อุบัติเหตุ ตอนที่ 17

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 17

อุบัติเหตุ ตอนที่ 17

 วิศนีกับกรแก้วรีบวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างร้อนใจ เดชชาติกับนีรนุชรีรออยู่ วิศนีเข้ามาถามทันที

       
       “คุณชาติ ! พ่อฉันเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ใจเย็นๆ นะครับคุณวิศนี หมอกำลังดูแลอยู่ครับ”
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “พวกเราไปพบท่านถูกรถชนอยู่ใกล้ๆ กับบริษัทน่ะครับ”
       “อะไรนะ เป็นไปได้ยังไง”
       กรแก้วมีสีหน้าสับสน พอดีกับที่หมอเปิดประตูออกมา ทั้งหมดรีบกรูกันเข้าไปหา
       “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่ว่ายังไม่รู้สึกตัว”
       “พ่อบาดเจ็บมากไหมคะ”
       หมอพยักหน้าเครียดๆ
       “มีบาดแผลถูกทำร้ายหลายจุดครับ แล้วก็ซี่โครงหัก 2 ซี่ อาจจะต้องพักฟื้นยาว”
       “พ่อ...”
       วิศนีปล่อยโฮออกมาแล้วเกือบจะทรุดลงอีก เดชชาติรีบประคองเอาไว้ โดยมีนีรนุชยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปยุ่งด้วย
       
       วิศนีกับกรแก้วเข้าไปเยี่ยมอำนวยที่นอนอยู่ในห้องไอซียู
       “คุณคะ”
       “พ่อ พ่อขา”
       วิศนีซบหน้าร้องไห้กับแขนอำนวย
       “พ่ออย่าเป็นอะไรนะ พ่อต้องหายนะคะพ่อ”
       “มันเวรกรรมอะไรกันเนี่ย คุณคะ...คุณได้ยินฉันไหม”
       กรแก้วลูบแขนอำนวยอย่างห่วงใยและทุกข์ใจ ขณะที่วิศนีก็เอาแต่ซบหน้าร้องไห้อยู่กับพ่อ เดชชาติกับนีรนุชยืนมองอย่างเห็นใจอยู่ด้านนอก
       
       วิศนีนั่งซึมอยู่ด้านนอก เดชชาติกับนีรนุชเดินเข้าไปหา
       “อย่ากังวลเลยนะครับคุณวิศนี ผมว่าท่านคงจะไม่เป็นอะไรมาก”
       วิศนีถามเสียงแห้ง
       “พวกคุณไปพบพ่อฉันได้ยังไง”
       “ผมพานีรนุชย้อนกลับมาเอาของที่ออฟฟิศ แต่ยังไม่ถึงก็เจอพ่อคุณสลบอยู่กลางถนน ส่วนรถจอดห่างไปประมาณ 200 เมตรเพราะว่ายางแตก เหมือนจะถูกวางตะปูเรือใบไว้น่ะครับ”
       “ถ้าพวกมันต้องการปล้นพ่อฉัน ทำไมถึงต้องขับรถชนด้วย ได้ของมีค่าแล้วก็เอาไปสิ หรือว่านี่มันเป็นเวรกรรมที่ฉันเคยก่อไว้ พ่อถึงมารับเคราะห์ มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคุณชาติ”
       วิศนีก้มหน้าร้องไห้ออกมาอีก
       “ไม่ใช่หรอกครับคุณวิศนี อย่าคิดอย่างนั้นเลยนะครับ”
       เดชชาติปลอบโยน อย่างกลุ้มใจ เมื่อเห็นวิศนีร้องไห้หนักกว่าเดิม นีรนุชมองอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง
       “นุชจะไปเอาน้ำมาให้คุณวิศนี พี่ชาติอยากกินกาแฟไหม”
       เดชชาติมองนีรนุชอย่างขอบใจแล้วพยักหน้า นีรนุชฝืนยิ้มนิดๆ ก่อนจะเดินออกไป วิศนียังคงก้มหน้าร้องไห้ โดยมีเดชชาติปลอบโยน
       
       โยธินยังคงนั่งซึมอยู่ในมุมมืด เคร่งเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น อวลอบลงมาเห็น ก็เดินเข้ามาหา
       “ทำไมไม่ไปอาบน้ำนอนล่ะโย นั่งตาแข็งอยู่ทำไม”
       โยธินกดดันอย่างหนัก
       “คุณแม่คิดว่าผมจะหลับตาลงเหรอครับ กับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้”
       อวลอบลูบหัวโยธินอย่างเข้าใจ
       “มันเกิดขึ้นไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้”
       โยธินผลักมืออวลอบออก ยังไม่อยากจะยอมรับ
       “แต่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น”
       “แล้วแกจะให้แม่ทำยังไง ถ้าเราไม่ทำเขา เขาก็จะจัดกับเรา แกจะยอมให้ตัวเองติดคุกข้อหาฉ้อโกง แล้วให้แม่สิ้นเนื้อประดาตัวเหรอ”
       “แต่มันก็ยังดีกว่าข้อหาฆาตกรรมไม่ใช่เหรอครับคุณแม่”
       อวลอบมองโยธินที่มีสีหน้าหวาดผวาอย่างใจเย็น
       “เราจะไม่โดนข้อหาอะไรทั้งนั้น แม่จะหาทางออกทุกอย่างเอง”
       
        โยธินสบตากับอวลอบ ยังคงหวาดหวั่น แต่อวลอบดูนิ่งใจเย็นและอำมหิตมาก

 วันใหม่...วิเวียนใส่แว่นตาดำเดินลับๆ ล่อๆ เข้ามาในบริษัท ขณะผ่านหน้าเคาน์เตอร์ ลูกเกดกับชมพู่ก็โผล่ขึ้นมา

       
       “ยายวิ!”
       “ว้าย !”
       วิเวียนสะดุ้งสุดตัว ลูกเกดค้อน
       “ตกใจอะไรยะ ทำอย่างกับพวกฉันเป็นผี”
       วิเวียนอึกอัก
       “เอ่อ เปล่า ฉ...ฉันใจลอยน่ะ”
       ชมพู่สงสัยในท่าทีของวิเวียน
       “แล้วเธอมองหาใคร”
       วิเวียนลังเล แล้วถาม
       “ท่านประธานมาหรือยัง”
       ลูกเกดกับชมพู่มองหน้ากัน แล้วมองวิเวียน ลูกเกดถามอย่างสงสัย
       “อะไร นี่เธอไม่รู้ข่าวเหรอ ท่านประธานถูกรถชน โคม่าอยู่โรงพยาบาลแน่ะ”
       วิเวียนตกใจ ไม่คาดคิดมาก่อน
       
       วิศนีนั่งเฝ้าอาการของอำนวยที่มีสายระโยงรยางค์อยู่บนเตียงอย่างเป็นห่วง แววเปิดประตูพรวดเข้ามา มีชีพเดินตาม ท่าทางมีพิรุธ
       “แม่”
       “พ่อเราเป็นยังไงบ้างล่ะยายหนู”
       แววเดินเข้ามาที่เตียงชะโงกหน้ามองอำนวย
       “หมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่ว่ายังไม่รู้จะรู้สึกตัวเมื่อไร”
       ชีพพึมพำ
       “หัวแข็งชะมัด”
       วิศนีได้ยินชีพพึมพำก็หันมอง ชีพรีบหลบสายตา
       “เออ ก็ยังดี หวังว่าจะฟื้นขึ้นมาได้นะ ไม่ใช่นอนแบ็บเป็นผัก เพราะแม่เห็นรายไหนรายนั้น ถ้านอนไม่รู้ตัวแบบนี้สักพักก็ตาย”
       วิศนีหน้าเสีย แต่พยายามแข็งใจอธิบาย
       “หมอบอกว่าพ่อมีโอกาสฟื้นมากกว่าค่ะ แต่คงต้องใช้เวลา เพราะร่างกายบาดเจ็บหลายจุด ทั้งถูกทำร้ายแล้วก็ถูกรถชน”
       ชีพได้ยินก็รีบหลบสาย ออกอาการล่อกแล่กอีก เลยเสทำเป็นเดินดูกระเช้า หยิบของเยี่ยมมากิน
       “นี่แหละน้า ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็ร่ำรวยแล้วไม่รู้จักเผื่อแผ่แบ่งปันให้คนที่เขาลำบากน่ะสิ เจ้ากรรมนายเวรถึงมาทวง ถ้าฟื้นมาเมื่อไร หนูต้องสอนให้พ่อแกไปหัดมีน้ำใจเอื้อเฟื้อซะบ้างนะ ไม่ใช่เอะอะก็งก”
       วิศนีพยักหน้ารับอย่างเบื่อๆ และเริ่มอึดอัดเมื่อเห็นชีพวนเวียนไปมา
       “เดี๋ยวเราออกไปคุยข้างนอกดีกว่านะคะ จะได้ไม่รบกวนพ่อ”
       “โอ๊ย แม่ไม่มีเวลาหรอก แค่แวะมาถามอาการเฉยๆ เดี๋ยวก็จะต้องไปเล่นไพ่ต่อแล้ว เออ หนูจะอยู่ที่นี่ทั้งวันใช่ไหม”
       วิศนีรับคำงงๆ
       “คงงั้นมั้งคะ”
       “ดีจ้ะ งั้นแม่ขอยืมรถกับคนขับหนูหน่อย วันนี้แม่ต้องไปหลายที่ ขี้เกียจจ้างแท๊กซี่ นะลูกนะ”
       วิศนีได้แต่มองแม่อย่างเอือมๆ ที่แววไม่เอาใจใส่ทุกข์สุขของใครเลยนอกจากตัวเอง แต่ก็พยักหน้าตกลง
       
       วิศนียืนอยู่ที่ระเบียง มองดูแววกับชีพที่กระดี๊กระด๊าขึ้นรถไปกับประยุทธอย่างเอือมระอา พอจะเดินกลับห้องก็เห็นอารุมยืนอยู่
       “คุณอีกแล้วเหรอ”
       “ผมมาเยี่ยมท่านน่ะ”
       อารุมยกกระเช้าของเยี่ยมให้วิศนีดู วิศนีมองแล้วเมิน เดินหนี
       “พ่อยังไม่รู้สึกตัวหรอกค่ะ คุณกลับไปเถอะ”
       อารุมไม่ยอมแพ้ ตามไปดักหน้า
       “หน้าตาคุณดูซีดๆ นะ ได้นอนบ้างหรือเปล่า”
       “เรื่องของฉัน !”
       อารุมดึงแขนวิศนีไว้ ส่งสายตาเว้าวอน
       “ผมเป็นห่วงคุณนะ เราลืมเรื่องที่ไม่พอใจกันสักพักได้ไหมครับ”
       วิศนีพยายามทำใจแข็งไม่สบตา แต่ยังไม่ทันพูดอะไร กรแก้วกับพี่ๆ ก็เดินออกมาจากลิฟต์พอดี วิศนีเห็นเข้าก็รีบชักมือออกจากอารุม กรแก้วชะงักเมื่อเห็นอารุม
       “อ้าว คุณ”
       อารุมยกมือไหว้กรแก้วกับพี่ๆ อย่างเรียบร้อย ทำให้วิศนีต้องไหว้ตาม กรแก้วบอกกับวิศนี
       “ฉันแวะมาเปลี่ยนเวร คุณจะได้กลับไปพักผ่อนบ้าง”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยู่ได้”
       กรองทองเข้ามาบอกอีกคน
       “กลับไปนอนบ้างเถอะจ้ะ เมื่อคืนหนูก็อยู่เฝ้าทั้งคืน เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหว”
       วิศนีเห็นกรองทองพูดอย่างเมตตาก็อ่อนลง
       “งั้นเดี๋ยวฉันจะมาใหม่ตอนค่ำๆ นะคะ”
       วิศนียกมือไหว้กรแก้วกับพี่ๆ แล้วลงลิฟต์ไปทันที ถือโอกาสหนีอารุม
       
       วิศนีออกมาหน้าโรงพยาบาล เตรียมจะหาแท็กซี่กลับบ้าน แต่อารุมรีบวิ่งตามมา
       “คุณจะไปยังไง เอารถมาหรือเปล่า”
       วิศนีส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วพยายามเดินหนี อารุมตื๊อไม่ลดละ
       “คุณวิศนี”
       “คุณกลับไปเถอะค่ะอารุม ฉันเหนื่อย ฉันอยากกลับไปพักผ่อน”
       “เดี๋ยวผมไปส่ง”
       “ไม่ต้อง”
       วิศนีเดินหนี แล้วหน้ามืดเพราะอดนอน จนออกอาการเซ อารุมรีบประคอง โอบกอดใกล้ชิดกันอีก
       “เห็นไหม คุณนี่ดื้อไม่เคยเปลี่ยนเลย ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เดี๋ยวไปหลับบนแท็กซี่แล้วจะถึงบ้านได้ยังไง”
       วิศนีมองอารุมอย่างหงุดหงิด พยายามจะดิ้นหนี แต่อารุมจับแน่นไม่ปล่อย
       “ไปกับผม”
       “ไม่”
       “หรือจะให้ผมอุ้มคุณต่อหน้าคนแถวนี้”
       วิศนีมองไปรอบๆ เห็นคนเดินผ่านไปมา พอมองหน้าอารุมเห็นสีหน้าเอาจริงของเขา เลยไม่กล้าขัด ได้แต่ถอนใจแรงๆ ให้รู้ว่าไม่เต็มใจ
        
       อารุมพยายามกลั้นยิ้ม แล้วโอบเธอไปที่รถ

กรแก้วเข้ามาดูแลอำนวยที่ยังหลับ แกมกาญจน์ถือโอกาสเปิดประเด็นนินทา

       
       “ผู้ชายคนเมื่อกี้ใช่นายอารุมหรือเปล่า”
       “ใช่ค่ะ”
       “ที่กลับมาพัวพันกันอีกเนี่ย แสดงว่าลูกเลี้ยงเธอหนีตามเขาไปจริงๆ ใช่ไหม ต๊ายตาย”
       กรองทองปราม
       “เธอจะเดือดร้อนอะไรยายกาญจน์”
       “แหม ก็มันฉาวโฉ่นี่คะคุณพี่ แล้วเธอจะไม่ขัดขวางเลยเหรอ”
       “กรเคยขัดขวางเธอได้เหรอคะคุณพี่ คุณอำนวยมาเจ็บอย่างนี้ กรยิ่งไม่อยากมีปัญหากับคุณวิศนี ก็ได้แต่หวังว่าเธอจะรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่”
       กรแก้วพูดกลุ้มๆ
       
       วิศนีเดินเข้ามาในบ้านอย่างเซ็งๆ เพราะอารุมยังตามตื๊อไม่กลับ
       “ฉันถึงบ้านแล้ว คุณก็กลับไปซักทีสิคะ”
       “คุณหิวหรือเปล่า”
       วิศนีสักสีหน้าใส่รำคาญ ละอองกับสมจิตเดินออกมาพอดี อารุมหันไปถาม
       “คุณวิศนียังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย พอจะยังมีของเช้าเหลือหรือเปล่า”
       “มีค่ะ”
       “ฉันไม่กิน !”
       วิศนีสะบัดหน้า จะเดินหนีขึ้นห้อง อารุมเข้ามาอุ้ม
       “อุ๊ย คุณอารุม ปล่อยฉันลงนะ”
       “เตรียมของเช้าให้คุณวิศนีด้วยนะ”
       อารุมบอกกับทั้งสองแล้วอุ้มวิศนีไปที่ห้องอาหาร ละอองกับสมจิตมองตามอย่างตื่นๆ
       
       อารุมอุ้มวิศนีมานั่งที่เก้าอี้ เธอจะลุก แต่เขาจับแขนไว้
       “คุณอารุม !”
       ละอองกับสมจิตรีบเอาอาหารเช้ามาวางให้
       “ผมไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะกินข้าวเช้าหมด”
       “คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน กลับไป”
       วิศนีจะลุกอีก แต่อารุมจับแขนกดไว้กับโต๊ะแน่น
       “ผมกลับแน่ ถ้าคุณกินข้าวหมด แต่ถ้าคุณไม่กิน ผมจะก็ตามตอแยคุณไปเรื่อยๆ แล้วถ้าคุณเป็นลมเพราะหิวข้าว ผมก็จะถือโอกาสนอนเฝ้าคุณที่นี่” อารุมแกล้งแหย่ “เพราะยังไงแม่เลี้ยงคุณก็ไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครกล้าไล่ผมไปอยู่แล้ว”
       วิศนีตาเขียวปั้ดไม่พอใจ อารุมยิ้มเป็นต่อ
       “กินสิครับ ถ้าเหม็นขี้หน้าผมก็รีบๆ กินให้หมดไวๆ แล้วผมจะไม่อยู่ให้เกะกะสายตาคุณ”
       อารุมพูดพลางปล่อยมือวิศนี แล้วนั่งกอดอกมอง วิศนีมองเขาอย่างประเมิน พอขยับจะลุก เขาก็ทำท่าจะลุกตามอีก ในที่สุดก็ต้องหยิบช้อนออกมาเริ่มกินข้าวอย่างจำใจ วิศนีกินข้าวไป พลางทำหน้างอ แล้วเหลือบมองอารุมที่นั่งเฝ้าอย่างเคืองๆ
       
       โยธินกับอวลอบเดินออกมาจากลิฟต์ ถือกระเช้าเยี่ยมมาด้วย แต่พอจะไปที่ห้องของอำนวย โยธินก็หยุดกึก
       “คุณแม่เข้าไปคนเดียวได้ไหมครับ ผมจะไปรอข้างล่าง”
       “แกอย่ามาปอดแหกตอนนี้น่า”
       “ผมกลัว...”
       “กลัวอะไร นายอำนวยมันไม่ฟื้นง่ายๆ หรอกน่า โดนไปขนาดนั้น เผลอๆ ก็สติฟั่นเฟือนไปแล้วมั้ง”
       โยธินยังทำหน้าหนักใจ อวลอบเห็นแล้วรำคาญ เลยลากแขนให้ไปด้วยกัน
       
       อวลอบส่งกระเช้าให้กรแก้ว แล้วตีหน้าเศร้าเข้าไปดูอำนวย โดยมีโยธินตามไป
       “เมื่อคืนพอดิฉันรู้ข่าวก็ใจหายวาบเลยค่ะ แต่เข้าใจว่าคงจะยุ่งๆ กันก็เลยยังไม่กล้ามาวุ่นวาย”
       “ขอบคุณนะคะคุณพี่”
       “ทำใจดีๆ นะคะคุณกร คุณอำนวยแกช่วยเหลือคนอื่นมาเยอะ ยังไงบุญกุศลก็ต้องช่วยให้ปลอดภัยค่ะ”
       โยธินมองอำนวยที่นอนอยู่บนเตียง แล้วต้องเบือนหน้าหนี เพราะอดนึกถึงภาพเมื่อคืนไม่ได้ เขารีบเปลี่ยนเรื่อง
       “แล้วนี่คุณวิศนีไม่อยู่เหรอครับ”
       “อ๋อ ออกไปกับ...”
       แกมกาญจน์จะนินทา กรองทองแทรกขึ้น
       “กลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้วค่ะ เมื่อคืนหนูวิศนีมาอยู่ที่นี่ทั้งคืน”
       กรองทองกลบเกลื่อนแล้วถลึงตาไม่ให้แกมกาญจน์พูดมาก อวลอบทำเป็นเห็นใจ
       “โถ คงขวัญเสียกันไปหมด นี่ที่บริษัทก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ โยธินคงจะดูแลแทนได้ชั่วคราว จริงไหมลูก”
       
        อวลอบหันไปยิ้มหวานใส่ลูกชาย โยธินยิ่งอึดอัด เมื่อกรแก้วหันมาหาด้วยสีหน้าเชื่อใจ

 วิศนีกินอาหารจนหมด แล้วผลักจานไปข้างหน้าเพื่อให้อารุมดูให้ชัด

       
       “หมดแล้ว ทีนี้คุณจะกลับไปได้หรือยัง”
       “ยัง”
       วิศนีอารมณ์เสีย
       “คุณอารุม คุณผิดสัญญา”
       “ผมกลับแน่ ถ้าคุณขึ้นไปนอนพัก ไปสิ”
       อารุมลุกขึ้นยื่นมือให้ วิศนีมองอย่างเอาเรื่องแล้วลุกขึ้นกระแทกเท้าเดินนำไป อารุมเดินไปส่งวิศนีที่หน้าห้อง วิศนีเปิดประตูแล้วหันมาไล่
       “กลับไปได้แล้วค่ะ”
       “คุณนอนจริงๆ นะ เดี๋ยวผมจะฝากให้คนคอยขึ้นมาดู”
       “นี่ ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลที่ต้องมาคอยเฝ้าดูการนอนกลางวันนะ”
       “ผมทำเพื่อตัวคุณเองนะ คุณควรจะพักผ่อนเยอะๆ หัวสมองจะได้ปลอดโปร่ง เพราะหลังจากนี้มีอะไรอีกเยอะที่คุณต้องจัดการแทนพ่อคุณที่ป่วยอยู่”
       อารุมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนวิศนีนิ่งไป
       “พักผ่อนนะครับ”
       อารุมพูดจบก็เดินออกไป วิศนีมองตามอารมณ์เริ่มอ่อนโยนลง เพราะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยของเขา
       
       โยธินกลับเข้ามาในห้องทำงาน หน้าเคร่งเครียดจัด ภาพอำนวยถูกชีพทำร้ายและปิดท้ายด้วยอวลอบขับรถชนแว่บเข้ามาตลอด โยธินหลับตาลงอย่างอัดอั้น ไม่อยากคิดถึงภาพนั้นอีก จู่ๆ วิเวียนก็เปิดประตูพรวดเข้ามา
       “คุณโยธิน !”
       “มีอะไร”
       “คุณรู้ข่าวท่านประธานหรือยัง”
       โยธินชะงัก รีบหลบสายตา
       “รู้แล้ว”
       “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็เมื่อวานนี้ท่านยัง...”
       วิเวียนกำลังจะเล่าเรื่องที่อำนวยเรียกบัญชีมาดู แล้วเอะใจบางอย่าง เงยหน้ามองโยธินที่ก้มหน้างุด พยายามเปิดแฟ้มทำงาน
       “ฝีมือคุณใช่ไหม คุณทำร้ายท่านเหรอ”
       โยธินตกใจ รีบลุกขึ้นคว้าแขนวิเวียนบีบอย่างลืมตัว
       “พูดอะไรของเธอ”
       วิเวียนเห็นท่าทางโยธินยิ่งแน่ใจ
       “ใช่จริงๆ ด้วย คุณลงมือเองหรือว่าจ้างใครทำ”
       “อย่ามาพูดจาไร้สาระในห้องผมนะ ออกไปได้แล้ว”
       โยธินพยายามลากวิเวียนออกจากห้อง
       “คุณทำได้ยังไงกัน ไม่กลัวความผิดหรือไง”
       โยธินสุดทน กระชากวิเวียนไปชิดกำแพง แล้วตะคอก
       “ความผิดของผมมันก็เท่าๆ กับคุณนั่นแหละวิเวียน!”
       วิเวียนอึ้ง มองโยธินอย่างกลัวๆ
       “คุณควรจะสงบปากสงบคำไว้บ้างนะ ถ้าไม่อยากจะพังไปพร้อมกัน”
       
       วิเวียนเซซังออกมาจากห้องทำงานโยธิน แล้วชะงักเมื่อเห็นตำรวจ 2 นายยืนคุยกับพวกพนักงาน วิเวียนถอยกรูดอย่างกลัวๆ จนไปชนกับยุพเยาว์
       “ว้ายยายวิ เป็นอะไร”
       “ตำรวจมาทำไม”
       ยุพเยาว์ มาสอบปากคำพวกเราน่ะสิ เรื่องเมื่อวานน่ะ เพราะเขาสงสัยว่าท่านประธานจะถูกสะกดรอยตั้งแต่ออกจากบริษัท” ยุพเยาว์มองวิเวียน “แต่เมื่อวานเธอกลับไปก่อนนี่ คงไม่รู้เรื่องมั้ง”
       วิเวียนรีบพูด
       “ใช่ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ฉันไม่รู้อะไรเลย !”
       วิเวียนพูดจบก็รีบเดินหนีไปอีกทาง ยุพเยาว์ยิ่งงง
       
       เดชชาติเอารถมาส่งลูกค้าที่คอนโด เขาลงจากรถคันใหม่เอี่ยมที่จอดอยู่ตรงหน้าลูกค้าสาวท่าทางไฮโซ
       “ขอบคุณมากนะคุณชาติที่เอารถมาส่งให้”
       “ด้วยความยินดีครับ รบกวนเซ็นตรงนี้ด้วยนะครับ”
       เดชชาติเอาเอกสารให้ลูกค้าเซ็น สายตาก็เหลือบไปเห็นวิเวียนลงจากแท็กซี่แล้ววิ่งเข้าไปในคอนโด
       “เฮ้ย วิ”
       วิเวียนเดินเร็วๆ ไม่ทันมองเห็นเดชชาติ เข้าไปในตึก ลูกค้ามองตาม
       
        “อ้าว เพื่อนคุณชาติเหรอคะ เธอพักอยู่ข้างๆ ห้องเปิ้ลเลยค่ะ”

นีรนุชคุยโทรศัพท์กระป๋องกับเดชชาติ

       
       “พี่วิเนี่ยนะไปเช่าคอนโดราคาสิบล้านอยู่ คอนโดราคาแบบนั้น ค่าเช่าตั้งหลายหมื่นน่ะพี่”
       “ก็นั่นน่ะสิ ลำพังวิเวียนคงไม่มีปัญญา แต่ถ้าเป็นนายโยธินก็ไม่แน่”
       “ถ้าสองคนนี้กิ๊กกันจริง พี่ชาติก็ควรจะบอกคุณวิศนีนะ จะได้ไม่ถูกหลอก”
       เดชชาติชะงัก แปลกใจ
       “เฮ้ย นี่ยายนุชจริงตัวป่ะเนี่ย เมื่อก่อนเห็นสะอกสะใจ อยากจะรอสมน้ำหน้าเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้เปลี่ยนมาเป็นนางฟ้าไปได้”
       “นุชเห็นคุณวิศนีของพี่เจอเรื่องแย่ๆ ก็ไม่อยากจะซ้ำเติมไงเล่า”
       นีรนุชค้อนแล้วเห็นเดชชาติยิ้มหวานอยู่อีกฝั่ง
       “ยิ้มอะไรพี่ชาติ”
       “ยิ้มภูมิใจที่นุชของพี่รู้จักแยกแยะ ว่าควรจะสงสารเวลาเห็นคนอื่นมีความทุกข์ แม้เขาจะเคยทำให้นุชทุกข์มาก่อนก็ตาม”
       นีรนุชหน้าขรึมลง ก่อนจะพูดอย่างจริงจัง
       “พูดตรงๆ นะ เมื่อวานที่นุชเห็นคุณวิศนีร้องไห้ที่โรงพยาบาล นุชเข้าใจดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนในสถานการณ์นั้น เพราะนุชเคยผ่านมาแล้ว มันก็น่าแปลกนะพี่ที่นุชไม่มีความสะใจแม้แต่นิดเดียว”
       “แสดงว่านุชหาคำว่าให้อภัยเจอแล้ว”
       “คงจะใช่ เพราะนุชไม่อยากเป็นอย่างที่หลวงตาบอก คนที่คิดจะแบกความโกรธไว้กับตัวตลอดชีวิต ไม่มีจะทางหาความสงบสุขได้เลย นุชควรจะต้องปล่อยวางเสียที”
       “งั้นเรามาร่วมมือกันช่วยคุณวิศนีนะ”
       ทั้งสองยิ้มให้กันแทนการรับปาก
       
       อารุมคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องที่คอนโด
       “คุณวิศนีเป็นยังไงบ้าง”
       ละอองรับสายจากโทรศัพท์บ้าน ไม่เห็นว่าวิศนีเดินออกมา
       “คุณกลับไปสักพักนึงเธอก็หลับค่ะ แต่อีกสักพักก็คงจะตื่น”
       “ปกติคนนอนผิดเวลามักจะปวดหัว ละอองอย่าลืมเช็คอาการคุณวิศนีด้วย ถ้าปวดมากก็ให้กินยา”
       ละอองกำลังจะตอบ ก็โดนดึงโทรศัพท์ไป พอเห็นว่าเป็นวิศนีก็ตกใจ รีบถอยหนี อารุมเห็นละอองไม่ตอบก็แปลกใจ
       “ละออง ฟังฉันอยู่หรือเปล่า”
       “คุณเลิกสอดแนมเรื่องของฉันได้แล้วนะ ไม่งั้นฉันจะไล่คนของฉันออก”
       วิศนีหันไปมองละอองดุๆ แล้ววางสาย ละอองคอหดรีบหลบไปทันที อารุมได้ยินเสียงวิศนีวางสายไปแล้วก็อมยิ้ม โล่งใจที่วิศนีคนเก่าที่เคยพยศกลับมาแล้ว เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น อารุมเดินไปเปิดประตู แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกุสุมายืนอยู่
       “รุม...รุมมาอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
       กุสุมาถือวิสาสะเข้าห้องมา
       “ทำไมกลับมาถึงไม่รอสุเลยล่ะ รู้ไหมสุต้องนั่งรถบัสตามมา”
       อารุมมองกุสุมาอย่างอึดอัด พยายามข่มใจตอบ
       “ผมมีเรื่องด่วนที่กรุงเทพน่ะ”
       “เรื่องอะไรกันเหรอจ๊ะ อย่าบอกนะว่าตามคุณวิศนีมา”
       “ใช่ ผมตามมาพบคุณวิศนี”
       กุสุมาหน้าเจื่อนไปอย่างผิดหวัง แล้วรีบปรับสีหน้า
       “แล้วคุณวิศนีเป็นยังไงบ้างล่ะ ได้ข่าวว่าคุณพ่อเธอป่วยใช่ไหมจ๊ะ แบบนี้เราน่าจะไปเยี่ยมซักนิดนะ...” กุสุมาทำท่าคิด “เอ เราควรจะซื้ออะไรไปฝากดีน้า”
       “ผมไปมาแล้ว ถ้าสุจะไปเยี่ยม” อารุมดูนาฬิกา “ตอนนี้ก็น่าจะยังทันนะ จะออกไปเลยไหม”
       กุสุมาอึ้ง อารุมถือโอกาสลุกขึ้น หยิบกุญแจรถ
       “ผมกำลังจะออกไปหาหลวงตาพอดี เดี๋ยวจะไปส่งสุใกล้ๆ โรงพยาบาลแล้วกันนะ”
       อารุมพูดจบก็เดินออกจากห้องไปก่อน กุสุมากระฟัดกระเฟียด
       “คิดจะกำจัดฉันเหรอรุม ไม่มีทางหรอก”
       กุสุมามองตามอารุมอย่างไม่พอใจ
       
       วันใหม่...พนักงานของคอนโดดูรูปของวิเวียนที่เดชชาติส่งให้
       “คุณผู้หญิงคนนี้พักอยู่ที่นี่จริงค่ะ แต่ย้ายออกไปแล้ว”
       นีรนุชชะงัก
       “อะไรนะคะ ตั้งแต่เมื่อไร”
       “เมื่อเช้านี้ค่ะ”
       นีรนุชมองหน้าเดชชาติอย่างผิดหวัง
       “แล้วเธอพักอยู่กับใครครับ”
       “เป็นความลับของลูกค้า เราบอกไม่ได้ค่ะ”
       พนักงานรีบเลี่ยงออกไป เดชชาติกับนีรนุชผิดหวัง
       “แล้วเราจะเอาหลักฐานอะไรไปกระชากหน้ากากนายโยธินล่ะเนี่ย”
       
       วิศนีนั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะกินข้าว สักพักก็ได้ยินเสียงล้งเล้งดังมาจากหน้าบ้าน วิศนีหันไปมองอย่างจำได้ว่าเป็นเสียงแวว วิศนีเดินออกมาดู เห็นแววกับชีพเดินเข้าบ้านมา มีหงวนยกกระเป๋าตาม
       
       “อ้าวยายหนู อยู่บ้านพอดีเลยลูก”
       “นี่อะไรกันคะแม่”
       “กระเป๋าเสื้อผ้าแม่เอง” แววหันไปสั่ง “นังหงวนเอาลงจากแท็กซี่มาครบหรือเปล่า นับให้ครบนะ แล้วเธอสองคนยืนเซ่ออะไร ช่วยกันยกมาสิจ๊ะ”
       แววชี้สมจิตกับละอองที่ยืนงงๆ ทั้งสองรีบช่วยหงวนยก
       “แม่เอามาทำไมเหรอคะ”
       “อ้าว ก็แม่กับชีพจะมาอยู่เป็นเพื่อนหนูไง เห็นว่าตอนนี้พ่อเขาไม่อยู่ ไม่มีคนดูแลความเรียบร้อยในบ้านนี้”
       ชีพสอดทันที
       “ใช่จ้ะคุณลูกสาว ฉันกับพี่แววจะมาช่วยคอยเป็นหูเป็นตาให้ เผื่อใครมันคิดจะยักย้ายถ่ายเทสมบัติขึ้นมา จะได้ไม่กล้า”
       วิศนีมองชีพเหมือนจะด่าว่าแกนั่นแหละ แล้วหันไปพูดกับแววต่ออย่างอดทน
       “ไม่มีใครทำอย่างนั้นหรอกค่ะ”
       “จะไว้ใจได้เหรอ แม่เลี้ยงหนูมันผู้ดีตกยาก มันอาจจะรอจังหวะให้พ่อหนูนอนแบ็บอย่างนี้มานานแล้ว จะได้ถือโอกาสตักตวงแล้วก็หาผัวใหม่ไงล่ะ”
       ชีพหัวเราะ ยุยง
       “ฮ่าๆๆๆ ใช่ๆ สาวๆ สวยๆ อย่างนั้นหาผัวใหม่ได้สบาย เผลอๆ ตอนนี้ก็อาจจะเริ่มมีชู้แล้วก็ได้ จริงไหมที่รักจ๋า”
       วิศนีขี้เกียจฟังแววกับชีพดูหมิ่นกรแก้ว เพราะอายพวกคนใช้เลยตัดบท
       “เอาเถอะค่ะ แม่อยากจะอยู่ก็อยู่ แต่หนูขออย่างเดียว”
       แววยิ้มกริ่ม
       “อะไรจ๊ะ”
       วิศนีมองชีพอย่างเอาเรื่อง
       “นายคนนี้จะมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะนี่เป็นบ้านพ่อหนู”
       ชีพชะงักหน้าเสีย แววเลิ่กลั่ก
       “โธ่ ยายหนู แต่ชีพเขาเป็น...”
       “แม่จะมีเขาหนูไม่ว่า แต่หนูมีพ่อคนเดียว”
       
       วิศนีพูดจบก็เดินหนีเข้าบ้านไป ทิ้งให้แววหน้าเจื่อนมองชีพท่าทีแหยๆ

 ชีพเดินออกมาจากในบ้านอย่างเซ็งๆ พร่ำบ่นตลอดทาง

       
       “โธ่เอ๊ย นังลูกเลี้ยงใจดำ ไม่อยู่ก็ได้โว้ย!”
       ชีพหยุดเดินหันกลับไปมองในบ้านแค้นๆ
       “นี่ถ้าไม่ติดว่าไอ้โยธินมันจองไว้ล่ะก็ จะจับทำเมียซะให้เข็ด ฮึ้ย !”
       ชีพเดินเตะโน่นนี่ระบายอารมณ์ออกไป
       
       แววเดินอาดๆ ขึ้นมาชั้นบนเพื่อเลือกห้องนอน มีหงวนกับสมจิตและละอองหิ้วกระเป๋าตาม
       “เอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องนอนใหญ่”
       “แม่คะ...”
       วิศนียังไม่ทันพูดอะไร กรแก้วก็เปิดประตูออกมาพอดี
       “มีอะไรกันคะ”
       แววเชิด
       “ยายหนูให้ฉันมาอยู่ที่นี่”
       วิศนีอึ้ง ไม่นึกว่าแววจะตีขลุมเอาง่ายๆ กรแก้วมองหน้าวิศนีทันที
       “เกิดอะไรขึ้นคะคุณวิศนี”
       แววแย่งตอบ
       “ก็ไม่เกิดอะไร ยายหนูแกกลัวว่าไม่มีพอแล้วจะอยู่ยาก ก็เลยขอให้แม่มาอยู่เป็นเพื่อนก็เท่านั้น” แววสั่งหงวน “หงวน ยกกระเป๋าเข้าไปในห้อง”
       หงวนทำท่าจะยก กรแก้วรีบถอยมาขวางไว้
       “นี่ห้องนอนฉันค่ะ เดี๋ยวจะให้เด็กจัดห้องนอนแขกให้คุณ สมจิต ละออง”
       สมจิตกับละอองตัวลีบ ยกกระเป๋าจะหิ้วไป แววปราดไปดึงไว้
       “จะเอาไปไหน ฉันจะนอนห้องนี้”
       “แม่คะ แม่ไปนอนกับหนูดีกว่า จะได้คุยกัน”
       “ไม่ ! จะให้แม่ไปอึดอัดอยู่ในห้องหนูได้ยังไง เราเป็นเจ้าของบ้านนะ ไม่ใช่ผู้อาศัย”
       กรแก้วเสียงเข้ม
       “ดิฉัน คุณอำนวยและคุณวิศนีเป็นเจ้าของบ้านค่ะ ไม่ใช่คุณ”
       “ต๊ายตาย ไม่ทันไรก็กระชากหน้ากากออกมาแล้ว เห็นไหมล่ะลูก เห็นไหม” แววเท้าเอวด่า “ทำไม! ฉันเป็นแม่ของวิศนี อะไรที่เป็นของลูกก็ต้องเป็นของฉันด้วยเหมือนกัน นังหงวนยกกระเป๋าเข้าไป”
       หงวนยกกระเป๋า กรแก้วยืนขวางนิ่ง จ้องหงวนดุ
       “หยุดนะ !”
       “ไปสิ !”
       แววทนไม่ไหวเข้าไปผลักหงวนให้ไปชนกรแก้ว
       “ว้าย !”
       กรแก้วเสียหลักถอยไปข้างหลัง แววดันหงวนเข้าไปในห้อง
       “แม่ !”
       วิศนียืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก กรแก้วมองอย่างไม่พอใจ หันมาเรียกคนของตนบ้าง
       “สมจิต ละออง ไปพาเขาออกมา”
       สมจิต ละอองรับคำอย่างกลัวๆ แล้วเข้าไปในห้อง กรแก้วตามเข้าไป เสียงแวววี๊ดว้าย ร้องสั่งหงวนให้เล่นงานกรแก้วกับสาวใช้ 2 คนเอะอะออกมาข้างนอก วิศนีถอนใจเซ็ง แล้วเดินออกไปทันที
       
       วิศนีเปิดประตูเข้ามาในห้องพักอำนวย เห็นอารุมนั่งเฝ้าอยู่ อารุมหันมามองอย่างดีใจ
       “คุณเข้ามาทำไม”วิศนีถามเสียงแข็ง
       “ก็คุณยังไม่มา แต่พยาบาลกำลังจะออกเวร ผมก็เลยอาสาเฝ้าแทนให้”
       “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
       “คุณทานอะไรมาหรือยัง ผมซื้อข้าวมาฝากด้วยนะ ไว้ให้คุณกินตอนเที่ยง”
       “ฉันไม่กิน”
       วิศนีสะบัดเสียงตอบ แล้วหยิบหนังสือมาเปิดอ่าน จะได้ไม่ต้องคุยกัน อารุมไม่ยอมแพ้ ลุกไปเปิดตู้เย็น หยิบผลไม้ที่ปอกไว้มาให้
       “งั้นกินผลไม้ไหม ผมปอกไว้ให้แล้ว”
       “ก็บอกว่าไม่กินไง”
       วิศนีลุกหนี แล้วเดินไปเปิดประตู
       “คุณเอากลับไปให้หมดเลย เชิญ !”
       อารุมยืนนิ่งเฉย มองวิศนีอย่างกวนๆ
       “ผมไม่ไป”
       “คุณอารุม อย่ามากวนประสาทฉันนะ”
       อารุมอมยิ้ม
       “กวนประสาทคนนี่มันก็สนุกดีนะ ถึงว่าทำไมตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ คุณถึงชอบกวนผมนัก”
       อารุมวางจานลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงข้างเตียงอำนวย ไม่แยแส วิศนีหงุดหงิด ปราดเข้ามาฉุดแขน
       “ลุกไป !”
       “ไม่ไป ผมจะอยู่เฝ้าท่าน”
       “เอ๊ะ มันเรื่องอะไรของคุณล่ะ”
       “ผมบอกพ่อคุณไปแล้วว่าตอนที่ผมป่วย คุณก็อยู่เฝ้าผมจนหาย เพราะฉะนั้นผมก็จะต้องดูแลท่านให้เหมือนที่คุณเคยดูแลผม”
       “ไม่จำเป็น ฉันเป็นลูก ฉันจะดูแลพ่อเอง”
       วิศนีพยายามฉุดแขนอารุมให้ลุกขึ้น แต่อารุมยังขืนตัวไว้ ทำหน้ากวนใส่
       “ผมก็เป็นลูกเหมือนกัน...ลูกเขย”
       วิศนีอึ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าอาย อารุมถือโอกาสฉุดเธอมานั่งตัก
       “ถ้าคุณอยากจะอยู่เฝ้าพ่อก็นั่งเฉยๆ อย่าเอะอะโวยวาย จะได้ไม่รบกวนท่าน”
       อารุมโอบวิศนีให้นั่งตักตัวเองไว้อย่างนั้น วิศนีทั้งฉุนทั้งเขินพยายามแกะมือเขาออก พออารุมไม่ปล่อยก็หยิกมือ
       “โอ๊ย !”
       “อยากจะอยู่ก็เชิญ แต่ไม่ต้องมารุ่มร่ามกับฉัน”
       
       วิศนีลุกหนีเดินไปนั่งอยู่มุมห้อง แล้วมองเขาเคืองๆ อารุมอมยิ้มขำ แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้

 ในห้องประชุมบริษัท...โยธินกับอวลอบอยู่ท่ามกลางพนักงานที่เข้าประชุม มีทั้งนั่งและยืนอยู่รอบๆ ห้อง

       
       “นี่คุณหญิงอวลอบแม่ของผมเอง ท่านจะมาช่วยดูแลพวกเราอีกแรง ในระหว่างที่ท่านประธานยังป่วยอยู่”
       “ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองไปตามปกตินะคะ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ไม่ต้องกลัว”
       อวลอบส่งยิ้มให้ทุกคนแล้วสบตาโยธินแบบรู้กันว่าเตรียมมาฮุบบริษัทเต็มที่
       
       โยธินกับอวลอบเดินออกมาจากห้องประชุมพนักงานอื่นๆ แยกย้ายกันไป
       “ผมจะให้คนจัดโต๊ะทำงานไว้ในห้องผมนะครับคุณแม่”
       “อะไร้ นี่แม่มานั่งรักษาการแทนประธานกรรมการนะ จะไปอยู่ห้องโยได้ยังไง แม่ก็ต้องใช้ห้องคุณอำนวยสิ”
       “แต่มันประเจิดประเจ้อเกินไปนะครับคุณแม่”
       “แต่คุณกรแก้วเป็นคนฝากฝังกับแม่เองว่าให้มาช่วยดูแลบริษัท ใครมันกล้าเอาไปพูดสิ จะไล่ออกให้หมด”
       อวลอบกวาดตามองไปรอบๆ พนักงานทุกคนรีบหลบตากลัว โยธินถอนใจไม่เห็นด้วยแล้วเดินหนีไป อวลอบยิ้มพอใจ เหมือนได้ยึดอำนาจบริษัท แล้วเดินแยกจะไปห้องทำงานของอำนวย แต่เหลือบเห็นวิเวียนลับๆ ล่อๆ อยู่ วิเวียนโผล่หน้ามาเห็นอวลอบก็ตกใจ รีบหลบไป
       
       วิเวียนเดินลุกลี้ลุกลนออกมา พอหันกลับมาก็เจออวลอบดักอยู่
       “แกมาดักรอใคร”
       วิเวียนสะดุ้ง
       “ป...เปล่าค่ะ”
       “ก็เห็นอยู่ว่ามาด้อมๆ มองๆ จะเข้าไปหาโยธินใช่ไหม เลิกหวังได้แล้วนะ เพราะต่อไปนี้ฉันจะมาเฝ้าลูกชายฉันทุกวัน แกไม่มีทางเข้าใกล้เขาได้อีก จำเอาไว้”
       อวลอบจับคางวิเวียนบีบแรงๆ อย่างขู่เข็ญ วิเวียนเจ็บ รีบสะบัดออก
       “ฉันไม่กล้าหรอกค่ะ ฉันไม่อยากถูกเก็บไปด้วยอีกคน”
       วิเวียนพูดจบก็รีบหนีออกไป ทิ้งให้อวลอบยืนอึ้ง คาดไม่ถึงว่าวิเวียนจะระแคะระคายเรื่องที่ตัวเองทำร้ายอำนวย
       
       กุสุมานั่งปรึกษากับโยธินอย่างเคร่งเครียดในร้านอาหาร
       “คุณต้องทำอะไรซักอย่างแล้วนะ ตอนนี้อารุมกำลังไปตามตื๊อวิศนีอยู่”
       “ผมก็พยายามอยู่ แต่ตอนนี้มันมีเรื่องยุ่งๆ ที่บ้านนั้น”
       “เรื่องที่ท่านประธานถูกทำร้ายใช่ไหม”
       โยธินหลบสายตา
       “ใช่”
       “แล้วคุณได้ไปโรงพยาบาลบ้างหรือเปล่า รู้ไหมว่าอารุมแวะไปที่นั่นทุกวันเพื่อไปเจอกับคู่หมั้นคุณ”
       โยธินหลุดปาก กังวล
       “ผมไม่กล้า”
       “ทำไมไม่กล้า”
       กุสุมาถามพลางจ้องเขม็ง โยธินรู้สึกตัว รีบตัดบท
       “ช่างเถอะ เอาเป็นว่าผมจะประกบวิศนีให้ใกล้ชิดกว่านี้ คุณคอยดูคนของตัวเองให้ดีแล้วกัน”
       
       วิศนีลงจากรถอารุมที่มาจอดหน้าบ้าน อารุมรีบลงตามมา
       “คุณจะลงมาทำไม กลับไปสิคะ”
       “จะไม่ให้ผมเข้าไปกินน้ำสักแก้วเลยเหรอ”
       “ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณมาส่งนะคะ ที่จริงฉันจะนั่งรถประยุทธกลับมาก็ได้ แต่คุณเป็นคนไล่เขากลับมาก่อน”
       “ประยุทธอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากรอรับคุณ ให้เขากลับมาบ้านดีกว่า เผื่อคุณกรแก้วจะเรียกใช้”
       วิศนีสะบัดหน้าหมั่นไส้ที่อารุมมีข้ออ้างตลอด แต่พอจะเดินเข้าบ้าน อารุมก็ดึงแขนไว้
       “ผมไม่กินน้ำก็ได้ แต่พรุ่งนี้ผมจะมารับคุณไปโรงพยาบาลนะ”
       “ไม่ต้อง !”
       อารุมน้อยใจ
       “วิศนี ทำไมคุณต้องปฏิเสธผมอยู่เรื่อย”
       “ก็แล้วทำไมคุณต้องมาคอยวุ่นวายกับฉันอยู่เรื่อย คุณคิดเหรอว่าสิ่งต่างๆ ที่คุณพยายามทำมันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มันไม่มีประโยชน์หรอกนะคะ”
       อารุมอึ้งไป วิศนีตัดใจพูด
       “วันนี้คุณอาจจะรู้สึกผิดที่ทำให้ฉันเสียใจ ถึงพยายามจะทำดีกับฉันเป็นการชดเชย แต่ลึกๆ แล้วคุณก็ยังรู้สึกผิดต่อคุณนนทลีอยู่ คุณไม่มีวันที่จะปล่อยให้ฉันมีความสุขได้จริงๆ หรอก เมื่อไรที่คุณคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา คุณก็จะหาทางทำร้ายฉันอีก...ฉันรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่อยากเป็นเป็นเหยื่ออารมณ์ของคุณ”
       
       วิศนีพูดพลางแกะมือเขาออกแล้วเดินเข้าไป ทิ้งให้อารุมยืนคอตก เศร้าที่ง้อไม่สำเร็จซักที
       วิศนีเดินเข้าบ้านมา ได้ยินเสียงเอะอะ พอหันไปมองก็เห็นกรแก้วเดินตามแววลงมา
        “คุณแววคะ ฉันขอเถอะค่ะ สร้อยเส้นนั้นเป็นของฉัน”
        “ของเธอจริงเหรอ แล้วใช้เงินใครซื้อล่ะยะ ถ้าเงินผัวเก่าฉันก็แปลว่าไม่ใช่ของเธอจริงๆ”
        วิศนีหันไปถาม
        “มีอะไรกันคะแม่”
        “แม่เจอสร้อยเส้นนี้ในห้อง วางอยู่หัวนอนก็เลยลองเอามาใส่เล่น”
        “สร้อยของฉันค่ะคุณวิศนี” กรแก้วเสียงเข้มกับแวว “คุณอยากจะนอนห้องนอนใหญ่ฉันก็ไม่ห้ามคุณ แต่กรุณาอย่ายุ่งกับข้าวของฉัน”
        แววเบ้ปากไม่สนใจ วิศนีเริ่มเอือมแม่เต็มทน
        “คืนให้คุณกรแก้วไปเถอะค่ะแม่ อยากได้อะไรไปเลือกที่ห้องหนู”
        “ก็ได้ แค่นี้ก็ทำเป็นหวง”
        แววมองค้อนกรแก้วแล้วแกล้งกระชากสร้อยออกจากคอจนกระเด็น กรแก้วกับวิศนีมองอย่างตกตะลึง
        “คุณแวว โอ๊ย...ตายแล้ว”
        กรแก้วรีบก้มลงเก็บเศษเพชรพลอย แววหัวเราะเยาะ
        “แม่ !”
        “ต๊าย ไม่เห็นจะทนเลย ใส่ครั้งเดียวก็ขาดซะแล้ว”
       
        กรแก้วเก็บเพชรพลอยขึ้นมาอย่างเสียดายแล้วมองแววอย่างข่มอารมณ์โกรธเต็มที่

  สมจิตกับละอองช่วยกันยกกระเป๋ากรแก้วมาใส่รถ กรแก้วเดินออกมาตาแดงๆ

       
        “คุณกรแก้วคะ...ฉันขอโทษแทนคุณแม่ฉันด้วย”
        กรแก้วหยุดเดิน หันมามองวิศนีอย่างเมินๆ
        “ฉันจะไปอยู่บ้านคุณพี่ซักพัก แล้วเจอกันที่โรงพยาบาลนะคะ”
        กรแก้วเดินขึ้นรถแล้วขับออกไป วิศนีได้แต่มองตามอย่างรู้สึกผิด แววกรีดกรายตามมา
        “สมน้ำหน้า”
        วิศนีหันไปต่อว่า
        “แม่ทำอย่างนี้ทำไมคะ”
        “ก็กำจัดเสี้ยนหนามให้หนูน่ะสิ แม่นึกแล้วว่ามันหน้าบาง โดนก่อกวนเข้าหน่อยก็ทนอยู่ไม่ได้หรอก นี่ถือว่าเอาคืนทบต้นทบดอกให้หนูเลยนะลูก”
        แววหัวเราะเยาะแล้วลูบแก้มวิศนีอย่างรักใคร่ แต่วิศนีอึดอัดใจเหลือเกิน
        “ทีนี้ก็จะไม่มีใครมายุ่งกับของของหนูได้อีกแล้ว แต่หนูอย่าเพิ่งวางใจนะ มันไม่ได้ทางบ้านนี้ มันก็ต้องวิ่งโร่ไปทางบริษัทพ่อหนูแน่”
        วิศนีแอบทำหน้าอ่อนใจกับการเสี้ยมของแวว
       
       
       แววกับหงวนเดินเชิดเข้ามาในบริษัทกับวิศนี ลูกเกดรีบเข้ามาต้อนรับ
        “คุณวิศนีขา สวัสดีค่า”
        ชมพู่กับลูกเกดยกมือไหว้ วิศนีรับไหว้ทั้งสองคน แววเชิดปรายตามอง ชมพู่รีบประจบ
        “สวัสดีคุณหญิงแม่ด้วยนะคะ”
        แววยิ้มปลื้ม
        “ไหว้พระเถอะย่ะ”
        “ฉันจะมาทำงานแทนคุณพ่อ เดี๋ยววานคุณสองคนช่วยตามคุณยุพเยาว์ให้ด้วยนะคะ ฉันอยากรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายอะไรบ้าง”
        ลูกเกดหน้าเหวอ
        “อ้าว เอ่อ แต่ว่า...”
        ลูกเกดกับชมพู่อ้ำอึ้ง ไม่กล้าบอกว่าโยธินกับอวลอบมายึดอำนาจไปแล้ว
       
        แววเปิดประตูพรวดเจ้ามา โยธินกับอวลอบที่กำลังทำงานสะดุ้ง
        “ออกไป ออกไปจากห้องลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้” แววหันไปสั่งหงวน “นังหงวน”
        “ค่า คุณผู้หญิง”
        หงวนปรี่เข้าไปลากแขนอวลอบออกมา โยธินรีบเข้าไปห้าม
        “อย่ามาแตะต้องแม่ฉันนะ”
        โยธินง้างหมัดจะชก หงวนทำท่ากลัว โยธินหันมาถามวิศนี
        “นี่มันอะไรกันครับคุณวิศนี”
        แววเชิดแทรกทันที
        “ต่อไปนี้ยายหนูจะมาทำงานแทนคุณอำนวย คนอื่นไม่ต้องสาระแน”
        อวลอบแย้ง
        “แต่คุณกรแก้วตกลงกับป้าแล้วนี่จ๊ะ”
        แววเบ้หน้า
        “นังกรแก้วมันเป็นคนอื่น จะไปมีสิทธิ์มีเสียงอะไรเท่าเจ้าบริษัทล่ะยะ แกสองคนไปให้พ้น อย่ามาวุ่นวายที่นี่ ลากมันออกไปเลยนังหงวน”
        หงวนฉวยโอกาสเข้ามาฉุดแขนอวลอบ
        “ว้าย !”
        “หยุดนะ”
        โยธินกระชากแขนอวลอบกลับมา ยื้อกันไปยื้อกันมา โยธินออกแรงกระตุก หงวนเซถลาไปชนผนัง
        “อ๊ายย หงวนเจ็บค่ะคุณผู้หญิง”
        “ไม่ได้เรื่อง ฉันจัดการเอง”
        แววทำท่าจะปรี่เข้าไปหาอวลอบกับโยธิน วิศนีรีบขวางไว้เสียก่อน
        “แม่คะ พอเถอะค่ะ หนูจัดการต่อเอง แม่กลับบ้านไปก่อนนะคะ”
        “อ้าว”
        แววทำท่าไม่พอใจ
        “แม่บอกว่าจะไปหาเพื่อนไม่ใช่เหรอคะ ให้ประยุทธเขาพาไปก็แล้วกัน นี่ค่ะ”
        วิศนีเปิดกระเป๋าหยิบเงินให้อย่างรู้ทันว่าแววจะเอาไปเล่นไพ่ แววยิ้มกริ่ม
        “ก็ได้ลูก งั้นเย็นๆ แม่มารับนะ” แววรับเงินแล้วชี้หน้าโยธินกับอวลอบ “อย่าให้ฉันกลับมาเจอหน้าพวกแกอีกนะ”
       
        แววกับหงวนรีบเชิดออกไปด้วยกัน โยธินกับอวลอบมองตามอย่างไม่พอใจ

โยธินกับอวลอบตามประจบวิศนีด้วยความเกรงใจ

       
        “ถ้าหนูวิศนีจะมานั่งแทนคุณพ่อ ป้าก็เบาใจจ้ะ จะกลับไปดูแลโรงแรมต่อ”
        “ฉันคงยังทำงานได้ไม่คล่องนักหรอกค่ะ” วิศนีมองอวลอบ “ถ้าไม่เป็นรบกวนเกินไป อยากจะให้คุณหญิงกับคุณโยธินช่วยแนะนำด้วย”
        “อุ๊ย ดีเลยค่ะ ด้วยความยินดี”
        อวลอบยิ้มปลื้มที่วิศนีไม่ระแคะระคายอะไร
        “งั้นเริ่มจากเช้านี้เลยดีไหมครับ เดี๋ยวผมจะออกไปพบลูกค้าพอดี คุณวิศนีไปพร้อมกับผม จะได้ไปรู้จักกับผู้ใหญ่”
        “ก็ได้ค่ะ”
        อวลอบยิ้มพอใจแล้วส่งซิกให้โยธินรู้ว่าทุกอย่างกำลังเข้าทาง
       
       
       วิศนีเดินออกมากับโยธิน เพื่อจะขึ้นรถออกไปข้างนอก แต่เจอวิเศษดักอยู่
        “คุณวิศนีครับ”
        “แกนี่มันยิ่งกว่าแมลงสาปอีกนะไอ้ตี๋ ยิ่งไล่ก็ยิ่งมา”
        “ก็ในเมื่อแกมาตามตื๊อคุณวิศนีได้ แล้วทำไมฉันจะมาไม่ได้ฮะไอ้ฝรั่ง”
        โยธินง้างหมักจะชก วิเศษตั้งการ์ดสู้ วิศนีเบื่อหน่ายเต็มทน
        “พวกคุณก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ เจอกันก็ตั้งท่าจะกัดกัน” วิศนีหันไปใส่โยธิน “ตกลงคุณจะไปข้างนอกหรือเปล่าคุณโยธิน ไม่งั้นฉันจะไปคนเดียว”
        โยธินรู้สึกตัว ลดหมัดลง
        “ไปสิครับ ไปครับ”
        โยธินต้อนวิศนีไปที่รถ วิเศษทำท่าจะตามอีก วิศนีทนไม่ไหว ตัดสินใจหันมาเผชิญหน้า
        “คุณวิเศษคะ ฉันจะขอเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ ขอบคุณมากสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่คุณพยายามจะมอบให้ฉัน แต่ฉันคงรับมันไว้ไม่ได้จริงๆ เห็นแก่ความสงบสุขของฉันเถอะ”
        วิศนีพูดจบก็ขึ้นรถโยธินออกไปทันที ทิ้งให้วิเศษยืนอ้าปากค้าง ผิดหวังที่ถูกตัดรอน
        “คุณวิศครับ ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะครับ คุณวิศนี !”
        วิเศษตะโกนตามหลังอย่างสิ้นหวัง พอหันกลับมาก็เจออวลอบยืนยิ้มเยาะ
        “ผู้หญิงเขาพูดขนาดนี้แล้ว แกยังจะกล้าตามตื๊อเขาอีกเหรอ จะให้ฉันแปลไหมว่าหนูวิศนีเขาเลือกแล้วว่าโยธินเหมาะสมกับเธอ ไม่ใช่คนอย่างแก”
        “หยุดเลยเจ๊ พูดมากเดี๋ยวเอาดอกไม้ยัดปากเลยโว้ย!”
        วิเศษรำคาญ ตั้งท่าชูดอกไม้ อวลอบตกใจ รีบถอยหนี วิเศษมองอย่างหงุดหงิดแล้วดึงปึงๆ ออกไป
       
       
       วิเศษเดินคอตกออกมาหน้าบริษัท นึกถึงการตัดรอนของวิศนี
        “คุณวิเศษคะ ฉันจะขอเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ ขอบคุณมากสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่คุณพยายามจะมอบให้ฉัน แต่ฉันคงรับมันไว้ไม่ได้จริงๆ เห็นแก่ความสงบสุขของฉันเถอะ”
        วิเศษยิ่งคิดก็ยิ่งผิดหวัง เงยหน้าตะโกนขึ้นฟ้า
        “คุณวิศนี ทำไม!”
        นีรนุชเดินลงรถเมล์ผ่านมาพอดี หันไปมองวิเศษที่ยืนอยู่บนถนน แล้วเห็นรถวิ่งตรงมา
        “คุณ ระวัง!”
        นีรนุชรีบพุ่งไปดึงวิเศษออกมา วิเศษโผเข้ากอดนีรนุชเต็มแรง ขณะงงๆ ก็หันไปเห็นคนขับรถเปิดกระจกลงมาด่า
        “ไอ้บ้า ไปฆ่าตัวตายที่อื่นไป๊ !”
        นีรนุชมองวิเศษงงๆ
        “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
        “ค...คุณช่วยผมเหรอ” วิเศษมองนีรนุชตะลึง “นางฟ้า...นางฟ้าคนใหม่ของผม”
        นีรนุชทำหน้างงๆ ขณะที่วิเศษกอดแน่นไม่ยอมปล่อย
        “นี่คุณ ปล่อยฉันนะ จะทำอะไร”
        นีรนุชรีบผลักวิเศษออก แล้วตะโกนด่า
        “คนบ้า ! ไม่น่าช่วยจริงๆ”
       
        นีรนุชรีบเดินหนีเข้าโชว์รูมไป วิเศษชะเง้อมอง แล้วเอามือที่กอดนีรนุชมาดมอย่างฝันๆ

 กุสุมานั่งแต่งตัวสวยอยู่หน้ากระจก มีเสียงข้อความเข้า รีบกดดู เห็นว่าโยธินส่งมา

       
       “ผมจะพาคุณวิศนีไปที่กินข้าวที่ร้าน...คุณตามมาสิ”
       กุสุมากดปิด แล้วยิ้มอย่างมีแผน
       
       วิศนีกับโยธินนั่งกินข้าวกันอยู่ที่โต๊ะหนึ่งในร้านอาหาร มีอวลอบตามมาสมทบ
       “ทานเยอะๆ นะคะหนูวิศนี หนูซูบไปมากเลยนะคะ ตั้งแต่ เอ่อ...ตั้งแต่ไปตกระกำลำบากนอกบ้านมาน่ะค่ะ”
       วิศนีมองอวลอบอย่างรำคาญ แต่พยายามรักษามารยาท
       “เดี๋ยวฉันจะไม่เข้าบริษัทแล้วนะคะ จะไปเยี่ยมคุณพ่อ”
       “ก็ดีสิครับ ผมกับคุณแม่กำลังอยากไปพอดี”
       วิศนีแอบทำหน้าเซ็งที่สลัดสองแม่ลูกไม่หลุด อวลอบหันไปเห็นกุสุมากับอารุมเดินเข้ามาพอดี ก็รีบพยักเพยิดกับโยธิน
       “อุ๊ย นั่นมันนายอารุมนี่คะ”
       วิศนีหันไปมอง เห็นกุสุมากับอารุมเดินมานั่งที่โต๊ะไม่ไกลกันนัก พออารุมเห็นก็ชะงัก หน้าเจื่อน กุสุมารีบถือโอกาสดึงแขนอารุมมาหา ทำทีเป็นทักทายเหมือนไม่รู้ไม่ชี้
       “สวัสดีค่ะคุณหญิง สวัสดีค่ะคุณโยธิน คุณวิศนีไม่เจอกันนานเลย สบายดีใช่ไหมคะ”
       กุสุมาพูดพลางส่งสายตาเยาะเย้ยให้ ขณะที่อารุมก็เหลือบมองวิศนีด้วยความอึดอัด อยากอธิบาย
       “พอดีวันนี้เป็นวันเกิดสุ อารุมเขาเลยพามาเลี้ยงร้านหรู ดีจังเลยไม่นึกว่าจะได้พบคนรู้จักที่นี่ ไม่ทราบว่าจะขอร่วมโต๊ะด้วยได้ไหมคะ”
       “ไม่เอาน่าสุ”
       อารุมทำท่าเกรงใจ และมองวิศนีอย่างเว้าวอน โยธินถือโอกาส
       “ตามสบายเถอะครับ คุณอารุมคงอยากจะอยู่ตามลำพังกับคุณมากกว่า อย่าให้พวกผมขัดจังหวะเลย”
       กุสุมาทำเป็นหันไปยิ้มเขินกับอารุม แล้วพูดเสียงหวาน
       “งั้นสุขอตัวก่อนนะคะ”
       กุสุมาดึงแขนอารุมไปนั่งอีกโต๊ะ แล้วส่งสายตาเยาะเย้ยมาทางวิศนี วิศนีเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิดรำคาญอย่างไม่มีสาเหตุ ในขณะที่อารุมก็ลำบากใจ
       
       วิศนีเข้ามาล้างมือในห้องน้ำ แล้วพยายามตั้งสติไม่ให้อารมณ์เสียเพราะความหึงหวง แต่ไม่นานกุสุมาก็เปิดประตูตามมา
       “วันนี้วันเกิดฉันจริงๆ นะ คุณจะไม่อวยพรฉันหน่อยเหรอคุณวิศนี”
       “ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันว่าคุณได้ของขวัญที่ตัวเองอยากได้ที่สุดในชีวิตไปแล้วนี่ คงไม่ต้องการอะไรอีก”
       วิศนีมองกุสุมาอย่างรู้ทัน กุสุมาหน้าม้านไป แล้วก็ฉีกยิ้มต่อ
       “อารุมเขาเอาใจฉันมากเลยนะคะ เดี๋ยวเสร็จจากทานข้าว เขาก็จะพาฉันไปทำบุญวันเกิดที่วัด เอ๊ะ ใช่ที่เขาเคยพาคุณไปแล้วไปเจอกับนนที่นั่นหรือเปล่า” กุสุมาทำหน้าใสซื่อแล้วยิ้มเหี้ยม “คุณโชคร้ายนะ แต่ฉันน่ะโชคดีเพราะไม่มีนนอีกต่อไปแล้ว เขาก็เลยไม่ต้องรู้สึกผิดกับใคร”
       “ดีใจด้วยค่ะ”
       วิศนีตอบเสียงเรียบแล้วเช็ดมือ เตรียมจะเดินออกไป กุสุมาเห็นวิศนีไม่เจ็บปวดรวดร้าวก็หงุดหงิด
       “ดีใจจริงหรือเปล่า อย่าทำเป็นสร้างภาพแล้วแอบวางแผนเข้าหาอารุมลับหลังก็แล้วกัน”
       วิศนีหันกลับมา ยิ้มสมเพชใส่
       “ฉันทำอย่างนั้นไม่เป็นหรอกค่ะ ทั้งโลกคงมีคุณคนเดียวที่ทำได้”
       “วิศนี !”
       กุสุมาเงื้อมือจะตบ แต่วิศนีมองอย่างเย็นชาแล้วเดินเชิดออกไป
       
       อารุมขับรถมาหาวิศนีที่บ้านเพื่อจะอธิบาย แต่พอลงจากรถประยุทธก็รีบมาดัก
       “คุณครับ เข้าไปไม่ได้นะครับ”
       “ผมมาหาคุณวิศนี”
       “คุณหนูสั่งไว้ไม่ให้คุณมาที่นี่อีก”
       “แต่ผมมีเรื่องจะคุยกับเธอ ให้คนไปตามลงมาหน่อยได้ไหม”
       “ไม่ได้ครับ คุณหนูเข้านอนไปแล้ว เชิญคุณกลับไปก่อน”
       อารุมจำต้องถอยออกมา แต่ก็มองขึ้นไปฉันบนอย่างรู้ทัน แล้วตะโกน
       “วิศนี ! ผมมีเรื่องวันนี้อยากจะอธิบายให้คุณฟัง คุณลงมาได้ไหม”
       ประยุทธเสียงแข็ง
       “คุณครับ คุณอารุม เชิญ !”
       “วิศนี ! ถ้าคุณไม่ให้โอกาสผมอธิบาย คุณจะเข้าใจผมได้ยังไง วิศนี !”
       “เชิญครับคุณอารุม อย่าให้ผมต้องแจ้งตำรวจเลยนะครับ”
       “วิศนี !”
       อารุมตะโกนอย่างสิ้นหวังเมื่อไม่เห็นเธอออกมา ก็ถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้วจำต้องขับรถออกไป วิศนีแอบมองเห็นรถอารุมขับออกไป น้ำตาซึมๆ
       
       “ไปเถอะคุณอารุม ไปจากชีวิตฉันสักที”

  วันใหม่...กรแก้ว กรองทอง แกมกาญจน์ นั่งรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน แล้วมองไปที่ลานจอดรถ เห็นรถหลายคันจอดเต็มไปหมด กรองทองแปลกใจ

       
        “ใครมากันมากมายล่ะเนี่ย”
        แกมกาญจน์สงสัย
        “นั่นสิคะ”
        สมจิตกับละอองเห็นกรแก้วมา ก็รีบวิ่งออกมารับหน้า
        “แขกของใครกันสมจิต”
        สมจิตกับละอองทำหน้ากลุ้มใจ สมจิตบอกเบาๆ
        “แขกของคุณแววน่ะค่ะ มากันเต็มบ้านเลย”
        สามพี่น้องมองหน้ากันแล้วรีบเดินเข้าไป
       
       กรแก้วเดินนำพี่ๆ เข้ามาในบ้าน ได้ยินเสียงเอะอะแว่วมาจากโต๊ะอาหาร พอเดินเข้าไปก็เห็นแววกับพวกนั่งจั่วไพ่กันอยู่ มีหงวนคอยวนเสิร์ฟน้ำ สามคนมองหน้ากัน เอามือทาบอกอย่างตกใจ กรแก้วอึ้ง
        “คุณแวว”
        แววได้ยินเสียงกรแก้วก็หันมามอง รีบส่งไพ่ให้หงวนเล่นแทน
        “กลับมาทำไมล่ะยะ หรือว่าไปไม่รอด”
        “ฉันเอามาของน่ะค่ะ”
        “ของอะไร”
        แกมกาญจน์ไม่พอใจ
        “เรื่องส่วนตัวของน้องสาวฉัน เธอไม่ต้องมายุ่ง”
        แววเบ้ปาก
        “จะเอาอะไรก็รีบๆ เอาไป อย่าหยิบไปเกินกรรมสิทธิ์ก็แล้วกัน”
        แววสะบัดหน้าจะเดินกลับไป กรแก้วรีบดึงแขนไว้
        “เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณไม่ควรทำอย่างนี้นะคะคุณแวว”
        “ทำอะไรอีกล่ะ”
        “ก็เอาคนมาเปิดบ่อนไพ่ที่นี่น่ะสิคะ ใครรู้เข้ามันจะไม่งาม”
        แววสะบัด
        “โอ๊ย บ้านคุณหญิงคุณนายเขาเล่นไพ่กันเยอะแยะไป แล้วอีกอย่าง เธอเองก็ไม่ได้อยู่บ้านนี้แล้ว จะมายุ่งอะไร เก็บของแล้วก็ไสหัวไป”
        แววเดินกรีดกรายกลับไปเล่นไพ่ต่ออย่างไม่แคร์
       
       กรแก้วเดินนำละอองที่หิวกระเป๋าเสื้อผ้าอีกใบตามมาหากรองทองกับแกมกาญจน์ที่รออยู่บริเวณสระน้ำ กรองทองมองๆ
        “นี่ขนของมาหมดเลยเหรอ”
        “ก็คงไม่กลับมาอีกนานล่ะค่ะ ถ้าสภาพเป็นแบบนี้”
        แกมกาญจน์เบ้หน้าเหยียดๆ
        “รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เมียเก่าเจ้าของโชว์รูมเอาบ้านมาเปิดบ่อนโลโซ”
        “ไปเถอะ พี่ก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
        กรองทองลุกนำน้องๆ ออกไป แกมกาญจน์นึกได้
        “เดี๋ยวก่อนค่ะ ไหนๆ จะไปแล้ว ขอให้กาญจน์ได้เอาคืนให้ยายกรซักหน่อยเถอะ”
        แกมกาญจน์มองเข้าไปในบ้านอย่างมีแผน แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา
       
        นีรนุชกำลังเดินตรวจตรารถที่จอดอยู่ในโชว์รูม เห็นลูกค้าเปิดประตูเข้ามาก็รีบตรงเข้าไปหา
        “สวัสดีค่ะ” นีรนุชชะงัก “อ้าว คุณ”
        วิเศษยิ้มแฉ่ง
        “จำผมได้ด้วยเหรอครับ”
        “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะคะ ก็คุณเป็นเพื่อนคุณวิศนีไม่ใช่เหรอ”
        วิเศษรีบพูด
        “อดีตครับ อดีตเพื่อน แฮ่ๆ”
        กิมเตียงมองนีรนุช แล้วสะกิดถามอย่างไม่แน่ใจว่าใช่คนนี้หรือเปล่า วิเศษรีบพยักเพยิดยืนยัน
        “เอ่อ วันนี้ผมจะมาดูรถน่ะครับ คือรถที่บ้านผมมันเก่าแล้วน่ะครับ เลยจะซื้อคันใหม่ ไม่ทราบคุณนุชพอจะแนะนำได้ไหมครับ แฮ่ๆ”
        “อ๋อ ได้ค่ะ” นีรนุชยิ้มโล่งใจ “สนใจยี่ห้อไหนล่ะคะ ฉันจะแนะนำให้”
        “ทุกยี่ห้อเลยฮ่ะ หนูมีกี่ยี่ห้อพวกอั๊วจะซื้อหมดเลย”
        นีรนุชหน้าเหวอ
        “ฮะ”
        “คืองี้ครับ เราไม่ได้จะซื้อคันเดียว”
        วิเศษหันไปโบกมือเรียกคนข้างนอก ไม่นานญาติวิเศษก็เฮโลกันเข้ามาในโชว์รูม
        “เฮีย เจ๊ อาอี๊ อาโก อากู๋ผมก็จะซื้อด้วยเหมือนกันครับ คุณพอจะช่วยพวกเราได้ไหมครับ”
       
        นีรนุชอึ้งๆ งงๆมองวิเศษกับญาติอย่างอึ้งๆแล้วฝืนยิ้มรับ

  เดชชาติเพิ่งกลับมาจากข้างนอก มองเข้าไปด้านในเห็นคนยืนอออยู่เต็มโชว์รูมแต่พวกเพื่อนเซลส์นั่งเซ็งอยู่ข้างนอกก็งง

       
       “มีอะไรกันวะ ใครมาก่อม๊อบอะไรในโชว์รูม”
       “ไม่ใช่หรอก ลูกค้าน่ะ”
       “อ้าว แล้วทำไมไม่ไปต้อนรับ มาอู้กันทำไมวะเนี่ย”
       “เข้าไปก็ไม่ได้ลูกค้าเว้ย แกงค์นั้นเขาจะให้ยายนุชเทคแคร์คนเดียว”
       เดชชาติงง
       
       เดชชาติเดินเข้าไปในโชว์รูม เห็นญาติ วิเศษกำลังรุมล้อมนีรนุช ทุกคนพยายามจะฉุดนีรนุชให้ไปดูรถคันที่ตัวเองสนใจ บรรยากาศดูอื้ออึง เดชชาติเห็นท่าไม่ดี รีบเข้าไปช่วย
       “สวัสดีคร้าบ ผมเดชชาติครับ สนใจรถรุ่นไหนคร้าบ เดี๋ยวผมแนะนำให้”
       ญาติวิเศษหันมาบอก
       “ไม่ อั๊วไม่ซื้อกับลื้อ”
       เดชชาติหน้าเหวอ
       “อ้าว”
       “อั๊วจะซื้อกับหนูนีรนุชคนเดียว”
       “ใช่ เพราะอานีรนุชช่วยชีวิตอาตี๋ไว้ เราต้องตอบแทน”
       “แต่ผมเป็นเพื่อนนีรนุช ผมช่วยได้นะครับ”
       “ไม่ซื้อๆๆ ไปๆๆๆ”
       พวกญาติโบกมือไล่เดชชาติ แล้วกรูกันไปแย่งกันคุยกับนีรนุชต่อ นีรนุชโดนรุมล้อมอึดอัด เดชชาติยืนเกาหัว ไม่รู้จะช่วยเธอยังไง
       
       หงวนนอนกินป๊อปคอร์นอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก ใช้รีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ อย่างแสนสบาย จู่ๆ สายตาก็เหลือบไปที่หน้าบ้าน ก่อนจะทำหน้าช็อคทำป๊อปคอร์นหลุดมืออย่างตกใจ แล้วลุกขึ้นยืนแข็งทื่อขาสั่น...แววกับขาไพ่ยังคงนั่งจั่วกันเต็มโต๊ะ ส่งเสียงเอะอะล้งเล้ง หงวนค่อยๆ เดินขาสั่นๆ เข้ามาสะกิด
       “ค...คุณผู้หญิงขา มีแขกมาหาค่ะ”
       แววไม่เงยหน้ามอง
       “ใครอีกล่ะ เจ้าหนี้หรือไง อุตส่าห์ย้ายบ้านแล้วยังจะตามเจออีกเหรอ แกไล่มันกลับไปก่อนไป บอกว่าถ้าฉันเล่นได้วันนี้จะรีบเอาไปคืน”
       “ไม่ใช่เจ้าหนี้ค่ะคุณผู้หญิง แต่เป็น...เจ้ากรรมนายเวร”
       “อะไรของแก!”
       แววทิ้งไพ่อย่างรำคาญ แต่พอเงยหน้ามองก็ช็อก
       “ต...ตำรวจ”
       พวกขาไพ่หันมองตาม เห็นตำรวจยืนอยู่ข้างๆ หงวน ทั้งหมดร้องกรี๊ดลั่น วิ่งหนีกันไปคนละทางสองทาง ตำรวจวิ่งไล่จับพวกขาไพ่ที่หัวซุกหัวซุนไปทั่วบ้าน เสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าว
       
       วิศนีรีบเข้ามาในโรงพักหลังจากรู้ข่าว เห็นแววนั่งจ๋องอยู่ที่โต๊ะกับตำรวจ
       “แม่”
       “ยายหนู มาแล้วเหรอลูก ฮือๆๆๆ นังกรแก้วมันแกล้งแม่ มันแจ้งตำรวจจับแม่”
       “ข้อหาอะไรคะ”
       “คุณแววเปิดบ่อนไพ่ในบ้านครับ” ตำรวจบอก
       วิศนีอึ้ง มองแม่ที่หน้าหดเหลือสองนิ้วอย่างเหนื่อยใจไป
       
       วิศนีเข้าไปส่งแววในบ้าน หงวนหิ้วกระเป๋าเดินทางของแววกลับมาด้วย แววสะอึกสะอื้น
       “ยายหนูไล่แม่ออกจากบ้าน ฮือๆๆ”
       “ไม่ใช่นะคะแม่ หนูแค่เห็นว่าถ้าแม่อยู่ที่นั่น คงไม่สะดวกเท่าอยู่บ้านตัวเองมากกว่า”
       หงวนสอดขึ้น
       “ใช่ค่ะ อยู่ที่เนี่ย เล่นไพ่มาตั้งกี่ปีไม่เห็นเคยเจอตำรวจ ไปอยู่บ้านหลังใหญ่วันเดียว โดนรวบเข้าซังเตเลย ฮ่าๆๆๆ”
       แววทนไม่ไหว หันไปดึงหูหงวนอย่างแรง หงวนร้องลั่นแล้วรีบเอามือปิดหู
       “แต่แม่อยากอยู่บ้านกับหนูนี่ลูก”
       “งั้นแม่รับปากได้ไหมล่ะคะว่าจะไม่ทำอย่างวันนี้”
       แววอึ้ง ไม่กล้าสัญญา เพราะกลัวทำไม่ได้ วิศนีถอนใจ
       “หนูก็ว่าอย่างนั้นแหละ” วิศนีเปิดกระเป๋าหยิบเงิน “เงินก้อนนี้คงพอที่จะทำให้แม่ไม่ต้องเล่นไปได้ซักพัก พอไหมคะ”
       แววเห็นเงินก็ตาวาว พอจะหายงอนวิศนี รีบตะครุบรับ
       “พอก็พอจ้ะ งั้นแม่อยู่ที่นี่ก็ได้ แต่เมื่อไรที่นังแม่เลี้ยงมันระรานหนู รีบบอกแม่นะ แม่จะตามไปช่วย”
       
       วิศนีฝืนยิ้มให้แล้วมองแม่ที่แกะเงินออกมานับอย่างตื่นเต้น ด้วยความเอือมระอา

  วิศนีนั่งอยู่ข้างเตียงพ่อ เฝ้ามองอำนวยที่ยังไม่รู้สึกตัวด้วยแววตาเศร้า

       
       “พ่อคะ พ่อฟื้นขึ้นมาเร็วๆ นะคะ หนูคิดถึงพ่อ อยากให้พ่อกลับไปอยู่บ้านของเรา”
       วิศนีจับมืออำนวยมาแนบแก้มพูดเสียงเครือ
       “พ่อรู้ไหมว่าตอนนี้บ้านแทบไม่เป็นบ้าน เพราะไม่มีพ่ออยู่”
       วิศนีซบหน้าลงสะอื้นกับแขนอำนวย แต่พอได้ยินเสียงประตูเปิดออก ก็รีบเงยหน้าขึ้น อารุมโผล่หน้าเข้ามา พอวิศนีเห็นเข้าก็เมินหนี รีบเช็ดน้ำตา อารุมห่วงใย
       “คุณเป็นอะไรไป”
       “อย่ายุ่งกับฉันได้ไหม”
       วิศนีลุกหนีไปยืนปาดน้ำตาอยู่ริมหน้าต่าง อารุมเดินตามไปจับไหล่
       “อีกไม่นานพ่อคุณจะต้องหาย เชื่อผมสิ”
       วิศนีมองหน้าอารุม ทิฐิที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ทลายลงชั่วคราว เพราะอยากมีคนปรับทุกข์
       “แต่นี่มันก็หลายวันแล้ว ถ้าพ่อไม่เป็นอะไร ทำไมไม่ฟื้นขึ้นมาซักที”
       “คุณจำได้ไหมว่าผมก็สลบไปหลายวันนะ แต่คุณก็ยังเฝ้าผมด้วยความอดทน ตอนนั้นคุณเชื่อว่าผมจะหายหรือเปล่า”
       วิศนีอึ้งไป อารุมมองตารอคำตอบ แต่วิศนีรู้สึกตัวเสียก่อน รีบเมินหนี
       “ฉันจำไม่ได้แล้ว”
       อารุมยิ้มรู้ทันว่าวิศนีแกล้ง แต่ไม่ถือสา
       “เอางี้ดีกว่า เพื่อให้คุณสบายใจขึ้น”
       
       อารุมพาวิศนีมาที่ศาลพระภูมิ พร้อมกับถือพวงมาลัยอยู่ในมือ
       “ครั้งหนึ่งที่แม่ผมป่วยหนัก หลวงตาให้ผมสวดมนต์ให้แม่ทุกวัน”
       “แล้วท่านหายหรือเปล่าคะ”
       “หายสิ ตอนนั้นท่านยังบอกเลยว่าช่วงที่นอนหลับไปนานๆ ท่านได้ยินเสียงสวดมนต์ของผม แล้วก็เหมือนทำให้รู้ตัวว่าจะต้องพยายามกลับมาหาผมให้ได้” อารุมยิ้มเศร้า “แต่แม่ร่างกายอ่อนแอเกินไป หลังจากนั้นไม่กี่ปีท่านก็เสีย”
       วิศนีเหลือบมองอารุมที่ทำหน้าเศร้าอย่างเห็นใจ
       “แล้วคุณคิดว่าพ่อจะได้ยินเสียงสวดของฉันไหมคะ”
       “ผมเชื่อมั่นว่าเราส่งพลังถึงกันได้ โดยเฉพาะพลังแห่งความรัก จะว่าไปตอนที่ผมนอนป่วยอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงคุณ”
       อารุมจ้องตาหญิงสาว วิศนีเขิน ทำเป็นกลบเกลื่อน
       “ฉันไม่เคยสวดมนต์ให้คุณ”
       “แต่คุณก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างๆ ผม ผมได้ยิน”
       อารุมมองหน้าอีก วิศนีทำกลบเกลื่อนด้วยการถอดรองเท้าแล้วนั่งลงพับเพียบ
       “ฉันจะสวดมนต์ให้พ่อ คุณอย่ามากวนได้ไหม”
       “รอผมด้วย”
       อารุมรีบถอดรองเท้าแล้วนั่งพนมมือหลับตาข้างๆ วิศนี ทั้งสองตั้งสมาธิส่งไปถึงอำนวย กุสุมามายืนอยู่ด้านหลังจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาโกรธ เจ็บใจที่เห็นอารุมยังมาตอแยวิศนีอยู่
       
       ค่ำนั้น...เดชชาติกับนีรนุชนั่งคุยกันอยู่ในบ้าน
       “เป็นไงคุณนาย วันนี้ขายได้กี่คันจ๊ะ”
       “ไม่ได้สักคัน”
       “อ้าว...ก็เห็นไอ้ตี๋นั่นพาญาติมาซื้อทั้งตระกูลไม่ใช่เหรอ”
       “ก็ยังเลือกไม่ได้หรอก อ้างว่าต้องรอศึกษารายละเอียดก่อน แต่นุชว่านายวิเศษไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อรถหรอก”
       “แล้วเขาคิดจะทำอะไร”
       นีรนุชทำหน้าลำบากใจ
       “นายนั่นกำลังจีบนุช”
       เดชชาติอึ้งๆ แล้วหัวเราะก๊ากออกมา
       “จ้ะ แม่คนสวยมาก แม่คนงามในสามโลก สวยจนลูกค้าทนไม่ไหวตามจีบเลยเนี่ยนะ เธอคิดว่าตัวเองเป็นมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สหรือไงฮะ”
       “จริงๆ นะพี่ชาติ ก็ตอนก่อนกลับ หม่าม๊านายวิเศษก็มาขอวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากอะไรไม่รู้ไปจากนุช แถมยังบอกว่าเดี๋ยวจะนัดนุชไปกินข้าวด้วย แล้วพี่จะให้นุชคิดยังไง”
       เดชชาติฟังแล้วอึ้ง นึกถึงคราววิศนี
       “นุชไม่อยากยุ่งกับอีตานี่เลยจริงๆ นี่ถ้าไม่กลัวบริษัทเสียชื่อ นุชไล่ตะเพิดไปตั้งนานแล้ว”
       “แล้วเธอจะทำยังไง”
       นีรนุชหันมองเดชชาติอย่างมีความหวัง แล้วจับมือเขาหมับ
       “พี่ชาติ...มาเป็นแฟนนุชนะ”
       เดชชาติอ้าปากค้าง
       “เป็นแบบชั่วคราวก็ยังดี”
       “หมายความยังไง...ก็ยังดี”
       นีรนุชสะดุ้ง รีบแก้ตัว
       “หมายถึงพอนายวิเศษยอมแพ้แล้วเลิกยุ่งกับนุช เราก็เลิกกันไง”
       “อีกแล้วเหรอ”
       เดชชาติกลุ้มใจ
       
       กุสุมานั่งอยู่หน้ากระจก สายตาเจ็บช้ำ นึกถึงภาพอารุมที่ตามไปหาวิศนีที่โรงพยาบาลอย่างเจ็บใจ อกจะระเบิด แล้วกรี๊ดออกมาอย่างเหลืออด...เธอลุกขึ้นกวาดข้าวของหน้ากระจกทิ้ง เหมือนคนบ้า แล้วมองตัวเองในกระจก ก่อนจะใช้มือตบหน้าตัวเองหลายฉาดติดๆกัน จนหน้าแดงไปหมด เธอจ้องกระจกสายตากร้าว แล้วขบฟันกับริมฝีปากตัวเอง จนเลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมา
       
       อารุมได้ยินเสียงเคาะประตู เลยเดินออกมาเปิด แล้วชะงักเมื่อเห็นกุสุมายืนหน้าบวมแดง ปากแตกอยู่หน้าประตู
       “สุ”
       กุสุมามองอารุมน้ำตาคลอ แล้วปล่อยโฮออกมา
       “รุม ช่วยสุด้วย ป้าเขาไล่สุออกจากบ้าน สุไม่มีที่ไปแล้ว ฮือๆๆ”
       
       กุสุมาโผเข้ากอดอารุมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น อารุมได้แต่อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก

 กุสุมาร้องไห้สะอึกสะอื้น หน้าตาบวม อารุมส่งทิชชู่ให้

       
       “ป้าจะให้สุแต่งงานกับหลานชายเพื่อนป้า แต่สุไม่อยากแต่ง สุเพิ่งพบเขาไม่กี่ครั้งเอง พอสุปฏิเสธ ป้าก็เอะอะโวยวายใหญ่ หาว่าสุเนรคุณ สุอธิบายอะไรป้าก็ไม่ฟัง แกตบตีสุแล้วก็ไล่สุออกจากบ้าน ฮือๆ”
       กุสุมาเช็ดน้ำตา แต่ยังสะอื้น
       “สุไม่มีที่ไปแล้ว รุมเป็นคนเดียวที่สุนึกถึง ฮือๆ”
       “เท่าที่ผมได้คุยกับป้าของสุ ท่านก็ดูเป็นคนใจดีนี่นา ไม่น่าจะทำร้ายสุได้”
       กุสุมามีพิรุธ ทำเป็นเช็ดน้ำตา
       “ป้าเป็นคนโมโหร้ายจ้ะ คือ...แกประสาทไม่ค่อยดี ตั้งแต่ลุงเสียไปแล้วล่ะ ตอนนี้สุยังคิดไม่ออกว่าจะไปอยู่ที่ไหน รุมพอจะช่วยสุได้ไหม”
       อารุมลำบากใจ แต่ก็สงสาร
       “ที่คอนโดนี่คงพอจะมีห้องว่าง เดี๋ยวผมจะถามผู้จัดการให้ แต่คืนนี้สุนอนที่นี่ก่อนแล้วกัน”
       กุสุมายิ้มเศร้าๆ แต่แววตาลิงโลด
       
       กุสุมานั่งลงที่เตียงในห้องนอนอารุม มองไปรอบๆ ห้องอย่างปรีดา แต่ก็รู้สึกระบมแก้มจนต้องเอามือลูบอย่างเจ็บปวดนิดๆ
       “ถึงจะเจ็บ แต่ก็คุ้มค่า”
       กุสุมาลูบแก้มแล้วค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
       
       วันใหม่...นีรนุชเดินเข้ามาในห้องรับแขก หลังจากมีคนไปตามว่ามีแขกมาพบ พอมาถึงก็เห็นดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่บนกระโปรงรถที่จอดในโชว์รูม นีรนุชเดินไปหยิบมาดูอย่างแปลกใจ เห็นโน้ตเขียนว่า
       “แด่ นีรนุช”
       ทันใดนั้นก็สะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงบีบแตรดังขึ้น วิเศษหัวเราะร่าก้าวลงมา
       “คุณวิเศษ”
       “ชอบดอกไม้ไหมครับคุณนุช นางฟ้าคนใหม่ของผม”
       นีรนุชรับดอกไม้มา ยิ้มฝืดๆ
       “ขอบคุณนะคะ...ตกลงวันนี้คุณวิเศษมาพบนุชเพราะตัดสินใจได้แล้วใช่ไหมคะ เรื่องรถเมื่อวาน”
       “ได้แล้วครับ”
       นีรนุชยิ้มโล่งใจ แต่แล้วก็เจื่อน เมื่อวิเศษพูดต่อ
       “ตัดสินใจว่าจะคิดอีกซักพัก ฮ่าๆๆๆ ผมก็เลยจะมาชวนคุณนุชไปกินข้าวกับอาม้าผมซักมื้อน่ะครับ”
       นีรนุชหลุดปาก
       “อีกแล้วเหรอ”
       วิเศษงง
       “อีกแล้ว คุณนุชหมายถึงอะไรครับ”
       นีรนุชรู้สึกตัว ยิ้มกลบเกลื่อน
       “เอ่อ เปล่าค่ะ”
       หญิงสาวเบือนหน้าหนี พึมพำ
       “อย่างที่พี่ชาติว่าไม่มีผิด”
       “อะไรนะครับ”
       “ไม่มีอะไรค่ะ”
       “งั้นตกลงนะครับ”
       นีรนุชยิ้มมีเลศนัย
       “ก็ได้ค่ะ แต่นุชขอพาคนไปด้วยนะคะ”
       “ได้สิครับ เพื่อนเหรอครับ”วิเศษถามสีหน้ายิ้มแย้ม
       
       นีรนุชยืนโอบเดชชาติ ยิ้มระรื่นอยู่ตรงหน้าวิเศษ
       “นี่พี่ชาติ แฟนนุชค่ะ”
       วิเศษผงะ
       “ฟ...แฟน !”
       “สวัสดีครับ เป็นเกียรติมากเลยนะครับที่คุณวิเศษจะเลี้ยงข้าวเราสองคน”
       วิเศษหน้าเสีย
       “คุณนุชมีแฟนแล้วเหรอครับ”
       “อย่าเรียกว่าแฟนเลยครับ เรียกว่าสามีดีกว่า!”
       วิเศษอ้าปากค้างอีกรอบ นีรนุชปากค้างตาม เดชชาติกอดคอนีรนุชอย่างเป็นเจ้าของ หน้ายังระรื่น
       
       เดชชาติ นีรนุช นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับวิเศษและกิมเตียง วิเศษจะเอาใจตักอาหารให้นีรนุช เดชชาติรีบแย่ง
       “ให้ผมตักเองดีกว่านะครับ ผมรู้ว่าภรรยาผมชอบอะไร”
       เดชชาติตักอาหารใส่จานนีรนุชพูนจาน นีรนุชตักให้เขากินบ้าง
       “ตัวเองก็ต้องกินเยอะๆนะ”
       “อุ๊ย อาหารติดปากตัวเองแน่ะ”
       เดชชาติเอาผ้าเช็ดปากให้นีรนุช กระหนุงกระหนิงกัน เดชชาติทำเป็นหันมา แล้วนึกได้ว่าไม่อยู่ตามลำพัง
       “ขอโทษครับ เอ่อ แล้วไม่ทราบว่าคุณวิเศษกับคุณนาย มีข้องใจอะไรเกี่ยวกับรถที่กำลังดูอยู่หรือเปล่าครับ ถามที่ผมได้เลยครับ ผมตอบแทนภรรยาได้ทุกเรื่อง”
       “อั๊วมี” กิมเตียงอธิบาย
       “ว่ามาเลยครับ”
       “ลื้อมันหน้าคุ้นๆ”
       “นั่นสิม้า ผมก็ว่าคุ้นๆ”
       เดชชาติสะดุ้งรีบเอามือปิดหน้าปิดตา
       “ค...คุ้นอะไรเหรอครับ”
       “หน้าลื้อเหมือนใครที่อั๊วเคยเจอ”
       กิมเตียงมองจับผิด เดชชาติพูดไม่ออก ได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ
       
       กิมเตียงลากวิเศษไปกระซิบกระซาบที่หน้าห้องน้ำ
       “อีหน้าคุ้นๆ จริงนะอาตี๋ แต่ม้านึกไม่ออก”
       “หรือว่ามันจะไม่ใช่แฟนคุณนุชจริงๆม้า”
       “งั้นลื้อก็ต้องหาทางพิสูจน์”
       กิมเตียงกับวิเศษแอบชะโงกมองเดชชาติกับนีรนุช ที่โต๊ะอย่างใช้ความคิด
       
       วิศนีนั่งคุยกับอวลอบและโยธินที่โซนรับแขก อำนวยนอนพักอยู่ด้านใน
       “คุณวิศนีไม่ต้องเป็นห่วงที่บริษัทนะครับ ผมกับคุณแม่คอยรักษาผลประโยชน์ให้อย่างเต็มที่เลย”
       “ขอบคุณค่ะ ฉันเองก็ยังไม่คล่องเรื่องการบริหารนัก คงต้องพึ่งคุณกับคุณหญิง”
       “อุ๊ย ยินดีค่า แต่ก็ติดอยู่เรื่องเดียว” อวลอบเปรยแล้วสังเกตท่าทางวิศนี “คือเราสองคนเป็นคนนอก อย่างโยธินเองเขาก็ยังถือว่าเป็นคนอื่น จะตัดสินใจทำอะไรก็ไม่ค่อยสะดวก ป้าก็เลยจะมาปรึกษาหนูวิศนีนี่แหละ”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ผมคิดว่าเราควรจะแต่งงานกันได้แล้วนะครับ เพราะคุณอาอำนวยท่านก็ต้องการเช่นนั้น”
       วิศนีนิ่งอึ้ง คาดไม่ถึง
       “ก่อนที่ท่านจะเจ็บ ท่านก็วางแผนให้คุณแม่ผมไปหาฤกษ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราแต่งงานกัน ก็จะมีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้ผมทำธุรกรรมแทนคุณอา แทนคุณวิศนีได้ง่ายขึ้นไงครับ”
       “นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ชายกับผู้หญิง จะแต่งงานกันเลยนะคะ”
       โยธินกับอวลอบเจื่อนไป
       “แต่ยังไงหนูวิศนีก็ยังเป็นคู่หมั้นตาโยอยู่นะจ๊ะ หรือว่า...หนูวิศนีมีคนอื่นแล้ว”
       วิศนีนึกถึงอารุมขึ้นมาอย่างเจ็บแปลบ แต่ไม่ยอมตอบ
       “เอาเป็นว่าฉันยังไม่อยากคิดเรื่องแต่งงานหรอกค่ะ จนกว่าคุณพ่อจะฟื้น”
       
       โยธินกับอวลอบมองกันอย่างผิดหวัง

 อวลอบกับโยธินแอบมาปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด

       
       “ถ้ารอให้ไอ้อำนวยฟื้นขึ้นมา มันก็แฉเราเท่านั้นเอง ทีนี้แหละเรื่องแต่งงานยิ่งไม่ต้องคิด หรือจะให้มันตายๆ ไปเลยดี”
       โยธินตกใจ
       “คุณแม่! ถ้านายอำนวยตาย วิศนีก็ยิ่งจะมีข้ออ้างไม่แต่งงานกับผมน่ะสิครับ”
       “แม่รู้ แต่ตอนนี้ เราคงจะต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ไม่งั้นเราก็จะอดทั้งสองทางนะ”
       โยธินนิ่งคิด แล้วอึ้งไป อวลอบหงุดหงิด ไม่รู้จะเอาไงดี
       
       โยธินมาส่งวิศนีที่บ้าน เห็นบ้านเงียบก็ถามอย่างแปลกใจ
       “คุณวิศนีอยู่บ้านคนเดียวเหรอครับ”
       “ค่ะ คุณกรแก้วไปพักที่บ้านของเธอชั่วคราว”
       “งั้นผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณดีกว่า”
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่ขับรถมาส่งก็เป็นพระคุณมากแล้ว เชิญคุณตามสบายเถอะค่ะ”
       โยธินทำท่าจะอ้อยอิ่งอยู่ต่อ แต่วิศนีลุกเดินหนีขึ้นห้องเหมือนไม่สนใจเขาอีก โยธินมองฉุนๆ ก่อนจะผลุนผลันออกมา
       
       โยธินออกมาที่รถ แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นอารุมขับรถมาจอด ทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน
       “ไอ้อารุม ใครใช้ให้แกมาที่นี่”
       “ผมมาหาวิศนี”
       “จะมายุ่งอะไรกับคู่หมั้นฉันอีก กลับไปซะ! ที่แกตักตวงไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน มันก็มากเกินพอแล้ว อย่ามาเข้าใกล้วิศนีอีก”
       “คุณหมายความว่ายังไง”
       “แกเอาคู่หมั้นฉันไปกก ฉันไม่ใช่เด็กอมมือ จะได้คิดว่ามันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
       โยธินกระชากคอเสื้อ
       “ฉันยอมกินเดนจากแกครั้งนี้เพราะฉันมาช้ากว่า แต่แกก็อย่าหวังจะต่อคิวจากฉันอีก”
       อารุมขบกรามแน่นด้วยความโกรธ ปัดมือโยธินออก
       “แกดูถูกคุณวิศนีมากไปแล้ว”
       อารุมพูดจบก็ชกโครม โยธินหน้าหัน
       “ไอ้อารุม”
       โยธินกระโจนเข้าไปชกคืน อารุมสวนกลับ ประยุทธโผล่ออกมาเห็นเข้าก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปตามวิศนี โยธินได้เปรียบกว่า หันมาเตะเข้าที่ลำตัวอารุมอย่างแรง แล้วจะตามไปซ้ำ
       “หยุดนะ!”
       โยธินชะงัก วิศนีรีบวิ่งไปประคองอารุม
       “คุณทำอะไรของคุณ โยธิน”
       “มันชกผมก่อน”
       “ฉันคงไม่ชกแก ถ้าแกไม่พูดจาสกปรกแบบเมื่อกี้”
       วิศนีหันไปมองโยธินทันที โยธินรีบกลบเกลื่อน
       “พูดบ้าอะไร อย่ามาใส่ความฉันนะ”
       โยธินจะเข้ามาเล่นงานอารุมอีก วิศนีร้องห้าม
       “อย่านะ พอได้แล้ว! คุณจะมีปัญหาอะไรกันก็ช่าง แต่อย่ามาชกต่อยกันในบ้านฉัน”
       “คุณวิศนี” โยธินอึ้งๆ
       วิศนีแทรก
       “คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะคุณโยธิน”
       “แล้วทำไมมันถึงต้องอยู่”
       “เพราะฉันอยากให้เขาอยู่”
       วิศนีเสียงดังใส่ โยธินมองอึ้งๆ ฉุนๆ ก่อนจะเดินพรวดๆขึ้นรถไป วิศนีมองดูหน้าอารุมที่แดงช้ำอย่างสงสาร
       
       โยธินขึ้นรถปิดประตู มองเข้าตามวิศนีที่พาอารุมเข้าบ้านอย่างหัวเสีย แล้วหยิบโทรศัพท์มากด
       “คุณแม่ครับ คุณแม่จะทำอะไรก็ทำเถอะครับ ผมอยากแต่งงานกับวิศนีให้เร็วที่สุด”
       โยธินพูดจบแล้ววางสาย ก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
       
       วิศนีเอายาหม่องแต้มที่ปากอารุมที่เป็นแผลแตกเล็กๆ เมื่อเข้าไปที่ห้องรับแขก
       “เจ็บไหมคะ”
       อารุมมองวิศนีตาหวาน แล้วถือโอกาสจับมือไว้
       “ไม่เจ็บแล้วล่ะ ตั้งแต่เห็นหน้าคุณ”
       วิศนีค้อนอารุม แล้วแต้มยาหม่องต่อ
       “มาหาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ เลยคุณ”
       “ผมรู้ว่าคุณอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยเป็นห่วง”
       “ฉันยังมีประยุทธกับละออง สมจิตอยู่เป็นเพื่อนนะคะ อีกอย่างถึงอยู่คนเดียวจริงๆ ฉันก็ชินแล้ว เคยบอกแล้วนี่”
       “งั้นผมสารภาพก็ได้ ผมคิดถึงคุณ อยากเห็นหน้า”
       วิศนีหลบตาเขิน เปลี่ยนเรื่อง
       “แล้วคุณทะเลาะกับคุณโยธินเรื่องอะไร”
       อารุมนิ่งคิดแล้ว เปลี่ยนใจไม่อธิบาย
       “ช่างมันเถอะ คนอันธพาล คุณอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาดีที่สุด”
       วิศนีแต้มยาหม่องที่แผลจนครบก็เก็บอุปกรณ์ทำแผล อารุมมองทะเล้นๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนหนุนตัก
       “อุ๊ย คุณทำอะไรเนี่ย”
       “ยาหม่องคุณต้องมียานอนหลับแน่ๆ เลย พอทาไปแล้วผมก็เริ่มง่วงแล้วล่ะ”
       “คุณก็กลับบ้านไปสิ”
       อารุมนิ่งคิด นึกถึงว่ากุสุมาอยู่ที่คอนโดแล้วไม่อยากกลับ
       “ผมนอนที่นี่ไม่ได้เหรอ จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุณ”
       วิศนีรีบดึงอารุมให้ลุกขึ้นมา
       “ไม่ต้องมาหาเรื่องเลย ฉันอยู่ได้ กลับไปเถอะค่ะ”
       “แน่นะ”
       วิศนีพยักหน้ายืนยัน อารุมทำหน้าเสียดาย
       
       วิศนีเดินมาส่งอารุมที่รถ
       “พรุ่งนี้คุณจะไปทำงานหรือเปล่า”
       “ไปค่ะ”
       “งั้นผมมารับนะ ช่วงนี้คุณหักเงินเดือนประยุทธได้เลย เพราะผมจะมาทำหน้าที่เป็นคนขับรถประจำตัวให้”
       วิศนีอมยิ้ม
       “คุณไม่คิดจะกลับไปทำงานหรือไง”
       “ถ้าจะทำ ขอเป็นคนขับรถกับรปภ.ประจำตัวคุณแล้วกัน ผมคิดเงินเดือนไม่แพงหรอก หรือจะให้ทำฟรีก็ได้ เพราะตอนอยู่บ้านวิโรจน์ผมก็ใช้งานคุณฟรีตั้งเยอะ”
       วิศนียิ้มขำ ผลักอารุมไปขึ้นไป
       “กลับไปได้แล้วค่ะ”
       “ผมเป็นห่วงคุณนะ ถ้ามีอะไรโทรหาผมนะครับ แล้วผมจะรีบมา”
       
       อารุมทิ้งสายตาอ่อนโยนให้แล้วขึ้นรถขับออกไป วิศนีมองส่งอารุมยิ้มอบอุ่นใจ ก่อนจะเดินเข้าบ้าน

    เดชชาติกับนีรนุชนั่งรถสองแถวกลับบ้าน หญิงสาวมองไปท้ายรถ เห็นมีรถคันหนึ่งขับตาม

       
       “พี่ชาติ นุชว่าเราถูกสะกดรอยตามนะ”
       “จะบ้าเหรอ ทำเป็นหนังสายลับไปได้”
       “จริงๆ นะ พี่ดูรถคันนั้นสิ”
       นีรนุชพยักหน้าไปที่รถคันที่ขับตามหลัง เดชชาติค่อยๆ ชะโงกมอง เห็นวิเศษ
       “นายวิเศษนี่หว่า”
       “เขาตามเรามาตั้งแต่ออฟฟิศแล้ว”
       “หรือว่ามันไม่เชื่อว่าเราจะเป็นผัวเมียกันจริง”
       “ทำไงดีล่ะ”
       เดชชาตินิ่งคิด แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
       
       เดชชาติกับนีรนุชลงจากรถสองแถวที่หน้าบ้าน เห็นวิเศษขับรถมาจอด ก็แสร้งทัก
       “อุ๊ยคุณวิเศษ สวัสดีค่ะ มาทำอะไรที่นี่คะ”
       วิเศษอ้ำอึ้งแล้วกลบเกลื่อน
       “คือ ผม...ผมจะเยี่ยมบ้านคุณนีรนุชน่ะครับ”
       เดชชาตีรีบโอบนีรนุชหมับ
       “แหม แล้วก็ไม่บอก เราจะได้ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์เนอะตัวเองเนอะ”
       “นั่นสิคะ“
       เดชชาติกับนีรนุชหัวเราะเกลื่อน วิเศษหน้าแหยไป
       “เชิญเข้าบ้านเลยนะคะคุณวิเศษ”
       
       เดชชาติเปิดประตูเข้าบ้านอย่างลุ้นๆ แต่พอเข้ามาก็โล่งใจ ที่เห็นรูปภาพของนีรนุชประดับอยู่ที่ผนัง ปะปนอยู่กับรูปของเดชชาติ เดชชาติพึมพำ
       “ไอ้องอาจมันทำงานดีเว้ย”
       วิเศษมองไปรอบๆ อย่างจับผิด
       “เอ่อ นี่บ้านของคุณสองคนจริงเหรอ ทำไมผมไม่เห็นรูปแต่งงานเลย”
       นีรนุชกับเดชชาติมองหน้ากัน สะอึก แล้วรีบแก้ตัว
       “อ๋อ ก็เรายังไม่ได้แต่งงานกันนี่คะ”
       “ใช่ครับใช่ เราแค่อยู่ด้วยกันเฉยๆ”เดชชาติเสริม
       “อยู่ด้วยกัน”
       วิเศษเหวอ แต่ยังไม่ทันซักอะไรต่อ ก็มีเสียงพิมเอะอะดังมาจากหน้าบ้าน
       “โว้ย นี่มันรถใครมาจอดขวางบ้านข้าวะ”
       
       เดชชาติ นีรนุช วิเศษรีบออกไปหน้าบ้าน เห็นพิมเข็นรถขนมกลับมา พร้อมกับใจภักดิ์และรักชาติ
       “อ้อ กลับมากันแล้วเหรอพวกเอ็ง แล้วนี่ใครล่ะ” พิมมองพิเศษอย่างแปลกใจ
       “นี่...คุณวิเศษ ลูกค้าเราจ้ะแม่ คุณวิเศษครับ นี่แม่ผม แล้วนี่ก็...”
       ใจภักดิ์ รักชาติวิ่งเข้ามากอดเดชชาติกับนีรนุช
       “แม่จ๋า พ่อจ๋า”
       วิเศษอ้าปากค้าง ชี้ไปที่เด็กทั้งสอง
       “แม่ พ่อ นี่แปลว่า...”
       “ใช่ค่ะ ลูกเราสองคนเอง”
       วิเศษหน้าเสีย
       “คุณนีรนุชมีลูกแล้วเหรอครับ จริงเหรอครับเนี่ย”
       “จริงครับ ลูกของเราสองคน คนนี้ชื่อใจภักดิ์ ส่วนคนนี้รักชาติ”
       ใจภักดิ์กับรักชาติกอดเดชชาติกับนีรนุชแน่น วิเศษทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
       “ไม่...ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ นางฟ้าของผม โฮ”
       วิเศษวิ่งกระเจิดกระเจิงขึ้นรถแล้วขับออกไป
       
       เดชชาติส่งเงินให้ใจภักดิ์ รักชาติ และพิม
       “อ้ะ เอาไปแม่ แล้วฝากให้ไอ้อาจมันด้วยนะ ค่าจ้างไปเอารูปที่บ้านนุชมาแขวนจัดฉากไว้”
       “มันจะกลับมาอีกไหม ไอ้ตี๋ชีกอนั่น” พิมสงสัย
       “คงไม่กลับมาแล้วล่ะจ้ะ แต่นุชก็คงขายรถไม่ออกอีกตามเคย”นีรนุชบ่น
       “หรือเธออยากจะเปลี่ยนใจไปเป็นหวานใจเสี่ยโรงงานซีอิ๊วล่ะจ๊ะ พี่จัดการให้ได้นะ” เดชชาติประชด
       “บ้าเหรอ ไม่เอาหรอก ไม่ใช่สเป็คนุช”
       “ช่าย สเป็คพี่นุชต้องดำๆ คล้ำๆ ไม่ใช่ขาวซีดแบบไอ้นั่น” รักชาติว่า
       “ดำเหมือนพี่ชาติเหรอ”ใจภักดิ์ถามตรงๆ
       นีรนุชสะดุ้งหน้าแดง เดชชาติก้มดูแขนตัวเอง
       “หาเรื่องแล้วไหมล่ะไอ้สองตัวนี่ รีบขึ้นไปอาบน้ำเลย เดี๋ยวค่อยลงมาทำการบ้าน ไป”
       เดชชาติต้อนน้องทั้งสองขึ้นบ้านไป นีรนุชหันมาไหว้พิม
       “ขอบคุณป้าพิมมากนะจ๊ะที่มาช่วยทันเวลา”
       “ไม่เป็นไรลูกเรื่องแค่นี้เอง ที่รับเงินเนี่ยเพราะไอ้ชาติมันจ้างหรอกนะ แต่ให้ป้าช่วยหนูฟรีๆ ก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีนะลูก คราวหน้าไม่ต้องเล่นหรอกละเม็งละครอะไรเนี่ย มาเป็นลูกสะใภ้ป้าจริงๆ เลยดีกว่า ไอ้หนุ่มที่ไหนจะได้ไม่มาเกาะแกะ ดีไหมลูก”
       นีรนุชยิ้มเขิน ออกอาการม้วนไปมา
       “นุช...กลับบ้านก่อนดีกว่าค่ะ สวัสดีค่ะป้าพิม”
       นีรนุชรีบเดินมุดๆ ออกไปเพราะความเขิน พิมมองตามอย่างเอ็นดู
       
       เดชชาติอาบน้ำเสร็จกำลังจะเข้านอน โทรศัพท์กระป๋องดังขึ้น เลยเดินไปหยิบแล้วเปิดหน้าต่างออกไป เห็นนีรนุชยืนอยู่อีกฝั่ง
       “ว่าไงยายตัวยุ่ง”
       “นุชจะโทรมาบอกว่าขอบคุณมากนะพี่ พี่ชาติช่วยนุชอีกแล้ว”
       “เฮ้ย จะมาทำซึ้งอะไร พี่ช่วยเธอตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”
       “ก็ครั้งนี้พี่อุตส่าห์ลงทุนเสียชื่อ อ้างตัวเป็นแฟนนุชน่ะสิ”
       “สามีย่ะ”
       นีรนุชหน้าแดง
       “นั่นแหละ ขอบคุณมากนะ”
       เดชชาติมองนีรนุชเขินแล้วยิ้มเอ็นดู
       “เรื่องเล็กน่า พี่น้องกันยังไงก็ต้องช่วยกัน พี่ง่วงแล้ว ไปนอนก่อนนะ ฝันดีเด้อ”
       เดชชาติปิดหน้าต่าง แล้ววางกระป๋องไป นีรนุชมองห้องเดชชาติที่ปิดไป หน้าเสียนิดๆ
       “พี่น้องเท่านั้นเองเหรอพี่ชาติ จะไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ใช่ไหม”
       นีรนุชถอนใจเศร้าๆ แล้วปิดหน้าต่างห้องตัวเอง
       
       อำนวยนอนหลับอยู่บนเตียง ไฟปิดเงียบไม่มีคนเฝ้าอยู่ ประตูระเบียงค่อยๆ แง้มออก ชีพสอดตัวเข้ามา แล้วยืนมองอำนวยที่นอนหลับ แล้วเดินเข้าใกล้มาเรื่อยๆ ก่อนมาอวลอบสั่งเขาไว้....
       ‘…จัดการมันให้สำเร็จ ก่อนที่มันจะลุกขึ้นมาแฉพวกเรา…’
       ชีพเดินใกล้เข้าไป ดึงหมอนออกจากหัวอำนวย แล้วเงื้อขึ้นสูง ก่อนจะกดลงไป แต่แล้วทันใดนั้นเอง กรแก้วก็เปิดประตูเข้ามา
       “คุณเป็นใคร”
       ชีพผงะหันไปมองกรแก้ว กรแก้วมองหน้าชีพไม่ชัด แต่เห็นชีพกำลังทำร้ายอำนวยก็ตกใจ
       “คุณจะทำอะไร ช่วยด้วย”
       กรแก้วจะเปิดประตูออกไป ชีพปราดมาถึงตัว ตบหน้ากระแก้วกระเด็น แล้วกลับไปที่ชีพต่อ
       “อย่านะ อย่าทำอะไรเขานะ”
       กรแก้วตะกายลุกขึ้น ไปห้ามชีพ
       “โธ่เว้ย”
       ชีพหันมาตบกรแก้วกระเด็นไป แล้วหันไปจัดการอำนวยต่อ กรแก้วล้มไปใกล้ๆ โต๊ะที่มีมีดปอกผลไม้อยู่ รีบหยิบขึ้นมาแล้ววิ่งเข้ามาแทงชีพ
       “โอ๊ย อีบ้า”
       ชีพหันมาจะจัดการกรแก้ว แต่กรแก้วถลันไปกดกริ่งเรียกพยาบาล ชีพตกใจ รีบกระโจนไปที่ระเบียง แล้วหนีไปทันที
       
       วิศนีมาถึงโรงพยาบาล ตรงเข้าไปหากรแก้วอย่างร้อนรน เห็นกรแก้วนั่งอยู่หน้าห้อง พยาบาลช่วยดูแลให้ยาดม
       “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันเข้าไปเจอก่อนที่มันจะทำอะไรคุณอำนวยพอดี วิศนีมองหน้ากรแก้ว เห็นหน้าแดงๆ
       “แล้วคุณ...”
       วิศนีเป็นห่วง แต่ยังเก้อๆอยู่
       “ฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ”
       วิศนียังมองรอยแดงที่แก้มกรแก้วอย่างเห็นใจ โยธินกับอวลอบที่เพิ่งมาถึง แสดงสีหน้าเป็นห่วงแต่กังวลเต็มที่
       “คุณกรแก้ว เป็นยังไงบ้างคะ พอพี่รู้ข่าว ตกใจหมดเลย”
       
       วิศนีกับโยธินยืนอยู่ที่ระเบียง คุยกับตำรวจ ส่วนอวลอบนั่งปลอบกรแก้ว
       “คาดว่าคนร้ายคงจะปีนมาจากระเบียงห้องข้างๆ น่ะครับ แต่ไม่รู้ว่ามาจากห้องไหน เพราะมีห้องว่างอยู่หลายห้อง” ตำรวจบอก
       โยธินกังวล แล้วหันไปสบตากับอวลอบ
       “แล้วคุณกรเห็นหน้าคนร้ายไหมคะ”
       “ไม่เห็นค่ะ ตอนกรเข้ามา ห้องไม่ได้เปิดไฟ”
       อวลอบโล่งใจเมื่อได้ฟังอย่างนั้น
       “ไม่ต้องห่วงนะครับ เราขอดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลแล้ว ถ้าพบใครน่าสงสัยจะรีบถ่ายภาพมาให้คุณชี้ตัว” ตำรวจให้ความมั่นใจ
       วิศนีกังวล
       “นี่แสดงว่าที่พ่อเจ็บอย่างนี้ ไม่ใช่การจี้ปล้นธรรมดาใช่ไหมคะ มันถึงตามมาทำร้ายพ่อซ้ำ”
       “เป็นไปได้ครับ”
       “ฉันไม่เข้าใจ ใครคิดจะทำร้ายพ่อ พ่อไปทำอะไรให้”
       ตำรวจพยักหน้าเครียดๆ โยธินกับอวลอบเสียวสันหลังวาบ
       “เอ่อ ผมว่าอาจจะเป็นพวกคู่แข่งทางธุรกิจก็ได้ เดี๋ยวผมจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมที่บริษัทดูครับ
       ตำรวจพยักหน้าเห็นด้วย แต่สีหน้าวิศนียังเต็มไปด้วยความสงสัย
       
       เมื่อกลับมาถึงบ้าน วิศนียังคงคิดหนัก นึกถึงคำพูดโยธิน
       
       ‘…เอ่อ ผมว่าอาจจะเป็นพวกคู่แข่งทางธุรกิจก็ได้ เดี๋ยวผมจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมที่บริษัทดูครับ...’
       วิศนีตัดสินใจโทร.หาอารุม ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ที่โซฟา กุสุมานั่งมองอยู่ข้างๆอย่างหลงใหล
       กุสุมายิ้มมีความสุข แล้วเอื้อมมือเข้าไปจะแตะหน้าอารุม แต่โทรศัพท์ของอารุมดังขึ้นเสียก่อน เลยชะงัก หันมาหยิบ พอเห็นชื่อวิศนีก็รีบกดปิดเสียงแล้วมองอารุมอย่างระแวง กลัวอารุมตื่น เธอรีบหยิบโทรศัพท์อารุมย่องออกมาไกลๆ แล้วกดรับสาย
       “โทร.มาทำไมดึกๆ ดื่นๆ คะคุณวิศนี”
       วิศนีที่ฟังเสียงอยู่ปลายสาย ได้ยินเสียงกุสุมาก็ตัวชา
       “คุณกุสุมา”
       กุสุมาหัวเราะ
       “จำเสียงฉันได้ด้วยเหรอ ก็ดี จะได้ไม่ต้องแนะนำตัว ว่าแต่คุณมีธุระอะไรคะ รุมเขาหลับไปแล้ว”
       วิศนีใจเสีย
       “คุณไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง”
       “จะพูดว่ายังไงดีล่ะ ก็ตั้งแต่คุณออกมาจากบ้านริมหาด รุมเขาก็ไม่มีคนคอยดูแล ฉันเลยต้องทำหน้าที่แทน แล้วมันก็เลยเลยเถิด”
       กุสุมาแกล้งลากเสียงยาวแล้วหัวเราะชอบใจ วิศนีหน้าซีด เสียงหัวเราะของกุสุมาเสียดแทง
       “ตกลงคุณมีธุระอะไร ถ้าสำคัญฉันจะปลุกรุมให้ แต่ถ้าไม่ ฉันจะไปนอนต่อ เดี๋ยวรุมเขาเห็นฉันไม่อยู่ที่เตียงแล้วจะงอแงเอา”
       กุสุมาหัวเราะอีกครั้ง วิศนีสุดจะทนฟัง เลยกดตัดสายทิ้งไป
       กุสุมามองโทรศัพท์อย่างสะใจ แล้วนึกอะไรบางอย่างได้ เดินย่องกลับไปหาอารุม แล้วถ่ายรูปอารุมตอนหลับไว้ โดยที่อารุมไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร
       
       วิศนีทรุดนั่งลงหมดเรี่ยวแรง นึกถึงคำพูดอารุม...
       ‘…ผมเป็นห่วงคุณนะ ถ้ามีอะไรโทรหาผมนะครับ แล้วผมจะรีบมา...’
       วิศนีน้ำตาไหลออกมา โทรศัพท์ในมือดังขึ้นอีกครั้ง พอกดรับก็เห็นรูปอารุมนอนหลับที่กุสุมาส่งมา เป็นภาพขนาดใกล้ที่หน้าอารุม ทำให้วิศนีมองไม่ออกว่าอารุมนอนที่โซฟา ไม่ได้นอนในห้องแต่อย่างใด
       
       “คุณทำกับฉันอย่างนี้ทำไม คนหลอกลวง”



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 30 พ.ย. 55 17:56:16
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน