อุบัติเหตุ ตอนที่ 16

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 16

อุบัติเหตุ ตอนที่ 16

 

 วิศนีก้าวลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าบ้านแวว แล้วเกาะรั้วชะโงกหน้าเข้าไปด้านใน เห็นแววนั่งเล่นไพ่กับขาไพ่ในบ้านอย่างเมามัน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แววกับลูกขาเล่นไพ่กัน ส่งเสียงเอะอะ แข่งกับเสียงออดที่ดังขึ้นหน้าบ้าน แววได้ยินเสียงออด แต่ก็ยังไม่วางไพ่ หันไปตะโกนเรียกหงวน

       
       “นังหงวน ทำอะไรอยู่ยะ ออกไปดูซิว่าใครมา แอบไปหลับอีกแล้วมั้งนังนี่”
       แววเล่นไพ่ต่อไป เสียงออดยังดังขึ้น ขาไพ่หันไปมองหน้าประตู
       “ใครมาน่ะแม่แวว ออกไปดูก่อนไหม”
       “โอ๊ย ไม่ไปๆ เดี๋ยวดวงฉันสะดุด กำลังขึ้นเลย มาๆๆๆ เล่นต่อ”
       แววเล่นไพ่ต่อไปอย่างไม่แคร์...วิศนีกดออดจนเหนื่อยใจ ก็ยังเห็นแววนั่งเล่นไพ่ไม่สนใจ เลยยอมแพ้ เดินออกมาซึมๆ หญิงสาวเดินออกมาตามถนนด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่มีที่ไปต่อ อีกด้านหนึ่งชีพซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างกำลังจะเข้าซอย ชีพเหลือบไปเห็นวิศนีแว่บๆ กำลังก้าวขึ้นรถเมล์
       “เฮ้ยน้อง จอดๆๆๆๆ”
       ชีพรีบกระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ จ่ายเงินแล้ววิ่งไปดูที่ริมถนน แต่วิศนีหายไปแล้ว
       “นั่นมันลูกสาวยายแววนี่หว่า”
       
       แววเดินเข้ามากินน้ำในตู้เย็น คุยกับชีพ
       “โอ๊ย...ใช่ที่ไหนเล่า ถ้ายายหนูมาฉันก็ต้องเห็นสิ วันนี้อยู่บ้านทั้งวัน”
       “แต่ผมเห็นจริงๆ นะจ๊ะที่รักจ๋าว่ายายหนูของที่รักขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอย”
       แววสำลักน้ำ
       “รถเมล์” แววหัวเราะร่วน “โถ นี่แอบไปกินเหล้าที่ไหนมาอีกถึงตาพร่าฮะ ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้...ลูกสาวฉันมันคนไฮโซนะจ๊ะ เรื่องอะไรจะไปนั่งรถเมล์ ตาฝาดแล้วล่ะชีพ”
       แววหัวเราะคิกคักแล้วหันไปทางขาไพ่ที่กวักมือเรียก
       “ไปเล่นต่อแล้วนะ กำลังมือขึ้น”
       แววรีบแล่นไปที่โต๊ะไพ่ ทิ้งให้ชีพครุ่นคิด ชีพนึกถึงคำพูดของ อวลอบ
       “ฉันจะจ้างแกไปตามหายายวิศนีกลับมาแต่งงานกับโยธิน ถ้าพวกฉันได้ดองกับคุณอำนวย แกก็จะสบายไปด้วยแน่ จะได้สลัดนังเมียแก่ทิ้งไปลืมตาอ้าปากซักทีไงล่ะ”
       ชีพนิ่งคิด แล้วยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง
       
       ค่ำนั้น นีรนุชลงจากรถของวุฒิที่ขับมาส่งแล้วเดินเข้าบ้าน เจอเดชชาติยืนดักอยู่หน้าถมึงทึง
       “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว รู้บ้างไหม”
       นีรนุชดูนาฬิกา แล้วตอบหน้าตาย
       “ทุ่มนึง”
       “ก็ยังดีที่นาฬิกามันใช้การได้ ไม่งั้นเธอคงกลับสว่าง”
       นีรนุชมองเดชชาติอย่างท้าทาย หาเรื่องแล้วจะเดินเข้าบ้าน
       “ไปไหนมา”
       “ไม่ใช่เรื่องของพี่”
       วิศนีได้ยินเสียงเอะอะ เลยโผล่หน้าออกมาดูที่หน้าต่าง เห็นเดชชาติกับนีรนุชยืนเถียงกันอยู่...
       “อ๋อ เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของเธอคนเดียวแล้วใช่ไหม”เดชชาติเริ่มโมโห
       “ใช่ มันควรจะเป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ในเมื่อนุชกับพี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน เราจะมาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวกันทำไม”
       “นี่พี่เป็นห่วงนะนุช”
       “ไม่ต้องห่วง ต่อไปนี้นุชจะไม่ยุ่งเรื่องของพี่ ส่วนพี่ก็ไม่ต้องมายุ่งกับนุช”
       “ทำไม กลัวพี่จะไปขัดขวางไม่ให้เธอไปทำตัวใจแตกกับพวกผู้ชายที่บริษัทหรือไง”
       นีรนุชมองเดชชาติน้ำตาคลอน้อยใจ ประชดขึ้น
       “ใช่ ! นุชจะได้ทำอะไรตามใจตัวเองซักที ไม่มีพี่นนแล้วนึกว่าจะมีอิสระ แต่พี่ชาตินั่นแหละที่มาคอยขัดขวาง ต่อไปนี้พี่ก็ไปดูแลคุณวิศนีแล้วกัน ไม่ต้องมายุ่งกับนุช”
       “เธอเก่งแล้วใช่ไหม ถึงได้กล้าพูดอย่างนี้”
       “คอยดูแล้วกัน นุชจะทั้งเก่งทั้งกร้าน”
       “กร้านเหรอ พี่ไม่ยอมให้เธอทำตัวอย่างนั้นแน่”
       “ก็บอกแล้วไงว่าพี่ไม่มีสิทธิ์มาห้ามนุช ไม่มีสิทธิ์”
       เดชชาติโกระชากนีรนุชเข้ามาจูบ หญิงสาวตั้งตัวไม่ทัน พอได้สติก็ผลักเขาออก
       “ทีนี้พี่พอจะมีสิทธิ์หรือยัง”
       นีรนุชน้ำตาคลอ แล้วค่อยๆ ไหลออกมา ทั้งตกใจ เสียใจ คิดว่าเขาทำไปเพราะอารมณ์โกรธ ไม่ใช่เพราะความรักลึกซึ้ง
       “นุชเกลียดพี่ชาติ นุชเกลียดพี่”
       
       นีรนุชเงื้อมือตบหน้าเดชชาติแล้ววิ่งร้องไห้เข้าบ้านไป

 เดชชาติเอามือลูบแก้มตัวเองที่โดนตบ แล้วมองตามหญิงสาวอย่างเศร้าๆ...วิศนียืนดูอยู่ เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง และดูออกว่าทั้งสองรักกัน หญิงสาวหน้าเศร้า เริ่มคิดว่าตัวเองกำลังทำให้คู่รักอีกคู่ต้องมีปัญหา

       
       เดชชาติเดินคอตกเข้ามาในบ้านทรุดนั่ง ก้มหน้านิ่งอย่างเครียดจัด วิศนีเดินลงมาเห็น เข้ามาหา
       “คุณชาติคะ ฉันขอโทษ”
       เดชชาติเงยหน้ามองเศร้าๆ
       “คุณเห็นเหรอครับ”
       วิศนีพยักหน้า
       “ทั้งหมดเป็นเพราะฉันแท้ๆ”
       “ไม่ใช่หรอกครับคุณวิศนี อย่าคิดมาก...ผมกับนุชก็ทะเลาะกันวันเว้นวันแบบนี้อยู่แล้ว”
       “แต่ฉันว่าคราวนี้...”
       “ถ้าเขาจะโกรธผมจนตัดขาดจริงๆ ผมก็คงต้องยอมให้มันเป็นแบบนั้น เพราะผมก็ทำเกินไปจริงๆ”
       เดชชาตินั่งซึม วิศนีมองอย่างสงสาร
       
       นีรนุชวิ่งเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนร้องไห้ พยายามเอามือเช็ดปากตัวเองร้องไห้เสียใจ ซบหมอน
       “ถ้ารักคนอื่น แล้วมาทำอย่างนี้กับนุชทำไม นุชเกลียดพี่ ! ฮือๆๆ”
       นีรนุชก้มหน้าสะอื้นกับหมอน
       
       อารุมตื่นขึ้นมาในห้องนอน แล้วโซเซลุกออกมา เจอกับกุสุมาพอดี
       “รุม ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ”
       “คุณกลับมาได้ยังไงสุ”
       กุสุมาฝืนยิ้ม
       “ก็มีคนโทร.ไปบอกสุน่ะสิว่ารุมกำลังแย่ สุก็เลยต้องกลับมาดู”
       กุสุมาเข้าไปประคอง
       “รุมจะไปไหน นอนพักก่อนนะ เดี๋ยวสุเอาข้าวมาให้กิน”
       อารุมพยายามสะบัด
       “ผมไม่กิน ไม่หิว”
       อารุมแกะมือกุสุมาแล้วโผเผออกไปจากห้อง เขาทำท่าจะล้ม กุสุมารีบเข้าไปประคอง
       “ระวังจ้ะ!”
       จันทร์เดินเข้ามาพอดี เห็นอารุมตื่นแล้วก็ยิ้มดีใจ
       “พี่อารุม เป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
       อารุมถามทันที
       “คุณนีล่ะ เขากลับมาหรือยัง”
       จันทร์ชะงัก กุสุมาทำหน้าไม่พอใจ อารุมถามย้ำ
       “ว่าไงล่ะจันทร์”
       จันทร์อึกอัก
       “ยังจ้ะ เขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะพี่อารุม”
       “ไม่ ไม่จริง พี่ไม่ยอม”
       อารุมตะกายไปที่โทรศัพท์บ้าน แล้วหยิบขึ้นมากดเบอร์โทร.ออก กุสุมาปรี่เข้าไปถามอย่างสงสัยและไม่พอใจ
       “รุมจะทำอะไร”
       
       เดชชาติกำลังนั่งซึม เห็นเบอร์อารุมโทร.มาก็กดเปิดเสียงพูดดังออกมานอกโทรศัพท์
       
       “ว่าไงวะ”
       เสียงอารุมละล่ำละลักดังมา
       “ชาติ คุณวิศนีอยู่กับแกหรือเปล่า เขาไปที่นั่นใช่ไหม ให้เขามาพูดกับฉันหน่อย”
       “เฮ้ยๆๆ อะไรของแก แกเป็นอะไรไป”
       “คุณวิศนีเขาไปจากฉันแล้ว เขาไม่อยู่กับฉันแล้ว”
       กุสุมาชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อรู้ว่าอารุมโทรไปพร่ำเพ้อกับเดชชาติ ขณะที่เดชชาติอึดอัด แล้วเหลือบไปมองวิศนีที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆหน้าตาเจ็บปวดพอกัน
       “แล้ว...แกจะให้ฉันช่วยอะไรวะ”
       “แกรู้ใช่ไหมว่าเขาอยู่ที่ไหน ให้ฉันคุยกับเขาหน่อยได้ไหม”
       เดชชาติกลุ้มๆ เหลือบมองวิศนีอีก วิศนีส่ายหน้าปราม
       “หรือแกจะให้ฉันไปที่นั่น ฉันจะไปบ้านแกคืนนี้ก็ได้”
       “เฮ้ย ม...ไม่ต้อง” เดชชาติมองวิศนีแล้วตัดสินใจโกหก “คุณวิศนีไม่ได้มาที่นี่หรอก”
       อารุมนิ่งไปอย่างสิ้นหวัง
       “แกไม่ได้โกหกฉันนะ”
       เดชชาติลำบากใจ
       “ฉันพูดจริง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณวิศนีไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นวะ”
       “ฉันไม่รู้...อยู่ๆ เขาก็ไปจากฉัน”
       อารุมเสียงเศร้ามาก กุสุมาทนเห็นอารุมเศร้าไม่ไหว ก็ตรงเข้าไปกระชากโทรศัพท์แล้วพูดเสียงดัง
       “พอแล้วจ้ะรุม เลิกพูดเถอะนะ”
       กุสุมาพูดจบก็วางสายโครม เดชชาติได้ยินเสียงอารุมวางสายไปแล้ว ก็หันไปหาวิศนี
       “ท่าทางมันจะไม่รู้ตัวว่าทำอะไรไว้กับคุณนะครับ”
       “เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนี่คะ...ที่ฉันจากมา ก็เพราะว่าหนี้ที่ฉันต้องชดใช้ให้เขามันหมดสิ้นกันแล้วต่างหาก”
       
       เดชชาติมองวิศนีที่เป็นทุกข์อย่างไม่เชื่อ คิดว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้น

 วันใหม่...วิศนีช่วยพิมยกขนมมาใส่รถเข็นที่หน้าบ้าน ชีพแอบอยู่มุมหนึ่งแอบถ่ายวิศนีโดยที่เธอไม่รู้ตัว วิศนีกลับเข้าบ้านไปทำงานต่อ ชีพยิ้มพอใจเมื่อแน่ใจว่าเป็นวิศนีจริงๆ

       
       เดชชาติเช็ดถูรถที่ตัวเองดูแลอยู่อย่างแสนรัก ตำรวจ 3 นายเดินเข้ามา ก็นึกว่ามาดูรถ
       “คุณเดชชาติใช่ไหมครับ”
       “ใช่ครับผู้หมวด มีอะไรให้รับใช้ครับ”
       เดชชาติหุบยิ้มเมื่อตำรวจมองนิ่งๆ ไม่เล่นหัวด้วย
       “มีคนแจ้งว่าคุณลักพาตัวผู้หญิงคนหนึ่ง เชิญไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ”
       เดชชาติหน้าเสียอึ้ง ตำรวจอีก 2 นายเข้ามาคุมตัว
       
       ลูกเกดกับชมพู่นั่งอู้อ่านนิตยสารอยู่ในห้องกาแฟ นีรนุชเดินชงกาแฟเข้ามานั่งด้วย ลูกเกดหันมาถาม
       “เธอจะโกรธกับนายชาติไปอีกนานไหมยายนุช”
       “พี่รู้ได้ยังไง”
       ชมพู่ทำหน้าเซ็ง
       “โอ๊ย ในบริษัทนี้ใครดูไม่ออกก็ตาบอดแล้วล่ะ เคยสวีทกันอยู่ดีๆ เดี๋ยวไม่พูดกัน แถมเธอยังไปอี๋อ๋อกับนายวุฒิ”
       นีรนุชจ๋อยที่ถูกจับได้ แต่ยังปากแข็ง
       “นุชก็แค่อยากทำความรู้จักกับคนอื่นๆ บ้างเท่านั้นเอง”
       ลูกเกดเบ้หน้า
       “ย่ะ แม่คนสวยเลือกได้”
       ลูกเกดกับชมพู่ค้อนนีรนุช ยุพเยาว์กระหืดกระหอบเข้ามา
       “แย่แล้ว ! นายชาติโดนตำรวจจับ”
       นีรนุช ลูกเกด ชมพู่ตกใจ ลุกพรวดไปตามๆ กัน...นีรนุชวิ่งพรวดพราดออกมาพร้อมกับ ลูกเกด ชมพู่ ยุพเยาว์ เห็นเดชชาติถูกคุมตัวขึ้นรถตำรวจออกไปพอดี โดยมีพวกพนักงานมองกันเต็ม นีรนุชหันมาถามยุพเยาว์
       “เกิดอะไรขึ้นพี่เยาว์”
       “ตำรวจบอกว่านายชาติลักพาตัวใครก็ไม่รู้”
       นีรนุชตกใจ นึกถึงวิศนี
       
       วิศนีกวาดบ้านอยู่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงพิมเรียก
       “คุณหนู คุณหนูขา”
       วิศนีโผล่หน้าออกไปดู เห็นพิมรีบเข็นรถกลับบ้าน
       “คุณป้าลืมอะไรเหรอคะ”
       วิศนีชะงักเมื่อเห็นพิมน้ำตานองหน้า พิมรีบป้ายน้ำตา โผเข้าเกาะแขนวิศนีอย่างอ้อนวอน
       “ไอ้ชาติมันโดนจับข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวคุณ คุณไปช่วยมันทีนะคะ ช่วยลูกป้าที”
       พิมเขย่าแขนวิศนีร้องไห้อย่างตกใจ
       
       วิศนีกับพิมไปถึงโรงพัก เห็นเดชชาตินั่งอยู่กับตำรวจ
       “คุณชาติ”
       วิศนีกับพิมปรี่เข้าไปหาเดชชาติ อำนวยโผล่ออกมาจากอีกด้าน พร้อมกับกรแก้วและโยธิน อำนวยตื่นเต้นดีใจ
       “วิศนี ลูกพ่อ !”
       วิศนีผงะมอง เริ่มเข้าใจอะไรๆ
       “พ่อ นี่เป็นฝีมือพ่อเหรอคะ”
       อำนวยชะงัก โยธินยืดอกรับ
       “ฝีมือผมเองครับ ผมแนะนำให้คุณอาเชิญคุณเดชชาติมาที่โรงพัก”
       วิศนีไม่พอใจ
       “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       กรแก้วสวนขึ้น
       “ถ้าไม่ทำอย่างนี้ คุณวิศนีก็คงไม่ปรากฏตัว จริงไหมคะ”
       วิศนีอึ้งไป
       “พ่อรู้ว่าหนูต้องห้ามไม่ให้เดชชาติบอกใครๆ ว่าหนูอยู่ที่ไหน แล้วพ่อก็แน่ใจว่าเดชชาติก็คงไม่กล้าขัดใจหนู”
       อำนวยเหลือบมองเดชชาติที่ก้มหน้าหลบสายตา แล้วเข้ามาจับมือวิศนี
       “กลับบ้านเถอะนะลูก อย่าทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากเลย”
       “พ่อไม่น่าทำแบบนี้ เดชชาติเขาเป็นเพื่อนหนูนะคะ”
       กรแก้วเข้ามาบอก
       “ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อหาเดชชาตินะคะ แค่เชิญตัวมาสอบปากคำเฉยๆ ถ้าคุณวิศนีตกลงกลับบ้าน ก็ไม่มีปัญหาอะไร”
       พิมโล่งใจ เข้าไปกอดเดชชาติอย่างดีใจ วิศนีเห็นแล้วยิ่งรู้สึกผิด แต่พอหันกลับมาเห็นอำนวยกับกรแก้วก็แอบหงุดหงิด เลยเดินหนีไป อำนวยอึ้ง
       “วิศนี !”
       “ผมขออนุญาตไปคุยกับคุณวิศนีให้นะครับ”
       
       เดชชาติรีบตามออกไป

 วิศนีเดินออกมาหน้าโรงพัก สีหน้าอึดอัดสับสน เดชชาติเดินตามมา

       
       “ฉันขอโทษนะคะคุณชาติ ที่ทำให้คุณเดือดร้อน”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจคุณพ่อคุณ” เดชชาติเห็นวิศนีมองหน้าก็รีบออกตัว “แล้วผมก็เข้าใจคุณด้วย”
       “พ่อฉันรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ”
       “ผมไม่ทราบครับ”
       วิศนีส่ายหน้าหงุดหงิด
       “แต่คุณวิศนีอย่าหนีไปไหนอีกเลยนะครับ การที่ท่านประธานทำแบบนี้ ก็คงเพราะคิดถึงคุณมาก แต่ไม่รู้จะทำยังไงถึงจะได้พบกับคุณ อย่าทำให้ท่านเป็นทุกข์กว่านี้เลยนะครับ”
       วิศนีสบตากับเดชชาติอย่างลำบากใจ
       
       วิศนีเดินเข้ามาในบ้าน โดยมีอำนวยกับกรแก้วตามเข้ามา
       “วิศนี พ่อรู้ว่าหนูยังโกรธอยู่ เรื่องที่พ่อพูดจารุนแรงจนทำให้หนูไม่อยากอยู่ที่บ้านหลังนี้”
       วิศนียืนนิ่ง ไม่ยอมหันมาพูดด้วย อำนวยเดินตาม
       “พ่อรู้ว่าตัวเองผิด แล้วพ่อก็รับโทษจากความผิดนั้นแล้วตั้งแต่วันหนูไปจากที่นี่...ทุกคืนพ่อไม่เคยหลับตานอนได้อย่างสบายใจเลย ไม่มีอะไรทรมานสำหรับการเป็นพ่อแม่มากกว่าการไม่รู้ว่าลูกของตัวเองเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนอีกแล้ว หนูอย่าทิ้งพ่อไปอีกนะ”
       “หนูคิดว่าพ่อไม่ต้องการหนูแล้วซะอีก”
       “ไม่จริงเลยลูก พ่อคิดถึงหนูทุกวันทุกคืน”
       กรแก้วเห็นวิศนียืนนิ่งก็เข้ามาสำทับ
       “พวกเราตามหาคุณจนทั่วเลยนะคะคุณวิศนี ตอนที่ตำรวจมาบอกว่าพบกระเป๋ากับข้าวของคุณถูกขโมย พวกเราก็ไม่สบายใจมาก กลัวคุณจะเป็นอันตราย”
       วิศนีค่อยๆ หันกลับมา เห็นสายตาอำนวยกับกรแก้วแล้วใจอ่อน
       “ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองยังพอจะมีความหมายสำหรับใครอยู่บ้าง”
       อำนวยยิ้มโล่งใจ ดึงลูกสาวมากอด
       “หนูมีความหมายสำหรับพ่อเสมอนะ”
       อำนวยลูบหลังลูกสาวอย่างปลอบๆ มีกรแก้วมองอย่างโล่งใจ
       
       โยธินกับอบอวลนั่งชนแก้วกัน
       “ใกล้ความจริงแล้วนะครับคุณแม่ ใครจะไปนึกว่าไอ้ชีพมันก็มีน้ำยาเหมือนกัน”
       “แม่ถึงได้บอกไงว่าต้องร้อยมันไว้ใช้ คนสันดานโจรอย่างไอ้ชีพมันเป็นมือเป็นไม้ให้เราได้ดี ไม่ต้องเหนื่อยแรงทำอะไรเอง”
       อบอวลหยิกแก้มลูกชายอย่างเอ็นดู
       “ตอนนี้ที่โยต้องทำก็คือเตรียมตัวทำหล่อไว้ใส่ชุดเจ้าบ่าวในเร็วๆ นี้”
       “นี่ผมก็ไม่พ้นต้องรับเดนไอ้อารุมมันจริงๆ”
       “ยังไม่รู้ซักหน่อยว่าตอนวิศนีไปอยู่บ้านนั้น เขามีอะไรกันไปถึงขั้นไหน บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ไม่งั้นวิศนีจะหนีไอ้อารุมกลับมาเหรอ”
       โยธินถอนใจอย่างไม่อยากเชื่อ
       “หรือถึงมี ก็ไม่เห็นเป็นไร ใช่ว่าแกจะไม่เคยกินของเหลือคนอื่น ไอ้ที่ไปคว้ามาจากผับน่ะนึกว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องนักหรือไง”
       โยธินยอมจำนนด้วยเหตุผล อบอวลค้อนอย่างหมั่นไส้
       
       ค่ำนั้น อารุมยังคงนั่งดื่มอยู่ที่หน้าบ้าน สายตาแห้งผาก หมดอาลัยตายอยาก แต่พอจะเอื้อมมือหยิบขวดเหล้ามาเท จันทร์ก็มากระชากไป
       “พอได้แล้วพี่อารุม จะกินแทนน้ำหรือไง”
       “อย่ามาห้ามพี่เลย”
       “จันทร์ต้องห้าม เพราะจันทร์เป็นห่วงพี่ ใครไม่ห่วงก็ช่าง แต่จันทร์ทนเห็นพี่เป็นแบบนี้ไม่ได้”
       จันทร์สบตากับอารุมอย่างเว้าวอน อารุมซึ้งน้ำใจจันทร์ แต่ก็ยังดื้อ
       “ขอบใจนะจันทร์ แต่อย่ามาห่วงพี่เลย พี่ไม่มีค่าขนาดนั้น”
       อารุมจะกินเหล้า แต่จันทร์ไม่ให้ เริ่มน้อยใจ
       “ยายคุณนีสำคัญอะไรนักหนา ถึงทำให้พี่เสียผู้เสียคนขนาดนี้ จันทร์ไม่เข้าใจ”
       “เขาคือชีวิตของพี่ ถ้าไม่มีเขา พี่ก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
       
       อารุมกระชากขวดเหล้ามากรอกใส่ปาก แล้วลุกเดินหนีไป จันทร์มองตามอย่างหงุดหงิด
       
       กุสุมาแต่งชุดนอนนั่งส่องกระจกพิศหน้าตัวเองไปมา จันทร์เปิดประตูเข้ามาทันที กุสุมาสวมเสื้อคลุมนอน ข้างในเป็นชุดนอนโป๊ๆ
       “ไม่เคยมีใครสอนให้เคาะประตูห้องก่อนหรือไง ไม่มีมารยาท”
       “นี่มันบ้านเจ้านายฉัน ฉันจะเข้านอกออกในยังไงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจผู้อาศัย”
       กุสุมากับจันทร์มองกันเขม็ง กุสุมาไม่อยากมีเรื่องก็ลุกหนี จันทร์ตามไปดัก
       “ใจคอคุณจะไม่ทำอะไรสักอย่างเลยหรือไง พี่อารุมแทบจะเป็นขวดเหล้าเดินได้อยู่แล้วนะ”
       “เขาเมาอีกแล้วเหรอ”
       “ก็ใช่น่ะสิ นี่ก็จะให้ฉันไปซื้อมาอีก”
       “เธอก็ไปซื้อสิ”
       จันทร์โมโห
       “คุณจะฆ่าพี่อารุมหรือไงฮะ”
       “ตอนนี้อารุมกำลังเสียใจก็ปล่อยเขาไปก่อน แต่ฉันรู้ว่าอารุมเป็นคนมีความคิด เขาเสียใจไม่นานก็หาย”
       “สรุปว่าคุณจะปล่อยให้เขาเป็นขี้เมาแบบนี้”
       “ฉันไม่อยากจะขัดใจอารุม หรือว่าเธออยาก”
       กุสุมาทำหน้าท้าทาย จันทร์อึ้งไปเหมือนกัน ลึกๆ ก็ไม่อยากเสียคะแนน...กุสุมายิ้มพอใจ แล้วหยิบกระเป๋าเงินมาเปิด ส่งแบงค์ให้
       “ไปซื้อมาซะ ไม่ต้องทอน”
       จันทร์มองหน้าอย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับเงินมา
       วิเวียนตกใจ กับสิ่งที่โยธินบอก
       
       “อะไรนะคะ คุณจะเลิกเช่าคอนโดนี้เหรอ”
       “ผมไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ คุณแม่เป็นคนสั่ง”
       “เพราะคุณวิศนีกลับมาแล้วใช่ไหม คุณก็เลยเตรียมเขี่ยวิทิ้ง”
       โยธินหลุกหลิก หลบสายตา
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า”
       “ไม่กี่วันมานี้คุณทำตัวห่างเหินกับวิเหลือเกิน พอวันนี้มีข่าวว่าคุณวิศนีกลับมาแล้ว คุณก็ให้วิเก็บของกลับไปอยู่บ้าน จะให้วิคิดยังไง”
       โยธินอ้ำอึ้ง พยายามไม่ตอบโต้ วิเวียนยิ่งไม่พอใจ
       “วิเสียสละเพื่อคุณไปมากนะคะ ถ้าคุณคิดจะสลัดวิทิ้ง คุณคงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
       
       วิเวียนพูดอย่างมีเลศนัยแล้วเดินเข้าห้องไป โยธินมองตามใจคอไม่ดี

  วิเวียนเดินมาเปิดกระเป๋าหยิบเสื้อผ้าในตู้ โยธินตามมากอดอ้อนใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

       
       “วิ ไม่เอาน่า อย่าหงุดหงิดสิครับ ผมไม่ได้คิดจะทิ้งวิซักหน่อย”
       วิเวียนสะบัดสะบิ้งพอประมาณ โยธินอ้อนต่อ รีบดึงเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า
       “เอางี้ดีกว่า วิไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น ผมจะไปพูดกับคุณแม่เอง”
       “แม่คุณคงจะยอมหรอก”
       “ไม่ยอมก็ต้องยอม เพราะผมรักวิ ไม่ได้รักคุณวิศนี”
       วิเวียนมองหน้าโยธินอย่างลังเล โยธินรื้อกระเป๋าแล้วเอาเสื้อผ้ากลับไปแขวนที่เดิม ก่อนจะเข้ามากอดอีก
       “ให้เวลาผมหน่อยนะ ผมจะเคลียร์เรื่องนี้ แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครมาขัดขวางอีก”
       โยธินส่งสายตาเจ้าชู้รักใคร่ วิเวียนใจอ่อนเคลิ้ม แล้วล้มลงไปบนเตียงพร้อมกัน
       
       นีรนุชวางถุงของกินเล่นลงบนโต๊ะ มีน้องๆ นั่งเรียงราย
       “พี่ซื้อของกินมาฝาก ป้าพิมไม่อยู่ใช่ไหม”
       “แม่ไปดูที่พี่ชาติที่โรงพักยังไม่กลับเลยพี่” องอาจบอก
       นีรนุชมองน้องๆ หน้าเศร้า เอามือลูบหัวพวกน้องๆ
       “อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมาก พี่ชาติไม่ได้ทำผิด คงไม่มีอะไรหรอก”
       “เขาจะปล่อยพี่ชาติกลับมาไหมพี่นุช” พิชิตถามอย่างเป็นห่วง
       “ปล่อยสิ พี่เชื่อว่าคนดีอย่างพี่ชาติอยู่ที่ไหนก็ไม่เดือดร้อนหรอก”
       นีรนุชยิ้มปลอบใจ น้องๆ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย รักชาติเปิดถุงขนม
       “รักกินเลยนะ รักหิว”
       “เอาเลย เดี๋ยวพี่ไปหุงข้าวให้นะ เผื่อจะหิวข้าวกัน”
       นีรนุชลุกออกไป เด็กๆ หยิบของกินในถุงมาเปิดกิน...นีรนุชเข้าครัวไปลงมือหุงข้าว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของเด็กๆ
       “พี่ชาติ!”
       น้องๆ กรูเข้าไปกอดเดชชาติกับพิมอย่างดีใจ กระโดดโลดเต้น นีรนุชออกมายืนมอง แอบยิ้มโล่งใจ
       “ตำรวจเขาว่ายังไงบ้างแม่” องอาจถาม
       “เขาไม่ได้เอาเรื่องอะไร เพราะพี่ไม่ได้ลักพาตัวคุณวิศนี”
       น้องๆ ทุกคนเข้ามากอดเดชชาติอย่างดีใจ พิมเหลือบไปเห็นนีรนุชยืนอยู่
       “อ้าว หนูนุช”
       เดชชาติกับน้องๆ หันไปมอง องอาจรีบพูด
       “พี่นุชพูดถูกจริงๆ ด้วย คนดีอย่างพี่ชาติ อยู่ที่ไหนก็ไม่เดือดร้อน”
       นีรนุชทำหน้าเก้อๆ หลบตาเดชชาติ หันไปพูดกับพิม เปลี่ยนเรื่อง
       “นุชมาอยู่เป็นเพื่อนเด็กๆ น่ะค่ะ เอาของกินมาฝากเพื่อแกจะหิว นี่นุชหุงข้าวไว้ให้แล้วนะคะป้าพิม”
       “ขอบใจนะลูก”
       นีรนุชสบตากับเดชชาติที่มองมาอย่างแปลกใจ แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้
       “ถ้าไม่มีอะไร นุชกลับนะคะ” หญิงสาวลูบหัวเด็กๆ “แล้วเจอกันนะ”
       นีรนุชรีบเดินออกไป เดชชาติมองตาม
       
       นีรนุชรีบเดินออกมา แอบรู้สึกเสียฟอร์มที่โดนจับได้ว่าแอบมาทำดีด้วย เดชชาติรีบตามออกมาเรียก
       “นุช”
       นีรนุชหยุดกึก ยืนนิ่ง แต่ไม่กล้าหันไปสู้สายตา เดชชาติก็ได้แต่มองอย่างเว้าวอน
       “ขอบใจมากนะ”
       นีรนุชยังนิ่ง อยากจะหันไปพูดด้วยแต่ก็ยังงอนอยู่ เลยพยักหน้าทั้งที่หันหลังอยู่แบบนั้นแล้วรีบเดินออกไป เดชชาติมองตามอย่างอ่อนโยน รู้ว่ายังไงก็ตัดกันไม่ขาด
       
       กุสุมาประคองอารุมที่เมามายเข้ามาในบ้าน
       “เหล้าอยู่ไหน เอาเหล้ามา”
       “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสุจัดให้นะ”
       กุสุมาวางเขาลงที่โซฟาแล้วยื่นมือรับถุงขวดเหล้าที่จันทร์ถือเข้ามา
       “เอามานี่ เธอเอาน้ำแข็งไปใส่แก้วมาด้วย เอามาเผื่อฉันด้วยน่ะ”
       จันทร์มองอย่างหมั่นไส้แล้วกระแทกเท้าเดินเข้าครัวไป กุสุมาจัดท่าทางให้อารุมนั่งสบายๆ แล้วรีบลุกขึ้นปลดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นชุดชั้นในสายเดี่ยวเซ็กซี่
       “รอเดี๋ยวนะจ๊ะอารุม”
       จันทร์แกะน้ำแข็งใส่แก้วสองใบแล้วยกจะเอามาให้ เสียงกุสุมาร้องสั่ง
       “จันทร์ ของฉันขอน้ำแข็งน้อยๆนะ”
       “เรื่องมาก !”
       จันทร์เทน้ำแข็งแก้วนึงทิ้งอย่างรำคาญ แล้วจะยกมาให้ แต่พอเห็นกุสุมาในชุดนอนวาบหวิวกำลังประคองอารุมนั่งก็อึ้ง
       “นึกแล้วเชียวว่าแกต้องมีแผนแบบนี้”
       จันทร์หันหลังกลับ แล้วมองไปด้านหลังอย่างมีพิรุธ ก่อนจะควักผงยานอนหลับออกมา แล้วเทใส่แก้วของกุสุมา
       กุสุมาประคบประหงมอารุมอยู่ที่โซฟา จันทร์ยกถาดใส่แก้วเข้ามา
       “เอามาเร็วๆ”
       จันทร์วางแก้วให้อารุม
       “พี่อารุมดื่มแก้วสุดท้ายแล้วพอนะจ๊ะ”จันทร์ส่งแก้วให้กุสุมา “ส่วนนี่ของคุณ”
       กุสุมาหันมาสั่ง
       “เธอไปนอนได้แล้ว ฉันจะดูแลเขาเอง”
       จันทร์มองเขม็งอย่างรู้ทัน กุสุมาถลึงตาใส่
       “ไปสิ !”
       จันทร์ลุกออกไปอย่างกระฟัดกระเฟียด แล้วมองกุสุมาอย่างหมั่นไส้ กุสุมารีบรินเหล้าให้อารุม แล้วประคองแทบจะป้อนเข้าปาก และถือโอกาสเอาตัวเข้าเบียดไปด้วย จันทร์แอบมองอยู่ข้างนอก
       “อย่าหวังว่าแผนโง่ๆ ของแกจะสำเร็จนะ นังกุสุมา”
       
       จันทร์ยิ้มเยาะ

  วันใหม่...วิศนีเดินเข้าบริษัทมาพร้อมกับโยธิน อำนวย ยุพเยาว์ ลูกเกดกับชมพู่เห็นเข้าก็รีบวิ่งมาต้อนรับ 

       
       “คุณวิศนี กลับมาแล้วเหรอคะ ยินดีต้อนรับนะคะ” ลูกเกดพูดอย่างยิ้มแย้ม
       “พวกเราคิดถึงคุณม๊ากมากค่า” ชมพู่เสริม
       วิศนีฝืนยิ้มนิดๆ ให้ทั้งสอง อำนวยหันไปหายุพเยาว์
       “พวกนักข่าวพร้อมหรือยัง คุณยุพเยาว์”
       “พร้อมแล้วค่ะ เชิญที่โชว์รูมเลยนะคะ”
       อำนวยพยักหน้าแล้วพาทุกๆ คนไปที่นั่น โยธินถือโอกาสโอบไหล่พาวิศนีเดิน วิเวียนโผล่หน้ามาแอบดูแล้วทำหน้าคว่ำ
       วิเวียนเข้ามาชงกาแฟดับอารมณ์เครียด แต่ก็ระบายอารมณ์ด้วยการใช้ช้อนคนกาแฟจนหกกระจาย แล้วกรี๊ดออกมาอย่างเหลืออด ยุพเยาว์โผล่หน้าเข้ามา
       “วิ เกิดอะไรขึ้น”
       วิเวียนสะดุ้ง หันกลับมา แล้วตีหน้าเรียบเฉย
       “เอ่อ ฉันทำกาแฟหกน่ะ มันร้อนก็เลยเผลอร้องออกมา”
       ยุพเยาว์เดินเข้ามาจ้องหน้าวิเวียนใกล้ๆ
       “แกเป็นอะไรหรือเปล่า วันนี้ทำไมทำหน้าเครียดๆ”
       “เปล่า”
       “งานแถลงข่าวเริ่มแล้วนะ ไม่ไปดูเหรอ”
       “ไม่ไปหรอก แกอยากไปก็ไปเถอะ”
       วิเวียนพูดจบก็ถือแก้วกาแฟออกจากห้องไป ยุพเยาว์มองตาม รู้สึกว่าวิเวียนดูแปลกๆ
       
       พริตตี้เต้นรำอยู่หน้ารถหรูคันใหม่ ที่อำนวยนำมาเปิดตัว พอจบเพลง ก็ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากทุกคน อำนวยก้าวออกมาที่ไมโครโฟน
       “ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน ในการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ในวันนี้นะครับ ใครที่ต้องการถ่ายรูปกับรถหรือว่านางแบบของเราก็เชิญได้ตามสบายนะครับ เชิญครับ”
       อำนวยจะขยับออกไป แต่นักข่าวกรูกันเข้ามาจ่อไมค์ถาม
       “เราขอสัมภาษณ์คุณวิศนีได้ไหม”
       วิศนีสะอึก นักข่าวไม่รอคำตอบ ยิงคำถามใส่ทันที
       “คุณวิศนีหายไปไหนมาเหรอครับ”
       “มีข่าวว่าคุณไปอยู่กับคู่หมั้นของคนคุณที่ขับรถชนมา จริงหรือเปล่าครับ”
       โยธินชะงักหน้าเสีย อำนวยรีบพูดแทรก
       “ไม่จริงนะครับ วิศนีไปต่างประเทศมา เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง”
       โยธินมองวิศนีอย่างคลางแคลง แต่ก็ฝืนยิ้มสร้างภาพ
       “นั่นสิครับ คุณวิศนีจะไปเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอเป็นคู่หมั้นผม เรากำลังจะแต่งงานกัน”
       โยธินถือโอกาสโอบกอดวิศนีโชว์ วิศนีหันมองไม่พอใจ แต่พยายามเก็บอาการ นักข่าวทำท่าจะถามต่อ แต่วิเศษพรวดพราดแหวกฝูงชนเข้ามา
       “คุณวิศนี ! คุณกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย”
       วิเศษโผจะเข้ามาหา แต่โยธินขวางไว้ แล้วชี้หน้า
       “แกจะทำอะไร”
       วิเศษมองโยธินรำคาญ หันไปพูดกับวิศนีต่อ
       “คุณวิศนีไปไหนมาครับ รู้ไหมว่าผมเป็นห่วงคุณมาก”
       “เฮ้ย อย่าแตะต้องคู่หมั้นฉันนะ”
       โยธินปราดเข้ามากระชาก วิเศษสะบัด
       “แหม รำคาญจริงๆ ไอ้แมลงวัน”
       วิเศษเงื้อหมัดชกหน้า โยธินโมโห ชกสวนไป วิเศษเซถลาไปหาพวกพริตตี้ที่โพสท่าให้นักข่าวถ่ายรูปอยู่
       พวกพริตตี้ร้องกันวี๊ดว้าย พอวิเศษตั้งหลักได้ก็พุ่งมากระชากโยธินเหวี่ยงไปที่รถ อำนวยตะโกนลั่น
       “เฮ้ย หยุดนะ ระวังรถ!”
       โยธินกับวิเศษชกต่อยกันอยู่ใกล้รถหรู นักข่าวถ่ายรูปกันอย่างเมามัน อำนวยพยายามเข้าไปห้าม วิศนีมองความวุ่นวายทีเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเบื่อหน่าย แล้วรีบเดินออกไป
       
       วิศนีเดินออกมาอย่างเซ็งๆ เจอกับวิเวียนที่โผล่มาจากอีกทาง
       “คุณวิเวียน”
       วิเวียนมองหน้าวิศนีอย่างไม่สบอารมณ์ พาลหึง
       “ยินดีต้อนรับกลับมานะคะคุณวิศนี” วิเวียนยิ้มเยาะ “ภูมิใจไหมคะที่มาวันแรกก็ทำให้ผู้ชายต่อยกันเพราะคุณได้ ช่วงนี้เรื่องชู้สาวในออฟฟิศมันเยอะจนเหม็นคาวไปทั้งตึก คุณว่าไหม”
       วิเวียนยิ้มเอาเรื่องแล้วเดินเชิดจากไป วิศนีได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ แต่เดชชาติเดินเข้ามาเสียก่อน
       “คุณวิศนีครับ”
       วิศนีหันไปเห็นเดชชาติก็ยิ้มให้ เดชชาติรีบเข้ามาหา
       “ผมดีใจนะครับที่เห็นคุณวิศนีกลับมาทำงาน”
       “ทำไงได้ล่ะคะ มันเป็นหน้าที่ของลูก แต่กลับมาเจอความวุ่นวายแบบนี้ก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว”
       
       นีรนุชเดินออกมาจากอีกมุมเห็นทั้งสองยืนคุยกันพอดี เธอมองอย่างน้อยใจ เมื่อเห็นเดชชาติยิ้มแฉ่งขณะเดินออกไปกับวิศนี

 ทางด้านอารุมนอนหงายหลับอยู่ที่โซฟา แล้วค่อยๆ ตื่นขึ้นด้วยอาการสร่างเมาเต็มที่ แต่พอเหลือบไปมองข้างๆ ก็เห็นกุสุมาฟุบหลับอยู่ กุสุมาเมาหลับไปเพราะยานอนหลับ อารุมมองอย่างแปลกใจที่กุสุมามาหลับอยู่ตรงนี้ เอื้อมมือไปเขย่า

       
       “สุ ทำไมคุณมานอนอยู่ตรงนี้”
       อารุมเขย่า แต่กุสุมายังงัวเงียเลยชักมือหนีแล้วนอนต่อ อารุมมองๆ แล้วลุกออกไปไม่สนใจ กุสุมาหลับไม่รู้เรื่อง
       
       เดชชาติเดินออกมาหน้าบริษัท ชะเง้อมองเห็นนีรนุชขึ้นรถวุฒิออกไปตามเคย รุ่นน้องเดินออกมาตบไหล่
       “แน่ะพี่ชาติ แอบมองเขาจนคอยื่นเลยนะพี่ หึงล่ะสิ”
       เดชชาติแก้ตัว
       “ฮึ้ย หึงอะไร แค่สงสัยว่าวันนี้ยายนุชจะไปเที่ยวที่ไหนอีก”
       “ก็ตามไปดูสิพี่ เป็นผมคงไม่อยู่เฉยๆ หรอก พูดก็พูดเถอะ ไอ้วุฒิมันเจ้าชู้จะตาย ปล่อยน้องนุชไปด้วยแบบนั้น ก็เหมือนโยนเนื้อเข้าปากเสือกผู้หญิงเลยนะพี่”
       เดชชาติมองหน้ารุ่นน้อง เริ่มกังวล
       
       ค่ำนั้น...เดชชาติลงจากรถแท็กซี่หน้าร้านอาหารกึ่งผับ แล้วเห็นนีรนุชกับวุฒิเดินเข้าร้านไป จึงรีบตามเข้ามาในร้าน เห็นนีรนุชกับวุฒินั่งอยู่ด้านใน ก็เลือกที่นั่งห่างๆ ที่มองเห็นทั้งสองคุยกันอย่างกระหนุงกระหนิง สั่งอาหารให้อย่างเอาใจ เดชชาติทำทีเป็นสั่งอาหาร แต่ก็เหลือบมองนีรนุชกับวุฒิไปด้วย เห็นวุฒิสั่งเครื่องดื่มสีๆ ให้นีรนุช เดชชาติกังวล
       “หวังว่าเธอจะรู้ตัวนะนุชว่ากำลังทำอะไรอยู่”
       
       แม่ค้าส่งขวดเหล้าที่ห่อกระดาษเรียบร้อยให้ อารุมส่งเงินให้แล้วรอเงินทอน มองดูทีวีในร้านไปด้วย
       “งานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัทคาร์แมกซ์วันนี้ มีนักข่าวไปทำข่าวกันคับคั่งเลยทีเดียวค่ะ เพราะว่าคุณอำนวย สุริยาทิตย์ได้พาลูกสาวคนสวย คุณวิศนีมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง หลังจากเก็บตัวเงียบอยู่หลายสัปดาห์”
       อารุมมองดูข่าวในทีวีอย่างตกตะลึง เห็นทีวีฉายภาพนักข่าวรุมจ่อสัมภาษณ์วิศนี
       “มีข่าวว่าคุณไปอยู่กับนายอารุมมา จริงหรือเปล่าครับ”
       โยธินชะงักหน้าเสีย อำนวยรีบพูดแทรก
       “ไม่จริงนะครับ วิศนีไปต่างประเทศมา เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง”
       โยธินมองวิศนีอย่างคลางแคลง แต่ก็ฝืนยิ้มสร้างภาพ
       “นั่นสิครับ คุณวิศนีจะไปเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอเป็นคู่หมั้นผม เรากำลังจะแต่งงานกัน”
       อารุมยืนอึ้ง ปล่อยขวดแก้วหลุดมือแตกกระจาย ข่าวในทีวีเฟดเสียงลง เหลือแต่ภาพเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อวิเศษบุกมา แม่ค้าเข้าไปทอนเงินเสร็จก็ออกมา แล้วเห็นเศษขวดแตกกระจาย แต่อารุมหายไปแล้ว
       “อ้าวคุณ ไปไหนแล้วล่ะ”
       แม่ค้ามองหาอารุมอย่างแปลกใจ
       
       กุสุมาค่อยๆ รู้สึกตัวหลังจากหลับยาวเพราะยานอนหลับ หูผึ่งเมื่อได้ยินเสียงรถ จึงรีบลุกออกจากบ้านเห็นอารุมติดเครื่องรถแล้วขับออกไปพอดี กุสุมารีบวิ่งตาม
       “รุม ! คุณจะไปไหน กลับมาก่อน รุม”
       อารุมร้อนใจจนไม่ได้ยินเสียงใครทั้งนั้น รีบออกรถไปจากบ้านทันที กุสุมาพยายามจะวิ่งตาม แต่ไม่ทัน พอหันกลับมาก็เห็นจันทร์ยืนอยู่
       “เธอรู้หรือเปล่าว่าเขาไปไหน”
       จันทร์ลอยหน้า
       “ไม่รู้ แต่เห็นพี่อารุมหิ้วกระเป๋าไปด้วย คงกลับกรุงเทพมั้ง”
       กุสุมาหน้าตื่น
       “อะไรนะ กลับกรุงเทพ”
       “เขาคงรังเกียจผู้หญิงหน้าด้านที่จ้องจะจับเขาทุกวิธี ยอมลงทุนแม้กระทั่งมอมเหล้าตัวเอง” จันทร์ยิ้มเยาะ “แต่ก็ไม่สำเร็จใช่ไหม เพราะฟุบหลับไปก่อน”
       กุสุมาอึ้งที่จันทร์รู้ เริ่มสงสัย
       “แกรู้ได้ยังไง”
       “ต้องรู้สิ ฉันกะปริมาณยานอนหลับเอาไว้ ให้คุณหลับเป็นตายจนถึงค่ำของอีกวันแบบนี้ไง จะได้ไม่มีปัญญาทำอะไรพี่อารุมได้”
       กุสุมาโกรธมาก
       “นังจันทร์ !”
       “จะทำไม นังกุสุมา”
       กุสุมาตาวาว กระโจนเข้าไปบีบคอจันทร์
       “นังบ้า ฉันจะฆ่าแก ฉันจะฆ่าแก”
       จันทร์ตกใจ พยายามแกมือกุสุมาออก แต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ร้องกรี๊ดๆ ขอความช่วยเหลือ ฉายกับเพ็ญได้ยินเสียง รีบวิ่งออกมา
       “คุณกุสุมา ทำอะไร”
       “ช่วยจันทร์ด้วยพี่ฉาย นังนี่มันเป็นบ้าไปแล้ว”
       ฉายกับเพ็ญรีบเข้ามาฉุดตัวกุสุมา จันทร์หลุดออกมาได้
       “ปล่อยฉัน ปล่อย”
       กุสุมาออกแรงสะบัดจนฉายกับเพ็ญต้องปล่อยมือ แล้วชี้กราดไปที่ทั้งสาม
       “แกไม่มีทางขัดขวางฉันได้ อารุมจะต้องเป็นของฉันคนเดียว”
       กุสุมาแผดเสียงแล้ววิ่งเข้าบ้านไป ฉาย เพ็ญ จันทร์มองตามอย่างตกใจ
       
       นีรนุชนั่งรถออกมากับวุฒิ...
       “นุชเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมซึมจัง”วุฒิเห็นนีรนุชนั่งเหม่อก็ชวนคุย
       “เปล่าค่ะ นุชง่วงน่ะ”
       วุฒิลอบมองนีรนุชยิ้มๆ ถือโอกาสจับมือ
       “เมื่อไรนุชจะยอมให้พี่ไปบ้านล่ะ”
       นีรนุชรีบดึงมือออก
       “อย่าเพิ่งเลยค่ะ นุชอยู่คนเดียว มันไม่ดี”
       “งั้น เราไม่ต้องไปบ้านนุชก็ได้นะ”
       วุฒิพูดมีเลศนัย แล้วเลี้ยวรถเข้าซอย นีรนุชมองงงๆ จนกระทั่งเห็นว่าเป็นโรงแรมม่านรูด
       “พี่วุฒิ จะไปไหนคะเนี่ย”
       “ก็ไปหาที่คุยกันไง เราไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องเขินหรอก”
       “ไม่นะ นุชไม่ไปที่แบบนี้ จอดรถนะ นุชจะลง”
       “นุช ไม่เอาน่า”
       “นุชจะลง”
       นีรนุชพยายามจะเปิดประตู วุฒิพยายามดึงประตูไว้
       “อย่าเล่นตัวน่า นุชมาเที่ยวกับพี่บ่อยๆ ไม่ใช่ว่านุชชอบพี่เหรอ”
       “ไม่ จอดเดี๋ยวนี้นะ จอดสิ”
       นีรนุชเห็นว่าตัวเองกระโดดลงไม่ได้แน่ๆ ก็โผเข้าไปแย่งพวงมาลัยกับวุฒิ
       “เฮ้ย...นุช อย่า!”
       เดชชาติที่นั่งแท็กซี่ตามนีรนุชมาจากร้าน เห็นรถของวุฒิส่ายไปมาก็ตกใจ รีบสั่งแท็กซี่
       “พี่ แซงขึ้นไปแล้วจอดขวางหน้ารถคันนั้นไว้”
       แท็กซี่มองอย่างลังเล เดชชาติสั่งอีกอย่างร้อนใจ
       “เร็วๆ สิ !”
       แท็กซี่งงๆ แต่ก็รีบขับแซงขึ้นไป...นีรนุชพยายามเข้าไปแย่งพวงมาลัย วุฒิเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเห็นรถแท็กซี่แซงขึ้นมาแล้วหักเลี้ยวขวางหน้าก็ตกใจรีบเบรก
       
       นีรนุชรีบเปิดประตูกระโจนพรวดลงจากรถทันที

 นีรนุชวิ่งลงจากรถมาเห็นเดชชาติพอดี ก็โผเข้าไปหา ลืมเรื่องที่โกรธกันไปชั่วขณะ

       
       “พี่ชาติ”
       เดชชาติรู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีแน่ รีบดึงนีรนุชมาไว้ด้านหลัง แล้วชี้หน้า
       “ไอ้วุฒิ แกจะทำอะไรน้องฉัน”
       “ก็เปล่านี่พี่ ผมกับน้องก็มาเดตกันธรรมดา”
       นีรนุชโพล่งออกมา
       “พี่วุฒิจะพานุชเข้าม่านรูด”
       เดชชาติกระโจนเข้าไปถีบเต็มแรง วุฒิกระเด็นไป เดชชาติเข้าไปซ้ำๆ
       “ไอ้ชั่ว ไอ้สารเลว”
       วุฒิไม่กล้าสู้เพราะเห็นเดชชาติเป็นรุ่นพี่ ได้แต่ร้องโอดโอยเอามือกันไว้
       “โอ๊ยพี่ชาติ อย่า ผมขอโทษ”
       เดชชาติเข้าไปกระทืบอีกจนวุฒิงอม นีรนุชกลัวมีเรื่อง รีบเข้าไปดึงออกมา
       “แกทำอย่างนี้กับน้องฉันได้ยังไง”
       “ก็ผมนึกว่าน้องเขาจะเหมือนคนอื่น ชวนไปไหนก็ไม่ปฏิเสธ ถ้าไม่เล่นด้วยแล้วจะตามมาง่ายๆ ทำไม”
       “ไอ้ !”
       เดชชาติจะเล่นงานอีก นีรนุชดึงไว้
       “พี่ชาติ พอแล้ว นุชไม่เป็นอะไร แค่ตกใจเฉยๆ”
       เดชชาติโมโห ชี้หน้าวุฒิ
       “ไอ้วุฒิ นุชไม่ได้เป็นผู้หญิงอย่างที่แกคิด เขาเป็นลูกมีพ่อมีแม่ มีพี่สาวอบรมมาอย่างดี ถ้าแกจะจริงจังกับนุช ฉันไม่ห้าม แต่ขอให้เข้าตามตรอกออกตามประตู แต่ถ้าแกคิดสกปรกแบบนี้ อย่ามาแตะต้องน้องสาวฉันอีก เข้าใจไหม”
       นีรนุชได้ยินเดชชาติประกาศก็มองอย่างซึ้งๆ แต่วุฒิทำท่ากลัวๆ
       “เข้าใจพี่” วุฒิมองนีรนุชอย่างรู้สึกผิด “นุช พี่ขอโทษ”
       “กองไว้ตรงนั้นแหละ เสียแรงที่นุชคิดว่าพี่เป็นคนดี ต่อไปนี้ไม่ต้องมายุ่งกับนุชอีกนะ ไม่งั้นนุชจะเอาเรื่อง”
       วุฒิหน้าเจื่อน
       “จ้ะๆ ไม่ยุ่งแล้วจ้ะ”
       วุฒิยกมือไหว้นีรนุชกับเดชชาติกลัวๆ หน้าเจื่อน แล้วลุกลี้ลุกลนตะกายขึ้นรถ ขับออกไป
       
       นีรนุชยืนเหม่อลอย สงบสติอารมณ์ เดชชาติเดินเข้ามา
       “พี่ชาติจะสมน้ำหน้านุชใช่ไหมที่หาเรื่องใส่ตัว”
       “ยังไม่ทันจะพูดอะไรเลย”
       “นุชรู้ว่าพี่ชาติต้องคิด” นีรนุชเสียงอ่อย “เพราะนุชก็หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ แหละ ถ้าพี่ชาติไม่ได้ตามมาช่วย นุชคง...”
       “พี่เพิ่งรู้ว่าไอ้วุฒิมันมีประวัติเรื่องผู้หญิงไม่ค่อยดีนัก ก็เลยเป็นห่วง แต่นุชอย่าเสียใจไปเลยนะ พี่ว่ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรกดีกว่าไปลายออกตอนที่เป็นแฟนกันแล้ว”
       “ใครว่านุชเสียใจ”
       “อ้าว”
       “นุชไม่ได้แคร์อะไรไอ้พี่วุฒินั่นซะหน่อย แต่นุชโกรธ โกรธตัวเองที่เอาตัวไปพัวพันกับผู้ชายที่ไม่รู้จักมักคุ้นจนเป็นเรื่อง”
       “นุชไม่ได้ชอบมันหรือไง ก็เห็นไปไหนมาไหนด้วยกัน”
       “ไม่เลยสักนิด นุชก็แค่...ประชดคนบางคน ที่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าน้องข้างบ้านก็เท่านั้นเอง”
       เดชชาติมองอึ้งๆ แล้วยิ้มขำออกมา
       “ก็อีตาพี่ข้างบ้านคนนั้นมัวแต่ไปใส่ใจสาวสวยที่ตัวเองแอบรักอยู่ นุชก็เลยอยากทำให้เขาเห็นว่า นุชจะดูแลตัวเอง จะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาเขามากเหมือนเมื่อก่อน”
       เดชชาติอมยิ้มขำ
       “แล้วทำได้ไหมล่ะ”
       นีรนุชหน้าม่อย ส่ายหน้า เดชชาติยิ่งขำ
       “แต่ตอนนี้สาวสวยกลับบ้านตัวเองไปแล้ว ไอ้เจ้านั่นคงจะมีเวลากลับมาจุ้นจ้านกับยายตัวแสบข้างบ้านเหมือนเดิม ไม่รู้ยายตัวแสบจะว่ายังไงน้า”
       นีรนุชทำหน้าเขิน เงยหน้าสบตาเดชชาติ
       “เราเลิกทะเลาะกันเถอะนะพี่ชาติ นุชเบื่อแล้ว ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผ่านมายี่สิบปีไม่รู้นับรวมกันได้เป็นพันครั้งแล้วมั้งเนี่ย”
       เดชชาติยิ้มเอ็นดู ขยี้หัวนีรนุช
       “บอกตัวเองเถอะแม่คู้น คนเริ่มก่อนก็เธอทุกที”
       นีรนุชเผลอโกรธ
       “นี่คิดว่านุชเป็นพวกชอบหาเรื่องเหรอ”
       “ใช่”
       “พี่ชาติ !”
       นีรนุชตั้งท่าจะวีน เดชชาติรีบยกนิ้วไปปิดปากเธอไว้
       “นี่นับเป็นครั้งที่หนึ่งพันหนึ่งแล้วนะ จะเอาจริงๆ เหรอ”
       เดชชาติยักคิ้วหลิ่วตากวน นีรนุชนึกได้ ยิ้มเขินๆ แล้วรีบส่ายหน้า เดชชาติยิ้มเอ็นดูให้แล้วโอบไหล่ พาเดินกลับบ้านไป หญิงสาวซบไหล่ของชายหนุ่มเดินไปด้วยกันอย่างอบอุ่นใจ
       
       วันใหม่...ประยุทธขับรถที่มีวิศนีนั่งมาจอดที่หน้าบ้าน พอวิศนีก้าวลงจากรถ ก็เห็นอารุมขับรถตามมาจ่อท้าย โกนหนวดโกนเคราเรียบร้อย เพราะเมื่อรู้ว่าวิศนีอยู่ที่ไหน เขาก็มีสติมากขึ้น วิศนีตกใจ
       “คุณอารุม”
       “ทำไมคุณถึงกลับมาโดยไม่บอกลาผม มันเกิดอะไรขึ้น”
       วิศนีมองเขาด้วยสายตาเจ็บปวด
       “คุณไม่รู้จริงๆ เหรอคะ”
       “เป็นเพราะคืนที่ผมเมาใช่ไหม ผมทำอะไรคุณ”
       วิศนียิ่งเห็นเขาจำไม่ได้ ก็ยิ่งเสียใจ
       “คุณก็แค่ทำให้ฉันรู้ความจริงว่ามันไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะอยู่ที่นั่นอีกต่อไป”
       อารุมชะงัก
       “หมายความว่ายังไง”
       “คุณกลับไปเถอะ”
       วิศนีพูดจบก็เดินหันหลังกลับ อารุมปรี่เข้าไปจับแขนไว้
       “ไม่ จนกว่าผมจะได้คำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณไม่พอใจอะไรผม บอกมาสิวิศนี”
       วิศนีถูกอารุมคาดคั้น ก็ยิ่งเจ็บใจ สะบัดมือออก
       “เลิกเรียกร้องอะไรจากฉันได้แล้ว ฉันชดใช้ให้คุณไปหมดแล้ว คุณก็พูดเองไม่ใช่เหรอว่าฉันไม่มีเหลือแล้ว แม้แต่ตัว”
       อารุมนิ่งตะลึง วิศนีน้ำตาคลอ เจ็บปวดที่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีก
       “ผมพูดแบบนั้นเหรอ” อารุมงง
       วิศนีร้องไห้
       “ใช่ คุณพูด แล้วคุณก็ยังทำเหมือนสะใจที่ทำลายฉันได้ พอใจหรือยังคะ ถ้าพอใจแล้วก็กลับไป”
       วิศนีสะบัดหลุดจากเขาแล้วจะวิ่งเข้าบ้าน แต่หันมาเจออำนวยกับกรแก้วยืนตะลึงอยู่
       “นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า”
       วิศนีอึ้งไป
       “พ่อ”
       อำนวยถามอย่างสับสน
       “แกไปอยู่กับมันมาจริงๆ เหรอเนี่ย แล้วแกก็...”
       อำนวยโกรธจนพูดไม่ออก อารุมถือโอกาสเดินเข้ามาหาอำนวย
       “ใช่ครับ วิศนีไปอยู่กับผมมา เธอเป็นภรรยาผม”
       “แก...”
       อำนวยโกรธจนกระอัก เงื้อหมัดจะพุ่งเข้าไปชกอารุม แต่ปวดจี๊ดที่หัวใจจนทรุดลง กรแก้วรีบประคอง วิศนีตกใจ เข้ามาช่วยประคองอีกข้าง
       “คุณคะ !”
       “พ่อ !” วิศนีหันมาหาอารุม “คุณทำอย่างนี้ทำไม”
       อารุมตกตะลึงเมื่อเห็นอาการเจ็บปวดของอำนวย กรแก้วรีบหันไปสั่งประยุทธที่ยืนงง
       “ไปเปิดประตูรถสิประยุทธ”
       
       อำนวยมีสีหน้าเจ็บปวดทุรนทุราย วิศนีกับกรแก้วรีบช่วยกันประคองไปที่รถ โดยมีอารุมมองตามด้วยความรู้สึกผิดเต็มๆ

   วิศนียืนร้องไห้อยู่มุมหนึ่งของโรงพยาบาล ขณะรอฟังผลของพ่อ อารุมเดินเข้ามาหาแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ วิศนีหันไปปัด

       
       “สะใจคุณแล้วใช่ไหม ที่ทำให้พ่อฉันเป็นอย่างนี้”
       “ผม...ผมไม่ได้ตั้งใจ”
       “คุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก หรือว่าทำลายตัวฉันคนเดียวมันยังไม่พอ คุณถึงต้องตามมาทำลายล้างครอบครัวฉันด้วย”
       “วิศนี !”
       วิศนีสะอื้น หันหน้าหนี จะเดินออกไป
       “กลับไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว กลับไป”
       “เราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อนนะวิศนี”
       อารุมโผเข้ากอดวิศนีไว้จากด้านหลัง วิศนีสะบัดหนี
       “ฉันไม่มีอะไรจะคุย มันจบสิ้นแล้วอารุม ทุกอย่างระหว่างคุณกับฉันมันไม่มีอะไรเหลือแล้ว”
       “ทำไม”
       วิศนีหันกลับมามองอารุม
       “เพราะไม่ว่าฉันจะทำอะไรเท่าไร ส่วนลึกในหัวใจคุณก็ไม่มีวันให้อภัยฉันอยู่ดี ฉันยอมแพ้แล้วค่ะ เพราะฉันหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้คุณได้แล้ว เราควรจะแยกย้ายกันไปคนละทางสักที”
       “ไม่นะ ผมไม่ยอม คุณเข้าใจผมผิด”
       อารุมดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง วิศนีพยายามดิ้น
       “ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
       วิศนีออกแรงผลักอารุมออกไป บุรุษพยาบาลวิ่งเข้ามาเห็นพอดี
       “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณ”
       วิศนีมองอารุมอย่างเจ็บช้ำ แล้วชี้ไปที่เขา
       “เขาพยายามทำร้ายฉันค่ะ ช่วยพาเขาออกไปที”
       “วิศนี !”
       วิศนีสะบัดหน้าหนีเดินไป อารุมจะตามไปอีก
       “วิศนี !”
       อารุมจะตามไป แต่ถูกบุรุษพยาบาลขวางไว้ เขาได้แต่ชะงักฮึดฮัด รู้ว่าตามไปไม่ได้แน่
       
       อำนวยนอนซมอยู่บนเตียง ประตูห้องแง้มเปิดออก วิศนีเดินเข้ามา กรแก้วที่นั่งเฝ้าอยู่ ขยับกระซิบบอกอำนวยเบาๆ
       “ค่อยๆ คุยกันนะคะ”
       กรแก้วพูดจบก็ลุกออกไปอย่างมีมารยาท ให้วิศนีเข้ามาหาพ่อ
       “พ่อจะถามแกอีกครั้งนะวิศนี เรื่องที่นายอารุมมันพูด...เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
       วิศนีทำหน้าอึดอัด ไม่กล้าสู้สายตา อำนวยมองคาดคั้น ถามย้ำอีก
       “จริงหรือเปล่า”
       วิศนีก้มหน้านิ่ง ก่อนจะพยักหน้า อำนวยอึ้ง ปวดใจที่รู้ว่าวิศนีหนีออกจากบ้านไปอยู่กับอารุม ผู้ชายที่สร้างปัญหาให้ตัวเองมากมาย
       “พ่อคะ หนู...”
       อำนวยพลิกตัวหนี น้ำตาไหลออกมาที่ปลายตา
       “กลับไปซะ พ่อไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว”
       วิศนีมองอำนวยอย่างเสียใจ อยากจะอธิบายอะไรอีกมากมาย แต่รู้ว่าอำนวยไม่อยากฟัง อำนวยยังคงนอนหันหลังอยู่แบบนั้น ซ่อนสีหน้าผิดหวัง จนวิศนีละอายใจค่อยๆ เดินคอตกออกไป...กรแก้วมองอำนวยสลับกับวิศนีอย่างกลุ้มใจ
       
       วิศนีเดินเข้าห้องมานั่งลงบนเตียง เศร้าที่ทำให้อำนวยผิดหวัง ขณะเดียวกันก็อดนึกถึงสิ่งที่อารุมทำเอาไว้ไม่ได้ เขาขับรถจะชนเธอ แล้วลงมาเยาะเย้ย
       “ไงจ๊ะคุณจ๋า พอโดนกับตัวเอง วิ่งแจ้นเลยนะ”
       วิศนีชะงัก มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อหู อารุมเดินเซๆ เข้ามาใกล้
       “คุณรู้แล้วสินะ คนที่ใกล้จะตายด้วยวิธีอย่างนี้ เขารู้สึกยังไง”
       อารุมเมาเหล้าพร่ำเพ้อ
       “ผมตายทั้งเป็นตรงนี้...ที่นี่” อารุมตบอกตัวเอง “ส่วนคุณ...”
       อารุมยื่นหน้าเมาๆ เข้ามา กระซิบเสียงเบา
       “ตายเพราะมีหัวใจ แต่ไม่เหลือตัวไงล่ะ ฮะๆๆๆ”
       วิศนีน้ำตาคลอ พยายามไล่ความคิดนั้นออกไป ไม่อยากคิดถึงให้เจ็บปวดอีก
       
       อารุมกลับมาเช่าคอนโดที่เดิม เขานั่งคอตก นึกถึงความเย็นชาที่วิศนีแสดงออก...ตอนนั้นเขาโผเข้ากอดวิศนีไว้จากด้านหลัง เธอสะบัดหนี
       “ไม่ ฉันไม่มีอะไรจะคุย มันจบสิ้นแล้วอารุม ทุกอย่างระหว่างคุณกับฉันมันไม่มีอะไรเหลือแล้ว”
       “ทำไม”
       วิศนีหันกลับมามองอารุม
       “เพราะไม่ว่าฉันจะทำอะไรเท่าไร ส่วนลึกในหัวใจคุณก็ไม่มีวันให้อภัยฉันอยู่ดี ฉันยอมแพ้แล้ว เพราะฉันหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้คุณได้แล้ว เราควรจะแยกย้ายกันไปคนละทางซักที”
       อารุมเศร้า รู้สึกเหมือนกรรมตามสนองที่ต้องเป็นฝ่ายเสียใจบ้าง
       
       กรแก้วป้อนข้าวอำนวยที่นอนซมแววตาเหม่อลอย อำนวยเบือนหน้าหนีไม่ยอมกิน
       “อิ่มแล้วเหรอคะ”
       อำนวยพยักหน้าซึมๆ แล้วเปรยขึ้นมา
       “คุณโทรหาคุณหญิงอบอวลให้ผมหน่อย”
       กรแก้วมองอย่างแปลกใจแล้วพยักหน้า
       
       อบอวลวางสายอย่างลิงโลด หันไปเห็นโยธินเดินลงมาจากชั้นบนพอดี
       “ตาโย ลูกแม่ แม่รักลูกที่สุดเลย”
       อบอวลปรี่เข้าไปกอดลูกชาย หอมซ้ายขวาอย่างแสนรัก โยธินขำงงๆ
       “อะไรครับคุณแม่”
       “ทุกอย่างกำลังลงล็อกเราแล้ว คุณอำนวยเพิ่งจะบอกแม่ว่าให้เตรียมหาฤกษ์แต่งงานให้ลูกกับหนูวิศนี”
       อบอวลหัวเราะคิก แล้วดึงโยธินมากอดอีกครั้ง โยธินทำหน้าเหวอๆ แล้วค่อยยิ้มออกมาอย่างดีใจ
       
       วันใหม่...วิเวียนเข้ามาในออฟฟิศ เห็นพนักงานแปลกหน้า เดินวนเวียนอยู่ในห้องทำงาน เปิดแฟ้ม เช็คดูอะไรในคอมพิวเตอร์ โดยมีเพื่อนในออฟฟิศพูดคุยอธิบายอยู่ วิเวียนมองอย่างสนใจ แล้วขยับเข้าไปหายุพเยาว์
       “ใครน่ะเยาว์ พนักงานใหม่เหรอ”
       “พนักงานตรวจสอบบัญชีน่ะ เห็นว่าจ้างมาจากบริษัทใหญ่เลยนะเธอ”
       วิเวียนหน้าซีดหวาดผวากลัวโดนจับได้ ลนลานวิ่งออกมาหลบมุม กดโทรศัพท์ว้าวุ่นใจ
       
       “ฮัลโหล คุณโยเหรอคะ คุณต้องช่วยวินะ”


วันใหม่...วิเวียนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ หันรีหันขวางอย่างกลัวใครจะเห็น เพราะกำลังแอบแก้ตัวเลขบัญชีเพื่อยักยอกเงินเหมือนเคย อำนวยเดินเข้าในออฟฟิศ สวนกับพนักงานที่เดินมา เหล่าพนักงานหลบวูบ ยกมือไหว้อย่างกลัวเกรง 
       
       อำนวยเดินต่อมาถึงออฟฟิศของวิเวียน แล้วหยุดมองวิเวียนที่นั่งทำงานคนเดียว แล้วเคาะประตูที่เปิดอยู่แล้ว วิเวียนสะดุ้งเฮือกสุดตัว หันกลับมามองอย่างตกใจ ปากคอสั่น
       “ท...ท่าน...ท่านหายดีแล้วเหรอคะ”
       “ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แล้วคุณเป็นอะไร ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย”
       “เอ่อ...คือ ปกติดิฉันชอบทำงานเงียบๆ น่ะค่ะ”
       วิเวียนยิ้มกลบเกลื่อน อำนวยชะโงกมอง
       “คุณทำงบดุลอยู่เหรอ ดีเลย เสร็จแล้วเอาไปให้ผมด้วยนะ ไม่ได้ดูนานแล้ว”
       อำนวยสั่งแล้วออกจากห้องไป ทิ้งให้วิเวียนหน้าซีดเผือด หวาดกลัวจับจิต
       
       วิเวียนวิ่งหลบออกมา กดโทรศัพท์หาโยธินอย่างร้อนใจ แต่ได้ยินสัญญาณปิดเครื่อง ยุพเยาว์เดินออกมาเห็นวิเวียนยืนหลบมุมคุยโทรศัพท์ก็เข้ามาทัก
       “ทำอะไร แอบมาคุยกับกิ๊กเหรอยะ”
       วิเวียนมองยุพเยาว์อย่างตระหนก หวาดระแวงไปหมด เลยรีบวิ่งหนีไปโดยไม่พูดจา
       “อ้าว ยายวิ จะรีบไปไหน”
       
       ในห้องทำงาน...อำนวยเงยหน้ามองยุพเยาว์
       “วิเวียนกลับไปแล้วเหรอ”
       “ค่ะ เห็นว่ามีธุระด่วน”
       อำนวยงง
       “แล้วทำไมไม่เอาแฟ้มบัญชีมาให้ผมก่อน งั้นคุณไปเอามาให้หน่อย”
       ยุพเยาว์รับคำแล้วออกจากห้องไป อำนวยยังงงไม่หาย
       
       เดชชาติคุยกับอารุมอยู่ที่ร้านอาหารด้วยกัน
       “คุณวิศนีไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันฟัง แล้วฉันก็ไม่ได้เซ้าซี้ถาม ตัวแกเองจำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าทำอะไรไว้”
       อารุมส่ายหน้า
       “ฉันรู้แต่ว่าคืนนั้นฉันเมา แล้วก็คงรื้อฟื้นเรื่องนนขึ้นมา”
       “โธ่เอ๊ย”
       “แต่ฉันไม่มีอะไรติดค้างเรื่องนนแล้วนะโว้ย ฉันให้อภัยคุณวิศนีไปแล้ว” อารุมน้อยใจ “ที่จริงอาจจะเป็นเขาต่างหากที่ยังไม่ให้อภัยกับสิ่งร้ายๆ ที่ฉันทำไว้”
       “ถ้าเขาไม่ให้อภัยแก เขาคงไม่ทนอยู่ที่นั่นกับแกหรอกอารุม ฉันว่าแกคงจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณวิศนีรู้สึกว่าภายใต้คำว่าให้อภัยของแก มันยังมีรอยแผลเป็นที่ยังไม่หายขาดอยู่”
       อารุมนิ่งคิด ก่อนจะสารภาพซึมๆ
       “มันไม่มีวันหายหรอก แต่ฉันก็พร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่พยายามแตะต้องมันให้ระบมอีก”
       “งั้นแกก็ต้องพิสูจน์ให้คุณวิศนีเห็นว่า แกทำแบบนั้นได้จริงๆ”
       อารุมถามอย่างสับสน
       “ฉันควรจะต้องทำยังไง”
       เดชชาติมองอารุมอย่างพิจารณา แล้วส่ายหน้า
       “ฉันตอบไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องของแกสองคน แกเองน่าจะรู้นะว่าคุณวิศนีต้องการอะไร”
       
       นีรนุชหันมาหาเดชชาติอย่างแปลกใจ
       “อะไรนะ พี่อารุมมาหาพี่ชาติเหรอ”
       “มันโทรมาชวนพี่ออกไปกินข้าว อยากปรับทุกข์เรื่องคุณวิศนี”
       นีรนุชแค่นยิ้ม
       “สรุปว่าเขางอนกันเหรอ ถึงได้หนีมาหาพี่ชาติ”
       “ก็ทำนองนั้น แต่พี่ก็ให้ไปเคลียร์ปัญหากันเอาเอง ไม่อยากยุ่ง”
       นีรนุชมองหน้าเดชชาติ แกล้งหยั่งเชิง
       “แล้วพี่ชาติไม่อกหักเหรอ ถ้าเขากลับไปคืนดีกันได้”
       “นี่ยังคิดว่าพี่หวังในตัวคุณวิศนีอยู่อีกเหรอ คุณวิศนีเขาให้พี่ได้แค่เพื่อน พี่ยอมรับได้ตั้งนานแล้วเฟ้ย”
       เดชชาติขยี้หัวนีรนุชอย่างหมั่นไส้ นีรนุชทำหน้าไม่เชื่อ
       “จริงอ่ะ”
       “ต่อไปนี้ไอ้ชาติจะไม่มองเครื่องบิน แต่จะหันมามองรถเมล์ใกล้ๆ ตัวแทน”
       นีรนุชสะดุ้ง หน้าแดง ถามลุ้นๆ
       “พี่ชาติหมายถึงใครเหรอ”
       เดชชาติทำหน้างง มองนีรนุชซื่อๆ เพราะยังไม่รู้ตัว
       “ก็ไม่ได้หมายถึงใคร ตอนนี้ยังไม่เห็นรถเมล์มาจอดรอพี่สักคัน”
       เดชชาติพูดจบก็เดินออกไป นีรนุชมองค้อน หมั่นไส้ที่ไม่รู้ใจ
       “อีตาบ้า แค่นี้ก็มองไม่เห็น”
       
       โยธินเปิดประตูเข้ามาหาอำนวย อย่างแจ่มใส
       “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับคุณอา”
       อำนวยหันกลับมา โยนแฟ้มโครมลงบนโต๊ะ ตวาดลั่น
       “นายกล้ามากนะที่ทำแบบนี้”
       “ทำอะไรครับ”
       “ก็โกงบริษัทฉันไง”
       โยธินตกตะลึง อำนวยปราดเข้ามาถึงตัว
       “ถ้าฉันไม่เรียกบัญชีมาตรวจสอบ ก็คงถูกนายสวมเขาเป็นควายไปอีกนาน”
       โยธิได้สติ รีบแก้ตัว
       “ไม่ใช่นะครับคุณอา ผ...ผมไม่รู้เรื่อง”
       อำนวยกระชากคอเสื้อโยธินอย่างโมโหจัด
       “ยังจะโกหกอีกเหรอ ในเมื่อเงินมันถูกยักยอกออกไปตั้งแต่ช่วงที่นายเข้ามาทำงานที่นี่ นายร่วมมือกับวิเวียนใช่ไหม”
       “คุณอา”
       “ไม่ต้องมาปฏิเสธ เพราะยายนั่นมันกลัวความผิดหนีไปแล้ว”
       โยธินพูดไม่ออก อำนวยปล่อยคอเสื้อแล้วผลักโยธินออกไป พยายามสงบสติอารมณ์
       “ฉันไม่รู้ว่านายเอาเงินไปทำอะไร แต่ฉันจะให้โอกาสถึงวันพรุ่งนี้ เอามาคืนฉันให้หมดทุกบาททุกสตางค์ ไม่งั้นฉันจะให้ตำรวจจัดการ”
       โยธินได้ยินคำว่าตำรวจก็หน้าซีด อำนวยทุบโต๊ะดังปัง
       “ไปสิ ไปหาเงินมาคืนฉัน”
       โยธินสะดุ้งกลัวๆ แล้วรีบถอยออกมาหน้าเสีย อำนวยมองตาม หายใจหอบเพราะความเครียดแล้วทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ หยิบโทรศัพท์มากด
       “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”
       กรแก้วเตรียมจะออกไปกับอวลอบ
       “อยู่บ้านคุณพี่อวลอบค่ะ กำลังจะออกไปขอฤกษ์จากหลวงพ่อด้วยกันไงคะ”
       “อย่าเพิ่งไป ยกเลิกให้หมด”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “คุณหญิงอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า”
       กรแก้วทำหน้าแปลกใจ เหลือบมองอวลอบแล้วตอบ
       “ค่ะ”
       “คุณกลับบ้านก่อน แล้วเย็นนี้ผมจะเล่าให้ฟัง”
       
        กรแก้ววางสาย แล้วหันมามองอวลอบอย่างไม่เข้าใจ อวลอบก็งงกับท่าทางของกรแก้ว

อวลอบตกใจ ยื่นหน้าเข้ามากระซิบถามโยธิน

       
       “นายอำนวยรู้เรื่องของเราแล้วครับ” โยธินย้ำ
       “เป็นไปได้ยังไง”
       “อยู่ๆ วันนี้มันก็เรียกบัญชีมาตรวจสอบ มันยังบอกว่าให้ผมหาเงินมาคืนภายในวันพรุ่งนี้ ไม่งั้นจะแจ้งตำรวจ”
       อวลอบนิ่งเหมือนถูกสาป โยธินเขย่าแขนอย่างว้าวุ่นใจ
       “ทำยังไงดีครับคุณแม่ ถ้าพรุ่งนี้เราไม่มีเงินไปคืน นอกจากถูกจับแล้วเรายังโดนแฉแน่”
       “ถึงว่าสิ อยู่ๆ ยายกรแก้วก็เปลี่ยนใจไม่ไปวัดกับแม่ เพราะอย่างนี้นี่เอง...ไม่ได้ แม่ยอมให้ทุกอย่างที่เราวางแผนไว้พังหมดไม่ได้”
       “แล้วคุณแม่จะทำยังไง”
       อวลอบสบตากับโยธินอย่างเหี้ยมเกรียม
       “ตามตัวไอ้ชีพมาหาแม่”
       
       วิศนีแต่งตัวเดินออกมาหน้าบ้าน เจอกับอารุมมาดักรอพบอยู่ก็ชักสีหน้าใส่
       “คุณมาที่นี่ทำไมอีกคะ”
       “เดชชาติบอกว่าคุณไม่ได้ไปทำงาน ผมก็เลยเดาว่าคุณคงอยู่ที่บ้าน”
       วิศนีเสียงแข็ง
       “ฉันถามว่าคุณมาทำไม ไม่ได้ถามว่าคุณรู้ได้ยังไง”
       อารุมอ้อนวอน
       “วิศนี เราจะไม่พูดกันดีๆ แล้วเหรอครับ”
       “คุณอารุม ฉันพูดกับคุณดีๆ แล้วนะว่าอย่ามายุ่งกับฉันอีก ในเมื่อคุณไม่ฟัง ฉันก็ต้องเสียมารยาทกับคุณแบบนี้แหละ”
       วิศนีเดินหนีออกมา อารุมตามจับแขนไว้
       “คุณจะไปไหน”
       “ไปไหนก็ได้ที่คุณจะตามฉันไม่เจอ ปล่อย”
       วิศนีสะบัดมือออก แล้วรีบเดินมาที่รถที่ประยุทธติดเครื่องรออยู่ อารุมได้แต่มองตามวิศนีที่นั่งรถออกไปอย่างผิดหวัง
       
       นีรนุชเคลียร์งานเอกสารประจำวันอยู่ที่โต๊ะ เดชชาติเดินมาด้อมๆ มองๆ ยื่นบัตรคอนเสิร์ตไปตรงหน้า
       “จำได้ไหมเอ่ย”
       นีรนุชมอง แล้วเมินหนีอย่างงอนๆ
       “เอามาให้นุชทำไม”
       “ก็วันนี้วงบาร์บี้สแลมมีเล่นคอนเสิร์ตที่ผับอีกแล้ว พี่ก็เลยอยากไปดู”
       “ก็ไปสิ”
       นีรนุชทำเป็นเก็บเอกสารไม่สนใจ เดชชาติเซ็ง
       “ฮึ้ย ยายเบื๊อก อย่าเล่นตัวน่า ฉันจะชวนเธอไปด้วยไงเล่า แก้ตัวที่ชิ่งคราวก่อนไง”
       “นุชไม่ได้เป็นแฟนวงนี้ซะหน่อย”
       “แต่พี่อยากหาคนไปดูเป็นเพื่อน ไปด้วยกันหน่อยนะ...น้า”
       เดชชาติอ้อนๆ นีรนุชทำท่าไม่สนใจ
       “งั้นถ้าแลกกับบุฟเฟต์ร้านนี้ล่ะ”
       เดชชาติยื่นโบรชัวร์บุฟเฟต์ในกระเป๋าให้ดู นีรนุชรับมาอย่างตื่นเต้น แล้วนึกได้ ทำหน้าไม่พอใจ
       “นี่เห็นนุชเป็นพวกเห็นแก่กินเหรอ”
       “ใช่ แล้วจะกินหรือไม่กิน”
       นีรนุชนิ่วหน้ามองเดชชาติเหมือนจะโกรธ
       “กิน!”
       เดชชาติยิ้มกว้าง
       “งั้นจัดไป เร็วๆ เดี๋ยวไม่ทันคอนเสิร์ต”
       เดชชาติรีบดึงแขนนีรนุชออกไปทันที
       
       อำนวยนั่งอ่านแฟ้มงานเครียดอยู่คนเดียวในห้อง ยุพเยาว์เคาะประตูเข้ามา
       “ติดต่อวิเวียนได้หรือยัง”
       “ยังค่ะ ยายวิไม่เปิดเครื่อง เอ่อ ไม่ทราบท่านประธานมีเรื่องด่วนหรือเปล่าคะ”
       อำนวยนิ่งคิดว่าจะบอกดีไหม แล้วเปลี่ยนใจส่ายหน้า
       “ไม่มีอะไร เย็นแล้วคุณกลับไปเถอะ ไม่ต้องรอผม”
       ยุพเยาว์มองหน้าอำนวยงงๆ แล้วรับคำก่อนจะออกไป โทรศัพท์อำนวยดังขึ้นพอดี อำนวยกดรับ
       
       กรแก้วคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้าน
       “คุณจะกลับมาทานข้าวเย็นหรือเปล่าคะ”
       อำนวยคุยสาย หน้ายังเครียดจัด
       “คงไม่ คุณทานไปเลยนะ แล้ววิศนีล่ะ”
       “คุณวิศนีออกไปบ้านคุณแววค่ะ เห็นว่าจะกลับดึก”
       อำนวยพยักหน้ารับรู้
       “ผมจะรีบกลับไป คุณอย่าเพิ่งเข้านอนนะ”
       กรแก้วได้ยินเสียงอำนวยถอนใจเครียดๆ ก็ยิ่งแปลกใจ
       “มีอะไรหรือเปล่าคะ เกี่ยวกับเรื่องเมื่อกลางวันที่คุณจะเล่าหรือเปล่า”
       “เกี่ยว แต่ผมพูดตอนนี้ไม่ได้ เรื่องมันใหญ่มาก เดี๋ยวเจอกันนะ”
       อำนวยวางสาย แล้วถอนใจอีกครั้ง ก่อนจะดูเอกสารต่อ
       
       อำนวยออกจากบริษัทในตอนกลางคืน พนักงานกลับหมด เหลือรปภ.อยู่ด้านหน้าคนเดียว รปภ.รีบวิ่งมาช่วยถือกระเป๋าอำนวยนำไปที่รถ บรรยากาศรอบๆ มืดครึ้มและเงียบสงัด
       
       อำนวยรับกระเป๋ามาใส่รถแล้วขับออกไป โดยไม่รู้ว่ามีสายตาลึกลับแอบมองตาม

 อำนวยขับรถมาตามถนนเปลี่ยวใกล้บริษัท มุ่งหน้ากลับบ้าน ซักพักก็เกิดยางระเบิดดังปังๆๆๆ หลายครั้งเหมือนโดนวางตะปูเรือใบ

       
       “ปัดโธ่เว้ย !”
       อำนวยจำต้องเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทาง แล้วเปิดประตูรถลงไปดู เขาเดินอ้อมไปดูล้อรถทั้งสี่ที่ยางแบน แล้วหยิบโทรศัพท์กดเพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือ คนลึกลับที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืด ค่อยๆเดินตรงมาหาอำนวยโดยไม่รู้ตัว พอถึงตัวก็ปราดเข้าไปล้อคคอไว้ อำนวยตกใจ
       “เฮ้ย แกเป็นใคร”
       อำนวยพยายามดิ้นรนขัดขืน ชีพคือชายลึกลับคนนั้นเขาใส่ไอ้โม่งไม่ตอบ พยายามล็อคคออำนวยไว้ อำนวยตระหนกเมื่อเห็นชายลึกลับใส่โม่งอีกคนโผล่มาด้านหน้าพร้อมกับไม้ท่อนนึง ชีพรีบบอกโยธินที่ใส่ไอ้โม่งถือไม้มา
       “เอาสิ คุณจะทำให้เหมือนปล้นไม่ใช่เหรอ ฟาดมันสิ ฟาดมันเลย”
       อำนวยทำหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินคำพูดของชีพ แต่ยังจำไม่ได้ ในขณะที่โยธินก็ถือไม้ท่าทางตื่นๆ
       “เอาสิ ฟาดมันสิวะ”
       โยธินมองอำนวยที่พยายามดิ้นรนอย่างลังเล แล้วตัดสินใจเงื้อไม้ขึ้น จะฟาดหน้าแต่อำนวยหลบ ทำให้ไม้โดนหน้าชีพอย่างแรง
       “โอ๊ย ไอ้บ้า เจ็บนะโว้ย !”
       อำนวยถือโอกาสตอนที่ชีพปล่อยมือพยายามจะวิ่งหนี แต่ชีพรู้ตัวตามมากระชาก แล้วชกโครมไปจนอำนวยล้ม
       “จะหนีไปไหนไอ้เศรษฐี”
       “พวกแกต้องการอะไร อยากได้อะไรเอาไปให้หมด กระเป๋าเงินฉันอยู่ในรถ”
       “ฉันเอาแน่ แกไม่ต้องกลัวหรอก แต่จะปล่อยแกรอดไปเฉยๆ ได้ยังไงวะ ฮ่าๆๆๆ”
       อำนวยพยายามจะลุกขึ้น แต่ชีพเหยียบยอดอกเอาไว้ โยธินขยับเข้ามา
       “เอาสิคุณ จัดการมันซะ ยืนซื่อบื้ออะไรอยู่ล่ะ”
       โยธินยังมึนงง เพราะไม่กล้า
       “น่ารำคาญจังโว้ย เอามานี่”
       ชีพกระชากท่อนไม้มา จับให้ถนัดมือ แล้วเงื้อขึ้นจะฟาดอำนวย แต่อำนวยยกเท้าขึ้นถีบกลางเป้าชีพเต็มแรง
       “โอ๊ย !”
       ชีพทิ้งไม้เอามือกุมเป้าตัวงอ อำนวยรีบลุกขึ้นจะวิ่งหนีไป โยธินรีบวิ่งตามไปกระชาก
       “เฮ้ย หยุดนะ”
       อำนวยหันมาซัดหมัดเข้าหน้าโยธินรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าคนร้ายคนนี้กล้าๆ กลัวๆ จนไอ้โม่งที่สวมไว้เผยอออกให้เห็นเสี้ยวหน้าโยธิน อำนวยมองตะลึง
       “โยธิน นี่แก...”
       โยธินอึ้งเมื่อรู้ว่าอำนวยเห็นหน้า รีบเอาไอ้โม่งดึงปิดเหมือนเดิม
       “แกจะฆ่าฉันเหรอ ไอ้สารเลว”
       อำนวยพุ่งเข้าจะต่อยโยธิน แต่ชีพโผล่มาจากด้านหลังเอาไม้ฟาดอำนวยหมอบไป ชีพตามเข้าไปฟาดอำนวยอีกหลายครั้ง
       “นี่แน่ะๆๆ แกตายแน่ ฮ่าๆๆๆๆ”
       โยธินมองชีพที่ฟาดอำนวยอย่างบ้าคลั่งในอาการตกตะลึง ชีพรีบหันไปสั่ง
       “ไปรื้อของในรถมันสิ ทำให้เหมือนโดนปล้นนะ เร็วๆ”
       โยธินเลิ่กลั่กวิ่งไปที่รถ ชีพมองอำนวยที่แน่นิ่งไปแล้ว ก่อนจะวิ่งเข้าไปช่วยโยธินอีกคน แต่พอลับหลังอำนวยที่นอนนิ่งๆ พยายามลุกขึ้นในสภาพสะบักสะบอม แล้ววิ่งหนีออกไป ชีพหันมาเห็น
       “เฮ้ย มันหนีไปแล้ว กลับมานะโว้ย !”
       อำนวยพาร่างที่บาดเจ็บวิ่งหนีโยธินกับชีพมา เขาพยายามร้องตะโกน
       “ช่วยด้วย ! ช่วยด้วย !”
       ชีพกับโยธินวิ่งตามมาห่างๆ
       “กลับมาเดี๋ยวนี้ ไอ้อำนวย”
       อำนวยวิ่งหันรีหันขวาง พยายามหาคนช่วยเหลือ ไม่ทันมองว่ามีรถอวลอบจอดซุ่มอยู่ข้างถนน พออำนวยวิ่งใกล้เข้ามา อวลอบติดเครื่อง แล้วพุ่งตรงมาหาอำนวยทันที อำนวยวิ่งกระเซอะกระเซิง พอหันมาเห็นอีกทีก็เห็นรถพุ่งเข้าชนอย่างแรงจนกระเด็น โยธินที่วิ่งตามชีพมามองอย่างตกตะลึง ที่เห็นร่างอำนวยแน่นิ่งอยู่ แล้วมองไปที่รถคันนั้น
       “คุณแม่”
       อวลอบค่อยๆ เปิดประตูรถลงมา ยืนมองอำนวยที่สลบไปแล้วด้วยสีหน้านิ่งสนิท
       “พวกแกทำงานกันไม่ได้เรื่องเลย เกือบจะพลาดแล้วเห็นไหม”
       โยธินยังมองอวลอบอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่อวลอบดูไม่มีสีหน้าสำนึกผิด ชีพหันไปเห็นแสงไฟรถวิ่งตรงมา
       “มีรถมา”
       อวลอบ โยธินตกใจ รีบพากันวิ่งขึ้นรถ โดยมีชีพห้อยท้าย ก่อนจะหนีออกไปจากตรงนั้น
       
       เดชชาติกับนีรนุชนั่งแท็กซี่มาด้วยกัน เดชชาติบ่นอุบ
       “ทำไมต้องมาลืมกุญแจบ้านคืนนี้ด้วยนะยายนุชเอ๊ย ดูซิ คอนเสิร์ตก็ดูไม่จบ”
       “ก็พี่ชาติรีบลากนุชออกจากออฟฟิศทำไม นุชยังเก็บของไม่เสร็จเลย”
       เดชชาติส่ายหน้าเอือมระอา แล้วมองไปที่หน้ารถ แล้วยื่นหน้าถามแท็กซี่
       “เฮ้ย นั่นมันคนหรือเปล่าอะพี่ ทำไมมานอนอยู่ตรงนั้น”
       “ใช่จริงๆ ด้วยครับ ไม่รู้ว่าเมาหรือเปล่า”
       เดชชาติชะเง้อมองอย่างเป็นห่วง...แท็กซี่ชะลอจอด เดชชาติกับนีรนุชรีบลงจากรถ เดชชาติพุ่งตรงไปหาก่อนใคร
       “ระวังนะพี่ชาติ”
       เดชชาติเข้าไปใกล้ขึ้น
       “เฮ้ย ไม่ใช่คนเมาแล้วล่ะ เลือดเต็มเลย สงสัยจะถูกรถชน”
       นีรนุชกับแท็กซี่ตกใจ รีบวิ่งเข้ามาช่วยกันดู เดชชาติประคองร่างขึ้นมาแล้วพลิกตัวพอเห็นว่าเป็นอำนวยก็ตกใจ
       
       “ท่านประธาน !”



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 24 พ.ย. 55 17:56:21
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน