บ่วงวันวาร ตอนที่ 4

 
บ่วงวันวาร ตอนที่ 4

บ่วงวันวาร ตอนที่ 4

  ขณะที่พิศกำลังนั่งหวีผมอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หล่อนหยุดจ้องมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อคิดถึงฉัตร สักครู่นางด้วงก็เปิดประตูห้องเข้ามา แล้วจัดแจงกางมุ้งเตรียมที่นอนให้พิศ

       
       “อีกหน่อย..บ่าวก็ไม่มีโอกาสได้นอนเฝ้าหน้าเตียงคุณพิศแล้วนะเจ้าคะ” นางด้วงเอ่ยขึ้น
       “ข้าไม่นึกเลยว่าคุณฉัตรจะใจร้อนอย่างนี้” พิศว่า
       “ก็คุณพิศออกจะงามขนาดนี้ คุณฉัตรจะอดใจไหวได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ออกเรือนไปไม่นาน คงจะมีลูกหลานให้บ่าวเลี้ยงเพลินไปเลย” นางด้วงประจบ
       พิศยิ้ม “ข้าเป็นลูกคนเดียว พี่น้องไม่มี บางทีมันก็เหงา ข้าก็เลยคิดว่าข้าจะมีลูกกับคุณฉัตรเขาหลายๆคน มีเด็กเล็กๆวิ่งอยู่ในบ้าน บ้านคงจะครึกครื้นขึ้นมากทีเดียวนะนังด้วงนะ”
       “เจ้าค่ะ”
       สีหน้าพิศอิ่มเอิบ แววตาเป็นประกายเพ้อฝัน
       
       ขณะเดียวกันพระยาโกสินทร์เดินออกมาจากที่ทำงานในกระทรวงเตรียมจะกลับบ้าน นายสนวิ่งเข้ามารับเอกสารไปช่วยถือ
       “ต่อไปถ้าพ่อฉัตรเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับแม่พิศ ข้าก็คงจะตายตาหลับเสียทีละ” ท่านเจ้าคุณเอ่ยขึ้น
       “ขอรับ”
       ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามา
       
       “ท่านเจ้าคุณโกสินทร์ มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าขอรับ”
       พระยาโกสินทร์แปลกใจ “รู้มั้ยเรื่องอะไร”
       
       ครู่ต่อมาพระยาโกสินทร์เดินเร็วๆ เข้ามาที่หน้าท้องพระโรง เห็นข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งยืนออกันอยู่ด้านหน้า เตรียมจะเข้าเฝ้า
       พระยาโกสินทร์เอ่ยถามกับข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง “ทรงมีรับสั่งให้กระผมเข้าเฝ้า เรื่องอะไรรึขอรับ”
       ข้าหลวงท่านนั้นยิ้มๆ “ประเดี๋ยวก็รู้”
       พระยาโกสินทร์มีสีหน้าตื่นเต้นมาก ทันใดนั้นก็มีเสียงขานชื่อพระยาโกสินทร์ออกมาด้านในของท้องพระโรง
       “เบิกตัวพระยาโกสินทร์เข้าเฝ้า”
       พระยาโกสินทร์เดินเข้าไปด้านในท้องพระโรงทันที
       
       พระยาโกสินทร์คลานเข้าเฝ้า ถวายบังคมหมอบกราบ เห็นพระพุทธเจ้าหลวงแต่เฉพาะด้านหลัง ขณะทรงรับสั่ง
       “เรามีอะไรจะให้เจ้า เนื่องในวาระที่ท่านเจ้าคุณโกสินทร์รับใช้แผ่นดินมานานถึง 30 ปี”
       พระยาโกสินทร์กราบลงอีกครั้ง น้ำตารื้นด้วยความตื้นตันปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง
       พระพุทธเจ้าหลวงรับสั่งต่อ “สิ่งนี้น่าจะเหมาะกับพัศดีอย่างเจ้านะ”
       แล้วข้าราชบริพารคนหนึ่งก็นำหีบแข็งแรงใบหนึ่งออกมาวางลงตรงหน้าพระยาโกสินทร์ แล้วเปิดฝาออก
       
       ที่แท้ภายในหีบเป็น ‘ตรวนทองคำ’ ส่องประกายวาววับจับตา พระยาโกสินทร์เอื้อมมือลงไปหยิบ ตรวนทองคำ นั้นขึ้นมาดู สีหน้าปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ท่านเจ้าคุณอยู่ที่บ้านแล้ว ผู้คนรอบข้างพระยาโกสินทร์ส่งเสียงฮือฮากันด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นตรวนทองคำนั้น
       ฉัตรมองตรวนทองคำอย่างแปลกใจ “ตรวนทองคำ”
       พระยาโกสินทร์พยักหน้า แอนนาเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วขมวดคิ้ว
       “โอ้..แปลกจริง ทำไมถึงได้เอาของมีค่ามาทำเป็นโซ่อย่างนี้”
       “เขาเรียก ‘ตรวน’ แอนนา ไม่ใช่โซ่” ฉายบอก
       “นั่นแหละ..นั่นแหละ แต่มันมีไว้ใช้กับนักโทษคนคุกไม่ใช่รึฉาย”
       “ก็เจ้าคุณพ่อท่านเป็นพัศดีนี่แอนนา”
       
       แอนนาขมวดคิ้วสงสัย “พัศดี คืออะไร”
       “พัศดีคือคนควบคุมดูแลนักโทษไง” ฉายอธิบาย
       “อ๋อ..เข้าใจละ” แอนนามองตรวนทองคำอีกครั้ง “ทองขนาดนี้...ราคาคงจะไม่ใช่น้อยๆ เลย”
       พระยาโกสินทร์แทรกขึ้น “ของพระราชทานน่ะ ตีเป็นราคาไม่ได้หรอกแอนนา”
       แอนนาพยักหน้าหงึกๆ
       “วันนี้พ่อมีแต่เรื่องน่าปลื้มใจจริง ทั้งได้รับพระราชทานตรวนทองคำมาเป็นรางวัล ทั้งกำลังจะได้สะใภ้เข้าบ้าน พ่อมีความสุขจริง” ท่านเจ้าคุณยิ้มแย้ม
       ฉัตรชะงัก “สะใภ้”
       พระยาโกสินทร์พยักหน้า “พ่อไปทาบทามแม่พิศกับท่านเจ้าคุณโกสินทร์ให้เจ้าแล้ว”
       
       คราวนี้ฉัตรถึงกับตกตะลึง

ตรงมุมหนึ่งบนเรือน ฉัตรเดินไปมาสีหน้าดูร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง ฉายอยู่ด้วย เอ่ยถามพี่ชายขึ้น

       
       “เจ้าคุณพ่อไปทาบทามแม่พิศกับท่านเจ้าคุณสมานอย่างนี้แล้ว พี่ฉัตรจะทำอย่างไรขอรับ”
       “ฉายก็รู้ พี่ไม่ได้รักใคร่ชอบพอแม่พิศ ใจพี่อยู่กับแม่บัวแต่เพียงผู้เดียว”
       “แต่ในเมื่อเจ้าคุณพ่อได้เอ่ยปากทาบทามแม่พิศไปแล้ว ถ้าพี่ฉัตรไม่ยอมแต่งด้วย มันก็เท่ากับเป็นการหักหน้าท่านเจ้าคุณสมานไม่เหลือดีเลยนะขอรับ ทีนี้ละ..บ้านเรากับบ้านโน้นคงแตกหักไม่เผาผีกันละ พี่ฉัตร..โบราณว่าไว้ว่า...น้ำเชี่ยว อย่าขวางเรือ กระผมว่า..พี่ฉัตรค่อยๆ คิด ค่อยๆ อ่าน แก้ไขปัญหานี้ให้รอบคอบดีกว่านะขอรับ”
       ฉัตรอึ้งไป แล้วถอนใจยาว “แต่พี่เกรงว่าถ้าข่าวนี้ไปถึงหูแม่บัว แม่บัวจะว่ายังไง”
       ฉัตรกลุ้มใจมาก
       
       เวลาเดียวกันบัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ที่หน้าเรือนทาส มีน้อยนั่งมองอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี สักครู่เพียรก็เดินเข้ามาเยี่ยมสองสาวที่เรือนพร้อมผลไม้
       “ข้าเห็นเอ็งสองคนไม่ได้ไปกินข้าวที่โรงครัว ข้าเลยเอานี่มาฝาก” เพียรยื่นผลไม้ให้น้อย
       น้อยไม่รับ “เอาวางไว้ที่หน้าเรือนนั่นแหละ”
       เพียรมองสองสาวอย่างสงสัย “พวกเอ็งเป็นอะไรกันรึเปล่า ถึงไม่ไปกินข้าวที่โรงครัว หรือว่าไม่สบาย”
       น้อยรำคาญ พยายามตัดบท “เออๆๆๆ พวกข้าไม่ค่อยสบาย ทำงานกลางแจ้งกันมาทั้งวันนี่ เอ็งจะไปไหนก็ไป ไป๊ไอ้เพียร อย่ามายุ่งกับพวกข้าเลย”
       
       เพียรกลุ้มใจที่น้อยไม่เคยญาติดีด้วย เดินเซ็งๆออกไป
       “น้อย..ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่พบหน้าคุณฉัตรอีก ชีวิตนี้..สิ้นบุญต่อกันเพียงเท่านี้”
       น้อยพยักหน้าเข้าใจ มองหน้าบัวที่น้ำตาไหลออกมาอีก ด้วยความสงสาร
       
       ทางด้านฉัตรยืนคิดหาทางออกอยู่ด้วยความกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
       เวลาผ่านไปจวบจนรุ่งเช้าฉัตรยังยืนอยู่ที่เดิม คิดหาทางออกอยู่จนเช้าเลย แล้วมีท่าทางว่าตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
       
       พอพระยาโกสินทร์เปิดประตูห้องนอนออกมาในตอนเช้า แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นฉัตรยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว
       
       ครู่ต่อมาสองพ่อลูกอยู่ในห้องหนึ่งบนเรือน เสียงพระยาโกสินทร์ โวยวายลั่น
       “อะไรนะ ! เจ้าจะไม่แต่งกับแม่พิศ”
       “เพราะกระผมไม่ได้รักใคร่ชอบพอกับแม่พิศนี่ขอรับเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาโกสินทร์โมโหมาก “เฮ้ย ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ แล้วเจ้าลักลอบเข้าหาเขาในยามวิกาลทำไม”
       “เจ้าคุณพ่อเข้าใจผิดแล้วขอรับ คืนนั้นกระผมไม่ได้ไปหาแม่พิศ”
       พระยาโกสินทร์ฉงน “แล้วเจ้าไปหาใคร เรือนนั้นเขาก็มีลูกสาวอยู่แค่คนเดียวนี่”
       “กระผมไปหาแม่บัวขอรับ”
       พระยาโกสินทร์งวยงง “ใคร..แม่บัว”
       “ทาสขัดดอกที่เรือนท่านเจ้าคุณสมานขอรับ” ฉัตรบอกบิดา
       “ทาสขัดดอก นี่เจ้าชอบพออยู่กับทาสขัดดอกรึเนี่ย”
       พระยาโกสินทร์สีหน้าตกตะลึง
       
       นายสนกำลังยืนแอบฟังอยู่ด้านนอก บ่าว ๒ คน ค่อยๆ ตามเข้ามาแล้วสะกิดถามนายสน
       “เกิดอะไรขึ้นรึ” บ่าวคนหนึ่งถาม
       นายสนจุ๊ปาก “ชู่วว คุณฉัตรแอบไปชอบพอกับทาสขัดดอกเรือนท่านเจ้าคุณสมาน”
       บ่าวอีกคนร้อง “ฮ้า”
       นายสนจุ๊ปากอีก “ชู่วว”
       
       “แล้วท่านเจ้าคุณของเราว่ายังไงบ้าง”
       นายสนทำสัญญาณให้บ่าว ๒ คนเงียบ แล้วแอบฟังเหตุการณ์บนเรือนเสียด้วยกัน
       
       ด้านพระยาโกสินทร์โวยวายเสียงดัง “นี่เจ้าล้อพ่อเล่นรึ”
       “มิได้ขอรับเจ้าคุณพ่อ กระผมไม่ได้ล้อเล่น มันเป็นเรื่องจริง” ฉัตรบอกน้ำเสียงจริงจัง
       “แล้วเจ้าไปรู้จักทาสขัดดอกคนนี้ได้ยังไง”
       “กระผมได้พบและชอบพอกับแม่บัวตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมเยือนญาติผู้ใหญ่ของเราที่หัวเมือง กระผมได้ช่วยแม่บัวกับพ่อของหล่อนจากโจรจนบาดเจ็บ แล้วก็ได้แม่บัวนี่แหละขอรับที่ช่วยดูแลรักษากระผมจนอาการทุเลา แต่พอได้มาพบกันอีกที หล่อนก็มาเป็นทาสขัดดอกเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้กระผมจึงต้องเทียวไปเทียวมาที่เรือนโน้นเพื่อจะพบหล่อน”
       พระยาโกสินทร์เครียดจัด “โอยๆๆๆๆ พ่อกับท่านเจ้าคุณสมานคงมองหน้ากันไม่ติดแน่ถ้าท่านเจ้าคุณรู้เรื่องนี้ เขาได้มาถอนหงอกพ่อเข้าปะไร ไม่ได้ พ่อทาบทามแม่พิศให้กับเจ้าแล้ว พ่อคืนคำไม่ได้ ยังไงๆ เสีย เจ้าก็ต้องแต่งกับแม่พิศ”
       ฉัตรทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า
       “แต่เจ้าคุณพ่อไม่คิดบ้างหรือขอรับว่า...ถ้ากระผมตกแต่งไปเสียกับแม่พิศโดยไม่ได้รักใคร่ชอบพอ ชีวิตของกระผมคงหาความสุขไม่ได้เลยจนวันตาย” นายทหารหนุ่มพนมมือไหว้ท่านเจ้าคุณ “กระผมขอความกรุณาเจ้าคุณพ่อ...ได้โปรดเห็นใจกระผมด้วย” ว่าแล้วก็ก้มลงกราบแทบเท้าบิดา
       
       พระยาโกสินทร์มองกิริยาของลูกด้วยสีหน้าหนักใจสุดๆ 

วันต่อมารถของพระยาโกสินทร์แล่นไปตามถนนอย่างรวดเร็ว ภายในรถคันนั้นพระยาโกสินทร์สีหน้าเคร่งเครียดมาก รถกำลังแล่นตรงไปที่เรือนพระยาสมาน ท่านเจ้าคุณร้อนใจเป็นอย่างมาก

       
       ขณะเดียวกันฉัตรยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน สีหน้ากระวนกระวายใจ ฉายเข้ามาหา
       “พี่ฉัตรใจเย็นๆ ก่อนนะขอรับ เจ้าคุณพ่อรับปากแล้ว คงจะเรียบร้อย”
       ฉัตรพยักหน้ารับ แต่สีหน้าไม่ได้สบายใจขึ้นเลย
       
       พระยาโกสินทร์ยืนอยู่ที่ทางขึ้นเรือนพระยาสมาน มีเพียรนั่งคุกเข่าพูดด้วย
       “ท่านเจ้าคุณสมานไม่อยู่เรือนขอรับ ออกไปข้างนอกกับคุณพิศ ไม่ได้สั่งไว้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ขอรับ”
       
       พระยาโกสินทร์ถอนใจอย่างหนักใจ “ข้าจะรอ”
       ท่านเจ้าคุณลงนั่งปักหลักรออยู่ตรงนั้นเอง มีเพียรนั่งเฝ้า
       
       ขณะเดียวกันที่ตำหนักหม่อมจรัส พิศก้มลงกราบหม่อมจรัสอย่างชดช้อยอ่อนหวาน หม่อมจรัสยิ้มแย้มทักทาย
       “ฉันยินดีด้วยที่หล่อนจะได้ออกเรือนกับลูกชายคนโตของท่านเจ้าคุณโกสินทร์ เพราะพ่อฉัตรน่ะดูจะมีอนาคตไกล อีกทั้งยังรูปงาม และมีชาติตระกูล เหมาะสมกับหล่อนทุกประการ”
       พิศเยื้อนยิ้มปลื้มอกปลื้มใจ
       “เห็นท่านเจ้าคุณสมานแจ้งมาว่าหล่อนอยากจะเรียนการเรือนเพิ่มเติมรึ”
       “เจ้าค่ะ”
       หม่อมจรัสสัพยอก “จะเอาไว้ปรนนิบัติผัวล่ะสิ”
       พิศยิ้มเขินๆ
       “ถ้าเช่นนั้นวันนี้ฉันจะให้หล่อนไปเรียนที่ห้องเครื่อง”
       พิศก้มกราบหม่อมจรัสอีกครั้ง
       
       ครูผู้ใหญ่ประจำห้องเรือนยากำลังสอนพิศทำข้าวแช่ตำหรับชาววังอยู่ โดยมีชื่นนั่งหัดทำอยู่ก่อนแล้วในบริเวณนั้นด้วย
       “วันนี้ฉันจะให้หล่อนหัดทำข้าวแช่ แต่ก่อนอื่นหล่อนควรจะรู้เสียก่อนว่าข้าวแช่นี้ชาวมอญเป็นเจ้าของตำหรับดั้งเดิม แล้วเราเอามาปรุงแต่งเพิ่มเติมให้เป็นตำหรับไทยๆ ซึ่งกว่าจะทำเครื่องเคียงได้ครบทุกอย่างก็จะใช้เวลาถึง 3 วัน สำหรับเป็นอาหารเพียงมื้อเดียว” ครูท่านนั้นว่า
       พิศฉงน “มื้อเดียวเองหรือเจ้าคะ”
       “งั้นสิ...เพราะไหนข้าวเราก็ต้องคัดเม็ดทีละเม็ด เลือกเอาเฉพาะข้าวที่เม็ดสวยเท่านั้น ข้าวหักเราไม่ใช้ แล้วก็ต้องทำน้ำดอกไม้สำหรับแช่ข้าวด้วย ส่วนเครื่องเคียงก็มีหลายอย่างตั้งแต่ลูกกะปิ พริกหยวกยัดไส้ หัวหอมยัดไส้ เนื้อเค็มทอดผัดหวาน แต่ละอยากต้องใช้ของชั้นเลิศปรุงทั้งนั้น แต่วันนี้ฉันจะให้หล่อนลองทำหัวหอมยัดไส้ปลายี่สกเป็นอย่างแรกเสียก่อน”
       ครูผู้ใหญ่หยิบปลายี่สกที่สุกแล้วมา พลางอธิบาย
       “เริ่มแรกหล่อนก็ต้องยีเอาแต่เนื้อปลาเพื่อเอามาปรุงรสเสียก่อนจะใช้ยัดไส้หัวหอม เอ้า..หล่อนยีเนื้อปลาก่อน เอาแต่เนื้อขาวๆนะ หนังไม่เอา ก้างต้องไม่มี ทำได้มั้ย”
       พิศรับคำ “ได้เจ้าค่ะ”
       จากนั้นพิศเริ่มต้นลงมือทำ ท่าทางไปได้ดี ครูผู้ใหญ่มองพิศฝึกหัดทำอย่างพอใจ
       
       “หล่อนทำไปนะ ประเดี๋ยวฉันจะกลับมาสอนวิธีปรุงรส กับวิธียัดไส้หัวหอมให้” ครูผู้ใหญ่ท่านนั้นเดินออกไป
       จากนั้นพิศค่อยๆ บรรจงทำอย่างตั้งใจ ก่อนจะปรายตามองชื่น แล้วพูดเปรยๆ กับนางด้วงที่ตามมารับใช้
       “แปลกนะ..นางด้วง คนบางคน..ไม่ได้มีโอกาสจะออกเรือนกับใครเขา ก็อุตส่าห์มาขอร่ำขอเรียนการเรือนหน้าดำคร่ำเคร่ง แต่ก็ไม่รู้จะเรียนไปปรนนิบัติใคร” พิศหัวเราะชอบใจ
       ชื่นหันขวับมาทันที “หล่อนพูดถึงใคร”
       “ฉันไม่ได้พูดถึงใคร แต่ถ้าหล่อนอยากจะกินปูนร้อนท้อง เอง..ก็ตามใจ” พิศเยาะ
       “มาว่าฉันกินปูนร้อนท้องรึ นี่ฉันจะบอกอะไรให้นะ หล่อนอย่าเพิ่งทะนงตัวไปนักเลยว่าจะได้ออกเรือน ตราบใดที่หล่อนยังไม่ได้เห็นขบวนแห่ขันหมากละก็ หล่อนอย่าเพิ่งแน่ใจไปนักเลย ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘หม้ายขันหมาก’ รึ” ชื่นเย้ยเอาคืน
       “คนอย่างฉัน ไม่มีวันหม้ายขันหมากหรอก แต่คนบางคนน่ะ..มีลางว่าจะเป็น ‘สาวเทื้อ’ ละไม่ว่า”
       ชื่นโกรธจัด “อ๊าย...” แล้วเอาหัวหอมที่กำลังหัดยัดไส้ด้วยปลาในมือเขวี้ยงใส่พิศ
       ทว่าหัวหอมพลาดไปโดนนางด้วงที่นั่งข้างหลังพิศ นางด้วงปรี๊ด ผุดลุกขึ้นคว้าหัวหอมจะเขวี้ยงกลับบ้างแต่ก็ไม่กล้าจึงเงื้อค้างอยู่ บ่าวของชื่นออกรับแทนนายทันที ชี้หน้านางด้วง
       “เอ็งคิดจะเขวี้ยงใส่นายข้าเรอะ” แล้วเอาหัวหอมเขวี้ยงใส่นางด้วงอีก
       นางด้วงร้องกรี๊ดด้วยความโมโหสุดขีด กระโดดเข้าตบบ่าวของชื่น บ่าวคนนั้นร้องกรี๊ดแล้วพุ่งเข้าตบนางด้วงตอบ นางด้วงไม่มียอม ตบกลับ บรรยากาศเริ่มชุลมุนวุ่นวาย พิศเห็นท่าไม่ดีจึงตวาดเสียงดัง
       “พอทีนังด้วง”
       ทั้งนางด้วงกับบ่าวคุณชื่นต่างชะงักค้าง หันมามอง พิศพยักหน้าเรียกให้นางด้วงกลับมานั่งข้างๆ นางด้วงจึงยอมรามือเดินกลับไปหาพิศ แต่ไม่วายหันมาถีบลูกหลังใส่บ่าวของชื่นจนล้มหงายไป แล้วนางด้วงก็หัวเราะสะใจก่อนจะกลับไปนั่งข้างหลังพิศ บ่าวของชื่นขยับตัวจะตามไปราวีนางด้วงอีก แต่ชื่นคว้าแขนไว้เพราะไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายไปกว่านี้ บ่าวจึงยอมถอยกลับไปนั่งข้างหลังชื่น
       
       พิศกับชื่นมองหน้าสู้สายตากันอย่างเคียดแค้นชิงชัง

 เวลาบ่ายคล้อย พระยาโกสินทร์ยังคงนั่งรอพระยาสมานอยู่บนเรือนด้วยความกลัดกลุ้ม สักครู่พระยาสมานก็กลับมาถึง ซึ่งพอเห็นพระยาโกสินทร์ก็ยิ้มร่า ตรงมาหา

       
       “ท่านเจ้าคุณมารอพบกระผมนานแล้วรึขอรับ กระผมได้ข่าวเรื่องที่ท่านเจ้าคุณได้รับพระราชทาน ‘ตรวนทองคำ’ แล้ว อยากเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง ผู้คนเขาเล่าลือกันว่า..มันงามแปลกตานัก”
       “เอาเรื่องตรวนทองคำยกไว้ก่อนเถิดท่านเจ้าคุณสมาน กระผมมีธุระสำคัญกว่านั้นมาก...ถึงได้มาถึงเรือนวันนี้”
       พระยาโกสินทร์มีสีหน้าลำบากใจสุดๆ พลางกวาดตามองบ่าวไพร่รวมทั้งเพียรที่อยู่แถวนั้นพระยาสมานมองตามอย่างสงสัย ก่อนจะตัดสินใจโบกมือไล่เพียรและบ่าวทุกคนให้ออกไป
       เพียรมองดูท่าทางอึกอักๆ ของพระยาโกสินทร์อย่างสงสัย แล้วเดินออกไปกับบ่าวอื่นๆ
       “กระผมไม่อ้อมค้อมละ เพราะร้อนใจเหลือเกิน คือ...กระผมต้องการจะยกเลิกการทาบทามแม่พิศให้กับพ่อฉัตร ลูกชายคนโตของกระผมน่ะขอรับ”
       พระยาสมานงง “อะไรนะ”
       พระยาโกสินทร์พูดต่อ “มันเป็นความเข้าใจผิดของกระผมเอง ที่คิดว่าพ่อฉัตรมีใจชอบพออยู่กับแม่พิศ จึงได้ผลีผลามมาทาบทามแม่พิศไว้ โดยไม่รู้ว่าพ่อฉัตรรักใคร่ชอบพออยู่กับคนอื่น”
       พระยาสมานโมโห ถีบกระโถนตรงหน้าดังเปรี้ยง พระยาโกสินทร์ถึงกับสะดุ้ง
       “ท่านเจ้าคุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ไม่คิดหรือว่าลูกสาวของกระผมจะเสียหายขนาดไหน”
       พระยาโกสินทร์พยายามประนีประนอมสุดฤทธิ์
       “กระผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย จึงรีบเร่งมาบอกท่านเจ้าคุณวันนี้ไง”
       “กระผมมีลูกกับเขาคนเดียว อุตส่าห์ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาด้วยความเหนื่อยยาก ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม งามทั้งรูปสมบัติคุณสมบัติ ใครได้ไปเป็นศรีเรือนก็เป็นบุญโขทีเดียว แล้วท่านเจ้าคุณกับลูกชายจะมาทำอย่างนี้กับแม่พิศของกระผมได้อย่างไร กระผมยอมรับไม่ได้”
       พระยาโกสินทร์ท้วง “แต่...”
       ถูกพระยาสมานตัดบทเลย “ท่านเจ้าคุณกลับไปเสียเถอะ แล้วถ้าจะมาเหยียบเรือนนี้อีก ท่านเจ้าคุณก็จะต้องมาพร้อมขบวนขันหมากสู่ขอแม่พิศ ไม่เช่นนั้นเราสองคน...ชาตินี้ก็ไม่ต้องเผาผีกัน”
       สีหน้าพระยาโกสินทร์เครียดเคร่ง กลุ้มใจสุดๆ
       
       ขณะเดียวกันไอ้เพียรและบ่าวคนอื่นๆ ที่ถูกไล่ลงจากเรือนมาพร้อมกัน ต่างแอบฟังเรื่องบนเรือนอยู่ที่ใต้ถุนนั่นเอง แต่ละคนหน้าตาตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินไม่ต่างกัน แล้วพวกบ่าวก็พากันวิ่งออกไปจากใต้ถุนเรือนอย่างเงียบที่สุดเพื่อจะไปถกกันต่อไอ้เพียรตามไปด้วย เป้าหมายคือโรงครัว
       
       บัวกับน้อยเพิ่งเลิกงานมาถึงโรงครัว หน้าตาเหนื่อยล้าอ่อนแรงมาก สองคนเดินไปที่ตุ่มน้ำ ตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างเหงื่ออกจากตัว นางพุ่มมองอย่างเห็นใจ
       
       “เอ็งสองคนอดทนหน่อยก็แล้วกันนะ เจอโทษทัณฑ์แค่นี้ถือว่าสถานเบาแล้ว ดีกว่าถูกเฆี่ยนเป็นไหนๆ”
       “ฉันทนไหวจ้ะน้าพุ่ม” บัวบอก
       ระหว่างนั้นพวกบ่าวที่แอบฟังเรื่องจากใต้ถุนเรือนวิ่งเข้ามา เพียรรั้งท้าย
       “นี่ๆๆๆๆ ข้ามีเรื่องร้อนจะมาเล่าให้ทุกคนฟัง” บ่าวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงดัง
       “เรื่องอะไรวะ ทำไมถึงต้องหน้าตาตื่นกันขนาดนี้ด้วย” นางพุ่มสงสัย
       “ไม่ตื่นยังไหวล่ะป้า นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ” บ่าวคนเดิมบอก
       “เรื่องอะไรก็เล่ามาเร็วๆ เถอะ โยกโย้อยู่นั่นแหละ” นางพุ่มด่า
       “ก็เรื่องที่ท่านเจ้าคุณโกสินทร์มาทาบทามคุณพิศให้กับคุณชายลูกชายคนโตของท่านน่ะสิ”
       บัวได้ยินก็หน้าเศร้า เดินไปนั่งห่างออกไปจากกลุ่มคนเหมือนไม่อยากฟัง น้อยเดาอารมณ์บัวได้ จึงเดินตามไปนั่งเป็นเพื่อน
       “เรื่องนี้ก็รู้กันถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้วนี่ แล้วมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายตรงไหน”
       เพียรตามเข้ามาเล่าต่อ “มันกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ก็เพราะวันนี้ท่านเจ้าคุณโกสินทร์มาขอยกเลิกการทาบทามคุณพิศน่ะสิ”
       ทุกคนร้อง “หา” พร้อมๆกัน
       บัวหันขวับมาทันที
       นางพุ่มตกใจ “ตายๆๆ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณฉัตรเธอถึงเปลี่ยนใจ”
       “ท่านเจ้าคุณโกสินทร์บอกว่า...คุณฉัตรไม่ได้มีใจชอบพออยู่กับคุณพิศ แต่ชอบพออยู่กับคนอื่น ท่านเจ้าคุณโกสินทร์เข้าใจผิด ไม่ทันได้ถามไถ่ความกันให้ดีก่อน ก็รีบแล่นมาทาบทามไว้ พอได้คุยกันทีหลัง จึงต้องรีบมาขอยกเลิกอย่างนี้แหละ” เพียรสาธยาย
       นางแดงเอ่ยขึ้น “แล้วนี่คุณพิศเธอรู้เรื่องรึยัง”
       “ยังจ้ะน้าแดง” เพียรว่า
       นางแดง ครวญครางสงสารคุณพิศของหล่อน “โอยๆๆๆ มีอย่างรึ...มาทาบทามเอ่ยปากสู่ขอกันอยู่เมื่อวาน แค่ข้ามคืนมาขอยกเลิก ทำให้คุณพิศเธอต้องเป็นหม้ายขันหมากตั้งแต่ยังสาว นี่ถ้าคุณพิศรู้เรื่อง เธอต้อง อับอายขายหน้าคนทั่วทั้งพระนครจนแทบจะต้องแทรกแผ่นดินหนีกันเลยทีเดียว...แล้วคุณพิศเธอจะว่ายังไงกันล่ะเนี่ย”
       
       บัวกับน้อยมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

  เย็นนั้นพระยาสมานเดินเป็นหนูติดจั่น ด้วยความร้อนใจเหลือแสน สักครู่พิศกับนางด้วงก็เดินขึ้นเรือนมา นางด้วงนั้นมุมปากมีรอยช้ำเพราะตบกับบ่าวของชื่น ส่วนพิศยิ้มแย้มอารมณ์ดี 

        
       พระยาสมานเห็นพิศก็ชะงักกึก หงุดเดิน แล้วพยายามฝืนยิ้มให้พิศ
       “ลูกพิศ...พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”
       พิศแย้มยิ้มอารมณ์ดีอยู่ “เจ้าคุณพ่อฟังเรื่องของลูกก่อนเถอะค่ะ วันนี้พิศเข้าไปเรียนทำข้าวแช่ที่ตำหนักหม่อมจรัสมา ครูชมว่าพิศมีฝีมือมากเชียวค่ะ”
       พิศหันไปพยักหน้าให้นางด้วง เอาหัวหอมยัดไส้เข้ามาให้พระยาสมานดูผลงาน
       “กว่าจะถึงวันที่พิศจะออกเรือนไปกับคุณฉัตรแล้ว พิศคงจะฝีมือดีขึ้นกว่านี้อีกมาก” พิศเล่ายิ้มๆ
       พระยาสมานจ้องหน้าบุตรี พูดจริงจัง
       “พิศ..ฟังพ่อ วันนี้ท่านเจ้าคุณโกสินทร์มาหาพ่อเรื่องลูกกับพ่อฉัตร”
       พิศยังยิ้มแย้มอย่างเดิม “ท่านเจ้าคุณโกสินทร์มาบอกฤกษ์แต่งงานรึคะ”
       พระยาสมานพูดชัดๆ ช้าๆ “ท่านเจ้าคุณโกสินทร์มาขอยกเลิกการสู่ขอลูกให้พ่อฉัตร เพราะว่าพ่อฉัตรนั้นรักใคร่ชอบพออยู่กับคนอื่น..ไม่ใช่ลูก”
       คำพูดของบิดากระแทกเข้าที่หน้าพิศเต็มๆ พิศตกใจสุดขีด
       “อะไรนะคะ เจ้าคุณพ่อล้อพิศเล่นใช่ไหมคะ”
       พระยาสมานไม่ตอบ แต่มองพิศอย่างจริงจัง
       “เป็นไปไม่ได้ พิศไม่เชื่อ”
       “แต่มันก็เป็นไปแล้วลูก ท่านเจ้าคุณโกสินทร์เพิ่งกลับไปก่อนลูกพิศมาประเดี๋ยวเดียว”
       พิศส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ รับไม่ได้ ก่อนที่หน้าตาจะเปลี่ยนเป็นโกรธจัด
       “แล้วเจ้าคุณพ่อว่าอย่างไรคะ”
       พระยาสมานเห็นท่าทางพิศแล้ว จึงพยายามปลอบเต็มที่
       “พ่อก็ไม่ยอมน่ะสิ พ่อมีลูกคนเดียว พ่อจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเสียหายอย่างนี้กับลูกพิศของพ่อเป็นอันขาด พ่อบอกท่านเจ้าคุณโกสินทร์ไปว่า..หากไม่ยกขันหมากมาสู่ขอเจ้าตามที่ตกปากไว้ เราสองบ้านเป็นอันขาดกัน”
       สีหน้าพิศเครียดเคร่ง นัยน์ตาวาววามโกรธสุดๆ
       
       ทางด้านฉัตรเดินรอคอยฟังข่าวจากบิดาอยู่ในบ้านด้วยความกระวนกระวายใจ สักครู่พระยาโกสินทร์ก็เดินเข้ามา มีนายสนเดินตามมาด้วย
       ท่านเจ้าคุณหันไปโบกมือไล่นายสนให้ออกไปก่อน นายสนออกไป ฉัตรปราดเข้ามาหาบิดาทันที
       
       “ท่านเจ้าคุณสมานว่าอย่างไรบ้างขอรับเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาโกสินทร์ส่ายหน้าอย่างกลุ้มใจสุดๆ
       “ท่านเจ้าคุณสมานไม่ยอม ถึงกับประกาศตัดเป็นตัดตายกับบ้านเรา หากไม่ยกขันหมากไปสู่ขอแม่พิศตามที่ตกลงกันไว้”
       “แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะขอรับเจ้าคุณพ่อ” ฉัตรกังวล
       “พ่อยังคิดอะไรไม่ออก” ท่านเจ้าคุณส่ายหน้ากลุ้มใจแล้วเลยเอ็ดลูก “นี่เพราะเจ้าทีเดียวที่ริอ่านบุกเรือนท่านเจ้าคุณสมานในยามวิกาลจนเกิดเรื่องร้อนใจอย่างนี้ นี่ถ้าพ่อเป็นท่านเจ้าคุณสมาน พ่อเองก็คงไม่ยอมยกเลิกขันหมากง่ายๆ เหมือนกัน มันเป็นเรื่องเสียหายอย่างที่สุด รู้ถึงไหน อายเขาถึงนั่น ถ้าต้องหม้ายขันหมากอย่างนี้ แม่พิศก็คงไม่มีหน้าไปพบใครได้อีกหรอก”
       ฉัตรยกมือไหว้ขอโทษบิดาด้วยความเสียใจอย่างสุดๆ
       “กระผมเสียใจขอรับเจ้าคุณพ่อ แต่กระผมแต่งงานกับแม่พิศไม่ได้จริงๆ”
       พระยาโกสินทร์ขึ้นเสียง “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พ่อเสียผู้ใหญ่ก็เพราะเจ้าจริงๆ”
       ฉัตรไหว้ขอโทษอีกครั้ง
       “เอาเถอะๆๆ ขอเวลาพ่อคิดสักหน่อยว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี”
       จากนั้นพระยาโกสินทร์ก็เดินเข้าห้องไปเลย ฉัตรมองตามสีหน้ากลัดกลุ้ม ฉายเข้ามายืนข้างๆ ตบแขนฉัตรเบาๆ เพื่อปลอบใจพี่ชาย
       “แล้วนี่พี่ฉัตรจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ”
       
       ฉัตรไม่ตอบ สีหน้าครุ่นคิดเป็นกังวล

  วันต่อมาบัวกับน้อยยังทำงานอยู่ตรงลานกลางแจ้ง ในอาณาบริเวณเรือนพระยาสมาน สองคนคุยกันเรื่องพิศ

       
       “น้อย..ข้าเป็นห่วงคุณพิศจริง” บัวเอ่ยขึ้น
       “จะไปห่วงเขาทำไม”
       “ก็รู้ๆ อยู่ คุณพิศคงไม่ยอมให้เรื่องคุณฉัตรจบลงง่ายๆ หรอก เรื่องมันออกจะใหญ่โตปานนั้น”
       “แต่เราเป็นแค่ทาส เราจะไปทำอะไรได้ล่ะบัว ก็ที่ต้องมาทำงานกลางแจ้งจนจะหน้ามืดกันอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นทาสเขาหรอกรึ”
       บัวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ถอนใจยาว แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป สักครู่น้อยก็เดินแยกออกไปทำอีกทางหนึ่ง ห่างออกไปจากบัว
       
       ขณะที่น้อยยกมือขึ้นปาดเหงื่อ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีมือใคนคนหนึ่งยื่นน้ำมาให้ น้อยหันไปมอง ที่แท้เป็นเพียร
       
       “เอ้า..น้ำ..กินเสียก่อนเอ็งจะเป็นลมกลางแดด”
       น้อยเมิน เพียรตามตื๊อ
       “เอ็งจะไม่ยอมหายโกรธข้าเรื่องที่ข้าเฆี่ยนนังบัวก็ตามใจเถอะ แต่เอ็งอย่าทรมานตัวเองเลย ประเดี๋ยวเอ็งจะตายเสียก่อนได้อยู่จนแก่”
       “แต่ถ้าตายเสียแต่เนิ่นๆ ข้าก็จะได้เป็นอิสระจากการเป็นทาสเสียที”
       
       ระหว่างนั้นมีสายตาของใครคนหนึ่ง มองน้อยที่ยืนคุยอยู่กับเพียร ก่อนจะละสายตามองไปทางบัว ที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้นอีกมุมไกลๆ โดยไม่สนใจใคร
       
       ขณะที่บัวกำลังปาดเหงื่อ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งมาฉุดแขนไป บัวตกใจจะร้อง แต่คนๆนั้นเอามือปิดปากบัวไว้ได้ทัน บัวมองหน้า เห็นเป็นฉัตรก็ตกใจ ฉัตรดึงตัวบัวออกไปทางหนึ่ง
       
       ฉัตรลากตัวบัวมา พอลับตาคนก็ปล่อยบัวเป็นอิสระ
       “ทำไมท่านถึงทำอะไรเสี่ยงอย่างนี้ มันอันตรายมากรู้มั้ยเจ้าคะ”
       “ถ้าไม่เสี่ยงเข้ามา จะได้พบเจ้าหรือ” ฉัตรครวญ
       “แต่เราไม่ควรจะมาพบกันอีก ถ้าคุณพิศเธอรู้เข้าจะเกิดเรื่องใหญ่ แค่นี้เรือนก็จะลุกเป็นไฟอยู่แล้วนะเจ้าคะท่านกลับไปเสียเถอะ ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า”
       บัวผลักไสฉัตร แต่ฉัตรไม่ยอม รวบมือไว้ บัวดึงมือออกจนได้แล้วเดินหนี ฉัตรรีบตามติด
       
       ขณะเดียวกันพิศนั่งมองเงาตัวเองในกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง สีหน้าแค้นใจสุดขีด
       “ฉันอยากรู้นักว่าไอ้อีเรือนไหนรึคือคนที่คุณฉัตรรักใคร่ ชอบพอ..มันเป็นใคร ! มันถึงจะดีไปกว่าข้า”
       พิศกำมือแน่นด้วยความแค้นใจ
       นางด้วงประคองถาดสำรับกับข้าวเอาเข้ามาให้พิศถึงในห้อง หมายจะเอาใจ
       “คุณพิศเจ้าขา..บ่าวให้นังพุ่มมันต้มข้าวต้ม แล้วก็ทอดปลาสลิดร้อนๆ น่ากินเชียวเจ้าค่ะ ของโปรดของคุณพิศไงเจ้าคะ”
       นางด้วงเอาถาดสำรับอาหารวางลงใกล้ตัวพิศ แต่พิศเอามือปัดถาดอย่างไม่สนใจว่าอะไรจะแตกบ้าง นางด้วงตกใจจนต้องกระโดดหนี ไปยืนตัวซีดตัวสั่นด้วยความกลัวอารมณ์พิศอยู่ที่ข้างประตู
       “ถ้าข้ารู้ว่าไอ้อีหน้าไหนคือคนที่บังอาจแย่งชิงคุณฉัตรไปจากข้า ข้ากับมัน..ก็เห็นทีจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้อีกต่อไป”
       พิศคำรามในลำคอ สีหน้าแค้นใจจนแทบจะกระอักเป็นเลือดออกมาเลยทีเดียว
       
       ทางด้านฉัตรตามมาดึงมือบัวไว้
       “แม่บัว..เจ้าอย่าเดินหนีฉันอย่างนี้สิ รู้มั้ยว่าฉันยอมเสี่ยงทุกอย่างเพียงแค่จะได้มาเห็นหน้าเจ้า เสี่ยงแม้กระทั่งคนเรือนฉันกับคนเรือนนี้ อาจต้องแตกหักกันเพราะฉันไม่อาจปลงใจแต่งงานกับแม่พิศได้ เพราะฉันไม่ได้รักแม่พิศเลย”
       บัวแกล้งถาม “แล้วท่านรักใครหรือเจ้าคะ”
       “ก็เจ้าไง ไม่เช่นนั้นฉันจะกล้าเสี่ยงมาพบเจ้าถึงสองครั้งสองคราอย่างนี้รึ”
       บัวยิ้มดีใจ ฉัตรมองหน้าบัวนิ่ง ยกมือขึ้นลูบแก้มบัวเบาๆ อย่างทะนุถนอม
       “เจ้าทำงานกลางแจ้งจนถูกแดดเผาไปทั้งตัว สงสารเจ้าเสียเหลือเกิน”
       ฉัตรบรรจงจูบที่หน้าผากบัว เพื่อจะให้กำลังใจ บัวก้มหน้ายิ้มเอียงอาย ใจพองโต ฉัตรคิดอะไรขึ้นมาได้ ล้วงหยิบเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้บัว
       ที่แท้ของที่ฉัตรหยิบออกมา เห็นเป็นกล่องดนตรี
       “ฉันเห็นเจ้าชอบกล่องดนตรีจากรุสเซียนี่นัก จึงเอามาฝาก”
       “ท่านให้ฉันจริงๆ รึ”
       ฉัตรพยักหน้า “เก็บกล่องดนตรีนี้ให้ดีนะ ให้มันเป็นเสมือนตัวแทนของฉันที่อยู่กับตัวเจ้าตลอดเวลา แล้วหากวันไหนที่เจ้าเกิดทุกข์ใจ ก็ให้ไขฟังเสียงดนตรีเล่น และให้เจ้าคิดเสียงว่าเสียงดนตรีที่ได้ยินคือเสียงของฉันที่กำลังพูดปลอบประโลมใจเจ้าให้คลายทุกข์ยังไงล่ะ”
       บัวยกมือไหว้ฉัตรอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
       “แม่บัว หลังจากนี้ฉันอาจจะมาหาเจ้าไม่ได้อีก จนกว่าจะสะสางเรื่องคุณพิศเสร็จสิ้น เพราะฉันไม่อยากให้ใครรู้เรื่องแล้วเจ้าจะเป็นอันตราย”
       บัวยิ้มปลื้มใจ จังหวะนั้นฉัตรตัดสินใจขโมยจูบที่แก้มบัวอย่างแผ่วเบา บัวตกใจ แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรต่อ ฉัตรก็วิ่งหนีไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วเช่นขามา
       
       ปล่อยให้บัวยืนลูบแก้มข้างที่ถูกจูบอยู่คนเดียวด้วยใจระทึก

 ขณะที่บัวเดินลูบแก้มข้างที่ถูกฉัตรจูบกลับมาที่เดิม เจอน้อยกำลังมองหาอยู่ด้วยความร้อนใจ พอน้อยเห็นบัวก็รีบเข้ามาถาม

       
       “เอ็งไปไหนมาน่ะ”
       บัวย้อนถาม “แล้วเอ็งล่ะไปไหนมา”
       “ข้าไปทำงานอยู่ทางโน้น เจอไอ้เพียรด้วย กว่าจะไล่มันไปได้ ข้าละอ่อนใจกับมัน ชังน้ำหน้ามัน ตกลงว่าเอ็งไปไหนมา ยังไม่ตอบข้าเลย”
       บัวเหลียวซ้ายแลขวา เห็นไม่มีใครอยู่ในสายตา ก็ยกกล่องดนตรีในมือให้น้อยดู
       น้อยเห็นกล่องดนตรีในมือบัว
       น้อยตาโต “อะไรน่ะ”
       “เขาเรียก ‘กล่องดนตรี’ มาจากรุสเซีย”
       ว่าแล้วบัวก็ไขกล่องดนตรีให้น้อยดูเป็นตัวอย่าง สักครู่ก็มีเสียงเพลงดังออกมา น้อยมีสีหน้าตื่นเต้นมาก
       “เอ็งเอามาจากไหน”
       “คุณฉัตรให้มา” บัวบอกยิ้มๆ
       น้อยตกใจอุทานเสียงดัง “คุณฉัตร” แล้วนึกได้รีบเหลียวมองหาทันที “เขามาหาเอ็งถึงที่นี่เลยรึ”
       บัวพยักหน้าแทนคำตอบแล้วยิ้มปลื้มใจ
       
       เวลาเดียวกันนางด้วงถือถาดใส่สำรับแตกๆ เพราะฝีมือพิศกลับเข้ามาที่โรงครัว เอามากระแทกวางลงกลางโรงครัว แล้วบ่นอย่างสุดเซ็ง
       “ไม่มีเหลือ คุณพิศเธอไม่ยอมกินอะไรอีกตามเคย ไม่ว่าจะสรรหาของดีเด่แค่ไหนขึ้นไปประเคนให้ คุณเธอก็ไม่กินสักอย่าง..เฮ้อ” นางด้วงมองของแตกๆ หักๆ ในสำรับอย่างแสนเสียดาย
       นางแดงแทรกขึ้น “ก็เกิดเรื่องน่าอับอายขายหน้าเสียขนาดนี้ รู้ถึงไหนอายคนเขาถึงนั่น เป็นข้า..ข้าก็คงกินอะไรไม่ลงเหมือนกันแหละว้า”
       “เวลานี้ใครก็เข้าหน้าคุณพิศเธอไม่ติดเลย แม้แต่ท่านเจ้าคุณ นี่ข้าก็ต้องคอยหลบหลีกให้ดีๆ ไม่งั้นมีหวังได้หัวร้างข้างแตกเข้าบ้างหรอก” นางด้วงตัดบท “ไปละ เผื่อคุณพิศเธอเกิดอยากจะเรียกหาขึ้นมาแล้วไม่เจอ ข้าจะโชคร้ายหนักกว่าเดิม อูย…”
       นางด้วงเอามือแตะแผลที่ปากที่ได้มาจากการตบกับบ่าวของชื่น หน้าเหยเกเพราะยังเจ็บไม่หาย แล้วเดินออกจากโรงครัวไป
       
       นางด้วงเดินกุมปากที่เป็นแผล บ่นกระปอดกระแปดมาคนเดียวมาตลอดทาง แล้วมองไปที่กลางแจ้ง เห็นบัวกับน้อยยืนคุยกันอยู่ นางด้วงตัดสินใจเดินไปหาสองคนทันที
       
       นางด้วงเดินตรงมาที่บัวกับน้อย สองคนยังไม่ทันเห็นเพราะยังมัวแต่สนใจกล่องดนตรีกันอยู่
       “เอ็งก็ต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้คุณพิศรู้เรื่องได้ล่ะ ถ้าคุณพิศรู้เรื่อง..มีหวังเล่นงานเอ็งถึงตายแน่”
       บัวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วจะไขลานฟังเสียงเพลงอีก น้อยหันไปเห็นนางด้วงเดินมาแต่ไกลพอดี
       “พี่ด้วงมา บัว เอ็งเอากล่องดนตรีซ่อนเร็ว”
       บัวหันซ้ายหันขวา แล้วตัดสินใจเอากล่องดนตรีนั้นยัดลงในพุ่มไม้ใกล้ๆ
       น้อยช่วยเอาหญ้าแถวนั้นกลบๆ ไม่ให้เห็น พอดีนางด้วงเดินเข้ามาถึงตัว
       “นังน้อย..เอ็งมียาอะไรให้ข้าทาแผลที่ปากนี่บ้างมั้ย”
       นางด้วงพูดกับน้อยแต่ตามองบัว นางด้วงเห็นบัวมีสีหน้าท่าทางส่อพิรุธ เพราะเก็บอาการไม่เก่ง
       “เอ็งเป็นอะไรน่ะนังบัว ท่าทางชอบก๊ล” นางด้วงจ้องหน้าจับกิริยา
       น้อยรีบแก้ไขสถานการณ์ “บัวมันจะมีอะไร้พี่ด้วง..มันก็ เงอะๆ งะๆ ไปตามประสามันนั่นแหละ ไปๆพี่ด้วง ไปที่เรือนข้าเถอะ ข้าจะเอายาให้”
       น้อยพยายามลากแขนด้วงออกไปให้ห่างจากบัว แต่นางด้วงไม่ยอมไป สะบัดแขนออกจากน้อย
       “ข้ายังไม่ไป ข้าสงสัยนังบัวมันจะซ่อนอะไรไว้ มันถึงได้หน้าตาเลิ่กลั่กขนาดนั้น ไหน เอ็งซ่อนอะไรไว้ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้”
       บัวหน้าเสีย “ข้าไม่ได้ซ่อนอะไร”
       “แล้วเอ็งนั่งตรงนั้นทำไม”
       บัวหน้าเสียหนักขึ้น น้อยคิดอะไรได้ เลยจิกหญ้าใกล้ๆ ตัวบัวขึ้นมากำหนึ่งแล้วชูให้ นางด้วงดู
       
       “ก็...ข้าเห็นหญ้ากอนี้ มันเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งเอาไว้พอกแผลได้ ข้าก็เลยให้บัวมันมาช่วยกันเก็บเอาไว้ใช้ต้มยาน่ะสิ”
       นางด้วง มองอย่างไม่เชื่อ “ข้าไม่เชื่อ ไหน...เอาหญ้ามาให้ข้าดูสิ”
       น้อยส่งหญ้าในกำมือให้ดู
       นางด้วงมองแล้วว่า “ข้าก็ว่ามันก็หญ้าดาดๆ นี่แหละว้า”
       “พี่ด้วงไม่เชื่อข้า..หมอยาสมุนไพรรึ”
       นางด้วงนิ่งไปทันที รู้ดีว่าน้อยเก่งเรื่องสมุนไพรจริงๆ นางด้วงมองหญ้าในมือน้อย
       “เอาพอกให้ปากข้าหายตึงหายเจ็บได้มั้ยเนี่ย”
       น้อยตามน้ำ “ได้ ดีเลยละพี่ด้วง ถ้าเช่นนั้นกลับไปที่เรือนข้าด้วยกันเลย”
       “แล้วงานตรงนี้เอ็งเสร็จแล้วรึ”
       “จ้ะ” น้อยขยับจะพานางด้วงเดินไป
       แต่นางด้วงไม่ยอมเดิน ยังหันมามองดูบัวที่ยังนั่งอยู่ที่พื้นหญ้าอยู่
       “เอ้า จะนั่งบื้อใบ้อยู่ทำไมล่ะนังบัว กลับเรือนด้วยกันเลยสิ”
       
       บัวเหลือบตามองไปที่ซ่อนกล่องดนตรีแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินตามน้อยและนางด้วงไป โดยทิ้งกล่องดนตรีไว้ในพุ่มไม้นั่นเอง

 ตกตอนเย็นฉายมีสีหน้าตกใจมากพอฟังพี่ชายเล่าจบ เขาถามเสียงดัง

       
       “พี่ฉัตรลักลอบเข้าไปที่เรือนท่านเจ้าคุณสมานมาอีกรึขอรับ”
       ฉัตรรีบจุ๊ปาก “ชู่ว ! อย่าเอะอะไปสิฉาย แค่นี้ก็มีแต่เรื่องให้ปวดหัว ต้องแก้ปัญหาไม่รู้จบมากพออยู่แล้ว” ฉัตรเหลียวซ้ายแลขวาแล้วค่อยบอก “พี่ไปพบแม่บัวมา”
       “โอ๊ย..นี่ถ้าคุณพิศรู้เข้า เป็นเรื่องใหญ่แน่”
       “แม่พิศไม่รู้หรอก และก็ไม่มีวันจะรู้ด้วย แล้วนี่...เจ้าคุณพ่ออยู่ที่ไหน”
       
       ขณะนั้นพระยาโกสินทร์ยืนคิดอะไรอยู่ที่ริมหน้าต่าง สีหน้าเคร่งเครียด พอฉัตรเดินเข้าไป ท่านเจ้าคุณก็พูดขึ้นโดยไม่หันหน้ามา
       “เรื่องของเจ้ากับแม่พิศไปถึงหูหม่อมจรัสแล้ว อีกไม่นานก็คงจะรู้กันทั่วพระนคร”
       ฉัตรหน้าเครียดขึ้นมาทันที ทรุดลงคุกเข่าแล้วกราบที่เท้าพ่อ
       “แต่กระผมไม่อาจฝืนใจแต่งงานกับแม่พิศได้จริงๆ ขอรับเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาโกสินทร์ถอนใจเฮือกใหญ่ “เพราะพ่อเห็นแก่ความสุขชั่วชีวิตของเจ้าหรอกนะ หากว่าเจ้าจะไม่มีความสุขเพราะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก พ่อคงตายตายไม่หลับ และคงไม่มีหน้าไปพบแม่เจ้าบนสวรรค์โน่นด้วย”
       
       พระยาโกสินทร์หันมามองบุตรชายคนโตของท่าน
       “พรุ่งนี้พ่อจะไปพบท่านเจ้าคุณสมานอีกครั้ง แต่คราวนี้เห็นจะไปเจรจาปากเปล่าไม่ได้แล้ว”
       ฉัตรกราบพ่อด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง
       
       ด้านฉายยืนรอฉัตรด้วยท่าทางกระวนกระวาย แอนนามองอย่างสงสัย
       “คุณฉัตรเขามีเรื่องอะไรนักหนาหรือฉาย”
       “เรื่องส่วนตัวน่ะแอนนา”
       แอนนาค้อนขวับ “แอนนาไม่ยุ่งก็ได้” แหม่มฝรั่งเปลี่ยนเรื่องคุย “ฉาย..พาแอนนาไปเที่ยวหน่อยสิ แอนนาเบื่ออยู่บ้านเฉยๆ น่ะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ฉายไม่เคยพาแอนนาไปไหนเลย”
       “ก็ถ้าแอนนาไม่อยากอยู่เฉยๆ แอนนาก็ควรจะหัดเรียนรู้ชีวิตแบบไทยๆ หัดทำอาหารไทยก็ได้นี่” ฉัตรแนะนำภรรยา
       แต่แอนนาทำหน้าเบ้ “แต่แอนนาเหม็นครัวไทยนี่ ทั้งกะปิ น้ำปลา โอ๊ย..ไม่ไหวละฉาย เหม็นจะตาย”
       “แต่แอนนาเป็นภรรยาของฉันซึ่งเป็นคนไทยนะ แอนนาควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างไทยๆ”
       “ก็แล้วทำไมฉายไม่ไปอยู่กับแอนนาที่รุสเซียล่ะ”
       ฉายชักฉุน “ไม่ ฉันบอกแอนนากี่ครั้งแล้วว่า...ฉันเป็นคนไทย ฉันต้องอยู่บนผืนแผ่นดินไทย” ฉายยกมือไหว้ “และรับใช้พระพุทธเจ้าหลวงจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
       แอนนามีสีหน้าฮึดฮัดขัดใจ แล้วก็สะบัดตัวเดินกลับเข้าห้องไป ฉายมองตามแล้วถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม
       
       คืนนั้นบัวกับน้อยนอนอยู่ด้วยกันที่เรือนทาส สักครู่บัวก็ลุกขึ้นมองดูเห็นน้อยเห็นยังหลับอยู่ บัวค่อยๆ เดินไปที่ประตูเรือนแล้วย่องออกไปเงียบๆ
       
       ขณะเดียวกันพิศซึ่งกำลังนอนหลับอยู่บนเรือน โดยมีนางด้วงนอนเฝ้าที่หน้าเตียงอย่างเคย พิศคิ้วขมวดอย่างคนฝันร้าย
       
       พิศฝันเห็นตอนที่ทะเลาะกับชื่นที่ห้องเครื่องของหม่อมจรัส
       “ตราบใดที่หล่อนยังไม่ได้เห็นขบวนแห่ขันหมากละก็ หล่อนอย่าเพิ่งแน่ใจไปนักเลย ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘หม้ายขันหมาก’ รึ”
       
       ใบหน้าชื่นบิดเบี้ยว เหมือนกับล้อเลียนเยาะเย้ยพิศ
       เสียงชื่นดังก้องในหัวพิศซ้ำๆ กันอยู่อย่างนั้น
       “หม้ายขันหมาก! หม้ายขันหมาก! หม้ายขันหมาก!”
       
       พิศสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมานั่งหอบอยู่บนที่นอนหน้าเครียด แล้วเลยลุกเดินลงจากเตียงไปโดยที่นางด้วงยังนอนหลับไม่รู้เรื่องเลย
       
       เวลาเดียวกันบัวถือตะเกียงเดินเหลียวซ้ายแลขวาดูว่ามีใครเห็นหรือไม่ตรงมาที่ซ่อนกล่องดนตรีเอาไว้ พอถึงที่ซ่อน บัวก็ลงนั่ง วางตะเกียง แล้วล้วงหยิบเอากล่องดนตรีออกมา พอเห็นว่ามันยังอยู่ในสภาพปกติดีอยู่ บัวก็ยิ้ม เหลียวซ้ายแลขวาอีกที แล้วค่อยๆไขลานอย่างช้าๆ
       เสียงดนตรีจากกล่องดนตรีดังขึ้นกรุ๋งกริ๋ง บัวฟังแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
       
       พิศซึ่งนอนไม่หลับ ออกมาเดินรับลมเล่น แล้วทอดสายตามองไปนอกเรือน พิศเห็นบัวกำลังทำท่าแปลกๆ อยู่ที่ลานหน้าเรือนทาส
       พิศเดินลงจากเรือนพุ่งตรงเข้าไปที่บัวทันที
       
       เพลงที่กล่องดนตรีจบลงพอดี บัวกำลังจะไขฟังอีกรอบ พอดีพิศเดินพรวดเข้ามา บัวตกใจรีบเหวี่ยงกล่องดนตรีไปที่พงหญ้าทันที
       “เอ็งทำอะไรน่ะนังบัว” พิศถาม
       “เอ้อ..เปล่าเจ้าค่ะ”
       “แต่ข้าเห็นเอ็งถืออะไรอยู่เมื่อครู่”
       พิศเดินพรวดไปแถวบริเวณที่บัวเหวี่ยงกล่องดนตรีทิ้งไป กวาดตามองหา
       “บ่าวไม่ได้ถืออะไรเจ้าค่ะ”
       “เอ็งอย่ามาโกหกข้า ข้าเห็น เอ็งถืออะไร” พิศถามเสียงดัง
       พิศกวาดตามองหาไม่ยอมแพ้ บัวกลัวจนตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก
       เท้าของพิศเดินเฉียดใกล้จนเกือบเหยียบกล่องดนตรี แต่ด้วยความทั้งที่มืดและหญ้าสูง พิศจึงมองไม่เห็น
       บัวตัวสั่นด้วยความกลัว “บ่าวไม่ได้ถืออะไรจริงๆ เจ้าค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้นเอ็งมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ค่ำๆ มืดๆ”
       “คือ..บ่าว..เอ้อ...” บัวโกหกไม่เก่งจึงคิดไม่ทัน
       พิศจ้องหน้าบัวอย่างจับผิด “บอกมา เอ็งมาทำอะไรตรงนี้ หรือว่าเอ็งมาลักลอบนัดพบกับใครอีก”
       บัวตอบไม่ถูก ขาอ่อนจนต้องทรุดตัวลงนั่ง พนมมือไหว้พิศ ปากคอสั่น
       พิศตะคอก “บอกมา”
       จังหวะนั้นยินเสียงน้อยดังแทรกขึ้น “บ่าวสั่งให้มันมาเก็บหญ้าสมุนไพรเจ้าค่ะ”
       บัวกับพิศหันไปดู เห็นน้อยเดินเข้ามา
       พิศไม่เชื่อ “แล้วทำไมเอ็งต้องให้นังบัวมันมาเก็บตอนดึกๆ อย่างนี้ด้วย”
       น้อยเก่งนักเรื่องโกหกเอาตัวรอด “ความจริงบ่าวสั่งมันตั้งแต่กลางวัน แต่มันคงลืมน่ะเจ้าค่ะ” พลางหันมาทางบัว “เอ็งก็เลยมาเก็บเอาตอนนี้ใช่มั้ยบัว” พร้อมกันนั้นน้อยจิกตาใส่บัวให้บัวรับลูก
       “เอ้อ..ใช่ ใช่เจ้าค่ะ”
       พิศหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ จังหวะนั้นนางด้วงวิ่งตามเข้ามาอีกคน
       “คุณพิศเจ้าขา..ลงมาทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ บ่าวตื่นมาไม่เห็นคุณพิศ บ่าวตกใจหมดเลย” หันมามองบัวกับน้อย “อ้าว..นังน้อย นังบัว มาทำอะไรกันตรงนี้ มาเก็บหญ้าสมุนไพรกันอีกรึ”
       
       พิศมีสีหน้าฉงนขึ้นมาทันที

  สองบ่าวนายกลับขึ้นเรือนแล้ว นางด้วงยังคงเล่าต่อ

       
       “แถวนั้นมีหญ้าสมุนไพรจริงๆ เจ้าค่ะคุณพิศ เมื่อเย็นนังน้อยมันยังเก็บเอามาตำยา..ให้บ่าวพอกแผลที่ปากนี่เลยเจ้าค่ะ” ชี้แผลที่มุมปากให้พิศดู “เพิ่งพอกเมื่อเย็นนี้เอง เลยยังไม่ค่อยเห็นผล เอ้อ ว่าแต่คุณพิศไปเดินทำไมแถวนั้นรึเจ้าคะ”
       “ข้านอนไม่หลับ” พิศคิดถึงเรื่องฉัตรขึ้นมาอีก “นังด้วง เอ็งไปสืบให้ข้าทีสิว่าคุณฉัตรเธอไปรักใคร่ชอบพอกับไอ้อีที่เรือนไหน ข้าอยากรู้นักว่าในพระนครนี้..ใครมันจะดีไปกว่าข้า”
       พิศตาลุกวาวด้วยความโกรธแค้น
       
       บัวยังหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวที่พิศเกือบจะจับได้ น้อยบ่นอุบ
       “เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ นี่ถ้าคุณพิศเธอเจอเอ็งกับกล่องดนตรีของคุณฉัตรเข้าละก็ ความแตกแน่ๆ”
       “ก็ข้าไม่อยากทิ้งกล่องดนตรีเอาไว้ที่นั่นนี่นา ข้ากลัวใครไปพบเข้า”
       “เอาเถอะๆ พรุ่งนี้เช้าตอนเราออกไปทำงาน ค่อยไปเก็บมันก็แล้วกัน นอนต่อเถอะ” น้อยล้มตัวลงนอนต่อ
       
       บัวนอนไม่หลับแล้ว ห่วงแต่กล่องดนตรี
       
       เวลาเดียวกันมือของใครคนหนึ่งเอื้อมไปเก็บกล่องดนตรีที่ซุกอยู่ในพงหญ้า ที่แท้เจ้าของมือนั้นคือไอ้เพียรนั่นเอง เพียรมองดูกล่องดนตรีในมือ สีหน้าครุ่นคิด
       
       รุ่งเช้าบัวกับน้อยที่กำลังก้มๆ เงยๆ หากล่องดนตรีกันยกใหญ่ แต่หาเท่าไหร่ๆก็หาไม่เจอ บัวหน้าเสีย
       “ข้าโยนเอาไว้แถวนี้จริงๆ นะน้อย”
       “แต่นี่เราก็เดินหาแถวนี้ไม่รู้กี่รอบแล้วนะบัว เอ็งจำไม่ผิดแน่นะ”
       “จะผิดได้ยังไง นี่ไงโพรงไม้ที่ข้าเอากล่องดนตรีซ่อนพี่ด้วง พอข้าเอาขึ้นมาจากโพรง ข้าก็ไขฟัง พอคุณพิศเธอมา ข้าก็โยนไปทางโน้น ลองหาดูอีกทีเถอะน้อย มันต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ”
       บัวกับน้อยก้มๆเงยๆช่วยกันหากล่องดนตรีต่อ แต่หาเท่าไหร่ๆก็หาไม่เจอ แล้วน้อยก็มองไปเห็น รถของพระยาโกสินทร์แล่นตรงมาที่เรือนของพระยาสมาน
       “บัว..นั่นท่านเจ้าคุณโกสินทร์ เจ้าคุณพ่อของคุณฉัตรนี่”
       บัวชะงัก รีบชะเง้อดู
       “มาทำไมแต่เช้าเลย”
       
       นายสนกับบ่าวชายอีกคน ยกกำปั่นหนักๆ มาวางลงตรงหน้าพระยาสมาน ท่านเจ้าคุณมองอย่างสนใจ แต่ยังไว้ท่า พระยาโกสินทร์พยักหน้าให้สัญญาณให้นายสนเปิดกำปั่นออกให้พระยาสมานดู
       ภายในกำปั่น เห็นเป็นอัฐมากมาย พระยาสมานตาโตด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ยังไว้ท่าอยู่ ไม่พยายามออกอาการ
       “กระผมไม่อ้อมค้อมละ ของทั้งหมดในกำปั่นนี้...กระผมนำมามอบให้ท่านเจ้าคุณและแม่พิศ เพื่อชดใช้การยกเลิกการทาบทามแม่พิศให้กับพ่อฉัตรลูกชายของกระผม”
       พระยาสมานมองกำปั่นแล้วนิ่งคิด
       “กระผมรู้ดีว่า...เมื่อเอ่ยปากเจรจาทาบทามไปแล้วมาขอกลับคำอย่างนี้ เป็นเรื่องเสียหายอย่างใหญ่หลวง กระผมจึงคิดว่า..ของในกำปั่นนั่นคงพอจะชดใช้ในความเสียหายนั่นได้บ้าง”
       พระยาสมานหันไปมองเพียร แล้วให้สัญญาณเพียรให้มายกกำปั่นไป เพียรกับบ่าวชายอีกคนเข้ามายกกำปั่นเอาเข้าไปในห้องพระยาสมานเลย พระยาโกสินทร์เห็นพระยาสมานไม่ว่าอะไรก็ยิ้มดีใจ
       “เป็นอันว่า..ท่านเจ้าคุณหายโกรธหายเคืองกระผมและลูกชายแล้วใช่มั้ย”
       
       พระยาสมานเอื้อนเอ่ยอย่างไว้ท่า “กระผมมีลูกสาวเพียงคนเดียว แล้วข่าวคราวการทาบทามแม่พิศให้กับพ่อฉัตรลูกชายของท่านเจ้าคุณน่ะ เวลานี้ล่วงรู้ไปถึงในวังแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมจะไม่ยอมล้มเลิกการแต่งงานเป็นอันขาด ไม่ว่าลูกชายท่านเจ้าคุณจะรักลูกสาวกระผมหรือไม่”
       พระยาโกสินทร์เหวอ แล้วชี้ไปทางห้องพระยาสมานที่เพียรยกกำปั่นไปเก็บไว้
       “อ้าว...แล้วนั่น”
       “กระผมถือว่ามันเป็นบางส่วนของสินสอดก็แล้วกัน ส่วนอีก 9 หีบที่เหลือ ขอให้ท่านเจ้าคุณนำมาในวันยกขันหมากนะขอรับ”
       พระยาโกสินทร์ตกใจ “อีก 9 หีบ มันจะไม่มากไปหน่อยหรือท่านเจ้าคุณสมาน”
       “มันยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำที่จะล้างอายให้ลูกสาวกระผม หรือท่านเจ้าคุณจะยกมามากกว่า 9 หีบ กระผมก็ยินดี”
       
       พระยาโกสินทร์อึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่าพระยาสมานจะเห็นแก่ได้และเรียกร้องมากอย่างนี้
       
       บ่าวทุกคนกำลังกินข้าวร่วมกันอยู่ในครัว นางพุ่มเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
       “ท่านเจ้าคุณริบของในกำปั่นนั่นเอาไว้เฉยๆ อย่างนั้นเลยเหรอไอ้เพียร”
       บัว น้อย และคนอื่นๆมองเพียรอย่างอยากรู้มาก เพียรพยักหน้า บัวหน้าวิตกกังวลอย่างหนัก รู้ว่าเรื่องคงไม่คลี่คลายง่ายอย่างที่คิด
       “โฮ้ย..ฝ่ายชายเขาไม่อยากจะแต่งด้วย ก็ยังจะดึงดันแต่ง แล้วนี่คุณพิศเธอว่ายังไงบ้างล่ะ” นางแดงบ่น
       
       เวลาเดียวกันพระยาสมานเปิดกำปั่นให้พิศดูของข้างใน พิศไม่สนใจของในนั้นเลย สีหน้าบึ้งตึง
       “เจ้าคุณพ่อทำถูกแล้วค่ะ เงินทองเท่าไหร่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับความอับอายที่ลูกได้รับ ยังไงๆพิศก็จะต้องแต่งงานกับคุณฉัตรให้ได้ ไม่ว่าเขาจะรักพิศหรือรักใคร ลูกจะต้องไม่มีวันได้ชื่อว่า ‘หม้ายขันหมาก’ เป็นอันขาด”
       พิศปิดกำปั่นลงดังปัง อย่างไม่สนใจของมีค่าข้างในนั้นเลย
       
       ฉัตรสีหน้ากลุ้มใจมากเมื่อรู้จากพระยาโกสินทร์ว่าพระยาสมานไม่ยอมล้มเลิกการแต่งงาน
       
       “กระผมไม่นึกเลยว่าเรื่องมันจะยุ่งยากขนาดนี้”
       “นี่ถ้าเจ้าบอกความจริงกับพ่อเสียตั้งแต่แรก เราก็คงไม่เข้าตาจนอย่างนี้หรอก แล้วพ่อก็ไม่นึกเลยว่า..ท่านเจ้าคุณสมานจะเป็นคนเห็นแก่ได้อย่างนี้ มันให้คนของมันยกกำปั่นไปเก็บในห้องมันเฉยเลย พ่อก็นึกว่าเรื่องจะจบ ที่ไหนได้..มันบอกว่าเป็นแค่บางส่วนของสินสอดเท่านั้น แล้วมันยังจะเอาอีกตั้ง 9 หีบ บ้าที่สุด”
       พระยาโกสินทร์มีสีหน้าชิงชังพระยาสมานนัก
       “ฉัตร พ่อจนหนทางแล้ว”
       ฉัตรยืนกราน “ไม่ขอรับ กระผมยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ” แล้วพยายามคิดหาทางออก หน้าเครียด
       “แล้วพี่ฉัตรจะทำอย่างไรต่อเล่าขอรับ” ฉายถาม
       ฉัตรนิ่งคิด แล้วพูดกับฉาย “ถ้าพี่แต่งงานไปเสียกับแม่บัว ท่านเจ้าคุณสมานกับคุณพิศก็คงจะยอมล้มเลิกเรื่องการสู่ขอไปเอง”
       “แต่แม่บัวก็เป็นทาสขัดดอกอยู่ที่เรือนนั้น พี่ฉัตรจะแต่งงานกับกับหล่อนได้อย่างไรเล่าขอรับ”
       ฉัตรพูดไปด้วย คิดไปด้วย “แม่บัวเป็นทาสขัดดอก ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องอยู่เป็นทาสรับใช้นายไปจนวันตายนี่” ฉัตรยิ้มออก “ฉาย เจ้าคุณพ่อ กระผมคิดอะไรออกแล้วขอรับ”
       
       ฉายกับท่านเจ้าคุณเหลียวมองฉัตรเป็นตาเดียว

 ทางด้านบัวยังคงเดินหากล่องดนตรีอยู่ น้อยถอนใจเสียงดังด้วยความกลัดกลุ้ม

       
       “เฮ้อ..ทำไมมีแต่เรื่องไม่รู้จบอย่างนี้น้า...ถ้าคุณพิศกับท่านเจ้าคุณไม่ยอมให้ยกเลิกการสู่ขออย่างนี้ คุณฉัตรเธอจะทำยังไงน้อ..แล้วนี่กล่องดนตรีมันหายไปไหนนะเนี่ย”
       เสียงเพียรดังขึ้น “เอ็งหมายถึงสิ่งนี้ใช่หรือไม่นังน้อย”
       เพียรยื่นกล่องดนตรีมาตรงหน้าน้อย น้อยกับบัวสีหน้าตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่ากล่องดนตรีที่กำลังหากันอยู่นั้น..อยู่ในมือของเพียร น้อยจะคว้ากล่องดนตรีมาจากมือเพียร
       “เอามานี่”
       เพียรชักมือกลับ ไม่ให้น้อยคว้ากล่องดนตรีได้ น้อยพยายามยื้อแย่ง แต่เพียรยกกล่องดนตรีขึ้นสูง น้อยเอื้อมคว้าไม่ถึง
       “ถ้าเอ็งอยากได้คืน ตามไปพบข้าที่ท่าน้ำหลังเรือนทาสโน่น”
       พูดจบเพียรก็เดินออกไปเลย บัวรีบเข้ามาน้อยสีหน้าไม่ดี
       “ทำไงดีล่ะน้อย ถ้าเพียรเอากล่องดนตรีนั่นไปให้ใครดู คงเกิดเรื่องยุ่งแน่ๆ”
       น้อยเม้มปาก “เอาเถอะ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”
       
       น้อยเดินตามเพียรไป ปล่อยให้บัวยืนกระวนกระวายอยู่ลำพัง
       
       ไม่นานต่อมาเพียรยืนพิจารณากล่องดนตรีอยู่เงียบๆ น้อยเดินเข้ามาหา
       “ข้าขอของข้าคืน”
       เพียรหันมามองน้อย “เอ็งบอกข้าก่อน...ว่าเอ็งไปเอาของหน้าตาประหลาดนี้มาจากไหน ใครให้เอ็งมา”
       “ข้าไม่บอก”
       “งั้นข้าจะเอาขึ้นไปให้ท่านเจ้าคุณกับคุณพิศดู”
       น้อยนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง “เอ็งอยากจะเอาขึ้นไปให้คุณท่านบนเรือนดูก็ตามใจ เพราะคุณบนเรือนเขาจะได้คิดว่าเอ็งหาเรื่องข้าน่ะสิ”
       “หาเรื่องยังไง ของแปลกประหลาดนี่เอ็งได้จากที่ไหนมา...ถ้าไม่ขโมยมา”
       “ทำไมข้าจะต้องขโมย คุณฉัตรให้ข้ามาต่างหาก”
       “คุณฉัตรให้มา”
       “เออสิ เขาให้ข้ามาเป็นรางวัล..เมื่อตอนที่ข้าไปช่วยปรุงยาให้บ่าวที่เรือนโน้นไง เอ็งก็ไปกับข้า จำไม่ได้รึ”
       “ก็แล้วทำไมข้าถึงไม่เห็นตอนที่คุณฉัตรเขาเอาไอ้ของสิ่งนี้ให้เอ็งล่ะ”
       “ก็เอ็งได้เดินเข้าไปในเรือนคนป่วยกับข้าเสียที่ไหนเล่า คืนของให้ข้านะ”
       เพียรมองกล่องดนตรีแล้วมองหน้าน้อย นิ่งคิดอะไรอยู่สักครู่
       “ข้าจะคืนของสิ่งนี้ให้เอ็งก็ได้ แต่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”
       น้อยมีสีหน้าระแวงขึ้นมาทันที “สิ่งแลกเปลี่ยน..อะไร”
       เพียรพูดเสียงอ่อนโยน “เอ็งก็รู้ใช่มั้ยว่าข้าคิดยังไงกับเอ็ง ข้าขอให้เอ็งรักข้า เหมือนอย่างที่ข้ารักเอ็ง..ได้มั้ย”
       น้อยอึ้ง มองกล่องดนตรีชั่งใจ รู้ดีว่าถ้าเรื่องกล่องดนตรีไปถึงหูพิศ คงเกิดเรื่องใหญ่แน่
       “ถ้าข้ายอมรับรักเอ็ง เอ็งรับปากข้าได้มั้ยล่ะว่า..เอ็งจะไม่เอาเรื่องของสิ่งนี้ไปพูดกับใคร แม้แต่กับน้าพุ่ม” น้อยรีบอธิบายต่อ “ข้าไม่อยากให้ใครเหม็นขี้หน้าข้าน่ะ..ว่าข้าได้ของตกรางวัลมา ประเดี๋ยวข้าถูกคนอิจฉาแล้วข้าจะเดือดร้อน”
       เพียรรับปาก “อืม..ก็ได้”
       น้อยยิ้ม แล้วแบมือขอกล่องดนตรีจากเพียร เพียรยังไม่ให้ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้น้อย น้อยอึ้ง แต่ไม่กล้าปฏิเสธ ยอมให้เพียรจูบแก้ม เพียรจูบแก้มน้อยแล้วยิ้มดีใจมาก แล้วคืนกล่องดนตรีให้ น้อยรีบรับกล่องดนตรีแล้วเดินไปทันที
       พอคล้อยหลังน้อย เพียรก็เปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มดีใจกลายเป็นสีหน้าครุ่นคิดทันที มันไม่เชื่อว่าน้อยจะได้กล่องดนตรีจากฉัตรเป็นรางวัลจริงๆ แต่ในเมื่อยังเค้นความจริงไม่ได้ ก็เงียบไว้ก่อน
       ด้านบัวยังยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ พอน้อยเดินถูแก้มข้างที่ถูกเพียรจูบเข้ามาด้วยท่าทางรังเกียจ บัวก็รีบเข้าไปหาน้อยทันที น้อยส่งกล่องดนตรีให้บัว
       “เอ้า..เก็บให้ดีๆ ล่ะบัว นี่ยังดีนะที่เป็นไอ้เพียรที่เก็บได้น่ะ ถ้าเป็นคนอื่นเก็บได้ละก็ มีหวังเป็นเรื่องแน่ๆ”
       บัวรับกล่องดนตรีมาจากน้อย “เอ็งบอกเพียรว่ายังไงรึ มันถึงได้ยอมคืนกล่องดนตรีมาให้น่ะ”
       “ข้าก็บอกว่าคุณฉัตรให้ข้าเป็นรางวัลที่ข้าไปช่วยปรุงยาให้คนป่วยที่เรือนคุณฉัตรน่ะสิ โชคดีนะที่ไอ้เพียรมันเชื่อข้าสนิทเลย มันถึงยอมคืนกล่องดนตรีนี่ให้ข้าง่ายๆ น่ะ แล้วต่อไปนี้เอ็งเก็บมันให้มิดชิดล่ะ อย่าให้ใครเห็นมันอีก”
       บัวพยักหน้ารับ พลางก้มลงมองดูกล่องดนตรีในมือ แล้วถอนใจเมื่อนึกถึงคนให้
       “บางที...ข้ากับคุณฉัตร อาจจะมีบุญวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้ละมังน้อย” บัวบอกหน้าเศร้า
       
       ขณะเดียวกันฉัตร ฉาย และนายสน อยู่ในชุดเตรียมพร้อมออกเดินทาง จู่ๆ แอนนาเดินหน้าบึ้งเข้ามาหาฉาย
       “แอนนาไม่ให้ฉายไป”
       ฉายไม่พอใจนัก “แอนนา”
       แอนนาเอ่ยขึ้น “คุณฉัตรมีนายสนไปด้วยอยู่แล้ว ทำไมฉายจะต้องไปด้วย แอนนาอยากให้ฉายอยู่กับแอนนาบ้าง”
       “แอนนามีเหตุผลหน่อยสิ ฉันไม่อยากให้พี่ฉัตรเดินทางไปกับนายสนแค่สองคน ฉันไปด้วย หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกลางทาง จะได้ช่วยกันได้”
       แอนนาดึงแขนฉายไว้ “ไม่ แอนนาไม่ให้ฉายไป”
       ฉายฮึดฮัดขัดใจ ในที่สุดฉัตรตัดสินใจ
       “ฉายอยู่กับแอนนาเถอะ พี่ไปกับนายสนสองคนก็พอ จะได้รีบไปรีบกลับ”
       พระยาโกสินทร์ “งั้นก็รีบไปเถอะฉัตร”
       ฉัตรพยักหน้าแล้วก็ออกไปกับนายสน ฉายหันไปมองหน้าแอนนาอย่างไม่พอใจ
       “ฉันไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหน ฉันจะไปธุระสำคัญกับพี่ฉัตร”
       “ธุระสำคัญอะไร บอกแอนนาหน่อย”
       “ฉันบอกไม่ได้”
       “แต่แอนนาเป็นเมียคุณนะ”
       ฉายถอนใจเฮือกใหญ่ “ฉันไม่นึกเลยนะว่าเธอจะเป็นคนเอาแต่ใจตัวอย่างนี้แอนนา”
       แอนนาโมโห “แต่ฉายก็เอาแต่คิดถึงแต่ตัวเองฝ่ายเดียวเหมือนกันนั่นแหละ ฉายเคยคิดถึงใจแอนนาบ้างมั้ย แอนนาไม่น่าแต่งงานกับฉายเลย”
       “ทำไมแอนนาพูดอย่างนี้”
       “ก็มันจริงนี่”
       จากนั้นแอนนาก็เดินปึงปังกลับเข้าห้องไป ฉายยกมือไหว้ขอโทษพ่อ
       “กระผมต้องขอโทษแทนภรรยาของกระผมด้วยขอรับเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาโกสินทร์พยักหน้ารับแล้วถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม
       
       บัวนอนอยู่กับน้อย ค่อยๆหยิบกล่องดนตรีที่ซุกอยู่ใต้ที่นอนเอาออกมาไขเบาๆ เสียงเพลงดังขึ้น น้อยรู้สึกตัว เหลียวมามอง เห็นบัวนั่งกอดเข่าฟังเสียงจากกล่องดนตรี สีหน้าเหม่อลอย
       
       น้อยถอนใจด้วยความสงสารบัว บัวฟังเพลงจากกล่องดนตรีพลางคิดถึงฉัตร..คนให้

   เช้านั้น ขณะที่พระยาสมานกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ยินเสียงของแตกดังออกมาจากห้องพิศ พระยาสมานชะเง้อดู เห็นนางด้วงเดินถือสำรับแตกๆ หักๆ ออกมาจากห้องพิศด้วยสีหน้าสุดเซ็ง

       
       “ลูกพิศไม่ยังไม่ยอมกินข้าวอีกรึนังด้วง”
       “เจ้าค่ะ” นางด้วงว่า
       พระยาสมานถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม แล้วจึงเดินไปที่หน้าห้องพิศ เคาะประตูเบาๆ
       “ลูกพิศ...เปิดประตูให้พ่อหน่อยลูก”
       “ไม่ค่ะ”
       “นี่พ่อเองนะ”
       “ลูกจะไม่ออกไปพบหน้าใครทั้งนั้น ลูกจะออกไปก็ต่อเมื่อคุณฉัตรยกขบวนขันหมากมาแล้วเท่านั้นค่ะเจ้าคุณพ่อ”
       พระยาสมานมีสีหน้ากลัดกลุ้มเหลือหลาย สักครู่นางด้วงก็กลับขึ้นมาบนเรือน
       “คุณชื่น ลูกสาวพระสุเมธมาขอพบคุณพิศเจ้าค่ะ” นางด้วงรายงาน
       พระยาสมานเคาะประตูบอกพิศ “ลูกพิศ..ลูกสาวคุณพระสุเมธมาขอพบลูกแน่ะ”
       “ไล่มันกลับไป” เสียงพิศเอ็ดตะโรลั่นห้อง
       พระยาสมานอึ้ง พูดไม่ออก สีหน้าเหนื่อยใจเป็นที่สุด แล้วเดินออกไป ครู่ต่อมาพระยาสมานต้อนรับคุณชื่นอยู่อย่างสดชื่น เพราะชอบผู้หญิงสวยๆ ชื่นเอาสำรับข้าวแช่มาฝาก
       “ข้าวแช่เจ้าค่ะ อิฉันนำมาเยี่ยมไข้คุณพิศ”
       พระยาสมานงวยงง “เยี่ยมไข้”
       “เจ้าค่ะ ก็อิฉันได้ยินมาว่าคุณพิศเธอป่วยจนไปเรียนทำกับข้าวที่ห้องเครื่องต่อไม่ไหว อิฉันก็เป็นห่วง เข้าใจว่าคุณพิศเธอคงจะป่วยมากทีเดียว”
       ท่านเจ้าคุณเริ่มอึ้ง รู้แล้วว่าชื่นมาทำไม
       “ขอบใจสำหรับข้าวแช่มากนะจ๊ะแม่ชื่น แล้วอาจะบอกลูกพิศให้ว่าแม่ชื่นเอามาเยี่ยม”
       ชื่นไม่ยอมกลับแถมเจื้อยแจ้วต่อ
       “อิฉันสงสารคุณพิศเธอมากเลยนะเจ้าคะ ต้องเป็นหม้ายขันหมากเสียตั้งแต่ยังสาวอย่างนี้ รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่น เป็นอิฉันก็คงจะเป็นไข้ใจ แล้วก็ไม่กล้าออกจากบ้านไปพบปะหน้าใครอย่างนี้เหมือนกัน”
       แต่ยังไม่ทันที่ชื่นจะทำอะไรต่อ พิศก็เดินพรวดออกมาจากในห้อง คว้าชามน้ำดอกไม้ที่กินกับข้าวแช่แล้วเอาสาดใส่คุณชื่นโครม ชื่นร้องวี้ดว้ายด้วยความตกใจ
       “กลับไปเลยนะ แล้วไม่ต้องมาเหยียบเรือนฉันอีก แล้วขอบอกให้หล่อนรู้ไว้เสียด้วยนะว่าเรื่องที่หล่อนรู้มาน่ะ มันไม่เป็นความจริง ฉันไม่ได้เป็นหม้ายขันหมาก ฉันกำลังจะแต่งงานกับคุณฉัตรเร็วๆนี้ ไป กลับไปได้แล้ว ไป” พิศด่า
       ชื่นเช็ดเนื้อตัวแล้วตั้งสติ พอเห็นหน้าพิศชัดๆ ว่าพิศโกรธจัด ก็เดาได้ว่าข่าวลือเรื่องพิศเป็นหม้ายขันหมากน่าจะเป็นความจริง ชื่นเลยหัวเราะออกมาเป็นเชิงเยาะเย้ยหยามหยัน
       “ก็ถ้าหล่อนจะไม่ได้เป็นหม้ายขันหมากอย่างที่กลัว แล้วจะต้องมาโกรธฉันทำไมกันละจ๊า..แต่โอ๊ะ” ชื่นเอามือปิดปากคล้ายว่าไม่อยากจะพูด “ฉันได้ยินผู้คนเขาลือกันให้ลั่นว่าท่านเจ้าคุณโกสินทร์น่ะ..ถึงกับต้องยกกำปั่นใส่ทองมาขอขมาที่ยกเลิกการสู่ขอหล่อนเลย..ไม่ใช่รึ”
       ชื่นลอยหน้าลอยตาถามอย่างสะใจ พิศทั้งโกรธ ทั้งแค้น ทั้งอายจนตัวสั่น แล้วเลยหันไปคว้าถาดใส่ข้าวแช่และกับข้าว ขึ้นสาดใส่ชื่นแล้วอาละวาดเขวี้ยงจานชามทิ้งจนแตกเสียงดังเปรื่องปร่าง คุณชื่นร้องวี้ดว้าย
       “ออกไป๊” พิศตะเพิดส่ง
       ชื่นเห็นท่าทางพิศน่ากลัวรีบหันมาไหว้พระยาสมานแล้วออกไปกับบ่าวทันที พิศมองตาม ยังโกรธจนตัวสั่นอยู่ พระยาสมานและนางด้วงมองพิศอย่างกลัดกลุ้ม
       
       ในครัวกำลังโจษจันกันเรื่องที่ชื่นมาเย้ยพิศถึงเรือน 
       “ข้าละสงซ้าน..สงสารคุณพิศจริงจริ๊ง..อุตส่าห์เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปสมาคมที่ไหนไม่ให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน ก็ยังอุตส่าห์มีคนเข้ามาหาเรื่องถึงในเรือนให้ได้อาย นี่ถ้าเป็นฉันละก็ นังคุณชื่นไม่เจอแค่น้ำดอกไม้ข้าวแช่หรอกย่ะ แต่ต้องเจอนี่ๆๆๆ”
       นางด้วงทำมือวืดวาดแบบตบหน้าคนไปมา บ่าวอื่นทำหน้าแหยงๆ นางด้วงไปตามๆกัน
       “แล้วนี่มีข่าวทางคุณฉัตรบ้างมั้ยล่ะ ทางนั้นจะเอายังไงต่อ” นางแดงถาม
       นางด้วงส่ายหน้า “คุณฉัตรก็เหลือเกิ๊น เงียบหายไปเลย”
       “ตกลง...จะได้ตกได้แต่งกันมั้ยนี่ เฮ้อ” นางพุ่มถอนหายใจ
       บัวกับน้อยที่นั่งกินข้าวอยู่มุมหนึ่ง บัวกระซิบน้อย
       “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าตอนนี้คุณฉัตรคิดอะไร ทำอะไรอยู่ เธอจะรู้บ้างมั้ยนะว่า..บ้านนี้เรือนนี้น่ะกำลังจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว”
       บัวกลุ้มใจมาก
       
       เวลาเดียวกันนายชดเดินถือข้องปลากลับมาจากการหาปลา แล้วเห็นผู้ชายสองคนอยู่บนเรือน คนหนึ่งซึ่งก็คือนายสนนั่งอยู่เฉยๆ แต่อีกคน เป็นฉัตรเดินกลับไปกลับมา นายชดรีบหลบเข้าหลังพุ่มไม้ วางข้องปลาลง แล้วเขม้นตามอง แต่เห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร
       นายชดหันซ้ายหันขวาเจอท่อนไม้แข็งแรงเข้าอันหนึ่งก็หยิบมาถือกระชับในมือ แล้วเดินย่องขึ้นเรือน เงื้อขึ้นพร้อมจะฟาด
       “คิดจะมาปล้นข้าเรอะ”
       นายชดเงื้อท่อนไม้ขึ้นs,kpจะฟาด ฉัตรหันมาเห็นพอดี
       “นายชด นี่ฉันเอง”
       “คุณฉัตร”
       
       นายชดตะลึงเพราะคาดไม่ถึง

  ไม่นานต่อมา ฉัตร นั่งอยู่บนเรือนของนายชดอยู่แล้วพร้อมกับนายสน สักครู่หนึ่งฉัตรก็กางห่อผ้ากางออกตรงหน้านายชด ทำเอานายชดถึงกับตาโตเมื่อมองเห็นของในห่อผ้านั้น เป็นอัฐจำนวนมากโข

       
       นายชดงวยงง “นี่มันอะไรกันน่ะขอรับ”
       “ฉันต้องการให้นายชดเอาอัฐนี่ไปไถ่ตัวแม่บัวจากท่านเจ้าคุณสมานที”
       “อัฐตั้งมากมายอย่างนี้ กระผมยังไม่รู้ว่าจะหามาชดใช้คุณฉัตรได้อย่างไรนะขอรับ”
       “เรื่องชดใช้น่ะ..เอาไว้พูดกันทีหลังเถอะ แต่เวลานี้ฉันต้องการให้นายชดเอาอัฐนี่ไปไถ่ตัวแม่บัวออกมาจากที่นั่นก่อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเจ้าคุณสมานถาม นายชดก็อย่าบอกก็แล้วกันว่าเป็นอัฐของฉัน บอกว่าเป็นอัฐของนายชดเองที่หาได้จากที่ไหนก็คิดเอาเองก็แล้วกัน แต่ห้ามบอกเป็นอันขาดว่าเป็นอัฐของฉัน ไม่เช่นนั้นชีวิตแม่บัวอาจเป็นอันตราย”
       นายชดสีหน้าตกใจ มองหน้าฉัตรนิ่ง แล้วเริ่มเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร สีหน้าจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเข้าใจ
       
       เวลาเดียวกันพิศนั่งอยู่ในห้องบนเรือน สีหน้ายังโกรธและเจ็บใจชื่นที่มาเย้ยหยันถึงเรือนชานบ้านช่อง พิศนั่งกำมือแน่น นางด้วงนั่งเฝ้าอยู่ที่มุมห้อง มองพิศด้วยสีหน้าแหยงๆ กลัวพิศจะลุกขึ้นอาละวาด สักครู่ก็มีเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ นางด้วงไปเปิด เห็นเป็นพระยาสมานกวักมือเรียกนางด้วงให้ออกไป นางด้วงหันมามองดูพิศอีกที เห็นพิศยังนั่งนิ่งขึงอยู่ นางด้วงค่อยๆ คลานออกจากห้องไปเงียบๆ
       นางด้วงเดินเข้ามาหาพระยาสมานที่ยืนรออยู่ตรงโถงกลางเรือน
       “ลูกพิศของข้าเป็นยังไงบ้างนังด้วง” ท่านเจ้าคุณถาม
       สีหน้านางด้วงดูกลัดกลุ้มขณะตอบ “ไม่พูดไม่จา ไม่กินข้าวกินปลา เอาแต่นั่ง เงียบอยู่อย่างนั้นแหละเจ้าค่ะ บ่าวละกลุ้มใจ๊..กลุ้มใจ”
       สีหน้าพระยาสมานกลุ้มไม่แพ้กัน แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจล้วงหยิบอัฐจำนวนมากออกมาส่งให้นางด้วง
       “นังด้วง เอ็งออกไปตลาดทีนะ แล้วไปตามนายห้างร้านผ้า ให้เอาผ้าสวยๆ ลายใหม่ๆ มาให้ลูกพิศกูเลือกที่เรือนนี่ แล้วขากลับเอ็งก็แวะซื้อยาจีนมาด้วย เอามาทำตุ๋นยาจีนให้ลูกพิศข้ากิน แล้วถ้าเอ็งเกิดเจออะไรที่ว่าสวย ที่ว่าดี ซื้อมาให้หมด ข้าจะต้องทำให้ลูกพิศของข้าอารมณ์ดีขึ้นให้ได้”
       “เจ้าค่ะ” นางด้วงรับคำแล้วออกไป
       พระยาสมานถอนหายใจเฮือก ด้วยความกลัดกลุ้ม สงสารธิดาที่เป็นดั่งดวงใจเป็นที่สุด
       ไม่นานหลังจากนั้น นางด้วงมาเดินตลาดกับบ่าวคนหนึ่ง นางด้วงวางท่าเป็นนายมาก ซื้อข้าวของอะไรได้ก็โยนให้บ่าวคนนั้นถือหมด
       
       ขณะเดียวกันแอนนาเดินมากับบ่าว ๒-๓ คน ที่อีกมุมในตลาดเดียวกัน แอนนากวาดตามองตลาดไปรอบๆ
       “นี่น่ะหรือ..ตลาด”
       “เจ้าค่ะ” บ่าวบอก
       แอนนาทำหน้ายี้ “ทำไมมันเหม็นอย่างนี้ พวกหล่อนจะไปซื้ออะไรก็ไปเถอะ ฉันเห็นจะไม่เข้าไปละ”
       “แล้วคุณแหม่มจะไปไหนล่ะเจ้าค่ะ” บ่าวถาม
       “เดินดูอะไรแถวๆ นี้ละ แล้วประเดี๋ยวฉันจะกลับเรือนเอง”
       บ่าวอ้าปากจะค้าน แต่แอนนาทำตาดุใส่ บ่าวเลยหยุด ตอบเสียงอ่อยๆ
       “เจ้าค่ะ”
       พวกบ่าวเดินไป บ่าวอีกคนกระซิบถาม
       “ทิ้งคุณแหม่มไว้คนเดียวจะดีรึ”
       “แล้วเอ็งจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ คุณแหม่มเธอเป็นนาย เราเป็นเพียงบ่าว คุณแหม่มเธอจะว่ากลับเรือนเอง ข้าจะไปค้านได้ยังไง”
       บ่าวคนที่ถามส่ายหน้า แล้วพากันเดินเข้าตลาดไป ส่วนแอนนาเดินมองไปรอบๆ แต่ไม่ยอมเดินเฉียดใกล้ตลาดเลย
       
       นางด้วง เดินคุยเจ๊าะแจ๊ะกับคนในตลาดไปเรื่อย จนกระทั่งหันมาเห็นแอนนาเข้า ก็ตื่นเต้น เห็นฝรั่ง
       “เอ๊ะ..นั่นมันแหม่ม..เมียคุณฉายนี่” นางด้วงหันมาพูดกับบ่าวที่ติดตาม “เอ็งรออยู่ที่นี่นะ ประเดี๋ยวข้ามา”
       ว่าแล้วนางด้วงก็เดินตรงไปหาแอนนาทันที พอไปถึง ก็ยกมือไหว้แอนนา แล้วยิ้มประจบ
       “แหม่มมาซื้อของหรือเจ้าคะ”
       แอนนาตอบ “ใช่” มองนางด้วงงง ไม่รู้เป็นใคร
       “บ่าวเป็นบ่าวอยู่ที่เรือนท่านเจ้าคุณสมานเจ้าค่ะ” นางด้วงแนะนำตัว
       แอนนาพยักหน้ารับรู้ แล้วนางดวงก็นึกอะไรได้ คิดจะหลอกถามแอนนาหาข้อมูล
       “แหมๆๆๆ ความจริงเราสองบ้านก็เกือบจะได้ดองกันอยู่แล้วนะเจ้าคะ ถ้าหากว่าคุณฉัตรเธอจะไม่เปลี่ยนใจ แล้วนี่ตกลงคุณฉัตรเธอไปรักใคร่ชอบพออยู่กับลูกสาวเรือนไหนหรือเจ้าคะคุณแหม่ม เธอถึงมายกเลิกการสู่ขอคุณพิศของบ่าวน่ะเจ้าค่ะ”
       แอนนางง “ไม่นี่..ฉันไม่เห็นคุณฉัตรไปชอบพอกับผู้หญิงที่ไหนเลย”
       นางด้วงฉงน สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
       
       ทางด้านพิศยังนั่งนิ่งเคียดขึ้งอยู่ที่เดิม นางด้วงค่อยๆ ประคองถาดใส่ผลไม้ต่างประเทศเข้ามา
       “คุณพิศเจ้าขา บ่าวไปซื้อลูกพลับมาจากตลาดมาให้คุณพิศเจ้าค่ะ ของเพิ่งส่งมาจากเมืองจีนได้ไม่นาน ยังสดๆ หน้าตาน่ากินจังเลยเจ้าค่ะ คุณพิศกินสักหน่อยนะเจ้าคะ”
       พิศยังนั่งนิ่ง นางด้วงลอบถอนใจแล้วพูดต่อ
       “คุณพิศเจ้าขา..ที่บ่าวไปตลาดนี่ ไม่ได้แค่จะไปซื้อผลไม้มาให้คุณพิศอย่างเดียวนะเจ้าคะ แต่บ่าวมีข่าวเรื่องคุณฉัตรจะมาบอกด้วยเจ้าค่ะ”
       พิศสนใจหันขวับมาทันที
       “ข่าวว่ายังไง ตกลงคุณฉัตรไปรักใคร่ชอบพอกับไอ้อีเรือนไหน”
       นางด้วง ส่ายหน้า “ไม่มีเลยเจ้าค่ะคุณพิศ บ่าวเดินถามไปทั่วตลาดเลยนะเจ้าคะ แล้วยังได้พบเมียแหม่มของคุณฉายอีกด้วย แหม่มยังบอกว่าไม่เห็นคุณฉัตรไปเรือนไหนเลยเจ้าค่ะ เธอมาที่เรือนเรานี้เรือนเดียวจริงๆ”
       “เป็นไปได้ยังไง”
       
       พิศครุ่นคิด ด้วยสีหน้างุนงง



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ


เรื่องย่อละคร ละครที่เกี่ยวข้องกับข่าว




Tag : บ่วงวันวาร เรื่องย่อละคร บ่วงวันวาร ละครย้อนหลัง บ่วงวันวาร ละคร บ่วงวันวาร คลิปละคร บ่วงวันวาร โตโน่ บ่วงวันวาร จุ๋ย วร้ทยา บ่วงวันวาร
เมื่อ : 09 ม.ค. 56 17:11:34
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน