บ่วงวันวาร ตอนที่ 5

 
บ่วงวันวาร ตอนที่ 5

บ่วงวันวาร ตอนที่ 5

ขณะที่แอนนาเดินเข้ามาในครัว เห็นบ่าวที่ไปตลาดกำลังรื้อข้าวของที่ซื้อมาจากตลาดออกมาวางเรียง

       
       “กลับมากันแล้วหรือ ตกลงซื้ออะไรมาได้บ้าง” แหม่มฝรั่งถาม
       “หลายอย่างเจ้าค่ะ” บ่าวบอก
       แอนนาเดินไปหยิบข้องเล็กๆ ขึ้นมาดู
       “ในนี้มีอะไร”
       “ปลาไหลเจ้าค่ะ เย็นนี้บ่าวจะทำผัดเผ็ด”
       แอนนางวยงง “ปลาไหล” ไม่รู้จักเลยพยายามจะเปิดข้องออกมาดู
       
       บ่าวพยายามจะห้าม “บ่าวว่าคุณแหม่มอย่าเปิดเลยเจ้าค่ะ”
       “ทำไมล่ะ”
       แอนนาไม่สนใจ ทรุดลงนั่งพยายามจะเปิดข้องออกให้จงได้ และในที่สุดก็เปิดออก
       เห็นปลาไหลจำนวนหนึ่งหลุดผัวะ..ออกมาจากข้อง หล่นลงกระโปรงของแอนนาพอดี
       แอนนา เห็นปลาไหลหล่นอยู่เต็มกระโปรง ดูน่าเกลียด และน่าขยะแขยงมาก แอนนาร้องกรี๊ดสุดเสียง “งู งู”
       แอนนาลุกขึ้นสะบัดปลาไหลออกจากตัว แล้ววิ่งเตลิดออกจากครัวไป บ่าวคนอื่นๆ ต้องรีบช่วยกันช่วยตะครุบปลาไหลที่หล่นเกลื่อนพื้นกันอย่างโกลาหล
       
       ระหว่างนั้นฉายเพิ่งกลับจากที่ทำงานเดินเข้ามาที่บ้าน บ่าวชายคนหนึ่งเข้ามารับฉาย
       “คุณแอนนาล่ะ”
       “เห็นลงไปที่ครัวเมื่อสักครู่ขอรับ”
       ขาดคำแอนนาก็วิ่งเข้ามาในบ้าน พอฉายเห็นหน้าตาท่าทางของภรรยาแหม่มก็ตกใจ รีบจับตัวแอนนาไว้
       “แอนนา..เป็นอะไร ใครทำอะไรหล่อน”
       “คนไทยนี่ป่าเถื่อนจริงๆ กินกระทั่งงู แอนนารับไม่ได้” แอนนาโวย
       ฉายงง “งู”
       “ก็ใช่น่ะสิ” แอนนาก้มลงดมที่ตัวเอง เหม็นกลิ่นปลาไหลมาก และเสื้อผ้าก็สกปรกด้วย “อี๊ ถ้าฉายรักแอนนาจริง กลับรุสเซียกับแอนนาเถอะนะ”
       ฉายมีสีหน้าเบื่อหน่ายทันที “แอนนา เราพูดเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้วนะ ฉันเป็นคนไทย ฉันเกิดที่นี่ และฉันก็จะตายที่นี่ด้วย”
       แอนนามองฉายอย่างผิดหวังมาก ทำเสียงอย่างขัดอกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นจึงวิ่งไปที่ห้องแล้วปิดประตูดังปึงปัง พระยาโกสินทร์เดินออกมาดูด้วยสีหน้าตกใจกับเสียงปิดประตูที่ดังนั้น
       “แอนนาเป็นอะไร”
       “เราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะขอรับเจ้าคุณพ่อ อย่าไปสนใจเลยขอรับ ว่าแต่..พี่ฉัตรกลับมารึยังขอรับ”
       พระยาโกสินทร์มองไปข้างหลังฉาย เห็นฉัตรกับนายสนเดินเข้ามา
       “มาโน่นแล้ว”
       ฉัตรกับนายสนก็เดินขึ้นเรือนมา สีหน้าเหนื่อยล้าอ่อนแรงจากการเดินทางไกล ฉายกับ
       พระยาโกสินทร์รีบเข้าไปถามฉัตรด้วยความอยากรู้ทันที
       “เป็นอย่างไรบ้างพี่ฉัตร”
       พระยาโกสินทร์ซักด้วย “เจอตัวนายชดรึเปล่า”
       ฉัตรพยักหน้าพลางยิ้ม แล้วหันไปมองฉาย
       
       ฉายมีสีหน้าตกใจพอรู้เรื่อง
       “พี่ฉัตรจะไปหาแม่บัวคืนนี้”
       “ใช่”
       “จะดีรึขอรับ ถ้าเกิดใครรู้เข้า เรื่องของพี่กับคุณพิศคงไม่จบง่ายๆ แน่”
       “แต่พี่ต้องไปฉาย ถ้าฉายไม่สบายใจ จะไม่ไปกับพี่..พี่ก็ไม่ว่าอะไรนะ”
       ฉายใคร่ครวญครุ่นคิด
       
       บัวกับน้อยนอนหลับอยู่ แล้วทั้งคู่ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อมีเสียงก้อนหินเล็กๆ ถูกเขวี้ยงมากระทบที่หน้าต่างเรือน บัวหน้าตื่น มองหน้ากับน้อย น้อยทำมือให้สัญญาณว่าบัวอย่าเพิ่งพูดอะไรออกมา จากนั้นน้อยก็ค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่าง ชะเง้อหน้าดูภายนอก
       กวาดตามองภายนอกไปรอบๆ ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด
       น้อยเปิดหน้าต่างให้กว้างออกไปอีก แล้วชะโงกหน้าออกไปมากขึ้น แต่แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อใครคนหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากความมืด น้อยจะหวีดร้อง แต่ใครคนนั้นเอามือปิดปากน้อยหมับ ทำให้น้อยหวีดร้องไม่ได้
       “อย่าร้องน้อย ฉันเอง”
       
       น้อยเพ่งมองชัดๆ เห็นเป็นฉาย ก็ตาโต เหลือบมองไปข้างๆ เห็นฉัตรยืนอยู่ข้างฉาย น้อยยิ่งตาโตขึ้นไปอีก

 ในเวลาต่อมาฉัตรคว้าตัวบัวมากอดด้วยความคิดคิดถึงและเป็นห่วง

       
       “คิดถึงเจ้าที่สุด เจ้าล่ะ..คิดถึงฉันบ้างไหม”
       บัวซุกหน้ากับอกฉัตรนิ่ง ไม่ยอมตอบ
       “ท่านไม่ควรมาที่นี่อีก มันอันตรายมาก..รู้มั้ยเจ้าคะ”
       “เจ้ายังไม่ตอบคำถามฉันเลย คิดถึงฉันบ้างรึเปล่า”
       ฉัตรเชยคางบัวให้บัวเงยหน้าสบตาเขา บัวมีสีหน้าขวยเขินอายจัด
       “ว่าไงล่ะ”
       บัวอ้อมแอ้มตอบ “เจ้าค่ะ”
       ฉัตรรวบตัวบัวมากอดอีก
       “ชื่นใจจริง รู้มั้ย..ที่ฉันต้องดั้นด้นมาที่นี่โดยไม่กลัวอันตราย..ก็เพราะว่าฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องมาบอกเจ้าด้วยตัวเอง”
       “เรื่องอะไรรึเจ้าคะ”
       “ฉันจะให้พ่อของเจ้า..มาไถ่ตัวเจ้า”
       “จริงรึเจ้าคะ”
       
       ทางด้านน้อยที่รู้เรื่องไถ่ตัวบัวจากฉาย ก็ตาโตด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
       “บัวช่างโชคดีจริง” น้อยหน้าสลดลง “ไม่เหมือนบ่าว..เกิดมาเป็นทาสในเรือนเบี้ยเขา ก็ต้องเป็นทาสเขาไปจนวันตาย จะถูกเขาเฆี่ยนตี จะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ได้ เพราะไม่มีวันเป็นไทแก่ตัว” น้อยน้ำตาปริ่ม
       ฉายมองน้อยแล้วสงสาร ใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้น้อยอย่างเบามือ น้อยชะงัก รู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่ฉายทำ มองฉายอย่างปลาบปลื้ม ฉายชะงักมองน้อยอย่างอ่อนโยน
       สองคนมองตากัน เหมือนตกอยู่ในภวังค์
       
       บัวร้องไห้ด้วยความดีใจ
       “ฉันดีใจเหลือเกินที่จะได้กลับไปเป็นไทแล้ว” พลางพนมมือกราบฉัตรที่อก “ขอบพระคุณท่านจริงๆ ฉันกับพ่อเป็นหนี้บุญคุณท่านมากมายเสียจนไม่รู้จะชดใช้ให้ได้อย่างไรจึงจะหมด”
       “เรื่องเป็นหนี้บุญคุณอะไรนั่น..อย่าเพิ่งพูดถึงเลย เวลานี้ฉันต้องการเอาตัวเจ้าออกจากที่นี่ให้สำเร็จเสียก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ฉันต้องไปแล้ว ประเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า...จะยุ่ง”
       บัวพยักหน้ารับ ฉัตรคว้าตัวบัวมากอดอีกครั้ง แล้วอดใจไม่ไหวเลยจูบแก้มไปอีกหนึ่งที
       “ครั้งหน้าที่เราจะได้พบกัน เจ้าจะไม่ใช่ทาสของใครอีกต่อไป”
       พูดจบฉัตรก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู เปิดประตูออกไปดูลาดเลาก่อนทีหนึ่ง
       
       ส่วนฉายกับน้อยยังคงมองหน้ากันอยู่ แต่พอได้ยินเสียงประตูเรือนเปิดออกต่างก็ได้สติ ฉายชะโงกหน้าดู เห็นฉัตรผลุบออกมาจากในเรือน โดยมีบัวแอบโผล่หน้าตามาดู
       “ฉันต้องไปแล้ว...” ฉายมองหน้าน้อยอีกครั้ง
       น้อยพูดอะไรไม่ออก ยกมือไหว้ฉายและฉัตร แล้วมองตามสองหนุ่มที่วิ่งหายไปในความมืด พอสองหนุ่มลับไปแล้ว น้อยก็รีบวิ่งไปหาบัว แล้วลากมือบัวกลับเข้าไปในเรือน
       
       น้อยลากมือบัวกลับเข้ามาในเรือน
       “บัว..เอ็งจะได้เป็นไทแล้ว”
       บัวพยักหน้า แล้วสองสาวก็กอดกัน น้ำตาปริ่มด้วยความดีใจจนพูดอะไรไม่ออกอีกเลย
       
       ด้านสองหนุ่มกลับเข้าบ้านมาอย่างเงียบเชียบ สีหน้าเบิกบานมีความสุข
       “รีบแยกย้ายกันเข้าห้องก่อนที่เจ้าคุณพ่อหรือใครจะมาเห็นเถอะ”
       ฉายพยักหน้า แล้วเดินตรงไปที่ห้อง
       
       ฉายเดินมาที่หน้าห้องนอน จะเข้าห้อง แต่ประตูล็อค ฉายเคาะประตูเบาๆ
       “แอนนา..นี่ฉันเองนะ..เปิดประตูหน่อย”
       ภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบ ฉายเคาะประตูอีก
       “แอนนา..เปิดประตูให้ฉันที”
       ภายในห้องยังคงเงียบอยู่ ฉายมีสีหน้าแปลกใจ
       “ทำไมวันนี้แอนนาขี้เซาจริง”
       ฉายส่ายหัว
       
       ฉัตรเดินเข้ามาในห้อง ท่าทางสบายใจเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าหลังจากนายชดมาไถ่ตัวบัวเป็นอิสระจากการเป็นทาสขัดดอกแล้ว เส้นทางรักคงจะราบรื่นดี
       
       ฉัตรยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

 ทางด้านบัวกับน้อยเตรียมจะนอน บัวเอากล่องดนตรีออกมาแล้วไขเบาๆ พอเสียงดนตรีดังขึ้น น้อยก็หันมาดู พอเห็นว่าเป็นเสียงจากกล่องดนตรี น้อยก็เขยิบเข้ามานั่งฟังด้วย 

       
       สีหน้าสองสาวดูมีความสุข ตอนนี้บัวมีความหวังในชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม
       
       ในขณะเดียวกันนั้นพิศยังคงนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ในขณะที่นางด้วงหลับสนิทอยู่ที่หน้าเตียง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย พิศแค้นใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน
       
       เช้ามืดวันต่อมา ฉายนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้ยาวในบ้านนั่นเอง ไม่ได้เข้าไปนอนในห้อง สักครู่ก็เห็นแอนนาเดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากในห้อง แอนนาหยุดยืนมองดูฉายเป็นครั้งสุดท้าย
       แอนนาเห็นฉายยังหลับสนิทจึงวางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ ทรุดลงนั่งข้างๆ ฉายยังไม่รู้สึกตัว แอนนาก็ใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากตัวเอง แล้วเอาไปแตะที่แก้มฉายอย่างแผ่วเบาคล้ายเป็นการจูบลา นาทีนั้นแอนนาก็น้ำตาปริ่ม ฉายพลิกตัวนิดหน่อยแต่ยังไม่ตื่น แอนนาน้ำตาร่วง แต่แล้วก็ตัดสินใจหันหลังเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทาง เดินออกไปอย่างเงียบเชียบ
       ฉายยังหลับอยู่ ไม่รู้เรื่องเลย
       
       รุ่งเช้าฉัตรเดินออกมาจากห้อง แล้วชะงัก เมื่อเห็นฉายนอนอยู่ที่เก้าอี้ยาว ฉัตรสีหน้าแปลกใจ เดินเข้าไปเขย่าตัวน้องชายเบาๆ
       “ฉาย..ฉาย..ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้”
       ฉายลุกขึ้น มองไปรอบๆ ตัว อย่างงงๆ อยู่ สักครู่ก็ตั้งสติได้
       “ก็เมื่อคืนตอนที่เรากลับมา แอนนาหลับไปแล้วน่ะสิขอรับพี่ฉัตร แล้วหล่อนลงกลอนประตูห้องเสียอีกด้วย กระผมก็เลยเข้าห้องไม่ได้”
       “ป่านนี้แอนนาตื่นแล้วมั้ง ไปดูสิฉาย อย่ามัวมานอนอยู่ตรงนี้เลย ประเดี๋ยวเจ้าคุณพ่อออกมาเห็นเข้า แล้วซักไซ้ไล่เรียง จะเป็นเรื่องไปเสียเปล่าๆ”
       ฉายพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วเดินไปที่ห้อง
       
       ฉายเดินมาที่ห้อง เคาะประตูเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ ฉายลองเปิดประตูดู แล้วต้องนึกแปลกใจเมื่อประตูไม่ได้ล็อคอย่างเช่นเมื่อคืน ฉายเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในห้อง
       
       ฉายเดินเข้ามาในห้อง แล้วแปลกใจเมื่อไม่เห็นแอนนาในห้อง ฉายกวาดตามองไปรอบๆห้อง
       ฉายไม่เห็นแอนนา เห็นแต่ซองจดหมายฉบับหนึ่งวางทิ้งไว้บนเตียง
       ฉายเดินเข้าไปหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาเปิดอ่านดู แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเครียดจัดขึ้นมาทันที
       
       ฉัตรกำลังเตรียมตัวจะไปทำงาน ฉายวิ่งเข้ามาหา
       “พี่ฉัตร แอนนาไปแล้ว”
       ฉัตรงง “ไปไหน”
       พระยาโกสินทร์เดินเข้ามาทันได้ยินพอดี
       “แอนนาหนีกลับรุสเซียไปแล้ว” ฉายว่า
       “อะไรนะ” ท่านเจ้าคุณตกใจ
       ฉายชูจดหมายในมือให้ฉัตรกับพระยาโกสินทร์ดู
       “แอนนาไปแล้วขอรับเจ้าคุณพ่อ หล่อนทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้เพียงฉบับเดียว”
       ฉัตรรับจดหมายมาดู ฉายระเบิดอารมณ์
       “หล่อนว่าหล่อนทนชีวิตที่นี่ไม่ได้ขอรับ หล่อนบอกว่าหล่อนเข้ากับใครที่นี่ไม่ได้เลย กินอาหารไทยก็ไม่ได้ เหม็นกะปิ เหม็นน้ำปลา เหม็นไปทุกสิ่ง และที่สำคัญที่สุด..หล่อนบอกว่าหล่อนทนกระผมต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ขอจบกันแต่เพียงเท่านี้”
       ฉายพูดจบก็ทรุดลงนั่งเอามือปิดหน้า 
       “แล้วฉายจะไปตามตัวหล่อนกลับมามั้ย เพิ่งไป คงยังไปไหนได้ไม่ไกลหรอก” ท่านเจ้าคุณบอก
       ฉายเงยหน้าขึ้นตอบบิดา “คงไม่ละขอรับ มาถึงขั้นนี้แล้ว หล่อนก็คงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว กระผมไปตาม..ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อหล่อนตัดสินใจจะไปจากที่นี่แล้ว กระผมก็คงต้องปล่อยให้หล่อนไป”
       
       ฉายพูดด้วยสีหน้าปลงๆ ในขณะที่ฉัตรกับท่านเจ้าคุณหันมามองหน้ากันแล้วถอนใจด้วยความเครียดไปตามๆ กัน

 เช้านั้นบัวกับน้อยกำลังจะเดินไปโรงครัว สองคนคุยกันไประหว่างทาง น้อยหน้ายิ้มแต่แววตาเศร้า 

       
       “พอเอ็งไม่ได้เป็นทาสแล้ว เอ็งกลับมาเยี่ยมข้าบ้างนะบัว กลับมาเล่าให้ข้าฟังบ้างว่าที่บ้านเอ็งเป็นยังไงบ้าง” น้อยทำท่าคิดฝัน “ข้าอยากเห็นท้องทุ่ง เห็นต้นข้าวสีเขียวๆ ชีวิตคนเป็นอิสระนี่มันคงมีความสุขดีแท้น้อ”
       บัวมองน้อยอย่างสงสาร เพราะรู้ดีว่าน้อยไม่มีวันเป็นอิสระจนวันตาย
       “ข้าจะกลับมาเยี่ยมเอ็งแน่ๆ น้อย ข้าไม่มีวันจะลืมเอ็ง เพราะถ้าข้าไม่ได้เอ็งช่วย ป่านนี้ข้าอาจจะโดนเฆี่ยนจนตายคาหวายไปแล้วก็ได้”
       “แล้วพ่อเอ็งจะมาไถ่ตัวเอ็งเมื่อไหร่”
       “น่าจะวันนี้ละ”
       “ดีจัง”
       ทั้งสองคนยิ้มให้แก่กัน แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเพียรโผล่พรวดเข้ามา
       “อารมณ์ดีกันจริงนะ”
       น้อยทำหน้าเซ็งขึ้นมาทันที
       “พวกข้าสองคนอารมณ์ดีแล้วไปหนักหัวเอ็งเหรอ”
       เพียรฉุนกึก “อ้าวๆๆๆๆ พูดกับข้าให้มันดีๆหน่อยสินังน้อย อย่าลืมสิว่าเราสองคนมีข้อตกลงอะไรกัน”
       เจอเพียรขู่น้อยอึ้งไปทันที
       “ข้อตกลงอะไรเหรอน้อย” บัวงง
       “ไม่มีอะไรหรอกบัว เอ็งอย่าไปสนใจเลย”
       น้อยรีบดึงมือบัวแล้วทำท่าว่าจะเดินผ่านเพียรไปอย่างไม่สนใจ เพียรโมโห เลยคว้าแขนน้อยไว้
       “เอ็งอย่ามาทำท่าทางอย่างนี้ใส่ข้านะ”
       น้อยฮึดฮัดสะบัดใส่เพียร จนเพียรโมโห จะลากตัวน้อยออกไป บัวจะตาม แต่เพียรหันมาทำสัญญาณว่าห้ามตามมา บัวจึงได้แต่ยืนกลุ้มอยู่ที่เดิม
       เพียรลากแขนน้อยเข้ามาตรงมุมหนึ่ง
       “เอ็งลืมไปแล้วรึ..เรื่องข้อตกลงของเรา”
       “ไม่ลืม”
       “ถ้าเช่นนั้น..ทำไมเอ็งถึงได้ทำท่ารังเกียจรังงอนข้านัก ฮึ”
       น้อยไม่อยากตอบ เพราะถ้าบอกว่ารังเกียจมัน ก็กลัวว่าเดี๋ยวเพียรจะเอาเรื่องกล่องดนตรีไปฟ้องพิศ จึงนิ่งอยู่ เพียรโมโห ซักไซ้อีก
       จังหวะนั้นนางด้วงเดินผ่านมาเห็นเพียรทะเลาะอยู่กับน้อย ก็เข้ามาแอบฟังด้วยความสอดรู้สอดเห็น
       “ก็เราตกลงกันแล้วไงว่า..ถ้าเอ็งดีกับข้า รักข้าเหมือนอย่างที่ข้ารักเอ็ง ข้าก็จะไม่เอาเรื่องกล่องดนตรีที่เอ็งได้จากคุณฉัตรไปบอกใคร”
       คำพูดตอนท้ายกระแทกเข้าที่หน้านางด้วงจังๆ บ่าวจอมสอพลอหูผึ่งตาโตเมื่อได้ยินความลับระหว่างเพียรกับน้อย
       นางด้วงอุทานกับตัวเอง “กล่องดนตรี คุณฉัตร”
       ส่วนเพียรดึงตัวน้อยมาจะกอด น้อยขืนตัวไว้ แต่พอมองหน้าเพียร ความลับที่ค้ำคออยู่ก็ทำให้ต้องฝืนใจยอม เพียรกอดน้อย พลางหอมแก้ม
       “กลิ่นตัวเจ้านี่มันช่างหอมชื่นใจนัก”
       น้อยแอบทำหน้าขยะแขยงไม่ให้เพียรเห็น ยอมให้เพียรกอดอยู่อย่างนั้น นางด้วงแอบมองเงียบอยู่ สีหน้าครุ่นคิด แล้วก็ตัดสินใจวิ่งออกไปอย่างเงียบๆ โดยที่เพียรกับน้อยไม่รู้ตัวเลย
       
       ขณะที่พิศนั่งถอนใจเครียดอยู่ นางด้วงวิ่งถลันเข้ามาหา
       “คุณพิศเจ้าขา”
       พิศอารมณ์เสียอยู่ “อะไร ทำไมวิ่งตึงตังเข้ามาอย่างนี้ ถ้าเอ็งยังไม่อยากถูกหวายลงหลังละก็ ออกไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเลยไป๊”
       นางด้วง หอบด้วยความเหนื่อย “คุณพิศฟังเรื่องที่บ่าวจะเล่าก่อนเถอะเจ้าค่ะ ฟังจบแล้ว นอกจากคุณพิศจะไม่เฆี่ยนบ่าวแล้ว คุณพิศจะต้องตกรางวัลให้บ่าวอีกด้วย คือว่า...”
       
       ขณะที่บัวกำลังทำงานกลางแจ้งอยู่ น้อยเดินเอามือเช็ดที่แก้ม สลับกับปาดเนื้อตัวด้วยท่าทางขยะแขยงเข้ามาหา
       “อึ๊ย”
       บัวตกใจ “น้อย เพียรมันทำอะไรเอ็ง”
       น้อยพูดด้วยน้ำเสียงชิงชัง “ผู้ชายทุเรศๆ อย่างมัน...จะทำอะไร...นอกจากหาเศษหาเลยกับข้า นี่ถ้าข้าไม่ติดว่ามันกำความลับเรื่องกล่องดนตรีของเอ็งอยู่ละก็ ข้าไม่มีวันยอมให้มันแตะเนื้อต้องตัวข้าได้หรอก”
       บัวรู้สึกผิดมาก “เป็นเพราะข้าคนเดียว..เอ็งถึงต้องทนรับกรรมแทนข้า”
       “ช่างเหอะ อย่าพูดถึงมันเลย ทำงานดีกว่า ประเดี๋ยวพี่ด้วงมาเห็นเรายืนคุยกันอย่างนี้ จะหาว่าเราอู้งาน แล้วเอ็งกับข้าคงได้หลังลายกันอีกละ”
       ทั้งสองรีบกลับไปทำงาน โดยไม่สำเหนียกเลยว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
       พิศเดินเปิดประตูเรือนน้อยเข้ามาปัง นางด้วงรีบตามเข้ามาด้วย พิศกวาดตามอง แล้วเดินตรงเข้าไปรื้อที่นอน ทีแรกรื้อที่นอนฟากที่เป็นที่นอนของน้อยก่อน แต่ไม่พบอะไร จึงเดินไปรื้อที่นอนฟากที่เป็นที่นอนของบัวบ้าง
       
       แล้วในที่สุดก็พบกล่องดนตรีซุกอยู่ใต้ที่นอน พิศหยิบกล่องดนตรีขึ้นมาดู

 กล่องดนตรีที่อยู่ในมือ ทำให้พิศนึกถึงตอนไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่เรือนพระยาโกสินทร์ แล้วฉัตรเอากล่องดนตรีนี้มาไขโชว์แขกที่มาร่วมงานที่บ้าน ซึ่งพิศก็ได้ดูด้วย

       
       “คุณฉัตรมีสิ่งอื่นที่นำติดตัวกลับมาจากประเทศรุสเซียอีกมั้ยคะ ขอพิศชมเป็นบุญตาหน่อยได้มั้ยคะ”
       ฉัตรนิ่งคิด ฉายเข้ามา
       “กล่องดนตรีไงขอรับพี่ฉัตร”
       ฉัตรยิ้มแล้วบอกกับพิศ “รอสักประเดี๋ยวนะคุณพิศ”
       “ค่ะ”
       ฉัตรเดินไปหยิบกล่องดนตรี ๒ อันมา แล้วเอากลับมา ผู้คนเข้ามากลุ้มรุมดูด้วยความสนใจ
       “ฝรั่งเรียกว่า ‘กล่องดนตรี’ ขอรับ เวลาต้องการจะฟังเพลง ก็จะต้องไขลานตรงนี้ก่อน”
       ฉัตรไขลานกล่องดนตรีโชว์แขก สักพักเสียงดนตรีก็ดังออกมา แขกเงียบกริบตั้งใจฟังเสียงเพลงจากกล่องดนตรีกันใหญ่
       
       นึกถึงตรงนี้พิศมีสีหน้าโกรธจัด
       “ข้าหลงเข้าใจผิดคิดว่าคุณฉัตรไปชอบพอกับลูกสาวขุนน้ำขุนนางเรือนไหน ที่แท้..มันก็คือหอกข้างแคร่ในเรือนข้านี่เอง นังด้วง เอ็งให้คนไปลากตัวนังน้อยมาพบข้าด่วน ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ไปจิกตัวมันมา”
       “เจ้าค่ะ” นางด้วงจะไป
       “เดี๋ยว” พิศเรียกไว้
       นางด้วงชะงัก
       “ไม่ต้องเอาตัวมันขึ้นไปบนเรือนนะ แต่ลากตัวมันไปพบข้าที่ลานเฆี่ยน”
       “เจ้าค่ะ”
       นางด้วงรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป ขณะที่พิศก้มลงมองกล่องดนตรีในมือด้วยสีหน้าแค้นใจสุดๆ
       
       บัวกับน้อยกำลังนั่งทำงานอยู่กลางแจ้ง เห็นเพียรมายืนแอบดูน้อยอยู่ไกลๆ สีหน้ามีความสุขที่ได้กอดจูบน้อยสมใจ สักครู่นางด้วงก็วิ่งเข้ามา
       “อีน้อย คุณพิศเรียกพบด่วน”
       น้อยมีสีหน้าแปลกใจ “คุณพิศเธอจะใช้อะไรข้าเหรอจ๊ะพี่ด้วง”
       นางด้วง มีสีหน้าสะใจ “เดี๋ยวเอ็งก็รู้ ไปเร็วสิ”
       บัวกับน้อยหันมามองหน้าอย่างแปลกใจ แล้วนางด้วงก็เดินคุมตัวน้อยออกไป บัวตามไปด้วยติดๆ เพียรที่ยืนแอบดูอยู่ไกลๆ รีบวิ่งตามมาดูด้วย
       
       นางด้วงเดินคุมตัวน้อยเข้ามาที่ลาน บัวกับเพียรตามมาติดๆ พิศยืนรออยู่ก่อนแล้ว บ่าวอื่นๆเริ่มตามเข้ามาดูเหตุการณ์ และทันทีที่น้อยเข้ามาที่ลาน ทั้งบัวและน้อยก็หน้าตาตื่น เพราะรู้ดีว่านี่คือลานลงโทษ พอเดินเข้ามาใกล้ พิศก็ให้สัญญาณบ่าวผู้ชายจับตัวน้อยเอาไปมัดโยงกับเสาทันที
       บัวตกใจสุดขีด รีบถลาเข้าไปทรุดลงนั่งแทบเท้าพิศทันที
       “นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ คุณพิศให้คนจับตัวน้อยมัดทำไมเจ้าคะ”
       พิศไม่ตอบ แต่จ้องมองน้อยอย่างชิงชังเป็นที่สุด น้อยถูกจับมัดโยงกับเสา บ่าวชายคนหนึ่งชื่อ ไอ้แนบถือเหล็กเผาไฟแดงฉานเข้ามา
       ที่ปลายเหล็กแหลม ถูกเผาไฟจนปลายเหล็กเป็นสีแดงฉาน น่ากลัวมาก
       บัวกับน้อยพอเห็นเหล็กเผาไฟก็หน้าซีดเผือดทันที
       บัวพนมมือไหว้พิศ “คุณพิศเจ้าขา...น้อยมันทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ คุณพิศถึงจะต้องลงโทษมัน”
       พิศไม่ตอบ แต่หยิบกล่องดนตรีเอาขึ้นมาให้บัวดู บัวเห็นกล่องดนตรีในมือพิศ ก็มีสีหน้าตกใจมาก หันไปมองน้อย ปะติดปะต่อได้ทันทีว่าน้อยจะโดนลงโทษเพราะอะไร น้อยหันไปมองหน้าเพียร ที่ยืนหน้าตาตื่นอยู่ไม่ไกล เพียรรีบถลาเข้าไปหาพิศ
       “คุณพิศไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ไหนหรือขอรับ”
       “ก็จากเรือนนังน้อยมันน่ะสิ”
       เพียรหันไปมองหน้าน้อย ส่งสายตาเป็นเชิงอธิบายน้อยว่า..มันไม่ได้เป็นคนเอาเรื่องกล่องดนตรีนี้ไปบอกพิศนะ แต่น้อยทำหน้าไม่เชื่อ
       “อีน้อย เอ็งบอกข้ามา ใครให้สิ่งนี้เอ็ง” พิศถามเสียงดัง
       น้อยนิ่งไม่ยอมตอบ สบตากับบัว พิศเหลือบมองบัว นึกสงสัย แต่ยังไม่พูดอะไรออกมานอกจากหันไปเรียกบ่าวผู้ชายที่ถือเหล็กเผาไฟอยู่
       “ไอ้แนบ”
       ไอ้แนบเดินเข้ามาใกล้ พิศพยักหน้าให้สัญญาณว่าให้เอาเหล็กนาบหลังน้อยได้
       ไอ้แนบขยับตัวทำตามคำสั่งพิศ จะเอาเหล็กเผาไฟนาบหลังน้อย
       
       บัวร้องสุดเสียง “อย่า”

   ว่าแล้วบัวก็ตัดสินใจกระโดดเข้ากอดร่างน้อยเอาไว้ ทำให้ไอ้แนบนาบเหล็กเผาไฟโดนเข้าที่หลังบัวแทน แผ่นหลังบัวถูกเหล็กเผาไฟนาบลงไป จนเป็นแผลไหม้ขึ้นมาต่อหน้าต่อตาทันที บัวเจ็บเจียนตายจนตาเหลือกโพลง

       
       “บัว” น้อยร้องลั่น
       ไอ้แนบตกใจที่นาบเหล็กเผาไฟผิดคน ผงะถอยออกไป นางด้วงขัดใจ เดินเข้าไปจิกหัวบัว
       “นังนี่ สาระแนจริง” นางด้วงจิกหัวบัวลากออกจากน้อยเหวี่ยงออกไปฟุบที่พื้น
       บัว เจ็บจนตาพร่าพราย
       
       เวลาเดียวกันฉัตรอยู่ที่กระทรวง กำลังเดินมาหาฉาย
       “พี่จะกลับบ้านละนะฉาย จะไปรอฟังข่าวดีเรื่องแม่บัวจากนายชดที่บ้าน”
       
       ฉายมองพี่ชายขำๆ ฉัตรรีบเดินออกไป สีหน้าตื่นเต้นและมีความหวัง
       
       ทางด้านบัวนอนฟุบหน้าอยู่กับพื้น
       
       “บัว บัว เป็นยังไงบ้าง”
       บัวเจ็บจนน้ำตาไหลพราก ยังพูดอะไรไม่ออก พิศมองด้วยสีหน้าสะใจ แล้วหันไปพยักหน้าให้สัญญาณไอ้แนบอีกครั้ง ไอ้แนบเดินกลับเข้ามาใหม่ เพียรเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจโดดเข้าผลักไอ้แนบเต็มแรง จนไอ้แนบหงายหลังกระเด็นไป เหล็กเผาไฟกระเด็นหลุดจากมือ เสร็จแล้วเพียรก็ถลามาคุกเข่าตรงหน้าพิศ พนมมือไหว้ขอร้อง
       “คุณพิศอย่าทำอะไรนังน้อยมันเลยขอรับ กล่องดนตรีนั่น..คุณฉัตรให้นังน้อยมาขอรับ”
       “เอ็งรู้ได้ยังไง”
       “นังน้อยมันบอกขอรับ มันว่า..คุณฉัตรให้มันเป็นรางวัลที่มันไปปรุงยาให้คนป่วยที่เรือนโน้นขอรับ”
       พิศหยัน “แล้วเอ็งก็เชื่อมัน”
       “ขอรับ” เพียรว่า
       “ไอ้โง่ กะอีแค่ไปปรุงยาให้คนป่วย ใครที่ไหนเขาจะเอาของจากเมืองฝรั่งมังค่าราคาแพงอย่างนี้ตกรางวัลให้อีทาสในเรือนเบี้ยอย่างอีน้อยกันเล่า อย่างดีก็ตกรางวัลให้มันสักเฟื้อง สักสลึง มันก็ดีใจจนน้ำตาไหลแล้ว ของสิ่งนี้..มันมีความหมายกว่านั้น...ไอ้แนบ”
       ขาดคำของพิศ ไอ้แนบเดินถือเหล็กเผาไฟเข้าไปหาน้อยอีกครั้ง
       เพียรตกใจพยายามห้าม “ไม่ ไม่”
       พิศตวาด “ไอ้เพียร เอ็งหลีกไป หรือว่าเอ็งอยากจะถูกนาบไฟด้วยอีกคน หา”
       เพียรมองน้อย เห็นน้อยน้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวสุดชีวิต เพียรตัดสินใจโผเข้ากอดร่างของน้อยไว้ จะไม่ยอมให้ไอ้แนบทำร้ายน้อยได้ พิศโมโห
       “ไอ้เพียร เดี๋ยวนี้เอ็งคิดกำเริบเสิบสาน กล้าหือคำสั่งข้ารึ”
       “กระผมมิได้คิดกำเริบเสิบสานขอรับ แต่กระผมจะไม่ยอมให้นังน้อยมันต้องเจ็บตัว”
       พิศยิ่งโกรธ “หึ นอกจากนังน้อยมันจะต้องเจ็บตัวแล้ว เอ็งก็ไม่พ้นเหมือนกันละไอ้เพียร เพราะเอ็งก็มีความผิดไม่แพ้มัน เอ็งรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่เอ็งก็ปิดบังไม่บอกข้า ใครมาลากตัวไอ้เพียรออกไปทีสิ แล้วเอามันไปมัดที่เสาท่าน้ำโน่น ไป๊”
       บ่าวผู้ชาย ๒ คน เข้ามาลากตัวเพียรออกไป เพียรดิ้นสู้ แต่ในที่สุดก็สู้แรงคนหลายคนไม่ไหว ถูกลากตัวออกไปจนได้ ไอ้แนบเดินตรงกลับไปที่น้อยอีกครั้ง น้อยตัวเกร็งด้วยความกลัว
       นางแดง นางพุ่ม และบ่าวอื่นๆ ที่ยืนดูกันอยู่ สีหน้าหวาดกลัวกันทุกคน ไอ้แนบเดินไปจะถึงตัวน้อยอยู่แล้ว บัวกัดฟันคลานไปกอดเท้าพิศไว้
       “อย่าทำน้อยมันเลยเจ้าค่ะคุณพิศเจ้าขา...กล่องดนตรีนั่น...คุณฉัตรให้บ่าวมาเองเจ้าค่ะ”
       “อะไรนะ” พิศก้มตัวลงไปจิกหัวบัวให้แหงนหน้าขึ้น “เอ็งพูดให้ข้าฟังชัดๆ อีกทีสิอีบัว”
       “กล่องดนตรีนั่น..คุณฉัตรให้บ่าวมาเจ้าค่ะ บ่าวกับคุณฉัตร..เรารักกันเจ้าค่ะ”
       
       คำพูดประโยคนั้นของบัวกระแทกเข้าที่หน้าพิศจังๆ ธิดาพระยาสมานโกรธสุดๆ

  เวลาเดียวกัน ตรงบริเวณทางเข้าเรือน นายชดค่อยๆ เดินมาที่เรือนพระยาสมาน ในมือถือห่อผ้าที่ใส่อัฐไถ่ตัวบัวมาด้วย ท่าทางกระตือรือร้นมาก นายชดเจอบ่าวรับใช้คนหนึ่งจึงถาม

       
       “พ่อเอ๊ย..ข้าชื่อชด เป็นพ่อของนังบัวที่มาเป็นทาสขัดดอกอยู่เรือนนี้น่ะ ข้าจะมาขอพบท่านเจ้าคุณสมานหน่อย..ท่านเจ้าคุณอยู่มั้ย”
       “ท่านเจ้าคุณยังไม่กลับหรอกน้า แต่อีกสักประเดี๋ยวก็คงจะกลับ น้าจะรอมั้ยล่ะ” บ่าวคนนั้นบอก
       “รอสิ ข้ามีธุระสำคัญจะมาพูดกับท่านเจ้าคุณ เอ้อ ถ้าเช่นนั้นระหว่างรอท่านเจ้าคุณกลับมา ข้ารบกวนเอ็งช่วยไปตามนังบัวมาพบข้าทีได้มั้ย”
       
       ทางด้านบัวถูกพิศจิกหัวแล้วตะคอกถามอย่างเยาะหยัน
       “เอ็งไปรักกับคุณฉัตรกันตอนไหน”
       “บ่าวรู้จักกันมาก่อนจะมาเป็นทาสที่เรือนนี้เจ้าค่ะ”
       พิศคิดตาม และเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องได้ “ผู้ชายที่ลักลอบเข้ามาพบเอ็งเมื่อคืนก่อนโน้น...มันไม่ใช่พ่อเอ็ง แต่เป็นคุณฉัตรใช่มั้ย”
       “เจ้าค่ะ” บัวยอมรับ
       ขาดคำพิศก็สะบัดหลังมือตบหน้าบัวอย่างสุดแรงจนบัวฟุบไปกับพื้น แล้วพิศก็เดินตรงเข้าไปหาน้อยที่ยังถูกมัดอยู่ แล้วตบหน้าน้อยดังผัวะ!
       “เอ็งริโกหกข้าเรอะอีน้อย”
       พิศจะตบน้อยอีก แต่บัวรีบถลาเข้ามากอดเท้าพิศเอาไว้ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ปากคอแตกเลือดไหลซึม
       “คุณพิศอย่าทำอะไรน้อยมันเลยเจ้าค่ะ ทุกอย่างเป็นความผิดของบ่าวคนเดียวเจ้าค่ะ..คุณพิศปล่อยน้อยมันไปเถอะนะเจ้าคะ แล้วจะลงโทษอะไรบ่าว บ่าวก็ยอมแล้ว”
       พิศเงื้อมือจะตบบัวอีกเพื่อระบายความแค้น แต่บ่าวผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาคุกเข่าบอก
       “นายชด..พ่อนังบัว..มาขอพบนังบัวขอรับ”
       บัวได้ยินก็หน้าตาตื่น “พ่อ”
       พิศหลียวขวับไปหา “มันมาขอพบทำไม”
       “นายชดไม่ได้บอกขอรับ แล้วก็จะรอพบท่านเจ้าคุณด้วย ขอรับ”
       บัวรู้ทันทีว่าพ่อจะมาไถ่ตัวแล้ว บัวมีสีหน้าดีใจมาก พิศหันมามองบัว สีหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วตัดสินใจสั่งไอ้แนบ
       “ไอ้แนบ เอ็งลากตัวอีบัว อีน้อย ไปขังไว้ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะมาชำระความมันให้สาสม”
       พิศจะเดินไปแล้ว นางด้วงร้องถาม “คุณพิศจะไปไหนเจ้าคะ”
       “กลับเรือน” พิศเดินไปเลย
       นางด้วงผิดหวังแกมขัดใจนัก นึกว่าจะได้ดูพิศลงโทษบัวกับน้อยแรงๆ แต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก
       รีบวิ่งตามพิศไป ไอ้แนบกับบ่าวชายคนอื่นช่วยกันลากตัวบัวกับน้อยเอาไปขังตามคำสั่งของพิศ
       
       ขณะที่พระยาสมานนั่งรถลากกลับจากทำงานมาที่เรือน บ่าวคนหนึ่งคลานเข้ามารายงาน
       “นายชดมาขอพบขอรับ”
       พระยาสมาน ขมวดคิ้วนึกสงสัยทันที “มันบอกรึเปล่าว่ามันจะมาขอพบข้า ด้วยเรื่องอะไร”
       “ไม่ได้บอกขอรับ”
       พระยาสมานมีสีหน้าครุ่นคิด
       
       นายชดนั่งรอบัวและพระยาสมานอยู่ที่ศาลา ท่าทางอารมณ์ดีมาก เพราะมีความหวังเต็มเปี่ยมที่จะได้ไถ่ตัวลูกสาวกลับบ้าน บ่าวคนเดิมเดินเข้ามา บอกนายชดสีหน้าเรียบเฉย
       “ประเดี๋ยวท่านเจ้าคุณจะมา”
       “ขอบใจพ่อ เอ้อ แล้วนังบัวลูกสาวข้าที่ฝากให้ไปตามตัวมาน่ะ...อยู่ไหนล่ะ”
       บ่าวคนนั้นไม่ตอบ และไม่ยอมสบตากับนายชด เดินออกไปเลย นายชดมองตามหน้าเหวอ สักครู่พระยาสมานก็เดินเข้ามานั่ง มีบ่าวเดินตามมารับใช้ด้วย นายชดรีบกระวีกระวาดไหว้พระยาสมานพลางยิ้มร่า
       “เอ้า มีอะไรรึไอ้ชด”
       นายชดยิ้ม รีบคลานเอาห่อผ้าที่เอามาด้วยมาตั้งตรงหน้าพระยาสมาน แล้วค่อยๆ เปิดห่อผ้าออกซึ่งภายในห่อผ้านั้น เห็นอัฐจำนวนมาก พระยาสมานตาโต
       “กระผมจะมาขอไถ่ตัวนังบัวคืนขอรับ”
       “ยังไม่ถึงหน้านาสักหน่อย แล้วเอ็งไปเอาอัฐตั้งมากมายอย่างนี้มาจากไหน” ท่านเจ้าคุณมองอัฐในห่อตาลุกวาวด้วยความโลภ
       “กระผมไปจับปลาที่บึงใกล้บ้านขอรับ ปลาน่ะ...จับไม่ได้ แต่กลับได้พระพุทธรูปติดแหขึ้นมาองค์หนึ่ง กระผมก็เลยเอาไปขาย ได้อัฐมาก็เอามาไถ่ตัวนังบัวนี่ละขอรับ”
       พระยาสมานแกล้งหรี่ตามอง “ครบแน่รึไอ้ชด”
       “กระผมนับมาอย่างถี่ถ้วนดีแล้วขอรับ แต่ถ้าท่านเจ้าคุณอยากจะนับเพื่อความแน่ใจอีก กระผมก็ไม่ขัดข้องขอรับ”
       พระยาสมานอยากได้แต่ยังวางท่า หันไปพยักหน้าให้บ่าวที่อยู่แถวนั้นไปนับเงินแทน
       “เอ็งไปนับสิ”
       บ่าวเข้าไปนับอัฐในห่อผ้าของนายชด แล้วหันกลับมาบอกพระยาสมาน
       “ครบถ้วนเจ้าค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้นกระผมขอไถ่ตัวนังบัวกลับไปวันนี้เลยนะขอรับท่านเจ้าคุณ”
       จังหวะนั้นเสียงทรงอำนาจของพิศก็ขัดขึ้น “ไม่ได้”
       พระยาสมานกับนายชดหันไปมอง เห็นพิศเดินเข้ามา นางด้วงตามติด
       
       “ข้าไม่ให้ไถ่ตัวนังบัวกลับไป”

ทางด้านไอ้แนบกับบ่าวชายอีกคนลากตัวบัวกับน้อยมายัดใส่คุก โดยแยกกันอยู่คนละกรง แล้วปิดประตูคุกล็อคอย่างแน่นหนา พอไอ้แนบกับบ่าวชายเดินออกไป น้อยก็ถลาไปหาบัวทันที

       
       “บัว..เป็นไงมั่ง”
       บัวที่ฟุบหน้าอยู่ค่อยๆ โงหัวขึ้นหันมามองน้อย บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
       “ข้า..ไม่เป็นไร”
       “จะไม่เป็นไรได้ยังไง ถูกเหล็กเผาไฟนาบหลังมาอย่างนั้น เจ็บตายเลย”
       “ข้าเจ็บก็ดีกว่าเอ็งเจ็บละ เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะข้าไม่เจียมตัว...” ขณะพูดบัวน้ำตาไหลริน
       “เอ็งน่ะเจียม แต่ข้าต่างหากล่ะที่ไม่ยอมให้เอ็งตัดใจจากคุณฉัตร เฮ้อ เอ็งเขยิบมานี่แน่ะ ข้าจะดูแผลให้”
       บัวค่อยๆ ขยับตัวไปชิดกรงฝั่งเดียวกับน้อย แล้วหันหลังให้น้อยดูแผล น้อยเห็นรอยแผลที่หลังบัว เป็นรอยไหม้น่ากลัว น้อยทำหน้ากลุ้ม แต่พอบัวเหลียวมา น้อยก็รีบทำหน้าปกติกลบเกลื่อนอาการทันที
       “ก็เป็นรอยไหม้น่ะนะ แต่ถ้าได้โปะสมุนไพรสักหน่อย คงก็จะดีขึ้นล่ะ”
       “เวลานี้ข้าไม่สนใจแผลของข้าหรอก เพราะพ่อข้ากำลังมาไถ่ตัวข้าแล้ว ข้าจะได้เป็นไทเสียที” บัวพูด สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
       
       ส่วนพิศย้ำคำพูดเดิมต่อบิดาและนายชด
       “ข้าไม่ให้ไถ่ตัวนังบัวกลับไป”
       พระยาสมานงง “อ้าว..ทำไมล่ะลูกพิศ”
       “พิศบอกว่า..ไม่ให้ไถ่ ก็ไม่ให้ไถ่ซิคะ”
       พูดจบพิศก็เดินเข้าห้องไปเลย พระยาสมานละล้าละลัง นายชดทนไม่ไหว หันมาทางท่านเจ้าคุณ
       “ว่าอย่างไรเล่าขอรับท่านเจ้าคุณ”
       พระยาสมานทำอะไรไม่ถูก พูดส่งๆ
       “ในเมื่อข้ายกลูกสาวเอ็งให้เป็นบ่าวรับใช้ลูกสาวข้า แล้วเมื่อลูกสาวข้าไม่ยอมให้ไถ่ ก็หมายความว่า..ไม่ให้ไถ่น่ะสิวะ ไปๆๆๆ เอ็งกลับไป ไป๊”
       นายชดงงหนัก “แต่กระผมนำอัฐมาครบถ้วนเลยนะขอรับ ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่เฟื้องเดียว”
       พระยาสมานโมโหที่ถูกเซ้าซี้ “เอ๊ ไอ้ชดนี่ เอ็งพูดไม่รู้เรื่องเรอะ ข้าบอกให้กลับไป ก็กลับไปสิ ไป๊”
       พระยาสมานเห็นนายชดยังหน้าตาเหลอหลา งงอยู่ว่าทำไมพิศถึงไม่ยอมให้ไถ่ตัวบัวกลับไป พระยาสมานรำคาญเลยหันไปพยักหน้าให้บ่าวแถวนั้นลากตัวนายชดออกไป บ่าวแถวนั้นช่วยกันลากตัวนายชดออกไป นายชดร้องโวยวาย
       “ทำไมไถ่ตัวนังบัวไม่ได้ละขอรับ ทำไม”
       บ่าวผู้ชายช่วยกันลากตัวนายชดออกไป พระยาสมานพึมพำกับตัวเอง
       “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน” ท่านเจ้าคุณหันไปหานางด้วง “เอ็งรู้มั้ย...ทำไมลูกข้าถึงไม่ยอมให้พ่อนังบัวมันไถ่ตัวนังบัวกลับไป”
       นางด้วงตั้งท่าจะเล่าแต่พระยาสมานเปลี่ยนใจ ยกมือห้ามไม่ให้นางด้วงพูด นางด้วงเลยต้องชะงักค้างไป
       “ข้าไปถามลูกพิศเองดีกว่า”
       จากนั้นพระยาสมานก็ลุกเดินตรงไปที่ห้องพิศทันที นางด้วงทำหน้าเซ็ง อดเล่าข่าวใหญ่
       
       ครู่ต่อมาพระยาสมานเคาะประตูห้องพิศเบาๆ อย่างเกรงใจลูกเต็มที่
       “ลูกพิศ..ขอพ่อคุยด้วยหน่อย..ได้มั้ยลูก” เงียบกริบ พระยาสมานเคาะอีก “ลูกพิศ”
       ประตูห้องเปิดผัวะออกมา พิศยืนหน้าถมึงทึงอยู่ พระยาสมานยกมือค้างไปเลย
       
       ทางด้านฉัตรเดินกลับไปกลับมาอยู่บนเรือน สลับกับชะเง้อมองไปที่หน้าประตูบ้าน รอนายชดกับบัวด้วยความกระวนกระวายใจ
       
       พระยาสมานสีหน้าตกใจ ไม่อยากเชื่อหลังฟังความจบ
       “อะไรนะ นังบัวมันรักกับพ่อฉัตรรึ โอย..มันเป็นไปได้ยังไง มันไปรักกันตอนไหน”
       “มันรู้จักกับคุณฉัตรก่อนมาเป็นทาสขัดดอกที่นี่ค่ะ” พิศบอกสีหน้าแค้นไม่หาย
       “ก็ในเมื่อมันสองคนรักกัน ถ้าเช่นนั้นลูกก็ปล่อยนังบัวไปเป็นไทเสียดีไหมเล่า เพราะนอกจากเราจะได้อัฐค่าไถ่ตัวนังบัวจากไอ้ชดแล้ว เรายังจะได้อัฐจากเจ้าคุณโกสินทร์อีกถึง 10 หีบ สาเหตุที่มันยกเลิกการแต่งงาน” ท่านเจ้าคุณผู้เห็นแก่อามิสสินจ้างว่าเป็นคุ้งเป็นแคว
       พิศสวนทันที “ไม่ค่ะ พิศจะต้องแต่งงานกับคุณฉัตรให้ได้”
       พระยาสมานส่ายหน้า “พ่อไม่เข้าใจเลย ลูกพิศยังจะดึงดันแต่งงานกับพ่อฉัตรอีกทำไมเล่า ในเมื่อเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากท่านชายทัด ลูกชายหม่อมจรัส ที่ใฝ่ต่ำ ไม่สนใจลูก แต่กลับไปสนใจทาสในเรือนเบี้ยน่ะ ลูกรักเขามากถึงขนาดนี้เชียวหรือ”
       “มาถึงตอนนี้..มันไม่ใช่เรื่องความรักแล้วล่ะค่ะเจ้าคุณพ่อ แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเรา เวลานี้ใครๆ ก็รู้กันทั่วพระนครแล้วว่าพิศจะแต่งงานกับคุณฉัตร ถ้าหากว่าพิศต้องมีอันเป็นหม้ายขันหมากไป แล้วพิศจะมองหน้าใครได้” พิศพูดอย่างจริงจรัง
       พระยาสมานถอนใจเฮือก ขณะถาม
       
       “เอาละ..พ่อเข้าใจแล้ว ถ้ายังงั้น..นังบัวล่ะ ลูกพิศจะเอายังไงกับมันต่อไป”

  เวลาเดียวกันนั้น บัวนอนสลบไสลไปเพราะเจ็บแผล หน้าตาแดงก่ำเพราะพิษไข้ ครางฮือๆๆ เป็นระยะ จนน้อยต้องชะโงกหน้ามาดูอย่างห่วงใย

       
       “บัว...เป็นไงมั่ง”
       น้อยยื่นมือไปแตะตัวบัว ก็รู้ว่าตัวร้อนเป็นไข้ไปเสียแล้ว น้อยสีหน้ากังวล
       ระหว่างนั้นนางแดงเดินเหลียวซ้าย แลขวา เข้ามา แอบมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง
       “นังน้อย นังบัวมันเป็นยังไงมั่ง”
       “ไข้ขึ้นเสียแล้วจ้ะน้าแดง”
       นางแดงยื่นน้ำมาให้น้อย
       “เอ้า ข้าเอาน้ำมาให้ กับยาพอกแผลที่หลังให้นังบัวน่ะ เอ็งดูเอาเองนะว่าต้องใช้อะไรบ้าง ข้าไม่รู้หรอก รวบๆ ตัวยามาจากบนเรือนเอ็งน่ะ รีบๆ รับไปเร็ว”
       น้อยรับของมาจากนางแดง “ขอบใจจ้ะน้า ถ้าข้ากับบัวรอดคราวนี้ไปได้ละก็ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณน้าแดงเลย”
       นางแดงบ่นงึมงำ “คุณพิศเธอก็ใจร้ายจริง สั่งไม่ให้ใครเอาข้าวเอาน้ำมาให้เอ็งสองคน แต่ข้าก็อดสงสารไม่ได้ ยังไงๆ มันก็ทาสด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน จะทำใจจืดใจดำไปได้ยังไง”
       น้อยนึกอะไรได้ “เอ้อ..น้า แล้วไอ้เพียรล่ะ มันเป็นยังไงบ้าง”
       
       ฟากไอ้เพียรถูกจับมัดกับเสาที่ท่าน้ำ นางพุ่มเดินเหลียวซ้ายแลขวาเข้ามา แล้วตรงไปที่เพียรถูกมัดอยู่ พอเห็นสภาพลูกก็ร้องไห้
       “ไอ้เพียร..เอ็งเป็นยังไงมั่ง”
       “แม่..ข้าไม่เป็นอะไรหรอก นังน้อยล่ะ มันเป็นยังไงมั่ง”
       “ถูกขังอยู่ที่หลังเรือนทาสโน่น เอ็งน่ะอย่าเพิ่งห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองก่อนเถอะ เอ็งถูกมัดอยู่อย่างนี้ ถ้าน้ำ มันขึ้นเต็มที่ เอ็งก็คง...” นางพุ่มไม่กล้าพูดคำว่า...จมน้ำตาย
       เพียรดันต่อคำให้เอง “ตายไงแม่”
       นางพุ่มร้องไห้โฮเมื่อได้ยินคำว่าตาย
       “คุณพิศเธอช่างใจร้ายจริง ใจคอจะลงโทษกันถึงตายเลยเหรอเนี่ย ข้าจะไปบอกท่านเจ้าคุณ” นางพุ่มขยับจะไป
       ไอ้เพียรเอ่ยขึ้น “ไม่มีประโยชน์หรอกแม่ แม่ก็รู้...ท่านเจ้าคุณน่ะ เคยเห็นหัวข้าเสียที่ไหน รักอยู่แต่คุณพิศ ไม่เคยรักข้า ไม่เคยเห็นว่าข้าเป็นลูกเลย แล้วนี่...ลูกรักของท่านเป็นคนสั่งลงโทษข้าแม่คิดเหรอว่าท่านเจ้าคุณจะกล้าทำอะไร”
       “แต่จะให้ข้าเฝ้าดูเอ็งตายไม่ได้หรอก ถึงพ่อเอ็งเขาจะไม่รักเอ็ง แต่ข้ารัก ยังไงๆ เอ็งก็เป็นลูกข้า”
       นางพุ่มตัดสินใจจะไปแก้มัดให้เพียร แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร ไอ้แนบก็เข้ามาเห็นเสียก่อน
       “หยุดนะนังพุ่ม”
       นางพุ่มชะงักกึก
       “เอ็งคิดจะทำอะไร” ไอ้แนบจ้องหน้าถาม
       “ข้าก็จะช่วยลูกข้าน่ะสิ” นางพุ่มจะแก้มัดให้เพียร
       “คิดจะขัดคำสั่งคุณพิศเหรอ”
       ว่าแล้วไอ้แนบก็เอาไม้ไล่ตีนางพุ่ม ไม่ยอมให้นางพุ่มแก้มัดเพียรได้ นางพุ่มร้องโอ๊ยๆ ด้วยความเจ็บ ไอ้เพียรเห็นอย่างนั้นก็โมโห ตะโกนเสียงดังลั่น
       “ไอ้แนบ เอ็งจะมากไปแล้วนะ แม่ แม่หนีไปเร็ว ไม่ต้องห่วงข้า”
       นางพุ่มวิ่งหนีไป แต่ไม่วายเหลียวกลับมามองดูลูกชายด้วยสายตาเป็นห่วงตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ในเพลานั้น แต่ยังไม่พูดอะไร เพียรมองตามร่างแม่ไปจนลับตา แล้วหันไปจ้องหน้าไอ้แนบด้วยความแค้นใจที่แนบทำร้ายแม่ตน
       
       ฉัตรยังคงเดินกระวนกระวายรอฟังเหตุการณ์อยู่ พระยาโกสินทร์กับฉายกลับเข้าบ้านมาแล้ว
       “นายชดได้เรื่องว่ายังไงบ้างขอรับพี่ฉัตร” ฉายถาม
       ฉัตรมีสีหน้าเป็นกังวลขณะบอก “นายชดยังไม่มาเลยฉาย”
       พระยาโกสินทร์ตบบ่าบุตรชายคนโตปลอบใจ
       “ใจเย็นๆ ฉัตร ลงว่าให้พ่อไปไถ่ตัวออกมาเองอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก”
       ขาดคำนายสนก็เดินนำนายชดเข้ามา พอฉัตรเห็นหน้านายชดเศร้าสลดก็ใจหล่นวูบในทันที
       
       ฉัตรสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างที่สุด คนอื่นๆ ก็กลุ้มไม่แพ้กัน
       “อะไรนะ ไม่ยอมให้ไถ่ตัว เงินทองที่ให้ไป ก็ครบตามจำนวนพอดีไม่ใช่หรือนายชด”
       นายชดหน้าละห้อย “ครบถ้วนทุกประการขอรับ”
       “ก็ถ้าครบแล้วทำไมถึงไถ่ตัวแม่บัวไม่ได้ล่ะ มันมีปัญหาอะไร” ฉัตรฉงน
       นายชดถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ตัวท่านเจ้าคุณสมานน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอกขอรับ ทีแรกก็ทำท่ายินยอมจะให้ไถ่ตัวนังบัวแต่โดยดี เพราะทำท่าว่าอยากจะได้อัฐโขอยู่ แต่คุณพิศลูกสาวท่านเจ้าคุณน่ะสิขอรับไม่ยอมให้ไถ่ พูดยังไงๆ เธอก็ไม่ยอม นี่แม้แต่หน้านังบัว...กระผมก็ไม่ได้เห็น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นน่ะขอรับ”
       ฉัตรหันไปมองหน้ากับฉาย และพระยาโกสินทร์ สังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับบัวเสียแล้ว ฉัตรหน้าเครียด พูดเสียงดัง
       “ยังไงๆ ก็ต้องไถ่ตัวแม่บัวมาให้ได้ ไม่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็เสียไป”
       ฉัตรมองหน้าผู้เป็นบิดา เห็นพระยาโกสินทร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ฉัตรยกมือไหว้พ่อขอบพระคุณ แต่ฉายขัดขึ้น
       “พี่ฉัตรขอรับ กระผมว่า...ถึงเราจะให้นายชดเอาอัฐเท่าไหร่ๆ ไปให้ท่านเจ้าคุณสมาน ถึงท่านเจ้าคุณสมานจะอยากได้อัฐอยู่ แต่เรื่องนี้มันติดขัดอยู่ที่คุณพิศนะขอรับ”
       ฉัตรนิ่งไปทันที เห็นจริงด้วย ก่อนจะหันมาทางนายชด
       “นายชด..เอ็งว่าท่านเจ้าคุณสมานอยากได้อัฐใช่มั้ย”
       “ขอรับ”
       พระยาโกสินทร์สงสัย “ฉัตรคิดจะทำอะไรรึ”
       “ในเมื่อท่านเจ้าคุณอยากได้อัฐ ไม่ติดขัดที่จะปล่อยตัวแม่บัวให้เป็นไท ถ้าเช่นนั้นเราก็จะนัดหมายท่านเจ้าคุณสมานให้ออกมาพบกันนอกเรือน คุณพิศจะได้ขัดขวางการไถ่ตัวแม่บัวไม่ได้อีกไงขอรับ”
       
       นายชดยิ้มออกแววตามีหวังขึ้นมาทันที เมื่อเห็นทางออกในเรื่องนี้แล้ว สีหน้าของฉัตรเองก็ดูหมายมั่นนักว่าแผนนี้น่าจะได้ผล

 ค่ำคืนนั้นพิศนั่งคิดอะไรอยู่ในห้องบนเรือน ครู่ต่อมานางด้วงเข้ามาปรนนิบัติพัดวี

       
       “คุณพิศเจ้าขา..ความผิดครั้งนี้ นังบัวมันทำคุณพิศไว้เจ็บแสบสาหัสนัก บ่าวว่าขังมันไว้อย่างนี้ จนกว่าคุณพิศจะได้เข้าห้องหอกับคุณฉัตรเรียบร้อย แล้วค่อยปล่อยตัวมันออกมาดีมั้ยเจ้าคะ เพราะถึงเวลานั้นแล้ว คุณฉัตรก็คงจะทำอะไรไม่ได้ เพราะเข้าหอกับคุณพิศไปแล้ว เขาก็คงจะต้องตัดใจจากมัน”
       พิศเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เอ็งคิดอย่างนั้นรึ”
       นางด้วงฉงน “เอ๊ะ..หรือว่า..ถ้าคุณพิศกลัวว่าคุณฉัตรจะไม่ยอมตัดใจจากมัน คุณพิศก็จัดการส่งนังบัวมันไปทำไร่ไถนาต่างเมืองไปเลยสิเจ้าคะ แล้วก็ไม่ต้องบอกว่าส่งไปที่ไหน จ้างให้..ก็หากันไม่เจอ” พูดจบนางด้วงก็หัวเราะชอบใจแผนตัวเอง
       พิศนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
       “ไม่หรอกนังด้วง คนลงมันรักกัน ต่อให้ส่งมันไปต่างเมือง มันก็คงจะดั้นด้นไปหากันจนได้นั่นแหละ”
       นางด้วงงงไม่หาย “อ้าว..แล้วคุณพิศจะเอายังไงละเจ้าคะ”
       พิศคิดแผนที่จะฆ่าบัวไว้แล้ว “ข้าก็จะส่งนังบัวไปที่ไกลแสนไกล...ไกลจนคุณฉัตรไม่มีวันหามันเจอ” สีหน้าพิศขณะพูดเหี้ยมเกรียมดวงตาวาวโรจน์อย่างน่ากลัว
       
       ขณะที่นางแดงกำลังเดินยกสำรับจะขึ้นเรือนใหญ่ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นนายสนลับๆ ล่อๆ อยู่แถวพุ่มไม้
       “นั่นใครน่ะ”
       นายสนเดินออกมา “ข้าเป็นบ่าวเรือนท่านเจ้าคุณโกสินทร์ มีหนังสือจากท่านเจ้าคุณโกสินทร์จะเอามาให้ท่านเจ้าคุณสมานน่ะ”
       นางแดงๆม่เข้าใจ “ก็แล้วทำไมต้องทำลับๆล่อๆด้วย เอ้า ประเดี๋ยวข้าจะขึ้นไปเรียนท่านเจ้าคุณสมานให้”
       นายสนร้องห้าม “ไม่ต้อง แต่ข้าจะฝากเอ็งไป แต่...” พลางล้วงหยิบเอาอัฐจำนวนมากออกมายื่นให้นางแดงดู “เอ็งต้องส่งหนังสือนี้ให้ถึงมือท่านเจ้าคุณสมานโดยห้ามให้คุณพิศเธอรู้เป็นอันขาดนะ”
       นางแดงหรี่ตามองดูอัฐในมือนายสนพลางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
       “ได้” นางแดงจะคว้าอัฐจากมือนายสน
       นายสนเอาอัฐหลบอย่างรวดเร็ว “ส่งหนังสือให้ถึงมือท่านเจ้าคุณสมานโดยที่คุณพิศเธอไม่รู้เรื่องให้สำเร็จเสียก่อน แล้วเอ็งกลับลงมาบอกคำตอบจากท่านเจ้าคุณสมานกับข้าที่นี่ แล้วเอ็งค่อยเอาอัฐไป”
       นางแดงค้อนขวับ “ก็ได้” แล้วคว้าจดหมายในมือนายสนไป
       นายสนมองตาม
       
       นางแดงเดินขึ้นเรือนมา พอเห็นพระยาสมานนั่งอยู่ โดยที่พิศไม่อยู่ด้วย นางแดงก็ปราดเข้าไปหา เหลียวซ้ายแลขวาดูพิศอีกที แล้วยื่นจดหมายให้พระยาสมาน พระยาสมานมองท่าทางนางแดงอย่างสงสัย
       “อะไรของเอ็งวะนังแดง”
       นางแดงกระซิบตอบ “หนังสือจากท่านเจ้าคุณโกสินทร์เจ้าค่ะ กำชับมาว่าห้ามให้คุณพิศรู้เจ้าค่ะ”
       พระยาสมานขมวดคิ้ว แล้วคว้าจดหมายไปเปิดออกอ่าน
       สักครู่หนึ่งนางแดงถามขึ้น “ว่าไงเจ้าคะ คนของท่านเจ้าคุณโกสินทร์รอฟังคำตอบอยู่ข้างล่างเจ้าค่ะ”
       พระยาสมานเอ่ยขึ้น “บอกมัน..ว่าข้าจะไป”
       “เจ้าค่ะ” นางแดงออกไป
       แต่ยังไม่ทันที่พระยาสมานจะเก็บจดหมาย พิศกับนางด้วงก็เดินออกมาจากห้อง พระยาสมานรีบเอาจดหมายยัดใส่อกเสื้ออย่างรวดเร็ว
       พิศเห็นแวบๆ จึงถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือคะเจ้าคุณพ่อ”
       “ไม่มีอะไรนี่ พ่อก็แค่...” ท่านเจ้าคุณทำบิดขี้เกียจไปมา “ปวดๆ เมื่อยๆ ไปตามประสา ชักแก่แล้วน่ะ” แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ้อ..ลูกพิศเห็นไอ้เพียรมันมั่งมั้ยเนี่ย วันนี้ไม่รู้มันหายหัวไปไหนทั้งวันเลย จะเรียกใช้สอยอะไรสักหน่อย ก็หาตัวมันไม่เจอ”
       นางด้วงปากเบา จะบอกว่าเพียรถูกมัด “ไอ้เพียรมัน...”
       พิศตัดบทเสียก่อน “พิศให้มันไปทำธุระให้พิศนอกเมืองหน่อยน่ะค่ะ แต่บอกมันว่าถ้ากลับไม่ทันค่ำ ก็ให้มันหาที่นอนเสียที่โน่น เช้าแล้วค่อยกลับมา เจ้าคุณพ่อมีธุระอะไรจะใช้มันหรือคะ”
       “ไม่มีธุระอะไรสำคัญหรอก ถ้าลูกใช้มันไปไหนแล้ว..ก็แล้วไปเถอะ” แล้วลุกเดินเข้าห้องไป
       นางด้วงสงสัย “ทำไมคุณพิศไม่บอกท่านเจ้าคุณไปเลยละเจ้าคะว่าคุณพิศสั่งมัดไอ้เพียรไว้ที่ท่าน้ำโน่น”
       “ทำไมต้องบอก”
       นางด้วงหน้าจ๋อยไป
       “ข้าจะต้องลงโทษมันให้สาสม โทษฐานที่มันรู้เรื่องทุกอย่าง แต่บังอาจปิดบังข้า และข้าก็ไม่ต้องการให้พ่อข้า หรือใคร ขัดขวางข้าไม่ให้ลงโทษมัน”
       นางด้วงรีบรับคำ “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”
       
       สีหน้าธิดาสุดสวาทของพระยาสมานในยามนี้ เต็มไปด้วยความอาฆาต พยาบาทและโกรธเกรี้ยว

     ไอ้เพียรที่ถูกมัดอยู่ที่เสาท่าน้ำ โดยมีไอ้แนบคอยเฝ้าดูอยู่ และเวลานี้น้ำขึ้นมาถึงคอแล้ว ไอ้เพียรพยายามจะดิ้นให้หลุดจากเชือกมัด แต่ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุด แถมยิ่งเชือกถูกน้ำก็ยิ่งมัดตัวแน่นมากยิ่งขึ้น ไอ้เพียรร้องเรียก

       
       “ไอ้แนบ”
       แนบหันมามอง
       “เอ็งช่วยแก้มัดให้ข้าทีสิ”
       “จะบ้าเรอะ ขืนข้าแก้มัดให้เอ็ง คุณพิศเธอจะได้ให้คนมัดข้าแทนเอ็งน่ะสิ ในเมื่อเอ็งทำผิด เอ็งก็ก้มหน้ารับโทษไปเถอะไอ้เพียร”
       ไอ้เพียรฮึดฮัดด้วยความโมโห ไอ้แนบหันหน้าไปทางอื่น ไม่ยอมสบตา แต่แล้วทันใดนั้นก็มีไม้ฟาดเข้าที่หัวไอ้แนบดังผัวะ มันฟุบสลบไปในทันที ไอ้เพียรหันไปดูจึงเห็นว่าคนที่ฟาดหัวไอ้แนบคือนางพุ่มผู้เป็นแม่นั่นเอง
       “แม่”
       นางพุ่มทิ้งไม้ในมือ กระโดดลงที่ท่าน้ำ แล้วแก้มัดให้ลูกชายอย่างรีบร้อน นางพุ่มแก้เชือกไป ร้องไห้ไป พอเชือกหลุด ๒ แม่ลูกก็รีบขึ้นตลิ่ง
       “เอ็งรีบหนีไปนะไอ้เพียร ไปที่ไหนก็ได้ แล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก”
       “แม่...แล้วแม่ล่ะ...ถ้าคุณพิศรู้...”
       นางพุ่มสวนคำออกมา “ช่างปะไร ข้ามันแก่แล้ว ยังไงๆ ข้าก็ต้องตายอยู่ที่เรือนนี้อยู่แล้ว จะตายเร็ว ตายช้า ก็ต้องตายอยู่ดี แต่เอ็งสิยังหนุ่มยังแน่น ยังมีชีวิตได้อีกยาวนาน อย่าทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่ เพราะผู้หญิงใจร้ายอย่างคุณพิศเลย”
       ไอ้เพียรพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วคิดอะไรได้ “แม่ แล้วนังน้อยล่ะ”
       “ยังถูกขังอยู่ที่หลังเรือนทาสโน่น”
       “ข้าจะไปพามันหนีไปด้วยกัน”
       นางพุ่มฉุน “ไอ้เพียรเอ๊ย ! เอ็งเอาตัวเอ็งเองให้รอดเสียก่อนเถอะ แล้วถ้าเอ็งกับนังน้อยมีวาสนาต่อกัน สักวันเอ็งกับมันก็คงจะได้พบกันอีก ไปเถอะไป ก่อนที่จะมีใครมาเห็น...” ลูบหัวลูกตัวลูกชายอย่างรักใคร่ น้ำตาไหลพราก
       ไอ้เพียรมองแม่อย่างตื้นตัน แล้วตัดสินใจก้มลงกราบแทบเท้าแม่ นางพุ่มทรุดลงกอดเพียรไว้ สองแม่ลูกกอดกันแล้วร้องไห้ ก่อนที่นางพุ่มจะตัดใจ
       “ไปเถอะ”
       ไอ้เพียรมองนางพุ่มเต็มตาอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งหนีหายตัวเข้าไปในความมืด นางพุ่มมองลูกชายจนลับตาน้ำตาไหลพราก
       
       คืนพระจันทร์ข้างแรม บรรยากาศหม่นหมอง บัวซึ่งนอนซมอยู่ค่อยๆ รู้สึกตัว ขยับลุกขึ้นนั่ง แล้วเหลียวไปมองน้อย เห็นน้อยฟุบหลับอยู่ในท่าที่ไม่สบายเลย สภาพเนื้อตัวสกปรกมอมแมมไม่แพ้กัน
       บัวน้ำตาไหลริน เหม่อมองพระจันทร์คืนข้างแรม ด้วยใบหน้าเศร้าหมอง
       
       โมงยามเดียวกัน ฉัตรกำลังยืนมองดูพระจันทร์ดวงเดียวกับบัว นายทหารหนุ่มนักเรียนนอกถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม ไม่รู้พรุ่งนี้แผนจะสำเร็จหรือไม่ ครู่หนึ่งฉายเดินเข้ามาหา
       “นอนไม่หลับใช่มั้ยขอรับ”
       ฉัตรพยักหน้า “พี่ไม่นึกเลยนะว่าเรื่องราวมันจะใหญ่โตและบานปลายไปอย่างนี้ พี่ไม่เคยนึกเลยว่าผู้หญิงที่ดูอ่อนหวานอย่างคุณพิศ เธอจะใจร้ายได้ถึงขนาดนี้”
       “คนเรา..รู้หน้าไม่รู้ใจหรอกขอรับ นี่ยังดีนะขอรับที่พี่ฉัตรไม่ได้ตกร่องปล่องชิ้นไปกับหล่อนไม่เช่นนั้นพี่ฉัตรคงจะต้องทุกข์ใจไปชั่วชีวิต” ฉายหน้าสลดลงเมื่อคิดถึงเรื่องของตัวเองบ้าง
       ฉัตรมองฉายเข้าใจความรู้สึก จึงเอ่ยถามผู้เกิดทีหลัง “คิดถึงแอนนา”
       ฉายพยักหน้า “ถึงอย่างไรเสีย...หล่อนก็เคยเป็นเมีย จากกันไปอย่างนี้..จะอยู่ดีมีสุขหรือทุกข์อย่างไรก็สุดจะคาดเดาได้ แต่เอาเถอะขอรับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป” ฉายพูดพร้อมกับพยายามฝืนยิ้มให้ฉัตร “หวังว่าพรุ่งนี้คงมีข่าวดีสำหรับพี่ฉัตรนะขอรับ”
       ฉัตรตบบ่าฉายเบาๆ “ขอบใจฉาย..ขอบใจ”
       ฉัตรสีหน้าที่ดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง
       
       วันต่อมาพระยาสมานเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังเข้ามาในกระทรวง ครั้นพอเห็นพระยาโกสินทร์ยืนรอที่จุดนัดพบอยู่ก่อนแล้ว พระยาสมานก็ทำท่าเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
       “ท่านเจ้าคุณนัดกระผมมาเช่นนี้ มีธุระอะไรหรือขอรับ”
       “มีคนต้องการจะพบท่านเจ้าคุณเป็นการส่วนตัวน่ะขอรับ กระผมก็เลยเป็นธุระให้”
       พระยาสมานงง “ใครรึขอรับ”
       พระยาโกสินทร์ไม่ตอบ แต่หันไปพยักหน้าเรียกใครบางคนให้ออกมาจากมุมตึก พระยาสมานหันไปดู เห็นเป็นนายชดเดินถือห่อผ้ามาด้วย ๒ ห่อ
       “อ้าว..อะไรกันขอรับนี่”
       “กระผมหมดธุระแล้ว” พระยาโกสินทร์ สบตากับนายชดแล้วเดินออกไป
       พระยาสมานวางท่าใส่นายชด นายชดคุกเข่าลง วางห่อผ้าไว้ข้างตัว แล้วพนมมือไหว้พระยาสมาน ขอร้อง
       “ท่านเจ้าคุณโปรดเห็นแก่กระผมด้วยเถอะขอรับ ชีวิตของกระผมก็มีลูกสาวอยู่กับเขาแค่คนเดียว แต่กระผมก็ต้องนำมันมาเป็นทาสขัดดอกที่เรือนของท่านเจ้าคุณด้วยความจำเป็น เวลานี้กระผมมีอัฐพอที่จะขอไถ่ตัวมันกลับคืนได้”
       นายชดค่อยๆแก้ห่อผ้าออกให้พระยาสมานดู พระยาสมาน เห็นอัฐในห่อผ้า ทำหน้าเฉยๆ
       “แต่เอ็งก็รู้ว่าลูกพิศของข้าไม่ยอม...”
       นายชดไม่พูดอะไร แต่หยิบห่อผ้าอีกห่อมาเปิดออกให้พระยาสมานดูอีก ห่อผ้าที่ ๒ เห็นมีอัฐจำนวนเท่าๆ กับห่อแรกเลย คราวนี้พระยาสมานตาลุกโพลงด้วยความโลภ
       “กระผมให้ค่าไถ่ตัวนังบัวเป็นสองเท่าจากเดิมเลยขอรับ” นายชดยกมือไหว้พระยาสมาน “ขอให้กระผมได้ไถ่ตัวลูกสาวคืนนะขอรับท่านเจ้าคุณ”
       พระยาสมาน หรี่ตานิ่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง “เอาเถอะ..ในเมื่อเอ็งอยากได้ลูกสาวคืนถึงขนาดนี้ ข้าก็จะจัดการให้ แต่มันคงต้องมีการยักเยื้องกันสักหน่อย”
       “ยังไงรึขอรับ”
       “เอ็งก็รู้ว่าลูกข้าคงไม่ยอมให้ไถ่ตัวลูกสาวเอ็งง่ายๆ เพราะฉะนั้น..เอายังงี้ คืนนี้เอ็งเอาอัฐทั้งหมดนี่ไปรอข้าอยู่ที่ท้ายวัด ไม่เกินสองยาม ข้าจะพาตัวนังบัวไปหาเอ็ง”
       นายชดยิ้มร่าด้วยความดีใจ ยกมือไหว้พระยาสมานปลกๆ
       “แต่เอ็งต้องไปคนเดียวนะ ข้าไม่อยากให้เรื่องมันเอิกเกริก”
       “ขอรับๆ” นายชดไหว้พระยาสมานปลกๆ อีก
       
       คล้อยหลังนายชด พระยาสมานมีแววตาร้ายกาจออกมาทางสีหน้า เหมือนมีแผนไม่ดีอะไรบางอย่าง

   บัวกับน้อย ถูกนางด้วงเอาชามข้าวและกับคว่ำใส่หัวจนเลอะเทอะไปหมด นางแดงที่เป็นคนเอาข้าวมาให้สองคน และบ่าวอื่นๆ แอบส่ายหน้าอย่างกลุ้มใจ แล้วพิศก็เดินเข้ามาพูดใส่หน้าบัว

       
       “รู้มั้ยนังบัว พ่อเอ็งมันมาหาเอ็งทำไม”
       บัวหน้าเหวอ
       “พ่อเอ็งมันเอาอัฐมาไถ่ตัวเอ็ง”
       บัวสีหน้าตื่นเต้น ชีวิตเริ่มมีความหวัง
       พิศพูดต่อ สะบัดเสียงใส่ “แต่ข้าไม่ให้ไถ่”
       บัวหน้าสลดลงทันที
       “ข้าจะเก็บเอ็งเอาไว้ และก็ยังจะไม่ฆ่าหรอกนะนังบัว เพราะถ้าเอ็งตายเร็ว มันก็จะไม่สาสมกับที่เอ็งทำร้ายหัวใจข้า แต่ข้าจะทรมานเอ็งจนกว่าข้าจะพอใจ ข้าจะดูสิว่า..พอเวลาที่เอ็งหมดสวยหมดงามแล้ว คุณฉัตรเขายังจะรักเอ็งอยู่มั้ย”
       จากนั้นพิศก็พยักหน้าให้นางด้วงเอาเหล็กเผาไฟยื่นเข้าไปในกรงเพื่อจะนาบที่หน้าบัว บัวส่ายหน้าหนีไปจนติดกรง หนีไม่ออก พิศยิ้มเหี้ยมเกรียมในขณะที่นางด้วงหัวเราะสนุก แล้วยื่นเหล็กเผาไฟเข้าไปใกล้หน้าบัว
       น้อยร้องลั่น “อย่า”
       “นังน้อย เอ็งอย่าทำกำแหง ประเดี๋ยวเอ็งก็จะต้องโดนเหมือนกัน”
       น้อยนิ่งไปทันที แววตาหวาดกลัว นางด้วงยื่นเหล็กเผาไฟเข้าไปใกล้หน้าบัวอีก แต่พอจะถึง บ่าวคนหนึ่งก็วิ่งทะเล่อทะล่าน้าตาตื่นเข้ามาเสียก่อน
       “คุณพิศขอรับ”
       พิศหงุดหงิด “อะไร”
       “ไอ้เพียรมันหนีไปแล้วขอรับ”
       “อะไรนะ” พิศมีหน้าตาโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
       น้อย เผลอยิ้มดีใจที่เพียรหนีไปได้
       
       นางด้วงตบไอ้แนบสุดแรง ก่อนจะตะคอกเสียงดัง
       “ให้เฝ้าไอ้เพียรแค่นี้ เอ็งก็เฝ้าไม่ได้ ปล่อยให้มันหนีไปได้ยังไงหา”
       ไอ้แนบครวญ “ก็ใครตีหัวข้าไม่รู้…”
       พิศได้ยินหันขวับไปมองที่นางพุ่มอย่างสงสัย นางพุ่มทำหน้าไม่รู้เรื่องอะไร นางด้วงมองตามสายตาพิศ รู้ใจเจ้านาย
       “ต้องเป็นน้าแน่ๆ น้าพุ่ม”
       นางพุ่มไม่ยอมรับ “บ้าเหรอ ข้าไม่กล้าหรอก ขืนขัดคำสั่งคุณพิศ ข้าได้หลังขาดปะไร ข้าอยากแก่ตายนะ ไม่ใช่ถูกเฆี่ยนจนตาย”
       นางพุ่มก็หันไปยกมือไหว้พิศปลกๆ
       “คุณพิศเจ้าขา ปล่อยไอ้เพียรมันไปเถอะนะเจ้าคะ ความจริงมันก็แค่รู้เรื่อง แต่มันไม่ได้บอกใคร ก็แค่นั้น มันไม่ได้ทำความผิดอะไรร้ายแรง อย่าถึงขั้นต้องฆ่าต้องแกงกันเลยนะเจ้าคะคุณพิศเจ้าขา…”
       พิศมองตาขวาง “รู้แต่ไม่บอก ก็ผิดเหมือนกัน ข้าให้อภัยไม่ได้”
       “แต่ไอ้เพียรมันก็เป็นน้องชายของคุณพิศนะเจ้าคะ”
       พิศชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดใส่หน้าน้ำเสียงทรงอำนาจ “ข้าไม่มีพี่ ไม่มีน้อง ไอ้เพียรมันเป็นลูกไม่มีพ่อ”
       นางพุ่มสะอึกอึ้งไปทันที แล้วพิศก็หันไปสั่งบ่าวผู้ชายที่อยู่แถวนั้น
       “ไอ้สิงห์ เอ็งพาคนไปตามล่าตัวไอ้เพียร ลากตัวมันกลับมาให้ได้”
       “ขอรับ” ไอ้สิงห์รับคำแล้วรีบออกไป
       “อย่าให้ข้ารู้เชียวนะว่าใครเป็นคนช่วยไอ้เพียร” พิศจ้องหน้าเป็นเชิงขู่นางพุ่มขณะที่พูด “ข้าจะเฆี่ยนให้หลังขาดทีเดียว” แล้วหันไปสั่งนางด้วง “กลับไปที่อีบัว”
       “เจ้าค่ะ” นางด้วงออกท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือจะทำโทษบัวมาก
       พิศเดินนำไปนางด้วงตาม เหล่าทาสทั้งหลายที่อยู่ในสภาวะหวาดกลัวพิศกันถ้วนทั่ว ในขณะที่นางพุ่มมองตามพิศไปด้วยสีหน้าชิงชังสุดใจ
       
       พอพิศกับนางด้วงจะเดินกลับหมายจะไปลงโทษบัวต่อ บ่าวผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าพูด
       “คุณพิศเจ้าขา ท่านเจ้าคุณให้หาเจ้าค่ะ”
       พิศชะงัก “เจ้าคุณพ่อกลับมาแล้วรึ มีเรื่องอะไรรู้มั้ย”
       “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
       พิศทำหน้าขัดใจที่ไม่ได้คำตอบอะไร จะเดินกลับเรือนนางด้วงเรียกไว้สาระแนพูดเอาใจ
       “คุณพิศเจ้าขา ถ้าคุณพิศจะกลับเรือน ถ้าเช่นนั้นให้บ่าวกลับไปเผาหน้าอีบัวก่อนดีมั้ยเจ้าคะ”
       พิศบอกเสียงแข็ง “ยัง ขังมันไว้อย่างนั้นก่อน ข้าต้องการจะเห็นเวลาเอ็งเผาหน้ามันด้วยตาของข้าเอง มันถึงจะสาแก่ใจ ไป ขึ้นเรือนก่อนนังด้วง ไม่รู้เจ้าคุณพ่อเรียกหาข้าด้วยเรื่องอะไร”
       พิศเดินนำขึ้นเรือนไป นางด้วงเดินตามหลัง สีหน้าขัดใจ อดเผาหน้าบัวอย่างใจคิด
       เวลาเดียวกันที่เรือนพระยาโกสินทร์ ฉัตรเดินกระวนกระวายรอฟังข่าวจากนายชดจนนั่งไม่ติดที่ พระยาโกสินทร์และฉายมองอย่างเข้าใจในอารมณ์ สักครู่นายสนก็เดินพานายชดเข้ามา ฉัตรรีบถลาเข้าไปหานายชดทันที
       “ท่านเจ้าคุณสมานว่าอย่างไรบ้างนายชด”
       นายชดยิ้มร่า “ท่านเจ้าคุณสมานให้กระผมไปรอที่ท้ายวัดพร้อมอัฐคืนนี้ขอรับ แล้วไม่เกินสองยาม ท่านเจ้าคุณสมานจะเอาตัวนังบัวมาให้ไถ่”
       
       ฉัตรยิ้มด้วยความดีใจออกมาทันที



ประวัติดารา ที่เกี่ยวข้องกับ


เรื่องย่อละคร ละครที่เกี่ยวข้องกับข่าว




Tag : บ่วงวันวาร เรื่องย่อละคร บ่วงวันวาร ละครย้อนหลัง บ่วงวันวาร ละคร บ่วงวันวาร คลิปละคร บ่วงวันวาร โตโน่ บ่วงวันวาร จุ๋ย วร้ทยา บ่วงวันวาร
เมื่อ : 09 ม.ค. 56 17:19:56
ที่มา: www.manager.co.th
โดย : ท่านโชกุน