อุบัติเหตุ ตอนที่ 15

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 15

อุบัติเหตุ ตอนที่ 15

ค่ำนั้น...วิศนีอาบน้ำแต่งตัวใหม่ นั่งหวีผมอยู่ที่หน้ากระจก จู่ๆ อารุมก็เปิดประตูเข้ามาในชุดพร้อมเข้านอน

       “คุณเข้ามาทำไมคะ”
       “ผมง่วงแล้ว”
       อารุมทำหาวแล้วเดินมานั่งที่เตียง แล้วดึงผ้าคลุมออก
       “คุณนอนฝั่งไหน ผมนอนฝั่งนี้แล้วกัน”
       วิศนีมองอารุมที่มาเจ้ากี้เจ้าการอย่างตกใจ รีบลุกมาหา
       “นี่คุณ คุณจะทำอะไร”
       อารุมไม่ตอบ แกล้งหลับตา วิศนีโมโห เข้าไปกระชากแขนให้ลุกขึ้น
       “คุณอารุม ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ ออกไปห้องคุณสิ”
       “ไม่เอา ห้องนั้นหนาว ห้องนี้อุ่นกว่า”
       อารุมพูดจบก็รวบตัวกอดไว้ วิศนีขัดขืนผละออก
       “คุณอย่าคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงใจง่ายนะ กลับไปซะ”
       “ทำไมล่ะ ผัวเมียกันก็ต้องนอนห้องเดียวกันสิครับ”
       “คุณอย่าพูดอย่างนี้ได้ไหม”
       อารุมยิ้มมีเลศนัย
       “ก็มันจริง”
       วิศนีมองอารุมที่นอนยิ้ม ไม่ยอมลุกอย่างยอมแพ้
       “ฉันไปเองก็ได้”
       วิศนีเดินหนีออกไปจากห้อง
       
       วิศนีเดินเข้ามาที่ห้องอารุม แล้วจะปิดประตู แต่เขาโผล่ตามมา เธอตกใจพยายามจะผลักประตูปิด แต่อารุมออกแรงดันจนเข้ามาได้อีก
       “คุณเอายังไงกับฉัน” วิศนีเริ่มโมโห
       “ก็ไม่เอายังไง คุณนอนไหน ผมก็นอนนั่น”
       “ทำไมคุณทำอย่างนี้ คุณเห็นฉันเป็นอะไร”
       อารุมเข้ามากอดวิศนีไว้
       “ผมแค่อยากอยู่ใกล้คุณนะ”
       วิศนีน้อยใจ
       “บทเลวที่คุณให้กับฉันมันยังไม่พอหรือไงคะ”
       “ผมบอกแล้วไงว่าอย่าคิดถึงมันอีก ผมมันปากไม่ดี ผมไม่ได้ตั้งใจ คุณจะตบปากผมอีกกี่สิบครั้งก็ได้”
       อารุมเห็นวิศนีนิ่งไม่ตอบ ก็จับตัวเธอหันมา สีหน้าจริงจังขึ้น
       “วิศนี ผมอาจจะเคยทำอะไรร้ายๆ กับคุณไว้มาก แต่ผมก็เสียใจกับทุกอย่างที่ทำ มันจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ผมจะไม่ทำร้ายจิตใจคุณอีก”
       “เพราะฉันไม่เหลืออะไรให้คุณทำร้ายได้อีกน่ะสิ”
       “ไม่ใช่ แต่เพราะผมไม่อยากทำร้ายจิตใจตัวเองแล้วต่างหาก”
       วิศนีอึ้งๆ มองหน้าอารุมอย่างแปลกใจ
       “คุณคงไม่รู้ว่าทุกครั้งที่ผมทำให้คุณร้องไห้ ผมเจ็บปวดยิ่งกว่าคุณเสียอีก”
       อารุมพูดแล้วกอดหญิงสาวไว้แน่น วิศนีน้ำตาซึม
       “ผมคิดโง่ๆ ว่าความเจ็บปวดมันจะหายไปเอง แต่มันก็ทรมานผมมากขึ้นทุกวัน จนวิโรจน์มาเตือนสติว่าผมอาจจะต้องเสียคุณไป ผมถึงได้รู้สึกตัวว่าผมทำผิดมากเหลือเกิน”
       วิศนีผละออกจากอ้อมกอด มองเขาน้ำตาไหล
       “คุณไม่ได้เกลียดฉันแล้วเหรอคะ”
       “ผมไม่เคยเกลียดคุณเลย” ชายหนุ่มประคองหน้าหญิงสาวอย่างอ่อนโยน “ผมเคยพยายามจะเกลียดคุณด้วยวิธีโง่ๆ แต่หัวใจมันดื้อ ผมยอมแพ้แล้ว แล้วคุณล่ะ เกลียดผมหรือเปล่า”
       อารุมถามพร้อมกับยิ้มตาหวาน วิศนีหลบตาอย่างขวยเขินและส่ายหน้าแทนคำตอบ ชายหนุ่มยิ้มปลื้ม เชยคางหญิงสาวให้เงยสบตา แล้วก้มหน้าลงจูบอย่างนิ่มนวล โดยที่เธอไม่ขัดขืน
       
       เช้าวันใหม่...วิศนีออกมาเดินทอดอารมณ์อยู่คนเดียวริมทะเลในตอนเช้า สายตาเหม่อไปเรื่อย อารุมเดินออกจากบ้านมาเห็นเธอเดินอยู่ตามลำพังก็อมยิ้ม แล้วก้าวตรงมาหา วิศนีเดินไปเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีก็มีผ้าผืนใหญ่มาโอบไหล่ไว้ พร้อมกับการถือวิสาสะกอดของอารุม
       “แดดเริ่มแรงแล้ว เดี๋ยวจะดำซะหมด”
       “ฉันทาครีมกันแดดหรอกน่า”
       วิศนีทำเป็นผลักออกนิดๆ แต่เขาไม่ยอมปล่อย เธอเลยพูดแก้เขิน
       “วันนี้คุณตื่นสาย อดดูพระอาทิตย์ขึ้นเลย สม”
       “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ได้ ช่วงนี้ผมมีกำลังใจพอแล้ว”
       อารุมพูดแล้วถือโอกาสหอมแก้ม
       “วันนี้เราจะไปไหนกันดี คุณอยากไปเที่ยวไหนอีกไหม”
       “ฉันไม่อยากเที่ยวแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่ได้ไปช่วยงานพวกแม่บ้านมาหลายวันแล้ว คุณเองก็น่าจะกลับไปทำงาน”
       “ผมคงไม่ออกเรือแล้วล่ะ ไม่อยากทิ้งคุณไว้ตามลำพัง”
       “แล้วคุณจะทำอะไร”
       “ฉายบอกว่ามีคนจะขายสวนมะพร้าว ผมอยากจะไปดูเหมือนกันว่าดีไหม เราไปดูด้วยกันนะ”
       อารุมมองตาอ้อน วิศนียิ้มใจอ่อน กำลังจะตอบ แต่มีเสียงจันทร์ดังขึ้นเสียก่อน
       “พี่อารุมจ๋า มีคนมาหาจ้ะ”
       อารุมกับวิศนีหันไปมอง เห็นจันทร์โผล่มาหายิ้มระรื่น ก่อนจะมีคนก้าวตามออกมา...กุสุมาหิ้วกระเป๋าใบโต ยิ้มร่า อารุมกับวิศนีชะงัก
       “อารุม!”
       
       อารุมกับวิศนีตะลึง คาดไม่ถึง

 อารุมช่วยลากกระเป๋ากุสุมาเข้าบ้าน โดยมีกุสุมาเกาะแขนพูดเจื้อยแจ้ว วิศนีเดินหน้าเจื่อนๆ ตามมา ส่วนจันทร์รั้งท้าย

       
       “สุดีใจมากเลยนะที่เจออารุม รู้ไหมว่าสุตามหาอารุมแทบพลิกแผ่นดิน ทำไมไปไหนไม่บอกสุ ปล่อยให้เป็นห่วงอยู่ได้”
       “ผม” อารมณ์มองวิศนีอย่างลำบากใจ “ผมอยากจะหลบมาเงียบๆ สักพักน่ะ”
       “แหม สุน่าจะนึกออกว่าอารุมชอบมาบ้านวิโรจน์ ลืมไปว่าสมัยเรียนเราก็มาเที่ยวที่นี่กันบ่อยๆ ตอนที่นนอยู่ไงจ๊ะ”
       กุสุมายิ้มระรื่น แล้วปรายตาไปทางวิศนีที่เริ่มอึดอัดขึ้นทุกที
       “คุณกุสุมามาเหนื่อยๆ ฉันจะไปหาน้ำเย็นๆ มาให้นะคะ”
       วิศนีเลี่ยงลุกออกไป จันทร์ยิ้มเยาะ ขณะที่อารุมมองตามอย่างห่วงใยความรู้สึก
       “แล้วสุรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       กุสุมาอึกอัก เหลือบมองจันทร์ จันทร์รีบส่งซิกขอร้องไม่ให้บอก กุสุมาเลยมั่วใส่
       “ก็เดชชาตินั่นแหละ สุคาดคั้นตั้งนานกว่าเขาจะยอมพูด”
       อารุมแอบเซ็ง คิดว่าเดชชาติปากโป้งจริงๆ
       
       วิศนีกำลังแกะน้ำแข็งจากตู้เย็นใส่แก้ว เพื่อรินน้ำไปให้กุสุมา น้ำแข็งกระเด็นลงพื้นไปก้อนหนึ่ง จันทร์ตามเข้ามาเยาะเย้ย
       “เหนื่อยหน่อยนะ บ้านนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนหัวกระไดไม่แห้งเลย”
       วิศนีรู้ว่าจันทร์ว่าเหน็บ แต่ไม่อยากตอบโต้ เลยทำไม่สนใจ จันทร์ยั่วต่อ
       “คราวที่แล้วน้องแฟนเก่าตามมา คราวนี้เป็นเพื่อนแฟน แล้วมันจะหาความสุขไปได้ยังไง้ นี่แหละ ของที่แย่งชิงเขามา มันไม่ยั่งยืนหรอก”
       วิศนีมองอย่างอดทน
       “เธอจะช่วยฉันยกน้ำออกไปหรือจะมาหาเรื่องเฉยๆ”
       “ช่วยให้โง่น่ะสิ”
       จันทร์สะบัดหน้าเดินออก แต่เหยียบก้อนน้ำแข็ง ไถลลื่น แล้วล้มก้นจ้ำเบ้า
       “ว้าย โอ๊ย !”
       จันทร์ล้มลงกับพื้น เอามือจับก้นตัวเองอย่างเจ็บปวด วิศนีแอบสะใจนิดๆ แล้วไม่สนใจ เดินข้ามหัวจันทร์ไปเลย ทิ้งให้จันทร์มองอย่างขัดใจ
       
       วิศนีเอาน้ำมาวางแล้วนั่งลงที่โซฟา นั่งห่างจากอารุม แบบระวังตัว กุสุมาหันไปมองวิศนีแบบชิงชังนิดๆ แล้วรีบปรับสีหน้า แกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว
       “คุณวิศนีมาอยู่ที่นี่นานหรือยังคะ”
       วิศนีทำหน้าอึกอักมอง อารุมตัดสินใจบอกไปตรงๆ
       “คุณวิศนีมาพร้อมผม”
       กุสุมาเจื่อนไปนิด แม้จะรู้อยู่แล้วเพราะไม่คิดว่าอารุมจะกล้ายอมรับตรงๆ
       “แหม คนที่บ้านคุณเขาตามหาคุณกันให้ควั่กแล้วมั้งคะ คงไม่นึกว่าคุณจะมาอยู่กับอารุมได้”
       กุสุมาจงใจจิกให้วิศนีละอายใจ วิศนีเห็นสายตาเชือดเฉือนของกุสุมาก็ได้แต่ข่มใจ
       “คุณกุสุมาเองก็คงตั้งใจจะมาพักที่นี่เหมือนกัน นอนที่ห้องฉันแล้วกันนะคะ”
       วิศนียิ้มให้กุสุมา แต่ก็เป็นยิ้มที่ประชดประชันจนกุสุมาดูออกหน้าเสียไป
       
       กุสุมากระแทกกระเป๋าลงบนพื้น เลิกสร้างภาพเมื่ออยู่ตามลำพัง
       “ถามคุณจริงๆ เถอะ คุณมาทำอะไรที่นี่”
       “ฉันคงไม่ต้องอธิบายให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องฟังมั้งคะ”
       วิศนีพูดจบก็เดินออกไป กุสุมากระชากแขนไว้
       “หน้าไม่อาย ! ไม่อยากอธิบาย หรือไม่กล้าสารภาพตรงๆ ว่าตามมาเกาะผู้ชาย”
       วิศนีหันกลับมา ด่าด้วยสายตาว่ากุสุมาพูดไม่ดูตัวเอง แล้วสะบัดแขนออก
       “คุณนอนที่นี่คนเดียวได้ใช่ไหม ฉันจะไปนอนอีกบ้านนึง”
       “ก็ดี อย่าให้ฉันเห็นว่าแอบเข้าไปนอนกับอารุมก็แล้วกัน”
       วิศนีมองกุสุมาด้วยความสมเพช แล้วเดินออกไป...วิศนีเดินออกมา เจออารุมดักรออย่างเป็นห่วง
       “เป็นยังไงบ้าง สุเขาอยู่ได้ไหม”
       “ฉันจะไปอยู่บ้านฉายกับเพ็ญชั่วคราวนะคะ คุณจะได้รับแขกสะดวก”
       วิศนีจะเดินออกไป อารุมดึงแขนไว้เสียงอ้อน
       “ไม่ไปได้ไหม”
       “ฉันว่าคุณกุสุมาคงไม่อยากเห็นหน้าฉันนักหรอก ฉันไปอยู่ที่อื่นดีกว่า”
       วิศนีจะไป แต่อารุมไม่ยอมปล่อยมือ
       “งั้นผมจะไปด้วย”
       
       วิศนีงวยงง

 กุสุมาเดินออกมาจากในบ้าน หลังจากจัดเสื้อผ้าเสร็จ

       
       “อารุม อารุมจ๊ะ”
       กุสุมามองหาไม่เห็นใคร เห็นเพ็ญเอาเสื้อผ้าที่ซักแล้วใส่ตะกร้ามาให้อารุมกับวิศนีพอดี
       “อารุมล่ะ”
       “ออกไปข้างนอกกับคุณนีค่ะ”
       กุสุมากระชากเสียงถาม
       “ไปไหน”
       เพ็ญหมั่นไส้ที่กุสุมาเหวี่ยงใส่
       “ไม่ทราบค่ะ ปกติคุณสองคนเธอก็ออกไปเที่ยวไหนกันบ่อยๆ ฉันไม่กล้าถามหรอกค่ะ”
       “ที่หลังก็หัดใช้ปากให้เป็นประโยชน์ซะบ้างสิ”
       กุสุมาระบายอารมณ์ผลักตะกร้าผ้าจนหลุดมือ แล้วเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างฉุนเฉียว เพ็ญตกใจ รีบก้มลงเก็บผ้า แล้วมองตามอย่างไม่พอใจและเริ่มไม่ชอบขี้หน้า
       กุสุมากลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้งอย่างเดือดดาล
       “ฉันมาถึงนี่แล้ว ฉันจะต้องกำจัดแกไปให้ได้ นังวิศนี”
       
       ด้านอารุมขับรถพาวิศนีเข้ามาตามถนนในสวนมะพร้าว แล้วจอดที่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง เย็นกับเมียเดินออกไปรอ แล้วยกมือไหว้ทั้งสอง
       “คุณอารุมใช่ไหมครับ”
       “ใช่ครับ ที่เรานัดกันไว้น่ะครับ”
       “งั้นเชิญเลยครับ”
       เย็นรีบเชิญอารุมกับวิศนี เข้าสวน...สองผัวเมียพาอารุมเดินดูสวนมะพร้าว และชี้อธิบายสิ่งต่างๆ อารุมกับวิศนีฟังอย่างสนใจ แต่ก็ปาดเหงื่อไปด้วยเพราะความร้อน
       “มะพร้าวทั้งสวนเนี่ย ขายได้ตกเดือนละประมาณหมื่นกว่าบาท ก็พออยู่ได้ครับสำหรับแถวนี้”
       “แล้วทำไมจะขายซะล่ะครับ”
       “ผมกับเมียจะย้ายไปอยู่กับแม่ยายน่ะครับ แกตัวคนเดียวไม่มีคนดูแล”
       อารุมพยักหน้ารับรู้ แล้วหันมามองวิศนี เห็นเธอเหงื่อตก
       “คุณไหวหรือเปล่า เข้าไปพักในร่มก่อนดีกว่านะ”
       “เดี๋ยวฉันพาไปค่ะ”
       เมียของเย็นประคองวิศนีออกไป อารุมมองตามอย่างเป็นห่วงแล้วหันมาคุยกับเย็น ก่อนจะเดินดูสวนต่อ
       
       วิศนีนั่งเอาช้อนขูดเนื้อมะพร้าว แต่ขูดได้เป็นแค่ขุยๆ เพราะทำไม่เป็น เลยเหมือนนั่งเล็มทีนิดๆ เพราะกินไปก็ต้องคายเปลือกที่ติดมากับเนื้อมะพร้าวทิ้งไปด้วย อารุมเดินเข้ามามองอย่างเอ็นดู แล้วดึงลูกมะพร้าวมาขูดให้
       “คุณทำแบบนั้นเมื่อไรจะกินหมดลูก มันต้องเอียงๆ ช้อนหน่อย จะได้ออกมาเป็นแผ่น”
       อารุมใช้ช้อนแคะอย่างเชี่ยวชาญ จนได้เนื้อเป็นแผ่นยื่นให้ วิศนียิ้มเขินๆ แล้วลองทำตามบ้าง อารุมหันไปหยิบอีกลูกมาทุบ แล้วเทน้ำเข้าปาก วิศนีมองอย่างทึ่ง
       “ทำไมคุณทุบเก่งจัง เมื่อกี้ฉันลองทำดู มันแตกหมดเลย ไม่ได้กินน้ำสักหยด”
       “อ้ะ ลองชิมดู”
       อารุมยื่นลูกมะพร้าวที่กินอยู่ให้แล้วหันไปทุบอีกลูกมากินต่อ
       “คุณคิดว่าผมควรซื้อดีไหม”
       “คุณจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอคะ”
       “ก็อยากอยู่ ถ้าคุณจะอยู่กับผม”
       อารุมมองวิศนีนิ่งๆ แบบจริงจัง วิศนีสะอึกไป
       “คุณคิดดีแล้วเหรอคะ”
       “ผมให้คุณคิดต่างหาก ถ้าคุณบอกว่าไม่ ผมก็ไม่”
       “ทำไมต้องขึ้นอยู่กับฉัน”
       “เพราะชีวิตผมไม่มีใครอีก นอกจากคุณ”
       อารุมสบตาวิศนีนิ่งๆ แบบให้คำมั่นสัญญา วิศนีได้ยินแล้วชื่นใจ ยิ้มน้อยๆ ออกมา
       
       อารุมขับรถพาวิศนีกลับมาที่บ้าน แล้วจูงกันเดินเข้าบ้าน เห็นใครเดินเล่นอยู่ที่ทะเล คนๆ นั้นคือกุสุมาที่แต่งตัวใหม่ ใส่เสื้อผ้าสไตล์นนทลี ทำผมแบบนนทลีเปี๊ยบ อารุมมองอย่างแปลกใจ
       “มีใครมาอีกแล้วเหรอ”
       ร่างๆ นั้นเดินเล่นอยู่ พอหันมาเห็นอารุมก็รีบขึ้นมาจากหาดด้วยความตื่นเต้น อารุมกับวิศนีมอง ยังจำไม่ได้ในทีแรก จนเห็นอีกฝ่ายเดินใกล้เข้ามา
       “รุม!”
       กุสุมาเรียกตามนนทลีที่มักจะเรียกอารุมว่า ‘รุม’ เธอจงใจจะเลียนแบบวิธีของนนทลีทุกอย่าง อารุมอึ้งตะลึงเมื่อเห็นกุสุมาเดินใกล้เข้ามา เพราะดูไกลๆ จากการแต่งตัว กุสุมาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวจนคล้ายกับนนทลีมาก
       “กลับมาแล้วเหรอคะ นนรอตั้งนาน” กุสุมายังแทนตัวเองว่า ‘นน’ อีกด้วย
       วิศนีกับอารุมยังคงอึ้งอยู่
       “คุณเรียกตัวเองว่าอะไรนะ”
       กุสุมานึกได้ รีบกลบเกลื่อน
       “สุค่ะ สุพูดผิดน่ะ รุมไปไหนมา ทำไมไม่ชวนสุไปด้วยล่ะ”
       
       กุสุมาเข้ามาดึงแขนอารุมอย่างสนิทสนม แล้วควงเดินเข้าบ้าน วิศนีได้แต่มองตามท่าทางของกุสุมา รู้สึกแปลกมากขึ้นทุกที

  กุสุมาพาอารุมเดินเข้ามาในบ้าน โดยมีวิศนีตามมาห่างๆ แต่พอก้าวเข้าบ้าน อารุมก็ชะงัก เมื่อเห็นว่ากุสุมาจัดบ้านใหม่ เอารูปถ่ายของนนทลีมาวางเต็ม ทั้งรูปเดี่ยวรูปคู่

       
       “สุจัดบ้านใหม่ รุมชอบไหม”
       กุสุมาถามยิ้มระรื่น
       “สุเอารูปพวกนี้มาจากไหน”
       “ก็จากอัลบั้มรูปที่รุมเอามาจากกรุงเทพฯ น่ะสิ สุเห็นรุมไม่อยู่ก็เลยถือวิสาสะไปค้นดู อย่าโกรธสุนะจ๊ะ สุคิดถึงนน”
       กุสุมาตีหน้าเศร้า แล้วเหลือบมองวิศนีเย้ยๆ
       “คุณวิศนีคงจะไม่อึดอัดนะคะที่มีรูปนนเต็มบ้านแบบนี้”
       วิศนีหน้านิ่ง
       “แล้วแต่คุณเถอะค่ะ ยังไงบ้านนี้ก็ไม่ใช่บ้านของฉัน”
       “ก็ดีค่ะ” กุสุมาหันมาหาอารุม “เดี๋ยวเราทานข้าวกันนะรุม สุสั่งให้คนเตรียมอาหารเอาไว้เพียบเลย เชิญคุณวิศนีด้วยนะคะ”
       กุสุมาเข้าไปอี๋อ๋อ ชวนอารุมดูรูปนนทลีที่ประดับอยู่ต่อ โดยไม่สนท่าทีอึดอัดของเขา วิศนีกวาดตามองไปรอบๆ มีแต่รูปนนทลีมองมา วิศนีอดเครียดไม่ได้ เพราะรู้สึกแปลกแยกมากขึ้นทุกที
       
       อวลอบนั่งสังสรรค์กับกรแก้วและไฮโซคนอื่นๆ ในสวนสวย พวกแขกมองดูสวนอย่างประทับ
       “สวนสวยมากเลยนะคะคุณพี่”
       “ก็เพิ่งให้คนมาจัดใหม่นี่คะ ต้อนรับฤดูหนาวน่ะค่ะ นี่บ้านก็ตกแต่งใหม่ด้วยนะคะ อยู่มาตั้งหลายปีแล้ว เบื่อเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ”
       พวกเพื่อนไฮโซเออออกันไปตามเรื่อง อวลอบยิ่งปลื้มที่ได้โชว์ความรวย
       “เดี๊ยนก็เพิ่งรู้ว่าคุณหญิงทำบ้านใหม่ ถึงว่าเห็นคุณโยธินเข้าออกคอนโดบ๊อยบ่อย”
       อวลอบชะงัก
       “คอนโดที่ไหนคะ”
       ไฮโซเม้าท์ต่อ
       “คอนโดเดียวกับเดี๊ยนที่เอกมัยไงคะ ว่าจะทักตั้งหลายครั้ง แต่เห็นมากับเพื่อนผู้หญิงเลยเกรงใจ”
       อวลอบหน้าเสีย ได้แต่มองหน้ากรแก้วที่ทำหน้างง แต่พอไม่รู้จะแก้ตัวยังไงก็ยิ้มกลบเกลื่อน แล้วแอบทำหน้ากังวล กลัวกรแก้วจะระแวงว่าโยธินมีคนอื่น
       
       อวลอบนั่งรอใส่แว่นดำทำเป็นกินกาแฟอยู่ในคอฟฟี่ช็อป สายตาก็มองไปที่ทางเข้าคอนโด สักพักก็เห็นโยธินเดินเข้ามา อวลอบรีบทำเป็นหยิบหนังสือบังหน้าไว้ส่วนหนึ่งแล้วแอบมอง เห็นโยธินควงคู่กับวิเวียนกระหนุงกระหนิง เดินขึ้นลิฟต์ไป อวลอบถอดแว่นออกมองอย่างโกรธมากที่ลูกชายไม่ยอมฟังคำสั่ง
       อวลอบเดินออกจากลิฟต์ตรงมาหน้าห้องโยธิน แล้วเคาะประตูปังๆ สักพักโยธินเดินออกมาเปิดแล้วตกใจ
       “คุณแม่ !”
       อวลอบฉวยโอกาสผลักประตูเข้าไปทันที โยธินห้ามไม่ทัน...อวลอบเข้ามาในห้อง วิเวียนในชุดคลุมเดินออกมาจากในห้อง ก็ตกใจที่เห็นอวลอบ
       “กินลูกชายฉันอิ่มหรือยังยะ”
       อวลอบพุ่งเข้าไปหาวิเวียนแล้วตบตี วิเวียนตกใจพยายามปัดป้อง
       “ว้าย ช่วยด้วยค่ะโยธิน”
       “คุณแม่ อย่าครับ”
       โยธินเข้ามาขวาง แต่ถูกอวลอบตบฉาด
       “ไม่ต้องมาห้าม เดี๋ยวฉันจะจัดการกับแกอีกคนนึง แต่แก” อวลอบชี้หน้าวิเวียน “แกตายก่อน”
       อวลอบพุ่งเข้าเล่นงานอีก วิเวียนร้องวี๊ดว้ายแล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำล็อกประตู
       “เปิดเดี๋ยวนี้นะ นังคนมักง่าย แกเปิดเดี๋ยวนี้”
       อวลอบเข้าไปดึงประตู โยธินเข้าไปดึงแม่ให้ออกมา
       “คุณแม่ พอเถอะครับ”
       “แกทำอย่างนี้ได้ยังไง แม่บอกแล้วใช่ไหม ให้เลิกส่ำส่อนได้แล้ว แกรู้ไหมว่ามีคนเห็นแกกับนังนี่ แล้วมันก็ไปเล่าให้ฉันฟังต่อหน้ายายกรแก้ว”
       วิเวียนเกาะลูกบิดแน่น กลัวอวลอบเปิดเข้ามาได้ แต่หูก็เงี่ยฟัง
       “แกอยากให้แผนที่เราวางไว้พังพินาศหรือไง”
       อวลอบยังโวยวายไม่หยุด เพราะลืมตัว
       “แล้วนังคนนี้ แม่จำได้นะ มันเป็นพนักงานที่โชว์รูมใช่ไหม ใช่ไหม”
       โยธินไม่กล้าตอบ อวลอบยิ่งแน่ใจ ทุบตีลูกชาย
       “คราวนังนนทลีก็ทีนึงแล้ว ทำไมยังไม่เข็ดอีก แกอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไง”
       วิเวียนได้ยินเต็มสองหู อ้าปากค้าง อยากรู้อยากเห็น โยธินรู้ตัวว่าอวลอบพูดมากเกินไปแล้ว กลัววิเวียนรู้ เลยรีบลากอวลอบออกไปอีกห้องพูดเสียงเบา
       “วิเวียนเขาคือคนที่ช่วยผมหาเงินให้คุณแม่นะครับ”
       “อ๋อ แกก็เลยต้องเอาตัวเองจ่ายเป็นค่าจ้างมัน”
       “ผมต้องร้อยเขาไว้ใช้เพื่อให้งานเราสำเร็จ”
       “งั้นก็ตัดขาดกับมันได้แล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว อีกไม่นานไอ้ชีพก็จะได้ตัววิศนีกลับมา”
       “คุณแม่ไปหวังอะไรจากคนอย่างไอ้ชีพ”
       “ไม่รู้ล่ะ แกต้องเลิกกับนังพนักงานนี่ ก่อนที่ความลับจะแตก”
       อวลอบสั่ง หน้าดุเอาจริง
       
       วิเวียนพยายามเงี่ยหูฟัง แต่เสียงโยธินกับอวลอบเงียบไปแล้ว เลยแง้มประตูออกดู ก่อนจะรีบงับปิดเหมือนเดิมเพราะกลัวอวลอบ วิเวียนรำพึง
       “นนทลี...นนทลีมาเกี่ยวอะไร”
       
       ดูเหมือนเรื่องที่ได้ยินโดยบังเอิญ ทำให้วิเวียนข้องใจมาก

วิศนี อารุม กุสุมานั่งอยู่ที่โต๊ะที่จัดอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว กุสุมาเจื้อยแจ้ว

       
       “อาหารพวกนี้ สุให้คนไปซื้อมา อารุมจำได้ไหมจ๊ะ ของโปรดทั้งนั้นเลยนะ ทานสิจ๊ะ”
       กุสุมาตักอาหารใส่จานให้อารุมอย่างเอาใจ แล้วยิ้มเยาะวิศนี
       “ทานได้ไหมคะคุณวิศนี”
       “ได้ค่ะ ขอบคุณ”
       วิศนีไม่อยากต่อกร ทำเป็นก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ อารุมมองอย่างเห็นใจ ตักอาหารให้
       “อันนี้อร่อยนะคุณ ลองทานดู”
       กุสุมามองอย่างหมั่นไส้
       “ใช่ นนเขาชอบมาก มาเที่ยวที่บ้านนี้ทีไรก็ต้องชวนรุมไปกิน สมัยเรียนนนกับรุมมาเที่ยวที่นี่บ่อยน่ะค่ะ ฉันก็เลยได้อาศัยติดมาเที่ยวด้วย”
       กุสุมายังชวนคุยต่อไม่สนใจความพะอืดพะอมของใคร
       “เอ จำได้ว่า รุมขอนนเป็นแฟนที่นี่ด้วยไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
       อารุมสะอึก กินแทบไม่ลง กุสุมายังทำหน้าแบ๊วใส่ รอคำตอบ
       “ใช่ไหมจ๊ะ”
       อารุมจำใจ
       “ใช่”
       กุสุมายิ่งสะใจ ทำทีเป็นหันไปคุยกับวิศนี
       “สองคนนี่เขารักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ที่เรียกว่ารักแรกพบน่ะค่ะ แล้วก็ไม่เคยแยกจากกันเลยตั้งแต่นั้น” สายตาเชือดเฉือนเหมือนจะย้ำว่าวิศนีเป็นคนแยกทั้งคู่ออกจากกัน “จนกระทั่ง...”
       วิศนีสุดที่จะนั่งอยู่ต่อไปได้ รวบช้อน แล้วกินน้ำ
       “ขอโทษนะคะ ฉันอิ่มแล้ว”
       วิศนีลุกไปโดยไม่สนใจสายตาอารุมที่มองอย่างสงสาร กุสุมายิ้มเยาะ
       
       วิศนีเดินหนีมาสงบสติอารมณ์ที่ริมทะเล กุสุมาตามมาเย้ย
       “ทนฟังไม่ได้เหรอ ถึงต้องลุกหนีมาก่อน”
       วิศนีหันกลับไปหากุสุมา ถามอย่างหมดความอดทน
       “คุณต้องการอะไรจากฉันอีก”
       กุสุมาลอยหน้า
       “เปล่านี่ แค่จะมาดูว่าแอบมาร้องไห้หรือเปล่า”
       วิศนีเมินหน้าหนีอย่างรำคาญ กุสุมาเดินไปดักหน้า
       “คุณเห็นสีหน้าอารุมตอนที่ฉันพูดเรื่องนนไหมล่ะ เขาดูเศร้ามากเลยนะ แสดงว่าคงยังคิดถึงนนอยู่มาก พอพูดขึ้นมาก็เลยเหมือนไปสะกิดแผล”
       “คุณรู้ แต่ก็ยังคิดจะทำให้เขาเจ็บงั้นเหรอคะ”
       กุสุมาตาวาว
       “ถ้ามันทำให้คุณเจ็บและเกิดความละอายขึ้นมาได้ ฉันก็ยอม”
       วิศนีถอนใจเบื่อหน่าย จะเดินหนี กุสุมาตามไปกระชากแขนไว้
       “บอกฉันสิว่าคุณละอายใจ บอกฉันว่าคุณจะไปจากเขา ฉันจะได้เลิกรื้อฟื้นเรื่องนี้”
       วิศนีเสียงเริ่มแข็ง
       “คุณกุสุมา ปล่อยฉัน”
       กุสุมาไม่ปล่อย แต่ตาวาวหนักกว่าเดิม บีบแขนวิศนีแรงขึ้นตวาดอย่างแรง
       “ก็บอกฉันมาสิ”
       วิศนีเห็นสายตาดุดันของกุสุมาแล้วเริ่มกลัว
       “ปล่อย !”
       กุสุมาไม่ปล่อย แถมยังจ้องหน้าอย่างน่ากลัว แต่พอเหลือบไปเห็นอารุมเดินออกมาก็แกล้งปล่อยมือในจังหวะที่วิศนีดึงแขนหนี แล้วแกล้งล้มลงไป
       “ว้าย !”
       วิศนีมองกุสุมาอย่างหงุดหงิด ไม่ทันรู้ว่าเป็นมารยา รีบเดินหนีไปเสียก่อน อารุมเดินเข้ามาเห็นกุสุมาล้ม ก็วิ่งเข้ามาหา
       “สุ เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “เปล่าจ้ะ คือ...สุออกมาคุยกับคุณวิศนีน่ะ”
       อารุมแปลกใจ แล้วมองตามวิศนีไป กุสุมาตีหน้าเศร้า
       “สุเห็นเธอทานข้าวไปนิดเดียวก็เลยจะมาตาม แต่คุณวิศนีหงุดหงิดอะไรก็ไม่รู้ พอสุแตะตัวเธอก็เหวี่ยงสุจนล้ม แล้วก็เดินหนีไปเลย”
       อารุมมองหน้ากุสุมาแบบไม่เชื่อ รู้ว่าวิศนีไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ก็ไม่อยากขัดคอ
       “สุลุกขึ้นเถอะ เปื้อนหมดแล้ว”
       กุสุมาทำท่าจะลุก แล้วก็สำออยล้มลงไปอีก
       “โอ๊ย สงสัยสุจะเหยียบเปลือกหอย เท้าคงเป็นแผล สุเดินไม่ไหวแล้วรุม”
       อารุมมองหน้ากุสุมาอย่างอึดอัด และจำต้องอุ้มกุสุมาขึ้นมา
        
       กุสุมายิ้มพอใจกอดอารุมแน่น ขณะที่อารุมพากลับเข้าบ้าน

วิศนียืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูอารุมอุ้มกุสุมาเข้าบ้านอย่างเศร้าๆ เพ็ญเดินเข้ามา

       
       “คืนนี้คุณนอนในห้องกับเพ็ญดีกว่านะคะ พี่ฉายไม่อยู่”
       วิศนีฝืนยิ้ม
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       จันทร์เดินผ่านมามอง แล้วแกล้งแขวะ
       “ร่อนเร่อยู่ได้ ไม่เบื่อหรือไงนะ เป็นฉันล่ะก็เปิดกลับบ้านไปนานแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่ที่ของตัวเอง”
       เพ็ญหันไปค้อน
       “แล้วแกอยากจะเปิดกลับบ้านไปอยู่กับแม่ไหมล่ะ ถ้าแกพูดมากนัก ฉันจะส่งแกกลับไป”
       จันทร์ค้อนเพ็ญแล้วกระแทกเท้าออกไป เพ็ญหันมายิ้มฝืนปลอบใจ วิศนีมองไปที่บ้านนั้นอย่างเศร้าๆ
       
       ค่ำนั้น อารุมถือขวดยาเบตาดีน พยายามจะทาเท้าให้กุสุมา ลูบไปแล้วไม่เจอแผล
       “ไม่เห็นมีแผลตรงไหนเลยนี่สุ”
       “เหรอจ๊ะ งั้นก็แล้วไป ถ้าเป็นแผลจริงๆ สุคงเดินไม่ถนัด ต้องให้รุมอุ้มไปอุ้มมาอีกหลายวันแน่”
       กุสุมาพูดพลางส่งสายตาหวานเชื่อให้ อารุมอึดอัด ลุกขึ้น
       “สุไม่เป็นไรแล้วก็ไปพักผ่อนเถอะ ผมก็จะนอนเหมือนกัน”
       “จ้ะ ฝันดีนะ”
       อารุมฝืนยิ้มให้กุสุมาแล้วเดินเข้าห้องนอน อารุมเข้ามาในห้อง พอล้มตัวลงบนเตียง ก็เห็นรูปนนทลีใส่กรอบติดอยู่ที่หัวเตียง เขาหยิบรูปนนทลีขึ้นมาดู แล้วถอนใจ ความคิดถึงและรู้สึกผิดต่อนนทลีกลับมาอีก
       
       วันใหม่...นีรนุชกับเดชชาติช่วยกันยกลังจากชั้นบนลงมาวางไว้ที่ห้องรับแขก
       “ตกลงในนี้มันอะไรเนี่ย”
       “เสื้อผ้ากับของใช้พี่นน นุชจะเอาไปบริจาค”
       เดชชาติแปลกใจ แล้วเปิดกล่องดู
       “ไม่เสียดายเหรอ”
       “นุชเลือกบางอย่างที่ใช้ประโยชน์ได้เก็บไว้แล้ว ที่เหลือนี่เอาไปให้การกุศลดีกว่า พี่นนจะได้ได้บุญด้วย”
       “แล้วนุชทำใจได้เหรอ ถ้าในบ้านจะไม่มีข้าวของนนเหลืออยู่ ก่อนหน้านี้พี่ยังเห็นนุชแอบเอาเสื้อผ้านนไปนอนกอดอยู่เลยนี่นา”
       นีรนุชหน้าเศร้าลงนิดนึงก็ฝืนยิ้มกลับมาใหม่
       “พี่นนยังอยู่ในใจนุชเสมอ ต่อให้ไม่มีอะไรเป็นของแทนใจเหลือเลยก็เถอะ”
       เดชชาติอึ้งๆ กับความคิดที่เปลี่ยนไปของนีรนุช
       “นุชก็คิดอย่างที่พี่ชาติบอกไง เราต้องเข้มแข็งแล้วก็ก้าวเดินต่อไป ที่พี่ชาติบอกว่านุชโตขึ้นมาก ทำให้นุชได้สติคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้ว ที่นุชจะไม่หันไปมองอดีตโดยไม่จำเป็นอีก โลกของนุชมันยังต้องก้าวต่อไป”
       “ถูก” เดชชาตินิ่งคิดแล้วยิ้มภูมิใจ เก๊กหล่อ “แหม แสดงว่าพี่ก็เป็นคนพูดจาดีมีเหตุผลเหมือนนะเนี่ย ถึงทำให้คนอย่างนุชคิดได้”
       นีรนุชมองเดชชาติด้วยความหมั่นไส้
       “โอ๊ย พูดร้อยคำมันก็ต้องมีเข้าหูคนสักคำนั่นแหละ ไม่งั้นพี่จะเป็นเซลส์ได้ไงเล่า เอ๊อ”
       นีรนุชยกลังออกไปนอกบ้าน ทิ้งให้เดชชาตินับนิ้วคำนวณคำพูดของนีรนุช แล้วสะดุ้ง
       “โอ้โฮ ด่าเราอีกแล้วนี่หว่า นี่ขนาดคิดได้แล้วนะเนี่ย”
       เดชชาติมองนีรนุชงอนๆ แล้วยกลังตามออกไป
       
       อารุมนอนอยู่บนเตียง แสงสว่างแยงตาจนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วเห็นมือใครบางคนพาดอยู่เหนืออก กุสุมานอนซบอยู่ อารุมตกใจ ลุกพรวดขึ้นนั่ง
       “สุ !”
       กุสุมาได้ยินเสียงอารุมก็งัวเงียตื่นขึ้นมาบ้าง
       “เอะอะ อะไรแต่เช้าจ๊ะรุม”
       “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       กุสุมาทำหน้าง่วง
       “ก็เมื่อคืนสุออกมาเข้าห้องน้ำแล้วเผลอล็อคประตู สุก็เลยเข้าห้องนอนไม่ได้ จะปลุกรุมก็ไม่กล้า สุก็เลยขอนอนในห้องนี้ด้วย”
       กุสุมาทำเป็นเขินแล้วแกล้งหาวนอน ทำท่าจะล้มตัวลงนอนต่อ อารุมรู้สึกว่าเหตุผลกุสุมาฟังไม่ขึ้น แถมท่าทางไม่สะทกสะท้านของเธอยิ่งทำให้อึดอัดขึ้นทุกที จนทนไม่ไหว
       “สุ ผมว่าสุอย่าทำอย่างนี้เลยนะ สุกลับกรุงเทพไปเถอะ”
       คราวนี้กุสุมาหายง่วงทันที ลุกพรวดขึ้น
       “อะไรนะ รุมว่าอะไรนะ”
       “ผมอยากให้สุกลับบ้านไปก่อน สุมาอยู่แบบนี้ไม่ดีแน่”
       กุสุมาผิดหวังจนอกแทบระเบิด ตวาดถามอย่างลืมตัว
       “สุอยู่ไม่ได้แล้วทำไมมันถึงอยู่ได้ ทำไมรุมถึงยอมให้นังฆาตกรนั่นอยู่ที่นี่”
       อารุมผงะเมื่อเห็นอารมณ์รุนแรงของกุสุมา แต่พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
       “อย่าเรียกวิศนีอย่างนั้นเลยสุ”
       “ทำไม รุมรักมันแล้วใช่ไหม”
       อารุมนิ่ง แอบละอายใจ ไม่กล้าตอบ กุสุมายิ่งสะท้อนใจ
       “รุมรักมัน รักมันจริงด้วย รุมทำอย่างนี้ได้ยังไง ไม่นึกถึงนนเลยเหรอ”
       “ผมยังนึกถึงนนอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เพราะวิธีที่สุพยายามจะปลุกให้นนกลับมา ไม่ใช่แบบนี้”
       อารุมชี้กราดไปที่รูปนนทลีทั่วห้อง กุสุมาน้ำตาคลออย่างผิดหวัง น้อยใจ
       “ผมขออาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะไปส่งสุที่ท่ารถนะ”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไปทันที
        
       กุสุมานั่งสะอื้นตัวสั่นอยู่บนเตียง เสร็จแล้วก็ระเบิดเสียงร้องไห้ดังลั่น ป่ายมือเท้าถีบหมอนผ้าห่มบนเตียงกระจุยกระจายเพื่อระบายอารมณ์

 โยธินเซ็นเอกสารให้วิเวียนเสร็จก็ส่งคืนให้ด้วยท่าทางเย็นชาไม่มีเยื่อใย จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูจะออกจากห้อง วิเวียนมองตามอย่างแปลกใจ และเริ่มระแวง

       
       “คุณโยคะ วันนี้คุณเป็นอะไร ทำไมถึงไม่คุยกับวิเลย”
       โยธินหันมามอง เย็นชา
       “ไม่ได้เป็นอะไรนี่”
       วิเวียนเดินมาดักหน้า
       “แต่คุณไม่เคยทำอย่างนี้ ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานหรือเปล่า”
       
       นีรนุชเดินเข้ามา เห็นประตูห้องโยธินแง้มอยู่ มีเสียงวิเวียนลอดเข้ามาเลยหยุดฟัง
       “คุณหญิงแม่คุณสั่งห้ามไม่ให้เราติดต่อกันใช่ไหม”
       นีรนุชตกใจ รีบมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น เลยตัดสินใจแอบฟังต่อ...โยธินตกใจ ตวาดเสียงเบา
       “คุณอย่าพูดเสียงดังได้ไหม”
       “แล้วแม่คุณหมายความยังไง ที่ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับนนทลี มันแปลว่าอะไร”
       นีรนุชช็อกอีกรอบที่ได้ยินชื่อนนทลี
       “อย่าบอกนะว่าคุณ...”
       โยธินสวนขึ้น
       “พอได้แล้ววิ อย่าถามผมเรื่องนี้อีก มันไม่มีอะไรทั้งนั้น”
       วิเวียนอ้าปากจะโต้ แต่โยธินชี้หน้ากำชับ
       “ถ้ายังคิดจะคบหากันต่อไป คุณต้องไม่ได้ยินเรื่องเมื่อวานนี้”
       โยธินสั่งเสียงดุแล้วเดินออกไป ทิ้งให้วิเวียนยืนสับสน...นีรนุชแอบมองตามโยธิน พร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด สงสัย
       
       นีรนุชมาเล่าเรื่องโยธินกับวิเวียนให้เดชชาติฟัง เขาแปลกใจมาก
       “อะไรนะ ยายวิงเวียนน่ะเหรอกิ๊กกับนายโยธิน”
       “นุชคิดว่าอย่างนั้นนะ...จะว่าไปนุชก็สังเกตเห็นพี่วิดูแปลกๆ กับนายโยธินมาหลายครั้งแล้ว”
       “มันกล้าทำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ใต้จมูกท่านประธานเลยนะเว้ย”
       “แต่มีเรื่องสำคัญกว่านั้นนะพี่ชาติ” นีรนุชทำหน้าลังเลก่อนจะพูด “นุชได้ยินพี่วิพูดถึงพี่นน บอกว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย”
       เดชชาติใจหายวาบ นีรนุชกระสับกระส่าย
       “นุชไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่ายังไง แปลว่าพี่นนไปยุ่งเกี่ยวกับนายโยธินเหรอ เป็นไปได้ยังไง”
       เดชชาตินิ่งอึ้ง สมองทวนเหตุการณ์ที่เคยเห็นโยธินเอาดอกไม้มาให้นนทลีที่บ้าน เดชชาติยังคงหน้าเครียด เมื่อครุ่นคิดถึงความน่าสงสัยบางอย่าง
       “พี่ชาติ ได้ยินนุชหรือเปล่า”
       “เอ่อ ฮะ”
       “ทำไมพี่นนถึงไปเกี่ยวกับนายคนนั้นได้ล่ะพี่ มันไม่จริงใช่ไหม”
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างลังเล ใจนึงก็อยากจะเล่าเรื่องที่ตัวเองเห็น แต่อีกใจก็ไม่แน่ใจว่าความจริงคืออะไรกันแน่ เลยตัดสินใจไม่บอก เพื่อไม่ให้นีรนุชเสียใจ
       “ค...คงไม่มั้ง พี่ว่านุชอย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากเลย นุชอาจจะฟังผิดก็ได้”
       “จริงเหรอ”
       เดชชาติพยักหน้า แล้วตัดบท
       “ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวลูกค้าเข้า เร็ว”
       เดชชาติรีบดึงนีรนุชออกไป แต่ก็แอบคาใจ ขณะที่นีรนุชยังหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดไม่เลิก
       
       อารุมเดินมาส่งกุสุมาที่ท่ารถ
       “ถึงแล้วโทรหาผมด้วยนะสุ”
       กุสุมาพยักหน้า แต่มองอารุมด้วยสายตาปวดใจ
       “รุมยังห่วงสุอยู่อีกเหรอ”
       “ทำไมจะไม่ห่วงล่ะ เราเป็นเพื่อนกันนี่”
       กุสุมาน้ำตาคลอ เจ็บใจที่อารุมให้ค่าแค่นั้น แต่ก็แกล้งทำเป็นตื้นตันน้ำตาไหล
       “ขอบคุณนะที่รุมยังคิดว่าสุเป็นเพื่อน สุนึกว่ารุมโกรธเลยก็เลยไล่สุกลับกรุงเทพ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ผมไม่อยากให้สุรื้อฟื้นเรื่องนน เราเจ็บปวดกันมามากพอแล้ว”
       “งั้นก็แสดงว่ารุมรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” กุสุมากลั้นน้ำตา “ก็ได้ สุจะยอมรับทางเลือกของรุม...แต่สุไม่รู้หรอกนะว่านนจะยอมรับด้วยหรือเปล่า เขาอาจจะเสียใจมากอยู่ก็ได้”
       กุสุมารับกระเป๋าจากอารุม แล้วเดินหันหลังจากไปทั้งน้ำตาไหลพราก
       
       แต่อารุมไม่มีโอกาสเห็นสายตาโกรธแค้นของกุสุมา

    อารุมคอตกเศร้าเดินมาขึ้นรถ แล้วนั่งนิ่ง นึกถึงที่กุสุมาร้องไห้ ตัดพ้อต่อว่า

       
       “งั้นก็แสดงว่ารุมรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” กุสุมากลั้นน้ำตา “ก็ได้ สุจะยอมรับทางเลือกของรุม...แต่สุไม่รู้หรอกนะว่านนจะยอมรับด้วยหรือเปล่า เขาอาจจะเสียใจมากอยู่ก็ได้”
       เขานึกถึงคำพูดของนีรนุชที่ทิ้งท้ายกับเขาก่อนจาก
       “2-3 วันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของนุช แต่นุชเคยผ่านเรื่องที่ยากกว่านี้มาแล้ว นั่นคือการเสียพี่นน” นีรนุชมองอารุมน้ำตาคลอ “ถ้านุชจะต้องเสียพี่ไปอีกคน มันก็คงจะไม่เจ็บเท่าครั้งนั้นหรอกค่ะ”
       อารุมนั่งเครียด เศร้า ความรู้สึกผิดเก่าๆ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
       
       ค่ำนั้น อารุมขับรถเข้ามาที่ท่าเรือ เห็นพวกคนเรือทำงานกันขวักไขว่ หนุ่มชาวเรือคนหนึ่งเห็นอารุมลงจากรถ ก็รีบเข้ามาทัก
       “แหม พี่อารุม ไม่เจอกันนานเลยนะพี่ หายดีแล้วเหรอ”
       อารุมพยักหน้า แล้วยิ้มฝืนๆ ให้
       “ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาหรือเปล่า อาจจะไปทำอย่างอื่น”
       “โธ่ อะไร มาทำแป๊บๆ ก็จะทิ้งกันซะแล้ว งั้นมานี่เลย วันนี้ต้องก๊งกันสักหน่อย เผื่อจะเป็นครั้งสุดท้าย”
       หนุ่มคนนั้นดึงไป อารุมขัดขืน
       “เฮ้ย จะไปไหน”
       “ไปร้านเฮีย วันนี้เขามีงานพอดี งานแต่งงานไอ้อ้นไงพี่”
       ชายหนุ่มพูดพลางลากอารุมไป
       
       อารุมถูกลากมาที่ร้านเหล้าริมทะเล มีไฟประดับประดาไฟนีออนแบบงานเลี้ยงชาวบ้าน เจ้าบ่าวเจ้าสาวยืนต้อนรับอยู่หน้างาน
       “อ้าว พี่อารุม มายังไงเนี่ยพี่ หวัดดีครับๆ”
       เจ้าบ่าวเจ้าสาวยกมือไหว้ อารุมรับไหว้ ยิ้มจืดๆ ให้ทุกคน เพื่อนๆ ในงานที่รู้จักอารุมเข้ากลุ้มรุมทักทาย เจ้าบ่าวเชื้อเชิญ
       “เชิญเลยพี่ เข้าข้างในเลยวันนี้ ฉลองวันมีเมียให้ผมหน่อยนะ ฮ่าๆๆ”
       บรรยากาศในงานดูครื้นเครง ขณะที่หนุ่มๆ พาอารุมเข้าไปหาโต๊ะนั่ง
       
       วิศนีเดินไปมาอยู่ในบ้านฉาย คอยชะเง้อมองดูรถของอารุม ยังไม่เห็นกลับเข้ามาก็กังวลใจ เพ็ญกับจันทร์เดินเข้ามาหา
       “ได้ข่าวว่าคุณกุสุมากลับไปแล้วเหรอคะ ดีจริง เพ็ญว่าแกแปลกๆ อยู่ด้วยแล้วอึดอัด แล้วคุณอารุมล่ะคะ”
       “ยังไม่กลับเลยจ้ะ”
       จันทร์สอดขึ้น
       “อะไร้ ไปตั้งแต่เช้าแล้วนะเนี่ย เขาไปส่งกันถึงกรุงเทพหรือเปล่า แล้วก็ทิ้งเธอไว้ที่นี่ไง”
       เพ็ญหันไปดุ
       “เพ้อเจ้อน่ะนังจันทร์ คุณอารุมคงมีธุระมั้งคะ”
       วิศนีไม่ค่อยสบายใจ เป็นห่วงว่าอารุมจะได้รับอุบัติเหตุ
       “ฉันไปรอที่หน้าบ้านดีกว่าจ้ะ”
       
       กุสุมาลงจากรถทัวร์ที่จอดริมถนนในกรุงเทพ แล้วเดินน้ำตานองไปตามถนน เธอเจ็บแค้นมาก ก่อนจะค่อยๆ ล้วงโทรศัพท์ออกมากด
       “ฮัลโหล คุณโยธินเหรอ ฉันรู้แล้วว่าวิศนีอยู่ที่ไหน”
       กุสุมาตากร้าว
       
       อารุมยังคงนั่งดื่มอยู่ในงานแต่งงาน เจ้าบ่าวสาวอยู่บนเวที หนุ่มที่นั่งข้างอารุม เติมเหล้าให้ไม่ยั้ง อารุมตาแดงๆ มองไปที่เวที หนุ่มเล่าเรื่อง แบบเมานิดๆ
       “ไอ้อ้นกับแฟนมันคบกันมาตั้งนานแล้วพี่ ตั้งแต่เจ้าสาวยังไม่สลัดกระโปรงนักเรียน” หนุ่มหันไปถามเพื่อน “รวมแล้วก็กี่ปีนะเฮ้ย”
       “เจ็ดปี”
       อารุมที่ยกเหล้าขึ้นดื่ม สะอึก เพราะนึกถึงตัวเองกับนนทลี
       “เออ เจ็ดปี นานบรรพบุรุษพ่อบรรพบุรุษแม่เลยพี่ แต่มันก็มั่นคงในความรักนะ มีวอกแวกไปหาสาวอื่นบ้าง แต่มันก็ยืนยันว่าจะแต่งกับคนนี้”
       อารุมยิ่งฟังก็ยิ่งนึกถึงตัวเอง มองไปที่เวที เห็นเจ้าบ่าวจูบเจ้าสาว คนในงานเฮฮา
       “น้อยคู่นะที่มันจะลงเอยแบบไอ้อ้นได้ พี่อารุมว่าไหม”
       อารุมไม่ตอบ แต่มองไปที่เวที แล้วยกเหล้าขึ้นดื่ม ดับอารมณ์เครียดกรึ่มในใจ หนุ่มเห็นอารุมกินเหล้าหมดแก้วก็เทให้อีก แล้วยกขอชน
       “มาๆๆ ดื่มให้กับเจ็ดปีแห่งความหลังหน่อย”
       อารุมชนกับหนุ่มและเพื่อนๆ เสียงครื้นเครง ก่อนจะดื่มต่อ แต่สีหน้าเครียด ไม่มีความสุข
       
       วิศนีกับเพ็ญยังนั่งรออารุมอยู่หน้าบ้าน เพ็ญนั่งตบยุงแต่ก็หาวไปด้วย
       “เพ็ญไปนอนเถอะ ฉันอยู่ได้”
       “งั้นเพ็ญไปก่อนนะคะ”
       เพ็ญเดินหาวออกไป วิศนียังคงชะเง้ออย่างรอคอย เป็นห่วงเหลือเกิน จนกระทั่งได้ยินเสียงรถ วิศนียิ้มอย่างดีใจ แล้วรีบวิ่งไปที่หน้าบ้าน...อารุมขับรถมาจอที่หน้ารั้วบ้าน เห็นวิศนีวิ่งมาเปิดรั้วให้พอดี แต่เขายังจอดรถนิ่งไม่ยอมขับต่อใบหน้าของเขาแดงเพราะฤทธิ์เหล้า สติสัมปชัญญะไม่ค่อยสมบูรณ์ มึนๆ เบลอๆ อารุมมองนิ่งไปที่วิศนีที่ยืนอยู่ข้างประตูรั้วที่เปิดอยู่ เพื่อจะปิดประตูให้...ภาพวิศนีที่เกาะรั้วรออารุมอย่างห่วงใยไม่ได้ทำให้เขาซาบซึ้ง เพราะเหล้าทำให้ความรู้สึกบิดเบี้ยวไป...ภาพตอนที่เขากอดนนทลีที่นอนจมกองเลือด...ภาพนีรนุชโกรธที่เจอวิศนีที่บ้านวิโรจน์ เลยอาละวาด...ภาพกุสุมาน้ำตานองตัดพ้อแทนนนทลี แว่บเข้ามา
       “สุจะยอมรับทางเลือกของรุม...แต่สุไม่รู้หรอกนะว่านนจะยอมรับด้วยหรือเปล่า เขาอาจจะเสียใจมากอยู่ก็ได้”
       อารุมกลืนน้ำลายนิ่งอย่างกดดัน เสียงหนุ่มจากงานเลี้ยงยังตอกย้ำ
       “มาๆๆ ดื่มให้กับเจ็ดปีแห่งความหลังหน่อย”
       วิศนียืนรออยู่ มองอย่างแปลกใจที่เขาไม่ขับเข้ามาเสียที เลยจะเดินไปหา แต่ทันใดนั้นเองอารุมก็เปิดไฟสูงสาดเข้ามาที่เธอเต็มๆ แล้วเร่งเครื่องยนต์เสียงดังขึ้น
       
       วิศนีหยุดกึกอยู่กลางทางตรงหน้ารถพอดี แววตาเหมือนกำลังจะเกิดเหตุร้ายขึ้น

 รถของอารุมพุ่งใส่วิศนีที่ตกใจมาก เธอถอยหนีจนล้มลงไปกับพื้น แต่ทันใดนั้นรถเบรกดังเอี๊ยด วิศนีหน้าตื่น สักครู่อารุมเปิดประตูลงมายืนโงนเงน พูดจาเมาๆ แต่อารมณ์ถากถาง

       
       “ไงจ๊ะคุณจ๋า พอโดนกับตัวเอง วิ่งแจ้นเลยนะ”
       วิศนีชะงัก มองอารุมอย่างไม่อยากเชื่อหู
       “คุณรู้แล้วสินะ คนที่ใกล้จะตายด้วยวิธีอย่างนี้ เขารู้สึกยังไง”
       อารุมเดินเซๆ เข้ามาใกล้ วิศนีมองอย่างเจ็บปวด
       “คุณตั้งใจเหรอคะ”
       อารุมหัวเราะเสียงต่ำๆ วิศนีตั้งสติได้ ลุกขึ้น ขยับเข้าไปหา ได้กลิ่นเหล้าหึ่ง
       “คุณเมา”
       อารุมอ้อแอ้
       “ใครว่าผมเมา คนตายแล้วจะเมาได้ไง”
       “คุณพูดอะไรของคุณ”
       “คุณรู้ไหม นอกจากคำว่าตายจะแปลว่าหลับไม่ตื่นแล้ว มนุษย์ยังตายทางไหนได้อีกตายทางใจไงล่ะ”
       อารุมจ้องวิศนี มีแววเจ็บปวดวูบขึ้นมาเพราะนึกถึงความหลัง วิศนีจำต้องพยักหน้า
       “ค่ะๆเข้าบ้านก่อนะนะคะ”
       “ปล่อย!”
       อารุมสะบัดจนวิศนีเซไปถอยไป เธอได้แต่อึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะกลับมาโหมดนี้อีก อารุมมองหญิงสาวที่ผงะถอยไปอย่างไม่แคร์ แล้วเดินเซเข้าๆ บ้าน วิศนีได้แต่ตามไปห่างๆ ไม่กล้าแตะต้องตัวอีก
       
       อารุมนั่งแผ่อยู่ที่โซฟา วิศนียกกาละมังใส่น้ำเข้ามา แล้วทรุดนั่งข้างๆ
       “เช็ดตัวหน่อยนะคะจะได้สร่างเร็วๆ”
       วิศนีนั่งลงข้างๆ แล้วเอาผ้าค่อยๆ เช็ดหน้าให้ แต่เขาหันหน้าหนี
       “ไม่ต้อง!”
       อารุมผลักมือวิศนีออก แล้วผลักกาละมังที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตกพื้น น้ำหกกระจาย
       “อารุม”
       อารุมหงุดหงิด กระสับกระส่าย แล้วเอนหลังนอนต่อ วิศนีมองอย่างน้อยใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ดึงแขนเขามาเช็ด แล้วขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเพื่อเช็ดหน้า อารุมนิ่งลง ปล่อยให้วิศนีดูแล แต่ก็ยังไม่วายพล่ามต่อเพราะความเมา
       “คุณรู้ไหมว่านนเขาเคยบอกผมว่ายังไง”
       วิศนีไม่กล้าสู้สายตา ไม่ตอบโต้ พยายามดึงมือเขามาเช็ด
       “เขาเคยบอกว่าสักวันหนึ่งเราจะมีอะไรๆ ครบหมด แต่วันนี้มันไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง...แม้แต่หัวใจ” อารุมพึมพำ “ตายทั้งเป็น!”
       วิศนีค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมอง สบตาเขาที่จ้องมาอย่างกล่าวโทษ
       “ฉันเสียใจค่ะ”
       “เสียใจ หึๆ เสียใจอะไร คุณเองก็เถอะ” อารุมชี้ “คุณก็ตายทั้งเป็นเหมือนกัน”
       อารุมพูดจบก็หัวเราะแต่หน้าขมขื่น
       “ผมตายทั้งเป็นตรงนี้...ที่นี่” เขาตบอกตัวเอง “ส่วนคุณ...”
       อารุมยื่นหน้าเมาๆ เข้ามา กระซิบเสียงเบา
       “ตายเพราะมีหัวใจ แต่ไม่เหลือตัวไงล่ะ ฮะๆๆๆ”
       วิศนีชะงักมือที่กำลังพยายามจะเช็ดแขนของเขาต่อทันที เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเสียดแทงความรู้สึก เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความเจ็บปวด อารุมหัวเราะขำเพราะความเมา แล้วเอนพิงพนักเก้าอี้หลับตา พึมพำอะไรเบาๆ ก่อนจะหลับไปอย่างอ่อนเพลีย...วิศนีนั่งนิ่งมองชายหนุ่มที่หลับไปด้วยความเสียใจที่เขารื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีก
       วิศนีเข้าห้องปิดประตู เจ็บปวด จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของกุสุมาและจันทร์ที่เคยตอกย้ำไว้ เสียงจันทร์ดังก้องในหัว
       “ถ้าเธอคิดว่าความผิดจากการฆ่าคนตายมันลบล้างง่ายๆ เธอก็คิดผิดแล้ว พี่อารุมไม่มีวันลืมว่าเธอทำอะไรไว้กับคนรักของเขา ไม่มีวัน”
       วิศนีหน้าเครียด เธอนึกถึงคำพูดของกุสุมา
       “คุณเห็นสีหน้าอารุมตอนที่ฉันพูดเรื่องนนไหมล่ะ เขาดูเศร้ามากเลยนะ แสดงว่าคงยังคิดถึงนนอยู่มาก พอพูดขึ้นมาก็เลยเหมือนไปสะกิดแผล”
       วิศนีน้ำตาไหลออกมาอย่างเศร้าใจ รู้แก่ใจแล้วว่ายังไงอารุมก็ไม่มีวันให้อภัยความผิดที่ตัวเองก่อไว้ได้ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง หมดเรี่ยวแรง หัวใจกระซิบบอกตัวเองแต่ว่า ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว...
       
       เช้าวันใหม่...อารุมยังคงหลับอยู่ที่เก่าค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้น เขางัวเงียมองหา
       “คุณ...กี่โมงแล้ว”
       อารุมขยี้ตาให้หายงัวเงียแล้วลุกขึ้น
       “วิศนี”
       อารุมไม่ได้ยินเสียงตอบจากวิศนีก็หันไปมองนาฬิกา แล้วเดินออกไปที่หน้าบ้าน
       “วิศนี...”
       อารุมผลักประตูออกไป แล้วแปลกใจที่รอบบ้านตกอยู่ในความเงียบ เลยเดินกลับมาที่หน้าห้องของเธออีกครั้ง แล้วลองเคาะประตู
       “คุณ...คุณจ๋า ทำไมเมื่อคืนไม่ปลุกผม”
       อารุมพูดจบก็เปิดประตูเข้าไป แล้วชะงักเมื่อเห็นห้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ข้าวของเป็นระเบียบ เตียงคุมเรียบ ชายหนุ่มเอะใจ
       
       อารุมพรวดพราดเข้าไปในบ้านฉายหน้าตื่นตระหนก ฉาย เพ็ญ จันทร์แปลกใจ
       “คุณนีล่ะ!”
       เพ็ญกับฉายมองหน้ากัน
       “ยังไม่เห็นเลยนะคะตั้งแต่เช้า”
       
       อารุมตกใจรีบวิ่งออกไป ทั้งสามมองตาม แล้วรีบตามไป

  อารุมวิ่งออกไปที่หาด ตะโกนดังลั่น ทั้งสามวิ่งตามไป

       
       “วิศนี ! วิศนี !”
       ฉายเข้ามาถาม
       “เกิดอะไรขึ้นครับคุณอารุม”
       อารุมร้อนรน
       “วิศนีหายไป ฉันหาทั่วบ้านแล้วไม่พบ”
       เพ็ญเข้ามาถามอีกคน
       “ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าคะ”
       อารุมนิ่งคิด ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนแว่บเข้ามา ตอนนั้นเขาขับรถมาจอดหน้าบ้าน เห็นวิศนีออกมาเปิดประตูให้...อารุมส่ายหน้าเขาจำได้แค่นั้น
       “ฉันจำไม่ได้”
       จันทร์เบ้หน้าหมั่นไส้
       “ก็คงจะเรียกร้องความสนใจเหมือนเคย พี่อารุมอย่าไปสนเลย ถ้าเขาน้อยใจอยากตายก็ปล่อยให้ตายๆ ไปเถอะ อยู่ไปก็รกโลก”
       อารุมลืมตัวตวาด
       “อย่าพูดอย่างนี้นะจันทร์ ! เขาเป็นเมียพี่ !”
       จันทร์อ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู ไม่นึกว่าอารุมจะยอมรับออกมาตรงๆ
       “ฉาย เพ็ญ ลองไปถามคนแถวนี้ซิว่ามีใครเห็นคุณนีหรือเปล่า”
       ฉายกับเพ็ญพยักหน้าแล้วรีบวิ่งกระจายกันออกไป อารุมวิ่งไปตามที่ชายหาดอีกด้าน ทิ้งให้จันทร์ยืนเคว้งคว้าง ยังช็อกไม่หายกับความจริงที่เพิ่งรู้ แล้วกรี๊ดออกมาอย่างผิดหวัง
       
       วิศนีนั่งอยู่ในรถสองแถวที่วิ่งออกจากหมู่บ้าน เด็กท้ายรถเดินมาเก็บเงิน
       “ไปท่ารถค่ะ”
       วิศนีหยิบเงินให้ แล้วเหม่อมองกลับไปทางที่รถวิ่งมา อย่างจะบอกลาที่นี่
       
       อารุมวิ่งไปตามชายหาด มองหาวิศนี ไม่นานฉายกับเพ็ญก็วิ่งตามมา
       “เจอไหม”
       ฉายหน้าไม่ดี
       “มีชาวบ้านเห็นคุณนีครับ เขาบอกว่าเธอขึ้นรถสองแถวออกไป”
       เพ็ญกังวล
       “เธอถือกระเป๋าไปด้วยค่ะ”
       “อะไรนะ”
       อารุมใจหาย รีบวิ่งกลับไปที่บ้าน
       
       อารุมแทบกระโจนเข้าไปค้นในตู้เสื้อผ้าวิศนี ไม่เห็นมีอะไรเหลืออยู่เลย ในขณะที่เขากำลังมึนงงกับสิ่งที่เห็น ก็ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาที่บ้าน...อารุมออกมาที่หน้าบ้าน ก็เห็นโยธินกับอบอวลลงมาจากรถพอดี
       “พวกคุณมาทำอะไรที่นี่”
       “อย่ามาแกล้งโง่นะ หนูวิศนีอยู่ไหน”
       อารุมอ้ำอึ้ง หันมองอบอวล โยธินคาดคั้นต่อ
       “ไม่ได้ยินที่แม่ฉันถามเหรอ คุณวิศนีอยู่ที่ไหน”
       “เธอไม่ได้อยู่ที่นี่”
       “ฉันไม่เชื่อแก”
       โยธินผลักอารุมให้พ้นทางแล้วจะเดินเข้าไป พร้อมกับตะโกน
       “คุณวิศนี”
       อารุมตั้งหลักได้ก็ผลักคืน
       “นายไม่มีสิทธิ์เข้ามาวุ่นวายในบ้านหลังนี้ ออกไปซะ อย่าให้ฉันต้องเรียกตำรวจ”
       โยธินแค่นยิ้ม
       “กล้าเอาตำรวจมาขู่ ทั้งที่แกจับตัวคู่หมั้นฉันมางั้นเหรอไอ้อารุม”
       โยธินซัดหมัดเข้าเต็มหน้าอารุมทันที แล้วจะเข้าไปดูในบ้านอีก อารุมลูกขึ้นได้ก็กระโจนไปกระชากตัวโยธินมาชก ทั้งสองหันมาแลกหมัดกันอย่างดุเดือด อบอวลฉวยโอกาสนั้นเตรียมจะพุ่งเข้าบ้าน แต่ฉายกับเพ็ญเข้ามาเห็นเสียก่อ
       “พวกแกเป็นใคร”
       “คุณอารุม!”
       ฉายวิ่งเข้าไปช่วยอารุมขณะที่โยธินชิงชกอารุมล้มไป โยธินจะเข้ามาซ้ำ แต่ฉายเตะโยธินไป
       อบอวลทำท่าจะเข้าไปอีก แต่เพ็ญยืนขวาง
       “นี่บ้านเจ้านายฉัน คุณเข้าไปไม่ได้นะ”
       “ถอยไป” อวลอบกระชากเพ็ญ “หนูวิศนี !”
       อบอวลจะเข้าบ้าน เพ็ญตามมาจิกผมไว้
       “นังบ้า แกจะลองดีใช่ไหม”
       อบอวลหันมาตบหน้าเพ็ญ
       
       อารุมกับฉายยังต่อสู้กับโยธิน โยธินใช้เครื่องทุ่นแรง หันมาคว้าไม้ฟาดฉายกระเด็นไป แล้วหันมาจะฟาดโยธินอีกคน จันทร์วิ่งเข้ามาร้องกรี๊ดลั่น
       “หยุดนะ !”
       โยธินกับอบอวลชะงัก จันทร์รีบป้องปากตะโกนไปทั่ว
       “ช่วยด้วยค่า ! ช่วยด้วย มีคนบุกรุก มันทำร้ายพี่อารุมกับพี่ฉาย”
       พวกชาวบ้านในละแวกได้ยินเสียงจันทร์ก็วิ่งกรูกันมา บางคนถือไม้ ถือมีดติดมือมาด้วย โยธินกับอบอวลเห็นก็ผงะ ไม่กล้า รู้ว่าไม่รอด อบอวลรีบบอกเสียงอ่อนลง
       “ฉันก็แค่จะมาตามคุณวิศนี”
       “พวกแกเอาเขาไปไว้ที่ไหน”
       จันทร์กวาดตามอง
       “ที่แท้ก็เป็นญาตินังนั่นเหรอ ไปตามมันที่อื่น เพราะนังคุณนีมันไปแล้ว มันไปจากที่นี่แล้วได้ยินไหม”
       จันทร์ถือโอกาสวิ่งเข้าไปประคองอารุมอย่างเป็นห่วง เพ็ญรีบเข้ามาประคองฉาย...โยธินกับอบอวลเดินกลับมาที่รถ มองไปที่บ้าน
       “แกเชื่อมันเหรอโย”
       “กุสุมาบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นคนโทรบอกให้กุสุมามาที่นี่เพื่อขัดขวางอารุมกับคุณวิศนี ผมว่ามันก็คงไม่อยากให้คุณวิศนีอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
       “แล้วนี่หนูวิศนีไปอยู่ที่ไหน ทำไมจะต้องมาบังเอิญคลาดกันวันนี้ด้วยนะ”
       
       อบอวลก้าวขึ้นรถอย่างหงุดหงิด โยธินเครียดๆ แล้วขึ้นรถตาม

 อำนวยปลดเนคไทออกจากคอ ชณะหันมาคุยกับกรแก้ว ด้วยท่าทางตื่นเต้น

       
       “ได้ข่าวยายหนูแล้วเหรอ อยู่ที่ไหน”
       “คุณหญิงอบอวลบอกว่ามีคนพบคุณวิศนีที่ต่างจังหวัด...เธอไปพักอยู่กับนายอารุม”
       อำนวยหุบยิ้มทันที
       “อะไรนะ!”
       “วันนี้คุณหญิงกับโยธินก็เลยตามไปที่นั่น แต่ไม่เจอคุณวิศนี คนที่นั่นบอกว่าเธอเพิ่งจะออกจากบ้านหลังนั้นไปเมื่อเช้า”
       อำนวยทรุดนั่งลง เอามือลูบหน้าอย่างเครียด
       “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย วิศนีไปอยู่กับไอ้...นายอารุมงั้นเหรอ มันไปได้ยังไง”
       อำนวยเครียด เริ่มโกรธ กรแก้วปลอบ
       “เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งไปตีตนไปก่อนไข้ เอาแค่ตอนนี้แน่ใจได้แล้วว่าไม่ได้เกิดเรื่องร้ายขึ้น ยังไงเราจะต้องพบเธอแน่ๆ ค่ะ”
       อำนวยถอนใจเครียด กรแก้วนั่งลงปลอบประโลม แต่ก็ไม่สบายใจเท่าไร
       
       เดชชาตินั่งตรวจเช็คเอกสารการทำงานอยู่ที่โต๊ะ จู่ๆ ก็มีมือยื่นตั๋วคอนเสิร์ตมาบังงานตรงหน้า
       “อะไรอะ”
       “ตั๋วคอนเสิร์ตอะไรน้า”
       เดชชาติทำหน้าแปลกใจ หยิบมาอ่าน แล้วยิ้มดีใจ กระโดดโลดเต้น
       “นี่มันวงโปรดของพี่นี่”
       “ก็งั้นสิ”
       เดชชาติมองหน้านีรนุช
       “เธอไปได้มาได้ไง”
       “ลูกค้าที่มาดูรถเมื่อกี้เป็นผู้จัดการวง พอนุชรู้ก็เลยบอกพี่เขาไปว่ามีเพื่อนบ้าคลั่งวงนี้มาก เขาก็เลยให้บัตรดูคอนเสิร์ตที่ห้างคืนนี้”
       เดชชาติปลาบปลื้ม
       “โอ้โฮ น้องนุชสุดสวยสุดที่รักของพี่”
       เดชชาติอ้าแขนจะเข้ากอด นีรนุชรีบยกมือยัน
       “อ๊ะๆๆๆ ไม่ต้องกอด รู้แล้วว่าปลื้ม ตั้งใจทำงานแล้วกันนะ เดี๋ยวเย็นนี้เจอกัน อ้อ...แล้วพี่ต้องเลี้ยงข้าวนุชด้วย”
       “ได้เลย อยากกินอะไร ไอ้ชาติจัดให้ไม่อั้น”
       “ดี เดี๋ยวจะหาร้านแพงๆ”
       นีรนุชยิ้มขู่แล้วเดินออกไป เดชชาตินั่งมองตั๋วอย่างปลาบปลื้ม แล้วเอามาจูบซ้ายจูบขวา แต่แล้วจู่ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน เดชชาติยิ้มแย้มแจ่มใสรับสาย
       “สวัสดีครับ”
       เดชชาติฟังเสียงปลายสาย แล้วค่อยๆ หุบยิ้ม เหมือนตกใจกับอะไรบางอย่าง
       
       อารุมนั่งเหม่อที่ชานบ้าน หน้าระบมจากการชกต่อย จันทร์ถือกล่องทำแผลเข้ามา
       “พี่อารุม ทำแผลหน่อยนะจ๊ะ”
       จันทร์นั่งลงข้างๆ หยิบกล่องยาออกมาเปิด แต่พอจะยื่นไปแตะหน้าเขา อารุมเบี่ยงหน้าหนี
       “ไม่ต้องหรอกจันทร์ ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ”
       “ทำไมล่ะจ๊ะ เดี๋ยวก็เป็นบาดทะยัก”
       “ก็ให้มันเป็นไป ตอนนี้อยู่หรือตายมันก็มีค่าเท่ากันสำหรับพี่”
       อารุมลุกขึ้นเซซังเดินออกไป จันทร์มองตามอย่างไม่เห็นด้วย
       
       อารุมเดินออกไปสงบสติอารมณ์ที่ทะเล เดินลุยน้ำออกไป หน้าตากดดันเหมือนจะระเบิด ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องราวอันหวานชื่นของเขากับเธอในอดีต...เขากับวิศนีช่วยกันเลือกซื้อของที่ตลาด...เขากับเธอนั่งปิกนิกกันที่เกาะ หยอกล้อ...เขาจูบเธอในกระท่อม ลงเอยด้วยการมีความสัมพันธ์กัน...เขาตามเธอออกมาเดินเล่นริมทะเล เอาผ้าห่มโอบกอดไว้...เมื่อนึกถึงความหลังแล้วกดดันจนเขาต้องระเบิดออกมาตะโกนลั่น
       “วิศนี!”
       
       อารุมเอามือฟาดน้ำแล้วทิ้งตัวลงดำดิ่ง ระบายความเจ็บปวดรุ่มร้อนในใจ

  นีรนุชเดินออกมาส่งลูกค้า แล้วเตรียมจะเดินกลับเข้าออฟฟิศ ลูกเกดกับชมพู่เดินเข้ามา ลูกเกดเข้ามาถาม

       
       “เธอไปไหนมา เมื่อกี้นายชาติเขามาตามหา”
       “นุชพาลูกค้าไปลองรถมา ทำไมเหรอคะ”
       “นายชาติฝากนี่มาคืน” ชมพู่ยื่นตั๋วคอนเสิร์ตให้ “เขาให้บอกว่าไปดูไม่ได้แล้ว ฝากขอโทษเธอด้วย”
       นีรนุชรับตั๋วมาถืออย่างเสียดาย
       
       เดชชาติเดินอยู่ริมถนน หันรีหันขวาง สักพักมือถือดังขึ้น เขากดรับ
       “ฮัลโหล”
       นีรนุชคุยมือถืออยู่ที่บริษัท
       “พี่ชาติ เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ ก็เบี้ยว”
       เดชชาติกระวนกระวาย
       “พี่มีธุระด่วนน่ะ โทษทีนะที่ไม่ได้โทรบอก”
       “ธุระอะไร มีค่ากว่าบัตรคอนเสิร์ตนี่อีกเหรอ”
       “มันสำคัญมากจริงๆ แล้วพี่จะเล่าให้ฟัง แค่นี้ก่อนนะ”
       เดชชาติวางสายไปอย่างร้อนรน แล้วมองไปหาผู้คนตามถนน จนกระทั่งเห็นใครบางคน ...นีรนุชได้แต่มองโทรศัพท์งงๆ
       “อะไรของเขา เราอุตส่าห์หาบัตรมาให้”
       นีรนุชงอน
       
       เดชชาติรีบวิ่งฝ่าผู้คนตรงไปหา วิศนี่ที่นั่งรออยู่ที่ป้ายรถเมล์
       "คุณวิศนี”
       วิศนีค่อยๆ หันมา พอเห็นเดชชาติก็ยิ้มออกอย่างโล่งใจ
       
       เดชชาติพาวิศนีมาที่บ้าน ทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าพิมกับน้องๆ ที่อยู่กันเต็มบ้าน วิศนียกมือไหว้ พิมรับไหว้
       “ป้าดีใจนะคะที่ได้พบคุณ คุณเป็นยังไงบ้างคะ”
       “สบายดีค่ะ”
       รักชาติยิ้มแย้มถาม
       “พี่คนสวยหายไปไหนมาครับ ไม่เห็นมาเยี่ยมพวกเราบ้างเลย”
       วิศนียิ้มเศร้าๆ ตอบ เดชชาติเลยหันไปบอกแม่
       “คุณวิศนีเธอมีปัญหาน่ะแม่ เลยจะมาขอพักอยู่ที่บ้านเราชั่วคราว”
       พวกเด็กๆ ร้องเฮกันขึ้นมาพร้อมกันอย่างดีใจ แต่วิศนีรู้สึกไม่ดี เพราะเกรงใจ
       “แค่ไม่กี่วันเท่านั้นแหละค่ะ หนูจะรีบหาที่อยู่ใหม่ให้เร็วที่สุด”
       “อ้าว แล้ว...”
       พิมทำท่าจะถามถึงที่บ้าน แต่เดชชาติส่ายหน้าปรามไว้ พิมเลยต้องเปลี่ยนท่าที
       “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร อยู่นานๆ ก็ได้ บ้านเรายินดีต้อนรับค่ะ”
       วิศนีฝืนยิ้มตอบพิม แต่รู้ว่าคงอยู่ที่นี่นานๆ ไม่ได้ เพราะคงจะสร้างความลำบากให้ทุกคน
       
       ค่ำนั้น...วิศนีเดินเข้ามาในห้องของเดชชาติ
       “คุณวิศนีนอนที่ห้องผมไปก่อนนะครับ เพราะว่าห้องเด็กๆ มันคับแคบ เดี๋ยวจะไม่สะดวก”
       “ขอบคุณนะคะคุณชาติ ฉันสัญญาว่าจะรบกวนคุณไม่นานแน่ๆ”
       “อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นเลยครับ พักผ่อนให้สบายใจดีกว่า”
       เดชชาติยิ้มให้แล้วจะปิดประตู วิศนีมองตาม
       “คุณชาติจะไม่ถามฉันเหรอคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันถึงออกมาจากที่นั่น”
       เดชชาติมองอึ้งๆ พอจะเดาได้ว่าผิดใจกับอารุม
       “ในเมื่อคุณขอร้องไม่ให้ผมบอกเรื่องนี้กับใคร ก็แปลว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะพูด ผมจะรอวันที่คุณพร้อมครับ”
       
       เดชชาติยิ้มให้อีกครั้งแล้วปิดประตู วิศนีนั่งซึมเศร้าหมอง

 นีรนุชเปิดหน้าต่างห้องนอนตัวเอง เห็นไฟห้องเดชชาติเปิดสว่าง ก็เขย่ากระป๋องอยากคุยด้วย

       
       “รับหน่อยสิพี่ชาติ ทำอะไรอยู่นะ”
       นีรนุชเขย่ากระป๋องแรงขึ้นอีก
       
       วิศนีนั่งอยู่ในห้อง มองเห็นกระป๋องที่ริมหน้าต่างสั่นก็แปลกใจ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ กระป๋องยังคงสั่นต่อเนื่อง...นีรนุชเขย่ากระป๋องจนเมื่อยมือ
       “โอ๊ย ทำเป็นหยิ่ง ไม่คุยด้วยแล้ว”
       นีรนุชหน้าง้ำ ดึงหน้าต่างห้องตัวเองปิดดังโครม แต่กลายเป็นว่าพอหน้าต่างห้องนีรนุชปิด วิศนีก็เปิดหน้าต่างห้องเดชชาติออกมามองอย่างแปลกใจ แล้วเห็นเชือกที่เชื่อมกระป๋องไปที่บ้านอีกหลัง วิศนีหยิบกระป๋องขึ้นมาดู แล้วมองไปที่บ้านนีรนุชอย่างไม่เข้าใจ
       
       กุสุมาเดินเข้ามาหาโยธินอย่างแปลกใจ
       “วิศนีจะไม่อยู่ได้ยังไง ก็ฉันเห็นมันกับตา”
       “ก็ผมไปที่นั่นมา เด็กของคุณบอกว่าคุณวิศนีออกจากบ้านนั้นไปแล้ว”
       กุสุมานิ่งคิด แล้วยิ้ม
       “งั้นฉันจะไปสืบให้เอง ถ้ามันไม่ได้อยู่ที่นั่นจริง ฉันก็จะได้หมดเสี้ยนหนามซักที”
       กุสุมายิ้มมีความหวังแล้วเดินออกไป
       
       วันใหม่...วิศนีตักข้าวต้มให้น้องๆ ของเดชชาติที่แต่งชุดเตรียมไปเรียนหนังสือ
       “รีบๆ ทานกันนะจ๊ะ เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน”
       องอาจตักข้าวต้มชิม ทำหน้าชวนฝัน
       “ข้าวต้มฝีมือพี่คนสวยอร่อยจริงด้วย”
       พิชิตยิ้ม
       “แบบนี้ ต้องให้พี่คนสวยอยู่ทำข้าวเช้าให้เรากินทุกวันเลยเนาะ”
       รักชาติชะงัก
       “แล้วจะอยู่ในฐานะอะไรล่ะ ก็พี่ชาติเป็นแฟนกับพี่นุชนี่”
       เด็กคุยกันเองแบบสับสน วิศนียิ้มขำเด็กๆ พิมเดินออกมาลูบหัวลูกๆ
       “แก่แดดกันจริงๆ กินๆ เข้าไปเดี๋ยวจะสาย”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น วิศนีรีบวางของในมือ
       “เดี๋ยวหนูไปดูให้เองค่ะ”
       
       วิศนีเดินไปเปิดประตูบ้าน แล้วหน้าเสียเมื่อเห็นนีรนุชยืนอยู่ นีรนุชเองก็ช็อกที่เห็นวิศนีที่นี่

วิศนีกับนีรนุชเผชิญหน้ากัน พิมกับน้องๆ แอบมองอยู่ ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวาย

       
       “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ จะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหน”
       “ฉันมาพักกับคุณชาติชั่วคราวค่ะ”
       “ตั้งแต่เมื่อไร”
       “เมื่อคืน”
       นีรนุชสะอึก รู้แล้วว่าทำไมเดชชาติผลุนผลันกลับไปโดยไม่รอ
       “คุณนี่เองที่ทำให้พี่ชาติยอมผิดนัดกับฉัน”
       เดชชาติแหวกพิมกับน้องๆ เข้ามา
       “นุช !”
       นีรนุชพาล
       “ทำไมพี่ชาติไม่บอกนุชตรงๆ ว่าที่ไปดูคอนเสิร์ตไม่ได้ เพราะจะต้องมาดูแลคุณวิศนี”
       “มันไม่ใช่อย่างนั้น คุณวิศนีเธอมีปัญหา”
       นีรนุชมองวิศนีอย่างเอาเรื่อง ลึกๆ ก็เพราะหึงเดชชาติ
       “ดูคุณจะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ น่าจะรู้จักช่วยตัวเองบ้าง จะได้ไม่ต้องวิ่งโร่ไปพึ่งคนนั้นคนนี้ทุกที”
       วิศนีก้มหน้านิ่งอย่างละอายใจ เดชชาติมองอย่างสงสาร
       “นุช...”
       “เอาเถอะค่ะ นุชไม่ว่าอะไรหรอกพี่จะรับช่วงดูแลเขา ต่อจากพี่อารุมก็ตามใจ แต่นุชจะเตือนไว้นะว่าคนที่มันเป็นตัวปัญหา อยู่ที่ไหนมันก็จะมีแต่ปัญหา พี่ระวังตัวไว้ก็แล้วกัน”
       นีรนุชมองวิศนีอย่างชิงชังแล้วผลุนผลันออกไป เดชชาติถอนใจเฮือก...เดชชาติพาวิศนีเข้ามาในบ้าน น้องๆ กรูตามกันเข้ามา พิมรีบหันไปไล่ วิศนีหน้าเสีย
       “ฉันขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องโกรธกับคุณนุชไปด้วย ฉันจะรีบหาที่อยู่ใหม่”
       วิศนีทำท่าจะขึ้นไปเก็บของ เดชชาติรีบห้าม
       “ไม่นะครับคุณวิศนี คุณอยู่ที่นี่เถอะครับ อย่าออกไปอยู่ตามลำพังเลย นอกจากว่าคุณจะกลับบ้าน”
       “ฉันกลับบ้านไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพ่อคงไม่ต้อนรับฉัน”
       เดชชาติสบตากับพิมอย่างหนักใจ พิมนึกได้รีบหันไปไล่ลูกๆ
       “อาจ พาน้องๆ ไปโรงเรียนได้แล้วเดี๋ยวจะสาย ไปๆๆๆ”
       องอาจกับน้องๆ จำต้องออกจากบ้านไป แต่ไม่วายหันมามองวิศนีอย่างอยากรู้อยากเห็น
       “คุณวิศนีคะ ถ้าคุณยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะค่ะ ป้ากับชาติก็ยินดีต้อนรับ จะได้ถือเป็นการตอบแทนคุณที่เคยช่วยพวกเราไว้ด้วย ส่วนยายนุช แกก็งอนไปตามประสาเด็กๆ เดี๋ยวชาติมันไปอธิบายก็คงจะเข้าใจเองแหละค่ะ ใช่ไหมชาติ”
       “จ้ะ ใช่จ้ะ”
       
       เดชชาติพยักหน้าสำทับ แต่วิศนียังมองทั้งสองอย่างกังวล

  ทางด้านกุสุมาลงจากรถรับจ้างที่หน้าบ้าน แล้วหิ้วกระเป๋าเดินเข้ามาในบ้าน เห็นบ้านทั้งหลังเงียบสนิท

       
       “รุมจ๊ะ รุม!”
       กุสุมาเห็นรถอารุมจอดอยู่ก็โล่งใจว่าเขาอยู่ รีบเดินเข้าไปในบ้าน เห็นขวดเหล้าขวดเบียร์กลิ้งเกลื่อนกลาดเต็มพื้นตั้งแต่หน้าประตู ก็ชะงักนิดหนึ่ง พอเดินเข้ามาก็เห็นอารุมนอนหงายแผ่หมดสภาพอยู่ที่พื้น ข้างตัวยังเต็มไปด้วยขวดเหล้าและเบียร์ อารุมเริ่มหนวดเคราครึ้มนิดๆ เพราะไม่มีกะจิตกะใจจะดูแลความสะอาดตัวเองตั้งแต่วิศนีไป
       “รุม!”
       กุสุมารีบเข้าไปประคองให้เขาหนุนตักอย่างเป็นห่วงแล้วเขย่าตัว ก่อนจะเบ้หน้าเพราะกลิ่นเหล้า
       “รุมเป็นอะไรไป รุมไม่เคยเป็นแบบนี้นี่”
       อารุมลืมตาขึ้นมอง แล้วหลับต่อ พลางพึมพำเมาๆ
       “วิศนี...คุณทิ้งผมไปได้ยังไง วิศนี !”
       “วิศนี...ทิ้ง...มันทิ้งคุณแล้วเหรอ”
       กุสุมานิ่งคิดแล้วยิ้มออกมาอย่างลิงโลด อารุมคลื่นไส้ขึ้นมาแล้วสะดุ้งขึ้นอ้วกออกมาข้างๆ กุสุมา
       “ว้าย !” กุสุมารีบถดหนี “รุม !”
       จันทร์โผล่หน้ามาที่บ้าน เห็นอารุมกับกุสุมาก็รีบเข้ามา
       “พี่อารุมเป็นอะไร”
       “ก็เมาน่ะสิ” กุสุมาจิกใช้ “เธอไปเอาผ้าชุบน้ำมา ฉันจะเช็ดตัวให้อารุม”
       จันทร์งงๆ ที่อยู่ๆ กุสุมามาจิกใช้ กุสุมาเสียงเขียวใส่อีก
       “ไปสิ”
       อารุมฟุบตัวลงไปนอนอีกเพราะความเมา กุสุมารีบเข้าไปประคองขึ้นมา แล้วหันไปตะโกนสั่ง
       “เร็วๆ ได้หรือยัง”
       
       กุสุมาปลดกระดุมเสื้ออารุม แล้วถอดออก จันทร์ถือกาละมังเข้ามาในห้องแล้วชะงัก
       “เอามานี่”
       จันทร์เผลอยื่นให้ แล้วมองอารุมอย่างห่วงๆ
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมีสภาพแบบนี้” กุสุมาถามเสียงเข้ม
       “ก็ตั้งแต่นังคุณนีมันไปนั่นแหละ”
       “ไปไหน”
       “ไม่รู้ มันหายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
       กุสุมายิ้มอย่างพอใจ แล้วเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้อารุมอย่างทนุถนอม จันทร์มองหมั่นไส้
       “ฉันไปตามพี่ฉายมาเช็ดตัวให้คุณอารุมดีกว่า”
       “ไม่ต้อง ฉันจะทำเอง เธอเอาผ้าขี้ริ้วไปเช็ดอ้วกข้างนอก แล้วก็เก็บกวาดขวดเหล้าซะ อ้อ แล้วให้ใครต้มข้าวต้มให้คุณอารุมที”
       จันทร์เริ่มไม่พอใจ
       “นี่ ฉันไม่ใช่คนใช้ของคุณนะ”
       “แกเป็นคนดูแลบ้านนี้ไม่ใช่เหรอ ไปทำอย่างที่ฉันสั่ง”
       กุสุมาจิกตาใส่ จันทร์อึ้ง แล้วสะบัดสะบิ้งออกไป พร้อมกับปิดประตูโครม
       
       กุสุมาหันกลับมามองอารุมที่ยังไม่ได้สติ สายตาโลมเลียด้วยแรงปรารถนา แล้วใช้ผ้าค่อยๆ เช็ดไล่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วยความทะนุถนอมและหลงใหล โดยที่อารุมไม่รู้ตัวเลย

 วิศนียืนอยู่หน้าเตา กำลังเทน้ำตามลงในหม้อที่เคี่ยวน้ำเชื่อม พิมเข้ามาดู

       
       “อุ๊ยๆๆ พอแล้วค่ะคุณวิศนี ใส่มากไปเดี๋ยวจะหวานเกินนะคะ”
       “อ๋อ ค่ะๆ”
       วิศนีรีบขยับออกมาให้พิมเข้าไปทำแทน แล้วหันมาเห็นถาดตะโก้
       “งั้นเดี๋ยวหนูยกขนมออกไปให้นะคะ”
       วิศนีเข้าไปยกถาด แต่ร้อนเลยตกใจ ปล่อยมือหล่น
       “ว้าย!”
       พิมหันมาเห็น ตกใจ แต่ก็รีบเข้าไปหาวิศนีก่อน
       “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       “มันร้อนน่ะค่ะ หนูขอโทษนะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจ”
       พิมมองขนมอย่างเสียดาย แต่ก็ฝืนยิ้ม
       “ไม่เป็นไรค่ะ คุณออกไปนั่งข้างนอกดีกว่านะคะ เดี๋ยวข้างในนี้ป้าทำเองค่ะ ป้าทำไหว”
       วิศนีหน้าเสีย กลัวตัวเองทำพังอีก เลยเดินเลี่ยงออกมา แต่ก็ไม่วายหันไปมอง เห็นพิมวิ่งวุ่นปาดเหงื่ออยู่ในครัวคนเดียว ท่าทางเหนื่อย วิศนียิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์เหลือเกิน
       
       นีรนุชยืนคุยกับลูกค้าที่มาดูรถ เปิดประตูโชว์ภายในรถให้ลูกค้าดู เดชชาติเดินเข้ามายืนรีๆ รอๆ จนกระทั่งลูกค้าแยกไปก็เดินเข้ามาหา
       
       “นุช พี่ขอคุยด้วยหน่อย”
       นีรนุชทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มลงเก็บของในรถ เดชชาติเดินตามตื๊อ
       “นุช ได้ยินพี่ไหม”
       เธอเดินหนีไปอีกด้าน เขาก็ตามไปง้างประตูไว้
       “ใจคอจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปงั้นเหรอ ทำงานด้วยกัน แต่ไม่พูดกัน คิดว่าจะมีความสุขหรือไง”
       นีรนุชหันมามองเขาอย่างน้อยใจ เพราะจริงๆ ก็อยากพูดด้วย แต่ก็ยังโกรธอยู่ เลยผลักประตูปิดอย่างแรง เดชชาติรีบดึงมือออกแทบไม่ทัน
       “ไม่เอาน่านุช”
       “พี่ชาติไม่ต้องพูดอะไรหรอก นุชเข้าใจดีว่าพี่รักคุณวิศนี ถ้าเขาทิ้งพี่อารุมมาหาพี่ชาติ พี่ก็ควรจะรับโอกาสนี้ไว้ รอมาตั้งนานแล้วนี่”
       นีรนุชแดกดันแล้วเดินหนี เดชชาติเริ่มหงุดหงิด ตามไปคว้าข้อมือไว้
       “นุช ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย ต่อให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นุชควรจะดีใจกับพี่ไม่ใช่เหรอ”
       นีรนุชอึ้ง น้อยใจปรี๊ดขึ้นมาอีกเมื่อรู้ว่าเขายังหวังในตัววิศนีอยู่ พอได้สติก็สะบัดมือ
       “ทำไมนุชจะต้องดีใจกับเรื่องของพี่ด้วย...เราก็เป็นแค่คนข้างบ้านกัน ไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ สักหน่อย”
       นีรนุชสะบัดมือออกแล้วเดินหนีไปอย่างเจ็บปวด เดชชาติได้แต่งง ไม่รู้ตัวว่านีรนุชเริ่มมีใจให้...นีรนุชเดินหนีออกมาข้างนอก แต่เห็นเดชชาติตามมา เธอเลยปรี่ไปหาเซลส์หนุ่มหล่อคนหนึ่งที่เดินออกมาที่รถ นีรนุชส่งเสียงหวาน
       “พี่วุฒิคะ วันนี้พี่วุฒิไปทานข้าวกับใครเหรอคะ”
       “เอ่อ” วุฒิเหลือบมองเดชชาติ “คนเดียว”
       “งั้นนุชไปด้วยนะคะ นุชเบื่อร้านเดิมๆ คนเดิมๆ อยากไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง”
       วุฒิอึกอัก เพราะเห็นเดชชาติ แต่นีรนุชหันไปมองเดชชาติเย้ยๆ แล้วดึงแขนวุฒิไป
       “ไปเถอะค่ะ นุชหิวแล้ว”
       
       นีรนุชลากแขนวุฒิออกไป ทิ้งให้เดชชาติมองตาม ส่ายหน้าไม่เข้าใจ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 24 พ.ย. 55 17:47:21
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน