี่ยหวินของแกไปแล้ว”
       ชีพคลำแก้ม เจื่อนๆ
       “แหม พูดดีๆ กันก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องชกเลย”
       “แค่ชกมันยังน้อยไปโว้ย”
       โยธินทำท่าเงื้อเท้าจะเตะ ชีพรีบลุกขึ้นถอยหนีออกไป
       “แต่เดี๋ยวพวกคุณก็ต้องเป็นหนี้เสี่ยอีก รวยแต่เปลือกอย่างนี้จะทำมาหากินอะไรรอด”
       “ไอ้ !”
       โยธินโมโหจัด พุ่งไปจะซัดชีพ อวลอบรีบคว้าตัวไว้
       “อย่าให้เสียมือเปล่าเลยโย คนชั้นต่ำอย่างนี้ก็ดีแต่เห่าไปวันๆ มันไม่มีปัญญาทำอะไรเราได้จริงหรอก” อวลอบมองชีพ คาดคะเน “นี่แก แทนที่แกจะหาเรื่องรีดไถฉันไปวันๆ มาช่วยฉันทำงานไม่ดีกว่าเหรอ”
       โยธินชะงัก
       “คุณแม่ !”
       “ฉันจะจ้างแกไปตามหายายวิศนีกลับมาแต่งงานกับโยธิน ถ้าพวกฉันได้ดองกับคุณอำนวย แกก็จะสบายไปด้วยแน่ จะได้สลัดนังเมียแก่ทิ้งไปลืมตาอ้าปากซักทีไงล่ะ”
       ชีพชะงัก มองอวลอบอย่างลังเล โยธินไม่เต็มใจนัก
       
       โยธินเดินเข้าบ้านมาอย่างฉุนเฉียว
       “คนอย่างไอ้ชีพมันจะไปทำอะไรได้ครับ”
       “ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แม่ไปเร่งยายกรแก้ว เขาก็ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง อ้างแต่รอคุณอำนวย จะขยับทำอะไรเองก็กลัวเป็นข่าว คงคิดว่าไม่ใช่ลูกใช่เต้า หายไปก็ดี จะได้ไม่มีคนแบ่งสมบัติละมั้ง”
       “แล้วคุณแม่รู้ได้ยังไงว่าคุณวิศนีอยู่ที่นั่น ตามที่ตำรวจบอก”
       “มันก็ต้องเสี่ยงดู ถ้าไอ้ชีพมันตามเจอ เราก็จะได้เอาหน้าว่าเป็นคนตามหาหนูวิศนีพบไงโย แล้วทีนี้เราจะเร่งรัดคุณอำนวยให้จัดงานแต่งเมื่อไรก็ได้ เผลอๆ ไม่ต้องเสียสินสอดซักบาท”
       อวลอบลูบหัวโยธิน หัวเราะอย่างมีแผน
       
       อารุมยืนดูฝนอยู่นอกกระท่อม เอามือรองน้ำก่อนจะกลับเข้ากระท่อมอย่างเครียดๆ แล้วเดินกลับมานั่งข้างๆ วิศนี มองอย่างเป็นห่วง
       “คุณหนาวไหม เสื้อผมแห้งแล้ว เอาไปใส่ทับอีกชั้นก็ได้”
       อารุมยื่นเสื้อที่ตากอยู่จนเริ่มแห้งให้แต่วิศนีส่ายหน้า
       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทนได้”
       อารุมมองวิศนีอย่างห่วงๆ แต่ไม่เซ้าซี้ โยนเสื้อไปตากไว้ที่เดิม
       
       “เรามาทำบุญแท้ๆ ไม่น่ามีอุปสรรคเลย”

 ในกระท่อมยามนี้ตกอยู่ในความเงียบอึดใจหนึ่ง จู่ๆ วิศนีก็เปรยขึ้นมา

        
       “คุณว่าวิญญาณคุณนนยังโกรธฉันอยู่ไหมคะ”
       อารุมหันมองอย่างแปลกใจ
       “เรื่องอะไร”
       “ก็ทุกเรื่อง...ทั้งตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ และถ้าเธอเห็นฉันยังวนเวียนอยู่ใกล้คุณแบบนี้”
       อารุมนิ่งไป เครียดขึ้นมาอีกเมื่อพูดถึงนนทลี
       “บางทีฉันก็สงสัยว่าที่ชีวิตฉันยังมีเรื่องติดขัดอยู่เรื่อย เป็นเพราะฉันยังชดใช้ให้เธอไม่พอหรือเปล่า”
       “เหลวไหลน่า”
       วิศนียังรำพึงต่อ
       “หรือเธอจะยังโกรธฉันเพราะเรื่องอื่น เรื่องคุณโยธิน”
       อารุมหันขวับมาทันที
       “โยธินมาเกี่ยวอะไรด้วย”
       วิศนีรู้สึกตัว หันมองอารุมอย่างอึดอัด อารุมจ้องคาดคั้น เสียงเข้มขึ้น
       “ผมถามว่าโยธินมาเกี่ยวอะไร”
       
       วิศนีสบตากับอารุมอย่างลังเล แต่ก็รู้ว่าต้องถูกคาดคั้นไม่เลิกแน่
       “วันที่ฉัน...คุยกับนน ฉันพูดเรื่องที่เห็นคุณนนไปทานข้าวกับคุณโยธิน แล้วเธอก็ดูเหมือนจะไม่พอใจ”
       อารุมตกใจ แปลกใจ เพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน พอได้สติ ก็เบือนหน้าหนี ไม่ยอมรับ
       “ไม่จริง”
       “มีคนส่งรูปคุณนนกับคุณโยธินเข้ามาในเมลคุณค่ะ แต่ฉันกลัวคุณสองคนมีปัญหากัน ฉันก็เลยลบทิ้ง”
       “ไม่จริง! คุณโกหก !” อารุมเข้ามากระชาก จับแขนเขย่า “คุณพูดเรื่องนี้ทำไม คุณต้องการอะไร ฮะ”
       “โอ๊ย! อารุม ฉันเจ็บแผล”
       อารุมเขย่าแรง ตวาด
       
       “คุณก็บอกผมมาสิว่าต้องการอะไร”
       
       วิศนีเจ็บแผลจนน้ำตาจะหยด อารุมเห็นเข้าก็รู้สึกตัว ปล่อยมือออก แล้วหันหลังให้ ท่าทางหงุดหงิด กระสับกระส่าย วิศนีลูบแขนตัวเอง
       “ช่างมันเถอะค่ะ ลืมมันซะเถอะ คิดซะว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อคิดไปเองของฉันแล้วกัน”
       “แล้วคุณคิดอะไรล่ะ คิดว่ายังไง”
       “ฉันบอกแล้วไงว่าให้ลืมมันซะ”
       “คุณกำลังจะเล่นตลกอะไร อยู่ๆ คุณก็พูดเรื่องนนขึ้นมา แล้วก็ลากนายโยธินเข้ามาเกี่ยวข้อง มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสิ หรือคุณจะบอกว่าผมเป็นไอ้งั่งที่โดนนนกับไอ้โยธินนั่นสวมเขา" อารุมแค่นหัวเราะ “มันจะเป็นไปได้ยังไง สองคนนั่นไม่ได้รู้จักกัน”
       วิศนีทนไม่ไหว
       “คุณแน่ใจเหรอคะว่าเขาไม่ได้รู้จักกัน ในเมื่อคุณกุสุมาเป็นคนยืนยันว่าเขาสนิทกัน”
       อารุมอึ้ง นึกถึงคำพูดของกุสุมาที่เคยชวนให้ไปตามหานนทลีที่บ้านโยธิน แต่ไม่อยากยอมรับ
       “เป็นไปไม่ได้”
       วิศนีน้อยใจ
       “งั้นก็อย่าเปลืองสมองเลยค่ะ คิดอย่างที่คุณอยากคิดเถอะ”
       อารุมมองวิศนีอย่างดุดัน เพราะโกรธไปแล้ว ระงับอารมณ์ไม่อยู่
       “คุณรู้ไหมว่าผมคิดยังไง ผมคิดว่าคุณพยายามจะหาความชอบธรรมให้ตัวเองว่าการตายของนนก็สาสมแล้ว”
       “ฉันเปล่า !”
       อารุมตวาดใส่หน้า
       “คุณคิด !”
       วิศนีมองอารุมด้วยความน้อยใจ น้ำตาปริ่ม เลยเกิดทิฐิขึ้นมา
       “ก็ได้ ฉันคิด” วิศนีลอยหน้าประชดสุดขีด “ฉันคิดว่าเขาสมควรตายแล้ว เพราะฉันหลงรักคุณจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ฉันก็ไม่มีปัญญาจะเอาชนะคุณนนได้ ก็เลยแกล้งขับรถชนเขาซะ จะได้หมดเสี้ยนหนาม นี่ใช่ไหมที่คุณอยากได้ยิน”
       อารุมเค้นเสียงต่ำ โกรธจัด
       “คุณกำลังจะทำให้ผมบ้านะ”
       “คุณต้องการให้ฉันพูดอย่างนี้ไม่ใช่เหรอคะ คุณต้องการให้ฉันพูดในสิ่งที่คุณคิด คนทั้งโลกอาจจะผิดได้ แต่คุณไม่เคยผิด คุณต้องถูกเสมอ”
       วิศนีกับอารุมมองหน้ากันด้วยความดุดัน เริ่มฉุนกันทั้งคู่
       “แล้วคุณวิเศษกว่าผมนักเหรอ”
       “ไม่หรอกค่ะ ฉันก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มีดีมีชั่ว แต่ฉันก็ยอมรับธาตุแท้ในตัวฉันเอง ไม่ได้หลับตางมงายเหมือนคนบางคน”
       อารุมรู้ว่าวิศนีว่ากระทบก็หน้าตึง กระชากตัวเข้ามาใกล้ พูดเสียงข่มขู่
       “ใช่ แล้วถ้าผมจะหลับตาต่ออีกนิดเดียว...นิดเดียว”
       อารุมกระชากหญิงสาวเข้ามาติดจนใบหน้าเกือบจะชิดกัน วิศนีมองอย่างตระหนก พยายามจะสะบัดออก แต่อารุมจับแน่น
       “คุณรู้ไหม ถ้าผมจะไม่พยายามทำตัวเป็นซื่อตรง เป็นสุภาพบุรุษ คุณจะได้รับบทเรียนจากผม บทเรียนที่คุณจะจำจนตาย”
       วิศนีมองอย่างใจไม่ดี พยายามจะแกะมือของเขาออก แต่ไม่สำเร็จ เริ่มกลัว แต่พยายามสู้เสียงสั่น กลัวนิดๆ
       “ถ้าคุณคิดอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่บทเรียนหรอกค่ะ แต่บทเลวต่างหาก”
       “งั้นคุณก็ยิ่งควรได้รับ จะได้สาสมกับคนที่มีธาตุเลวเท่าๆ กันไงล่ะ”
       อารุมทำหน้าร้ายกาจ กระชากวิศนีเข้ามากอดจูบรุนแรง หญิงสาวขัดขืน แล้วตบหน้าเขาฉาดใหญ่ อารุมชะงักไปเล็กน้อย เห็นเธอน้ำตาคลอๆ แล้วไหลลงมา ก็เริ่มได้สติว่าพูดแรงเกิน เขารู้สึกผิด
       “วิศนี”
       อารุมเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ วิศนีเบือนหน้าหนี แต่ยังร้องไห้อยู่
       “ผม...”
       อารุมประคองแก้มของเธอทั้งสองข้างไว้ แล้วค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้ม เช็ดน้ำตาให้ อย่างอ่อนโยนและแผ่วเบา วิศนีตื่นตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาแต่ลึกๆ ก็เริ่มหวั่นไหวกับความอ่อนโยน เลยไม่ขัดขืน อารุมถอนใบหน้าออกมา ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง อย่างตกอยู่ในภวังค์ อารมณ์คุกรุ่นเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป มีแต่ความอ่อนหวานอบอวล
        
       อารุมค่อยๆ ประคองวิศนีลงไปบนแคร่ ทั้งสองยังคงสบตากันอย่างหวานซึ้งเคลิบเคลิ้ม ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มลงไปจูบหญิงสาวอีกครั้ง

   เช้าวันใหม่...เพ็ญ ฉาย จันทร์เดินออกมาหน้าบ้านวิโรจน์ เห็นรถอารุมยังไม่มาจอดก็แปลกใจ เพ็ญหันไปถามฉาย

       
       “นี่คุณอารุมกับคุณนียังไม่กลับมาอีกเหรอพี่”
       ฉายส่ายหน้า ถอนใจ
       “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า คุณอารุมก็ไม่พกโทรศัพท์ซะด้วย”
       “นี่ไม่ใช่นังคุณนีหาเรื่องซวยๆ ให้พี่อารุมอีกแล้วนะ ชื่อคุณนีอะไรนี่มันย่อมาจากกาลกิณีหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       จันทร์สะบัดสะบิ้งเดินออกไป ฉายกับเพ็ญมองตาม ส่ายหน้ารำคาญ
       
       อารุมรู้สึกตัวตื่นขึ้นบนแคร่ในกระท่อม และพบว่าตัวเองนอนอยู่คนเดียว โดยไม่มีเงาวิศนีอยู่ด้วย หลังจากทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนสักพัก ก็รีบลุกขึ้นคว้าเสื้อใส่อย่างตกใจ กลัวเธอหายไป
       “วิศนี”
       อารุมรีบผลักประตูกระท่อมออกไป แต่กลับเห็นวิศนีนั่งเหม่ออยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้ากระท่อม ฝนหยุดตกแล้ว...อารุมเดินเข้าไปหาช้าๆ อย่างเกรงใจ วิศนีเหลือบมามองแล้วเบือนหน้าหนี
       “ผมตื่นมาไม่เห็นคุณ ตกใจเลย”
       วิศนีตอบเมินๆ
       “ฉันออกมารองน้ำล้างหน้าน่ะค่ะ เมื่อเช้าฝนยังตกอยู่”
       อารุมเห็นท่าทางหมางเมินของเธอก็ยิ่งรู้สึกผิด ขยับเข้าไปหา แล้วโอบกอดไว้
       “วิศนี เรื่องเมื่อคืน ผม...”
       “ช่างเถอะค่ะ อย่าพูดถึงมันเลย”
       “ไม่ได้ ผมต้องพูด ไม่งั้นคุณคงไม่เข้าใจ”
       “ฉันเข้าใจค่ะ” หญิงสาวสบตาเขา “ฉันไม่ได้โกรธคุณ เพราะถ้าฉันโกรธ ฉันก็คงต้องโทษตัวเองด้วยที่ยอมให้มันเกิดขึ้นง่ายๆ”
       อารุมยิ่งไม่สบายใจ กอดกระชับเธอแน่นขึ้นอีก
       “แต่ผมดีใจที่มันเกิดขึ้นนะ อย่างน้อยก็ทำให้ผมแน่ใจตัวเองมากขึ้นแล้วว่า...”
       อารุมกำลังจะสารภาพความในใจ แต่พูดไม่จบ วิศนีก็แกะมือออก แล้วลุกหนีออกไป
       “ฝนหยุดแล้ว เราน่าจะกลับไปที่รถนะคะ จะได้หาทางกลับบ้าน”
       อารุมเจื่อนๆ ไปที่วิศนีไม่ยอมฟังคำหวาน ได้แต่พยักหน้ารับฝืนๆ วิศนีมองอย่างเย็นชาแล้วเดินนำออกไป
       
       เดชชาตินอนคลุมโปงอยู่บนเตียง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขางัวเงียคว้าโทรศัพท์มากดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       “พี่ชาติ ตื่นหรือยัง”
       เดชชาติงัวเงีย
       “ตื่นเพราะเสียงปลุกของเธอนี่แหละ มีอะไร”
       “เปิดหน้าต่างหน่อยสิ”
       เดชชาติหาว แล้วลุกขึ้นนั่งอย่างเซ็งๆ ก่อนจะลุกไปเปิดหน้าต่าง เห็นนีรนุชยืนยิ้มแป้นอยู่ที่อีกฝั่งถือโทรศัพท์ค้างอยู่ที่หู
       “พี่ชาติ รับให้ดีนะ”
       เดชชาติทำหน้าเหวอๆ ไม่เข้าใจ ทันใดนั้นเอง นีรนุชก็โยนกระป๋องโทรศัพท์สีชมพูแหววข้ามมา เดชชาติตั้งรับไม่ทัน โดนหน้าอย่างแรง
       “โอ๊ย ทำอะไรวะเนี่ย ยายนุช ! จะแกล้งกันแต่เช้าเหรอ”
       นีรนุชหัวเราะขำ
       “นุชขอโทษ”
       “แล้วนี่อะไร อย่าบอกนะว่า...”
       เดชชาติหยิบมาดูอย่างคลับคล้ายคลับคลา
       “โทรศัพท์กระป๋องอันใหม่ไง นุชทำมาแทนอันเก่าที่พังไป”
       “ฮะ! นี่เธอจะบังคับให้พี่กลับมาเล่นไอ้นี่อีกเหรอ”
       “เราจะได้เอาไว้คุยกันไง”
       “ปัดโธ่ เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปถึงไอโฟนห้าแล้วเจ๊ ยังจะมาเล่นกระป๋องอะไรอีก”
       “ก็มันไม่ได้อารมณ์นี่ น่าพี่ชาติ นุชอุตส่าห์นั่งทำทั้งคืน พี่ชาติแขวนไว้นะ พอมีอะไรเราจะได้คุยกัน นะ...นะ”
       นีรนุชทำหน้าอ้อน เดชชาติพยักหน้าเซ็งๆ
       “เออๆ เลิกเวิ่นเว้อได้แล้ว ไปอาบน้ำ เดี๋ยวจะไปทำงานสาย”
       “ค่าคุณพ่อ”
       นีรนุชโบกมือบ๊ายบายเดชชาติแล้วปิดหน้าต่าง หายเข้าห้องไป เดชชาติมองกระป๋องสีหวาน แล้วส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มแบบระอา
       
       เจ้าของอู่เข้ามาเปิดฝากระโปรงรถของอารุม
       “โฮ้ย แบบนี้ไม่ยากครับคุณ รอซักครู่นะ รับรองแป๊บเดียวแล่นฉิว”
       “ขอบคุณครับ”
       อารุมยิ้มรับ แล้วจะเดินกลับไปนั่งรอ แต่เห็นวิศนีเดินเตร็ดเตร่อยู่ริมถนน เหมือนจะไปไหนซักที่”
       อารุมใจคอไม่ดี
       
       วิศนีเดินไปตามถนน อารุมวิ่งปราดมาถึงแล้วคว้าตัวไว้
       “คุณจะไปไหน”
       “ฉันตกใจหมด”
       อารุมดุ
       “ผมถามว่าคุณจะไปไหน”
       วิศนีถูกดุก็เริ่มรวนขึ้นมาบ้าง
       “ทำไมล่ะคะ ฉันไม่ใช่นักโทษของคุณนะ”
       “กลับไปกับผมเดี๋ยวนี้นะ”
       “อารุม”
       “หรือจะให้ผมอุ้ม”
       อารุมขยับเข้ามาทำท่าจะอุ้ม วิศนีตกใจ หันไปมองรอบๆ กลัวคนมาเห็นเข้า
       “นี่คุณ จะมายุ่งอะไรกับฉัน”
       “งั้นคุณก็บอกผมมาว่าคุณจะไปไหน”
       วิศนีเซ็ง
       “ฉันจะไปหาตู้สาธารณะโทรศัพท์บอกฉายกับเพ็ญไงคะ เขาจะได้ไม่เป็นห่วงว่าเราหายไป”
       อารุมอึ้ง ค่อยคลายใจ
       “ก็แล้วไป ผมนึกว่าคุณจะหนี งั้นผมไปด้วย”
       
       วิศนีมองอารุมอย่างเซ็งๆ แล้วเดินหนีไป ยังงอนไม่หาย

    วิศนีเข้ามาในตู้โทรศัพท์สาธารณะ หยอดเหรียญแล้วจะกดเบอร์โทร. แต่หันมาเห็นอารุมตามเข้ามายืนแนบชิดก็เริ่มรำคาญ

       
       “คุณไม่ต้องตามติดฉันขนาดนี้ก็ได้ ฉันไม่หนีคุณไปไหนหรอก”
       “ผมไม่ได้กลัวคุณหนี ผมอยากอยู่ใกล้คุณ”
       อารุมส่งสายตาวิบวับ แล้วขยับเข้าไปใกล้อีก วิศนีเขินแต่ก็ทำอึดอัด หันไปกดเบอร์โทรศัพท์
       “ฮัลโหล ฉายเหรอจ๊ะ นี่ฉันเอง...ฉันไม่เป็นอะไรจ้ะ ตอนนี้เรา...”
       วิศนียังพูดไม่จบ อารุมก็แย่งโทรศัพท์ไป
       “เราไปเที่ยวกันมา เดี๋ยวบ่ายๆ ก็กลับแล้ว ฉายกับเพ็ญไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
       วิศนีอ้าปากหวอ เมื่อได้ยินเขาพูดเป็นชุดแล้ววางสายไป อารุมทำหน้าตาเฉย
       “อะไร ผมพูดผิดเหรอ”
       “เราไม่ได้มาเที่ยวสักหน่อย”
       อารุมยิ้มแซว
       “งั้นเรียกว่าฮันนีมูนดีไหม ผมจะโทรไปบอกฉายใหม่”
       อารุมทำท่าจะหยอดเหรียญโทรศัพท์ใหม่ วิศนีรีบแย่งโทรศัพท์มาวาง แล้วจะออกจากตู้ แต่เขายืนขวางไว้
       “อารุม ออกไปสิคะ”
       “คุณจะไล่ผมไปถึงไหน”
       “ฉันไม่ได้ไล่ แต่ว่า...”
       วิศนีพยักหน้าไปทางด้านหลัง อารุมหันไปมอง เห็นชาวบ้าน 2-3 คนมาต่อคิวรอใช้โทรศัพท์ ตีหน้ายักษ์ใส่ อารุมหน้าเจื่อนๆ รีบถอยออกมา แล้วดึงวิศนีตามออกมา พวกชาวบ้านมองทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์
       อารุมยิ้มขำกับวิศนีแล้วรีบพากันหลบมา
       
       ฉายวางสาย ยิ้มแก้มปริ แล้วหันไปบอกเพ็ญ
       “คุณอารุมบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะกำลังฮันนีมูนอยู่กับคุณนี”
       เพ็ญตบเข่าฉาด
       “เห็นไหมล่ะพี่ ฉันบอกแล้ว คู่กันแล้วยังไงก็ไม่แคล้วกัน”
       ฉายกับเพ็ญยิ้มให้กัน จันทร์ฟังแล้วทนไม่ได้ ลุกพรวดขึ้น แทบกรี๊ด
       “ฮึ้ยยย ไม่จริ๊ง ไม่จริง ! ไม่จริ๊ง !”
       จันทร์ตะโกนใส่ฉายกับเพ็ญแบบเด็กนิสัยเสีย แล้ววิ่งออกจากบ้านไป
       “นังนี่มันท่าจะบ้าไปใหญ่แล้วนะ”
       เพ็ญส่ายหน้าระอา
       
       จันทร์กระแทกเท้าเข้ามาในบ้านวิโรจน์อย่างฉุนเฉียว
       “เป็นเพราะนังคุณนีรนุชอะไรนั่นคนเดียว มันถึงยังเสนอหน้าอยู่ที่นี่ แล้วก็ลงเอยกับพี่อารุมได้”
       จันทร์กระสับกระส่าย เหวี่ยงข้าวของระบายอารมณ์ จนไปโดนโทรศัพท์อารุมตกลงมา จันทร์รีบเข้าไปเก็บ แล้ววางคืนบนโต๊ะ เห็นซิมการ์ดที่อารุมถอดทิ้งไว้ตั้งแต่ทำมือถือตกน้ำคราวก่อน จันทร์นิ่งคิด เหมือนได้ไอเดียอะไรบางอย่าง แล้วลองเอาซิมการ์ดใส่โทรศัพท์ เปิดเครื่องอีกครั้ง เห็นเบอร์โทรศัพท์ของกุสุมาโทรเข้ามาเกือบ 100 ครั้ง จันทร์อ่านชื่อ
       “กุสุมา ใครอีกล่ะเนี่ย”
       
       กุสุมานอนซมอยู่ที่ห้องรับแขก หมดอาลัยตายอยาก จู่ๆ โทรศัพท์ข้างตัวก็ดังขึ้น กุสุมาลุกพรวดขึ้นหยิบ พอเห็นเบอร์อารุมก็ตื่นเต้น กดรับสาย ละล่ำละลัก
       “อารุม ! อารุมเหรอจ๊ะ อารุมอยู่ที่ไหน !” กุสุมาชะงักหน้าเสีย “แกไม่ใช่อารุม แล้วแกเป็นใคร”
       กุสุมานิ่งฟังปลายสาย จันทร์กำลังบอกกุสุมาว่าอารุมอยู่กับวิศนี กุสุมาตกใจ
       “อะไรนะ อารุมอยู่กับใครนะ”
       
       กุสุมาเก็บของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว รีบร้อน ป้าเปิดประตูเข้ามา
       “แกจะไปไหนสุ”
       “ไปหาอารุม สุรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่ไหน”
       “นี่แกยังจะไปตามตื๊อเขาอีกเหรอ ตกลงเขาหายไปไหนมา”
       “เขาไปอยู่ กับนังวิศนี !”
       ป้าทำหน้างง กุสุมาพูดต่อด้วยอารมณ์ขณะยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋า
       “ก็ผู้หญิงที่มันฆ่านนไงป้า ตอนนี้มันกำลังจะแย่งอารุมไปจากสุ”
       “แต่เขาไปอยู่กับผู้หญิงอื่นแบบนี้ แสดงว่าเขาไม่เห็นค่าแกแล้วนะ”
       กุสุมากรี๊ดลั่นเหลืออด
       “หนูไม่สนเขาจะเห็นค่าหนูหรือไม่เห็น อารุมเป็นของหนู ยังไงหนูก็ต้องเอาเขากลับมา”
       กุสุมาปิดกระเป๋า แล้วหิ้วออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ป้ามองตามอย่างกลุ้มๆ
       
       อารุมขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน ฉายกับเพ็ญ รีบออกมาต้อนรับ
       “คุณนี คุณอารุม พวกเราเป็นห่วงแทบแย่แน่ะค่ะ”
       “ขอโทษด้วยนะจ๊ะ เมื่อคืนนี้เราติดต่อใครไม่ได้เลย”
       “ไปเที่ยวที่ไหนกันมาเหรอครับ”
       อารุมจะพูด แต่วิศนีรีบแทรกขึ้นมาเสียก่อน
       “ไม่ได้ไปเที่ยวหรอกจ้ะ เราติดฝนน่ะ” หญิงสาวเหล่มองชายหนุ่ม “รถคนบางคนเสียอีกตามเคยก็เลยออกมาไม่ได้”
       อารุมยิ้มระรื่นไม่รู้สึกรู้สา เพราะกำลังมีความสุข
       “ตายจริง งั้นคุณคงจะหิวกัน เดี๋ยวเพ็ญรีบไปทำอาหารนะคะ เชิญค่ะ”
       ฉายกับเพ็ญเดินนำวิศนีกับอารุมเข้าบ้าน จันทร์โผล่หน้าออกมาแอบมอง สายตาร้าย
       
       “มีความสุขไปก่อนเถอะคุณนี เดี๋ยวแกได้น้ำตาตกอีกรอบแน่”



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 24 พ.ย. 55 17:40:07
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน