อุบัติเหตุ ตอนที่ 18

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 18

อุบัติเหตุ ตอนที่ 18

เช้าวันใหม่...อารุมรีบขับรถมาหาวิศนีที่บ้าน เพื่อจะพาไปส่งที่ทำงาน แต่เห็นละอองยืนรีๆ รอๆ อยู่หน้าบ้าน

       
       “ละออง คุณวิศนีเสร็จหรือยัง”
       “เอ่อ เสร็จแล้วค่ะ”
       อารุมยิ้มดีใจ กำลังจะเดินเข้าบ้าน ละอองขยับขวาง
       “ค...คุณวิศนีไปทำงานแล้วค่ะ ไปกับคุณโยธิน”
       อารุมอึ้งไปด้วยความแปลกใจ
       
       อารุมเดินเข้ามาในโชว์รูม ลูกเกดกับชมพู่เห็นเข้าก็ปรี่เข้าไปหา
       “ต๊ายอารุม ลมอะไรพัดมายะเนี่ย” ลูกเกดแซว
       “อย่าบอกนะว่าจะมาสมัครงานอีกรอบน่ะ”
       อารุมไม่อยากต่อปากต่อคำกับทั้งสอง มองเข้าไปด้านใน
       “คุณวิศนีมาแล้วใช่ไหม”
       ทั้งสองพยักหน้า อารุมรีบเดินเข้าไปทันที
       
       วิศนีนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะทำงาน ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก็ได้สติ รีบทำเหมือนก้มหน้าทำงาน แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอารุมเดินเข้ามา
       “มีธุระอะไรคะ”
       “คุณมาทำงานโดยไม่รอผม”
       “ทำไมฉันจะต้องรอคุณ ในเมื่อคุณไม่ใช่พนักงานที่นี่แล้ว คุณไม่สมควรจะมาที่นี่ด้วยซ้ำ”
       อารุมงงกับท่าทางของวิศนี แต่พยายามยิ้มสู้
       “ก็เราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าผมจะรับส่งคุณ”
       “ฉันไม่ต้องการให้คุณมารับส่ง กลับไปได้แล้ว”
       วิศนีลุกไปเปิดตู้เอกสาร พยายามจะทำงานต่อ
       “วิศนี คุณเป็นอะไรไป”
       “ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว คนที่ฉันควรจะพึ่งพิงที่สุด ไม่ใช่คุณ แต่เป็นคุณโยธิน”
       “ทำไม”
       “เพราะเขาช่วยพ่อฉันทำงานในบริษัทนี้ แล้วเขาก็อยู่เคียงข้างฉันในช่วงเวลาที่มีปัญหา คุณรู้ไหมว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น พ่อฉันเกือบจะถูกฆ่าในโรงพยาบาล ฉันพยายามจะโทรหาคุณเพื่อปรึกษา”
       “ผมไม่รู้เลยว่าคุณโทรมา”
       “ก็เพราะคุณกุสุมาเป็นคนรับไงคะ”
       อารุมอึ้งไป เริ่มรู้ว่าวิศนีโกรธอะไร
       “ถ้าคุณบอกให้ฉันรู้ว่าคุณไม่ใช่คนตัวคนเดียวอีกแล้ว ฉันก็คงไม่รบกวนคุณ (แค่นยิ้ม) แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ฉันรู้แล้ว”
       “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะวิศนี กุสุมาเขาแค่...”
       อารุมยังอธิบายไม่จบ โยธินก็เปิดประตูเข้ามา
       “ไอ้อารุม”
       อารุมจับมือวิศนี
       “ผมอธิบายได้นะ คุณต้องฟังผม”
       หญิงสาวสะบัดมือ
       “ฉันไม่ต้องการคำอธิบาย ปล่อยฉัน”
       “ไม่!”
       อารุมจับมือวิศนีไว้ วิศนีหันไปหาโยธิน
       “ช่วยฉันด้วยค่ะคุณโยธิน”
       โยธินปราดออกมา กระชากมือวิศนีออก แล้วผลักอารุมออกไปอย่างแรง
       “แกไม่ควรจะมาที่นี่”
       “ไม่ใช่เรื่องของนาย”
       “ไม่ใช่งั้นเหรอ”
       โยธินง้างหมัด เตรียมจะชกอารุมด้วยความโมโห วิศนีรีบห้าม
       “อย่าค่ะ อย่าต้องถึงกับลงไม้ลงมือกันเลย ให้รปภ.มาลากเขาออกไปก็พอ”
       “วิศนี” อารุมตัดพ้อ
       “ฉันคิดว่าฉันอธิบายให้คุณเข้าใจแล้วนะคะคุณอารุม ต่อไปนี้คุณก็ไปมีชีวิตของคุณ ฉันก็จะมีชีวิตของฉัน...”
       วิศนีมองอารุมอย่างเจ็บช้ำ แล้วดึงมือโยธินมาจับไว้ โยธินมองเหวอๆ
       “กับคู่หมั้นของฉัน”
       “หมายความว่ายังไง”
       “ฉันจะแต่งงานกับคุณโยธินเร็วๆนี้”
       โยธินเหวอๆ มองมือวิศนีที่จับอยู่กับตน แล้วยิ้มสะใจ
       “ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ ไปสิ หรือจะให้ฉันให้คนมาลากแกออกไป”
       “ผมไม่ไป จนกว่าคุณจะให้โอกาสผมอธิบาย”
       โยธินเดือดดาล หันไปกดเรียกรปภ.ทันที
       
       รปภ.สองคนหิ้วปีกอารุมออกมาจากโชว์รูม แล้วโยนออกไปที่พื้นอย่างไม่ปรานี พวกพนักงานตามออกมาดู ลูกเกดกับชมพู่แอบดูสอดรู้สอดเห็น เอาโทรศัพท์ถ่ายคลิปไว้ โยธินตามมา
       “วันนี้แกโชคดีที่ไม่ต้องเจ็บตัว แต่ถ้าฉันเห็นแกมาเกาะแกะคู่หมั้นฉันอีก แกจะโดนหนักแน่”
       “นายไม่มีทางห้ามฉันได้ เพราะฉันกับวิศนีรักกัน”
       “รักกัน ? ฮึ นี่แน่ะรักกัน”
       โยธินมองอารุมแค้นๆ แล้วต่อยเปรี้ยงทันที
       “แกไม่ได้ยินหรือไง ที่คุณวิศนีบอกว่าจะแต่งงานกับฉัน เพราะฉะนั้นแกจะมาใช้คำนี้กับคุณวิศนีอีกไม่ได้ จำเอาไว้”
       อารุมเอามือเช็ดเลือดที่ปาก แล้วต่อยโยธินกลับ
       “ไอ้อารุม”
       โยธินจะเข้ามาเล่นงานอารุมอีก แต่เดชชาติกับนีรนุชวิ่งออกมาพอดี
       “หยุดนะ คุณจะทำอะไรพี่อารุม”
       เดชชาติกับนีรนุชเข้าไปประคองอารุม
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ไม่ใช่เรื่องของพนักงานกระจอกอย่างพวกแก กลับไปทำงาน ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก”
       เดชชาติไม่พอใจ
       “เพื่อนผมถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา จะให้ผมอยู่เฉยๆไม่ได้”
       “งั้นฉันจะไล่แกออก”
       “ก็เอาสิ”
       นีรนุชวิ่งไปดึงโทรศัพท์จากมือลูกเกด
       “เมื่อกี้พี่ลูกเกดถ่ายคลิปไว้ใช่ไหม นุชจะเอาไปให้ตำรวจดูว่าใครทำร้ายใครก่อน จะได้เรียกค่าเสียหายให้หมดตัว”
       ลูกเกด กับชมพู่หน้าซีด พอโยธินตวัดสายตามอง ทั้งสองก็รีบวิ่งหนีไป
       “พอเถอะชาติ นุช ฉันไม่เป็นอะไร ให้มันจบแค่นี้เถอะ”
       
       โยธินมองทั้งสามอย่างฉุนๆ แล้วผลุนผลันเข้าออฟฟิศไป

นีรนุชยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อารุมเช็ดเลือดที่ปาก เดชชาติมองอย่างเป็นห่วง

       
       “อะไรนะคะ พี่กุสุมาไปอยู่ที่บ้านพี่อารุม” นีรนุชถามอย่างตกใจ
       อารุมพยักหน้าซึมๆ
       “สุทะเลาะกับป้า ไม่มีที่ไป พี่ก็เลยให้เขาอยู่ด้วยชั่วคราว คุณวิศนีรู้เรื่อง ก็เลยคิดว่าพี่กับสุมีอะไรกัน”
       “ถ้าให้ฉันเดา มันไม่ใช่อยู่ๆ ก็รู้โดยบังเอิญหรอกใช่ไหม ต้องมีคนตั้งใจให้รู้”
       “ฉันผิดเองที่ไม่ได้บอกคุณวิศนีตั้งแต่แรก ตอนนี้เขาก็เลยเข้าใจผิด พาลคิดจะแต่งงานกับโยธินประชดฉัน”
       นีรนุชตกใจกว่าเดิม
       “แต่งงาน ?! ไม่ได้นะพี่ จะแต่งกับนายโยธินได้ยังไง”
       “ทำไมเหรอ”
       “ก็ไอ้โยธินมันแอบแซบกับยายวิเวียนอยู่น่ะสิ”
       อารุมตกใจเมื่อได้ฟังอย่างนั้น
       
       อารุม เดชชาติกับนีรนุชเดินดูบ้านเลขที่ เพื่อหาบ้านวิเวียน
       “พี่วิไม่ได้มาทำงานหลายวันแล้วค่ะ ตั้งแต่วันที่คุณวิศนีกลับมานั่นแหละ” นีรนุชเล่า
       “ตอนแรกวิเวียนไปอยู่ที่คอนโดของไอ้โยธิน แต่ตอนนี้ย้ายกลับมาอยู่บ้านแล้ว” อภิชาตเสริม
       “บ้านหลังนี้แหละพี่ชาติ”
       นีรนุชชี้ แล้วรีบตรงไปกดกริ่งหน้าประตูบ้าน วิเวียนแง้มประตูออกมา พอเห็นทั้งสามก็ตกใจ
       “พี่วิ นุชเองค่ะ”
       “วิเวียน เปิดประตูหน่อย เรามาเยี่ยม”
       วิเวียนสีหน้าตระหนก ลังเล
       
       ทุกคนนั่งลงอยู่ในห้องรับแขก วิเวียนมองทั้งสามอย่างระแวง
       “พวกเธอมาทำไมกัน”
       “ไม่เห็นพี่วิที่บริษัทเลย เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” นีรนุชถามอย่างเป็นห่วง
       วิเวียนหลบตา ส่ายหน้า
       “ฉันลาออกแล้ว”
       นีรนุชกับเดชชาติสบตากัน เดชชาติโพล่งขึ้น
       “ว้า อย่านี้เธอก็ไม่รู้ข่าวดีของนายโยธินน่ะสิ”
       “ข่าวอะไร”
       อารุมมองหน้าจับพิรุธ
       “คุณวิศนีจะแต่งงานกับนายโยธิน”
       วิเวียนตาโตขึ้นอย่างตกใจเล็กน้อย แล้วรีบปรับสีหน้า
       “แล้วมาบอกอะไรฉัน”
       “ไม่เอาน่าวิ พวกเรารู้นะว่าเธอกับนายโยธินเกี่ยวข้องกันยังไง” อภิชาตพูดด้วยท่าทีที่มั่นใจว่าเข้าใจถูก
       “นุชกับพี่ชาติตามไปถึงคอนโดที่พี่อยู่กับเขามา มีคนยืนยันว่าพี่เคยไปที่นั่น”
       วิเวียนสะดุ้งอีกครั้ง
       “พวกเธอพูดบ้าอะไร ต้องการอะไรจากฉัน”
       “ถ้าเธอรักโยธิน เธอก็ต้องขัดขวางไม่ให้เขาแต่งงานกับคุณวิศนี”
       อารุมพูดอย่างจริงจัง วิเวียนลุกพรวด โวยวาย ไม่ยอมฟังอีก
       “ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอพูดอะไร คุณโยธินกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันช่วยพวกเธอไม่ได้ กลับกันไปได้แล้ว กลับไป”
       วิเวียนกรีดร้อง ชี้ไปที่ประตู อารุม นีรนุช เดชชาติมองหน้ากันอย่างผิดหวัง
       
       วิศนีนั่งเหม่อลอย แล้วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น
       “หนูวิศนีจ๊ะ หนูวิศนี”
       “เอ่อ คะ?”
       อวลอบเดินเข้ามาจับมือ
       “ป้าถามว่ามันเรื่องจริงหรือเปล่าที่หนูบอกว่าจะแต่งงานกับโยธินน่ะ”
       อวลอบหันไปมองโยธินที่ยืนยิ้มอยู่
       “คุณแม่หาว่าผมพูดเล่นครับ”
       วิศนีสบตากับอวลอบอย่างหนักใจ แล้วตัดสินใจพยักหน้า
       “ฉันพูดจริงค่ะ”
       “โอย ป้าดีใจที่สุดเลยลูก”
       อวลอบโผกอดวิศนีอย่างตื่นเต้น วิศนีสบตากับโยธิน เห็นรอยยิ้มยินดีปรีดาของโยธินเช่นกัน ทำให้ตัวเองยิ่งอึดอัดใจมากขึ้นอีก
       
       กุสุมาหน้าเสีย รีบเดินมาหาอารุม
       “อารุมว่าไงนะจ๊ะ”
       “ผมถามว่าเมื่อคืนสุได้คุยกับคุณวิศนีหรือเปล่า”
       กุสุมาเจื่อน รีบคิดหาข้ออ้าง
       “เอ่อ ใช่จ้ะ คุณวิศนีโทร.มาตอนดึก แต่รุมหลับไปแล้ว สุก็เลยรับแทน”
       “แล้วสุบอกอะไรกับคุณวิศนี”
       “สุก็ไม่ได้บอกอะไร เพราะพอรับสาย คุณวิศนีก็จำเสียงสุได้ แต่เธอก็คงไม่พอใจเท่าไร เพราะไม่ทันไรก็วางหูใส่สุไปเลย...ทำไมเหรอจ๊ะ อย่าบอกนะว่าเธอเข้าใจผิด”
       อารุมสบตากับกุสุมาอย่าเคลือบแคลง รู้ว่ามีอะไรมากกว่านั้น แต่ไม่อยากคาดคั้น เพราะเห็นว่ากุสุมาเป็นเพื่อน
       
       อารุมตัดสินใจผลุนผลันเดินเข้าห้องนอน

 

อารุมเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้า เอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก กุสุมาตามมามองอย่างตกใจ

       
       “รุม รุมจะไปไหนอะ”
       “ผมถามผู้จัดการคอนโดให้แล้ว ตอนนี้ห้องที่นี่ยังไม่ว่าง เพราะฉะนั้นสุอยู่ที่นี่ไปก่อน ผมอนุญาต”
       กุสุมาเข้ามาจับแขน
       “แล้วรุมจะไปไหนล่ะ”
       “ผมจะไปอยู่กับหลวงตา”
       “รุม! ไม่ได้นะ รุมจะทิ้งสุไปไม่ได้นะ”
       อารุมแกะมือกุสุมาออก
       “ที่นี่ไม่น่ากลัวหรอกสุ รปภ.ก็ทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าสุมีปัญหาอะไรก็โทรหาฝ่ายผู้จัดการได้เลย”
       อารุมปิดกระเป๋าแล้วเดินออกไป
       
       อารุมหิ้วกระเป๋ามาที่รถ กุสุมาตามออกมา เกาะแขนอ้อนวอน วิศนีนั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่ที่ถนนด้านนอกคอนโด เธอเห็นกุสุมากอดแขนอารุมเดินตามอย่างเจ็บช้ำ แน่ใจว่าทุกอย่างที่กุสุมาพูดเป็นจริง
       “ออกรถเถอะประยุทธ”
       “ครับ”
       ประยุทธรับคำแล้วขับรถออกไป วิศนีเบือนหน้าหนีจากภาพนั้น ทำให้ไม่ให้ว่าทั้งสองกำลังมีปากเสียงกัน
       “รุม รุมอย่าไปเลยนะ ถ้ารุมโกรธสุเพราะเรื่องนี้ สุขอโทษ สุจะไปอธิบายให้คุณวิศนีเข้าใจก็ได้ แต่อย่าทิ้งสุไปเลยนะจ๊ะ”
       “ไม่เป็นไรสุ ผมจะจัดการเอง”
       อารุมแกะมือกุสุมาออก แล้วขึ้นรถขับออกไป
       “รุม!”
       กุสุมาตะโกนตามรถที่แล่นออกไปต่อหน้าต่อตาด้วยความเจ็บใจ ผิดหวัง
       
       อวลอบกับโยธิน จิบไวน์ฉลองกันอย่างมีความสุข
       “ไม่นึกว่าอะไรๆ มันจะหล่นเข้าทางง่ายๆ แบบนี้นะโย”
       “นั่นสิครับ ไม่รู้ว่าไอ้อารุมมันไปทำอีท่าไหน คุณวิศนีถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อ”
       อวลอบยิ้มมีเลศนัย
       “มันก็ไม่แน่ เพราะแม่ยังไม่วางใจเรื่องไอ้อำนวย ถ้ามันนอนแบบนี้ไปตลอดชีวิตก็แล้วไป แต่ถ้ามันทำท่าจะลุกขึ้นมาได้เมื่อไร เราก็ต้องจัดการ”
       “แต่ยังไงตอนนี้ คงยังไม่จำเป็นใช่ไหมครับ ผมไม่อยากให้มีอะไรมาขัดจังหวะจนคุณวิศนีหาเรื่องบ่ายเบี่ยงงานแต่งงานออกไปได้อีก”
       “แน่นอน เราต้องจัดการรวบวิศนีมาเป็นเมียตามกฎหมายของแกให้เร็วที่สุด”
       อวลอบกับโยธินชนแก้วกันอย่างมีความสุข
       
       วิศนีนั่งจับมืออำนวยอยู่ข้างเตียง คอยบีบมือเรียก กรแก้วเดินเข้ามา
       “วันนี้คุณหญิงอวลอบโทรมาบอกดิฉันว่า คุณตกลงแต่งงานกับคุณโยธินแล้ว”
       “ค่ะ มันเป็นสิ่งที่พ่อฉันต้องการ ก่อนที่จะล้มเจ็บไม่ใช่เหรอคะ”
       กรแก้วพยักหน้า
       “แต่ว่าคุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนี่คะ”
       “ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้น อยากจะรอให้พ่อฟื้นขึ้นมาก่อน แต่มาคิดอีกที ในเมื่อพ่อฉันต้องการให้ฉันแต่งงาน บางทีข่าวดีนี้อาจจะทำให้พ่อมีกำลังใจที่จะกลับมาหาฉัน”
       วิศนีบีบมืออำนวย น้ำตาคลอ
       “ใช่ไหมคะพ่อ”
       กรแก้วมองวิศนีอย่างเห็นใจ เข้าใจ
       
       อารุมนั่งเหม่ออยู่ด้านนอกกุฏิหลวงตา มองฟ้า หวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนกลางวัน
       “ฉันคิดว่าฉันอธิบายให้คุณเข้าใจแล้วนะคะคุณอารุม ต่อไปนี้คุณก็ไปมีชีวิตของคุณ ฉันก็จะมีชีวิตของฉัน...”
       วิศนีมองอารุมอย่างเจ็บช้ำ แล้วดึงมือโยธินมาจับไว้ โยธินมองเหวอๆ
       “กับคู่หมั้นของฉัน”
       “หมายความว่ายังไง”
       “ฉันจะแต่งงานกับคุณโยธินเร็วๆนี้”
       อารุมน้ำตาคลอ นึกถึงความหวานชื่นที่เคยมีด้วยกันมา เช่นเดียวกับวิศนี ที่คิดถึงวันเก่าๆ
       
       เช้าวันใหม่...อารุมกวาดใบไม้อยู่ที่ลานวัดใกล้ศาลาการเปรียญ ขณะที่ชาวบ้านที่มาทำบุญ ทยอยลงจากศาลา เตรียมกลับบ้าน
       
       ป้าของกุสุมาปะปนมาในกลุ่มชาวบ้าน เดินผ่านอารุมไปอย่างไม่สนใจ แล้วเอะใจ หันกลับมามองอีกที
       “คุณ! คุณจำป้าได้ไหม”
       อารุมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นป้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าดีใจ เลยยกมือไหว้งงๆ
       “ป้าเป็นป้าของยายสุไง”
       “อ๋อ สวัสดีครับ”
       “ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอคุณกำลังกลุ้มใจอยู่พอดี”
       “มีอะไรเหรอครับคุณป้า”
       “ก็ยายสุน่ะสิ หายไปไหนไม่รู้ สามวันแล้วยังกลับบ้านเลย คุณน่าจะรู้นะว่ามันอยู่ไหน ก็คุณเป็นแฟนมันนี่”
       
       อารุมฟังแล้วอึ้งไปทันที

อารุมไขกุญแจเข้ามาในคอนโดของตัวเอง เห็นห้องเงียบ ไม่มีเงาของกุสุมา

       
       “สุ ! สุอยู่หรือเปล่า ผมเอง”
       อารุมมองไปรอบๆ ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของใคร ก็แปลกใจ เดินเข้าไปในห้องนอน ไม่พบกุสุมา แต่เห็นกระเป๋าของกุสุมาวางอยู่ข้างเตียง อารุมคิดถึงสิ่งที่คุยกับป้า...
       ‘…กุสุมามันเล่าเรื่องคุณให้ป้าฟังตั้งหลายปีแล้ว บอกว่ามันกับคุณคบกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย แล้วคุณก็กำลังจะขอมันแต่งงาน…’
       อารุมครุ่นคิด จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องในอดีต เมื่อเขาไปรับกุสุมาที่บ้าน
       ‘…ยายสุเล่าเรื่องคุณให้ฟังตั้งนานแล้ว ป้าก็รอว่าเมื่อไรจะมาไหว้สักที จะได้คุยกันเรื่องสู่ขอ’
       อารุมงง
       ‘สู่ขอ ? สู่ขออะไรครับ?’
       ‘อ้าว ก็คุณจะแต่งงานไม่ใช่เหรอ’
       อารุมยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด มองไปที่กระเป๋าของกุสุมาอย่างใช้ความคิด ใจนึงก็ไม่อยากเสียมารยาท แต่อีกใจก็สงสัยใคร่รู้
       ‘มันดูรักคุณมากเลยนะ ในห้องมันก็มีแต่รูปคุณเต็มไปหมด’
       อารุมตัดสินใจเดินไปเปิดกระเป๋ากุสุมาออกมา แล้วเจอกล่องไม้เล็กๆ อยู่ในนั้น จึงรีบหยิบมาเปิดออกดู เห็นภาพของอารุมอยู่ในนั้นหลายภาพ มีภาพคู่ของนนทลีที่กุสุมาเอาหน้าตัวเองไปแปะแทนอยู่ในนั้นด้วยอีกหลายรูป
       อารุมรีบเทรูปพวกนั้นออกมาดูให้ทั่วๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งขนลุก ตัวชา เขาเลื่อนดูรูปแต่ละใบๆ จนไปเจอแผ่นซีดีที่อยู่ในกล่อง มีริบบิ้นสีหวานผูกอยู่
       
       กุสุมาไขกุญแจเข้ามาในห้อง พอเห็นอารุมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานก็ดีใจมาก
       “รุม กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ”
       กุสุมารีบปรี่เข้าไปหา
       “สุออกไปซื้อกับข้าวมาพอดีเลย เดี๋ยวทานข้าวกันนะ”
       อารุมไม่ตอบ แต่มองดูภาพในจอคอมพิวเตอร์ กุสุมาชะโงกมองแล้วหน้าเสีย เห็นภาพที่กุสุมาถ่ายจากมือถือตอนที่นนทลีกับโยธินพูดจากัน
       นนทลีขู่ทั้งที่กลัว
       ‘ฉันขอเตือนแก! ห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจว่าแกข่มขืนฉัน’
       ‘ข่มขืน ? เฮอะ ! ก็เอาสิ ผมจะได้แฉให้หมดว่าใครเป็นคนให้ท่าขอตามไปนอนด้วยถึงบ้านผมมีหลักฐานหมดนะว่าคุณออเซาะผมยังไงบ้าง อย่าลืมสิว่าผมเป็นหุ้นส่วนร้านที่เราไปเมากัน ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา ผมสู้ได้อยู่แล้ว’
       นนทลีตกใจ ไม่ทันนึกถึงความจริงข้อนี้ หน้าเสียกว่าเดิม น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา โยธินยิ้มสะใจ
       ‘แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคุณปิดปากเงียบ ผมก็จะปิดให้มิดชิดเหมือนกัน เพราะเป้าหมายผมมันมีราคากว่าผู้หญิงอย่างคุณเยอะ’
       อารุมดูจนจบ แล้วหันมองกุสุมาอย่างข้องใจ อารุมเสียงสั่น
       “นี่มันอะไรกันสุ”
       กุสุมาสีหน้าอึกอัก อารุมลุกขึ้นจับแขนกุสุมาเขย่า ถามคาดคั้น
       “ผมถามว่านี่มันอะไรกัน”
       “เอ่อ มัน...คือคลิปของนน”
       “ใครเป็นคนถ่าย”
       “สุเองจ้ะ สุแอบเห็นเขาสองคนคุยกัน สุก็เลยถ่ายเอาไว้”
       อารุมปล่อยมือจากกุสุมา เต็มไปด้วยความสับสน แล้วเดินเลี่ยงออกไป กุสุมาได้สติ รีบตามไป
       “สุไม่รู้จะบอกเรื่องนี้กับรุมยังไง สุก็เลยเก็บเป็นความลับมาตลอด รุมอย่าโกรธสุนะ”
       “แล้วสุถ่ายมันไว้ทำไม”
       อารุมหันมาจ้องกุสุมาอีกครั้ง รู้ชัดแล้วว่ากุสุมาแอบรักตนเองถึงขั้นบ้าคลั่ง อยากจะคาดคั้นให้ได้
       “ก็สุแอบเห็น...”
       “แล้วทำไมสุต้องถ่ายไว้ ทำไมสุไม่เข้าไปขัดจังหวะเขาสองคน นนเป็นเพื่อนของสุนะ สุไม่เห็นเหรอว่าเขากำลังโดนข่มขู่”
       กุสุมาช็อค นึกว่าอารุมจะโกรธนนทลี แต่กลับมาโกรธตนเสียเอง
       “รุม! นี่สุเป็นคนผิดเหรอ ทำไมไม่ใช่นนล่ะ เขานอกใจรุมไปมีคนอื่นนะ”
       “แต่ถ้านนบอกเรื่องนี้กับผม ผมก็จะไม่โกรธ แต่คนที่ผมควรจะโกรธก็คือ เพื่อนที่คิดจะหักหลังเพื่อนได้ลงคอ”
       กุสุมาปากคอสั่น
       “รุมหมายถึงสุเหรอ”
       “ใช่ ผมเคยคิดว่าเราสามคนเป็นเพื่อนแท้กัน ผมไม่นึกเลยว่าสุจะทำแบบนี้ได้”
       อารุมหันหลังเดินหนีเข้าห้องไป กุสุมารีบตามอารุมเข้าไป
       “ทำไมรุมจะต้องโกรธสุด้วย คนที่รุมควรโกรธก็คือนน เพราะมันไม่ซื่อสัตย์กับรุม”
       “ถ้านนไม่ซื่อสัตย์ คุณก็ยิ่งแย่กว่า เพราะคุณไม่ซื่อสัตย์กับทั้งผมและนนทลีด้วย”
       “รุมพูดอะไร”
       “รูปพวกนี้ไง มันบอกทุกอย่าง”
       อารุมชี้ไปที่รูปของกุสุมาที่วางอยู่บนเตียง กุสุมาตกใจ
       “สุไม่เคยแสดงความรู้สึกของตัวเองให้ผมรู้เลย แต่สุกลับเอามันไประบายกับ...รูปพวกนี้ สุทำได้ยังไง”
       อารุมหยิบรูปของนนทลีที่ถูกกุสุมากรีดขึ้นมา กุสุมาทั้งอาย ทั้งน้อยใจ
       “ก็แล้วจะให้สุทำยังไงล่ะ ในเมื่อรุมไม่เคยมองสุเลย”
       กุสุมาพาลพาโลตะโกนใส่ แล้วร้องไห้ออกมา
       “รุมจำได้ไหม ว่าสุรู้จักรุมเป็นคนแรก แต่พอนังนนทลีมันเข้ามาใกล้ชิดกับรุม มันก็ได้รุมไปเป็นแฟน สุก็กลายเป็นแค่ส่วนเกิน ทั้งที่สุเป็นคนทำให้มันกับรุมได้รู้จักกันแท้”
       “ผมกับนนไม่เคยคิดว่าสุเป็นส่วนเกิน เราเป็นเพี่อนกันนะ”
       กุสุมากรีดร้อง
       “มันไม่พอ เข้าใจไหมว่ามันไม่พอ !! สุต้องการมากกว่านั้น สุต้องการหัวใจอารุม แต่สุรู้ว่าสุไม่มีวันจะได้มา ถ้านนทลียังอยู่ สุถึงได้ยอมรอ ให้ถึงวันที่รุมพร้อมที่จะเปิดใจรับสุ”
       อารุมได้แต่อึ้ง ไม่เคยรู้เบื้องลึกของจิตใจของกุสุมามาก่อน
       “แต่รุมเห็นแล้วใช่ไหมว่านนทลีไม่ได้จริงใจกับรุมเลย เขาไม่มีค่าพอที่จะเป็นคนรักของรุม แต่สุไม่เคยมองคนอื่น ตั้งแต่วันที่สุได้พบกับรุม สุมีรุมคนเดียวเท่านั้นนะ”
       กุสุมากอดแขนอารุมแน่น พยายามซบเอาใจ อารุมขบกรามอย่างเครียดจัด แล้วพยายามแกะมือกุสุมาออก
       “สุ ผมคงให้สุอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
       กุสุมาชะงัก เงยหน้าขึ้น เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ
       “อ...อะไรนะ”
       “สุกลับบ้านไปดีกว่า”
       “ทำไม”
       “ป้าสุบอกความจริงกับผมแล้ว สุไม่ได้ถูกบังคับให้แต่งงานกับใคร แล้วสุก็ไม่ได้ถูกป้าทำร้ายด้วย”
       กุสุมาช็อกที่ถูกอารุมจับได้ พูดอะไรไม่ออก
       “ผมไม่รู้ว่าสุกล้าทำได้ยังไง สุยอมเจ็บตัวเพื่อหลอกผม แล้วที่ร้ายกว่านั้นสุใส่ร้ายป้าตัวเอง ป้าคนที่เลี้ยงสุมา ผมรับไม่ไหว”
       “รุม...”
       อารุมเบือนหน้าหนี ยืนหันหลังให้
       “สุกลับบ้านไปเถอะนะ ถ้ายังเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราอยู่บ้าง”
       
       อารุมพูดจบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้กุสุมามองตามอย่างช็อกๆ แล้วทรุดนั่ง ร้องไห้ออกมาอย่างหมดหวัง


  โยธินนั่งทำงานอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นอารุมเดินเข้ามาหน้าถมึงทึง
       
       “ไอ้อารุม นี่แก...”
       โยธินยังพูดไม่จบ อารุมก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่โยธินทันที
       “ไอ้สารเลว! แกทำกับนนได้ยังไง ไอ้ชั่ว!”
       “แกพูดอะไรของแก”
       “บอกฉันมาว่าแกกับนนรู้จักกันแค่ไหน”
       โยธินชะงักมองหน้าอารุมอย่างแปลกใจ แล้วหัวเราะออกมา
       “อ๋อ ที่แท้แกก็โกรธเรื่องนี้เอง แกรู้แล้วใช่ไหม ใครบอกแกล่ะ หรือปลุกผีแฟนแกขึ้นมาได้”
       “ฉันเห็นคลิปที่แกกับนนทลีคุยกัน บอกฉันมาว่าเรื่องมันเป็นยังไง”
       โยธินยิ้มเยาะ
       “ก็ไม่มีอะไรมาก แฟนแกวิ่งแร่มาหาฉันเอง ถ้าจำไม่ผิด ก็คงเพราะอารมณ์ค้างจากแกไม่ใช่เหรอ อุตส่าห์ไปเสนอถึงที่ แต่แกมันซื่อบื้อ ไม่รู้จักสนอง ฉันก็เลยจัดให้”
       อารุมได้ยินแล้วโกรธจนตัวสั่น ชกหน้าโยธินไม่นับ วิศนีว์ผ่านมา ได้ยินเสียงชกต่อย กับเสียงร้องโอดโอยของโยธินก็ตกใจ รีบวิ่งออกไป
       อารุมชกโยธินจนหน้าบวมปูด วิศนีเปิดประตูเข้ามาทันที
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       อารุมชะงักหันไปมองวิศนี โยธินถือ โอกาสชกหน้าอารุมหงายไป
       “คุณวิศนี ช่วยผมด้วย ไอ้บ้านี่มันเข้ามาหาเรื่องผม”
        วิศนีตะโกนใส่อารุม
       “ฉันบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้มาที่นี่อีก”
       “ผมต้องมา เพราะผมเพิ่งรู้ความจริงว่าไอ้สารเลวนี่มันทำอะไรเอาไว้”
        โยธินโกหกทันที
       “ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แกหาเรื่องฉัน”
       “ไอ้...”
       อารุมเงื้อหมัด วิศนีรีบตรงเข้าไปขวาง แล้วตบหน้าอารุมทันที
       “พอได้แล้ว ฉันไม่นึกเลยว่าคุณก็จะมีนิสัยอันธพาลแบบนี้เหมือนกัน”
       “คุณวิศนี”
       อารุมมองเจ็บปวดที่ถูกตบ
       “ฟังผมก่อนได้ไหม”
       “ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ออกไปจากบริษัทฉันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นคราวนี้จะไม่ใช่แค่รปภ. ฉันจะเรียกตำรวจ”
       วิศนีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาชู ขู่
       “คุณวิศนี”
       วิศนีจ้องอารุมดุๆ แล้วกดหมายเลขโทรศัพท์
       “ฮัลโหล สถานีตำรวจใช่ไหม ช่วยส่งคนมาที่บริษัทคาร์แมกซ์พระรามเก้าด่วนเลยค่ะ มีคนบุกรุก ! “
       อารุมเห็นวิศนีเอาจริงก็อึ้ง ได้แต่มองวิศนีอย่างน้อยใจ แล้วผลุนผลันออกไป วิศนีรีบเข้ามาดูแผลโยธินด้วยความเป็นห่วง
       
       โยธินโทรหาอวลอบ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง อวลอบตกใจมาก
       “ว่าไงนะ มันรู้เรื่องของแกกับแฟนมันเหรอ เป็นเป็นได้ยังไง...มันมีคลิป คลิปอะไรของมัน ไม่ได้นะ ถ้าหนูวิศนีรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะก็เราแย่แน่ๆ...งั้นแม่จะจัดการเอง”
       อวลอบวางสายหงุดหงิด แล้วคิดหาทาง ก่อนจะโทรศัพท์ต่อ
       
       ชีพในชุดช่างซ่อมแอร์ใส่หมวกแก้ปปิดหน้าตาเดินเข้ามาสอบถามฝ่ายต้อนรับ ที่คอนโดอารุม แล้วเดินไปกดลิฟต์ขึ้นชั้นบน ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของชีพ
       ชีพเดินมาหยุดที่หน้าห้องอารุม หันรีหันขวาง แล้วใช้ขดลวดที่พกมาค่อยๆ แหย่รูกุญแจ แล้วไขเข้าไปจนสำเร็จ จากนั้นเข้าไปหยุดอยู่กลางห้อง มองไปรอบๆ
       “แล้วจะไปรู้ได้ยังไงวะว่าไอ้ซีดีมันแผ่นไหน อีคุณหญิง เฮ้อ !”
       ชีพเกาหัว แล้วเริ่มลงมือค้นตามชั้นต่างๆ
        “สงสัยต้องเอาไปให้หมด” เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็โกยแผ่นซีดีที่เจอใส่ลงไปในกระเป๋าเครื่องมือ
       
       เดชชาติกับนีรนุชยืนคุยกับฝ่ายต้อนรับ
       “คุณอารุม น่าจะอยู่นะคะ เพราะเมื่อกี้เห็นช่างแอร์บอกว่าคุณอารุมให้ขึ้นไปซ่อมแอร์ในห้องค่ะ”
       “ขอบคุณครับ”
       เดชชาติกับนีรนุชรีบไปขึ้นลิฟต์
       
       ชีพเข้าไปรื้อห้องนอนอารุมกระจุยกระจาย เพื่อค้นหาแผ่นซีดี พอเจอก็เอาใส่กระเป๋าไว้
       “ครบยังวะ มีอีกไหมเนี่ย”
       ชีพมองหาไปรอบๆ พลิกหมอน ที่นอนดูทุกจุด ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชีพชะงัก
       “พี่อารุม อยู่หรือเปล่าจ๊ะ”
       ชีพตกใจ รีบเอามือคลุมหน้าไว้
       “ปัดโธ่เว้ย มาได้จังหวะกันจริงๆ”
       
       ชีพมองหาที่หลบ

  เดชชาติลองบิดลูกบิดประตู เห็นว่าไม่ได้ล็อก เลยเข้ามาได้

       
       “อารุม ฉันเองเว้ย แกอยู่ไหนวะ”
       เดชชาติเดินนำนีรนุชเข้ามา ขณะที่ชีพยืนพิงกำแพงตัวลีบอยู่
       “พี่อารุม”
       นีรนุชมองข้าวของที่ระเกะระกะอยู่ แล้วเดินไปเก็บ
       “ทำไมของกระจัดกระจายแบบนี้เนี่ย แล้วไหนล่ะช่างแอร์”
       นีรนุชก้มลงเก็บของ เดชชาติช่วย ด้านหลัง ชีพชะโงกหน้ามอง พยายามจะย่องออกจากห้อง แต่นีรนุชลุกขึ้นเสียก่อน ชีพรีบดึงประตูห้องนอนปิด แต่ดึงแรงไป ประตูเลยปิดดังปัง เดชชาติกับนีรนุชหันไปมอง
       “อารุม”
       ชีพซ่อนตัวอยู่หลังประตู มือยังขืนลูกบิดไว้ไม่ให้ข้างนอกดึงเปิดออก เดชชาติเคาะประตู
       “อารุม แกอยู่ในนั้นหรือเปล่าวะ”
       เดชชาติลองเคาะดู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ มองหน้านีรนุช
       “เปิดเลยสิ”
       นีรนุชดึงลูกปิดประตู จะเปิด แต่ไม่สำเร็จ
       “เอ๊ะ ไม่ได้ล็อก แล้วทำไมเปิดไม่ออก”
       ชีพพยายามดึงไว้ นีรนุชก็พยายามจะดึงเหมือนกัน
       “พี่อารุม ทำอะไรจ๊ะ เปิดประตูให้นุชหน่อย”
       ชีพพึมพำ หันรีหันขวาง
       “โฮ้ย นังบ้า เอาวะ”
       ชีพตัดสินใจผลักประตูออกไปอย่างแรง จนชนเดชชาติกับนีรนุชกระเด็น ชีพรีบกระโจนออกมา แล้ววิ่งแจ้น เดชชาติเห็นเข้า
       “เฮ้ย แกเป็นใคร กลับมานะ”
       ชีพวิ่งไม่คิดชีวิตออกมาจากห้อง กระโจนไปที่บันไดหนีไฟ เดชชาติกับนีรนุชตามมาติดๆ
       “กลับมาเดี๋ยวนี้ไอ้หัวขโมย กลับมา”
       เดชชาติกับนีรนุชวิ่งมาที่บันไดหนีไฟ แล้วรีบวิ่งตามลงไป
       “ช่วยด้วยค่ะ ใครอยู่ข้างล่าง ช่วยจับโจรด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       เดชชาติกับนีรนุชวิ่งลงไป แต่ชีพยืนซุ่มอยู่บนบันไดหนีไฟของห้องชั้นบน มองทั้งสองอย่างโล่งอก
       
       อารุมเดินออกมาจากห้องนอน มาหาเดชชาติกับนีรนุชที่รออยู่
       “ตกลงมีอะไรหายหรือเปล่าจ๊ะพี่”
       “ของมีค่าไม่หาย แต่ซีดีหายไป”
       “ซีดีอะไรวะ หนังโป๊เหรอ”
       นีรนุชตีเดชชาติ ถลึงตาว่าเล่นมุกไม่ถูกจังหวะ เดชชาติเจื่อน
       “โชคดีนะที่มันไม่ทำร้ายพวกแก” อารุมมองทั้งคู่อย่างโล่งใจ
       “พี่อารุมจะไปแจ้งความไหม นุชจะเป็นพยานให้”
       “เธอเห็นหน้าไอ้คนร้ายเหรอ พี่ยังไม่เห็นเลย”
       นีรนุชส่ายหน้าเจื่อน อารุมครุ่นคิด
       “ฉันพอจะรู้ว่าพวกมันเป็นใคร แต่ไม่ต้องแจ้งความหรอก เพราะมันยังคงไม่ได้สิ่งที่มันต้องการ”
       “แล้วตกลงมันต้องการอะไรล่ะพี่”
       อารุมมีสีหน้าลำบากใจ มองนีรนุชแบบไม่แน่ใจว่าจะให้ดูดีหรือเปล่า
       
       อารุม เดชชาติ นีรนุชนั่งดูคลิปจากคอมพิวเตอร์ นีรนุชมองภาพนั้นตาค้าง แล้วน้ำตาค่อยๆ ไหลออกมา
        “นี่มันอะไรกัน” เดชชาติใจหาย
       นีรนุชสะอึกสะอื้น เดชชาติดึงมาโอบไหล่ปลอบ นีรนุชซบหน้าลงกับไหล่เดชชาติ
       “ปิดเถอะค่ะพี่อารุม นุชไม่อยากรับรู้แล้ว”
       อารุมกดปิด
       “พี่ไม่ได้อยากให้นุชดู เพื่อที่จะรู้สึกไม่ดีกับนนนะ แต่พี่ไม่อยากปิดบังนุช หรือให้นุชไปรู้จากคนอื่น” เขาหมายถึงหมายถึงกุสุมา
       “นุชไม่นึกเลยว่าสุดท้ายพี่นนกับไอ้โยธินก็เกี่ยวข้องกันจริงๆ”
       “ที่มันเป็นอย่างนี้ เพราะพี่เองเป็นคนผลักให้นนเดินลงไปในทางนั้น ถ้าพี่มีความเข้าอกเข้าใจให้นนสักนิด มันก็คงไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น”
       “ใครเป็นคนถ่ายคลิปนี้ไว้” เดชชาติถาม
       “กุสุมา”
       “พี่สุเนี่ยนะคะ”
       เดชชาติถอนใจ
       “ยายสุนี่เหลือเชื่อจริงๆ ไม่นึกว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้”
       “นุชสงสารพี่นนที่ต้องเจอคนเลวๆ แบบนี้ มีเพื่อนเลวๆ อย่างพี่สุไม่พอ ต้องมาเจอผู้ชายเลวๆ อย่างไอ้โยธินมันอีก ทำไมพี่นนต้องโชคร้ายแบบนี้ด้วย”
       
       นีรนุชสะอึกสะอื้นซบเดชชาติ อารุมสังเกตเห็นความสนิทสนมของเดชชาติกับนีรนุช แต่ไม่พูดอะไร

 วิศนีนั่งคุยกับโยธิน แต่โยธินก้มหน้าหลบสายตา

       
       “คุณน่าจะไปหาหมอนะคะ”
       โยธินฝืนยิ้ม
       “ไม่เป็นไรครับ เจ็บแค่นี้ไกลหัวใจผมเยอะ”
       “ตกลงคุณสองคนมีเรื่องอะไรกันแน่คะ”
       โยธินอึกอัก บ่ายเบี่ยง
       “ก็จะมีอะไรล่ะครับ มันคงแค้นผมตั้งแต่เมื่อวาน ก็เลยกลับมาหาเรื่องอีกรอบ คงคิดว่าคุณไม่กล้าไล่มัน”
       “ปกติคุณอารุมไม่ใช่คนเลือดร้อน”
       โยธินลอบมอง ไม่พอใจนิดๆ ที่วิศนีปกป้อง
       “ผู้ชายที่กำลังผิดหวังในความรัก มันก็บ้าอย่างนี้ทุกคนแหละครับ แต่ยิ่งผมเห็นมันเป็นอย่างนี้ ผมก็ยิ่งเป็นห่วงคุณวิศนี คุณต้องระวังอย่าให้มันเข้าใกล้คุณอีกนะครับ ถ้ามันมาก่อกวน รีบบอกผม”
       โยธินจับมือวิศนีกำชับ วิศนีหนักใจ เพราะลึกๆ ก็ยังห่วงหาอารุมอยู่
       
       อารุม เดชชาติ นีรนุชนั่งจมอยู่ในความเงียบ มองดูแผ่นซีดีที่อยู่บนโต๊ะ
       “แกจะทำยังไงกับซีดีแผ่นนี้ จะเอาไปแฉไอ้โยธินหรือเปล่า” เดชชาติถาม
       “มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”
       “แต่มันอาจจะช่วยให้คุณวิศนีรู้ว่า ไอ้โยธินมันเป็นคนเลวนะคะ”
       อารุมสบตากับนีรนุช
       “ถึงอย่างนั้นพี่ก็ทำไม่ได้ พี่จะไม่ทำลายเกียรติของนนเพื่อตัวพี่เอง นนสูญเสียมากพอแล้ว”
       เดชชาติพยักหน้าเห็นด้วย ตบไหล่อารุมที่เลื่อนแผ่นซีดีไปตรงหน้านีรนุช
       “พี่ให้นุชตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับมัน แล้วพี่สัญญาว่าจะไม่มีการพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก”
       นีรนุชหยิบแผ่นซีดีขึ้นมา แล้วสบตากับอารุมอย่างซาบซึ้ง น้ำตาคลอ
       “ขอบคุณค่ะพี่อารุม”
       
       วิเวียนโก่งคออาเจียนอยู่ที่อ่างล้างหน้า แล้วทรุดนั่งลงที่พื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะเอื้อมมือเปะปะไปหยิบอุปกรณ์ตรวจครรภ์ที่วางอยู่ข้างอ่างล้างหน้าลงมาดูอย่างเครียดๆ เมื่อเห็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองตั้งท้อง
       
       เดชชาติเดินมาส่งนีรนุชที่หน้าบ้าน พยายามปลอบ
       “นุชอย่าคิดมากนะ ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง อย่าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก”
       “แต่นุชยังเจ็บใจไอ้โยธินอยู่ มันเกือบจะทำลายชีวิตพี่นน”
       “นุชก็มีบทเรียนแล้วนี่ว่าการเก็บความเจ็บแค้นไว้กับตัวมันทำให้นุชไม่มีความสุข นุชหลุดพ้นมันมาได้แล้ว จะหาบ่วงใหม่มาคล้องคอทำไม”
       “แต่ว่า...”
       “คนเลวๆ ที่สุดแล้วก็จะถูกเวรกรรมเล่นงานเอง มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วทันใจเรา แต่ไม่มีใครหนีพ้นได้หรอก”
       นีรนุชนิ่งไป คล้อยไปตาม เดชชาติก้มลงมองซีดีในมือนีรนุช แล้วหยิบมาแกะกล่อง
       “พี่ชาติจะทำอะไร”
       “อย่าเก็บมันไว้เลยนุช ทิ้งมันไปเถอะ”
       เดชาติหยิบแผ่นซีดีขึ้นมามอง แล้วใช้มือหักพับซีดีจนแตก เพื่อให้ใช้งานไม่ได้อีก นีรนุชสบตากับเดชชาติอย่างเห็นด้วย
       
       กุสุมานั่งน้ำตานองหน้าอยู่บนเตียง ป้าถือจานข้าวเปิดประตูเข้ามา
       “กินข้าวซะหน่อยเถอะสุเอ๊ย เดี๋ยวจะไม่มีแรงเอา”
       กุสุมาไม่ตอบ นั่งสะอื้นตัวสั่น ป้าขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือแตะแขนอย่างเป็นห่วง กุสุมาสะบัด
       “ไม่ต้องมายุ่งกับสุ สะใจป้าแล้วใช่ไหมที่ทำลายชีวิตสุได้”
       กุสุมาตวาดใส่ป้าจนป้างง แล้วเหวี่ยงถาดอาหารกระเด็น
       “เอาออกไป สุไม่อยากกิน สุอยากอยู่คนเดียว ออกไป๊ !!”
       ป้าตกใจรีบลุกหนีออกจากห้องไป กุสุมาระเบิดเสียงร้องไห้ดังลั่น
       
       อวลอบกับโยธินเดินคุยกันอยู่หน้าบ้าน
       “ไอ้ชีพมันหาซีดีแผ่นนั้นไม่เจอ แต่มันก็ค้นจนทั่วห้องแล้วนะ”
       “แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ” โยธินกังวล
       อวลอบถอนใจ
       “ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอให้ไอ้อารุมมันเอาออกมาโชว์ แต่ถ้าแกไม่ได้ขืนใจแฟนมัน ก็ไม่เห็นต้องกลัวหรอก”
       “แต่คุณวิศนีคงจะไม่ชอบ ถ้ารู้ว่าผมมีอะไรกับนนทลี”
       “วิศนีเป็นเด็กหัวนอก คงไม่คิดอะไรมากหรอก ถ้าแกอ้างว่านังนั่นมันมายั่วแก เพราะว่าไอ้อารุมกำลังจะทิ้งมัน พูดอย่างนี้วิศนีก็ต้องรู้สึกผิดบ้างล่ะ”
       ทันใดเสียงวิเวียนดังขึ้น
       “เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่แท้คุณมันก็ไอ้พวกลักกินขโมยกิน”
       อวลอบกับโยธินหันขวับ เห็นวิเวียนยืนอยู่
        “นังวิเวียน แกมาทำไม”อวลอบตวาดถาม”
       “ฉันมีเรื่องจะสำคัญจะมาบอก”
       วิเวียนบอกให้รู้ว่าเธอท้อง อวลอบตะลึง
       “แกท้องกับโยธิน”
       “ใช่ค่ะ” วิเวียนหันไปกอดอ้อนหาโยธิน “คุณโยธิน หวังว่าคุณจะไม่ผิดสัญญาเรื่องเราที่จะสร้างครอบครัวกันนะคะ”
       โยธินทำหน้าอึดอัด อวลอบกระชากวิเวียนออกมา
       “ฝันหวานมากไปแล้ว แกไม่รู้หรือไงว่าตาโยกำลังแต่งงานกับวิศนีอยู่เร็วๆนี้”
       “ฉันรู้ แต่ฉันไม่ยอมท้องไม่มีพ่อเด็ดขาด”
       อวลอบมองวิเวียนอย่างชิงชัง เปิดกระเป๋าสตางค์ โยนเงินให้
       “เอาเงินนี่ไปจัดการซะให้เรียบร้อย แกจะได้ต้องมีภาระ”
       วิเวียนมองเงินอย่างตะลึง
       “คุณจะให้ฉันทำแท้ง”
       “มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”
       วิเวียนหันไปหาโยธิน
       “คุณโยธิน ฉันไม่ทำนะ”
       “แกต้องทำ ไม่งั้นฉันจะลากแกไปเอง”
       อวลอบลุกขึ้นกระชาก วิเวียนกรีดร้องไม่ยอม โยธินรีบลุกขึ้นห้าม
       
       “คุณแม่ครับ อย่า”

โยธินลากวิเวียนไปหน้าบ้านกระซิบกระซาบให้กลับไปเสีย

       
       “คุณกลับไปก่อนนะวิ ผมจะคุยกับคุณแม่เอง”
       “วิไม่ยอมทำลายลูกนะคะ”
       “ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน”
       วิเวียนสีหน้าดีขึ้น
       “รอให้คุณแม่ใจเย็นกว่านี้ก่อน ผมจะเกลี้ยกล่อมท่าน ได้เรื่องยังไงแล้วผมจะติดต่อไป”
       วิเวียนพยักหน้าเชื่อโยธิน ยอมออกจากบ้านไป พอคล้อยหลังอวลอบก็ตามออกมาบ่นพึมพำอย่างชิงชัง
       “นังนี่ท่าทางจะเอาไว้ไม่ได้”
       
       วิศนีออกมาใส่บาตรทำบุญให้อำนวยอยู่หน้าบ้าน พอจะกลับเข้าบ้าน ก็เห็นอารุมขับรถมาจอด เธอมองอย่างเซ็งๆ แล้วเดินหนีเข้าบ้านไป อารุมลงจากรถรีบตามไปดักหน้า
       “ฉันจะต้องทำยังไง คุณถึงจะเลิกยุ่งกับฉันสักที”
       “คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่ขอให้ฟังผม”
       อารุมจับมือวิศนีขึ้นมา
       “วิศนี เรื่องที่คุณพยายามบอกผม ตอนที่เราติดฝนด้วยกัน คุณจำได้ไหม ผมรู้แล้วว่าความจริงมันเป็นยังไง ผมขอโทษที่ตอนนั้น...”
       วิศนีรีบชักมือออกอย่างไม่มีเยื่อใย
       “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของฉันอยู่ดี”
       “แต่คุณกำลังจะแต่งงานกับโยธิน ทั้งที่คุณรู้ว่าเขาไม่ซื่อสัตย์กับคุณ”
       วิศนีเจ็บช้ำ
       “ฉันไม่ได้ตัดสินคนเพียงแค่ความผิดครั้งเดียวเหมือนคุณ”
       วิศนีหันหลังจะเดินหนีไปอีก อารุมตามไปกอดไว้
       “คุณแต่งงานกับเขาไม่ได้นะ ลืมแล้วเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน”
       วิศนีน้ำตาคลอ พยายามแกะมืออารุมออก หันกลับมา
       “เราไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณกับฉันเป็นแค่คนสองคนที่บังเอิญมาเกี่ยวข้องกันเพราะอุบัติเหตุ แล้วฉันก็ชดใช้ค่าเสียหายให้คุณไปแล้ว เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีกต่อไปแล้ว”
       “ทำไมจะไม่มี แล้วนี่ล่ะ”
       อารุมดึงวิศนีเข้ามาจูบอย่างรวดเร็ว วิศนีตกตะลึง ขัดขืนไม่ทัน ซักพักอารุมก็ถอนปากออก
       “ผมไม่เชื่อว่าคุณจะลืมมันได้”
       อารุมดึงวิศนีมาจูบอีกครั้ง แต่คราวนี้วิศนีตั้งหลักได้ ผลักอารุมออกแล้วตบฉาด น้ำตาคลอ
       “มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันทั้งนั้น”
       วิศนีรีบเดินหนีไป อารุมตามไปกระชากแขนไว้
       “ผมไม่เชื่อ ลองดูซิว่าถ้าโลกนี้ไม่มีคนอื่นมาวุ่นวาย ผมจะยังไม่มีความหมายอีกไหม”
       อารุมตรงเข้าอุ้มวิศนีทันที
       “อารุม คุณจะทำอะไรฉัน”
       อารุมไม่ตอบ อุ้มวิศนีออกไป
       
       อารุมจับวิศนีใส่รถ แล้วกดปุ่มล็อคไม่ให้เปิดประตูจากด้านในออกไปได้ ก่อนจะรีบวิ่งมาขึ้นฝั่งคนขับรถ
       “คุณจะเอาตัวฉันไปไหน ปล่อยให้ฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
       “ผมจะพาคุณไปยังที่ที่มีแต่เรา”
       “ไม่ไป ! ฉันไม่ไปกับคุณ ปล่อยฉันลง !”
       วิศนีพยายามเปิดประตู พอไม่สำเร็จก็หันไปทุบ อารุมไม่ตอบ โต้ รีบขับรถออกไป วิศนีกระวนกระวาย
       “ฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลแบบนี้”
       “ผมก็ไม่นึกเหมือนกันว่าคุณจะดื้อ”
       วิศนีมองอารุมอย่างเจ็บใจ เห็นอารุมขับรถออกไปเรื่อยๆ
       “คุณจะไปไหน”
       “กลับไปบ้านของเรา”
       วิศนีตะโกน
       “ไม่! ฉันไม่ไป!”
       อารุมไม่ตอบขับรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถติดไฟแดง วิศนีเห็นอารุมไม่ได้สนใจ ก็ตัดสินใจเปิดกระจกล้วงมือไปเปิดประตูจากข้างนอก อารุมหันมาเห็น
       “วิศนี อย่า”
       อารุมเอื้อมมือคว้าแต่ไม่ทัน วิศนีวิ่งลงจากรถไปได้ ทำให้ต้องรีบจอดรถเปิดประตูตามลงไป วิศนีวิ่งมาจากสี่แยก พยายามลัดเลาะเพื่อจะข้ามถนน อารุมวิ่งตามมา
       “วิศนี หยุดก่อน”
       วิศนีหันไปมองเห็นอารุมวิ่งใกล้เข้ามาเต็มที จึงเสี่ยงวิ่งข้ามถนนไป จังหวะนั้นมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งตรงมาบีบแตรดังลั่น
       “ว้าย!”
       วิศนีถอยหนี สะดุดขอบฟุตบาธถนน หงายหลังล้มลงไป
       “วิศนี!”
       
       อารุมกระโจนเข้ามา แล้วชะงักค้าง เห็นวิศนีหัวฟาดพื้นสลบอยู่บนถนน มีเลือดซึมจากหน้าผาก

 แววถลันเข้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉิน เห็นอารุมรออยู่หน้าห้อง
       
       “ยายหนู ลูกสาวฉันเป็นยังไงบ้าง”
       “ยังไม่ฟื้นเลยครับ”
       แววหันมองอารุมเต็มตา จำหน้าได้ เงื้อมือตบหน้าอารุมทันที
       “แกใช่ไหม คนทำให้วิศนีต้องเป็นแบบนี้ แกนี่มันชั่วจริงๆ จะตามจองล้างจองผลาญลูกสาวฉันไปถึงไหนฮะ”
       แววเข้าไปทุบตีอารุม อารุมยืนนิ่งไม่ปัดป้อง เพราะรู้สึกผิดจริงๆ กรแก้วเข้ามาเห็นพอดี รีบวิ่งเข้ามาห้าม
       “คุณแวว อย่าค่ะ นี่มันโรงพยาบาลนะคะ”
       “โรงพยาบาลแล้วทำไม มันจะฆ่าลูกฉันนี่”
       “ไม่ใช่นะครับ มันเป็นอุบัติเหตุ” อารุมรีบบอก
       “อุบัติเหตุบ้าอะไร ลูกสาวฉันถึงวิ่งไปให้รถมันชน แกคิดจะแก้แค้นแทนแฟนแกใช่ไหม นังหงวน โทรเรียกตำรวจมาจับมันไปเลย”
       หงวนหน้าเจื่อน รีบหยิบโทรศัพท์ออกมา
       
       อวลอบค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาในห้องโยธิน มองไม่เห็นโยธิน แต่เห็นไฟห้องน้ำเปิดอยู่ ก็รีบย่องไปที่หัวเตียง หยิบโทรศัพท์มาแล้วกดไล่ดูหมายเลข ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไป พลางมองห้องน้ำอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วรีบกดส่ง
       โยธินจะเปิดประตูห้องน้ำออกมา แต่อวลอบวางโทรศัพท์ลงเสียก่อน
       “คุณแม่ มีอะไรเหรอครับ”
       “เอ่อ แม่จะถามว่าแกจะไปเยี่ยมหนูวิศนีใช่ไหม จะได้สั่งดอกไม้ให้”
       “ครับ แล้วคุณแม่ไม่ไปกับผมเหรอ”
       อวลอบหลุกหลิกมีพิรุธ แล้วฝืนยิ้ม
       “ไม่ดีกว่า แม่มีธุระ”
       อวลอบรีบเดินออกจากห้องไป โยธินมองตาม แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร แต่งตัวต่อ
       
       วิเวียนได้ยินเสียงมีข้อความเข้า รีบกดมาดูเห็นว่าโยธินโทรมา
       “มาพบผมที่คอนโด สองทุ่มคืนนี้”
       วิเวียนยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง
       
       บนโรงพัก...เดชชาติกับอารุมรีบเข้ามาในโรงพัก ตรงไปที่ห้องขังที่อารุมอยู่
       “พี่อารุม เป็นยังไงบ้างคะ” นีรนุชถามอย่างเป็นห่วง
       “พี่ไม่เป็นอะไร แต่คุณวิศนีน่ะสิ”
       “ฉันแวะไปโรงพยาบาลมา หมอเอ็กซเรย์แล้วไม่มีอะไรร้ายแรง” อภิชาตบอก
       “แล้วเขาฟื้นหรือยัง”
       เดชชาติส่ายหน้า อารุมถอนใจกลุ้ม
       “พี่อารุมอย่าเพิ่งเครียดนะ นุชกับพี่ชาติกำลังหาทางช่วย เดี๋ยวทนายพี่วิโรจน์จะมาประกันตัวพี่”
       “พี่ไม่ห่วงตัวเองที่อยู่ในนี้หรอก ขอแค่ไม่ให้คุณวิศนีเป็นอะไรก็พอ” อารุมบอกอย่างเศร้าใจ
       
       บุรุษพยาบาลเข็นเตียงวิศนีเข้ามาในห้องพัก แล้วช่วยกันจัดเตียง โดยมีกรแก้วคอยช่วยดูแล แววเดินตามเข้ามา กวาดตามองสำรวจ
       “นี่ห้องที่ดีที่สุดในตึกนี้แล้วเหรอ ทำไมมันคับแคบจัง ก็ฉันบอกแล้วไงต้องให้ลูกฉันอยู่สบายๆ จะได้หายเร็วๆ”
       “แต่ห้องคุณอำนวยอยู่ชั้นนี้นะคะ ฉันเกรงว่าจะดูแลไม่สะดวก” กรแก้วบอก
       “แล้วใครเขาจะให้หล่อนดูแล ฉันจะดูแลลูกฉันเอง...ตกลงว่าไง ย้ายได้ไหม”
       บุรุษพยาบาลทำท่าลังเล พยาบาลรีบบอก
       “ห้องใหญ่กว่านี้ เต็มอยู่ค่ะ”
       “ถ้างั้นห้องว่างเมื่อไร รีบจัดการให้ด้วย”
       แววเดินนวดนาดไปนั่งที่โซฟา แล้วตวัดสายตามองกรแก้วที่ยืนเคว้งอยู่
       “คุณแววจะเฝ้าคุณวิศนีเองเหรอคะ”
       “ใช่”
       แววพูดจบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี
       “สวัสดีค่ะคุณนายสมศรี...อะไรนะคะ จะตั้งวงกัน ตอนนี้เลยเหรอคะ อุ๊ยแหม ทำยังไงดีล่ะ ฉันยังไม่ว่างซะด้วยสิ...ตายแล้ว มากันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอคะ ไม่ได้ๆ อย่างนี้ฉันพลาดไม่ได้ เดี๋ยวฉันไปค่ะ”
       แววรีบคว้ากระเป๋าลุกขึ้น แล้วหันบอกกรแก้ว
       “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว คืนนี้คงยังไม่ฟื้น เดี๋ยวฉันจะมาใหม่พรุ่งนี้”
       
       ผีพนันแววเดินรีบร้อนออกไป กรแก้วมองตาม ถอนใจ แล้วหันไปมองวิศนีที่หลับอยู่

 วิเวียนเปิดประตูบ้านออกมาอย่างรีบร้อน แล้วเดินออกไปมองหาแท็กซี่หน้าปากซอย ไม่เห็นชีพเดินมาทางด้านหลัง พอรู้สึกตัววิเวียนหันไป ชีพก็เอาผ้าเช็ดหน้าโปะยาสลบ เธอดิ้นสู้ตกใจแล้วแน่นิ่งไป

       
       ชีพขับรถมาจอดรถที่ริมป่าเปลี่ยว แล้วแบกกระสอบที่ใส่ร่างวิเวียนออกมาวาง วิเวียนรู้สึกตัว ดิ้นขลุกขลิกจนโผล่ขึ้นมาจากกระสอบได้
       “แก! แกเป็นใคร”
       “แกไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เพราะแกจะเหลือชีวิตอีกไม่นาน”
       ชีพยิ้มน่ากลัว แล้วเดินเข้าใส่
       “อย่านะ อย่าทำอะไรฉัน”
       “ไม่ได้หรอกคุณผู้หญิง เพราะคนที่ว่าจ้างผมมา บอกให้ผมจัดฉากให้แนบเนียนว่าคุณถูกฆ่าข่มขืนที่นี่ ฮ่าๆๆๆ”
       ชีพยิ้มโหดร้าย แล้วกระโจนเข้าใส่ วิเวียนเอาเท้ายันเต็มแรง
       “โอ๊ย”
       วิเวียนใช้เท้าถีบจนตัวเองออกมาจากกระสอบ แล้วรีบวิ่งไปทันที
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       วิเวียนวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ชีพตั้งหลักได้ก็วิ่งตาม
       “เฮ้ย หยุดนะ”
       วิเวียนหันหลังไปมอง เห็นชีพวิ่งตามมาติดๆ ก็ยิ่งกลัว วิ่งสะเปะสะปะไป
       “หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันฆ่าแกแน่”
       วิเวียนได้ยินเข้าก็ยิ่งหวาดกลัว จนสะดุดขาตัวเองล้มลง ชีพวิ่งตามมาทัน แสยะยิ้ม แล้วหัวเราะลั่น
       “อย่า อย่านะ!”
       วิเวียนกำดินปาใส่หน้าชีพ แล้วตะกายลุกขึ้นไปอีก ชีพหันมา ชักมีดออกมาปาใส่วิเวียนทันที
       มีดปักไปที่ต้นไม้ตรงที่วิเวียนจะวิ่งไปถึงพอดี วิเวียนหันมามองชีพอย่างตื่นกลัว แล้ววิ่งหนีไปอีกทาง แต่แล้วเท้ากลับไถลลงไปที่เนิน
       “ว้าย !!!”
       วิเวียนหันไปเห็นเนินเขาต่ำลงไป แต่ยั้งตัวเองไม่มัน จึงล้มกลิ้งลงไปส่งเสียงกรี๊ดลั่น ชีพวิ่งตามลงมา เห็นวิเวียนนอนนิ่งอยู่ที่พื้นด้านล่าง เลือดออกจมูก สภาพเหมือนตายไปแล้วก็พอใจ
       “ดีโว้ยเฮ้ย ไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย”
       
       ไม่นานต่อมา โยธินขับรถเข้ามาจอดที่โรงรถของบ้าน พอเดินลงมาก็ชะงัก เห็นอวลอบควักเงินจ่ายให้ชีพ ก่อนที่ชีพจะรีบร้อนวิ่งออกจากบ้านไป
       “มันมาทำอะไรที่นี่”
       โยธินถามแม่อย่างสงสัย อวลอบเล่าไปตามตามตรง
       “อะไรนะครับ คุณแม่ให้ไอ้ชีพไปจัดการวิเวียน”
       “แกจะเอะอะให้มันได้อะไรขึ้นมา”
       “นี่มันเรื่องใหญ่มากนะครับคุณแม่ คราวนายอำนวยยังไม่เท่าไร เพราะเขายังไม่ตาย แต่นี่วิเวียน...”
       “ไอ้ชีพบอกว่ามันตกเขาตายไปแล้ว”
       โยธินแทบทรุด
       “คุณแม่...คุณแม่ทำได้ยังไง นั่นมัน...วิเวียนเขาท้องลูกผมอยู่”
       “อย่าทำเป็นอ่อนไหวหน่อยเลย ลูกแกจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงใช่มันก็จะทำให้แกเดือดร้อนในอนาคต”
       โยธินนิ่งอึ้ง อวลอบกล่อมต่อ
       “อย่าลืมสิว่าเป้าหมายเราคืออะไร บางครั้งเราก็ต้องตัดสินใจสละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่ออะไรที่มันมีค่ามากกว่า”
       อวลอบตบไหล่โยธินเบาๆ อย่างปลอบใจ โยธินครุ่นคิด เครียด
       
       อารุมออกจากลิฟต์ ตรงมาที่วอร์ดพยาบาล
       “ขอโทษนะครับ ผมมาเยี่ยมคนไข้ที่ชื่อวิศนี สุริยาทิตย์ เธออยู่ห้องไหนครับ”
       พยาบาลรีบเช็คข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ แต่กรแก้วรีบเดินออกมา
       “ไม่ต้องบอกผู้ชายคนนี้”
       “คุณกรแก้ว”
       “คุณไม่ควรจะมาที่นี่อีก อยากถูกตำรวจจับไปอีกหรือไง”
       “ผมอยากรู้ว่าคุณวิศนีเป็นยังไงบ้าง”
       “เธอยังไม่รู้สึกตัว กลับไปได้แล้ว”
       “คุณกรแก้วครับ ผมรู้นะครับว่าผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอเป็นอย่างนี้ แล้วผมก็ไม่มีสิทธิ์จะอ้อนวอนขออะไรทั้งนั้น แต่ผมเป็นห่วงวิศนีมากจริงๆ”
       “ถ้าคุณเป็นห่วงคุณวิศนีจริง ก็ขอร้องว่าอย่ามาวุ่นวายกับเธออีกเลย ชีวิตเธอพังพินาศก็เพราะคุณ !”
       กรแก้วพูดจบก็เดินหนีไป ทิ้งให้อารุมยืนคว้าง เสียใจ
       
       อวลอบยืนคุยอยู่หน้าโต๊ะประชุม ในโชว์รูม
       “ตอนนื้คุณวิศนีกับคุณอำนวยล้มป่วยทั้งคู่ เพราะฉะนั้นถ้าต้องมีการตัดสินใจใดๆ ในบริษัท ขอให้นำเสนอคุณโยธินแต่เพียงผู้เดียว ทุกคนคงเข้าใจนะ”
       พนักงานพยักหน้ารับรู้ อวลอบหันไปยิ้มพอใจกับโยธิน
       
       โยธินกับอวลอบออกมาต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ลูกเกดกับชมพู่ยืนกอดอกมองอย่างไม่เห็นด้วย
       “บริษัทเรามันกลายเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย อยู่ๆ สองแม่ลูกนี่ก็เข้ามากร่างอย่างกับเป็นเจ้าของ” ลูกเกดบ่น
       “นั่นสิ คุณกรแก้วคิดยังไง ทำไมปล่อยให้คนนอกมาวุ่นวายได้ขนาดนี้”
       ลูกเกดกับชมพู่ส่ายหน้าเซ็ง โยธินคุยกับลูกค้า หันมาเห็นทั้งสองพอดี ก็ทำตาดุใส่ ลูกเกดกับชมพู่รีบวิ่งกลับไปทำงานอย่างกลัวๆ
       
       ริมถนนใกล้เนินเขา ลูกชายวัยรุ่นกับแม่ขับรถกระบะเก่าๆ มาจอดข้างถนน
       “อูย ปวดท้องไม่ไหวแล้ว ขอเวลานอกแป๊บนึงนะแม่”
       “เออ เร็วๆ นะโว้ย”
       ลูกชายรีบลงจากรถ วิ่งเข้าป่าไป แม่นั่งรอ หยิบพัดมาโบกค่าเวลา สักพักก็ได้ยินเสียงดังขึ้น
       “แม่ ! แม่มานี่เร็ว !”
       แม่วิ่งตามเข้ามาหาลูกชายที่ตีนเขา
       “อะไรของเอ็ง ดูอะไรอยู่”
       แม่ชะโงกหน้าไปมอง เห็นวิเวียนนอนสลบ สภาพปาดเจ็บ
       “เขาตายหรือเปล่าแม่”
       
       แม่มองอย่าไม่แน่ใจ ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นวิเวียนก็สะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นมา สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว

 นีรนุชเดินเข้ามาที่หน้าคอนโด ถือถุงกล่องข้าวมาด้วย แต่ยังไม่ทันเข้าตัวตึก กุสุมาก็โผล่ออกมา

       
       “พี่สุ”
       กุสุมากระชากเสียงถาม
       “จะไปไหน”
       นีรนุชชักสีหน้าไม่พอใจ
       “นุชมาหาพี่อารุม”
       นีรนุชจะเดินผ่านไป กุสุมากระชากกลับมา
       “พอเธอรู้ว่ารุมกลับมาอยู่คอนโด แต่ก็ตามมาวุ่นวายกับเขาทันทีเลยนะ หน้าด้าน”
       กุสุมากระชากถุงกล่องข้าวเหวี่ยงทิ้ง นีรนุชเริ่มโกรธ
       “ทำอะไรของพี่เนี่ย”
       “กลับไปซะ ฉันจะดูแลอารุมเอง ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ”
       นีรนุชมองกุสุมาอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น แล้วยิ้มเยาะ
       “ใครกันแน่ที่หน้าด้าน พี่อารุมไล่พี่กลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอ ยังจะกล้ากลับมาอีก คิดเหรอว่าพี่อารุมเขาอยากจะเห็นหน้าพี่”
       กุสุมาตกใจ ไม่นึกว่านีรนุชจะรู้
       “คนทรยศอย่างพี่ มีแต่คนเขารังเกียจ อย่าว่าแต่จะได้ดูแลใครเลย แค่เข้าใกล้ก็ไม่มีใครต้องการแล้ว!”
       “นังนีรนุช”
       กุสุมาโกรธจัดเงื้อมือจะตบ นีรนุชหลบแล้วจับมือไว้ ก่อนจะผลักออกไป...นีรนุชเดินหนีไป กุสุมาตั้งหลักได้พุ่งมาด้านหลังบีบคอ
       “นังบ้า แกต้องตาย ฉันจะฆ่าแก !”
       นีรนุชพยายามแกะมือออก แต่กุสุมาบีบแน่น รปภ.เห็นเข้าก็รีบวิ่งเข้ามา
       “อะไรกันคุณ ปล่อยเดี๋ยวน้ะ”
       รปภ.ช่วยกันแกมือออกมา กุสุมาดิ้นรน นีรนุขโกรธมาก
       “เรียกตำรวจมาจับไปเลย ผู้หญิงคนนี้สติไม่ดี”
       กุสุมามองนีรนุชอย่างแค้นใจ เริ่มกลัวถูกจับไปจริงๆ เลยสะบัดหลุดจากรปภ.แล้ววิ่งหนีไป
       
       นีรนุชเล่าให้อารุมฟังอยู่ในห้อง อารุมตกใจ
       “แล้วนุชเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ข้าวที่สุซื้อมาฝากพี่อารุม หกกระจายหมดแล้ว เดี๋ยวนุชทอดไข่เจียวให้พี่แล้วกันนะคะ รอแป๊บนึง”
       นีรนุชจะลุกไป อารุมรีบบอก
       “ไม่ต้องหรอก พี่ไม่หิว พี่อยากไปเยี่ยมคุณวิศนี”
       อารุมจะลุกขึ้น นีรนุชดึงไว้
       “พี่อารุม อย่าเพิ่งไปเลยค่ะ เดี๋ยวก็ถูกไล่กลับมาอีก นุชให้พี่ชาติไปดูให้อยู่ค่ะ”
       อารุมโล่งใจขึ้นมาอย่างมีความหวัง
       
       เดชชาติยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าวอร์ดพยาบาล
       “ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วอารุม ถ้ารู้เรื่องยังไงจะรีบโทรกลับไปบอก”
       เดชชาติวางสาย แล้วหันไปเห็นพยาบาลพากรแก้วมา
       “สวัสดีครับ” เดชชาติยกมือไหว้
       “คุณเดชชาติ”
       กรแก้วมองอย่างประเมินว่าจะให้เยี่ยมดีหรือเปล่า
       
       วิศนีนอนหลับอยู่บนเตียง มีกรแก้วกับเดชชาติยืนดู
       “หมอบอกว่าอาการของคุณวิศนีไม่ได้หนักมากเท่าคุณอำนวย เธอคงจะไม่เป็นอะไร ช่วงนี้ฉันก็ต้องวิ่งดูคนป่วยสองห้องพร้อมกัน”
       เดชชาติมองกรแก้วอย่างเห็นใจ แล้วจับมือวิศนีบีบให้กำลังใจ
       “หายเร็วๆ นะครับคุณวิศนี”
       แววเปิดประตูพรวดเข้ามา ท่าทางลุกลี้ลุกลน พอเห็นทั้งสองก็ตกใจ
       “นี่พวกเธอมาทำอะไรกัน”
       เดชชาติรีบยกมือไหว้ แววไล่ทันที
       “ออกไป...ออกไปให้หมด”
       กรแก้วชะงัก
       “อะไรกันคะคุณแวว”
       “ออกไปเถอะน่า ไป๊!”
       แวววิ่งมาดึงแขนกรแก้ว แล้วผลักเดชชาติออกไป พอพ้นห้องก็รีบล็อคประตู ท่าทางมีพิรุธ
       
       เดชชาติยืนอยู่ในห้องพักอำนวยกับกรแก้ว
       “คุณกรแก้วครับ มันอาจจะฟังดูตลก แต่ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ ขอให้บอกได้เลยนะครับ ผมยินดีช่วยเต็มที่”
       กรแก้วสบตากับเดชชาติ เห็นแววตาจริงใจก็รู้สึกดี ท่าทีอ่อนโยนลง
       “ขอบคุณนะ”
       พยาบาลเปิดประตูเข้ามา หน้าตาตื่น
       “คุณกรแก้วคะ รบกวนที่ห้องคุณวิศนีด้วยค่ะ”
       
        กรแก้วกับเดชชาติตกใจ มองหน้ากัน


เดชชาติกับกรแก้วเดินกลับมา ได้ยินเสียงเอะอะดังมาทางหน้าห้อง ทั้งสองแหวกกลุ่มคนเข้าไป เห็นพวกเจ้าหนี้รุมล้อมแววกับหงวน เอะอะเสียงดัง
       
       “เอาเงินฉันคืนมานะ เอาคืนมา”
       “คิดจะเบี้ยวกันง่ายๆเหรอ”
       เดชชาติงงๆ
       “อะไรกันครับเนี่ย”
       เจ้าหนี้ชี้หน้าแวว
       “ก็ยายแววเนี่ยสิ ติดแชร์ฉัน ไปหาที่บ้านก็ไม่เจอ ต้องบังคับให้นังหงวนพามาที่นี่”
       “อีหงวน อีตัวแสบ”
       แววคว้าตัวหงวนมาจะไล่ตี หงวนวิ่งหนีไปหลบหลังกรแก้ว
       “แต่นี่มันโรงพยาบาลนะคะ คุณจะมาวุ่นวายที่นี่ไม่ได้” กรแก้วเสียงแข็ง
       “ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่ได้เงิน ฉันก็ไม่ไป”
       เจ้าหนี้รุมกันยื้อแย่งกระเป๋า จะถอดแหวนถอดกำไลจากแวว เอะอะไปทั่วโรงพยาบาล กรแก้วกับเดชชาติมองอย่างเหนื่อยใจ
       
       เดชชาติกลับเข้ามานั่งเฝ้าวิศนีอยู่ในห้อง ระหว่างที่กรแก้วไปทำธุระกับแวว วิศนีรู้สึกตัว กระสับกระส่าย แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น
       “คุณวิศนี คุณฟื้นแล้วเหรอครับ”
       วิศนีมองหน้าเดชชาติงงๆ เดชชาติดีใจ รีบวิ่งออกจากห้องไป
       
       กรแก้วหยิบเงินสดมาปึกหนึ่ง แล้วนับส่งให้เหล่าเจ้าหนี้ที่มายืนต่อแถวรอรับเงินอยู่
       “ครบกันทุกคนนะคะ ถ้างั้นก็เชิญกลับไปได้แล้ว”
       พวกเจ้าหนี้พยักหน้า แล้วทยอยกันออกไป เหลือแววกับหงวนที่ยืนเก้อๆอยู่
       “เรียบร้อยแล้วนะคะคุณแวว”
       แววสะบัดหน้าหนี เชิด หงวนไม่รู้จะทำยังไงเลยยกมือไหว้
       “ขอบคุณนะคะคุณผู้หญิง” หงวนสะกิดแวว “ขอบคุณคุณผู้หญิงสิคะคุณแวว”
       “เอ๊ะ นังนี่”
       แววหันไปจะด่า แต่พอเห็นสีหน้ากรแก้วก็แอบละอาย
       “ขอบใจ แล้วฉันจะหามาใช้ให้”
       
       กรแก้ว แวว หงวนตามเดชชาติเข้ามาในห้อง พร้อมกับพยาบาล
       “ไหน ลูกฉันฟื้นแล้ว ยายหนู”
       แววรีบแทรกเข้าไปกอดวิศนีอย่างดีใจ วิศนีทำตาปริบๆ พยาบาลรีบเข้ามาเช็คร่างกายวิศนี กรแก้วจับมือถามอย่างเป็นห่วง
       “เป็นยังไงบ้างคะ ยังปวดหัวอยู่ไหม”
       “ฉันเป็นอะไรไป”
       “คุณล้มหัวฟาดพื้นครับคุณวิศนี”
       วิศนีมองทุกคน
       “วิศนี...วิศนีคือใครคะ”
       ทุกคนตกตะลึงอีกรอบ
       
       เดชชาติ กรแก้ว แวว เข้าไปคุยกับหมอ
       “ลูกฉันความจำเสื่อมเหรอหมอ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ”
       หมออธิบาย
       “เป็นไปได้ว่าสมองจะกรทบกระเทือน ตอนที่หกล้มน่ะครับ หมอคงต้องเช็คคลื่นสมองอีกรอบครับ”
       กรแก้วสบตากับเดชชาติอย่างกังวล
       
       อวลอบกับโยธินมาเยี่ยมวิศนี ตื่นเต้นกันใหญ่ อวลอบโผเข้าไปกอด
       “หนูวิศนี ทูนหัวของป้า”
       “ผมดีใจมากเลยนะครับที่คุณไม่เป็นอะไร”
       วิศนีทำหน้างงๆ
       “คุณสองคนเป็นใครคะ”
       อวลอบกับโยธินทำหน้าเจื่อน
       “ผมชื่อ...”
       โยธินยังไม่ทันบอก อวลอบแทรกทันที
       “โยธิน คู่หมั้นของหนูวิศนีไงจ๊ะ ส่วนป้าก็เป็นแม่ของโยธิน”
       “คู่หมั้นเหรอคะ”
       วิศนีหันไปมองกรแก้ว
       “ค่ะ คุณโยธินเป็นคู่หมั้นของคุณ”
       โยธินยิ้มให้
       “เรากำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ไงครับคุณวิศนี”
       “ดีจังเลยนะคะที่หนูไม่เป็นอะไร เราจะได้ไม่ต้องเลื่อนกำหนดการ นะตาโยนะ”
       
        อวลอบพยักเพยิดกับโยธิน วิศนีมองทั้งสองอย่างว่างเปล่า ทำเหมือนจำอะไรไม่ได้เลย แต่จริงๆ จำได้ ขณะที่กรแก้วมองสองแม่ลูก ไม่เห็นด้วยเท่าไร

 โยธินกับอวลอบเดินออกมาจากในห้อง กรแก้วเดินตามมา

       
       “คุณพี่คะ ดิฉันว่าเรื่องแต่งงาน ควรจะเลื่อนไปก่อนดีกว่าค่ะ”
       “โฮ้ย เลื่อนได้ยังไงคะ พี่ให้คนเตรียมงานไปแล้ว”
       “แต่คุณวิศนียังไม่หายดีนะคะ”
       โยธินรีบตัดบท
       “เธอก็ดูปกติดีนี่ครับ ตอนนี้อาจจะยังงงๆ เพราะจำเรื่องของตัวเองไม่ได้ แต่ผมว่าเดี๋ยวความทรงจำเธอก็กลับมาเอง”
       กรแก้วนิ่ง ยังไม่เห็นด้วยอยู่ อวลอบจึงพยายามพูด
       “น้องกรคะ พี่รู้นะว่าน้องคงจะเหนื่อยมากที่ต้องดูแลคนป่วยพร้อมกันสองคนแบบนี้ ทำไมไม่ให้พี่เข้ามาช่วยดูแลหนูวิศนีล่ะคะ”
       อวลอบยิ้มประจบกรแก้วที่ยังลังเลอยู่
       
       อารุมได้ยินข่าวจากเดชชาติ ตกใจ
       “คุณวิศนีความจำเสื่อมเหรอ”
       “หมอบอกว่าอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น”
       “มันเป็นความผิดของฉันเอง”
       อารุมก้มหน้าเศร้า นีรนุชแตะแขนปลอบโยน
       “ไม่มีใครอยากมันเกิดขึ้นหรอกค่ะพี่อารุม พี่อย่าโทษตัวเองสิคะ”
       “พี่จะไปเยี่ยมเขา”
       “แกไปตอนนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าคุณกรแก้วกับคุณแววผลัดกันมาเฝ้า แถมไอ้โยธินก็ยังเทียวไปเทียวมาอีกด้วย”
       อารุมเซ็ง นิ่งคิดหาวิธี
       “แกช่วยฉันหน่อยสิวะ ฉันต้องการพบคุณวิศนีจริงๆ”
       เดชชาติหนักใจ
       
       เดชชาติวางกระเช้าของเยี่ยมลงข้างๆ เตียงวิศนี กรแก้วขยับเข้ามาบอก
       “นี่คุณเดชชาติ เป็นเพี่อนที่บริษัทของคุณค่ะ”
       วิศนีสบตากับเดชชาตินิ่งๆ เดชชาติยิ้มให้
       “คุณวิศนีเคยช่วยผมไม่ให้ถูกตำรวจจับข้อหาทำร้ายร่างกาย แล้วคุณก็เคยไปช่วยแม่ผมขายขนมที่ตลาดด้วย จำได้ไหมครับ”
       วิศนีมองเดชชาติ มีแววจำได้ขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วรีบกลบเกลื่อน
       “จำไม่ได้ค่ะ”
       เดชชาติหน้าเจื่อน แล้วฝืนยิ้มอีกครั้ง หยิบขนมในถุงส่งให้ดู
       “นี่เป็นขนมของแม่ผม ท่านฝากมาเยี่ยมคุณครับ”
       วิศนีรับขนมมาพลิกมอง ไม่มีท่าทีจำอะไรได้ กรแก้วหนักใจ
       “คุณเดชชาติอยู่เป็นเพื่อนคุณวิศนีไปก่อนนะคะ”
       กรแก้วเดินออกจากห้องไป เดชชาติมองตามอย่างโล่งใจ วิศนีส่งขนมคืน
       “ขอโทษนะคะ ฉันจำไม่ได้จริงๆ”
       “ไม่เป็นไรครับ เรายังมีเวลาที่จะทำความรู้จักกันใหม่ คุณวิศนีอยากลงไปเดินเล่นไหมครับ”
       วิศนีมองเดชชาติงงๆ แต่ก็พยักหน้า
       
       เดชชาติประคองวิศนีลงมาที่ชั้นล่าง
       “เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
       “ก็เดินเล่นแถวๆ นี้แหละครับ แต่ว่า...เดี๋ยวจะมีเพื่อนผมตามมาสมทบด้วย”
       วิศนีเริ่มเอะใจ มองเดชชาติเป็นเชิงถาม ทันใดนั้นเสียงอารุมก็ดังขึ้น
       “วิศนี”
       วิศนีหันไปมอง เห็นอารุมกับนีรนุชยืนอยู่ อารุมยิ้มดีใจที่ได้พบเธออีกครั้ง รีบเดินเข้ามาหา
       “คุณเป็นยังไงบ้าง ปวดหัวไหม”
       อารุมจับมือเธอขึ้นมา แต่วิศนีชักมือออก
       “คุณคือใครคะ”
       อารุมหน้าเสียไปเล็กน้อย แม้จะรู้อยู่แล้ว เดชชาติพยายามบอก
       “อารุมเป็นเพื่อนผมไงครับ แล้วก็...เป็นเพื่อนของคุณด้วย”
       วิศนียังคงมองอารุมนิ่งแบบจำไม่ได้ เดชชาติตัดบท
       “เดี๋ยวผมกับนุชขอไปซื้อน้ำก่อนนะครับ ดูแลคุณวิศนีด้วยนะอารุม”
       เดชชาติตบไหล่เพื่อนแล้วลากนีรนุชออกไป วิศนีกับอารุมสบตากัน ชายหนุ่มมีรอยยิ้มดีใจ แต่หญิงสาวดูมึนงง
       
       เดชชาติลากนีรนุชมาหลบมุมดูทั้งสองเงียบๆ
       “คุณวิศนีก็ดูปกติดีนะพี่ชาติ”
       “คนความจำเสื่อมชั่วคราว จะให้ทำเอ๋อหรือไงยายคนนี้”
       นีรนุชมองค้อน แล้วซุ่มดู
       “แล้วพี่อารุมจะช่วยคุณวิศนีให้จำได้เหรอ”
       “ก็ต้องลองดู สองคนนี้ผูกพันกันมานาน ยังไงก็ต้องมีเรื่องที่สะกิดใจคุณวิศนีบ้างแหละน่า”
       
       เดชชาติบอกอย่างมีหวัง

 อารุมจูงวิศนีไปนั่งที่เก้าอี้ ที่ไม่มีคนพลุกพล่านมารบกวน

       
       “เราไม่ควรมาไกลนะคะ เดี๋ยวคุณคนนั้นจะหาเราไม่เจอ”
       “เดชชาติมันไม่ตามมาหรอกครับ มันฝากให้ผมดูแลคุณแล้วไง”
       “แต่ฉันไม่รู้จักคุณเลยนะคะ ไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับคุณเลย คุณเป็นใครกันแน่ เป็นเพื่อนฉันจริงเหรอ”
       อารุมชะงัก หน้าเสีย
       “ไม่ใช่ คุณไม่ได้เป็นเพื่อนกับผม”
       วิศนีชะงัก จะลุกหนี แต่อารุมจับแขนไว้ แล้วเลื่อนลงมาที่มือของเธอค่อยๆ ยกมือเธอมาแตะที่หัวใจของตัวเอง
       “คุณจำเสียงหัวใจแบบนี้ได้ไหม จำได้ไหมว่าคุณเคยได้ยินมันมาก่อน”
       “ทำไมฉันถึงต้องเคยได้ยิน”
       “เพราะเราเป็นคนรักกัน”
       วิศนีทำหน้าตกใจ พยายามชักมือออก แต่อารุมจับแน่น
       “คุณเคยรักผมนะวิศนี แล้วผมก็รักคุณ”
       “ไม่! ไม่จริง ฉันไม่เชื่อคุณ”
       “เราสองคนคือคนรักกันจริงๆ ก่อนหน้านี้เราอยู่ด้วยกันที่ต่างจังหวัด แต่คุณหนีผมกลับมา”
       “เป็นไปไม่ได้ พวกคุณเป็นใครกันแน่ ต้องการอะไร”
       วิศนีลุกขึ้น ท่าทางหวาดระแวง อารุมรีบลุกตาม
       “ผมไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากอยากได้คนรักของผมกลับมา”
       อารุมดึงวิศนีเข้ามากอดแน่น
       “แล้วอ้อมกอดนี้ล่ะ คุณจำได้ไหม”
       วิศนีตัวชา สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากกายของเขา ใจเกือบจะอ่อน แต่แล้วโยธินก็เข้ามากระชากอารุมไปชกโครม
       “ไอ้อารุม แกอีกแล้ว!”
       อารุมล้มลงไป โยธินจะตามไปกระทืบ วิศนีดึงแขนไว้
       “ช่วยฉันด้วยค่ะ เขาลวนลามฉัน”
       อารุมผิดหวัง
       “วิศนี!”
       “ฉันไม่เชื่อที่คุณพูดแม้แต่คำเดียว คุณจะเป็นคนรักของฉันได้ยังไง ในเมื่อ” วิศนีเกาะแขนโยธิน “คุณโยธินเป็นคู่หมั้นฉัน แล้วเราก็กำลังจะแต่งงานกัน”
       อารุมพยายามแย้ง
       “ไม่ใช่นะ”
       “ทำไมจะไม่ใช่ แกไปถามใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าฉันกับคุณวิศนีเป็นอะไรกัน เลิกเอาเรื่องจอมปลอมของแกมาใส่หัวแฟนฉันได้แล้ว”
       โยธินพูดจบรีบประคองวิศนีออกไป เดชชาติกับนีรนุชวิ่งมา
       “อารุม เป็นไงบ้างวะ”
       อารุมไม่ตอบ ได้แต่มองตามวิศนีไป แล้วเช็ดเลือดที่ปาก
       
       เดชชาติกับนีรนุชพาอารุมออกมา
       “ใจเย็นๆ นะเว้ยอารุม ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา ถ้าแกมาหาคุณวิศนีบ่อยๆ เธอจะต้องจำทุกอย่างได้”
       “พวกเราจะคอยส่งข่าวเวลาที่นายโยธินอยู่ที่บริษัท จะได้ไม่มีคนมาขัดขวางพี่อีก”
       “ขอบใจมากนะ” อารุมมองไปที่ตึกโรงพยาบาลอย่างเศร้าๆ “ฉันก็ไม่ยอมแพ้หรอก ฉันเป็นคนทำให้เธอเป็นแบบนี้ ยังไงฉันก็ต้องรับผิดชอบให้คุณวิศนีได้ความทรงจำกลับคืนมาให้ได้”
       
       อวลอบรินน้ำให้วิศนีกิน ปากก็พูดเจื้อยแจ้ว
       “ไอ้อารุมมันรู้จักกับหนูวิศนีจริงค่ะ แต่มันไม่ใช่คนรักของหนู มันเกลียดหนูจะตาย”
       วิศนีนอนนิ่งฟังเฉย หันหลังให้ ไม่อยากฟัง แต่ทั้งสองยังไม่รู้ตัว
       โยธินใส่ไฟต่อ
       “คุณวิศนีต้องระวังตัวนะครับ มันยังแค้นคุณวิศนีอยู่ เพราะคุณเคยทำให้คนรักของมันตาย”
       “ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้มันก็ลักพาตัวหนูไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วที่หนูหกล้มหัวฟาดพื้น ก็เพราะมันพยายามจะจับตัวหนูไปอีกนี่แหละ”
       วิศนีฟังแล้วก็รำคาญขึ้นทุกขณะ
       “คุณวิศนีอย่าให้มันเข้ามาใกล้อีกนะครับ เจอมันที่ไหนก็เรียกคนมาลากตัวมันไปได้เลย”
       วิศนีเอามืออุดหูอย่างสุดจะทนฟัง
       “พอได้แล้วค่ะ ฉันไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้แล้ว ฉันปวดหัว”
       โยธินกับอวลอบตกใจ วิศนีเอามือกดเรียกพยาบาล ครู่หนึ่งพยาบาลก็เปิดประตูเข้ามา
       “ฉันปวดหัว ช่วยฉันด้วยค่ะ”
       พยาบาลตกใจ
       “งั้นคุณสองคนออกไปก่อนนะคะ”
       
       พยาบาลรีบต้อนสองแม่ลูกออกไป แล้วเข้ามาหาวิศนี

โยธินกับอวลอบหันมาคุยกัน

       
       “อาการขึ้นลงๆ แบบนี้ จะเข้าพิธีไหวไหมครับคุณแม่”
       “ยังไงก็ต้องเข้า เรารอช้าไม่ได้หรอกนะ วิศนีจำอะไรไม่ได้แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้เอาข้อมูลใส่หัวได้ง่ายๆ”
       โยธินยิ้มมีแผน
       “งั้นผมจะเป่าหูเรื่องไอ้อารุมเป็นคนเลว ให้คุณวิศนีฟังทุกวัน”
       “แค่ไอ้อารุมคนเดียวไม่พอ เพื่อนมันอีกสองคนด้วย แกก็ต้องทำให้วิศนีเกลียดพวกมันให้หมด วิศนีจะได้รู้สึกว่าไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีก นอกจากเราสองคนแม่ลูก”
       สองแม่ลูกยิ้มร้ายให้กัน
       
       เดชชาติกับนีรนุชมาถึงที่ทำงาน เห็นป้ายหน้าบริษัทมีพนักงานมุงอยู่เต็ม ทั้งสองเห็นลูกเกด ชมพู่ ยุพเยาว์อยู่ด้วย รีบเดินไปหา เดชชาติเข้าไปถาม
       “มีอะไรกันเหรอ”
       ยุพเยาว์หันมาบอก
       “ประกาศเรื่องปรับโครงสร้างบริษัทใหม่น่ะ”
       ชมพู่เสริม
       “มีคนถูกเลย์ออฟเพียบเลย บางคนก็ถูกลดตำแหน่ง”
       ลูกเกดยิ้มร่า
       “แต่พวกฉันไม่โดนนะ โล่งอก”
       เดชชิตกับนีรนุชมองหน้ากัน เอะใจ รีบแทรกเข้าไปดู
       “ไหนขอดูหน่อย”
       เดชชาติกับนีรนุชแยกกันไล่รายชื่อคนละกระดาน แล้วสะดุ้งพร้อมกัน
       “เฮ้ย !”
       ทั้งสองคนหันหน้ามาเจอกัน นีรนุชชะงักอึ้ง
       “ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ”
       
       เดชชาติกับนีรนุชพรวดพราดเข้าไปในห้องโยธิน อวลอบนั่งอยู่ในห้อง
       “คุณกลั่นแกล้งพวกเรา”
       โยธินเงยหน้ามองทั้งสองอย่างใจเย็น ยิ้มเยาะ
       “อะไรกัน อยู่ๆ ก็บุกเข้ามากล่าวหาฉันถึงในห้อง มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ”
       นีรนุชโยนกระดาษรายชื่อพนักงานลงบนโต๊ะ
       “คุณไม่มีสิทธิ์มาย้ายตำแหน่งเราโดยพลการ”
       อวลอบยิ้มหยัน
       “ทำไมจะไม่มี ในเมื่อฉันเป็นผู้บริหารของที่นี่ ได้รับอำนาจจากคุณวิศนี”
       “พอดีฉันเห็นว่าตัวแทนขายของเรามันเยอะเกินไป ในขณะที่ตำแหน่งระดับล่างๆ ยังคนอีกเยอะ ดูหน่วยก้านแล้วคุณสองคนก็น่าจะทำได้ดี ถึงอยากจะสนับสนุน”
       เดชชาติแค้นมาก
       “แกจะอ้างอะไรก็ได้ แต่ฉันรู้เจตนาแกดี ไอ้โยธิน”
       “อย่ามาขึ้นไอ้ขึ้นอีกับพวกฉันนะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พวกฉันไม่ได้บังคับเธอสองคน ถ้าไม่พอใจกับงานใหม่ ก็เชิญลาออกไปสิ”
       เดชชาติกับนีรนุชมองทั้งสองอย่างเดือดดาล
       “ก็ได้ พวกฉันลาออก”
       เดชชาติกับนีรนุชผลุนผลันออกไป อวลอบกับโยธินยิ้มให้กันอย่างสะใจ
       
       เดชชาติกับนีรนุชเล่าเรื่องให้อารุมฟัง
       “พวกมันจงใจบีบเราออกจากงานค่ะพี่อารุม มันให้นุชลดตำแหน่งไปเป็นแม่บ้านบริษัท”
       “ของฉันเจอเป็นรปภ.เลยเหอะ ใครจะยอมวะ”
       “ยังไม่พอนะพี่อารุม พวกมันสยายปีกเต็มบริษัท ใครไปประจบเข้าเป็นพวกก็ได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่ ใครต่อต้านก็ถูกปลดออก”
       “ได้ยินอย่างนี้ ฉันยิ่งไม่สบายใจ ถ้ามันควบคุมบริษัทได้ ก็เท่ากับว่าคุณวิศนีจะไม่เหลืออะไรเลยนะ”
       เดชชาติครุ่นคิด
       “หรือว่านี่คือเป้าหมายของสองแม่ลูก ที่ท่านประธานเจ็บหนัก ไม่ใช่เพราะโจรกระจอกที่ไหน แต่เป็นพวกมัน”
       อารุม มองหน้าเดชชาติ นีรนุช เริ่มสงสัย
       
       วิเวียนนอนอยู่ที่เตียงผู้ป่วยรวม ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้น พร้อมกับอาการระบมไปทั่วตัว สองแม่ลูกเดินเข้ามาพอดี
       “ตื่นแล้วเหรอคุณ”
       วิเวียนชะงักมองทั้งสองอย่างแปลกใจ
       “เราสองคนไปเจอคุณนอนสลบอยู่ในป่า ก็เลยพามาส่งโรงพยาบาล”
       วิเวียนนิ่งคิดทบทวน แล้วเอามือลูบท้องตัวเองอย่างลืมตัว แม่มองอย่างเห็นใจ
       “ลูกคุณเขาไม่อยู่กับคุณแล้วล่ะ”
       วิเวียนอึ้งๆ น้ำตาคลอออกมาทันที
       “บ้านคุณอยู่ที่ไหน หรือจะให้เราติดต่อญาติมารับดี”
       
       วิเวียนมองสองแม่ลูกน้ำตาคลอๆ แต่แววตาวาววาบขึ้นมาด้วยอารมณ์แค้น

 วันใหม่...วิศนีออกมาเดินเล่นตามลำพัง คิดถึงอารุมที่แวะมาเมื่อวาน เธอนึกถึงตอนที่เขาจับมือของเธอมาแตะที่หัวใจของเขา

       
       “คุณจำเสียงหัวใจแบบนี้ได้ไหม จำได้ไหมว่าคุณเคยได้ยินมันมาก่อน”
       “ทำไมฉันถึงต้องเคยได้ยิน”
       “เพราะเราเป็นคนรักกัน”
       วิศนีทำหน้าตกใจ พยายามชักมือออก แต่อารุมจับแน่น
       “คุณเคยรักผมนะวิศนี แล้วผมก็รักคุณ”
       วิศนีพยายามหลับตาไล่ความคิดนั้นไป แต่อีกภาพก็เข้ามาอีกเหมือนเดิม ภาพตอนที่เขาโผเข้ากอดเธอแวบเข้ามา
       “แล้วอ้อมกอดนี้ล่ะ คุณจำได้ไหม”
       วิศนีเอามือโอบตัวเอง หวนคิดถึงความอบอุ่นนั้นอย่างทรมานใจ แล้วจะเดินต่อไป แต่ก้าวพลาดเกือบหกล้ม อารุมเข้ามาประคองไว้ทันที พอวิศนีหันไปเห็นเขาก็ตกใจ
       “คุณจะไปไหน ผมจะพาไป”
       “เปล่า ฉันจะไปเดินเล่น”
       “งั้นผมไปด้วย”
       วิศนีเลิ่กลั่ก ทำเป็นจะร้องให้คนช่วย อารุมรีบปิดปากไว้
       “ให้ผมไปเถอะ วันนี้ผมมีของจะให้คุณด้วยนะ เผื่อจะทำให้คุณจำผมได้ คุณไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำตัวเองเหรอ”
       วิศนีมองนิ่ง ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน
       
       อารุมพาวิศนี่มานั่งที่ม้านั่งในโรงพยาบาล...เขาวางกล่องกระดาษลงข้างๆ ม้านั่ง แล้วเปิดออกมาเห็นของมากมายในนั้น มีโทรศัพท์ที่พังๆ อยู่เครื่องหนึ่ง
       “อันนี้ คุณพอคุ้นๆ บ้างไหม”
       วิศนีมอง แต่ไม่ยอมตอบ
       “เป็นโทรศัพท์เครื่องเก่าของผมที่คุณทำพังตอนเราพบกันครั้งแรก ตอนนั้นคุณขับรถชนรถผม แล้วเราก็ทะเลาะกัน”
       อารุมหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ของวิศนีขึ้นมา
       “ส่วนอันนี้...” อารุมยิ้มๆ “สมุดบันทึกการทำงานวันแรกของคุณ ผมสั่งให้คุณทำงาน แต่ดูสิว่าคุณเขียนอะไร”
       วิศนีเห็นภาพในสมุดก็น้ำตาคลอเพราะจำได้ ซึ้งที่อารุมยังเก็บไว้ แต่ไม่อยากแสดงออกว่าจำได้ เลยรีบก้มหน้าหลบสายตา อารุมหยิบโมบายล์หอยออกมาพอดี
       “แล้วนี่ก็คือโมบายล์ที่เราช่วยกันทำ...ตอนนั้นคุณมือเจ็บ ผมก็เลยให้คุณสอน”
       วิศนีทนไม่ไหว
       “พอได้แล้ว! ฉันจำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอก”
       อารุมชะงัก วิศนียังคงก้มหน้า
       “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือคุณโมเมแต่งขึ้น”
       “ผมไม่ได้โกหกคุณนะ”
       วิศนีกลั้นน้ำตา แล้วเงยหน้าขึ้นมองอารุมแววตากร้าว
       “เหรอ...งั้นเล่าเรื่องที่ฉันขับรถชนคนรักของคุณให้ฟังหน่อยสิคะ เพราะฉันจำไม่ได้เลย”
       อารุมอึ้ง หน้าถอดสี วิศนียิ้มอย่างขมขื่น
       “นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องจริง คุณถึงทำหน้าอย่างนี้ คุณคิดจะแก้แค้นฉันอย่างที่โยธินบอกไว้จริงๆ ด้วย”
       “ผมไม่มีความแค้นอะไรกับคุณอีกแล้ว”
       “งั้นคุณมาตามวุ่นวายกับผู้หญิงที่เป็นฆาตกรอย่างฉันทำไม ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะรักฉันได้ลงคอ ไม่มีทาง”
       วิศนีลุกหนีไปทันที ทิ้งให้อารุมนิ่งอึ้ง อารุมไม่เห็นว่าน้ำตาวิศนีไหลเป็นทางเพราะความเสียใจที่ต้องหักใจตัวเอง...กุสุมาแอบมองทั้งสองอยู่ สายตาอาฆาต...
       อารุมเก็บของเดินคอตกเศร้าออกไป
       วิศนีนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในห้องพักของตัวเอง รู้สึกผิดที่ต้องร้ายกับอารุม
       
       เดชชาติไปคุยกับเจ้าของอู่แท็กซี่เพื่อของาน เจ้าของอู่ให้เช่ารถไปคันหนึ่ง
       นีรนุชเดินเตะฝุ่นหางานทำ เจอป้ายรับสมัครแม่ครัวร้านอาหาร รีบจดเบอร์ไว้
       
       เดชชาติขับแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน นีรนุชโผล่หน้าออกมาพอดี
       “พี่ชาติ ! หยุดๆๆๆ อย่าเพิ่งไป มาบ้านนุชก่อน”
       “อะไรอีกล่ะ”
       “ไปขับรถมาสนุกไหม”
       เดชชาติ ส่ายหน้า
       “ไม่หนุกอะ ไม่มีผู้โดยสารเลย หักค่าแก๊สแล้วก็เข้าเนื้อตั้งแต่วันแรกเลย”
       “แล้วหิวไหม”
       “ก็หิวนิดหน่อย ทำไมเหรอ”
       “นุชหัดทำกับข้าว มาช่วยชิมหน่อยสิ เรียกป้าพิมกับเด็กๆ มาด้วยนะ” นีรนุชบอกยิ้มๆ
       
       เดชชาติ พิม น้องๆ นั่งที่โต๊ะอาหาร
       “นี่มันอะไรกันเหรอลูก นุชจะเลี้ยงพวกป้าเนื่องในโอกาสอะไร” พิมหันมาถาม
       เดชชาติแกล้งแหย่
       “อย่าเรียกว่าเลี้ยงเลยแม่ เป็นหนูทดลองสิไม่ว่า”
       นีรนุชยิ้มๆ
       “นุชจะไปสมัครเป็นแม่ครัวร้านอาหารจ้ะ เขาขอทดสอบฝีมืออาหาร 2-3 อย่าง นุชก็เลยต้องซ้อมมือ” หญิงสาวหันไปหาเด็กๆ “เอาล่ะนะ พร้อมนะคะทุกคน”
       นีรนุชหายเข้าครัวไป แล้วเอาอาหารจานแรกออกมาวาง ทุกคนชะโงกหน้ามอง
       “หน้าตาดีนะนุช” พิมชม
       นีรนุชตื่นเต้น
       “งั้นต้องลองชิมกันหน่อยสิจ๊ะว่ารสชาติดีเหมือนหน้าหรือเปล่า”
       ทุกคนลองตักกิน นีรนุชมองลุ้นๆ
       “อร่อยนี่พี่นุช”พิชิตหันมาบอก
       นีรนุชดีใจ
       “จริงเหรอ”
       รักชาติกินอย่างอร่อยก่อนจะบอก
       “รสชาติแบบนี้ดีกว่าพี่ชาติทำอีก”
       “เฮ้ย จริงเหรอ”
       เดชชาติตักชิม แล้วทำหน้าพอใจ นีรนุชมองลุ้นๆ เดชชาติทำหน้าครุ่นคิด แล้วตักกินอีกคำ
       “มันต้องชิมซ้ำๆ ถึงจะแน่ใจ”
       นีรนุชถามอย่างลุ้นๆ
       “พี่ชาติ ว่าไง”
       “มันก็มีรสอร่อยติดลิ้นอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวหรือเปล่า”
       “พี่ชาติอะ งั้นไม่ต้องกินแล้ว”
       นีรนุชฉุนดึงจานหนีเดชชาติ น้องๆ ทำจมูกฟุดฟิด
       “พี่นุช...” องอาจถามอย่างไม่แน่ใจ “พี่นุชทำอาหารมาครบหรือยัง”
       “ยัง เหลือจานพิเศษอีกอย่างนึง”
       ใจภักดิ์หันมาถาม
       “แล้ว...จานพิเศษที่ว่ามันต้องไหม้ๆ ด้วยหรือเปล่าพี่”
       นีรนุชทำหน้าไม่เข้าใจ แต่แล้วก็ได้กลิ่นควันลอยเข้ามา
       “ว้าย!”
       นีรนุชหันกลับไปมองที่ครัว เห็นควันโขมงพุ่งมาจากในครัว
       “ไฟไหม้”
       เดชชาติกับครอบครัวลุกขึ้น รีบวิ่งไปช่วย พิมหันไปสั่งลูกๆ
       “ไปเอาน้ำมาเร็วๆ เข้า”
       
       เดชชาติกับน้องๆ กระจายกันออกไป ช่วยกันหาน้ำมาสาด แต่เห็นควันหน้าทึบ

 

 



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 30 พ.ย. 55 18:10:43
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน