อุบัติเหตุ ตอนที่ 19

 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 19

อุบัติเหตุ ตอนที่ 19

  ในเวลาต่อมาทั้งหมดนอนแผ่หลาอยู่ที่บ้านเดชชาตินั่นเอง ต่างคนต่างหน้าดำมอมแมมเพราะเขม่าควันไฟไปตามๆ กัน นีรนุชถอนใจ

       
       “ดีนะที่ไฟไม่ไหม้บ้าน”
       “ก็เกือบไปล่ะ ถ้าเธออยู่เม้าท์นานกว่านี้อีกหน่อย แม่คุณเอ๊ย อย่าไปเป็นเลยแม่ครัว มีอย่างที่ไหน ทำอาหารอยู่ดันออกมาเม้าท์กับลูกค้า” เดชชาติส่ายหัว
       “แล้วนุชจะไปเป็นอะไรล่ะ จะกลับไปเป็นแม่บ้านก็ไม่เอาหรอก”
       พิมออกความเห็น
       “เอางี้ดีกว่านุช นุชมาช่วยป้าทำขนมไหมล่ะ เดี๋ยวป้าให้ค่าแรง แถมเปอร์เซ็นต์ยอดขายด้วยเอ้า”
       นีรนุชอึกอัก
       “จะดีเหรอคะป้า”
       “ดีสิ ป้าเหนื่อยแล้ว อยากมีคนช่วย ถ้านุชทำดี อีกหน่อยป้าจะยกให้ทั้งแผงเลย”
       นีรนุชยิ้มมีความหวัง ค่อยเห็นหนทางชีวิตที่ดีขึ้น
       
       ไม่นานต่อมา เดชชาติเดินมาส่งนีรนุชหน้าบ้าน
       “ทีนี้ก็หายเครียดได้แล้วนะว่าจะไม่มีงานทำ”
       “แต่นุชก็เสียดายวิชาที่เรียนมาเหมือนกัน”
       “อย่าไปคิดมากเลย มีคนตั้งเยอะที่เขาได้ทำงานไม่ตรงสายแล้วก็ประสบความสำเร็จ ไม่แน่นะ อีกหน่อยนุชอาจจะเป็นเจ้าแม่แฟรนไชส์ขนมไทยที่ดังไปทั่วประเทศก็ได้ แบบแม่กิมลั้ง กิมไล้ กิมลุ้ยไง อีกหน่อยอาจจะมีแม่กิมนุชอีกคน”
       นีรนุชค่อยยิ้มออก สบตาเดชชาติอย่างซาบซึ้ง
       “ขอบคุณนะคะพี่ชาติ พี่กับครอบครัวมีบุญคุณกับนุชจริงๆ”
       “เราอยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะ ถึงคนละสายเลือดแต่ก็เหมือนครอบครัวเดียวกันอยู่แล้วล่ะน่า ไปนอนได้แล้ว”
       เดชชาติขยี้หัวนีรนุช แล้วเตรียมเดินกลับบ้าน แต่โทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน
       “ฮัลโหล สวัสดีครับ เดชชาติพูด...ใครนะครับ วิเวียน ! วิเวียนเป็นอะไร”
       นีรนุชหันขวับมองอย่างสนใจ
       
       วันใหม่...อารุม เดชชาติ นีรนุช เดินเข้ามาในห้องพักฟื้นคนไข้ชองโรงพยาบาล มองหาวิเวียน จนเห็นเธอนั่งหน้าเซียวอยู่
       “พี่วิ” นีรนุชเรียก
       วิเวียนมองทั้งสามอย่างดีใจ อารุม เข้าไปถาม
       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ วิเวียน”
       วิเวียน มองหน้าทุกคน น้ำตาไหลออกมา
       “ฉัน...ฉันถูกพวกมันลวงมาฆ่าปิดปาก”
       เดชชาติถามเสียงเข้ม
       “ใคร”
       “ก็ไอ้โยธินกับแม่มันน่ะสิ มันต้องการจะเก็บฉัน เพื่อที่โยธินจะได้แต่งงานกับคุณวิศนี แล้วก็ยึดทุกอย่างมาเป็นของตัวเอง”
       อารุมชะงักอึ้ง
       “หมายความว่ายังไง”
       “พวกมันต้องการฮุบบริษัท แล้วมันก็เป็นคนทำร้ายท่านประธานด้วย”
       อารุม เดชชาติ นีรนุชมองหน้ากันอย่างตกใจ วิเวียนละล่ำละลัก
       “ตอนแรกฉันไม่กล้าบอกใคร แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจ ฉันจะแก้แค้นมัน จะยอมร่วมมือกับพวกเธอทุกอย่าง พวกเธอต้องจัดการมันให้ได้”
       
       วิศนีนอนอยู่บนเตียง ฟังกรแก้ว โยธิน อวลอบ และแวว พูดจากันเรื่องงานแต่ง
       “วันนี้คุณวิศนีจะออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหมครับ ดีเหมือนกัน กลับไปอยู่บ้าน เห็นบรรยากาศเก่าๆ จะได้ช่วยให้จำอะไรได้เร็วขึ้น” โยธินยิ้มให้วิศนี
       อวลอบยิ้มแย้มเอาใจ
       “หนูวิศนีแข็งแรงแล้วดิฉันก็โล่งใจ เพราะงานแต่งงานก็อาทิตย์หน้าแล้ว”
       กรแก้วอึดอัดใจ แต่แววชักสีหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ
       “ทำไมต้องรีบร้อนก็ไม่รู้ ทำอย่างกับกลัวจะไม่ได้แต่ง”
       อวลอบมองค้อนแวว
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ แค่ไม่อยากให้เสียฤกษ์ แต่ยังไงเชิญคุณแววด้วยนะคะ”
       แววเชิด
       “ฉันไม่ไปหรอก ใครอยากแต่งก็แต่งกันไป แต่ยังไงฉันก็ถือว่ามีลูกสาวคนเดียว ไม่รับหมั้นลูกเขยที่ไหนทั้งนั้น”
       “งั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะได้จัดสินสอดแค่ชุดเดียว” โยธินแกล้งถาม “เอ คุณแม่ครับ เงินสดกับทองรวมกันเท่าไรนะครับ ที่คุยกับคุณอากรแก้วไว้”
       “ห้าล้านจ้ะ”
       แววสะดุ้ง ตาเบิกโพลง ทวนคำ แล้วรีบแก้ตัว
       “ฉันเปลี่ยนใจ มาหน่อยก็ดี ยังไงพ่อเขาก็มาร่วมงานไม่ได้อยู่แล้ว เดี๋ยวคนจะนินทาเอา”
       วิศนีมองแววอย่างรู้ทัน แอบทำหน้าอ่อนใจ แล้วหันไปหากรแก้ว
       “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ วันก่อนพยาบาลบอกว่าตอนเข้ามาเปลี่ยนน้ำเกลือ แอบเห็นคุณอำนวยขยับนิ้วด้วย เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ”
       
       วิศนียิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แต่อวลอบกับโยธินสะอึก ใจไม่ดี

 เวลาต่อมา โยธินกับอวลอบเดินเข้าบ้านท่าทางหนักใจ

       
       “ยังไงกันล่ะเนี่ย ไอ้บ้าเอ๊ย อยู่ๆ ก็จะฟื้นขึ้นมาตอนช่วงสำคัญ”
       “แต่มันอาจจะจำอะไรไม่ได้เหมือนคุณวิศนีก็ได้นะครับ โดนไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน”
       “ยังไงแม่ก็วางใจไม่ได้ สงสัยต้องให้ไอ้ชีพออกโรงอีกครั้ง”
       อวลอบครุ่นคิด
       
       วิศนีกลับมาที่บ้านพร้อมกับกรแก้วและแวว สมจิตกับละอองหิ้วกระเป๋าเข้ามาให้
       “หนูขึ้นไปพักผ่อนนะลูก เดี๋ยวจะแม่จะอยู่เป็นเพื่อนเอง” แววรีบพูดเอาใจลูกสาว
       กรแก้วดูแลให้สมจิตกับละอองหิ้วกระเป๋าเข้ามา ก่อนจะบอก
       “งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
       วิศนีกับแววหันไปมอง
       “คุณจะกลับไปนอนที่บ้านพี่สาวอีกเหรอคะ” วิศนีถามเสียงเรียบ
       “ค่ะ”
       “ทำไมจ๊ะ กลัวฉันจะแย่งห้องนอนอีกหรือไง”
       กรแก้วไม่ตอบ แววค้อนอย่างหมั่นไส้
       “เธออยากจะขึ้นไปนอนแผ่อยู่ในห้องนอนเดิมก็เชิญเถอะ ฉันไม่ไปแย่งแล้วล่ะ ขี้เกียจ ห้องตั้งกว้าง นอนคนเดียวก็ผีหลอก” แววหันมาหาลูกสาว “ให้แม่ไปนอนกับหนูนะลูก”
       วิศนีเห็นแววละพยศก็ยิ้มดีใจ
       “ได้สิคะ”
       “ดีจ้ะ” แววปรายตามองกรแก้ว “กลับมาอยู่ด้วยกันที่นี่ก็ได้นะ เดี๋ยวแขกไปใครมาเขาจะงงว่าเจ้าของบ้านไปไหน”
       แววรีบชวนวิศนีขึ้นบ้านไป ไม่อยากเสียฟอร์มผูกมิตรด้วย กรแก้วแปลกใจที่อยู่ๆ แววก็เปลี่ยนท่าทีเป็นดีด้วย
       
       ค่ำนั้น อารุมเดินเข้ามาที่หน้าห้องวิศนี แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็พบเห็นแต่ความว่างเปล่า จึงไปถามพยาบาล
       “ผมมาเยี่ยมคุณวิศนีครับ”
       “คุณวิศนีกลับไปแล้วนี่คะ ตั้งแต่เมื่อตอนบ่าย”
       “เหรอครับ ขอบคุณ”
       อารุมเสียดาย แล้วหันหลังเดินกลับ แต่มองไปที่ลิฟต์ เห็นชีพในชุดคนไข้เดินผ่านหน้าไปท่าทางลุกลี้ลุกลน อารุมเห็นแว่บเดียว แต่คุ้นหน้า เลยมองตามไป
       
       ชีพย่องมาที่หน้าห้องอำนวย หันรีหันขวางแล้วเปิดประตูเข้าไป เห็นอำนวยนอนนิ่ง โทรศัพท์ชีพดังขึ้น เขากดรับ
       “รู้แล้วน่าคุณหญิง ตอนนี้ผมอยู่กับมันแล้ว รับรองว่าคราวนี้ไม่พลาด”
       ชีพกดวางสาย แล้วแกะเข็มกลัดที่ติดอยู่กับตัวเสื้อออกมา เดินไปที่สายน้ำเกลือเพื่อจะเจาะ อารุมเปิดประตูเข้ามาพอดี
       “แกจะทำอะไร”
       อารุมเปิดไฟขึ้นมา ชีพหันมาเห็นผงะ
       “คุณคือ...”
       “ไอ้บ้าเอ๊ย”
       ชีพหันไปหยิบแจกันขว้างใส่ อารุมหลบแล้วกระโจนเข้าใส่
       “คิดจะทำร้ายท่านประธานหรือไง”
       อารุมตรงเข้ารวบตัวไว้ ชีพหันไปต่อย อารุมสู้กลับ เตะชีพกระเด็นไป ชีพเห็นท่าไม่ดี เอามือกุมท้องแล้ววิ่งหนีไป
       “เฮ้ย หยุดนะ”
       
       อารุมวิ่งตามออกมา แต่เห็นชีพวิ่งหนี เขาตะโกนลั่น
       “จับมันไว้ มันเป็นคนร้าย”
       พวกพยาบาลที่เดินผ่านมอง ชีพรีบผลักหนีแล้วกระโจนเข้าลิฟต์ไป
       อารุมรีบตามไปพยายามกดเปิดลิฟต์เพื่อตามลงไป
       
       วันใหม่...วิศนีลงจากชั้นบนมาพร้อมกับแวว เห็นกรแก้วยืนคุยกับอารุมและตำรวจอยู่
       “มีอะไรกันเหรอคะ” วิศนีมองอารุม “คุณมาทำอะไรที่นี่”
       “คุณอารุมไปแจ้งความว่ามีคนร้ายพยายามจะฆ่าคุณอำนวยครับ”
       “อีกแล้วเหรอคะ”
       วิศนีร้อนใจ
       “แล้วจับตัวได้หรือเปล่า”
       “มันหนีไปก่อนครับ แต่ผมจำหน้ามันได้”
       อารุมพูดจบแล้วหันไปมองหน้าแวว
       “สามีของคุณ”
       แววผงะ วิศนี กรแก้วตกใจไปด้วย
       “จะบ้าหรือ แกเอาอะไรมาพูด”
       “ผมเห็นหน้าเข้าชัดเจน เขาพยายามใช้เข็มกลัดเจาะสายน้ำเกลือท่าน แต่ผมเข้าไปเสียก่อน”
       แววเงื้อมือตบหน้าอารุมดังฉาด
       “ไม่จริง ไอ้โกหก! ไอ้นี่มันปรักปรำสามีฉันค่ะคุณตำรวจ จับมันไปเลย”
       ตำรวจมองหน้าแวว
       “แล้วตอนนี้สามีคุณอยู่ที่ไหนครับ”
       แววชะงัก เพราะไม่รู้เหมือนกัน
       “ฉันจะไปโทร.ตามเขา แต่รับรองได้ว่าเขาไม่ได้ทำอย่างที่ไอ้บ้านี่กล่าวหาแน่”
       
       แววผลุนผลันออกไปด้วยความโกรธ

 วิศนีเดินเข้ามา มีอารุมเดินตาม

       
       “คุณใส่ร้ายพ่อเลี้ยงฉันทำไม”
       “ผมพูดความจริง ผมเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นกับตา เป็นเขาแน่ๆ”
       “แล้วทำไมคุณต้องไปที่นั่นด้วย”
       “เพราะผมจะไปเยี่ยมคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณกลับบ้านได้แล้ว”
       อารุมเข้าไปหา จับมือวิศนี
       “แล้วนี่คุณดีขึ้นแล้วเหรอ เริ่มจำอะไรได้บ้างหรือยัง”
       วิศนีดึงมือออก
       “ฉันจำได้ แต่ไม่มีเรื่องของคุณอยู่ในนั้นหรอก”
       อารุมเศร้า วิศนีแอบสงสาร แล้วเชิดหน้าขึ้น
       “คุณกลับไปซะเถอะ แล้วก็อย่าวุ่นวายอะไรกับพวกเราอีก ไม่ว่าจะกับตัวฉันเองหรือว่าพ่อฉัน”
       อารุมน้อยใจ
       “ที่ผมทำลงไปเพราะเป็นห่วงพวกคุณนะ คุณรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้พวกคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย”
       “คุณนั่นแหละเป็นตัวอันตรายที่สุด ใครๆ เขาก็พูดกันทั้งนั้นว่าคุณโกรธแค้นฉัน พยายามจะทำลายชีวิตฉัน ไม่ต้องแสร้งทำตัวเป็นคนดีหรอก ฉันไม่ไว้ใจคุณ”
       อารุมชะงักอึ้ง
       “วิศนี!”
       วิศนีเดินหนีเข้าบ้านไป อารุมมองตามเศร้าสร้อย แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไป...วิศนียืนอยู่ในบ้าน มองตามอารุมขึ้นรถขับออกไปอย่างเศร้าๆ แต่ตัวเองกลับน้ำตาไหลออกมา
       “อย่าให้ฉันต้องทำร้ายจิตใจคุณแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยนะอารุม เลิกพยายามเสียที”
       วิศนียืนมองน้ำตานองหน้า
       
       กุสุมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าเคร่งเครียด เก็บกดนึกถึงภาพที่อารุมอยู่กับวิศนีที่โรงพยาบาล แล้วเคลียดแค้นชิงชังมากขึ้น ใช้มีดทิ่มๆ รูปวิศนีอย่างเจ็บแค้น เหมือนคนบ้า
       
       ขณะเดียวกันอารุมนั่งเศร้า คอตอกอยู่ตรงหน้าเดชชาติกับนีรนุช
       “แกอย่าถอดใจนะเว้ย ตอนนี้คุณวิศนีเธอก็เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย พวกมันคงถือโอกาสชักจูงจนเธอไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น”
       “ฉันไม่ถอดใจหรอก ยิ่งเห็นแบบนี้ ฉันก็ยิ่งห่วงวิศนีมากขึ้น คนพวกนั้นอันตรายกว่าที่ฉันคิด”
       “ถ้าเราจะจัดการสองแม่ลูกนั่น เราต้องมีหลักฐานค่ะพี่อารุม”
       อารุมมองหน้านีรนุชเป็นเชิงถาม เดชชาติพูดต่อ
       “แกไม่ต้องห่วงนะ ฉันกับนุชวางแผนกันไว้แล้ว”
       อารุมปรึกษากับเดชชาติและนีรนุช เรื่องที่อวลอบกับโยธินเป็นคนเลว เดชชาติบอกว่าพูดอะไรไปตอนนี้วิศนีก็คงไม่เชื่อ เพราะเชื่อโยธินมากกว่า เดชชาติสรุปว่าจะร่วมมือกับวิเวียนหาหลักฐานในบริษัท
       
       วันใหม่...เดชชาติกับนีรนุชไปนั่งอยู่ตรงหน้าโยธิน
       “นึกแล้วว่าพวกแกต้องไปไม่รอด”
       เดชชาติทำเป็นกลุ้ม
       “ผมมีภาระต้องรับผิดชอบเยอะ น้องๆ ผมก็ยังเด็ก ถ้าตกงานตอนนี้คงจะแย่กันทั้งบ้าน”
       โยธินมองนีรนุช
       “แล้วเธอล่ะ”
       “ฉันจะไปหางานทำที่ไหนได้ ในเมื่อคุณปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงฉันไปทั่ว จำไม่ได้หรือไง”
       เดชชาติแตะมือนีรนุชปรามๆ ว่าไม่ให้ปรี๊ดแตก เดี๋ยวเสียแผน โยธินยิ้มเยาะทั้งสองคน
       “ฉันเห็นแก่ที่พวกแกเป็นเพื่อนเก่าคุณวิศนี จะให้กลับมาทำงานก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับตำแหน่งใหม่ของตัวเองให้ได้นะ”
       “ไม่มีปัญหาครับ”
       เดชชาติกับนีรนุชรับคำเซ็งๆ
       
       ทั้งสองเดินออกมาจากห้องทำงาน
       “เกือบไปแล้วไหมล่ะยายนุช เก็บอาการหน่อยสิ”
       “ก็มันหมั่นไส้นี่ ไม่ลุกขึ้นตบหน้าอวดดีของมันดีนี่เท่าไรแล้ว”
       “จะบ้าเหรอ อย่าลืมว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว”
       นีรนุชกระฟัดกระเฟียดนิดๆ แล้วแยกไป
        
       เดชชาติมองเข้าไปในห้องโยธินอย่างแค้นๆ ก่อนจะเดินไปอีกทาง

 เดชชาติเปลี่ยนเป็นชุดรปภ.ออกมาช่วยโบกรถอยู่หน้าปั๊ม เห็นรถราแล่นผ่านไปมา เดชชาติออกไปช่วยเลื่อนที่กั้นรถ โยธินขับรถออกมาเห็นเดชชาติกำลังทำงาน ก็ยิ้มร้าย นึกสนุก 

       
       พอเดชชาติหันมาอีกที เห็นโยธินเร่งเครื่องใส่จากด้านหลัง
       “เฮ้ย !”
       เดชชาติกระโดดหลบ โยธินมองเยาะๆ แล้วขับรถออกไป
       “ไอ้บ้าเอ๊ย จะฆ่ากันหรือไงวะ”
       เดชชาติมองตามรถไปอย่างเคืองๆ
       
       อวลอบนั่งทำงานอยู่ ได้ยินเสียงเคาะประตู
       “เชิญ”
       นีรนุชในชุดแม่บ้านค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา อวลอบมองหัวจรดเท้า
       “แต่งตัวแบบนี้ก็เหมาะกับเธอดีนะ”
       นีรนุชไม่พอใจ พยายามทน
       “กาแฟค่ะ”
       “ขอบใจ เดี๋ยวเอาถังขยะนั่นไปทิ้งด้วย”
       อวลอบชี้ไปที่มุมห้อง นีรนุชมองอย่างเคืองๆ แต่ก็กลั้นใจเดินไปหยิบ ระหว่างยกขึ้น ก้อนเศษกระดาษกลิ้งมาที่โต๊ะทำงานพอดี นีรนุชเดินมาก้มลงเก็บใกล้ที่เท้า อวลอบมองร้ายๆ แล้วแกล้งเทกาแฟใส่หลังนีรนุช
       “โอ๊ย !”
       “ตายจริง ขอโทษนะ”
       นีรนุชจะกระชากเสียงด่า แต่นึกได้ ยั้งปากทัน
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       “ฉันก็ว่างั้นแหละ พวกเธอมันหนังหนาทนทายาดอยู่แล้วนี่”
       อวลอบยิ้มเยาะ หันไปทำงานต่อ นีรนุชแค้น แต่ก็ต้องยกถังขยะออกไป
       
       นีรนุชวิ่งเข้ามาเปิดก๊อกน้ำ ดึงเสื้อบริเวณที่ถูกราดกาแฟใส่มาดู
       “โอ๊ย ร้อนๆ”
       นีรนุชเอาน้ำแตะๆ ตรงบริเวณที่ถูกราด แล้วมองกระจกอย่างแค้นๆ
       “นังคุณหญิงบ้า คอยดูนะ เวรกรรมจะต้องสนองแกแน่ !”
       
       วิศนีเปิดประตูเข้ามาในห้องของอำนวย เห็นกรแก้วนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างเตียง
       “คุณวิศนี”
       กรแก้วฝืนยิ้มเซียวๆ
       “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
       “เมื่อคืนนี้กะพริบตาได้นิดๆ ค่ะ แต่ยังไม่ลืมตา คุณหมอบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี”
       วิศนียิ้มมีความหวัง แล้วแอบเห็นกรแก้วเอามือปิดปากหาว
       “คุณได้นอนบ้างหรือเปล่าคะเนี่ย”
       กรแก้วส่ายหน้า ฝืนยิ้ม
       “ฉันไม่กล้านอนค่ะ กลัวว่าถ้าคุณอำนวยตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่เห็นใคร”
       วิศนีแอบสงสาร สายตาอ่อนลงไปอีก
       “ถ้างั้นคุณกลับไปพักผ่อนดีไหม เดี๋ยวฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพ่อเอง”
       กรแก้วลังเล หันมามองอำนวย
       “ไปเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรฉันจะรีบโทรบอก”
       กรแก้วเห็นสายตาจริงใจของวิศนีก็พยักหน้ารับ
       “ขอบคุณนะคะ” กรแก้วหันไปบีบมืออำนวยเบาๆ “แล้วฉันจะมาใหม่นะคะคุณ”
       กรแก้วลุกออกไป วิศนีมองตามเริ่มรู้สึกดีๆ ด้วย เพราะเห็นแล้วว่ากรแก้วรักอำนวยจริงๆ วิศนีเข้ามานั่งข้างๆอำนวย ลูบแขนพ่อ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก
       “ลืมอะไรเหรอคะคุณกร...”
       วิศนีชะงัก หันไปเห็นอารุมเดินเข้ามา
       “คุณอีกแล้ว”
       “ผมมาช่วยดูแลพ่อคุณ”
       “ใครใช้”
       “ผมใช้ตัวเอง เพราะผมรู้ว่าลำพังคุณกับแม่เลี้ยงของคุณคงไม่แข็งแรงพอที่จะสู้กับคนร้าย ถ้ามันย้อนกลับมาอีก”
       อารุมเดินมานั่งที่โซฟา วิศนีเหลือบมอง
       “ถ้าคุณไม่อยากเห็นหน้าผมก็ไม่ต้องมอง ผมก็จะอยู่ของผมเงียบๆ”
       วิศนีรีบหันกลับไป ทำเป็นไม่สนใจ พยาบาลเคาะประตู ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามา
       “คุณวิศนีจะมาเช็คร่างกายด้วยใช่ไหมคะ เชิญชั้นล่างได้เลยค่ะ”
       “ค่ะ”
       วิศนีรับคำอย่างโล่งใจ รีบลุกออกไป อารุมมองตามห่วงๆ
       
       เดชชาติยังคอยโบกรถอยู่หน้าบริษัท เห็นพนักงานคนอื่นทยอยกันกลับ เขามองไปที่บริษัท เห็นคนซาลงไปเยอะแล้ว ก็เริ่มทำตามแผน
       “พี่ๆๆ อยู่คนเดียวก่อนนะ ผมปวดท้องจะไปส้วม”
       
       รปภ.พยักหน้า เดชชาติรีบวิ่งไป

 เดชชาติวิ่งมาด้านหลัง เจอกับนีรนุชที่ออกมาพอดี

       
       “เป็นไงบ้าง ทางสะดวกไหม”
       “ไปหมดแล้วพี่ ยายอวลอบก็ไปแล้ว”
       “งั้นลุยกันเลย”
       เดชชาติรีบพานีรนุชมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงานโยธิน
       
       วิศนีเช็คร่างกายเสร็จ ออกมาจากห้องตรวจ อารุมที่ยืนรออยู่รีบเข้ามาประคอง
       “เป็นยังไงบ้าง หมอบอกว่าไง”
       “นี่คุณ ไหนบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนพ่อฉันไง”
       “ผมฝากพยาบาลเฝ้าแทน อยากรู้ว่าคุณเป็นยังไง”
       วิศนีรำคาญ
       “ฉันยังจำอะไรเกี่ยวกับคุณไม่ได้เหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่ต้องหวัง”
       อารุมถอนใจ
       “เรื่องนั้น ไม่สำคัญหรอก ผมเป็นห่วงเรื่องสุขภาพคุณมากกว่า ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหน ตัวร้อนหรือเปล่า”
       อารุมแตะหน้าผากวิศนีไปมาอย่างห่วงใย หญิงสาวรู้สึกดี แต่รีบปัดมือออก
       “ไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ”
       วิศนีเดินหนี อารุมรีบตามประคอง
       “ไม่ต้องตามฉันมาแล้ว ฉันจะไปเอาแฟ้มงานที่รถ” วิศนีรีบปัด
       “คุณขับรถได้แล้วเหรอ”
       วิศนีลืมตัว
       “ก็ต้องรีบขับให้ได้ จะได้ไม่มีใครมาเซ้าซี้อยากเป็นคนขับรถ”
       อารุมชะงัก มองหน้าวิศนี
       “คุณพูดถึงผมหรือเปล่า ทำไมคุณจำได้...”
       วิศนีชะงัก นึกได้ รีบกลบเกลื่อน
       “ไม่ต้องตามฉันมา ถ้าคุณจะไปเฝ้าพ่อฉันก็ขึ้นไปข้างบน ไม่งั้นก็กลับไปซะ”
       วิศนีรีบเดินหนีออกไป อารุมยืนมอง สงสัยนิดๆ
       
       กุสุมามองตามวิศนีที่เดินออกมาลานจอดรถ โดยที่เธอไม่รู้ตัว ระหว่างที่วิศนีกำลังไขกุญแจรถเปิดหยิบเอกสาร แล้วหันกลับมาชะงัก เมื่อเห็นกุสุมายืนอยู่
       “ฉันอยากจะรู้นักว่า ถ้าเธอไม่ได้หน้าตาแบบนี้ อารุมยังจะตามตื๊อเธออีกไหม วิศนี”
       กุสุมาหยิบขวดแก้วขนาดเล็กออกมาเปิดฝา
       “น้ำกรด !”
       วิศนีจะวิ่งหนี แต่กุสุมากระชากตัวมา เตรียมจะสาด วิศนีรีบผลักมือกุสุมาข้างที่ถือขวดออกไปจากตัว ขวดกระเด็นตกพื้นแตกฟู่ ทั้งสองหันไปมอง ก่อนที่วิศนีจะถือโอกาสผลักกุสุมาออกไปอย่างแรงเซล้มลงกับพื้น โดนตรงน้ำกรดกับเศษแก้วพอดี
       “โอ๊ย! นังวิศนี!”
       กุสุมามองเห็นวิศนีวิ่งไป แล้วรีบก้มลงดูแขนตัวเองที่เป็นแผลเลือดออกอย่างตกใจ
       
       วิศนีวิ่งขึ้นมาบนห้องอำนวย ปิดประตู หายใจหอบ อารุมหันไปมอง
       “เป็นอะไรไปคุณ”
       “ฉันถูกดักสาดน้ำกรด”
       อารุมตกใจรีบเข้ามาดู
       “คุณโดนตรงไหนหรือเปล่า”
       วิศนีหน้าตื่นๆ
       “ไม่ ฉันหนีมาได้”
       “ใครทำคุณ”
       วิศนีอ้าปากจะพูด แล้วนึกได้ว่าไม่ควรจะรู้จักกุสุมา
       “ฉันไม่รู้ เป็นผู้หญิงคนนึง ผมยาวๆ หน้าคมๆ เขาบอกว่าเพราะคุณตามตื๊อฉัน”
       อารุมครุ่นคิด
       “กุสุมา”
       วิศนีถือโอกาส
       “เพราะคุณเป็นต้นเหตุ ฉันถึงเกือบจะถูกทำร้ายไปด้วย กลับไปเลยนะ ฉันไม่อยากให้คุณอยู่ใกล้ๆ อีกแล้ว ฉันกลัว”
       “ผมจะปกป้องคุณเอง”
       “คุณจะปกป้องฉันได้ยังไง ในเมื่อคุณเองนำอันตรายมาให้ฉัน ออกไปนะ ออกไป”
       วิศนีผลักอารุมออกไปจากห้อง แล้วล็อกประตู อารุมเคาะประตูเรียกวิศนี พยายามจะขอเข้ามา แต่วิศนีเอามืออุดหู ไม่อยากฟัง แล้วทรุดลงนั่งร้องไห้
       
       เดชชาติกับนีรนุชช่วยกันรื้อค้นเอกสารในตู้ต่างๆ แล้วแยกกันไปดูอีกมุม
       “เจออะไรบ้างไหมนุช”
       “ยังเลยพี่”
       เดชชาติเปิดดูแฟ้มต่างๆ ต่อ แล้วมองไปนอกห้องอย่างกังวล เห็นไฟฉายของรปภ.ส่องมาทางหน้าต่างด้านนอก เหมือนกำลังเดินอ้อมมา
       “เฮ้ย มีคนมา อยู่ไม่ได้แล้ว”
       “แต่เรายังไม่ได้อะไรเลยนะพี่”
       “ไปก่อน”
       
       เดชชาติรีบเก็บแฟ้ม แล้วลากนีรนุชออกจากห้อง

เดชชาติกับนีรนุชคลานออกมาจากห้อง รปภ.เปิดประตูออฟฟิศเข้ามาพอดี รปภ.ส่ายไฟฉายมอง

       
       “เดชชาติ อยู่ในนี้หรือเปล่า”
       เดชชาติกอดกับนีรนุชแนบแน่นอยู่หลังประตู รปภ.เดินถือไฟฉายเข้ามาเรื่อยๆ
       “ทำไงดีล่ะพี่”
       เดชชาติทำเสียงให้เงียบ พยายามมองหาทางออก แต่จู่ๆ นีรนุชถอยไปเตะอะไรบางอย่างล้มลง
       “ใครน่ะ”
       รปภ.ได้ยินหันมาใช้ไฟฉายแล้ววิ่งมา เดชชาติตกใจ พุ่งเข้าจูบนีรนุชทันที นีรนุชตกตะลึง เดชชาติจูบไม่ปล่อย จนกระทั่งรปภ.วิ่งมาถึง
       “เดชชาติ!”
       เดชชาติทำเป็นตกใจ ผละออก
       “เฮ้ย มาได้เนี่ยไงพี่”
       “ทำอะไรกันเนี่ย”
       เดชชาติแกล้งทำเป็นชะงัก เขิน
       “เอ่อ ฉ...ฉันกับนุชจู๋จี๋กันอยู่น่ะ พอดีบรรยากาศมันเป็นใจ แหะๆๆ ใช่ไหม”
       นีรนุชถลึงตามองเดชชาติไม่ชอบใจ แต่พอเห็นสายตาคลางแคลงใจของรปภ.ก็ยิ้มกลบเกลื่อน
       
       รปภ.ยืนสวดเดชชาติกับนีรนุช
       “ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะโว้ย เดี๋ยวโดนจับได้จะเดือดร้อน”
       “ครับพี่ ไม่ทำแล้วครับ”
       เดชชาติยกมือไหว้ รปภ.เดินจากไป เดชชาติหันมาสะกิดนีรนุช
       “อะไร”
       “เอาเลย อยากตบ อยากชกก็เชิญเลย ที่ถือโอกาสกับเธอเมื่อกี้ พี่ทำตามบทบาท ไม่ได้ตั้งใจ”
       นีรนุชมองงอนๆ
       “รู้หรอกว่าไม่ได้ตั้งใจ เพราะถ้าตั้งใจก็คงไปทำกับคนอื่นใช่ไหมล่ะ”
       นีรนุชพูดจบก็เดินงอนตุ๊บป่องไป เดชชาติเกาหัวมองตาม
       “อะไรของเขาวะ”
       
       กรแก้วรีบเข้ามาดูวิศนี
       “โชคดีนะคะที่คุณไม่เป็นอะไร ใช่คนพวกเดียวกับที่ทำร้ายคุณอำนวยหรือเปล่า”
       วิศนีหลุดปาก
       “คุณกุสุมาไม่น่าเกี่ยวอะไรกับพ่อ”
       กรแก้วชะงัก มองหน้าวิศนีอย่างสงสัย
       “กุสุมา คุณไปเอาชื่อนี้มาจากไหนคะ”
       วิศนีชะงัก เอามือปิดปาก
       “เอ่อ ฉัน...”
       วิศนีอ้ำอึ้ง แก้ตัวไม่ออก กรแก้วมองอย่างพินิจ
       “คุณวิศนีคะ ขอฉันถามอะไรตรงๆ อย่างหนึ่งได้ไหมคะ”
       วิศนีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกรแก้ว
       “คุณไม่ได้ความจำเสื่อมใช่ไหม เท่าที่ฉันคุยกับหมอ คุณปกติดีทุกอย่าง คุณไม่ได้มีอาการปวดหัว หรืออาการอื่นๆ ที่จะส่อว่าคุณมีปัญหาด้านความทรงจำเลย”
       วิศนีหน้าเจื่อน ไม่รู้จะอธิบายยังไง กรแก้วมองคาดคั้น
       “คุณทำอย่างนี้ทำไมคะ”
       
       วิศนีสารภาพกับกรแก้ว...กรแก้วฟังแล้วไม่เห็นด้วย
       “คุณอย่าบอกเรื่องนี้กับใครได้ไหม”
       “แล้วคุณตั้งใจจะเล่นบทนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
       “ก็คงตลอดไปมั้งคะ”
       “ฉันว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีเลยนะคะ”
       “มันไม่มีทางอื่นแล้วค่ะ ที่จะทำให้ผู้ชายคนนั้นเลิกยุ่งกับฉัน”
       “แต่เท่าที่เห็น เขาก็ยังไม่เลิก แถมผู้หญิงของเขาก็ยังตามมาวุ่นวาย”
       “ฉันหวังว่าเขาจะกลับไปคุยกันให้เข้าใจว่า ฉันกับคุณอารุมไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปแล้ว”
       “งั้นฉันก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงไม่ขัดข้องที่โยธินเร่งรัดวันแต่งงานขนาดนี้” กรแก้วจ้องหน้า “หวังว่าคุณจะไม่เสียใจทีหลังนะคะ”
       
       วิศนีมองหน้ากรแก้วสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

  อารุมเดินเข้ามาในโรงพยาบาล แต่พอจะเข้าตึกก็ถูกรปภ.มากั้นไว้

       
       “คุณจะไปไหน”
       “ผมมาเยี่ยมญาติ”
       “ญาติชื่ออะไร”
       “ขอโทษนะครับ มันเป็นเรื่องส่วนตัว”
       อารุมจะเดิน แต่รปภ.ขวางไว้ไม่ให้เข้า โยธินเดินออกมาพร้อมกับอวลอบ
       “กลับไปดีกว่าอารุม ที่นี่ไม่ต้อนรับนายอีกต่อไปแล้ว”
       “นี่มันอะไรกัน”
       “คุณวิศนีเป็นคนบอกให้รปภ.ห้ามแกขึ้นไปเยี่ยมคุณพ่อของเธอ”
       “เพราะอะไร”
       “เพราะเธอไม่ไว้ใจแกไง แกอาจจะขึ้นไปทำร้ายท่านก็ได้”
       “ฉันเนี่ยเหรอจะทำร้ายท่าน ฉันเป็นคนช่วยท่านไว้จากพวกแกต่างหาก”
       อวลอบเสียงแข็งใส่
       “ก่อนจะกล่าวหาฉัน นายมีหลักฐานเพียงพอหรือเปล่า เพราะถ้าไม่ ระวังจะต้องไปนอนในตะรางอีกนะ”
       โยธินกับอวลอบยิ้มเยาะใส่อารุม รปภ.ขยับเข้ามา
       “เชิญคุณออกไปได้แล้วคุณอารุม”
       อารุมมองโยธินกับพวกอย่างเจ็บใจ แล้วฮึดฮัดออกไป วิศนียืนมองอยู่ อดสงสารอารุมไม่ได้
       
       วิศนีขับรถกลับมาบ้าน แต่พอจะเข้าบ้าน อารุมก็พุ่งรถมาเสียบขวางไว้ วิศนีตกใจลงจากรถ มาเผชิญหน้ากับอารุม
       “คุณอารุม”
       อารุมตรงเข้ามากระชากตัววิศนีด้วยอารมณ์ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ
       “คุณเชื่อจริงๆ เหรอว่าผมเป็นคนทำร้ายพ่อคุณ ทำไมล่ะวิศนี คุณเกลียดอะไรผมนักหนา”
       “ฉันไม่มีความรู้สึกอะไรกับคุณทั้งนั้น ไม่ว่ารักหรือเกลียด ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันไม่รู้จักคุณ”
       “ผมชักไม่เชื่อแล้วว่าคนที่บอกว่าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับผมเลย จะทำได้ขนาดนี้”
       “ไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ”
       วิศนีจะไป อารุมบีบแขนแน่น
       “ผมพยายามอดทนที่จะเป็นสุภาพบุรุษ แต่สิ่งที่ผมได้รับก็คือความใจร้ายจากคุณ งั้นผมจะใช้วิธีของผม เผื่อทำให้คุณจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
       อารุมดึงวิศนีเข้ามาจูบอย่างรุนแรง วิศนีตกใจ พยายามขัดขืน อารุมผละออกมา เขย่าตัวถาม
       “จำได้ไหม คุณจำได้หรือยัง”
       วิศนีน้ำตาคลออย่างเจ็บใจ พยายามจะหนี อารุมกระชากวิศนีเข้ามาจูบอีก วิศนีออกแรงผลักอารุมออกมาในที่สุด แล้วตบหน้าฉาด
       “ที่ฉันเคยพูดว่าไม่รู้สึกอะไรกับคุณเลยมันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ฉันเกลียดคุณ เกลียดคุณที่สุด”
       วิศนีตะโกนใส่หน้าแล้ววิ่งร้องไห้ไปขึ้นรถ ก่อนจะขับเข้าไป อารุมยืนมองวิศนีอย่างเศร้าๆ รู้สึกผิดที่วู่วามเกินไป
       
       วิเวียนกระวนกระวาย คุยกับเดชชาติ
       “อะไรนะ ไม่ได้อะไรมาเลยงั้นเหรอ”
       “มีคนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน”
       “แต่เท่าที่ค้นดูเราก็ไม่เจออะไรเลยนะพี่วิ”
       “มันจะไม่เจอได้ยังไง ในเมื่อเอกสารปลอมที่พี่ทำให้มัน โยธินมันยังเก็บไว้” วิเวียนชะงัก “หรือว่า...”
       เดชชาติกับนีรนุชมองหน้าวิเวียนอย่างมีความหวัง
       “พี่รู้แล้ว มันต้องอยู่ที่คอนโดแน่ๆ”
       วิเวียนเปิดกระเป๋า หยิบกุญแจคอนโดให้ทั้งสอง
       
       เวลาต่อมาเดชชาติกับนีรนุชไขกุญแจ แล้วย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
       “ตอนนี้ฉันอยู่ในห้องแล้ววิ ยังไงต่อ...อ๋อ โอเคๆ”เดชชาติคุยโทรศัพท์ไปด้วย
       เดชชาติวางสาย แล้วชี้ไปที่ห้องนอน นีรนุชรีบวิ่งนำไป
       
       เดชชาติกับนีรนุชเข้าไปในห้อง เปิดตู้เสื้อผ้าค้นเอกสาร
       “ไม่เห็นมีเลยพี่ชาติ”
       เดชชาติเกาหัว เงยหน้าเห็นปึกแฟ้มเอกสารอยู่เหนือตู้
       “นั่นไง”
       เดชชาติพยายามจะเอื้อมหยิบ แต่ไม่ถึง เลยอุ้มนีรนุช
       “อุ๊ย”
       “ดึงลงมาเร็ว เอามาให้หมด”
       
       นีรนุชพยายามยืดตัวดึงแฟ้มลงมาจนได้

 เวลาเดียวกันโยธินควงคู่ขาสาวคนใหม่ เดินกอดจูบกันมา...เดชชาติกับนีรนุชช่วยกันค้นเอกสาร

       
       “อย่าเสียเวลาเลย เอาไปให้หมดดีกว่า”
       นีรนุชรีบโกยใส่กระเป๋า ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไขกุญแจ เดชชาติกับนีรนุชมองหน้ากัน แล้วหันไปมองระเบียงห้องนอน...โยธินกับสาวกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน
       “พี่ไปอาบน้ำก่อนสิคะ”
       “ไม่เอาเสียเวลา”
       โยธินกอดหอมสาว แล้วลากเข้าห้องนอน สาวหัวเราะคิก...โยธินประคองสาวเข้ามาในห้องนอนแล้วผลักลงบนเตียง เดชชาติกับนีรนุชแอบอยู่ที่ระเบียง...ทั้งสองหันไปมองด้านนอก ไม่มีทางเชื่อมที่จะหนีได้เลย เดชชาติกระซิบ
       “จะไปยังไงดีวะเนี่ย อย่าบอกนะว่าต้องทนดูหนังสดถึงเช้า”
       “ทุเรศจริงๆ เลย ตัวเองกำลังจะแต่งงานแท้ๆ”
       นีรนุชทนไม่ไหว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
       “ยายนุช จะทำอะไร”
       “ก็ถ่ายไปให้คุณวิศนีดูน่ะสิ จะได้ตาสว่างซักที”
       นีรนุชเปิดโหมดกล้องถ่ายรูปขึ้นมา...โยธินกับคู่ขายังอยู่บนเตียง แต่สาวคู่ขาดันเห็นไฟแฟลชแวบมาจากระเบียง
       “เอ๊ะ แสงอะไรคะ”
       เดชชาติเห็นนีรนุชถ่ายรูปแล้วมีแฟลชวาบ
       “เฮ้ย ยายนุช เธอไม่ได้ปิดแฟลช”
       นีรนุชตกใจ ทำอะไรไม่ถูก สาวรีบบอก
       “มีคนแอบดูเรา”
       โยธินชะงัก มองไปทันที
       “ตายแล้วพี่ชาติ มันมาแล้ว ทำยังไงดี”
       เดชชาติหันรีหันขวาง รู้ว่าไม่มีทางหนีแน่
       “นุชซ่อนตัวไว้ก่อนนะ”
       เดชชาติพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบท่อนเหล็กใกล้มือ มาถือกระชับไว้ โยธินเดินตรงมาที่ประตูระเบียง กำลังจะเปิดออกไป เดชชาติรอจังหวะ พอโยธินเข้ามาใกล้ ก็กระโจนใส่ แล้วชกหน้าโยธิน สาวตกใจ
       “ว้าย !”
       โยธินคว่ำไป หันมาเห็นเดชชาติ
       “แก ไอ้เดชชาติ แกมาทำอะไรที่นี่”
       เดชชาติ หยิบโทรศัพท์โชว์
       “ก็ถ่ายคลิปแกไงล่ะไอ้โง่ ฮ่าๆๆๆ”
       “ไอ้...!”
       เดชชาติรีบวิ่งหนีออกไปจากห้อง โยธินตามไปทันที สาวคู่ขาหน้าตื่น
       “พี่! เดี๋ยว จะทิ้งหนูไปไหน”
       สาวคู่ขารีบลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า แล้ววิ่งตามออกไป นีรนุชโผล่หน้าออกมาชะโงก ไม่เห็นใครอยู่แล้ว
       
       เดชชาติวิ่งหนีออกมาจากในห้อง ตรงไปที่บันไดหนีไฟ โยธินวิ่งตามมาถึงตัว กระชากตัวกลับมา
       “แกจะหนีไปไหน”
       โยธินชกเดชชาติโครม แล้วหันไปตะโกนสั่งสาว
       “เอาโทรศัพท์มันมา”
       โยธินตรงเข้ากระทืบ เหยียบยอดอกเดชชาติไว้ สาวรีบเข้าไปล้วงโทรศัพท์ เดชชาติแย่งคืน
       “เอาคืนมานะโว้ย”
       “แกลองดีผิดคนแล้วไอ้เดชชาติ”
       โยธินเตะใส่เดชชาติจนตัวงอ แล้วเตะไปมาอีก
       
       นีรนุชค่อยๆ ย่องออกมาจากห้อง ชะโงกดู เห็นเดชชาติโดนซ้อมอยู่มุมหนึ่งก็ตกใจ เธอคิดหาทางช่วยแล้ววิ่งออกไปอีกทางหนึ่ง มองหาปุ่มเตือนไฟไหม้
       เดชชาติโดนโยธินกระทืบซ้ำๆ สาวคู่ขาดึงซิมการ์ดออกมาจากกล้องได้สำเร็จ
       “เอามานี่”
       โยธินรีบเก็บซิมการ์ดใส่กระเป๋า ทันใดนั้นเสียงสัญญาณไฟไหม้ก็ดังก้องขึ้นไปทั่วบริเวณ โยธินกับสาวคู่ขาหันไปมอง สาวตกใจ
       “ไฟไหม้เหรอพี่ ไปเถอะ”
       โยธินกับสาวคู่ขารีบวิ่งลงบันไดหนีไฟไป นีรนุชรีบวิ่งตรงมาประคองเดชชาติ
       “พี่ชาติ เป็นยังไงบ้าง”
       นีรนุชหันไปเห็นพวกคนในคอนโดเปิดประตูออกมาอย่างตกใจ ก็รีบพยุงเดชชาติลุก แล้ววิ่งหนีลงบันไดหนีไฟไป
       
       ทั้งสองกลับมาที่คอนโดของอารุม นีรนุชทำแผลให้เดชชาติที่หน้าบวมปูด อารุมเดินเอาน้ำกับยามาให้
       “กินซะ จะได้ไม่ระบม”
       “ขอบใจว่ะ”
       “แกไม่น่าต้องเสี่ยงขนาดนี้เลย ฉันว่าหลังจากนี้มันหมายหัวแกแน่”
       “นุชผิดเองที่คิดโง่ๆ จะถ่ายรูปแบล็คเมล์มัน ก็เลยถูกจับได้ นุชขอโทษนะ”
       “เอาเถอะ แค่นี้ยังไม่ตายง่ายๆ หรอก อย่างน้อยเราก็ได้อะไรติดมือมาละวะ”
       นีรนุชเปิดกระเป๋า หยิบเอกสารทั้งหมดออกมา
       “มันไม่รู้ตัวใช่ไหมว่านุชขโมยมา”
       “ตอนนี้มันคงยังไม่สังเกต แต่ถ้าเรารีบเอาหลักฐานมัดมัน เราจะต้องแย่แน่ๆ”
       “ไม่ใช่แค่เราหรอกที่จะแย่ คุณวิศนีเองก็ด้วย มะรืนนี้ก็ถึงวันแต่งงานแล้วนี่”
       อารุมพยักหน้า ถอนใจเครียด
       “งั้นต้องรีบเอาเอกสารพวกนี้ไปให้วิเวียนดูว่ามีอะไรใช้เป็นหลักฐานได้บ้าง”
       
       ทั้งสามมองหน้ากันอย่างดีใจ

 วันใหม่...วิศนีนั่งอยู่ในห้องทำงานท่าทีเหม่อลอย นึกถึงอารุมที่กระชากเธอเข้ามาจูบ วิศนีเอามือแตะปากตัวเองอย่างใจลอย คิดถึงสัมผัสนั้น ระหว่างนั้นโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงยุพเยาว์ดังลอดออกมา
       
       “คุณวิศนีคะ ช่างภาพพร้อมแล้วค่ะ”
       “ค่ะ เดี๋ยวฉันออกไป”
       วิศนีถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้วลุกออกไปจากห้องอย่างซังกะตาย
       
       วิศนีแต่งชุดเจ้าสาวสวยงาม ยืนโพสท่าอยู่บริเวณรถสปอร์ตหรูในโชว์รูม โยธินในชุดเจ้าบ่าวเดินเข้ามาโพสท่าคู่กัน ให้ช่างภาพถ่ายรูป อวลอบมองอย่างมีความสุข สายตาวิศนีเหม่อลอยออกไป โยธินต้องจับหน้าเอียงให้หันมาสบตา วิศนีมองหน้าโยธิน สักพักใบหน้าของโยธินค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นหน้าอารุมส่งยิ้มมาให้แล้วโอบกอดโพสท่าให้ช่างถ่ายรูปอย่างหวานซึ้ง วิศนีเหมือนตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ค่อยยิ้มออก ยอมถ่ายรูปอย่างเต็มใจหลากหลายท่า วิศนีโพสท่ากับโยธินด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขขึ้น ทันใดเสียงโยธินดังขึ้น
       “คุณวิศนีครับ”
       วิศนีชะงัก เหมือนได้สติ หันกลับมาเห็นเป็นโยธินเหมือนเดิม
       “ตากล้องบอกว่าให้คุณขยับเข้ามาอีกนิดครับ”
       วิศนีรู้สึกตัว ขยับเข้ามาให้โยธินโอบใกล้ๆ แล้วฝืนยิ้มกับกล้อง ผิดกับโยธินที่ยิ้มแฉ่ง
       “ดีครับ เปลี่ยนท่าอีกครับ”
       วิศนีกับโยธินเปลี่ยนท่าโพส สีหน้าของทั้งสองผิดกันลิบลับ ด้านนอกของโชว์รูม อารุมยืนมองการถ่ายภาพด้วยแววตาเจ็บช้ำ
       
       อารุมเหม่อลอยอยู่ในห้อง เศร้าใจเมื่อนึกถึงวันแต่งงานของวิศนี เสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาหันไปมองแล้วรีบเดินไปเปิด แต่ก็พบกุสุมายืนอยู่ด้านหน้า
       “สุ มีอะไร”
       “แหม ทำไมทักเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนั้นล่ะจ๊ะ”
       กุสุมาถือวิสาสะเดินเข้ามา
       “สุเห็นรุมเงียบหายไป ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง ก็เลยแวะมาดู”
       “ผมก็อยู่ที่นี่ ไม่ได้หายไปไหน”
       “แล้วได้เจอคุณวิศนีบ้างหรือเปล่าล่ะ พรุ่งนี้เขาก็จะแต่งงานแล้วนี่”
       กุสุมาหยิบหนังสือพิมพ์ที่ถือติดมา เปิดให้เขาดู
       “ดูสิจ๊ะ รุมว่าเราควรจะไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาไหม”
       อารุมพลิกหนังสือพิมพ์ปิดอย่างรำคาญ
       “สุต้องการอะไรอีก ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามแผนสุแล้วไม่ใช่เหรอ วิศนีเขาเกลียดผม แล้วเขาก็กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น”
       “แต่รุมก็ยังไม่ลืมเขา สุก็เลยมาย้ำให้รู้ตัวอีกครั้งว่าเลิกหวังในตัวเขาได้แล้ว...สุรู้นะว่าอารุมยังเทียวไปเทียวมาตื๊อเขาอยู่ ทำไมล่ะรุม ทำไมรุมไม่มองคนที่รักและหวังดีกับรุมจริงๆ”
       “พอเถอะสุ เลิกพูดแบบนี้ได้แล้ว ผมไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเลยนะ”
       กุสุมาอึ้ง
       “รุม!”
       อารุมมองที่แขนกุสุมาที่ผ้าพันแผลติดอยู่ แล้วใช้มือดึงแขนกุสุมาเข้ามาดูใกล้ๆ
       “โอ๊ย สุเจ็บนะ”
       “นี่ใช่ไหม แผลที่เกิดจากการที่สุพยายามจะสาดน้ำกรดใส่คุณวิศนี”
       กุสุมาผงะ ตกใจที่เขารู้ อารุมแกะผ้าพันแผล เห็นรอยแดงๆ ที่แขน
       “ผมจะบอกให้นะสุ ถ้าสุรักและหวังดีกับผมจริง สุคงไม่ทำร้ายคนที่ผมรักหรอก สิ่งที่สุทำไป มันเห็นชัดเจนว่าคุณรักแต่ตัวเองคนเดียว”
       กุสุมาหน้าเสีย
       “รุม มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ”
       “ออกไปจากห้องผมได้แล้ว”
       อารุมชี้มือไปที่ประตูอย่างไม่มีเยื่อใย แล้วหันหลังให้ กุสุมามองน้ำตาคลอ แต่พอเห็นอารุมไม่ยอมหันกลับมามองก็สะบัดหน้าออกไปอย่างเจ็บใจ อารุมได้ยินเสียงประตูปิดปัง ก็หันไปมอง ถอนใจเมื่อเห็นว่ากุสุมาไปแล้ว โทรศัพท์ดังขึ้น
       
       “ว่าไงชาติ...อะไรนะ!”

  วิศนีนั่งอยู่ข้างเตียงอำนวย กุมมืออำนวยไว้

       
       “พรุ่งนี้หนูจะแต่งงานแล้วนะคะพ่อ หนูยังหวังจะให้มีปาฏิหาริย์ช่วยให้พ่อฟื้นขึ้นมาทันงานแต่งงานของหนู” วิศนีน้ำตาคลอ “อย่างน้อยก็เพื่อให้กำลังใจหนูได้มีแรงใช้ชีวิตต่อไป เพราะหลังจากวันพรุ่งนี้ หนูคงเป็นผู้หญิงที่ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ไปตลอดชีวิต”
       วิศนีซบหน้าลงกับแขนอำนวย ร้องไห้ กุสุมาเปิดประตูผางเข้ามา
       “วันแต่งงานทั้งที่ จะมานั่งซบหน้าร้องไห้อยู่ทำไมล่ะคะคุณวิศนี”
       วิศนีลุกขึ้นอย่างตกใจ
       “คุณมาทำไมอีก”
       กุสุมายิ้มเยาะ
       “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันไม่มาสาดน้ำกรดเธอแน่ เดี๋ยวจะใส่ชุดเจ้าสาวไม่สวย”
       กุสุมาถือกระเช้าเยี่ยมมากระแทกลงบนโต๊ะตรงหน้าวิศนี
       “แค่จะเอาของมาเยี่ยมท่านประธาน ในนามของฉันกับอารุม ! ส่วนนี่...” กุสุมาหยิบกล่องของขวัญเล็กๆ ออกมา “เป็นของขวัญวันแต่งงาน เพราะพรุ่งนี้ฉันคงไม่ได้ไปร่วม แกะดูสิ”
       “ไม่!”
       วิศนีมองกุสุมาอย่างไม่ไว้ใจ กุสุมาหัวเราะ
       “แกะเถอะน่า ไม่มีระเบิดซ่อนอยู่หรอก ฉันไม่อยากตายพร้อมเธอ”
       กุสุมายัดใส่มือวิศนีจนได้ ใน่ที่สุดวิศนีก็ตัดสินใจแกะกล่องออกมา ถึงได้เห็นว่าข้างในเป็นรูปนนทลีใส่กรอบเล็กๆ ไว้ วิศนีผงะไป กุสุมาหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
       “เป็นไง ชอบไหม ถ้าชอบก็เอาไปติดฝาห้องนอน เอาไว้เตือนใจว่าครั้งหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็เคยจะได้เป็นเจ้าสาวเหมือนเธอ แต่เธอฆ่าเขา แล้วก็แย่งแฟนเขาไปกก ฮ่าๆๆๆๆ”
       กุสุมาหัวเราะตาวาวเหมือนคนบ้า วิศนีถอยอย่างกลัวๆ กรแก้วเดินเข้ามาในห้อง พอเห็นกุสุมาก็รีบเข้ามาขวางวิศนีไว้
       “ใครอนุญาตให้เธอมาที่นี่ ไปให้พ้นเลยนะ หรือเธออยากให้ฉันเอาเรื่องที่เธอสาดน้ำกรด ฮะ กล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลเก็บภาพเธอเอาไว้ได้แน่ อยากจะลองไหม”
       
       กุสุมาะชะงักด้วยความกลัว มองกรแก้วอย่างชิงชังแล้วรีบออกไป

 ค่ำนั้น...กรแก้วกับวิศนีเดินเข้ามาในบ้าน

       
       “พยายามพักผ่อนเยอะๆ นะคะ พรุ่งนี้คงต้องวุ่นวายอีกหลายอย่าง เดี๋ยวจะทรุดเอา”
       “ตกลงแม่ฉันไม่มาแล้วนะคะ”
       “เหรอคะ”
       “ฉันอยากให้คุณทำหน้าที่แทน”
       กรแก้วชะงัก มองหน้าวิศนีอึ้งๆ
       “ที่ผ่านมา ฉันเอาแต่พูดว่าคุณไม่ใช่แม่ฉัน เพราะอคติที่ฉันไม่อยากให้พ่อแบ่งความรักที่ควรจะให้ฉันไปให้คนอื่น แต่หลายวันที่ผ่านมา ฉันเห็นแล้วว่าทำไมพ่อถึงรักคุณนัก...ก็เพราะคุณรักท่านมากนี่เอง”
       “คุณวิศนี”
       “ฉันอยากให้คุณทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัวของฉันค่ะ ไม่ใช่แม่ แต่ในฐานะพี่สาวของฉัน”
       ทั้งสองสบตากัน กรแก้วยิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ แล้วพยักหน้า วิศนียิ้มตอบกรแก้ว จับมืออย่างเข้าใจกัน ละอองเดินเข้ามา ท่าทางเกรงใจ
       “คุณหนูคะ คุณอารุมมาขอพบค่ะ”
       วิศนีกับกรแก้วชะงัก มองหน้ากัน
       
       อารุมจอดรถอยู่หน้าบ้าน รอกระวนกระวาย สมจิตวิ่งออกมาบอก
       “เปิดประตูเถอะสมจิต”
       “ไม่ได้ค่ะคุณ คุณวิศนีให้มาเรียนว่าไม่ต้องการพบคุณค่ะ”
       “แต่ผมมีเรื่องด่วนนะ”
       “ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ คุณกลับไปเถอะนะคะ”
       สมจิตพูดอย่างเกรงใจ แล้วรีบวิ่งเข้าบ้านไป อารุมมองตามอย่างผิดหวัง แล้วเหลือบมองรั้วบ้าน
       
       อารุมกระโดดลงมาจากกำแพงบ้าน แล้ววิ่งลัดเลาะตรงมายังตัวบ้านวิศนี พยายามมองหาทางปีนป่ายขึ้นไปต่อ จนไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ๆ ตัวบ้าน รีบตรงไปปีน
       วิศนีแต่งตัวอยู่หน้ากระจก เตรียมจะเข้านอน แต่พอลุกขึ้นหันกลับมา ก็เห็นอารุมบุกเข้ามา
       “คุณอารุม”
       วิศนีหันจะอ้าปากร้องเรียก อารุมกระโจนถึงตัว เอามือปิดปากไว้
       “อย่าเพิ่งร้องนะคุณ”
       “คุณขึ้นมาได้ยังไง ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ต้องการพบคุณ”
       “ถ้าเป็นวันอื่น ผมจะยอมกลับไป แต่ยังไงวันนี้ผมต้องดื้อพบคุณให้ได้”
       อารุมจับแขนวิศนีไว้ ละล่ำละลัก
       “คุณจะแต่งงานกับโยธินไม่ได้ ผมมีหลักฐานว่าเขาปลอมแปลงเอกสารเพื่อโกงบริษัทพ่อคุณ”
       “คุณเอาอะไรมาล้อเล่นกับฉันอีก”
       “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น วิเวียนเป็นคนยืนยันว่าสองแม่ลูกนั่นยักยอกเงินในบริษัทไป แล้วก็เป็นคนวางแผนฆ่าพ่อคุณจริงๆ”
       “ฉันไม่เชื่อ คุณใส่ความเขาเพื่อจะให้ฉันยกเลิกการแต่งงาน”
       “ใช่ ผมต้องการให้คุณยกเลิกการแต่งงาน แต่นี่ไม่ใช่การใส่ความ”
       วิศนีก้มดูเอกสารในมืออารุม แล้วฉีกทิ้งทันที
       “เลิกสร้างเรื่องได้แล้ว!”
       อารุมตะลึงคาดไม่ถึง
       “คุณวิศนี”
       วิศนีเดินไปหยิบโทรศัพท์มากด
       “ประยุทธ โทร.แจ้งตำรวจด้วย มีผู้ชายคนหนึ่งบุกรุกขึ้นมาที่ห้องฉัน”
       อารุมมองวิศนีอย่างไม่เชื่อสายตา
       “คุณจะไปเองหรือจะรอให้ตำรวจมาลากคุณออกไป”
       อารุมมองวิศนีอย่างเสียใจ แล้วผลุนผลันออกไปทางหน้าต่าง วิศนีมองตามแล้วทรุดลง หมดเรี่ยวแรง ทั้งเสียใจและรู้สึกผิด
       
       เดชชาติมองนีรนุชที่นั่งเศร้า
       “ไม่สำเร็จเหรอวะ”
       อารุมส่ายหน้า
       “เขาไม่ยอมเชื่อ ฉันผิดเองที่รีบร้อนไป หลักฐานอะไรก็ไม่มีสักอย่าง เกือบจะถูกจับข้อหาบุกรุกอยู่แล้ว”
       “อย่างเพิ่งท้อสิวะ พรุ่งนี้เราจะขนหลักฐานทั้งหมดไปประจานมันสองแม่ลูกถึงงานเลย”
       “แต่เราก็ไม่มีทางรู้ว่าสองคนนั้นเตรียมแผนเอาตัวรอดไว้ยังไง ถ้าเกิดทุกอย่างพลิกล็อค นอกจากเราจะกลายเป็นฝ่ายผิดแล้ว คุณวิศนีก็ต้องเป็นเหยื่อพวกมันตลอดไป”
       “ฉันเชื่อว่ายังไงคนดีก็ต้องได้รับการคุ้มครองว่ะ”
       เดชชาติตบไหล่ อารุมพยักหน้ารับซึมๆ
       
       “ฉันก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน”

 อารุมเดินเข้ามายืนข้างๆ เตียงอำนวย

       
       “พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญที่คุณวิศนีต้องเข้าพิธีแต่งงานแล้วนะครับท่าน ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย เพราะผมรู้แล้วว่าเป้าหมายของสองแม่ลูกคู่นั้นคืออะไร”
       อารุมทรุดนั่งลงที่เก้าอี้
       “ผมสัญญาครับท่าน ว่าจะหาทางหยุดยั้งไม่ให้การแต่งงานเกิดขึ้นให้ได้ แม้คุณวิศนีจะไม่ให้อภัยผมไปตลอดชีวิตก็ตาม”
       อารุมพูดอย่างมุ่งมั่น ทอดสายตามองไปที่อำนวยที่นอนหลับอยู่
       
       วันใหม่...งานแต่งของวิศนีกับโยธินถูกจัดที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมของอวลอบ กรแก้วรับแขกอยู่ด้านหน้างาน แขกทยอยเดินเข้ามา เสียงอวลอบนำมาก่อนตัว
       “เจ้าบ่าว เจ้าสาวมาแล้วค่า”
       ทุกคนหันไปมอง วิศนีกับโยธินเดินควงคู่กันมาในชุดบ่าวสาว โยธินยิ้มมีความสุข แต่วิศนีดูอึดอัด ฝืนใจ กรแก้วมองอย่างเห็นใจ แต่ก็ฝืนยิ้มตามมารยาท
       “เชิญค่ะ เชิญถ่ายรูปกันนะคะ”
       กรแก้วขยับให้วิศนีกับโยธินเข้ามายืนตรงกลาง เพื่อถ่ายรูปกับทีมงาน เดชชาติกับนีรนุชในชุดพนักงานเสิร์ฟเดินผ่านมา หยุดมองหน้างาน
       “ไปเถอะพี่ชาติ”
       นีรนุชรีบลากเดชชาติหลบไป อวลอบกับโยธินยังยิ้มร่ารับแขก
       
       บรรยากาศในงานแต่งงานเป็นไปอย่างชื่นมื่น....แขกเหรื่อยืนคุยกันอยู่ตามมุมต่างๆ พิธีกรก้าวออกมาบนเวที
       “เอาล่ะครับ ได้เวลาอันเป็นมงคลแล้วนะครับ ณ บัดนี้ ขอเรียนเชิญเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวของงาน คุณวิศนี สุริยาทิตย์ และคุณโยธิน ไกรคณิศร ขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”
       เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับดนตรีหวาน โยธินจูงมือวิศนีก้าวขึ้นมาบนเวที
       “แล้วก็ขอเรียนเชิญ คุณแม่เจ้าบ่าว ขึ้นมากล่าวอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวด้วยครับ”
       อวลอบโปรยยิ้มภูมิใจ แล้วแยกจากกรแก้วขึ้นไปบนเวที อวลอบรับไมโครโฟนจากพิธีกรแล้วมองบ่าวสาวอย่างปลาบปลื้มก่อนจะเริ่มพูด กรแก้วยืนอยู่ด้านล่างกับพวกแขกอื่นๆ มองเห็นพวกแขกเริ่มส่งกระดาษให้กันอ่าน เลยเริ่มสนใจ กรแก้วหันไปถาม
       “อะไรกันเหรอคะ”
       พวกแขกมองกรแก้วด้วยสายตาแปลกๆ แล้วเหลือบมองไปบนเวที ก่อนจะส่งกระดาษให้กรแก้วอ่าน กรแก้วรับมาอ่านแล้วตะลึงไป อวลอบยังอยู่บนเวทีพูดเจื้อยแจ้ว
       “ดิฉันก็คงไม่มีอะไรจะอวยพร นอกจากขอให้ลูกทั้งสองประคับประคองชีวิตคู่ด้วยความรักได้ตลอดไป เคล็ดลับสำคัญของชีวิตคู่ก็คือเข้าใจ อภัย และเคารพกันและกัน แม่เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตของลูกทั้งสองคนราบรื่นค่ะ”
       อวลอบพูดจบ นึกว่าจะได้ยินเสียงปรบมือ แต่หันไปด้านล่างเวทีก็เห็นทุกคนยืนมองนิ่ง เริ่มเจื่อน กรแก้วเดินเข้ามา ชูกระดาษ 2-3 แผ่นขึ้น
       “นี่มันเรื่องจริงเหรอคะคุณอวลอบ”
       อวลอบงงๆ
       “คะ”
       “หลักฐานการยักยอกเงินในบริษัทของคุณอำนวย คุณทำจริงหรือเปล่า”
       อวลอบกับโยธินชะงัก วิศนีมองหน้าทั้งสองทันที แต่ยังไม่ทันตอบ วิเวียนก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมกับเดชชาติและนีรนุช
       “จริงครับ แต่หลักฐานยังไม่หมดแค่นี้หรอก เพราะที่เหลือ เราส่งไปให้ตำรวจเรียบร้อยแล้ว”
       ทุกคนชะงักหันไปมองทั้งสามคน โยธินตกใจที่วิเวียนยังไม่ตาย วิเวียนยิ้มหยันหับโยธิน
       “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะโยธิน คุณจำลายเซ็นปลอมๆ ที่ตัวเองเซ็นเลียนแบบท่านประธานไม่ได้เหรอ ฉันเป็นคนสอนคุณเองนี่”
       ทั้งห้องฮือฮาไปพร้อมกัน วิศนีเดินไปรับเอกสารจากกรแก้วมาดู วิเวียนพูดขึ้นอย่างเจ็บใจ
       “หรือว่าแปลกใจที่ฉันยังไม่ตายอย่างที่พวกคุณคิด”
       อวลอบโวย
       “เธอพูดอะไรของเธอ”
       นีรนุชสวนขึ้น
       “สงสัยคุณหญิงจะสมองเสื่อมไปอีกคน ถึงจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนสั่งอุ้มค่าพี่วิเวียนแท้ๆ”
       
       อวลอบหันมองรอบๆ เห็นแขกในงานซุบซิบกัน ยิ่งหน้าเสีย

 รถตู้คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าโรงแรม อารุมประคองอำนวยขึ้นรถเข็นที่เข้ามารอรับเข็นเข้าไปในโรงแรม ส่วนในห้องจัดงานอวลอบตะโกนลั่น

       
       “นังบ้า นังโกหก! รปภ.มาลากพวกนี้ออกไป ไอ้พวกนี้มันตัวป่วน มันพยายามจะทำลายงานของฉัน !”
       “ก่อนที่จะไล่คนอื่น คุณตอบมาก่อนว่านี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า”
       วิศนียื่นกระดาษใส่หน้าโยธินกับอวลอบ
       “ไม่จริงครับ” โยธินรีบปฏิเสธ
       “ใช่ ไม่จริง!” อวลอบหันไปบอกทุกคน “ไม่จริงเลยนะคะ นี่มันเป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสีกัน ไอ้คนพวกนี้มันเป็นพนักงานเก่าที่ลาออกไปแล้ว มันต้องการจะแก้แค้น รปภ.มาลากตัวมันออกไป”
       ทันใดนั้นเสียงอำนวยดังขึ้น
       “เลิกโกหกซักทีเถอะคุณอวลอบ”
       ทุกคนชะงักอีกรอบ หันไปมองด้านหลัง เห็นอารุมเข็นรถอำนวยเข้ามา กรแก้วรีบเข้ามาหา วิศนีตะลึง
       “พ่อ!”
       อวลอบหน้าตื่น
       “คุณอำนวย”
       อำนวยมองหน้า
       “คุณคงคิดว่าถ้ากำจัดผมแล้วจะไม่มีใครรู้เห็นความเลวของคุณใช่ไหม โชคร้ายหน่อยนะที่มันไม่ง่ายอย่างนั้น” อำนวยหันไปประกาศ “ทุกท่านครับ เรื่องที่คุณหญิงอวลอบกับนายโยธินพยายามจะฉ้อโกงบริษัทผมเป็นความจริง”
       แขกเหรื่อทุกคนฮือฮา
       “ผมรู้ความจริงเรื่องนี้เมื่อหลายวันก่อน แต่ก็ถูกสองแม่ลูกคู่นี้วางแผนฆ่าทิ้ง”
       โยธินหน้าตื่นปฏิเสธเสียงแข็ง
       “ไม่จริง ทำไมคุณอาพูดอย่างนี้ล่ะครับ”
       อวลอบรีบเสริมลูกชาย
       “คุณอำนวย คุณเป็นอะไรไปแล้ว เรากำลังจะเกี่ยวดองกันนะ”
       “จะไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะคุณสองคนต้องไปอยู่ในคุก”
       โยธินกับอวลอบผงะ ตำรวจเดินเข้ามา อารุมประกาศก้อง
       “ตำรวจตามยึดรถคันที่คุณหญิงใช้ขับชนท่านประธานที่ชายแดน ขณะที่นายชีพพยายามจะส่งไปแยกชิ้นส่วนขาย รอยชนกับบาดแผลตามร่างกายของท่านประธานตรงกัน”
       วิเวียนเสริมขึ้น
       “ฉันยืนยันเรื่องนี้ได้ เพราะ...”
       อวลอบสวนทันที
       “ไม่จริง ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ทำ”
       อวลอบกรีดร้องอย่างสับสน ตำรวจเดินเข้ามาหาทั้งคู่
       “เชิญไปให้การที่โรงพักดีกว่าครับ”
       “ไม่ ฉันไม่ไป ไม่ไป๊ !”
       อวลอบสะบัดหนีจากตำรวจแล้ววิ่งเตลิดออกไป โยธินตกใจ
       “คุณแม่”
       ตำรวจอีกนายวิ่งขึ้นมาจะจับ โยธินรีบผลักวิศนีให้พ้นทางแล้วกระโจนหนีไป
       “ว้าย!”
       อารุมเห็นวิศนีกำลังจะล้ม ก็รีบพุ่งตัวไปรับไว้
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       
       วิศนีเงยหน้ามองอารุมอย่างตื่นตกใจ

  อวลอบวิ่งหนีเตลิด ขวัญเสียออกมา ปากพึมพำ

       
       “ฉันไม่ได้ทำ ! ฉันไม่ได้ทำ !”
       อวลอบวิ่งหันรีหันขวางออกมาที่ถนน ไม่คิดหน้าคิดหลังว่าจะไปทางไหน พอหันมาอีกที ก็เห็นรถคันหนึ่งพุ่งมาตรงหน้า
       “อ๊าย...”
       อวลอบร้องลั่นขณะที่รถวิ่งมาชนร่างกระเด็นไป เหมือนตอนที่อวลอบขับรถชนอำนวยไม่มีผิดเพี้ยน โยธินวิ่งตามออกมา หยุดชะงัก ช็อคคาที่
       “คุณแม่ !”
       โยธินโผเข้าไปหาร่างโชคเลือดของแม่ที่นอนแน่นิ่งหมดลม โยธินกอดศพแม่ร้องไห้ เดชชาติ นีรนุช วิเวียนวิ่งตามตำรวจออกมา แล้วหยุดมองภาพนั้นด้วยความสลดใจ
       
       อารุมประคองวิศนีเข้ามาหาอำนวยที่นั่งอยู่บนรถเข็น มีกรแก้วยืนอยู่ข้างๆ
       “พ่อคะ หนูดีใจจังเลย ดีใจที่พ่อกลับมา มันเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ ค่ะพ่อ”
       วิศนีโผเข้ากอดอาอำนวยแน่น สะอื้น
       “พ่อก็ดีใจ ที่พ่อกลับมาช่วยหนูไว้ทัน ก่อนที่หนูจะต้องก้าวพลาดไปตลอดชีวิต”
       อารุมมองดูสองพ่อลูกอดกันด้วยความตื้นตัน แล้วเงยหน้าเห็นเดชชาติกับนีรนุช
       “นายโยธินโดนจับไปแล้วครับ ส่วนหญิงอวลอบพยายามจะหนีตำรวจเลยถูกรถ...” เดชชาติพูดขึ้น
       อำนวยเงยหน้ามองเดชชาติ แล้วพยักหน้าเข้าใจ
       “กรรมใดใครก่อ”
       กรแก้วหันมาถาม
       “แล้วหลักฐานพอจะมัดโยธินได้แน่นหรือเปล่า”
       นีรนุชบอก
       “น่าจะได้ค่ะ เพราะว่าพี่วิเวียนรับสารภาพทุกอย่าง และพร้อมจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจด้วยค่ะ”
       อำนวยพยักหน้ารับรู้ วิศนีนึกได้
       “ทำไมไม่มีใครบอกหนูกับคุณกรแก้วว่าพ่อรู้สึกตัว”
       อำนวยยิ้มนิดๆ มองไปทางอารุม ซึ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นานนี้
       
       โดยก่อนหน้านี้อารุมเข้าไปในห้องอำนวย แล้วพูดกับอำนวยที่นอนอยู่บนเตียง
       “ผมสัญญาครับท่าน ว่าจะหาทางหยุดยั้งไม่ให้การแต่งงานเกิดขึ้นให้ได้ แม้คุณวิศนีจะไม่ให้อภัยผมไปตลอดชีวิตก็ตาม”
       อารุมพูดอย่างมุ่งมั่น ทอดสายตามองไปที่อำนวยที่นอนหลับอยู่ อารุมมองอย่างตัดใจแล้วลุกขึ้น แต่สายตาชะงักเหลือบไปเห็นอำนวยกระดิกนิ้ว
       “ท่าน”
       อำนวยขยับนิ้วแรงขึ้น แล้วเริ่มกระสับกระส่าย
       “ท่านฟื้นแล้ว”
       อารุมรีบกระโจนไปกดออดเรียกพยาบาลด้วยความตื่นเต้น
       
       อำนวยลูบหัววิศนีอย่างดีใจ
       “พ่อไม่รู้ว่ามันเป็นปาฏิหาริย์หรือเพราะพลังของความห่วงใยที่พ่อมีต่อหนู มันถึงทำให้พ่อฮึดสู้ จนสามารถลืมตาขึ้นได้อีกครั้งนึง”
       วิศนียิ้มตื้นตัน ซบหน้ากับอกพ่อ อำนวยมองไปทางอารุม เดชชาติ นีรนุช
       “ขอบคุณคุณสามคนนะที่ไม่ทอดทิ้งวิศนี โดยเฉพาะคุณ...อารุม”
       อำนวยมองอารุมอย่างจริงใจ
       “หมอบอกว่าคุณช่วยผมไว้ตอนที่นายชีพบุกเข้ามาพยายามจะฆ่าผม”
       วิศนีแปลกใจ
       “โยธินเกี่ยวข้องกับนายชีพด้วยเหรอคะ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน แม่จะเป็นอะไรหรือเปล่า”
       
       วิศนีเริ่มกระวนกระวาย ทุกคนเครียด เป็นห่วงแววขึ้นมาทันที

อารุมขับรถมาจอดหน้าบ้านแวว ชะโงกมองเข้าในบ้าน

       
       “คนข้างบ้านบอกว่าคุณแววไปต่างจังหวัดกับหงวน แต่ผมเห็นมีคนอยู่ในบ้านครับ”
       ชีพวิ่งออกมาจากบ้านพอดีพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่
       “นายชีพ !”
       อารุมรีบวางสายแล้วพยายามจะผลักประตูเข้าไป ชีพชะงักตกใจถอยหนี อารุมรีบปีนรั้ว ตะโกน
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะนายชีพ !”
       
       ชีพวิ่งมาทางหลังบ้านพยายามจะปีนรั้วออกไป อารุมตามมา
       “เฮ้ย หยุด!”
       ชีพไม่สนใจ ปีนหนีต่อ อารุมตามมากระชากดึงไว้
       “ปล่อยสิวะ!”
       ชีพทั้งเตะทั้งถีบ อารุมกระชากจนหล่นลงมาได้ แล้วดึงกระเป๋ามา
       “เฮ้ย...เอามานะโว้ย ของฉัน”
       อารุมไม่ให้ แล้วต่อยชีพคว่ำไป หยิบของในกระเป๋าออกมา เห็นเป็นเพชรนิลจินดาของแวว
       “ฉันไม่เชื่อ นี่มันเครื่องประดับผู้หญิง”
       “แกมายุ่งอะไรวะ ไอ้...”
       ชีพกระโจนเข้าชก อารุมถีบกระเด็นล้มลงไปที่พื้น เจอท่อนไม้ ชีพหยิบมา แล้วบุกมาฟาดอารุมล้มคว่ำ
       “แส่นักนะแก ตายซะเถอะ”
       ชีพฟาดใส่หลัง อารุมกลิ้งตัวหลบ แล้วใช้มือจับไม้ ก่อนจะกระทุ้งชีพจนกระเด็น ชีพล้มไปที่กระเป๋า รีบล้วงมือหยิบปืนออกมายิงใส่ อารุมกระโดดหาที่กำบัง ชีพเลยหนีไป
       “หยุดนะ ไอ้ชีพ”
       
       ชีพวิ่งออกมาหน้าบ้าน เจอมอเตอร์ไซค์จอดรอผู้โดยสารอยู่ ก็กระโจนไปซ้อนท้าย คนขับตกใจ
       “เฮ้ย !”
       ชีพเอาปืนกระทุ้งหลัง
       “ขี่ไป ไม่งั้นตาย !”
       คนขับกลัวๆ รีบออกรถ อารุมวิ่งออกมาเห็นรีบวิ่งขึ้นรถตัวเองแล้วขับตามไป
       
       มอเตอร์ไซค์ที่ชีพซ้อนมาหนีมาตามซอย อารุมขับรถไล่ตามมาติดๆ ชีพหันไปเห็น ชักปืนยิงใส่
       ปังๆๆๆ !!!
       อารุมพยายามหลบกระสุน
       “ไปสิวะ ไปเร็วๆ”
       คนขับเร่งเครื่องหนีออกสู่ถนนใหญ่
       
       ชีพซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนีออกมานอกเมือง คนขับหันมาถาม
       “พ...พี่จะไปไหน”
       “ไม่ต้องถาม ขับไปเรื่อยๆ”
       คนขับเร่งเครื่องต่อ ชีพหันไปด้านหลัง เห็นอารุมยังขับรถตามมา
       “ตายยากจริงๆ โว้ย”
       ชีพหันไประดมยิงใส่อีก คนขับหันเป็นรถตำรวจพุ่งมาดักหน้า
       “เฮ้ย ตำรวจ !”
       ชีพหันไปมอง ยกมือขึ้นเล็งปืน คนขับหักรถกะทันหัน ชีพเสียหลักกระเด็นไป
       “อ๊าก”
       ชีพหงายหลังไถลไปไกล ตำรวจรีบตามมา ยกปืนขู่ไม่ให้ขัดขืน
       “ย...อย่าจ้ะ กลัวแล้ว ผมไม่สู้จ้ะ”
       
       ชีพรีบยกมือเหวี่ยงปืนไปไกล อารุมวิ่งลงจากรถมา เก็บกระเป๋าใส่ของมีค่าไว้ได้

วิศนี อารุม อำนวย กรแก้ว เดินเข้าบ้าน วิศนีคุยโทรศัพท์แล้วหันมาบอกทุกคน

       
       “แม่อยู่ต่างจังหวัดกับหงวนจริงค่ะ”
       อำนวยส่ายหน้าเอือมๆ
       “ไปเข้าบ่อนชายแดนอีกล่ะสิ ฮึ...ก็ยังดีนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่เป็นเหยื่อไอ้ชีพมัน พ่อเพิ่งเห็นข้อดีที่แม่แกติดบ่อน”
       กรแก้วสะกิดไม่ให้อำนวยพูดต่อ แล้วฝืนยิ้มให้อารุม
       “ขอบคุณคุณอารุมมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระให้อีกแล้ว”
       อารุมยิ้มพยักหน้า แล้วยื่นกระเป๋าให้
       “ผมเจอเครื่องประดับในกระเป๋าที่ชีพมันขนมาจากในบ้าน ลองดูสิครับว่าใช่ของคุณแววหรือเปล่า”
       “ให้ยายหนูดูเถอะ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องของแววเขาหรอก ฝากด้วยนะลูก”
       อำนวยกับกรแก้วเดินออกไป ทิ้งให้วิศนีกับอารุมยืนอยู่ตามลำพัง
       
       วิศนีดูสร้อยในกระเป๋าหลายๆ เส้นแล้ววางลง
       “น่าจะใช่ของแม่ฉันทั้งหมดแหละค่ะ”
       “แน่ใจเหรอครับ”
       “ฉันจำได้ค่ะ”
       อารุมมองอย่างสงสัย
       “ความทรงจำคุณกลับมาแล้วเหรอครับ”
       วิศนีชะงัก พูดไม่ออก พยายามคิดหาเหตุผล รีบวางสร้อย
       “ฉันเคยเห็นแม่ใส่”
       “แม่คุณใส่มาหมดนี่เลยเหรอครับ”
       “คุณจะมาคาดคั้นอะไรฉัน”
       วิศนีทำโกรธกลบเกลื่อน แล้วลุกหนีไปยืนหันหลังให้ ไม่กล้าสู้หน้าเขา
       
       มุมหนึ่งในบ้าน...อำนวยยืนมองวิศนีกับอารุมคุยกันอยู่ กรแก้วเดินเข้ามาหา
       “คุณแน่ใจแล้วเหรอคะว่าจะเปิดทางให้เขาสองคนอยู่ด้วยกัน”
       “ผมควรจะขัดขวางเหรอ ในเมื่อเราก็รู้กันดีอยู่ว่าพวกเขาผูกพันกันมากแค่ไหน ผมเกือบจะพลาดไปที่คิดจะบังคับจิตใจวิศนีแต่งงานกับคนอื่น โดยไม่รู้ว่าผู้ชายที่ผมเลือกเป็นคนเลวร้าย ส่วนคนที่ผมพยายามปฏิเสธเพราะเห็นว่าไม่คู่ควรกับลูก ที่แท้แล้วก็คือคนที่เหมาะสมกับแกที่สุด”
       “ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันก็ผิดเองที่ชักนำคุณหญิงอวลอบกับลูกชายเข้ามาโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน”
       อำนวยพยักหน้า
       “เราต่างก็ผิดทั้งคู่ที่เกือบจะทำให้ชีวิตวิศนีตกนรก เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรที่ทำได้หลังจากนี้ ให้ลูกมีความสุข ผมก็จะทำ”
       “แต่คุณวิศนีเธอไม่ได้รักอารุมแล้วนะคะ”
       “เพราะแกจำอารุมไม่ได้ใช่ไหม ก็คงต้องให้เวลา หรือไม่ก็ปล่อยให้อารุมพยายามรื้อฟื้นเรื่องของพวกเขาขึ้นมาให้ได้”
       “ไม่ใช่ค่ะ คุณวิศนีไม่ได้ความจำเสื่อม แต่เธอเลือกที่จะไม่จำเรื่องของเธอกับอารุม”
       อำนวยทำหน้าสงสัย กรแก้วลำบากใจ แต่ก็คิดว่าต้องเล่าให้อำนวยฟัง
       
       อารุมเดินไปดักหน้าวิศนี จ้องมองอย่างค้นหา
       “ผมแค่แปลกใจ ว่าทำไมคุณจำบางเรื่องได้ แต่เรื่องของผมคุณกลับจำไม่ได้”
       “อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณ มันมีความทรงจำที่เลวร้ายจนสมองฉันไม่ยอมเปิดรับอีกมั้งคะ”
       อารุมน้อยใจ
       “มันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ สำหรับผมมันเป็นความทรงจำที่มีค่า”
       วิศนีเมินหน้าหนี กลัวใจอ่อน
       “วิศนี ตอนนี้เรื่องร้ายๆ มันก็ผ่านพ้นไปแล้ว คุณน่าจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมจริงใจแล้วก็หวังดีกับคุณจริงๆ ไม่มีอะไรเคลือบแฝงอย่างที่โยธินกับแม่พยายามเป่าหูคุณ ทำไมคุณถึงไม่ให้โอกาสผมบ้าง”
       “ฉันเพิ่งจะยกเลิกงานแต่งงานเพราะเจ้าบ่าวถูกตำรวจจับ คุณคิดจะให้ฉันเปิดรับผู้ชายคนใหม่แล้วเหรอ คุณคิดว่าฉันเป็นคนยังไง”
       “จะต้องให้ผมทำยังไง คุณถึงจะเข้าใจว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน”
       “ไม่ต้องทำยังไง แค่อย่าพยายามจะดีกว่า”
       อารุมจ๋อย มองวิศนีอย่างตัดพ้อ
       “ผมจะคิดว่าคุณแค่เหนื่อยถึงพูดแบบนี้ออกมา พักผ่อนเถอะครับ แล้วผมจะมาใหม่วันหลัง”
       อารุมหันหลังเดินคอตกออกไป วิศนีมองตาม แล้วสังเกตเห็นที่หลังของเขามีรอยแดงๆ ซึมตั้งแต่คอเสื้อไปถึงกลางหลัง
       “คุณอารุม หลังคุณเป็นอะไร”
       อารุมชะงัก หันมา แล้วมือแตะหลังตัวเอง พบว่าเป็นเลือด
       “ขอโทษนะคะ”
       วิศนีเดินเข้าไปเลิกชายเสื้ออารุมขึ้น เห็นรอยแผลแดงเป็นทางยาว
       “เลือดซึมเป็นทางเลย คุณไปอะไรมา”
       “คงเป็นตอนที่ชีพมันเอาไม้ฟาดผมน่ะ ไม่เป็นไรหรอก”
       อารุมดึงเสื้อปิดแล้วจะไป
       “เดี๋ยวก่อน” วิศนีวางฟอร์ม “ไหนๆ คุณก็อุตส่าห์เจ็บตัวเพื่อจะช่วยแม่ฉัน เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้”
       
       วิศนีหันหลังเดินออกไป อารุมมองตามยิ้มๆ



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ


เรื่องย่อละคร ละครที่เกี่ยวข้องกับข่าว




Tag : อุบัติเหตุเรื่องย่อละคร อุบัติเหตุ ละครย้อนหลัง อุบัติเหตุ ละคร อุบัติเหตุ คลิปละคร อุบัติเหตุ อั้ม พัชราภา อ๋อม อรรคพันธ์
เมื่อ : 30 พ.ย. 55 18:21:33
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน